Tuesday, 9 June 2026
NewsFeed

‘อัยการรัฐยูทาห์’ เดินหน้ายื่นโทษประหารชีวิต ‘ไทเลอร์ โรบินสัน’ มือลอบสังหาร ‘ชาร์ลี เคิร์ก’

(17 ก.ย. 68) อัยการรัฐยูทาห์ประกาศเมื่อวันอังคาร (16 ก.ย.) ว่า จะเดินหน้ายื่นโทษประหารชีวิตต่อศาล สำหรับไทเลอร์ โรบินสัน (Tyler Robinson) วัย 22 ปี ผู้ต้องหาในคดีลอบสังหารชาร์ลี เคิร์ก (Charlie Kirk) นักเคลื่อนไหวการเมืองสายอนุรักษนิยมชื่อดัง ซึ่งเหตุเกิดระหว่างการบรรยายที่มหาวิทยาลัยยูทาห์ วัลเลย์ เมืองโอเรม สหรัฐฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

เจฟฟ์ เกรย์ (Jeff Gray) อัยการเขตยูทาห์เคาน์ตี ระบุว่า ตนได้ตัดสินใจบนพื้นฐานของพยานหลักฐานและความร้ายแรงของอาชญากรรม พร้อมตั้งข้อหาหนักหลายกระทง ทั้งฆาตกรรมโดยเจตนา การใช้อาวุธปืน การขัดขวางกระบวนการยุติธรรม และการข่มขู่พยาน

โดย โรบินสันถูกจับกุมเมื่อวันศุกร์ และถูกคุมขังโดยไม่ให้ประกันตัว หลังพ่อแม่เป็นผู้แจ้งเบาะแสว่าบุตรชายมีลักษณะตรงกับภาพจากกล้องวงจรปิด โดยเขายอมมอบตัวหลังถูกครอบครัวและเพื่อนที่เป็นอดีตนายอำเภอเกลี้ยกล่อมให้ยอมรับผิด

เอกสารจากการสอบปากคำ ระบุว่า โรบินสันได้สารภาพกับครอบครัวและเพื่อนร่วมห้อง พร้อมยอมรับว่าเตรียมการมาก่อนกว่าหนึ่งสัปดาห์ มีทั้งจดหมายและข้อความแชตที่บ่งชี้ว่าเขาตั้งใจลงมือ รวมถึงอาวุธปืนไรเฟิลที่พบในที่เกิดเหตุ ซึ่งมีปลอกกระสุนสลักข้อความไว้

ทั้งนี้ การเสียชีวิตของเคิร์กสร้างแรงสะเทือนในสังคมการเมืองสหรัฐฯ มิตรสหายและพันธมิตรทางการเมืองของเขาต่างร่วมไว้อาลัย ขณะที่นักการเมืองฝั่งขวาอย่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และรองประธานาธิบดีเจดี แวนซ์ ชี้ว่ากลุ่มซ้ายหัวรุนแรงเป็นต้นเหตุ ด้านฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางของเคิร์กยังคงวิพากษ์วิจารณ์ต่อไป จุดชนวนความขัดแย้งในสังคมอเมริกันให้รุนแรงยิ่งขึ้น

จุฬาฯ–กฟผ. ร่วมขับเคลื่อนไทยสู่พลังงานสะอาด หนุนโครงการวิจัยผลิตไฮโดรเจนจากพลังงานหมุนเวียน

จุฬาฯ จับมือ กฟผ. ขับเคลื่อนงานวิจัยโครงการผลิตไฮโดรเจนจากพลังงานหมุนเวียน ร่วมเดินหน้าประเทศไทยสู่อนาคตพลังงานสะอาดที่ยั่งยืน

กฟผ. พร้อมด้วยศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมลงนามในสัญญามอบทุนวิจัย “การนำหลักการ ESG มาใช้สนับสนุนการพัฒนาโครงการอย่างยั่งยืนของ กฟผ. ในการผลิตไฮโดรเจนและอนุพันธ์ของไฮโดรเจนจากพลังงานหมุนเวียน” ผลักดันการพัฒนาที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ตามมาตรฐานสากล พร้อมต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์จริงในการขับเคลื่อนพลังงานสะอาดและการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ

นายนรินทร์ เผ่าวณิช รองผู้ว่าการเชื้อเพลิง รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พร้อมด้วยนายศุภิชัย ตั้งใจตรง กรรมการผู้อำนวยการ ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Chula Unisearch) ร่วมลงนามสัญญามอบทุนวิจัยและพัฒนานวัตกรรม เรื่อง “การนำหลักการ ESG มาใช้สนับสนุนการพัฒนาโครงการอย่างยั่งยืนของ กฟผ. ในการผลิตไฮโดรเจนและอนุพันธ์ของไฮโดรเจนจากพลังงานหมุนเวียน” โดยมี ศาสตราจารย์พิสุทธิ์ เพียรมนกุล กรรมการ กฟผ. และประธานกรรมการธรรมาภิบาล และความยั่งยืน กฟผ. ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ สำนักงานใหญ่ กฟผ. จ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568

นายนรินทร์ เผ่าวณิช รองผู้ว่าการเชื้อเพลิง รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กฟผ. ตระหนักถึงภารกิจสำคัญในการผลิตไฟฟ้าควบคู่ไปกับการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ สนับสนุนนโยบายการเปลี่ยนผ่านพลังงานของภาครัฐ สู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยงานวิจัยในครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการผลิตไฮโดรเจนสะอาดจากพลังงานหมุนเวียนผ่านการนำหลัก Environmental, Social, and Governance หรือ ESG มาใช้ประเมินโครงการผลิตไฮโดรเจนสะอาดให้มีประสิทธิภาพรอบด้าน และยั่งยืน สอดคล้องกับมาตรฐานในระดับสากล ทั้งในด้าน “ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การสนับสนุนคุณภาพชีวิตของชุมชน และการบริหารจัดการที่โปร่งใส” เชื่อมั่นว่า ความร่วมมือในครั้งนี้จะทำให้ประเทศไทย และ กฟผ. สามารถบรรลุเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ มั่นคง และเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวมในระยะยาว

ด้าน นายศุภิชัย ตั้งใจตรง กรรมการผู้อำนวยการ ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเสริมว่า เป็นความภาคภูมิใจของศูนย์ฯ ที่สามารถนำองค์ความรู้ด้านงานวิจัยเชิงบูรณาการใหม่ ๆ มาสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมด้านพลังงานสะอาด และการขับเคลื่อน ESG อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านความร่วมมือกับ กฟผ. ในครั้งนี้ เพื่อมุ่งสู่อนาคตที่ยั่งยืนด้วยพลังงานสะอาด พร้อมสร้างองค์ความรู้ นวัตกรรม และบุคลากรที่จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป

รายงานจากสหประชาชาติ (UN) ชี้ ‘อิสราเอล’ จงใจ ‘ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์’ ชาวปาเลสไตน์ในกาซา

(17 ก.ย. 68) คณะกรรมการอิสระของสหประชาชาติ (UN) เผยรายงานฉบับใหม่เมื่อวันอังคาร (16 ก.ย.) ระบุว่า อิสราเอลได้กระทำการเข้าข่าย “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ต่อชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา โดยมีมูลเหตุเพียงพอที่จะสรุปว่า การกระทำของอิสราเอลเข้าข่าย 4 ใน 5 ลักษณะของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ตามกฎหมายระหว่างประเทศ

รายงานความยาว 72 หน้า ระบุว่า อิสราเอลได้ทำลายศักยภาพในการสืบพันธุ์ของชาวปาเลสไตน์บางส่วน รวมถึงกำหนดมาตรการที่มุ่งป้องกันการเกิดใหม่ และจงใจสร้างเงื่อนไขการใช้ชีวิตที่นำไปสู่การทำลายล้างทางกายภาพของกลุ่มชาวปาเลสไตน์ ซึ่งทั้งหมดถือเป็นการละเมิดตามธรรมนูญกรุงโรมและอนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันและลงโทษอาชญากรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

นาวี พิลเลย์ (Navi Pillay) ประธานคณะกรรมการฯ ย้ำว่าผู้นำอิสราเอลหลายราย รวมถึงประธานาธิบดีไอแซก เฮิร์ซอก และนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู มีพฤติกรรม “ยุยงให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” โดยระบุว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในกาซาเป็นการโจมตีที่โหดร้าย ยืดเยื้อ และขยายเป็นวงกว้างที่สุดต่อชาวปาเลสไตน์นับตั้งแต่ปี 1948 พร้อมเรียกร้องให้ทุกประเทศใช้มาตรการทุกรูปแบบเพื่อหยุดการกระทำดังกล่าว

สำหรับ ความขัดแย้งเริ่มจากเหตุโจมตีอิสราเอลโดยกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2023 คร่าชีวิตชาวอิสราเอลราว 1,200 คน และมีผู้ถูกจับเป็นตัวประกันกว่า 200 ราย ก่อนที่อิสราเอลเปิดปฏิบัติการ “Iron Swords” โจมตีและปิดล้อมกาซาโดยตัดน้ำ ไฟฟ้า เชื้อเพลิง และเสบียง ส่งผลให้มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตกว่า 65,000 คน และชาวอิสราเอลอีกราว 1,500 คน นอกจากนี้ยังลุกลามไปยังเลบานอน เยเมน และอิหร่าน

สนธิสัญญาปี 1907 ระบุชัด ‘เกาะกูด’ เป็นของสยาม เขมรควรเลิกฝันกลางวัน หยิบมาอ้างสิทธิ์ใน ICJ

ช่วงนี้ฝั่งกัมพูชาเริ่มมีการอ้างอิงเอกสารเก่า 2 ฉบับ คือ สนธิสัญญา 23 มีนาคม ค.ศ. 1907 และ พิธีสารปักปันเขตแดน ที่แนบท้าย โดยพยายามหยิบมาใช้เป็นหลักฐานอ้างสิทธิ์เหนือ เกาะกูด พร้อมพูดทำนองว่าอาจนำไปใช้เป็นเครื่องมือกดดันไทยในเวที ICJ หากวันหนึ่งมีการต่อสู้คดีขึ้นมา

แต่เมื่อเปิดเอกสารทั้งสองฉบับอ่านอย่างละเอียด จะเห็นได้ชัดว่า ตรงกันทั้งคู่ ว่าเกาะกูดเป็นของสยาม (ประเทศไทยปัจจุบัน) ไม่ใช่ของอินโดจีนฝรั่งเศส และยิ่งไม่ใช่ของกัมพูชาเลยด้วยซ้ำ

มาตรา II ของสนธิสัญญา 1907 ที่ลงนามโดย V. Collin de Plancy (ฝ่ายฝรั่งเศส) และ สมเด็จฯ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ (ฝ่ายสยาม) เขียนไว้ชัดเจนว่า:

> “Le Gouvernement Français cède au Siam … toutes les îles situées au sud du cap Lemling, jusqu’aux et compris Koh Kut.”

แปล: รัฐบาลฝรั่งเศสยกเกาะทั้งหมดที่อยู่ทางใต้ของแหลมเลมลิง รวมทั้งเกาะกูด ให้แก่สยาม

พิธีสาร Section I ก็ระบุแนวเขตแดนโดยใช้ “ยอดสูงสุดของเกาะกูด” เป็นจุดอ้างอิง เส้นเขตแดนลากจากทะเลขึ้นฝั่งไปยังสันเขาพนมกระวาน ซึ่งยืนยันอีกครั้งว่าเกาะนี้อยู่ในเขตแดนสยาม

เอกสารเหล่านี้ไม่ใช่เพียง “บันทึก” แต่เป็น สนธิสัญญาทางการระหว่างประเทศ ที่มีการลงนามและให้สัตยาบันแล้ว ดังนั้น กัมพูชาจะหยิบมาอ้างสิทธิ์ใน ICJ ก็ไม่ต่างอะไรกับการ “ฝันกลางวัน” เพราะตัวบทเองระบุไว้ชัดเจนตั้งแต่ปี 1907 ว่า ฝรั่งเศสยกเกาะกูดให้ไทย เรื่องนี้ชัดเจนเกินกว่าจะตีความบิดเบือนได้

สรุป: เกาะกูด ยังไงก็เป็นของไทย

‘โฆษกกองทัพบก’ แจงเหตุไม่จับเขมรบุกรื้อลวดหนาม เพราะกัมพูชาใช้ประชาชนเป็น ‘โล่มนุษย์’ ต่อหน้าสื่อต่างชาติ

(17 ก.ย. 68) จากกรณีชาวกัมพูชานับร้อยคนพยายามรื้อรั้วลวดหนามหีบเพลงที่ฝ่ายไทยนำไปกั้นไว้ ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ล่าสุด พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ชี้แจงสาเหตุที่เจ้าหน้าที่ไทยไม่จับกุมชาวกัมพูชาที่รื้อลวดหนาม แม้จะอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก โดยระบุว่าในวันเกิดเหตุ ฝ่ายกัมพูชาใช้ประชาชนเป็น 'โล่มนุษย์' และมีสื่อต่างชาติหลายสำนักอยู่ในพื้นที่ หากใช้กำลังเข้าจับกุมทันที อาจสร้างภาพว่าทหารไทยทำร้ายประชาชน ซึ่งตรงตามเป้าหมายที่กัมพูชาต้องการให้เกิดขึ้น

โฆษกกองทัพบกอธิบายว่า เจ้าหน้าที่จึงปรับแผนตามหลักสากล โดยเริ่มจากให้ฝ่ายปกครองเข้าดำเนินการ แต่เมื่อไม่สามารถควบคุมได้ จึงยกระดับเป็นการใช้กฎหมายปกติ โดยให้ตำรวจควบคุมฝูงชนเข้ามาดูแลสถานการณ์ พร้อมย้ำว่าไทยคำนึงถึงภาพลักษณ์ในเวทีโลก และต้องการแก้ไขปัญหาอย่างรอบคอบ

ทั้งนี้ ที่ประชุม GBC ล่าสุด ฝ่ายกัมพูชารับปากจะพิจารณา 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ ปัญหาทุ่นระเบิด เครือข่ายสแกมเมอร์ และการรุกล้ำชายแดน โดยฝ่ายกัมพูชาขอเวลาในการสื่อสารภายในหน่วยงานของตนเองเพื่อหาทางแก้ไขร่วมกัน

ด้านฝ่ายไทยได้ทำหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงถึงสื่อต่างชาติ พร้อมย้ำว่าหากเกิดเหตุวุ่นวายซ้ำ ไทยพร้อมใช้มาตรการขั้นสูงภายใต้กฎอัยการศึก โดย พล.ต.วินธัย ทิ้งท้ายว่า ทุกการดำเนินการต้องรัดกุม เพื่อไม่ให้กระทบต่อภาพลักษณ์และผลประโยชน์ของประเทศในระยะยาว

เมื่อทุกไฟแดงกลายเป็นไฟเขียว — ภารกิจส่งหัวใจดวงที่ 140 ถึงมือแพทย์ทันเวลา

เมื่อวานนี้ (16 ก.ย. 68) ศูนย์วิทยุโครงการพระราชดำริ ได้รับแจ้งจากหน่วยงานการแพทย์ว่ามีอวัยวะหัวใจจากจังหวัดนครราชสีมา ต้องนำส่งโรงพยาบาลศิริราชเพื่อทำการปลูกถ่ายให้กับผู้ป่วยที่รอคอยการรักษา โดยเป็นหัวใจดวงที่ 140 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ร่วมสนับสนุนการลำเลียง

ทั้งนี้ ภารกิจดังกล่าวมีข้อจำกัดด้านเวลา เนื่องจากการเก็บรักษาหัวใจสามารถทำได้เพียง 4 ชั่วโมงนับจากการนำออกจากร่างผู้บริจาค ดังนั้น การเดินทางจากจังหวัดนครราชสีมาเข้าสู่กรุงเทพมหานครจึงต้องอาศัยการประสานงานที่รวดเร็วและแม่นยำ

สำหรับการปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง ตำรวจจราจรทุกหน่วย ทั้งในพื้นที่ของสถานีตำรวจภูธรต่างๆในเส้นทาง ตำรวจทางด่วน และตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ ได้เข้าประจำจุดสำคัญเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการจราจร รวมทั้งปรับสัญญาณไฟให้ต่อเนื่องตลอดเส้นทาง ขณะเดียวกัน ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนต่างร่วมใจกันหลีกทาง เพื่อให้รถพยาบาลสามารถเคลื่อนตัวได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย

ผลการปฏิบัติปรากฏว่า รถพยาบาลเดินทางถึงโรงพยาบาลศิริราชภายในเวลาเพียง 2 ชั่วโมง 13 นาที ซึ่งอยู่ในเกณฑ์เวลาที่ปลอดภัยตามข้อกำหนดของการแพทย์ นับเป็นอีกหนึ่งภารกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์

ในการนี้ พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา (ผบช.ศ.) เปิดเผยว่า “หัวใจดวงนี้ไม่ใช่เพียงอวัยวะ หากแต่คือชีวิตใหม่ที่ตำรวจและประชาชนช่วยกันส่งต่อ” ขณะที่ พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ได้กล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง รวมถึงประชาชนที่ให้ความร่วมมือ พร้อมย้ำว่า “ภารกิจหัวใจดวงที่ 140 สะท้อนให้เห็นว่าความร่วมมือของทุกฝ่ายคือพลังสำคัญที่ทำให้การแข่งกับเวลาสำเร็จได้อย่างสมบูรณ์”

ดังนั้น ภารกิจครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการลำเลียงอวัยวะ แต่ยังเป็นการพิสูจน์ว่า ความร่วมมือจากตำรวจและประชาชนทุกภาคส่วน สามารถสร้างปาฏิหาริย์บนท้องถนน และช่วยต่อชีวิตเพื่อนมนุษย์ได้จริง

ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางรับโล่รางวัลชนะเลิศการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทดีเด่นจากประธานศาลฎีกา ตามโครงการขับเคลื่อนนโยบายประธานศาลฎีกา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568

เมื่อวานนี้ (16 ก.ย.68) เวลา 13.30 นาฬิกา ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางเข้าร่วมพิธีมอบรางวัล โครงการขับเคลื่อนนโยบายประธานศาลฎีกา สานต่อ เสริมสร้าง และส่งต่ออย่างยั่งยืน (นวัตกรรมการส่งคำคู่ความ คำพิพากษาศาลชั้นต้นดีเด่น ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทดีเด่น ศาลดีเด่น) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยมีนางชนากานต์ ธีรเวชพลกุล ประธานศาลฎีกา เป็นประธานในพิธีมอบโล่รางวัลและประกาศเกียรติคุณ ในโอกาสนี้ นายทวีศักดิ์ จันทร์วีระเสถียร อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง พร้อมด้วย นายปาลิต สันทนาคณิต ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง  ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง  นายนัฐวุฒิ นาคเกิด นิติกรชำนาญการพิเศษ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง และนายฤทธิชัย สมไพบูลย์  นิติกรปฏิบัติการ เข้ารับมอบโล่รางวัลและประกาศเกียรติคุณ “รางวัลชนะเลิศ กลุ่มศาลพิเศษ-ศาลชำนัญพิเศษ ศาลยุติธรรมที่มีผลการปฏิบัติงานด้านการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทดีเด่นโครงการร่วมใจไกล่เกลี่ย 2025” ณ โรงแรมโกลเด้น ทิวลิป ซอฟเฟอริน กรุงเทพ แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร 

สุโขทัย-อพท.สุโขทัย รวมพลังเครือข่ายสื่อสารมวลชน เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวโดยชุมชนของสุโขทัย สู่ผลงานและรางวัลระดับโลก

นายนพฤทธิ์ ศิริโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย เข้าร่วมรับทราบผลและแผนการกำเนินงานของ อพท.สุโขทัย พร้อมพี่น้องสื่อมวลชน โดยมีว่าที่ร้อยเอก สันติพงศ์ บุญยเลิศ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสุโขทัย นางเบญจภัทร หมวกทอง ประชาสัมพันธ์จังหวัดสุโขทัย นายกสมาคมสื่อสารมวลชนสุโขทัย เครือข่ายสื่อมวลชนในจังหวัดสุโขทัยเข้าร่วมกิจกรรม เพื่อร่วมสร้างความเข้าใจและความร่วมมือในการประชาสัมพันธ์กิจกรรมการท่องเที่ยวโดยชุมชน และ ส่งเสริมภาพลักษณ์จังหวัดสุโขทัยในฐานะเมืองท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก

พันเอก นาวิน ปรีชาพณิชยกุล ผจก.อพท.สุโขทัย รายงานผลงานและความสำเร็จจากความร่วมมือของภาคส่วน ภาคเอกชนเชิงท่องเที่ยว ภาคประชาชนและชุมชนที่ให้การสนัยสนุนร่วมมือจนสามารถคว้ารางวัลเชิงส่งเสริมการท่องเที่ยวและมีส่วนร่วมการสร้างรายได้ สร้างงาน สร้างความยั่งยืนของการส่งเสริมการท่องเที่ยว  พร้อมกล่าวว่า “รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่เครือข่าย สื่อมวลชนทุกท่านให้ความสําคัญและเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ อพท.สุโขทัยได้ขับเคลื่อนมิติการท่องเที่ยวยั่งยืน ผ่านโครงการหลัก 3 โครงการ ได้แก่
1. โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรม(UCCN)
2. โครงการพัฒนาการท่องเที่ยวยั่งยืนประจําปีงบประมาณ2568
3. โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน พื้นที่ชุมชนเป้าหมาย 9 แห่ง ได้แก่ (1) ชุมชนเมืองเก่า(2)ชุมชนท่าชัย-ศรีสัชนาลัย (3)ชุมชนบ้านนาต้นจั่น (4)ชุมชนไทยชนะศึก (5)ชุมชนเมืองด้ง (6)ชุมชน ทุ่งหลวง (7)ชุมชนนาเชิงคีรี (8)ชุมชนหาดเสี้ยว และ(9)ชุมชนวิถีเมืองบางขลัง

สร้างรายได้ชุมชนกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 29,866,899 บาท เพิ่มขึ้น 62.64%  จากปีฐาน 2567 จำนวนนักท่องเที่ยว 121,284 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.73% จากปีฐาน 2567 พร้อมพุ่งเป้าหมายแผนการพัฒนาปี 2569 เพิ่มขึ้น 3% จากปีฐาน 2568 

ผลงานเด่น: รางวัลระดับชาติและนานาชาติ
จากการดําเนินงานร่วมกับชุมชน อพท.สุโขทัย สามารถผลักดันให้เกิดผลงานเชิงประจักษ์และได้รับ รางวัลสําคัญทั้งในและต่างประเทศ อาทิ
1. รางวัลนานาชาติ
• PATA Grand Award 2025 จากสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (Pacific Asia Travel Association: PATA) มอบให้แก่ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มโฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น อ.ศรีสัชนา ลัย จ.สุโขทัย จากผลงาน การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน (Sustainable Cultural Heritage Preservation of the Ban Na Ton Chan Homestay Community Enterprise) โดดเด่นที่สุดด้านความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสังคม

2. รางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ครั้งที่ 15 (Thailand Tourism Awards 2025)
• วิสาหกิจชุมชนกลุ่มโฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น ได้รับรางวัล Hall of Fame, รางวัลยอดเยี่ยม (Thailand Tourism Excellence Awards) และรางวัลแห่งความยั่งยืน (Thailand Tourism Sustainability Awards)
• ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนเมืองเก่าสุโขทัย ได้รับรางวัลแห่งความยั่งยืน
• ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านทุ่งหลวง ได้รับรางวัลแห่งความยั่งยืน

3. รางวัลระดับโลกด้านสิ่งแวดล้อม
• Green Destinations Top 100 Stories 2025 ชุมชนท่าชัย – ศรีสัชนาลัย ได้รับการคัดเลือกเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวยั่งยืน 100 แห่งของโลก และจะเข้ารับรางวัลอย่างเป็นทางการเร็วๆ นี้

4. รางวัลสถานประกอบการและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
• โรงแรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Hotel) จํานวน 1 แห่ง
• ร้านอาหารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Restaurant) จํานวน 2 แห่ง
• ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Production) จํานวน 4 แห่ง
รวมทั้งหมด 7 รางวัล

5. รางวัลด้านการลดก๊าซเรือนกระจก (LESS)
• ชุมชนบ้านนาต้นจั่นได้รับประกาศเกียรติคุณโครงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก (LESS) จากการบูรณาการร่วมกับ อพท.สุโขทัย ธ.ก.ส. จังหวัดสุโขทยั ศูนย์ป่าไม้ และ (อบก.)องค์การบริหาร
จัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)
• ผลการพัฒนาระบบ BCG Model ด้านคาร์บอนเครดิต พบว่าพื้นที่ป่าชุมชน 1,058 ไร่ สามารถกัก เก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 33,097 ตัน CO2 เทียบเท่า ถือเป็นต้นแบบสําคัญของการ ท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

‘กรมที่ดิน’ เบรกคำสั่งเพิกถอน ‘เขากระโดง’ ยัน ไม่ตัดสิทธิการรถไฟฯ ที่จะใช้สิทธิทางศาลยุติธรรม

(17 ก.ย.68) เวลา 15.00 น. ที่ห้องประชุมราชสีห์ กระทรวงมหาดไทย มีรายงานว่ากรมที่ดิน จะเข้ากระทรวงเพื่อรายงานเรื่องที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ ต่อกระทรวงมหาดไทย หลังจากนั้นนายพรพจน์ เพ็ญพาส รองปลัดกระทรวงมหาดไทย (ก่อนหน้านี้เคยเป็นอธิบดีกรมที่ดิน ยุคนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็น รมว.มหาดไทย) จะแถลงข่าวกรณีการดำเนินการกับที่ดินบริเวณเขากระโดง จ.บุรีรัมย์

ทั้งนี้ กรมที่ดินได้ชี้แจงว่า ตามที่สื่อมวลชนให้ความสนใจในประเด็นการดำเนินการกับที่ดินบริเวณเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์และกระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบคำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน กรณี ไม่เพิกถอนโฉนดที่ดิน บริเวณเขากระโดง กรมที่ดิน ขอสรุปประเด็นเพื่อชี้แจง ดังนี้

1. ตามคำพิพากษาศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ ภาค 3 กรมที่ดินได้ดำเนินการแล้ว ดังนี้

1.1 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 842 – 876/2560 ลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 สำนักงานที่ดิน จังหวัดบุรีรัมย์ดำเนินการยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดินของราษฎร จำนวน 35 ราย ที่ฟ้องคดี พร้อมทั้งจำหน่าย ส.ค. 1ออกจากทะเบียนการครอบครองที่ดินแล้ว

1.2 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8027/2561 ลงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2561 อธิบดีกรมที่ดินได้มีคำสั่งให้แก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ใน น.ส. 3 ข. เลขที่ 200 หมู่ที่ 9 ตำบลเสม็ด อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ (บางส่วน) ตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน แล้ว

1.3 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 คดีหมายเลขแดงที่ 1112/2563 ลงวันที่ 22 เมษายน 2563 สำนักงานที่ ดินจังหวัดบุรีรัมย์ดำเนินการเพิกถอนโฉนดที่ ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ รวม 3 ฉบับ ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 แล้ว ดังนั้น กรมที่ดินจึงได้ดำเนินการตามคำพิพากษาศาลทั้งสามคดีครบถ้วนแล้ว

2. ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 582/2566 ลงวันที่ 30 มีนาคม 2566 ให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 61 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อดำเนินการกับที่ดินแปลงอื่น จำนวน 995 แปลง ที่อยู่ในบริเวณที่การรถไฟฯ อ้างสิทธิ ซึ่งอธิบดีกรมที่ดินได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนฯตามคำพิพากษาดังกล่าวแล้ว คณะกรรมการสอบสวนฯ ได้รวบรวมพยานหลักฐานแล้ว 

ข้อเท็จจริงยังไม่ชัดเจนเป็นที่ยุติว่าที่ดินเป็นของการรถไฟฯ และการออกโฉนดที่ดินในพื้นที่เขากระโดงเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงมีความเห็นไม่สมควรเพิกถอนโฉนดที่ดิน อธิบดีกรมที่ดินได้พิจารณาความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนฯแล้วเห็นชอบด้วย จึงมีคำสั่งให้ยุติเรื่อง

การรถไฟฯ จึงได้อุทธรณ์คำสั่งยุติดังกล่าว ซึ่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านกิจการความมั่นคงภายใน พิจารณาแล้วเห็นว่าคำสั่งยุติเรื่องของอธิบดีกรมที่ดินชอบด้วยกฎหมายจึงยกอุทธรณ์ของการรถไฟฯ และกรมที่ดินได้แจ้งสิทธิการฟ้องคดีให้การรถไฟฯ ทราบแล้ว

3. เนื่องจากคำสั่งให้ยุติเรื่องตามข้อ 2 การรถไฟฯ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองสูงสุดให้เรียกอธิบดีกรมที่ดินมาไต่สวน เนื่องจากเห็นว่าอธิบดีกรมที่ดินยังดำเนินการไม่ครบถ้วนตามคำพิพากษาศาลปกครองกลาง ศาลปกครองสูงสุดได้พิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่ออธิบดีกรมที่ดินตั้งคณะกรรมการสอบสวนฯ จึงเป็นการดำเนินการตามคำพิพากษาของศาลปกครองกลางแล้ว ส่วนการรังวัดหาแนวเขตที่ดินของการรถไฟฯ เป็นเพียงข้อแนะนำของศาล ซึ่งกรมที่ดินก็ได้ดำเนินการแล้วเช่นกัน แต่หากการรถไฟฯ เห็นว่าอธิบดีกรมที่ดินดำเนินการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ถูกต้องตามคำพิพากษา การรถไฟฯ ก็ชอบที่จะยื่นเป็นคำร้องต่อศาลปกครองชั้นต้นที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดี ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณามีคำสั่งหรือไต่สวน ศาลปกครองสูงสุดจึงยกคำร้องของการรถไฟฯ

4. การรถไฟฯ จึงได้ฟ้องกรมที่ดิน อธิบดีกรมที่ดินและปลัดกระทรวงมหาดไทย ต่อศาลปกครองกลางเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2568 เพื่อให้เพิกถอนคำสั่งยุติเรื่องและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ซึ่งขณะนี้ศาลได้รับคำฟ้องไว้พิจารณาและอยู่ระหว่างกรมที่ดินทำคำให้การต่อสู้คดี

5. รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายเดชอิศม์ ขาวทอง) ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินกรณียุติเรื่อง ซึ่งคณะกรรมการตรวจสอบฯ เห็นว่า อธิบดีกรมที่ดินยังดำเนินการไม่ครบถ้วนก่อนการมีคำสั่งให้ยุติเรื่อง จึงเห็นควรให้อธิบดีกรมที่ดินทบทวนคำสั่งยุติเรื่องดังกล่าว

กรมที่ดินพิจารณาแล้วขอเรียนว่า ที่ผ่านมากรมที่ดินได้ดำเนินการครบถ้วนแล้วทั้งตามคำพิพากษาศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ ภาค 3 คำพิพากษาศาลปกครองกลาง ประกอบกับปัจจุบันการรถไฟฯ ก็ได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลางตามข้อ 4 แล้ว ทุกฝ่ายจึงควรรอผลคำพิพากษาของศาล อันจะทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้รับหลักประกันความเป็นธรรมตามกระบวนการจากองค์กรตุลาการที่ได้รับการยอมรับ อย่างไรก็ตามหากการรถไฟฯ เห็นว่าตนมีสิทธิในที่ดินดีกว่า ก็ไม่ตัดสิทธิการรถไฟฯ ที่จะไปใช้สิทธิทางศาลยุติธรรม


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top