Tuesday, 9 June 2026
NewsFeed

สถานทูตจีนจัดเวทีเสวนาเยาวชนจีน-ไทย หัวข้อจดจำประวัติศาสตร์ พร้อมรำลึก 80 ปีต้านญี่ปุ่น

(4 ก.ย. 68) สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยจัดการเสวนาเยาวชนจีน-ไทย ภายใต้หัวข้อ “จดจำประวัติศาสตร์ ทะนุถนอมสันติภาพ และร่วมกันสร้างมิตรภาพ” เมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา เพื่อรำลึกครบรอบ 80 ปีแห่งชัยชนะในสงครามต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่นและสงครามต่อต้านฟาสซิสต์โลก โดยมีเอกอัครราชทูตจาง เจี้ยนเว่ย เข้าร่วมพร้อมทั้งกล่าวสุนทรพจน์

นอกจากนี้ ภายในงานยังมี ดร. อุษณีษ์ เลิศรัตนานนท์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมคณาจารย์และนักศึกษากว่า 50 คนเข้าร่วม บรรยายโดยนายจ้าว เมิ่งเทา ที่ปรึกษาสถานทูต เกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศของจีนและความสัมพันธ์จีน-ไทยในปัจจุบัน

เอกอัครราชทูตจาง เจี้ยนเว่ย กล่าวว่า สงครามต่อต้านญี่ปุ่นของประชาชนจีนถือเป็นสงครามที่ยาวนานและสำคัญยิ่ง ซึ่งช่วยนำไปสู่ชัยชนะของประชาคมโลกต่อฟาสซิสต์ พร้อมย้ำถึงอธิปไตยของไต้หวันที่เป็นส่วนหนึ่งของจีน และเน้นว่าจีนยังคงยึดมั่นในระเบียบโลกหลังสงคราม รวมถึงการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกัน หวังว่าเยาวชนไทยจะเรียนรู้บทเรียนทางประวัติศาสตร์ และร่วมกันรักษาสันติภาพโลก

‘สี จิ้นผิง-ปูติน’ พูดคุยเรื่องชีวิตเป็นอมตะ!! กลางงานสวนสนามจีน เชื่ออนาคตมนุษย์อาจอยู่ถึง 150 ปี จากเทคโนโลยีปลูกถ่ายอวัยวะ

(4 ก.ย. 68) สำนักข่าว CNN เปิดเผยบทสนทนาของ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย และคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ระหว่างเดินเข้าสู่แท่นชมงานสวนสนามทางทหารที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน กรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 3 ก.ย. ที่ผ่านมา โดยเนื้อหาการพูดคุยที่เกี่ยวข้องกับอายุขัยมนุษย์ เทคโนโลยีปลูกถ่ายอวัยวะ และแนวคิดการมีชีวิตยืนยาวถึง 150 ปี

สี จิ้นผิง กล่าวกับผู้นำเกาหลีเหนือว่า “ตอนนี้คนอายุ 70 ปี ยังถือว่ายังหนุ่มสาวอยู่” ขณะที่ล่ามรัสเซียแปลต่อให้ปูตินว่า “ในอดีตคนอายุ 70 ปี ถือเป็นผู้สูงอายุ แต่ทุกวันนี้อายุ 70 ปียังถือเป็นเด็ก” จากนั้นล่ามจีนที่ทำหน้าที่ให้ปูตินถูกบันทึกเสียงว่า “อีกไม่กี่ปีด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ มนุษย์อาจปลูกถ่ายอวัยวะได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้คงความหนุ่มสาว หรือแม้แต่เป็นอมตะได้”

นอกจากนี้ สี จิ้นผิง กล่าวเพิ่มเติมว่า “คาดการณ์ว่าในศตวรรษนี้ มนุษย์อาจมีอายุยืนถึง 150 ปี” ขณะที่ปูตินภายหลังยืนยันกับผู้สื่อข่าวว่ามีการพูดคุยเรื่องนี้จริง พร้อมมองว่า วิทยาการการแพทย์และการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะจะทำให้อายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์ยืดออกไป

ทั้งนี้ การสนทนาส่วนตัวครั้งนี้เกิดขึ้นระหว่างพิธีสวนสนามที่จีนจัดขึ้นเพื่อรำลึกครบรอบ 80 ปีชัยชนะเหนือญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมีผู้นำจาก 26 ประเทศเข้าร่วม งานดังกล่าวถูกมองว่าเป็นทั้งการแสดงพลังทางทหารและการย้ำถึงพันธมิตรหลักของปักกิ่งที่พร้อมท้าทายระเบียบโลกที่สหรัฐเป็นแกนนำ

‘ผู้ว่าฯ สระแก้ว’ เอาจริง!! ส่งหนังสือถึง ‘ผู้ว่าฯ บันเตียเมียนเจย’ ขอให้ย้ายชาวเขมร 170 ครอบครัว ที่รุกล้ำออกนอกแผ่นดินไทย

(4 ก.ย. 68) นายปริญญา โทธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ออกแถลงการณ์ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดบันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา ขอให้ย้ายราษฎรชาวกัมพูชาที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว กลับออกนอกราชอาณาจักรไทยโดยเร็ว

ผู้ว่าฯ สระแก้วชี้ว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นดินแดนของไทย และอยู่นอกเขตพื้นที่อ้างสิทธิ์ตามบันทึกความเข้าใจ (MOU 43) ระหว่างไทย–กัมพูชา ที่ลงนามเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2543 การปลูกสร้างบ้านเรือนของราษฎรกัมพูชาจึงถือเป็นการละเมิดอธิปไตยและผิดกฎหมายไทย

ข้อมูลล่าสุดระบุว่า มีราษฎรกัมพูชารุกล้ำพื้นที่บ้านหนองจาน 135 ครัวเรือน และบ้านหนองหญ้าแก้ว 35 ครัวเรือน รวม 170 ครัวเรือน จังหวัดสระแก้วจึงขอความร่วมมือจากฝ่ายกัมพูชาให้เร่งย้ายออก เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและปกป้องอธิปไตยของไทย

‘ฮุน เซน’ จากนักรบเขมรแดงสู่บัลลังก์ ‘ผู้นำกัมพูชา’ ผู้ครองอำนาจและทรงอิทธิพลทางการเมืองกว่า 40 ปี

(4 ก.ย. 68) ย้ำอีกครั้งว่า บทความนี้ ไม่มีความมุ่งหมายหรือประสงค์ต่อการเหยียดเชื้อชาติแต่อย่างใด เพียงเพื่อบอกเล่าอธิบายถึงความเวทนา สงสาร ถึงความไม่รู้เรื่องรู้ราวของประชาชนคนเขมร พลเมืองประเทศเพื่อนบ้านผู้ไม่เคยรู้สำนึกในบุญคุณของราชอาณาจักรไทยที่เคยโอบอุ้มดูแลชาวเขมรหลายแสนคนในช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดในประวัติศาสตร์ของเขมรเองแม้แต่น้อย 

เมื่อพูดถึงเขมรยุคปัจจุบันแล้ว ย่อมต้องพูดถึงบุคคลนี้ “ฮุน เซน” ผู้มีบทบาทและอิทธิพลอย่างมากมายต่อประเทศเขมรต่อเนื่องยาวมานานหลายทศวรรษจนทุกวันนี้ ฮุน เซน (Hun Sen) เขาเกิดเมื่อ 5 สิงหาคม 1952 ที่เมืองเพียม เกา สนา จังหวัดกำปงจามในชื่อ ฮุน บุนาล หรือ ฮุน นาล (Hun Bunal) เป็นบุตรคนที่สามจากพี่น้องทั้งหมดหกคน ฮุน เนียง กับ ดี ยอน มารดาของฮุน เซน ในช่วงทศวรรษที่ 1940 ปู่ ย่า ตา ยาย ของฮุน เนียง เป็นเจ้าของที่ดินผู้มั่งคั่งเชื้อสายจีน โดยบรรพบุรุษชาวจีนอยู่ที่หมู่บ้านจ้วนสุ่ย เมืองตันเจียงเขตเฟิงชุน ฮุน เซน ย้ายไปเข้าโรงเรียนในพนมเปญในปี 1965 เปลี่ยนชื่อจาก ฮุน บุนาล เป็น ฮุน เซน (นาล มักเป็นชื่อที่ชาวเขมรเรียกเด็กอ้วนหรือเด็กที่มีน้ำหนักเกิน) ในปี 1972 

เมื่อ ลอน นอล ทำรัฐประหาร กษัตริย์นโรดมสีหนุ ในปี 1970 ฮุน เซนได้ทิ้งการเรียนเข้าร่วมกับเขมรแดง หลังจากกษัตริย์สีหนุเรียกร้องให้ร่วมกันต่อต้านรัฐบาล โดย ฮุน เซน ได้อ้างว่า ได้รับแรงบันดาลใจให้ต่อสู้กับการแทรกแซงจากต่างชาติเมื่อบ้านเกิดของเขาถูกเครื่องบินสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดในปฏิบัติการเมนู และอ้างว่า ในขณะนั้น เขาไม่มีความคิดเห็นหรืออุดมการณ์ทางการเมืองแต่อย่างใด ฮุน เซน ได้เลื่อนตำแหน่งในกองกำลังเขมรแดงอย่างรวดเร็ว และได้เข้าร่วมรบในช่วงที่พนมเปญแตก จนสูญเสียดวงตาข้างหนึ่งอย่างถาวรและเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นระยะเวลาหนึ่ง 

ในรัฐบาลกัมพูชาประชาธิปไตยของเขมรแดง ฮุน เซนดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกองกำลังเขมรแดงระดับกองพันในภาคตะวันออก โดยมีทหารในอาณัติประมาณ 2,000 นาย แม้ว่า การมีส่วนร่วมหรือบทบาทของ ฮุน เซน ในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เขมรจะไม่ชัดเจน และเขาได้ปฏิเสธว่า ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่องค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์กล่าวว่า เขาอาจมีบทบาทในการสังหารหมู่เพื่อปราบปรามความไม่สงบของชาวมุสลิมจามระหว่างกันยายนถึงตุลาคม 1975 ซึ่ง ฮุน เซนปฏิเสธ โดยอ้างว่า ได้หยุดปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐบาลกลางแล้ว ฮุน เซนอ้างว่า เขามีความขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่เขมรแดงในรัฐบาลมากขึ้นเรื่อย ๆ ตลอดช่วงปี 1975 ถึง 1977 

ในปี 1977 ระหว่างการกวาดล้างภายในของระบอบเขมรแดง ฮุน เซนและทหารของเขาได้แปรพักตร์หลบหนีไปยังเวียดนาม ระหว่างสงครามเขมร-เวียดนาม ฮุน เซนกลายเป็นหนึ่งในผู้นำกองทัพกบฏที่ได้รับการสนับสนุนจากเวียดนาม โดยมีชื่อลับภาษาเวียดนามว่า ไม ฟุก ซึ่งตั้งโดยผู้นำเวียดนาม ภายหลังความพ่ายแพ้ของระบอบเขมรแดงในปี 1979 ฮุน เซนได้รับการแต่งตั้งจากเวียดนามให้เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศของสาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา/รัฐกัมพูชา (PRK/SOC) ขณะที่เขามีอายุ 26 ปี รัฐบาลที่เวียดนามแต่งตั้งให้ทำให้ ฮุน เซนมีอำนาจบางส่วนในแผน K5 ซึ่งเป็นกลยุทธ์การปิดล้อมเขมรแดงที่ระดมแรงงานพลเรือนจำนวนมากเพื่อสร้างสิ่งกีดขวางและทุ่นระเบิด แต่ขอบเขตการมีส่วนร่วมของเขาไม่ปรากฏชัดเจนเท่าใดนัก

สาเหตุที่ ฮุน เซน ร่วมมือกับเวียดนาม มาจากการต่อต้านระบอบเขมรแดง ซึ่งครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นส่วนหนึ่งของระบอบนี้ เขมรแดงภายใต้การนำของพล พต ดำเนินนโยบายฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ซึ่งส่งผลให้มีชาวกัมพูชาเสียชีวิตราว 1.7 ถึง 2 ล้านคนจากการประหารชีวิต การอดอาหาร และการใช้แรงงานบังคับ ในปี 1977 การกวาดล้างภายในของระบอบเขมรแดงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และแพร่กระจายไปทั่ว แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของระบอบเขมรแดงหลายคนก็ตกเป็นเป้าหมาย ดังนั้น ฮุน เซนซึ่งมีความหวาดกลัวเมื่อการกวาดล้างของเขมรแดงทวีความรุนแรงขึ้นใกล้เขตตะวันออก อันเป็นเขตรับผิดชอบของเขา ฮุน เซนจึงแปรพักตร์ไปอยู่กับเวียดนามในเดือนมิถุนายน 1977 ด้วยหวังการสนับสนุนจากเวียดนาม อันเนื่องมาจากความขัดแย้งตามแนวชายแดนและความแตกต่างทางอุดมการณ์ เวียดนามยินดีต้อนรับผู้แปรพักตร์เขมร เช่น ฮุน เซน การร่วมมือกับเวียดนามทำให้เขาได้รับการคุ้มครองและกลับมาสู่อำนาจภายใต้ระบอบการปกครองใหม่ 

เมื่อเวียดนามรุกรานกัมพูชาในเดือนธันวาคม 1978 และล้มล้างรัฐบาลเขมรแดงในเดือนมกราคม 1979 และสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา (PRK) ขึ้น ฮุน เซนได้รับการสนับสนุนจากเวียดนามให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในปีนั้นเอง (เขาจึงกลายเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่อายุน้อยที่สุดในโลก) และขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งแรก ในเดือนมกราคม 1985  เมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติพรรคเดียวได้รับการสนับสนุนจาก นายไซ พูทัง หัวหน้าพรรคโปลิตบูโร แต่งตั้งให้เขาสืบทอดตำแหน่งต่อจาก ชาน ซีซึ่งเสียชีวิตขณะดำรงตำแหน่งในเดือนธันวาคม 1984 ภายใต้การสนับสนุนอย่างแข็งขันจากเวียดนาม

ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและต่อมาเป็นนายกรัฐมนตรี ฮุนเซนมีบทบาทในการเจรจาสันติภาพที่ปารีสในปี 1991ซึ่งเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยสันติภาพในกัมพูชาและยุติสงครามกัมพูชา-เวียดนามอย่าง เป็นทางการ เขาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในช่วงรัฐบาลเปลี่ยนผ่านแห่งสหประชาชาติในเขมร (UNTAC) จนถึงการเลือกตั้งที่สหประชาชาติสนับสนุนในปี 1993 เขาได้นำพรรคประชาชนเขมร (Cambodian People’s Party: CPP) เข้าสู่การเลือกตั้ง พรรค FUNCINPEC นำโดย นโรดม รณฤทธิ์ชนะการเลือกตั้ง แต่ ฮุน เซนกลับปฏิเสธผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ด้วยการสนับสนุนจากหน่วยงานของรัฐส่วนใหญ่ รวมถึงกองทัพและตำรวจ ฮุน เซน และนโรดม จักรพงษ์ รองนายกรัฐมนตรีขู่ว่า จะแยก 7 จังหวัดออกไป และกองกำลังที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรค CPP ได้ก่อเหตุรุนแรงกับกองกำลังของสหประชาชาติและพรรค FUNCINPEC จนทำให้ UNTAC และพรรค FUNCINPEC ต้องยอมรับข้อตกลงแบ่งปันอำนาจพิเศษโดยให้ ฮุน เซนดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่สองร่วมกับ นโรดม รณฤทธิ์ นายกรัฐมนตรีคนที่ 1

ในปี 1997 รัฐบาลผสมเริ่มไม่มั่นคงเนื่องจากความตึงเครียดระหว่าง 2 นายกรัฐมนตรี พรรค FUNCINPEC ได้หารือกับกลุ่มกบฏเขมรแดงที่เหลืออยู่ซึ่งเป็นพันธมิตรต่อต้านรัฐบาลฮุน เซนที่ได้รับการสนับสนุนจากเวียดนามในช่วงทศวรรษ 1980 โดยมีเป้าหมายที่จะรวมเขมรแดงที่เหลือเข้าพรรค FUNCINPEC หากสำเร็จจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสมดุลของอำนาจทางทหารและการเมืองในเขมร ฮุน เซน ตอบโต้ด้วยการทำรัฐประหารในปี 1997 และให้ อึง ฮวดดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 1 และเขายังคงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ต่อ 

การเลือกตั้งในเดือนกรกฎาคม 2003 ส่งผลให้พรรค CPP ได้เสียงข้างมากในสภาแห่งชาติเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม เสียงข้างมากของพรรค CPP ยังไม่ถึงสองในสามตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ทำให้พรรค CPP สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เพียงลำพัง ความขัดแย้งนี้ได้รับการแก้ไขเมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลผสมระหว่างพรรค CPP และพรรค FUNCINPEC ขึ้นในกลางปี 2004 โดย นโรดม รณฤทธิ์ได้รับเลือกเป็นประธานสภาแห่งชาติ และ ฮุน เซนกลายเป็นนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวซึ่งอยู่ในอำนาจต่อเนื่องยาวนานจนถึงปี 2023 หลังจากชัยชนะ 120 จาก 125 ที่นั่งในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2023 ฮุน เซนได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการเพื่อสนับสนุน ฮุน มาเน็ต (Hun Manet) ลูกชายของเขา โดยยังคงดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค และในปี 2024 เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานวุฒิสภาเพื่อให้มั่นใจว่าเขาจะยังคงมีอิทธิพลทางการเมืองของเขมรต่อไป

หมายเหตุ 
ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ฮุน เซนได้คัดค้านการสอบสวนและการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมที่กระทำโดยอดีตผู้นำเขมรแดง โดยศาลคดีเขมรแดงซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหประชาชาติ

ฮุน เซน เลือกใช้ราชอาณาจักรไทยเป็นเป้าในการสร้างกระแสคลั่งชาติของคนเขมร เพื่อเบี่ยงเบนปัญหาต่าง ๆ ภายในประเทศ คะแนนนิยมที่ตกต่ำ ฯลฯ หลายครั้งหลายหนต่อเนื่องมาจนปัจจุบันทุกวันนี้ 

(ยังมีต่อ)

ปตท. จับมือ วว. เดินหน้ายกระดับนวัตกรรมพลังงาน เป้าหมายเพื่อสร้างเศรษฐกิจไทยมั่นคงและยั่งยืน

(4 ก.ย. 68) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการพัฒนาศักยภาพการบริหารองค์กร เพื่อส่งเสริมระบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืน โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากทั้งสองหน่วยงานเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน

ความร่วมมือดังกล่าวมุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมด้านการจัดการพลังงานและเทคโนโลยี เช่น การประยุกต์ใช้แพลตฟอร์ม AIoT ในระบบ Energy Management การพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพรและเครื่องสำอาง รวมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงานขององค์กร

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการจับคู่ความร่วมมือรัฐวิสาหกิจ ภายใต้การมอบหมายจากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีเป้าหมายยกระดับศักยภาพการดำเนินงานของ ปตท. และ วว. เพื่อสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจไทยให้มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

‘นารา เครปกะเทย’ รอดคุก ม.112 คดีโพสต์เฟซบุ๊กปี 63 ศาลให้โอกาส รอลงอาญา 2 ปี พร้อมคุมประพฤติ 1 ปี

(3 ก.ย. 68) ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาคดี “นารา เครปกะเทย” หรือ อนิวัติ ประทุมถิ่น คอนเทนต์ครีเอเตอร์ วัย 26 ปี ในข้อหาตามมาตรา 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากการโพสต์เฟซบุ๊กและคอมเมนต์ใต้โพสต์ของตัวเองในปี 2563 เกี่ยวกับเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่แยกปทุมวัน

ศาลพิพากษาว่า นารามีความผิดตามฟ้อง โดยจำคุก 3 ปี แต่ลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือ 1 ปี 6 เดือน เนื่องจากให้การรับสารภาพและสำนึกผิด โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี คุมประพฤติ 1 ปี รายงานตัวต่อเจ้าพนักงานทุก 3 เดือน และให้บำเพ็ญประโยชน์สาธารณะรวม 24 ชั่วโมง ในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพและวันคล้ายวันสวรรคตของรัชกาลที่ 9 พร้อมห้ามกระทำผิดซ้ำ

หลังฟังคำพิพากษา นาราโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กว่า “รอดค่ะ ขอบคุณที่ให้โอกาสหนู รอลงอาญา 2 ปีค่ะ” และกล่าวว่ารู้สึกโล่งใจ ดีใจที่ศาลให้โอกาส จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ทำงานหาเงินใช้หนี้ และหากมีเวลาอยากบวชให้น้อง

คดีนี้เป็นคดีมาตรา 112 คดีที่ 2 ของนารา โดยคดีแรกศาลอาญาพิพากษายกฟ้องจากกรณีถูกกล่าวหาว่าร่วมแสดงในคลิปโฆษณาแคมเปญของลาซาด้าในเดือนพฤษภาคม 2565 ขณะที่คดีปัจจุบันมีผู้แจ้งความคือ อานนท์ กลิ่นแก้ว แกนนำกลุ่ม ศปปส. ซึ่งร้องทุกข์ต่อ บก.ปอท. ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการสอบสวน ฟ้อง และประกันตัวตามลำดับ

หน่วยข่าวกรองรัสเซียแฉ!! ‘นายกฯ เยอรมนี’ สั่งซ่อนหลักฐาน การส่งมิสไซล์ทอรัส (Taurus) ให้ยูเครน…เพราะกลัวโดนหางเลข

(4 ก.ย. 68) สำนักข่าวสปุตนิกรายงานว่า กองข่าวกรองต่างประเทศรัสเซีย (SVR) ระบุว่า นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ฟริดริช เมิร์ซ (Friedrich Merz) ได้สั่งให้ซ่อนการมีส่วนร่วมของเยอรมนีในการส่งมิสไซล์ทอรัส (Taurus) ไปยังยูเครนให้มากที่สุด 

SVR ระบุว่า เมิร์ซตระหนักถึงความเสี่ยงที่เยอรมนีอาจมีส่วนร่วมโดยตรงในการปฏิบัติการทางทหารต่อรัสเซีย จึงสั่งให้ลบเครื่องหมายโรงงานและเปลี่ยนชิ้นส่วนบางส่วนของมิสไซล์เพื่อปกปิดร่องรอย แต่ก็ยอมรับว่ามิสไซล์เหล่านี้ยังคงถูกใช้งานโดยเจ้าหน้าที่ทหารเยอรมันที่ส่งไปยูเครน

กองข่าวกรองต่างประเทศรัสเซียยังระบุว่า นักการเมืองเยอรมันกังวลว่าการใช้มิสไซล์ทอรัสกับรัสเซียอาจทำให้เกิดการตอบโต้แบบเต็มรูปแบบ ซึ่งอาจกระทบถึงทุกพื้นที่ของเยอรมนี ขณะเดียวกันผู้เชี่ยวชาญยุโรปหลายคนก็สงสัยต่อคำกล่าวเชิงรุนแรงที่ต่อต้านรัสเซียของนายกฯ เมิร์ซ ซึ่งสวนทางกับความพยายามของรัสเซีย และสหรัฐในการเจรจายุติสงครามกับยูเครน

‘ผู้ว่าฯ บันเตียเมียนเจย’ ส่งหนังสือโต้ ‘ผู้ว่าฯ สระแก้ว’ ชี้รื้อหมู่บ้านเขมร ละเมิด MOU ควรรอผลหารือ GBC-JBC

(4 ก.ย. 68) ผู้ว่าราชการจังหวัดบันเตียเมียนเจยของกัมพูชา นายอุม เรียเตรย ได้ส่งหนังสือถึงนายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วของไทย ขอให้ยุติการสั่งย้ายชาวกัมพูชาที่อยู่อาศัยในพื้นที่บ้านจกเจยและบ้านเปรยจัน ซึ่งตรงกับพื้นที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว ฝั่งไทย โดยย้ำว่าควรรอผลการหารือของคณะกรรมการชายแดนร่วม (JBC) และคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ที่มีหน้าที่โดยตรงด้านเขตแดน

ในหนังสือ ผู้ว่าฯ บันเตียเมียนเจยระบุว่า การดำเนินการฝ่ายเดียวที่กระทบต่อชาวบ้านถือเป็นการละเมิดบันทึกความเข้าใจปี 2543 และข้อตกลงหยุดยิงไทย-กัมพูชา รวมถึงเจตนารมณ์ของการประชุมระดับทวิภาคีที่ผ่านมา พร้อมเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศคงสถานการณ์เดิมและส่งเรื่องให้กลไกอย่างเป็นทางการแก้ไขตามกระบวนการสันติ

กัมพูชายืนยันว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นดินแดนของตนมาโดยตลอด และชาวบ้านที่อยู่อาศัยอยู่ในปัจจุบันก็มีรากฐานจากผู้ลี้ภัยในยุคเขมรแดงซึ่งเคยอาศัยอยู่ที่นี่มาเป็นเวลานาน จึงไม่ควรถูกบังคับย้ายออกไปโดยไม่ได้รับการเจรจา

โดยความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากผู้ว่าฯสระแก้วได้มีหนังสือถึงฝ่ายกัมพูชาเมื่อ 29 สิงหาคม ขอให้ย้ายชาวบ้าน 170 ครัวเรือนที่รุกล้ำเข้ามาในฝั่งไทยออกจากพื้นที่ โดยแบ่งเป็นบ้านจกเจย 135 ครัวเรือน และบ้านเปรยจัน 35 ครัวเรือน ซึ่งอยู่ในเขตอำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้วของไทย

‘จีน’ ประกาศเก็บภาษีไฟเบอร์ออปติก ตอบโต้สหรัฐฯ หลังวอชิงตัน ‘คว่ำบาตร’ บริษัทเคมีกว่างโจว เถิงเยว่

(4 ก.ย. 68) กระทรวงพาณิชย์จีนประกาศเก็บภาษีตอบโต้ (anti-dumping) ต่อบริษัทไฟเบอร์ออปติกจากสหรัฐฯ อัตรา 33.3%–78.2% มีผลทันทีจนถึงเมษายน 2028 หลังพบว่าผู้ส่งออกสหรัฐฯ จงใจเปลี่ยนฉลากสินค้าเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี โดยบริษัท OFS Fitel ถูกเก็บภาษี 33.3% บริษัท Corning 37.9% และ Draka Communications Americas รวมถึงผู้ผลิตรายอื่น ๆ ถูกเก็บสูงสุด 78.2%

การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังสหรัฐฯ คว่ำบาตรบริษัทกว่างโจว เถิงเยว่ เคมีคอล (Guangzhou Tengyue Chemical) และผู้แทน 2 ราย ฐานเกี่ยวข้องกับการส่งสารสังเคราะห์ฟินทานิลและสารเสพติดไปยังสหรัฐฯ พร้อมสั่งอายัดทรัพย์สินทั้งหมดในอเมริกา และให้เอฟบีไอ (FBI) ประกาศฟ้องร้องในข้อหาลักลอบขนส่งยาเสพติดผิดกฎหมาย

จีนระบุว่า ผลสอบสวน 6 เดือนพบพฤติกรรมเลี่ยงภาษีของผู้ส่งออกสหรัฐฯ จึงนับเป็น “การสอบสวนเลี่ยงมาตรการครั้งแรก” ของจีน โดยยืนยันว่าแม้จีนพยายามใช้มาตรการทางการค้าอย่างรอบคอบ แต่ก็ต้องปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ และรักษาประสิทธิภาพของมาตรการที่บังคับใช้

แม้จีนและสหรัฐฯ จะเปิดเจรจาด้านการค้าหลายรอบในปีนี้ แต่ปัญหายาเสพติดยังเป็นประเด็นร้อนที่ยังหาทางออกไม่ได้ โดยสหรัฐฯ กล่าวหาว่าจีนเป็นแหล่งสารตั้งต้นหลัก ขณะที่จีนยืนยันนโยบายปราบปรามยาเสพติดเข้มงวดที่สุดในโลก

หญิงจีนวัย 50 ปี พิการจากไฟไหม้ครั้งใหญ่ สอบติด ป.โท สำเร็จ!! ด้วยหนังสือเรียนของลูกชายที่สอบตก

(4 ก.ย. 68) หญิงจีนวัย 50 ปี ผู้พิการจากเหตุไฟไหม้เมื่อ 10 ปีก่อน กลายเป็นที่ชื่นชมในสังคมออนไลน์ หลังได้รับการตอบรับเข้าเรียนปริญญาโทด้านกฎหมายที่มหาวิทยาลัย Southwest Forestry University มณฑลยูนนาน โดยเธอใช้หนังสือเตรียมสอบที่ลูกชายซึ่งเคยสอบตกทิ้งไว้เป็นแรงบันดาลใจในการเข้าเรียนอีกครั้ง

นางหยาง เคยจบปริญญาตรีสาขาเคมีจากมหาวิทยาลัยถงจี้ในเซี่ยงไฮ้ แต่หลังเกิดอุบัติเหตุไฟไหม้เมื่อปี 2013 ทำให้แขนซ้ายพิการบางส่วน ใบหน้ามีแผลเป็นถาวร และต้องใส่หน้ากากออกสู่สังคม เธอเคยตกอยู่ในภาวะซึมเศร้าและ PTSD จนลาออกจากงานประจำ และตอนนี้รับเพียงเงินบำนาญ

แม้ชีวิตพลิกผัน แต่คุณแม่วัย 50 ปี ไม่ละทิ้งความฝันเดิมที่อยากเรียนต่อ เธอเริ่มอ่านหนังสือของลูกชายเมื่อสองปีก่อน และพบว่าเนื้อหาไม่ยากเกินไป จึงตัดสินใจลงสนามสอบเข้าปริญญาโท โดยวิชาภาษาอังกฤษถือเป็นอุปสรรคใหญ่เพราะไม่ได้ใช้มานานกว่า 20 ปี

เธอเล่าว่าขณะสอบถูกขอให้ถอดหน้ากาก ทำให้หลายคนตกใจในร่องรอยบาดแผล แต่เธอรับมือได้ด้วยความมั่นใจ โดยมีลูกชายคอยดูแลและให้กำลังใจตลอด เธอยืนยันว่าจะใช้เงินบำนาญเป็นทุนการศึกษา เพื่อเปลี่ยนช่วงวัยเกษียณจากการพักผ่อนหรือเต้นรำกลางลาน เป็นการเรียนรู้สิ่งใหม่แทน

“ไม่ว่าคุณจะอยู่ช่วงไหนของชีวิต อย่ายอมแพ้ต่อความฝัน” หยางเขียนในโซเชียล สร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้คนจำนวนมาก ซึ่งชื่นชมในความกล้าหาญ ความมุ่งมั่น และการพัฒนาความใฝ่รู้ของเธอ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top