Tuesday, 9 June 2026
NewsFeed

‘อ.ปริญญา’ ค้านสอบวินัยจ้องเอาผิด ‘หมอสุภัทร’ ชี้ ทำตามภาระเร่งด่วน จี้ รมว.สธ. ทบทวนคืนความเป็นธรรม

เมื่อวันที่ (24 ส.ค. 68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ออกมาโพสต์ความเห็นกรณีที่ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ถูกคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงกล่าวหาว่าทุจริตจากการจัดซื้อชุดตรวจ ATK จำนวน 42,854 ชุด ในช่วงวิกฤติโควิดปี 2564 โดยระบุข้อความ หมอสุภัทรจัดซื้อชุดตรวจโควิดผิดระเบียบ มีพฤติการณ์ทุจริต ทำให้ราชการเสียหายร้ายแรงจริง หรือเป็นการหาเรื่องเอาผิด? 

คุณหมอสุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ถูกกล่าวหาว่าทำผิดวินัยร้ายแรงถึงขนาดจะให้ออกจากราชการ มีเหตุมาจากการจัดซื้อชุดตรวจ ATK เพื่อนำมาตรวจให้กับประชาชนกรุงเทพร่วมกับแพทย์ชนบททั่วประเทศจำนวน 3 ครั้งในระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคมปี 2564 ซึ่งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงที่กระทรวงสาธารณสุขจังหวัดตั้งขึ้นมานั้น ได้กล่าวหาว่าการอนุมัติจัดซื้อไม่เป็นไปตามระเบียบว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ซึ่งสรุปประเด็นสำคัญทั้งหมดได้ดังต่อไปนี้

[1. #ข้อกล่าวหาของคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง] คณะกรรมการสอบสวนฯ ได้กล่าวหาคุณหมอสุภัทรสรุปได้ 3 ประเด็นคือ

(1) จำนวนชุดตรวจ ATK ที่คุณหมอสุภัทรอนุมัติจัดซื้อทั้งหมดมีจำนวน 42,854 ชุด แต่จำนวนเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลจะนะรวมคุณหมอสุภัทรที่มาออกหน่วยตรวจในกรุงเทพทั้ง 3 ครั้ง มีจำนวนเพียงครั้งละ 7-9 คน ตรวจได้อย่างมากวันละ 2,000 คน มาตรวจ 3 ครั้งรวม 10 วัน จึงตรวจได้ประมาณแค่ 20,000 คน การจัดซื้ออนุมัติจัดซื้อชุดตรวจ ATK จำนวน 42,854 ชุด จึงเป็นจำนวนที่เกินกว่าความเป็นจริง 

(2) ชุดตรวจ ATK จำนวน 42,854 ชุด ราคาชุดละ 230 บาท คิดเป็นเงิน 9,857,420 บาท ซึ่งควรจะเสนอให้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสงขลาอนุมัติ แต่คุณหมอสุภัทรแบ่งจัดซื้อเป็น 5 งวดๆ ละไม่เกิน 2 ล้านบาท เพื่อให้ตนเองมีอำนาจอนุมัติจัดซื้อ ซึ่งเป็นการแบ่งจัดซื้อที่ไม่ปรากฏว่าจะได้ราคาถูกกว่าซื้อรวม และราชการไม่ได้ประโยชน์อันใด จึงทำให้ราชการเสียหายอย่างร้ายแรง

(3) ไม่มีการตั้งคณะกรรมการกำหนดราคากลาง ไม่มีราคากลาง ไม่มีการสืบราคา ไม่มีการประกาศให้ผู้ประกอบการมาแข่งขัน ซึ่งผิดระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง พ.ศ.2560

คณะกรรมการสอบสวนฯ จึงสรุปว่าคุณหมอสุภัทรมีพฤติการณ์ทุจริต ทำให้ราชการเสียหายอย่างร้ายแรง ดังนั้นจึงผิดวินัยร้ายแรง ซึ่งจะนำไปสู่การให้ออกจากราชการ

[2. #คุณหมอสุภัทรมีพฤติการณ์ตามที่ถูกกล่าวหาจริงหรือไม่] ผมได้อ่านเอกสารและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว ผมมีความเห็นต่อประเด็นกล่าวหาของคณะกรรมการสอบสวนฯ ดังนี้

(1) ข้อกล่าวหาที่หนึ่ง อนุมัติจัดซื้อชุดตรวจ ATK เกินจำนวนที่ใช้จริง: 
ขึ้นมาข้อกล่าวหาแรกก็ทำให้ผมแปลกใจแล้ว เพราะโดยข้อเท็จจริงที่คณะกรรมการสอบสวนฯ ควรต้องทราบคือ การจัดซื้อชุดตรวจ ATK จำนวน 42,854 ชุด มิใช่เป็นการจัดซื้อให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลจะนะใช้ตรวจเท่านั้น แต่เป็นการจัดซื้อให้กับเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์จากทั่วประเทศในการตรวจคนกรุงเทพในตอนนั้น ซึ่งนำโดยชมรมแพทย์ชนบทที่คุณหมอสุภัทรเป็นประธาน

การ ‘บุกกรุงเทพ’ ของแพทย์ชนบทรวม 3 ครั้งนั้น มีการตรวจ ATK ให้กับประชาชนทั้งสิ้น 192,905 คน (ข้อมูลรวบรวมโดยไทยพีบีเอส) โดยโรงพยาบาล 6 แห่งช่วยกันจัดซื้อมาให้เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์จากทั่วประเทศใช้ในการตรวจประชาชน ซึ่งจำนวน 42,854 ชุดที่โรงพยาบาลจะนะจัดการเป็นส่วนหนึ่งในนั้น ที่สำคัญชมรมแพทย์ชนบทก็ไม่ได้ขอมาเอง แต่เป็นการขอความร่วมมือมาจาก สปสช. ในครั้งแรก และในครั้งที่สองและสาม เป็นการขอความร่วมมือมาจากกระทรวงสาธารณสุข 

กระทรวงสาธารณสุข รวมถึงคณะกรรมการสอบสวนฯ ที่กระทรวงตั้งขึ้นมา จึงต้องทราบเรื่องนี้ แล้วทำไมจึงมากล่าวหาคุณหมอสุภัทรเช่นนี้? พอผมอ่านข้อกล่าวหาไปจนครบทุกข้อจึงเข้าใจ เพราะถ้าไม่เริ่มแบบนี้ก็จะนำไปสู่ข้อหาทุจริตไม่ได้

(2) ข้อกล่าวหาที่สอง เจตนาแบ่งจัดซื้อเป็น 5 งวด เพื่อให้ตนเองมีอำนาจอนุมัติ:
ข้อกล่าวหาที่สองนี้จะไม่มีน้ำหนักเลย ถ้าไม่เริ่มตั้งเรื่องตั้งแต่ข้อกล่าวหาแรกว่า เป็นการทุจริตที่ซื้อเกินจำนวนที่ใช้จริง เพราะโดยข้อเท็จจริงเป็นการจัดซื้อไปตามสถานการณ์ความจำเป็นในแต่ละครั้ง โดยที่คาดหมายไม่ได้ว่าต้องเตรียมชุดตรวจ ATK ไว้เป็นจำนวนเท่าใด และในตอนที่มาครั้งแรก ก็ไม่มีใครทราบว่าต้องมาครั้งที่สองและครั้งที่สาม 

ที่สำคัญคือเรื่องนี้เป็น “กรณีมีความจำเป็นเร่งด่วน” และ “ไม่อาจดำเนินการตามปกติได้ทัน” จึงต้องดำเนินการไปก่อนแล้วจึงไปให้หัวหน้าหน่วยงานให้ความเห็นชอบในภายหลังตามข้อ 79 วรรคสองของระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง พ.ศ. 2560 ซึ่งกระทรวงการคลังได้ออกหนังสือ ว.115 (ลงนามโดยอธิบดีกรมบัญชีกลาง เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2563) ให้ยา เวชภัณฑ์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ในการป้องกันและรักษาโควิด 19 เป็น “กรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน” ตามข้อ 79 วรรคสอง จึงให้ดำเนินการไปก่อนแล้วมาให้ความเห็นชอบในภายหลังได้

การจัดซื้อชุดตรวจ ATK ในขณะนั้น จึงเป็นการจัดซื้อไปก่อนตามความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องใช้ โดยไม่รู้ล่วงหน้าว่าในอนาคตต้องจัดซื้ออีกหรือไม่ และต้องจัดซื้อทั้งหมดเท่าใด โดยคุณหมอสุภัทรก็ให้จัดซื้อครั้งละไม่เกิน 2 ล้านบาทตามอำนาจอนุมัติของตนเอง การกล่าวหาว่าคุณหมอสุภัทรมีเจตนา ‘แบ่งซื้อ’ นั้น เป็นข้อกล่าวหาที่ถ้าไม่อคติก็เป็นการจงใจหาเรื่อง เพราะเขาอนุมัติตามสถานการณ์ความจำเป็นและตามอำนาจที่มี 

การกล่าวหาเช่นนี้ก็ไม่ต่างกับการกล่าวหาโรงพยาบาลต่างๆ ว่าทำไมจึงซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์แค่เท่าที่ใช้ ทำไมจึงซื้อแค่ในวงเงินตามอำนาจของผู้อำนวยการโรงพยาบาล แล้วทำไมจึงไม่จัดซื้อคราวเดียวครั้งละมากๆ แล้วให้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดหรือให้กระทรวงอนุมัติ? ซึ่งถ้าเปรียบเทียบแบบนี้ก็จะเห็นได้เลยว่าข้อกล่าวหานี้ดูจะเป็นการหาเรื่องเอามากๆ

แล้วที่ว่าการแบ่งซื้อทำให้ราชการเสียหายร้ายแรงนั้น ไม่ทราบว่าทำไมคณะกรรมการสอบสวนฯ จึงไม่ทราบว่า ชุดตรวจ ATK ยี่ห้อ Standard Q ที่คุณหมอสุภัทรต่อรองมาได้ในราคาอันละ 230 บาทนั้น กรมการค้าภายในกำหนดราคาแนะนำไว้ที่ 350 บาท (ภาพประกอบ 2) คุณหมอสุภัทรอนุมัติจัดซื้อในราคาถูกกว่าราคาที่กรมการค้าภายในแนะนำถึง 120 บาท แล้วไปทำให้ราชการเสียหายร้ายแรงได้อย่างไร?

(3) ข้อกล่าวหาที่สาม ไม่มีการตั้งคณะกรรมการกำหนดราคากลาง ไม่มีการสืบราคา ไม่มีการประกาศเชิญชวนผู้ประกอบการ:
ข้อกล่าวหาที่สามเป็นข้อกล่าวหาที่เบาที่สุด และทำให้ผมค่อนข้างเชื่อว่า ทั้งหมดนี้เป็นการตั้งเป้าจะเอาผิดคุณหมอสุภัทร หรืออย่างเบาก็เป็นการมีอคติอย่างรุนแรง เพราะกระทรวงการคลังเองก็รู้ว่าในสถานการณ์โควิดที่เป็นความเป็นความตายของประชาชน จะมาดำเนินการยืดยาดตามปกติ ตั้งคณะกรรมการกำหนดราคากลาง ประกาศเชิญชวน ฯลฯ อยู่ได้อย่างไรจึงได้ออกหนังสือ ว.115 ให้การจัดซื้อจัดจ้างกรณีโควิดไม่ต้องดำเนินการตามปกติ แต่ดำเนินการไปก่อนแล้วจึงให้หัวหน้าหน่วยงานเห็นชอบ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขทราบเรื่องนี้ดีที่สุดเพราะใช้ ว.115 มากที่สุดยิ่งกว่ากระทรวงอื่น

ที่สำคัญคือคุณหมอสุภัทรจัดซื้อได้ราคาถูกกว่าราคาที่กรมการค้าภายในแนะนำถึง 120 บาทดังที่ได้กล่าวไป คณะกรรมการสอบสวนฯ สรุปว่าพฤติการณ์ของคุณหมอสุภัทรทำให้ “ราชการเสียหายร้ายแรง” ได้อย่างไร?

[3. #การดำเนินการสอบสวนไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรม] ผมทราบมาว่าคุณหมอสุภัทรขอชี้แจงเป็นหนังสือ นี่จึงน่าจะเป็นเหตุที่ทำให้คณะกรรมการสอบสวนฯ ไม่เคยเรียกคุณหมอสุภัทรไปชี้แจงหักล้างข้อกล่าวหาเลย เพราะถือว่าได้รับคำชี้แจงเป็นหนังสือมาแล้ว 

ผมขอเรียนว่านี่เป็นความเข้าใจผิด เพราะการขอชี้แจงเป็นหนังสือไม่ใช่การสละสิทธิที่จะชี้แจงด้วยตัวเองอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคณะกรรมการสอบสวนฯ ไม่รับฟังและจะดำเนินการต่อ ว่าง่ายๆ คณะกรรมการสอบสวนฯ ไม่ต้องเรียกมาชี้แจงก็ได้ถ้ายอมรับคำชี้แจงด้วยหนังสือ แต่ถ้าคณะกรรมการสอบสวนฯ ไม่ยอมรับ หรือสงสัย หรือไม่เห็นด้วย ต้องเรียกมาให้ชี้แจงในประเด็นที่คณะกรรมการสอบสวนฯ ไม่เห็นด้วยหรือสงสัย การไม่รับฟังคำชี้แจงทางเอกสารแล้วก็ไม่เรียกตัวมาชี้แจงเช่นนี้จึงมีปัญหาความชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางานปกครอง พ.ศ.2539 

นอกจากนี้ยังกำหนดให้รายงานของคณะกรรมการสอบสวนฯ เป็นรายงาน ‘ลับ’ ซึ่งปกติแล้วจะเป็นรายงานลับก็เพื่อคุ้มครองผู้ถูกกล่าวหาและพยาน ในกรณีนี้ผู้ถูกกล่าวหาต้องการให้เปิดเผยเพื่อความเป็นธรรม แต่คณะกรรมการสอบสวนฯ กลับไม่มีการให้เปิดเผย จึงดูจะเป็นการคุ้มครองตัวกรรมการสอบสวนเองมากกว่าหรือไม่ว่าได้มีการกล่าวหาอย่างไม่สมเหตุสมผลอย่างไรบ้าง

[4. #ข้อเรียกร้องต่อท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข] เมื่อการกล่าวหาไม่สมเหตุสมผล สาธารณชนมีข้อสงสัย การดำเนินการไม่เป็นธรรมและถูกต้องตามกฎหมาย ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขจึงไม่ควรรับเรื่องที่ชงขึ้นมา แต่ควรต้องดำเนินการดังต่อไปนี้

(1) ส่งเรื่องกลับไปให้คณะกรรมการสอบสวนฯ ดำเนินการใหม่ให้ถูกต้องครบถ้วนและเป็นธรรม คือต้องให้คุณหมอสุภัทรได้แก้ข้อกล่าวหาอย่างเต็มที่

(2) ต้องให้กระบวนการสอบสวนเป็นไปโดยโปร่งใส โดยเปิดเผยรายงานการสอบสวน และให้สาธารณชนมีส่วนร่วมรับฟังได้ เว้นแต่เพียงในเรื่องที่กระทบต่อพยานเท่านั้นที่ปิดได้

การที่เรื่องนี้สาธารณชนจับตามองอย่างใกล้ชิด เป็นเพราะกระทรวงสาธารณสุขกำลังจะเล่นงานแพทย์ชนบทคนหนึ่งที่ช่วยเหลือคนกรุงเทพให้รอดจากโควิด เพราะการออกหน้าอนุมัติจัดซื้อชุดตรวจโควิด ที่ดำเนินการตามกรณีจำเป็นเร่งด่วนเพื่อช่วยชีวิตประชาชนตามที่กระทรวงการคลังอนุญาตให้ดำเนินการไปก่อนได้ ชุดตรวจโควิดที่อนุมัติจัดซื้อก็ถูกกว่าราคาตลาดถึง 120 บาท แล้ววงเงินทั้งหมดก็ไม่ถึง 10 ล้านบาท เมื่อเทียบกับหน่วยราชการอื่นที่จัดซื้อสิ่งของต่างๆ แพงกว่าราคาตลาด หรือทำให้ราชการเสียหายอย่างร้ายแรงจริงๆ เป็นร้อยล้านพันล้านบาท แต่กลับไม่มีการดำเนินการใดๆ

การดำเนินการให้ออกจากราชการโดยไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรมเช่นนี้ นอกจากจะไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ยังจะเป็นการทำลายกำลังใจข้าราชการผู้ซื่อสัตย์สุจริตที่อุทิศตัวให้ประชาชนที่ยังมีอยู่ทั่วประเทศ และเชื่อได้ว่าไม่มีทางที่สังคม โดยเฉพาะคนกรุงเทพที่ได้รับการช่วยชีวิตจากคุณหมอสุภัทรและแพทย์ชนบท จะยอมรับได้  ผมจึงหวังว่าเมื่อเรื่องนี้มาถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขแล้ว ท่านจะได้แก้ไขเรื่องนี้ให้ถูกต้องครับ

‘รัสเซีย–ยูเครน’ แลกตัวเชลยศึกฝ่ายละ 146 คน โดยมี ‘สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์’ ทำหน้าที่สักขีพยาน

(25 ส.ค. 68) รัสเซียและยูเครนดำเนินการแลกตัวเชลยศึกและพลเรือนครั้งใหม่ฝ่ายละ จำนวน 146 คน เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หลังได้รับการไกล่เกลี่ยจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ทั้งสองฝ่ายยืนยันการแลกตัวดังกล่าว โดยกระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่าทหารรัสเซียที่ได้รับการปล่อยตัวทั้งหมดอยู่ในเบลารุสเพื่อรับการดูแลด้านจิตใจและการแพทย์

ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครนประกาศผ่านแอปพลิเคชัน Telegram ว่าการแลกตัวได้เกิดขึ้นแล้ว พร้อมโพสต์ภาพผู้ได้รับการปล่อยตัวยิ้มแย้ม โดยส่วนใหญ่ถูกคุมขังตั้งแต่ปี 2022 หลังรัสเซียบุกยูเครน รวมถึงนักข่าวที่ถูกจับกุม 1 เดือนหลังการรุกราน

ฝ่ายยูเครนยังยืนยันว่าจำนวนทหารที่แลกตัวเท่ากับ 146 คนต่อฝ่าย และเซเลนสกียังขอบคุณสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่ช่วยเป็นสักขีพยานในการแลกตัว พร้อมระบุว่าการแลกตัวจะดำเนินต่อไป ขึ้นอยู่กับการจับกุมทหารรัสเซียเพิ่มเติมเพื่อใช้เป็น “กองทุนแลกตัว” 

ด้านรัสเซียระบุว่ายูเครนยังส่งพลเรือนจากภูมิภาคคูร์สค์กลับไม่ครบ หลังยูเครนเคยเข้ายึดพื้นที่บริเวณดังกล่าวเมื่อปีก่อน มีประชาชนรอส่งกลับบ้านกว่า 20 คน รัสเซียกล่าวว่ากำลังเจรจาอย่างยากลำบากเพื่อให้พลเรือนเหล่านี้กลับคืนบ้านอย่างปลอดภัย

แม่ทัพภาคที่ 2 ลั่น!! ทหารไทยพร้อมยิงทันที หากกัมพูชารุกล้ำชายแดน–วางทุ่นระเบิดซ้ำ

(25 ส.ค. 68) พลโทบุญสิน พลาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เปิดเผยถึงการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ไทย–กัมพูชา ที่จะมีขึ้นวันที่ 27 สิงหาคมนี้ ที่ช่องสะงำ จังหวัดศรีสะเกษ ว่าจะหยิบยกประเด็นสำคัญมาหารือ ได้แก่ การเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมกัน การรักษาอธิปไตย และการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องระหว่างสองประเทศ โดยไทยยืนยันว่าการเก็บกู้ทุ่นระเบิดต้องครอบคลุมทุกพื้นที่ตลอดแนวชายแดน ไม่ใช่เฉพาะพื้นที่ที่มีการปักปันชัดเจน

แม่ทัพภาคที่ 2 ระบุชัดว่า ไทยไม่รับข้อเสนอของกัมพูชาที่ให้รื้อรั้วลวดหนามแลกกับการเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพราะรั้วดังกล่าวคือแนวตั้งกำลังของฝ่ายไทย พร้อมย้ำว่าหากกองกำลังของกัมพูชาล้ำแดนเข้ามา หรือซุ่มโจมตีด้วยการเคลื่อนที่เร็ว ทหารไทยจะตอบโต้ทันที รวมถึงการลอบวางทุ่นระเบิดที่ยังพบอยู่ในพื้นที่ ซึ่งถือเป็นการละเมิดอธิปไตยของไทย

พลโทบุญสิน ยังระบุถึงปัญหาข้อมูลที่ถูกบิดเบือนจากโฆษกกลาโหมกัมพูชา โดยยืนยันว่าไทยมีหลักฐานเชิงประจักษ์ชัดเจน และได้เชิญคณะทูตและผู้ช่วยทูตทางทหารลงพื้นที่เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง ส่วนการประชุม RBC, GBC และ JBC จะสำเร็จหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับนโยบายจากผู้นำกัมพูชาเป็นหลัก เพราะหน่วยปฏิบัติระดับพื้นที่ไม่สามารถตัดสินใจเองได้

สำหรับสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา พลโทบุญสิน ย้ำว่า ไทยพร้อมรับมือในทุกกรณี ไม่ว่าฝ่ายกัมพูชาจะดำเนินนโยบายในทิศทางใด โดยกองทัพไทยยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศ และเชื่อมั่นว่าประชาชนเข้าใจในความจริงใจและความเสียสละของกองทัพ

จีนเนรมิต ‘นครเทียนจิน’ เป็นเจ้าภาพจัดประชุม ‘SCO 2025’ ติดไฟประดับริมแม่น้ำไห่เหอ สร้างสีสันรับ นทท. และผู้นำกว่า 20 ประเทศ

(25 ส.ค. 68) นครเทียนจินของจีนกำลังเร่งเตรียมความพร้อมเพื่อเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) ครั้งใหญ่ที่สุด ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม – 1 กันยายน โดยจะมีผู้นำจากกว่า 20 ประเทศ และหัวหน้าองค์การระหว่างประเทศ 10 แห่งเข้าร่วม

บรรยากาศในเมืองถูกปรับโฉมครั้งใหญ่ โดยเฉพาะแม่น้ำไห่เหอที่ได้รับการติดตั้งระบบไฟส่องสว่างใหม่ ครอบคลุมอาคาร 217 แห่ง สะพาน 14 แห่ง และพื้นที่ริมฝั่งยาวกว่า 8 กิโลเมตร ทำให้การล่องเรือยามค่ำคืนได้รับความนิยมสูงขึ้น มีเที่ยวเรือมากกว่า 70 รอบต่อวัน ซึ่งตั๋วขายหมดเกือบทุกเที่ยว

นอกจากนี้ รัฐบาลท้องถิ่นยังปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งการซ่อมถนน บำรุงสะพาน ขยายพื้นที่สีเขียว และยกระดับบริการสาธารณะ ส่งผลให้เมืองมีชีวิตชีวามากขึ้น และดึงดูดนักท่องเที่ยวด้วยเสน่ห์ผสมผสานระหว่างความเก่าแก่กับความทันสมัย

นอกจากนี้ ยังมีอาสาสมัครเกือบ 1,000 คนจากมหาวิทยาลัยในท้องถิ่น เข้ารับการฝึกด้านมารยาททางการทูต การแปลภาษา และการช่วยเหลือฉุกเฉิน เพื่อรองรับผู้เข้าร่วมประชุม ขณะเดียวกัน อาสาสมัครชุมชนทั้งนักเรียน คนเกษียณ และสมาชิกพรรคการเมืองท้องถิ่น ก็เข้าร่วมทีมบริการ SCO เพื่อสร้างบรรยากาศที่เป็นมิตร

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่จีนย้ำว่าการประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญที่จะแสดงให้โลกเห็นถึงความพร้อมทั้งด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการต้อนรับอย่างอบอุ่น ขณะที่ผู้แทนจากประเทศต่างๆ คาดหวังว่า การประชุมสุดยอด SCO ที่เทียนจินจะช่วยสร้างเส้นทางสู่การพัฒนาอย่างมั่นคงท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์โลก

ลำปาง-ตร.ภาค 5 โชว์ผลงาน! แถลงข่าวจับยาบ้า 8.2 ล้านเม็ด ลำปาง–น่าน 

วันที่ 25 สิงหาคม 2568 เวลา 11.00 น. ณ ที่ทำการตำรวจภูธรจังหวัดลำปาง พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 พร้อมด้วย น.ส.นิติยา พงษ์พานิช รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง, พล.ต.ต.ภูมิปัญญ์ญา นวตระกูลพิสุทธิ์ ผบก.ภ.จว.ลำปาง, ตำรวจภูธรจังหวัดน่าน, พันเอกกวิน ยาวิชัย รองผบ.มทบ32 , ป.ป.ส.ภาค 5 และนายปกรณ์ กรรณวัลลี ปลัดจังหสัดลำปาง ร่วมกันแถลงผลการจับกุมยาเสพติดรายสำคัญ 2 คดี ของกลางยาบ้ารวมกว่า 8,200,000 เม็ด ตำรวจภูธรภาค 5 จับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญ ยึดยาบ้ารวมกว่า 8.2 ล้านเม็ด

คดีที่ 1 (ลำปาง) วันที่ 23 สิงหาคม 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่พริก จ.ลำปาง ตรวจพบรถบรรทุก 6 ล้อ ยี่ห้อ HINO สีขาว–น้ำเงิน ทะเบียน 71-0101 สุราษฎร์ธานี ตรงตามที่ได้รับแจ้งจากสายลับ เมื่อสแกนผ่านอุโมงค์เอ็กซ์เรย์พบช่องลับภายในตู้ทึบ ตรวจสอบพบกระสอบบรรจุยาบ้า จำนวนประมาณ 8,000,000 เม็ด จึงจับกุมนายเอ(นามสมมุติ) ผู้ขับขี่ และนางสาวบี (นามสมมุติ) ผู้โดยสาร ส่งพนักงานสอบสวน สภ.แม่พริก ดำเนินคดีตามกฎหมาย

คดีที่ 2 (น่าน) วันที่ 24 สิงหาคม 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เวียงสา จ.น่าน สกัดจับรถยนต์กระบะนิสสัน นาวาล่า สีส้ม ทะเบียน 2ฒถ 8914 กรุงเทพมหานคร พบผู้ขับขี่คือนายไก่(นามสมมุติ) และผู้โดยสารคือนายเป็ด(นามสมมุติ) จากการตรวจค้นพบยาบ้า 200,000 เม็ด ซุกซ่อนในช่องประตูแคปฝั่งผู้ขับขี่ จึงได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน สภ.เวียงสา ดำเนินคดีตามกฎหมาย

ตำรวจภูธรภาค 5 ย้ำเดินหน้าบูรณาการร่วมทุกภาคส่วน ทั้งตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง และ ป.ป.ส. ปฏิบัติตามข้อสั่งการของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างเข้มข้น มุ่งสกัดกั้นไม่ให้ยาเสพติดทะลักเข้าสู่พื้นที่ตอนใน

#ตำรวจภูธรภาค5 #จับยาบ้า82ล้านเม็ด #ลำปาง #น่าน #หยุดยาเสพติด
ภาวินันท์ บุตรหล้า รายงาน

“ผบช.ภ.2” รับไม่ได้ “ลุงข้างบ้าน” ภัยสังคม ล่อลวงชำเรา ด.ญ. กำชับตำรวจปราจีนบุรี ดำเนินคดีเด็ดขาด

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 (ผบช.ภ.2)  กล่าวว่าได้รับรายงานว่า ตำรวจกองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและสตรี กองบัญชาการตำรวจนครบาล จับกุม “ลุงข้างบ้าน” ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดปราจีนบุรี ก่อเหตุกระทำชำเราเด็ก โดยหลบหนีคดีนาน 8 ปี หลังก่อเหตุล่อลวงเด็กหญิงชั้นประถมศึกษาจากโรงเรียน ออกอุบายกระทำชำเรา เหตุเกิดในพื้นที่ จว.ปราจีนบุรี ตั้งแต่ปี 2560 หลบหนีไปจนถูกจับได้ที่ จว.นนทบุรี และส่งตัวมาสอบสวนที่ สภ. เมืองปราจีนบุรี ตนจึงได้กำชับให้ดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด  และให้คัดค้านการประกันตัว

“เรื่องแบบนี้ยอมไม่ได้ การกระทำละเมิดรุนแรง ทำร้ายเด็กแบบนี้เป็นสิ่งที่น่าละอาย เป็นภัยสังคม เป็นบุคคลอันตราย อาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจของเด็ก อาศัยความเป็นญาติ คนใกล้ตัว ก่ออาชญากรรมที่รุนแรงกับเด็ก กำชับไปที่ตำรวจภูธรจังหวัดปราจีนบุรีแล้วให้ทำการสอบสวนอย่างละเอียดรัดกุม และดำเนินคดีทุกข้อหาอย่างเด็ดขาด พร้อมกำชับให้ติดตามคดีในลักษณะนี้ทั้งเชิงป้องกัน และปราบปราม หากเหตุยังไม่เกิดให้เฝ้าระวัง หากเกิดเหตุต้องสืบสวนจับกุมให้ได้” พล.ต.ท.ยิ่งยศ กล่าว 

ผบช.ภ.2 กล่าวว่า ฝากถึงพี่น้องประชาชน ให้หมั่นดูแลสังเกตพฤติกรรมของลูกหลาน หากพฤติกรรมเปลี่ยนไป เช่น เก็บตัว หวาดกลัว ให้พยายามพูดคุยเข้าช่วยเหลือ เพราะกลุ่มอาชญากรลักษณะนี้ มักอาศัยความเป็นคนในครอบครัว หรือคนใกล้ชิดก่อเหตุกับเด็ก แล้วข่มขู่ให้หวาดกลัวไม่ให้นำเรื่องไปบอกใคร ทำให้เด็กหวาดกลัว ทั้งนี้หากพบพฤติกรรมพิรุธ พฤติกรรมอันตรายในลักษณะเช่นนี้กับคนในครอบครัว คนใกล้ชิด หรือคนในชุมชน สามารถแจ้งตำรวจเข้าช่วยเหลือได้โดยโทร 191 ตลอด 24 ชั่วโมง

‘กัมพูชา’ ส่งหนังสือค้าน ‘ไทย’ ออกโฉนดให้ชาวบ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ชี้ JBC ยังไม่ตัดสิน!! เชื่อพื้นที่ดังกล่าวเป็นของคนเขมร จ.บันทายมีชัย

(26 ส.ค. 68) สถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชายังตึงเครียด เมื่อมีรายงานว่านายอุม เรียตรีย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดบันทายมีชัย กัมพูชา ทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว แสดงความกังวลต่อคำแถลงผ่านสื่อไทยเรื่องการออกโฉนดที่ดินให้แก่พลเมืองไทยในพื้นที่บ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว โดยย้ำว่าหากกระทบพื้นที่ที่คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ยังไม่ได้ตกลง หรือมีชาวกัมพูชาครอบครองอยู่ กัมพูชาขอคัดค้านอย่างชัดเจน

ฝ่ายกัมพูชาระบุว่า การดำเนินการใดๆ ที่ส่งผลต่อพื้นที่พิพาทอาจละเมิดเจตนารมณ์บันทึกความเข้าใจปี 2000 และบั่นทอนการเจรจาเขตแดนร่วม พร้อมขอให้ไทยระมัดระวังเพื่อหลีกเลี่ยงความตึงเครียดและรักษาความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนบ้าน

ด้านสำนักข่าว Kampuchea Thmey Daily รายงานโดยอ้างคำพูดของนายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ว่าพื้นที่บ้านหนองจานเป็นเขตป่าไม้ ไม่มีเอกสารสิทธิ สื่อกัมพูชาจึงตีความว่าไทยไม่มีสิทธิอ้างกรรมสิทธิ์ และถือว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นของกัมพูชา ทำให้ชาวบ้านกัมพูชาบางส่วนโกรธแค้น และกดดันจนผู้ว่าฯ ปริญญาต้องออกมาขอโทษ โดยอ้างว่าเกิดจากความเข้าใจผิด

สื่อกัมพูชายังอ้างว่า พื้นที่ดังกล่าวคือหมู่บ้านเปรยจัน จังหวัดบันทายมีชัย ซึ่งปัจจุบันทหารไทยได้นำลวดหนามและสิ่งกีดขวางมาตั้งแนวเขต ทำให้คณะกรรมาธิการชายแดนร่วมของกัมพูชาส่งคำคัดค้านอย่างเป็นทางการ พร้อมกล่าวหาว่าการกระทำดังกล่าวทำลายบรรยากาศความไว้วางใจ และเรียกร้องให้ไทยปฏิบัติตามข้อตกลงทวิภาคีอย่างเคร่งครัดอีกครั้ง

‘พงศ์กวิน’ แจงปมดึงแรงงานศรีลังกาแทนกัมพูชา ชี้ เป็นการแก้ปัญหาภาวะเร่งด่วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อ

‘พงศ์กวิน’ เผย หอการค้าไทยฯ พร้อมหนุน นโยบายรัฐนำเข้าแรงงาน หลังนำเรื่องแรงงานศรีลังกา เข้า ครม. หนุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจโตต่อเนื่อง

นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงกรณีที่มีบางฝ่าย มีข้อกังวลถึง นโยบายการนำเข้าแรงงานศรีลังกา ทดแทนแรงงานกัมพูชาที่เดินทางกลับประเทศ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน โดยแนะนำให้ดึงแรงงานไทยมาทำงานทดแทนว่า การนำเข้าแรงงานชาติอื่นๆ เพิ่มเติม  เป็นการกระจายความเสี่ยง และเป็นการแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาวะเร่งด่วนเนื่องจากหลายภาคส่วนประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานอย่างรุนแรง  ซึ่งตนจะเร่งรัดการนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีภายในสัปดาห์นี้ เพื่อทดแทนแรงงานที่ขาดหายไป และตอบสนองความต้องการของภาคธุรกิจได้อย่างทันเวลา 

ในส่วนของการดึงแรงงานไทยที่มีทักษะ เข้ามาทำงานทดแทนเร่งด่วนนั้น กรมการจัดหางาน ได้มีมาตรการรองรับโดยใช้แรงงานไทยทดแทน เช่น ทหารกองประจำการ ผู้ต้องโทษชั้นดีที่ใกล้พ้นโทษ และเยาวชนในสถานพินิจ ซึ่งสามารถนำมาเสริมแรงงานในภาคการผลิตและการเกษตร รวมถึงเปิดจดทะเบียนแรงงานผิดกฎหมาย ที่ปัจจุบันยังทำงานอยู่ในไทย เพื่อปรับเข้าสู่ระบบที่ถูกต้อง ลดปัญหาแรงงานเถื่อน และเพิ่มแรงงานในตลาดอย่างเร่งด่วน ด้วย

ขณะที่ด้านฝ่ายบริหารหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เผยต่อว่า ทางหน่วยงานพร้อมให้การสนับสนุนรัฐบาล ให้กระทรวงแรงงาน ดำเนินการนำเข้าแรงงานต่างชาติเพิ่มเติม เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน โดยทางฝ่ายเห็นถึงปัญหาในกรณีที่แรงงานกัมพูชาเดินทางกลับประเทศ ซึ่งแรงงานเหล่านี้จะเป็นกลไกสำคัญในการช่วยเต็มเติมความต้องการแรงงานให้ประเทศสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปได้ หากไม่มีการแก้ปัญหาอย่างทันท่วงที อาจส่งผลกระทบต่อการเกษตร การผลิต การบริการ และการจ้างงานโดยรวมของประเทศ

‘กลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์’ ติดป้ายรูปกุ้งใส่ชุดทหารทำมินิฮาร์ท แซะ!! ‘แม่ทัพภาคที่ 2’ ก่อนเป็นวิทยากรที่ ม.เกษตรศาสตร์

เมื่อวันที่ (25 ส.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก “เสรีเกษตรศาสตร์” เผยภาพใบปลิวรูปกุ้งใส่ชุดทหารทำมินิฮาร์ท พร้อมข้อความเสียดสีว่า “ลูกน้องเจ็บตายคาชายแดน แม่ทัพโชว์แมนหาแสงส่อง” โดยมีการนำไปติดตามป้ายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน

เพจดังกล่าวยังโพสต์ข้อความเชิงกวีว่า “หากฉันเป็นนกจะร้องขับขาน กล่อมดวงวิญญาณผู้กระหายสงคราม สันติภาพจะไม่สามารถเบ่งบานได้จากปลายกระบอกปืน” ซึ่งสะท้อนถึงการวิพากษ์วิจารณ์ท่าทีทางการทหารและการแก้ปัญหาความขัดแย้งชายแดนด้วยกำลัง

ทั้งนี้ ในวันเดียวกัน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน ได้เชิญ พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 มาบรรยายพิเศษในหัวข้อ “เรื่องจริงจากชายแดน” เวลา 13.00–14.30 น. ณ ห้องประชุมสุธรรม อารีกุล ชั้น 1 อาคารสารนิเทศ 50 ปี 

สื่อแฉ!! ทหารยูเครนจาก ‘กองกำลังป้องกันดินแดน (TDB)’ นำเงินบริจาค…ไปซื้อรถหรู Land Rover ใช้ขับส่วนตัว

(26 ส.ค. 68) สำนักข่าวรัสเซีย Sputnik รายงานเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (24 ส.ค. 68) ว่า ทหารยูเครนจากกองกำลังป้องกันดินแดน (Territorial Defense Brigades) ถูกพบว่าขับรถหรูราคาแพงในกรุงเคียฟ ซึ่งคาดว่าซื้อด้วยเงินบริจาคจากอาสาสมัครและประชาชน โดยมีกรณีทหารกองพันที่ 112 ถูกตำรวจจราจรจับปรับฐานขับรถด้วยความเร็วเกินกฎหมายกำหนด ขณะใช้รถ Land Rover Discovery Sport

รายงานระบุว่าทหารกลุ่มนี้อ้างว่ากำลังเดินทางไปยังเมืองโบรวารี (Brovari) เพื่อสกัดโดรนรัสเซีย แต่กลับถูกตั้งคำถามว่าเหตุใดพวกเขาจึงอยู่ในกรุงเคียฟ แทนที่จะอยู่แนวหน้า 

แหล่งข่าวของรัสเซียอ้างว่าแท้จริงแล้วทหารไม่ได้มีภารกิจเกี่ยวข้องกับการสู้รบ แต่ใช้รถไปทำธุระส่วนตัวและขับเร็วเกินกฎหมายกำหนด พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตว่ารถเหล่านี้น่าจะได้มาจากเงินที่ประชาชนช่วยสมทบซื้อเพื่อนำไปใช้ในสนามรบ

แต่แทนที่จะนำรถไปสนับสนุนแนวหน้า รายงานยังกล่าวหาว่าผู้บังคับบัญชาของกองพันกลับนำไปแจกจ่ายให้พรรคพวกหรือผู้ใกล้ชิดใช้ในพื้นที่หลังแนวรบ ซึ่งเป็นการบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนที่บริจาคเพื่อช่วยเหลือกองทัพยูเครน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top