Tuesday, 9 June 2026
NewsFeed

‘จีน’ เตรียมฉาย!! 'เสินโจว 13' หนัง 8K ถ่ายทำบน ‘อวกาศ’ เรื่องแรก 5 ก.ย. นี้

(24 ส.ค. 68) ไชน่า มีเดีย กรุ๊ป ประกาศปล่อยตัวอย่างภาพยนตร์เรื่อง "เสินโจว 13" (SHENZHOU 13) ซึ่งเป็นภาพยนตร์ความละเอียดขนาด 8K ที่ถ่ายทำในอวกาศเรื่องแรกของจีน มีกำหนดเข้าฉายรอบปฐมทัศน์ทั่วประเทศวันที่ 5 ก.ย. นี้

ภาพยนตร์เรื่องนี้ใช้ภาพที่บันทึกโดยทีมนักบินอวกาศประจำภารกิจเสินโจว-13 ได้แก่ ไจ๋จื้อกัง หวังย่าผิง และเย่กวงฟู่ บอกเล่าเรื่องราวภารกิจโคจรในสถานีอวกาศจีนระยะเวลา 6 เดือนของพวกเขา เรื่องราวส่วนใหญ่ถ่ายทอดจากมุมมองของหวัง นำเสนอมุมมองภาพในจักรวาลที่ไม่เคยเห็นมาก่อนและฉากชีวิตบนสถานีอวกาศอย่างใกล้ชิด และถ่ายทำด้วยกล้องความละเอียดสูงพิเศษ 8K ที่พัฒนาในจีนทั้งหมด

ทีมผู้สร้างสรรค์ ซึ่งทำงานร่วมกับวิศวกรการบินและอวกาศ ได้เอาชนะหลายความท้าทายสำคัญ เช่น การทดสอบแรงสั่นสะเทือนของจรวด การจำลองสภาพแวดล้อมในอวกาศ และการปรับอุปกรณ์ให้เหมาะสมสำหรับการชาร์จไฟและจัดเก็บอย่างปลอดภัยภายในสถานีอวกาศ โดยอุปกรณ์ถ่ายทำพิเศษนี้ถูกส่งมอบไปยังสถานีอวกาศด้วยยานสัมภาระเทียนโจวเมื่อปี 2021

เมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2021 ภารกิจเสินโจว-13 ได้ส่งทีมนักบินอวกาศของจีน 3 คนไปยังโมดูลหลักของสถานีอวกาศจีนเป็นเวลา 6 เดือน ซึ่งระหว่างนั้นทีมลูกเรือได้ปฏิบัติกิจกรรมนอกยานอวกาศ 2 ครั้ง และเปิดชั้นเรียนผ่านไลฟ์สด 2 ครั้งจากสถานีอวกาศ ภารกิจนี้ถือเป็นการเสร็จสิ้นขั้นตอนการตรวจสอบเทคโนโลยีสำคัญที่ใช้บนสถานีอวกาศของจีน

‘ไผ่ ลิกค์’ ชี้!! เอกลักษณ์ของชาติไทย อย่าให้กัมพูชาบิดเบือน ในกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 33

(24 ส.ค. 68) นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร พรรคกล้าธรรม ในฐานะนายกสมาคมกีฬาคิกบ็อกซิ่งแห่งประเทศไทย กล่าวถึงกรณีที่มีการเสนอใช้คำว่า “Muay (มวย)” แทนที่จะใช้ “Muaythai (มวยไทย)” ในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 33 ที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในปลายปีนี้นั้น ตนขอเรียกร้องไปยังผู้จัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ให้ยืนยันใช้ชื่อ “มวยไทย” ในการแข่งขัน ตามที่เคยใช้ในการแข่งขันซีเกมส์ครั้งที่ 27–31 ในปี 2013 - 2022 ก็ใช้คำว่า Muaythai มาตลอด แต่เมื่อปี 2023 ที่ประเทศกัมพูชาเป็นเจ้าภาพจัดซีเกมส์ครั้งที่ 32 ยังกล้าเปลี่ยนชื่อการแข่งขันกีฬามวย เป็น “กุน ขแมร์” ได้ โดยอ้างว่าเป็นกีฬาที่เป็นต้นแบบของมวยไทย

นายไผ่ กล่าวต่อว่า ครั้งที่แล้วเราถูกเขมรย่ำยีเอาไปแล้ว เปลี่ยนชื่อเป็น กุน ขแมร์ บิดเบือนเอาศิลปะการต่อสู้ไทยไปอ้างเป็นของตัวเอง มวยไทย คือ อัตลักษณ์ของชาติไทย และคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) ยังให้การรับรองกีฬาในชื่อว่า “Muaythai” รวมถึงองค์กรรับผิดชอบอย่าง สหพันธ์มวยไทยนานาชาติ หรือ IFMA อย่างถูกต้องด้วย

“เราไม่จำเป็นต้องเกรงใจเขมร เพราะมวยไทย คือ ศิลปะการต่อสู้ที่เป็นอัตลักษณ์ของชาติไทย และยังเป็นหนึ่งในโครงการ Soft Power ที่รัฐบาลไทยกำลังผลักดัน เพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมไทยสู่ระดับนานาชาติ เราควรยืนหยัดในเอกลักษณ์ของชาติ ไม่ให้ใครมาบิดเบือนหรือช่วงชิงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมไทยได้อีกต่อไป” นายไผ่ กล่าว

‘เอกนัฏ’ ส่ง!! ‘ทีมสุดซอย’ ทลาย!! คลังสินค้า ดัมพ์ตลาดผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ พบลักลอบขายสินค้าไม่มีมาตรฐาน กว่า 13.6 ล้าน จ่อชง ‘ดีเอสไอ’ รับเป็นคดีพิเศษ

(24 ส.ค. 68) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และหัวหน้าทีมสุดซอย กระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วยนายสุตตะนนท์ โสวนิตย์ ผู้อำนวยการกองตรวจการมาตรฐาน 2 สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ร่วมกับเจ้าหน้าที่ สมอ. และ สภ.บ้านคลองสวน เข้าตรวจสอบโกดังของ บริษัท เทรนด์ คอมเมอร์ส อิเล็กทรอนิกส์ จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 555/12 หมู่ที่ 1 ตำบลบ้านคลองสวน อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ พบสินค้านำเข้าจำนวนมากขายแบบทุ่มตลาด และเป็นสินค้าอยู่ในข่ายควบคุมของ สมอ. หลายรายการ ซึ่งไม่มีเครื่องหมาย มอก. เตรียมกระจายส่งขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์

นางสาวฐิติภัสร์ กล่าวว่า ขณะเข้าตรวจสอบพบพนักงานกำลังนำปลั๊กพ่วงไม่มี มอก. แพ็คใส่ห่อเป็นพัสดุ เตรียมส่งขึ้นรถขนส่งสินค้าเพื่อจำหน่ายให้ลูกค้า เจ้าหน้าที่จึงสั่งหยุดและตรวจสอบสินค้าทั้งหมดภายในคลังสินค้าทันที พบสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายรายการ ไม่มีเครื่องหมาย มอก. และไม่ได้ขออนุญาตนำเข้าตามกฎหมาย เช่น ปลั๊กพ่วง เครื่องฟอกอากาศ พัดลม กระทะไฟฟ้า ของเล่น และก๊อกน้ำ เป็นต้น เจ้าหน้าที่ยังขยายผลไปตรวจสอบที่ตั้งของบริษัทซึ่งอยู่ในพื้นที่โครงการเดียวกัน พบว่าบริษัทฯ แอบซุกซ่อนสินค้าผิดกฎหมายเพิ่มอีกหลายรายการ เช่น ปลั๊กพ่วง ของเล่นอีกจำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงได้อายัดของทั้งหมด รวมมูลค่าทั้งสิ้น 13,685,050 บาท 

“วันนี้ได้ประสานกับตำรวจ สภ.บ้านคลองสวน เพื่อดำเนินคดีกับบริษัทดังกล่าว ฐานลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย ปลอมเครื่องหมาย มอก. ซึ่งเป็นการกระทำที่ท้าทายกฎหมาย โดยหลังจากนี้จะดำเนินคดีกับแพลตฟอร์มออนไลน์ที่จ้างบริษัทนี้พักสินค้าและร่วมกันขายสินค้าที่ไม่มี มอก. ด้วย ซึ่งโทษของการลักลอบนำเข้าสินค้าไม่มี มอก. มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 2 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปลอมเครื่องหมาย มอก. มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ในส่วนของแพลตฟอร์มออนไลน์จะมีความผิดฐานจำหน่ายสินค้าไม่ได้มาตรฐาน มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 

เนื่องจากของกลางมีมูลค่าเกิน 10 ล้านบาท และพบความผิดปกติการจัดตั้งนิติบุคคลลักษณะเข้าข่ายเป็นนอมินี ที่มีความเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายในการประกอบธุรกิจทั้งบริษัทนำเข้า บริษัทจำหน่าย และราคาสินค้า ซึ่งเป็นไปตามบัญชีท้ายประกาศกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม โดยชุดสุดซอยจะส่งข้อมูลหลักฐานทั้งหมดให้ดีเอสไอพิจารณารับเป็นคดีพิเศษต่อไป” นางสาวฐิติภัสร์ กล่าวทิ้งท้าย

นิตยสาร Forbes ยกย่อง!! ‘เหงียน ถิ ฟอง เถา’ มหาเศรษฐีพันล้านดอลลาร์ คนที่สองของเวียดนาม

(24 ส.ค. 68) นิตยสารฟอร์บส์ได้ประกาศรายชื่อมหาเศรษฐีประจำปี 2017 ซึ่งเป็นรายชื่อบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก สิ่งที่ทำให้ชาวเวียดนามตื่นเต้นมากที่สุดคือการที่ฟอร์บส์ ยกย่อง เหงียน ถิ เฟือง เถา ซีอีโอของสายการบินเวียตเจ็ทแอร์ ให้เป็นมหาเศรษฐีพันล้านดอลลาร์สหรัฐอันดับสองของ เวียดนาม

ฟอร์บส์ระบุว่าปีนี้มีมหาเศรษฐีหญิงที่สร้างฐานะด้วยตนเองเพิ่มขึ้น 15 ราย ในบรรดามหาเศรษฐีเหล่านี้ เวียดนามมีตัวแทนจากนางเหงียน ถิ เฟือง เถา เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ฟอร์บส์ระบุว่านางเถากลายเป็นมหาเศรษฐีพันล้านหลังจากนำหุ้นของสายการบินราคาประหยัดเวียดเจ็ทแอร์เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2560

นิตยสารฟอร์บส์รายงานว่า ณ สิ้นวันที่ 20 มีนาคม สินทรัพย์ของนางสาวเหงียน ถิ เฟือง เถา มีมูลค่าสูงถึง 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้ว่าสินทรัพย์ของนางสาวเถาส่วนใหญ่จะมาจากหุ้นของสายการบินเวียตเจ็ท แต่นิตยสารฟอร์บส์ยกย่องนางสาวเถาให้เป็นผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหารของโซวิโก โฮลดิ้งส์

Forbes กล่าวถึง Nguyen Thi Phuong Thao ว่า “ มหาเศรษฐีหญิงคนแรกที่สร้างฐานะด้วยตัวเองของเวียดนาม ได้นำสายการบินราคาประหยัด Vietjet Air ของเธอเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2017 เธอเปิดตัวสายการบินนี้ในปี 2011 และเริ่มเติบโตอย่างก้าวกระโดดด้วยโฆษณาที่มีพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินสวมบิกินี่เป็นจุดเด่น”

ฟอร์บส์เสริมว่า เวียตเจ็ทแอร์มีเที่ยวบินประมาณ 300 เที่ยวบินต่อวัน คิดเป็น 40% ของส่วนแบ่งตลาดในเวียดนาม นอกจากนี้ คุณเหงียน ถิ เฟือง เถา ยังลงทุนในธนาคารเอชดี (HD Bank) และตลาดอสังหาริมทรัพย์ผ่านรีสอร์ทริมทะเล 3 แห่งอีกด้วย

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าสินทรัพย์ของคุณเถาคำนวณจากหลายแหล่ง ไม่ใช่เพียงจากเวียตเจ็ทแอร์เท่านั้น จากราคาปิดของหุ้น VJC ณ วันที่ 20 มีนาคม จำนวนหุ้น VJC ที่คุณเถาถืออยู่มีมูลค่าเทียบเท่า 12,319 พันล้านดองเวียดนาม (ประมาณ 540 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2560 นิตยสารฟอร์บส์ได้ประกาศรายชื่อมหาเศรษฐีหญิงที่สร้างฐานะด้วยตนเองที่ร่ำรวยที่สุด ในโลก โดยนางเหงียน ถิ เฟือง เถา อยู่ในอันดับที่ 45 ของรายชื่อนี้ นิตยสารฟอร์บส์ระบุว่านางเหงียน ถิ เฟือง เถา มีทรัพย์สินมูลค่า 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ มหาเศรษฐีหญิงชาวเวียดนามผู้นี้มีต้นกำเนิดมาจากธุรกิจการบิน

ก่อนหน้าคุณเถา คุณ Pham Nhat Vuong ประธานกรรมการบริหาร ของ Vingroup ถือเป็นมหาเศรษฐีชาวเวียดนามคนแรกที่ติดอันดับ บุคคลที่รวย ที่สุด ในโลกของนิตยสาร Forbes

นิตยสารฟอร์บส์ กล่าวถึงคุณ Pham Nhat Vuong ว่าเป็นผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหารของ Vingroup หนึ่งในบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนาม รายได้ของ Vingroup ส่วนใหญ่มาจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะธุรกิจที่อยู่อาศัยและอพาร์ตเมนต์

ปัจจุบัน รายชื่อมหาเศรษฐีเรียลไทม์ของ Forbes มีเพียงนาย Pham Nhat Vuong เท่านั้นที่อยู่ในรายชื่อ ส่วนชื่อของนางสาว Thao ยังไม่มีการอัปเดต ดังนั้น ปัจจุบันนาย Vuong มีสินทรัพย์สูงถึง 2.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้วยเหตุนี้ นาย Vuong จึงมีสินทรัพย์เพิ่มขึ้น 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเพิ่มขึ้น 50 อันดับจากปีที่แล้ว

นอกจากนายหว่องและนางสาวเถาแล้ว บุคคลร่ำรวยที่สุดในโลกประจำปี 2560 ยังได้รับการเปิดเผยในรายชื่อของนิตยสารฟอร์บส์ด้วย ส่งผลให้มหาเศรษฐีบิล เกตส์ ยังคงครองอันดับหนึ่งเป็นปีที่สี่ติดต่อกัน ด้วยสินทรัพย์สูงถึง 86 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 75 ล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

เจฟฟ์ เบซอส มหาเศรษฐีจาก Amazon เป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดอันดับสองของโลก แต่ทรัพย์สินของเขากลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุด หลังจากผ่านไป 1 ปี ทรัพย์สินของเจฟฟ์ เบซอสเพิ่มขึ้น 27.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 72.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาติด 3 อันดับแรก

วอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนระดับตำนานก็ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นกัน โดยทรัพย์สินของเขาเพิ่มขึ้น 14.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่อามันซิโอ ออร์เตกา เจ้าของเครือร้านแฟชั่น Zara ก็พบว่าทรัพย์สินมหาศาลของเขาเพิ่มขึ้น 4.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ปีนี้ ฟอร์บส์สร้างสถิติใหม่ด้านจำนวนมหาเศรษฐีทั่วโลก โดยเพิ่มขึ้น 13% เป็น 2,043 คน จาก 1,810 คนเมื่อปีที่แล้ว สินทรัพย์รวมของมหาเศรษฐีในรายชื่อเพิ่มขึ้น 18% เป็นสถิติสูงสุดที่ 7.67 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

สหรัฐอเมริกายังคงเป็นประเทศที่มีมหาเศรษฐีมากที่สุด โดยมี 565 ราย ตามมาด้วยจีนเป็นอันดับสอง โดยมี 319 ราย เยอรมนีเป็นอันดับสาม โดยมี 114 ราย และอินเดียเป็นอันดับสี่ โดยมี 101 ราย

นักวิชาการสหรัฐฯ ซัด!! 'ฮุนเซน' ชี้!! กำลังเล่น กับประชาคมโลก

(24 ส.ค. 68) นายเจคอบ ซิมส์ ( Jacob Sims) ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญากรรมข้ามชาติและสิทธิมนุษยชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เขียนบทความแสดงความเห็นลงในเว็บไซต์เดอะดิโพลแมต ด้วยการพาดหัวบทความว่า ... 

"How Cambodia’s Hun Sen Is Playing the World and Buying Time" (นายฮุน เซนของกัมพูชากำลังเล่นกับประชาคมโลกและซื้อเวลาอย่างไร) การแสดงละครเกี่ยวกับความขัดแย้งบริเวณชายแดนและการแสวงหารางวัลสันติภาพของชายวัย 72 ปี มีเป้าหมายเพื่อเบี่ยงเบนการตรวจสอบรัฐบาลกัมพูชาที่ใช้การขู่กรรโชกทางเพศกับเด็กเป็นหนึ่งในการหาประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างชั่วร้าย 

'เจคอบ ซิมส์' กล่าวว่า กัมพูชาของนายฮุน เซนได้กลายเป็นผู้ดูแลเศรษฐกิจอาชญากรรมล่าเหยื่อที่สร้างรายได้มหาศาลให้แก่เครือข่ายอุปถัมป์ของชนชั้นนำ และชาวอเมริกันอาจกลายเป็นเป้าหมายหลักแล้วในขณะนี้ กัมพูชาเผชิญแรงกดดันมากขึ้นทั้งจากทั้งรัฐบาลสหรัฐและจีน การเล่นใหญ่ในประเด็นต่างๆ จึงทำหน้าที่เชิงยุทธศาสตร์เสริมเพื่อเบี่ยงเบน เตะถ่วง และลดความรับผิดของระบอบอาชญากรรมที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ซึ่งได้กลายเป็นยุทธศาสตร์ในการปกครองของพรรคประชาชนกัมพูชาหรือซีพีพี (CPP)

โดย'เจคอบ ซิมส์' อ้างผลการศึกษาใหม่ขององค์การยุติธรรมนานาชาติหรือไอเจเอ็ม (IJM) ที่พบรายงานการขู่กรรโชกทางเพศกับเด็กเกือบ 500 รายงานที่มีหลักฐานข้อมูลโยงใยกับศูนย์หลอกลวงทั้งหมด 40 แห่ง และมีรายงานเพิ่มเติม 18,000 รายงานที่มีที่อยู่ไอพีที่อาจเชื่อมโยงกับสถานที่เหล่านั้น พร้อมกับยกตัวอย่างชื่อสถานที่บางแห่งที่เป็นของนายลี ยงพัด สว.และนักธุรกิจที่กัมพูชาอ้างว่าตกเป็นเหยื่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากการถูกสหรัฐคว่ำบาตรเมื่อปีก่อน 

สิ่งนี้เป็นหลักฐานยืนยันว่า พรรคซีพีพี (CPP) ปล่อยให้ศูนย์หลอกลวงหาเงินให้แก่ผู้อุปถัมป์ และยังปล่อยให้มีการก่ออาชญากรรมกับเด็กด้วย ประเด็นหลังเป็นประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่งต่อผู้กำหนดนโยบายในสหรัฐ เพราะเป็นการคุ้มครองเด็กจากการฉวยประโยชน์ที่ทำให้เยาวชนชาวอเมริกันเป็นโรคซึมเศร้าและตัดสินใจจบชีวิตตัวเองเป็นจำนวนมาก เตือนว่าเศรษฐกิจอาชญากรไซเบอร์ของกัมพูชาได้เข้าถึงครัวเรือนอเมริกันและระบบการเงินโลกด้วยขนาดและความรุนแรงมากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน การหลอกลวงที่เรียกว่า 'เชือดหมู' มีแนวโน้มจะเป็นรูปแบบอาชญากรรมทางการเงินที่เกิดขึ้นกับชาวอเมริกันมากที่สุดในปีนี้ และว่า ธนาคารทุจริตของกัมพูชาและเทคโนโลยีได้ฟอกเงินจำนวนมหาศาลผ่านระบบการเงินของกัมพูชา

พร้อมกันนี้ 'เจคอบ ซิมส์' ทิ้งท้ายว่า เผด็จการทั่วโลกมักอาศัยการเบี่ยงเบนและซื้อเวลา ขณะเดียวกันการพึ่งพาอาชญากรรมหลากหลายอย่างมากเกินไปก็กลายเป็นจุดอ่อนได้เช่นกัน บทเรียนใหญ่ที่อาจได้จากกัมพูชาคือ ความรับผิดจะเกิดขึ้นได้เมื่อหลักฐานต่าง ๆ นำมาซึ่งการรวมตัวกันเป็นพันธมิตร ขณะนี้ดูเหมือนว่าระบอบชั่วร้ายกำลังอยู่เหนือทุกสิ่ง แต่จะถูกท้าทายได้หากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยยังคงมุ่งมั่น โดยมีข้อมูลสนับสนุน ร่วมมือกันในหลายภาคส่วน และเต็มใจเดินหน้าแม้เสี่ยงอันตราย เพื่อทำให้เครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้ไม่ได้รับการยกเว้นโทษจากผู้มีอำนาจอีกต่อไป

รัฐสภากัมพูชา แถลงอวย!! 'ฮุน เซน' ทิ้ง!! ใบปริญญาทั้งหมดที่ได้จากไทย

(24 ส.ค. 68) จากกรณีที่สมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชาและอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ออกมาประกาศว่า ได้ทิ้งปริญญาบัตรดุษฎีกิตติมศักดิ์ทั้งหมดที่ได้รับจากมหาวิทยาลัยในไทย 3 แห่ง 

รัฐสภาแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ได้ออกแถลงการณ์ชื่นชม สมเด็จฮุน เซน ที่มีการตัดสินใจดังกล่าว โดยระบุว่า รัฐสภาแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาขอแสดงความสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อการตัดสินใจอันชาญฉลาดของ สมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ที่ได้สละปริญญากิตติมศักดิ์ทั้งหมดที่ได้รับจากมหาวิทยาลัยในประเทศไทย

การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซื่อสัตย์ ความรักชาติอย่างสูงสุด และความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ของสมเด็จ ฮุน เซน ในการปกป้องบูรณภาพแห่งดินแดน อธิปไตย เอกราช ผลประโยชน์หลักของชาติ และศักดิ์ศรีของกัมพูชาอย่างชัดเจน

รัฐสภาแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาขอย้ำว่า ศักดิ์ศรีของราชอาณาจักรกัมพูชาไม่อาจวัดได้ด้วยปริญญากิตติมศักดิ์ ความจริงและคุณธรรมมิได้อยู่ที่สัญลักษณ์จากสถาบันต่างประเทศ แต่อยู่ที่วีรกรรมอันกล้าหาญ การเสียสละตลอดชีวิต และความสำเร็จอันเป็นรูปธรรมนับไม่ถ้วนของสมเด็จ ฮุน เซน ในการนำสันติภาพ การพัฒนา ความเจริญรุ่งเรือง และความสามัคคีมาสู่กัมพูชาอย่างสมบูรณ์

สมเด็จ ฮุน เซน ยึดมั่นในคำขวัญที่ว่าที่ใดมีพลเมืองทุกข์ยาก ที่นั่นย่อมมีหน้าของสมเด็จเดโชฮุนเซนอยู่เสมอ ดังจะเห็นได้จากกรณีความขัดแย้งระหว่างกัมพูชาและไทย สมเด็จ ฮุน เซน ได้เสียสละกำลังกาย กำลังใจ และจิตวิญญาณ ทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อปกป้องบูรณภาพแห่งดินแดน อธิปไตย ผลประโยชน์ของชาติ และประชาชนชาวกัมพูชา

สมเด็จ ฮุน เซน เป็นวีรบุรุษของชาติ บิดาแห่งสันติภาพ ผู้นำประเทศ และประชาชนชาวกัมพูชาผู้โดดเด่น ผู้ซึ่งสละชีวิตเกือบทั้งชีวิต เสี่ยงชีวิตเพื่อยุติความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษ นำมาซึ่งสันติภาพอย่างสมบูรณ์และการพัฒนาที่ยั่งยืนและกลมกลืนในกัมพูชา

เกียรติยศ ชื่อเสียง และความสำเร็จของ สมเด็จ ฮุน เซน คือความจริงทางประวัติศาสตร์ที่ฝังลึกอยู่ในหัวใจของชาวกัมพูชาทุกยุคทุกสมัยตลอดไป รัฐสภากัมพูชาขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งที่ผู้นำไทยทั้งทางการเมืองและการทหารยังคงแสดงท่าทีเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้นำกัมพูชาและประชาชนกัมพูชาทั้งประเทศ

รัฐสภากัมพูชาขอประกาศอย่างเป็นทางการว่า การละเมิดบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชาตามแนวชายแดน อันเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่หลายฝ่ายพยายามไกล่เกลี่ย รวมถึงการจับกุมทหารกัมพูชา 18 นายโดยพลการและผิดกฎหมาย ซึ่งยังไม่ได้รับการปล่อยตัว และการแทรกแซงทางการเมืองเพื่อบิดเบือนความจริงและสร้างความสับสนให้กับประชาชน

“โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโจมตีผู้นำระดับสูงของกัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมเด็จ ฮุน เซน และ สมเด็จ ฮุน มาเนต ไม่ใช่วิธีที่ดีในการแก้ไขความขัดแย้งระหว่างกัมพูชาและไทย และนำไปสู่ความสัมพันธ์อันปกติและสันติภาพโดยสมบูรณ์ของทั้งสองประเทศ

ในทางตรงกันข้าม การกระทำเหล่านี้จะยิ่งทำให้ความขัดแย้งให้ยืดเยื้อออกไปอีก ซึ่งจะยังคงส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของกองทัพ กองกำลังติดอาวุธทุกประเภท และผู้บริสุทธิ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสตรีและเด็กหลายแสนคน รวมถึงเศรษฐกิจของชาติโดยรวม

รัฐสภาแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาขอเรียกร้องให้ประชาชนชาวกัมพูชาทุกคนร่วมแรงร่วมใจเป็นหนึ่งเดียวกันในการสนับสนุนรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต และประธานวุฒิสภา ฮุน เซน ตามพระราชกฤษฎีกาของพระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหมุนี เพื่อปกป้องบูรณภาพแห่งดินแดน อธิปไตย และเอกราชของชาติ และต่อต้านอย่างแข็งขันต่อความพยายามใด ๆ ที่จะทำลายเกียรติยศ ความสำเร็จ และมรดกของสมเด็จฮุน เซน

อ.สมชัย โพสต์เฟซ!! ถึงมาตรฐานทางจริยธรรม ที่ศาลรัฐธรรมนูญอาจนำมาใช้ ในการพิจารณาคดี!! คลิปเสียงการสนทนา ‘แพทองธาร – ฮุนเซ็น’

(24 ส.ค. 68) นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (อดีตกกต.) โพสต์เฟซบุ๊ก “ปั่นไปไหน – สมชัย ศรีสุทธิยากร” ระบุข้อความว่า …

ไม่ไหวจะเคลียร์

มาตรฐานทางจริยธรรม ที่อาจนำมาใช้ประกอบในการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ กรณีคลิปเสียงการสนทนาแพทองธาร-ฮุนเซ็น มีดังนี้

ข้อ 6  ต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย บูรณภาพแห่งอาณาเขตและเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อยของประชาชน

ข้อ 7 ต้องถือประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน

ข้อ 8 ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ เพื่อตนเองหรือผู้อื่น หรือมีพฤติการณ์ที่รู้เห็นหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ

ข้อ 17 ไม่กระทำการใดที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง

ข้อ 19 ไม่คบหาสมาคมกับคู่กรณี ผู้ประพฤติผิดกฎหมาย ผู้มีอิทธิพล หรือผู้มีความประพฤติหรือผู้มีชื่อเสียงในทางเสื่อมเสีย อันอาจกระทบกระเทือนต่อความเชื่อถือศรัทธาของประชาชนในการปฏิบัติหน้าที่

ข้อ 25 รักษาความลับของราชการตามกฎหมายและ ระเบียบแบบแผนของราชการ

นั่งลงลูก ค่อยๆอ่าน ค่อยๆคิด ว่าเอาไงต่อดี เหลือไม่กี่วันแล้ว

กลุ่มเยาวชนนักอนุรักษ์ ‘Below the Tides’ ของ ‘อริณชย์-อริสา ทองแตง’ สร้างชื่อเสียง!! คว้ารางวัล ‘ประกายเพชร’ สร้างแรงบันดาลใจ ด้านสิ่งแวดล้อม

(24 ส.ค. 68) กรุงเทพมหานคร (กทม.) จัดพิธีมอบโล่รางวัลเชิดชูเกียรติเด็กและเยาวชนดีเด่นกรุงเทพมหานคร (ประกายเพชร) ครั้งที่ 20 ประจำปี 2568 โดยนายสิงห์ ลิ้มพิรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว เป็นประธานในพิธี โครงการนี้จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมให้เยาวชนที่มีอายุ 10-25 ปี ได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์และสร้างสรรค์ผลงานใน 9 ด้าน เช่น ด้านกีฬา, ศิลปวัฒนธรรม, นวัตกรรม และวิทยาศาสตร์ เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับสังคม

ปีนี้มีเยาวชนได้รับรางวัลรวมทั้งสิ้น 99 รางวัล แบ่งเป็นประเภทบุคคล 80 รางวัล และประเภทกลุ่ม 19 รางวัล ผู้ได้รับรางวัลจะได้รับโล่ ใบประกาศเกียรติบัตร และทุนการศึกษา ซึ่งประเภทบุคคลได้รับทุนคนละ 3,000 บาท ส่วนประเภทกลุ่มได้รับทุนกลุ่มละ 5,000 บาท เพื่อเป็นการสนับสนุนและเชิดชูเกียรติให้เยาวชนได้สร้างสรรค์ผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อไป

โดยในประเภทกลุ่มเด็กและเยาวชนประกายเพชร ปรากฎว่ามีกลุ่ม“Below the Tides” ที่มี นายอริณชย์ หรือน้องอิน ทองแตง และ น.ส.อริสา หรือน้องเอม ทองแตง นักเรียน จาก โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพฯ สองพี่น้องร่วมก่อตั้งได้รับรางวัลด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรวมอยู่ด้วย โดยมี น.ส.อริสา หรือน้องเอม เป็นตัวแทนกลุ่มขึ้นรับรางวัล ประกายเพชร ในครั้งนี้

กลุ่ม Below the Tides เป็นกลุ่มเยาวชนที่มุ่งมั่นในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการศึกษาเกี่ยวกับคาร์บอนฟุตพรินต์ในพื้นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ ผลงานวิจัยของพวกเขาได้รับการยอมรับในเวทีระดับนานาชาติ และเป็นที่มาของรางวัลมากมายในปี 2568 ซึ่งตอกย้ำถึงความสำเร็จของเยาวชนไทยที่มีหัวใจรักสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

ความโดดเด่นของทั้งสองเริ่มขึ้นจากการคว้ารางวัลเหรียญทองจากการประกวดผลงานวิจัยในการประชุมเคมีนานาชาติ The 20th Asian Chemical Congress (20ACC) หรือ ASIACHEM2025 เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติให้เป็นเยาวชนดีเด่นที่สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศชาติ เนื่องในวันเด็กแห่งชาติปี 2568 โดยได้เข้าร่วมถ่ายภาพกับนายกรัฐมนตรี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ที่ทำเนียบรัฐบาล

จากผลงานที่เป็นที่ประจักษ์ น้องเอม และ น้องอิน ยังได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วม โครงการ Thailand Youth Climate Action 2025 ซึ่งจัดโดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เพื่อเตรียมความพร้อมให้เป็นตัวแทนเยาวชนไทยในเวทีระดับนานาชาติ ถือเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าเยาวชนสามารถมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อโลกที่ดีขึ้นได้

องค์หญิงฯ กัมพูชา ทนไม่ได้ ต้องออกมา Live สด ลั่น!! สงครามไม่เคยนำไปสู่ชัยชนะที่แท้จริง

(25 ส.ค. 68) ความจริงเรื่องนี้ค่อนข้างผ่านมาพอสมควรแล้ว  แต่เรื่องนี้ก็เรียกได้ว่ายังอยู่ในกระแสอยู่ไม่ตกไปไหน  นั่นคือเรื่องที่ เจ้าหญิงนโรดม เจนณา แห่งกัมพูชา ได้แสดงจุดยืนต่อต้านสงครามผ่านทางวิดีโอที่โพสต์ในโซเชียลมีเดีย เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 เพื่อเรียกร้องให้โลกาอย่าเชื่อข่าวปลอมและให้หยุดความขัดแย้งต่างๆ. โดยวิดีโอดังกล่าวปรากฏขึ้นหลังจากการกล่าวหาว่ามีการกบฏต่อกษัตริย์กัมพูชาที่ทำให้องค์หญิงฯต้องออกมา Live ในฐานะที่ตนเป็นราชนิกูลหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์ โดยเอย่าขอสรุปเป็นข้อๆดังต่อไปนี้

• องค์หญิงฯได้ออกมากล่าวผ่านโซเชียลมีเดียว่าขอให้ “ชาวโลกไม่หลงเชื่อความโกรธและข้อมูลที่บิดเบือน” และยืนยันว่าเธอ “ยืนเคียงข้างชาติของเธอ“ โดยใจความว่าเธอต้องการใช้พื้นที่ของตัวเองปัดข่าวลือหรือข่าวเท็จนั่นเอง
• ทรงกล่าวต่อว่า "สงครามไม่เคยนำไปสู่ชัยชนะที่แท้จริง" แต่กลับสร้างแต่ความเจ็บปวดต่อทุกฝ่าย โดยเฉพาะครอบครัวที่สูญเสียความสงบสุขไปตลอดกาล
• ทรงเน้นว่า แม้กัมพูชาจะเป็นประเทศเล็ก แต่มี จุดยืนแน่วแน่ในการรักษาสันติภาพ, และแสดงความเคารพต่อความทุกข์จากอดีตที่ชาติได้เคยเผชิญ เช่น การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และสงครามกลางเมือง
• ทรงสื่อถึงความสูญเสียที่เกิดจากสงครามช่วงอดีตว่า: “สงครามไม่ได้ทำให้เราได้ที่ดิน หรืออำนาจ มีแต่ความสูญเสีย บ้านพัง พ่อแม่กลายเป็นหม้าย ลูกกลายเป็นเด็กกำพร้า อนาคตที่หายไป”
• ในถ้อยแถลงภาษาภาษาจีนและภาษาฝรั่งเศสของคำแถลง ยังกล่าวว่า: “สงครามไม่เคยนำมาซึ่งชัยชนะที่แท้จริง” และมีแต่ความเจ็บปวดที่ไม่อาจย้อนกลับ โดยเฉพาะต่อครอบครัวที่สูญเสียความสงบสุขไปอย่างสิ้นเชิง”
• ตอนท้ายของคำพูด ทรงกล่าวว่า “ขอให้ความหวังดีมีมากกว่าความโกรธ และไม่มีพ่อแม่คนใดต้องร่ำลาลูกเพราะสงครามอีก” และ “ขอยืนเคียงข้างชาติของพระองค์”

เอย่าจึงใช้เวลาค่อนข้างมากในการเขียนบทความนี้ออกมาเพื่อทำการชี้แจงเพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ที่แท้จริงโดยทั่วกัน

1. เรื่องกบฏกษัตริย์กัมพูชานั้น  ไม่มีมูลเลย ในช่วงที่ผ่านมาฝั่งกัมพูชามีข่าวลือเรื่องรัฐประหาร หรือการก่อกบฏของกองทัพ  แต่ทั้งหมดนั้นไม่ใช่ทำการกบฏต่อกษัตริย์กัมพูชา  ทุกคนต้องอย่าลืมนะคะว่าทุกวันนี้กัมพูชายังมีกษัตริย์อยู่มีพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี  แต่ข่าวลือที่ออกมากลับพบว่าการกบฏนั้นเป็นการโค่นล้ม สมเด็จมหาเดโชฮุนเซน ไม่ใช่กษัตริย์อย่างที่กล่าวอ้าง  ดังนั้นองค์หญิงอ้างว่ามาขอ Live เพราะชี้แจงสถานการณ์นี้จึงไม่ถูกต้อง

2. ประเด็นต่อมาเรื่องข่าวเท็จ  องค์หญิงไม่ใช่เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจที่จะมีสิทธิ์ออกมากล่าวสิ่งใดๆก็ตามที่เป็นตัวแทนของชาติ  เพราะการกระทำดังกล่าวไม่ได้ทำอย่างถูกต้องตามหลักปฏิบัติสากล  ดังนั้นองค์หญิงจึงพูดในฐานะอินฟลูฯคนหนึ่งที่เอย่าได้ข่าวว่า การที่องค์หญิงพยายามพูดสื่อสารหลายภาษาโดยเฉพาะภาษาจีนก็เพราะว่า เจ้าหญิงเพิ่งปล่อยซิงเกิลใหม่ที่ชื่อ  “Summer Song” เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมานั่นเอง  และเหตุการณ์นี้น่าจะกระทบกับแฟนคลับโดยเฉพาะแฟนคลับชาวจีน

3. แม้พระราชดำรัสของเจ้าหญิงจะดูดีและสวยงามเพียงใดแต่สิ่งที่เจ้าหญิงต้องการนั้นคืออะไร หากเจ้าหญิงจะสื่อสารไปให้คนทั้งโลกได้รู้ต้องถามว่าเพื่ออะไร  เพราะทุกภาษาที่เจ้าหญิง  และเจ้าหญิงใช่คนที่เป็นตัวแทนของชาติในการออกมาพูดภาษาต่างประเทศหรือไม่  นี่จึงเป็นสิ่งที่เรียกว่าผิดหลักการปฏิบัติและนั่นแหละที่คนไม่ให้คุณค่าของคำพูดของเจ้าหญิงทั้งภาษาเขมร ฝรั่งเศส จีนและอังกฤษ ล้วนเป็นภาษาที่องค์หญิงเรียนรู้มาแต่สำหรับผู้ฟังแล้วคนที่ต้องการรับทราบจริงๆอาจจะเป็นคนกัมพูชาและคนไทยเสียมากกว่า อีกอย่างองค์หญิงฯควรศึกษา Fact จากแหล่งข่าวสากลด้วยไม่ใช่รับรู้จากแหล่งข่าวในประเทศเพียงฝ่ายเดียวเหมือนที่เอย่าเคยบอกท่านผู้อ่านเรื่องสถานการณ์ในเมียนมาว่าทำไมภายนอกพูดอีกอย่างแต่สำนักข่าวในประเทศลงอีกอย่าง และควรจะพิจารณาอย่างถี่ถ้วนก่อนออกมาแถลง

อนึ่งองค์หญิงฯทราบหรือไม่ว่าการกระทำสำคัญกว่าคำพูด หากย้อนมองสงครามครั้งนี้แล้วถามว่าราชวงศ์ของไทยทำอะไรบ้าง…ท่านเลือกจะเงียบและกระทำสิ่งต่างๆดังข้อด้านล่างนี้มากกว่าการที่ออกมากล่าวอะไรนั่นก็คือ ได้ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้ราชวงศ์รับภาระในการดูแลผู้ได้รับผลกระทบจากการปะทะชายแดนไทย–กัมพูชา โดยมีแนวทางการช่วยเหลือดังนี้:
• จัดพิธีศพผู้เสียชีวิตภายใต้พระราชทาน—ดำเนินตามพิธีราชประเพณีอย่างสมพระเกียรติ
• ส่งทีมจากกระทรวงวัฒนธรรมและกระทรวงมหาดไทยเข้าเยี่ยมเยือนผู้บาดเจ็บและครอบครัวของผู้เสียชีวิต เพื่อให้การฟื้นฟูทั้งด้านร่างกายและจิตใจ
• ประสานงานเพื่อดูแลพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่ได้รับความเสียหายและจัดสรรงบประมาณสำหรับการซ่อมแซมทดแทน

หากถามว่าในอดีตกษัตริย์ไทยได้ทรงตรัสอะไรบ้างเอาเป็นว่าเอย่าจะยกตัวอย่างมาให้ดู  ย้อนกลับไปดูที่พระราชดำรัสของในหลวง ร.9 ที่ทรงตอบต่อนักข่าวต่างประเทศ ซึ่งทูลถามพระองค์ท่านขณะเสด็จไปเป็นขวัญและกำลังใจแก่ผู้ที่ทำงานสร้างเขื่อนในพื้นที่ทุรกันดาร ในสมัยที่ประเทศไทยมีการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์อย่างรุนแรง ท่านทรงตอบคำถามกับนักข่าว BBC ในเวลานั้นว่าที่ถามเรื่องที่ท่านต่อสู้กับกลุ่มคอมมิวนิสต์อย่างไรว่า “เราไม่ได้ต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ในฐานะอุดมการณ์ แต่สู้กับปัญหาความทุกข์ยากของประชาชน” หรือจะเอาคำตอบของในหลวง ร.10 ที่ตอบนักข่าว BBC ที่ถามว่า “คนเหล่านี้จงรักภักดีต่อพระองค์ ทว่าพระองค์จะมีพระราชดำรัสอย่างไรต่อผู้ชุมนุมที่ออกมาบนท้องถนนเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันฯ” ในหลวง ร.10 ทรงยิ้มแย้มแล้วตอบกลับไปว่า “ข้าพเจ้าไม่มีความเห็น...เรารักพวกเขาเฉกเช่นเดียวกัน” แต่นักข่าวคนนั้นก็ยังถามว่า “มีโอกาสที่จะประนีประนอมหรือไม่”  ในหลวง ร.10 ท่านทรงตรัสกลับไปสั้นๆแต่ความหมายลึกซึ้งว่า “ประเทศไทยเป็นดินแดนแห่งการประนีประนอม” อันหมายถึงท่านไม่เคยโกรธ เกลียด ใครที่เคยชังท่านเลย  คำตอบของท่านเพียง 10 วินาทีสามารถจบคำถามของนักข่าวคนนั้นได้

ดังนั้นองค์หญิงน้อยควรต้องทราบถึงกิจของการเป็นราชนิกูลนั่นหมายถึงการแบกประชาขนไว้บนบ่า กากรกระทำอะไรแม้จะเป็นการกระทำในนามส่วนบุคคลก็ดีแต่นั่นถือเป็นการดึงเอาราชวงศ์ลงมาแปดเปื้อนมัวหมองได้  แต่ถ้าองค์หญิงอยากจะเติบโตไปในสายของอินฟลูฯเต็มตัว การใช้ชื่อ เจณนา นโรดม เหมือนสามัญชนทั่วไปน่าจะเหมาะสมกว่า

มาตรการพลังงานครั้งนี้ จะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ลดต้นทุนเศรษฐกิจโดยรวม และสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน

(24 ส.ค. 68) นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในรายการ “เสียงจากใจ ไทยคู่ฟ้า” ออกอากาศวันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม 68 ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเข้าร่วมประชุม ได้เห็นชอบมาตรการพลังงานสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อเสถียรภาพพลังงานและค่าครองชีพของประชาชนในหลายเรื่องสำคัญ

โดยที่ประชุมได้อนุมัติการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติมทั้งโครงการลมและแสงอาทิตย์ โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเจรจาราคากับภาคเอกชนให้แล้วเสร็จภายใน 45 วัน พร้อมขยายกำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (SCOD) ไม่เกินปี 2573 เพื่อเร่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดเข้าสู่ระบบไฟฟ้าไทย

กพช. ยังอนุมัติขยายอายุโรงไฟฟ้าน้ำพอง ชุดที่ 1–2 ออกไปอีก 6 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2574 ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าสุทธิได้กว่า 28,358 ล้านบาท พร้อมเห็นชอบแนวทางบริหารจัดการโรงไฟฟ้าแม่เมาะ โดยเลื่อนการปลดโรงไฟฟ้าเครื่องที่ 8 และ 11 ออกไปถึงสิ้นปี 2574 ควบคู่กับการปรับปรุงเครื่องที่ 12–13 เพื่อใช้งานต่อถึงปี 2591 แนวทางนี้จะช่วยลดการลงทุนใหม่ ลดการนำเข้า Spot LNG และลดค่า Ft ลงเฉลี่ย 3.67 สตางค์ต่อหน่วย หรือประมาณ 9,566 ล้านบาทต่อปี

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังมีมติอนุมัติให้ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราปกติ จ่ายค่าไฟฟ้าไม่เกิน 3.94 บาทต่อหน่วยในงวดกันยายนถึงธันวาคม 2568 เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายครัวเรือน โดยมอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ทบทวนเกณฑ์เพดานการใช้ไฟฟ้า เพื่อให้ส่วนลดครอบคลุมผู้ใช้ส่วนใหญ่และเป็นธรรม

นอกจากนี้ กพช. ยังมีมติยืนยันราคาขายไฟฟ้าแก่ประเทศเพื่อนบ้านต้องไม่ต่ำกว่าราคาที่จำหน่ายภายในประเทศ เพื่อไม่ให้กระทบต้นทุนไฟฟ้าของประชาชนไทย พร้อมทั้งยกเลิกแผนการแยกศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้า (SO) ออกจาก กฟผ. โดยคงโครงสร้างแบบ Enhance Single Buyer (ESB) ที่มีประสิทธิภาพและสอดคล้องมาตรฐานสากล รวมถึงเห็นชอบให้เดินหน้าโครงการ Demand Response (DR) ต่อเนื่อง เพื่อควบคุมต้นทุนค่าไฟและลดการนำเข้า LNG โดยจะบรรจุค่าใช้จ่ายผลตอบแทน DR ไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ต่อไป

“รัฐบาลยืนยันว่า มาตรการพลังงานครั้งนี้จะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ลดต้นทุนเศรษฐกิจโดยรวม และสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน” นางสาวศศิกานต์ กล่าวทิ้งท้าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top