Wednesday, 10 June 2026
NewsFeed

‘ดร.ดนุวัศ’ ชี้!! ภาครัฐต้องบูรณาการ เครื่องมือดิจิทัล ลดภาระงานที่ทำซ้ำ เพิ่มความเร็ว เพื่อยกระดับ ประสิทธิภาพ เพิ่มความโปร่งใส เสริมสร้าง การมีส่วนร่วมของปชช.

(2 ส.ค. 68) รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับ การใช้ AI ในภาครัฐ โดยได้ระบุว่า ...

การบูรณาการเครื่องมือดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ากับการดำเนินงานภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถยกระดับ ประสิทธิภาพ เพิ่ม ความโปร่งใส และเสริมสร้าง การมีส่วนร่วมของประชาชน ได้อย่างมีนัยสำคัญ หากดำเนินการอย่างมียุทธศาสตร์ ดังนี้

1. เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน (Efficiency)
AI และระบบดิจิทัลช่วยลดภาระงานที่ทำซ้ำ เพิ่มความเร็ว และลดข้อผิดพลาดของมนุษย์
1.1 ระบบอัตโนมัติ (RPA) ใช้ในกระบวนการที่ทำซ้ำ เช่น การจ่ายเงินเดือน การต่อใบอนุญาต การลงทะเบียน
1.2 Chatbot ภาครัฐ ให้บริการข้อมูลและตอบคำถามประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง เช่น ระบบสวัสดิการ การเสียภาษี
1.3 การวิเคราะห์เชิงพยากรณ์ คาดการณ์และจัดสรรทรัพยากรได้แม่นยำ เช่น บุคลากรในโรงพยาบาล สถานการณ์ภัยพิบัติ
1.4 Digital ID / ระบบลงชื่อครั้งเดียว อำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงบริการภาครัฐหลายหน่วยผ่านระบบเดียว

2. ส่งเสริมความโปร่งใสและตรวจสอบได้ (Transparency)
การใช้เทคโนโลยีช่วยลดโอกาสการทุจริตและเสริมสร้างความไว้วางใจจากประชาชน
2.1 Blockchain ใช้สำหรับระบบจัดซื้อจัดจ้าง การลงคะแนนเสียง การจดทะเบียนที่ดิน เพื่อความโปร่งใสและไม่สามารถแก้ไขย้อนหลังได้
2.2 Open Data / Data Portal เผยแพร่ข้อมูลงบประมาณ ผลการดำเนินงาน และข้อมูลสำคัญของรัฐให้สาธารณชนเข้าถึงได้
2.3 ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลบัญชี หรือธุรกรรมเพื่อค้นหาความเสี่ยงหรือพฤติกรรมทุจริต

3. ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน (Citizen Engagement)
เครื่องมือดิจิทัลเปิดโอกาสให้ประชาชนมีบทบาทในนโยบายและการตัดสินใจภาครัฐมากขึ้น
3.1 แพลตฟอร์มมีส่วนร่วมออนไลน์ ให้ประชาชนเสนอความคิดเห็น โหวตแผนงาน หรือร่วมตัดสินใจนโยบายท้องถิ่น
3.2 AI วิเคราะห์สื่อสังคม (Social Listening) ติดตามความคิดเห็นและความรู้สึกของประชาชนต่อโครงการหรือนโยบาย
3.3 Mobile App ภาครัฐ ให้บริการแบบเฉพาะพื้นที่ พร้อมระบบแจ้งเตือน เช่น เหตุฉุกเฉิน วันครบกำหนดต่าง ๆ

4. ปัจจัยสำคัญที่ต้องคำนึงในการบูรณาการ
เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมทั้งระบบและบุคลากร
4.1 การกำกับดูแลข้อมูล (Data Governance) เน้นความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว และจริยธรรมของการใช้ข้อมูล
4.2 พัฒนาทักษะบุคลากร (Capacity Building) อบรมข้าราชการให้เข้าใจดิจิทัล และ AI
4.3 การออกแบบที่ครอบคลุม (Inclusion by Design) สร้างระบบที่ใช้งานง่าย ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ คนพิการ หรือพื้นที่ห่างไกล

5. ตัวอย่างกรณีศึกษานานาชาติ
- เอสโตเนีย (Estonia) มีบริการภาครัฐออนไลน์เกือบทั้งหมด
- สิงคโปร์ ใช้ AI ในการจัดการเมืองอัจฉริยะ เช่น การจราจร การบริการสาธารณสุข และการรับฟังความคิดเห็น
- สหราชอาณาจักร มี Government Digital Service (GDS) ที่พัฒนาบริการออนไลน์แบบรวมศูนย์ และประยุกต์ใช้ AI กับหลากหลายกิจกรรมของภาครัฐ 

‘ทรัมป์’ ทำดีลแบบ ‘แม่ค้าจีน’ มีราคาในใจอยู่แล้ว แต่ก็บอกราคา สูงเว่อร์ ไปก่อน

(2 ส.ค. 68) รองศาสตราจารย์ ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Aksornsri Phanishsarn ว่า …

จริงๆแล้ว ตัวเลข tariff ในใจทรัมป์ตั้งแต่ตอนหาเสียง (ตค 2024) ก็คือ จะขึ้นภาษีนำเข้าเฉลี่ย 10 -20% กับประเทศอื่นอยู่แล้ว พอมาเป็นรัฐบาล #ทรัมป์ ก็ใช้การดีลแบบ #แม่ค้าจีน คือ ประกาศ reciprocal tariff แบบสูงเว่อร์ เพื่อให้แต่ละประเทศมาก้มหมอบยอมทรัมป์แบบสุดๆ จนได้สิ่งที่ทรัมป์ต้องการแล้ว ค่อยเก็บภาษีจริงในอัตรา 15 -20% กับประเทศส่วนใหญ่ ตาม rate ที่อยู่ในใจตั้งแต่แรกนั่นแหละค่า (ส่วน 10% ก็เก็บกับบางประเทศที่สหรัฐฯ ไม่มีปัญหาขาดดุล เช่น สิงคโปร์)

สำหรับจีน ทรัมป์ตั้งใจเก็บภาษี 60% แต่เจอหมัดเด็ดของสีจิ้นผิงเรื่องแร่หายาก rare earth และจีนขึ้นภาษีตอบโต้กลับ ทรัมป์ก็เลยยังจัดการจีนไม่ได้ตามที่หาเสียงไว้ว่า จะเก็บภาษีจีน 60% 

‘พล.อ.ณัฐพล’ รับเงื่อนไขกัมพูชา ให้ ‘สหรัฐฯ-จีน-มาเลเซีย’ ส่ง!! ผู้สังเกตการณ์ประชุมจีบีซี ได้เฉพาะ 7 ส.ค.

(2 ส.ค. 68) จากกรณีที่สื่อกัมพูชา เผยแพร่เอกสารกระทรวงกลาโหม พร้อมระบุ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแห่งชาติ  ประเทศไทย (พล.อ.ณัฐพล) ได้ยอมรับคำร้องของกระทรวงกลาโหมของกัมพูชาให้ตัวแทนจากมาเลเซีย สหรัฐอเมริกาและจีน เข้าร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์ในการประชุมวิสามัญของคณะกรรมการทั่วไปชายแดน (GBC) ได้นั้น 

แหล่งข่าวจากกระทรวงกลาโหม ยอมรับว่า รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ยอมรับคำร้องขอของกระทรวงกลาโหมกัมพูชา จริง โดยให้ผู้สังเกตการณ์มาเฉพาะการประชุม GBC ในวันที่ 7 สิงหาคม 2568

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ดูเหมือนจะไม่เห็นด้วยที่มีผู้สังเกตการณ์จากสหรัฐอเมริกาและจีน เนื่องจากเป็นการเจรจาทวิภาคี ซึ่งเป็นกลไกปกติที่คุยกัน 2 ประเทศ แต่ในที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ มองว่าถ้าประเทศไทยปฏิเสธอาจถูกมองว่ามีลับลมคมใน จึงตัดสินใจยอมรับกับข้อเสนอนี้ของกัมพูชา

ด้าน พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า พล.อ.ณัฐพล  นาคพาณิชย์ รักษาการ รมว.กลาโหม ได้ทำหนังสือตอบรับการให้  3 ประเทศ จีน สหรัฐฯ และ มาเลเซีย เข้าร่วมสังเกตการณ์การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชาจริง โดยระหว่างวันที่ 4-6 สค. จะเป็นการประชุมฝ่ายเลขาฯ เพื่อเตรียมข้อมูล ประเด็นหารือ และงานด้านธุรการ วาระสำคัญคือการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาให้เรียบร้อย โดยจะเป็นเรื่องที่สืบเนื่องจากการหารือระหว่าง ผบ.หน่วยทหาร 2 ฝ่าย โดยฝ่ายไทยขอเวลาคุยกันก่อน 3 วันเพราะเนื้อหาค่อนข้างมาก เพื่อเตรียมการก่อนประชุมหลักในวันที่ 7 ส.ค. นี้ ครั้งนี้เป็นการยกระดับมาคุยกันระดับนโยบาย และ ไม่กระทบหลักการการหารือทวิภาคี   

‘หมอวี’ แจงชัด!! ทำไมโรงพยาบาลไทย ไม่สามารถ!! รับผู้ป่วยจาก ‘กัมพูชา’ ได้

เมื่อวานนี้ (1 ส.ค. 68) นพ.วีระพันธุ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Veerapun Suvannamai ระบุว่า …

ผมจะบอกให้ว่า!!

ทำไมโรงพยาบาลไทยไม่สามารถรับผู้ป่วยจากกัมพูชาได้? (ยกเว้นกรณีฉุกเฉินจะตายตรงหน้า)

จากสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา มีเหตุปะทะเกิดขึ้นระหว่างกองกำลังของทั้งสองประเทศ โดยประเทศไทยอยู่ในสถานะป้องกันตัว และไม่ใช่ผู้เริ่มความรุนแรง แต่เป็น ฝ่ายกัมพูชา ที่เริ่มใช้กำลังโจมตี ซึ่งรวมถึงการยิงเข้าใส่พื้นที่พลเรือนของไทย ส่งผลให้โรงพยาบาลหลายแห่งในเขตชายแดนได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง

1. โรงพยาบาลในพื้นที่ได้รับความเสียหายจากการโจมตีโดยตรงของกัมพูชา

โรงพยาบาลที่ต้องปิดให้บริการทั้งหมด 11 แห่ง ได้แก่ รพ.น้ำขุ่น รพ.น้ำยืน  รพ.นาจะหลวย รพ.กันทรลักษ์ รพ.ภูสิงห์ รพ.กาบเชิง รพ.พนมดงรัก   รพ.ปราสาท รพ.บ้านกรวด รพ.เฉลิมพระเกียรติ  รพ.ละหานทราย

โรงพยาบาลที่เปิดได้เพียงบางส่วน (เฉพาะห้องฉุกเฉิน) 9 แห่ง

โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ได้รับผลกระทบ 144 แห่ง

ปิดให้บริการทั้งหมด 140 แห่ง

เปิดให้บริการบางส่วนเพียง 4 แห่ง

โรงพยาบาลบางแห่งได้รับความเสียหายจากกระสุนและแรงระเบิดโดยตรง มีบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนในพื้นที่ต้องอพยพฉุกเฉินเพื่อความปลอดภัย

2. ขาดความพร้อมในการให้บริการทั้งด้านกำลังคนและทรัพยากร

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้บุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่ชายแดนจำนวนมากไม่สามารถปฏิบัติงานได้ตามปกติ

บางส่วนต้องอพยพออกนอกพื้นที่ โรงพยาบาลหลายแห่งมีจำนวนเตียงไม่เพียงพอ ระบบน้ำ ไฟฟ้า และการสื่อสารมีปัญหาอย่างต่อเนื่อง ไม่สามารถรองรับผู้ป่วยจากนอกพื้นที่ โดยเฉพาะจากประเทศที่เป็นต้นเหตุของความเสียหาย

3. ความไม่ปลอดภัยในการเคลื่อนย้ายและดูแลผู้ป่วยจากประเทศต้นเหตุของการโจมตี

ครั้งนี้กัมพูชาผู้ที่ร้องขอความช่วยเหลือ กลับเป็นฝ่ายที่ใช้กำลังทำลายโครงสร้างพื้นฐานของระบบสาธารณสุขไทย ทั้งยังสร้างความเสี่ยงต่อชีวิตของบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนไทย การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยจากกัมพูชาในสถานการณ์เช่นนี้จึงไม่สามารถกระทำได้โดยปลอดภัยหรือเหมาะสม

สรุปว่า …

ประเทศไทยไม่สามารถรับผู้ป่วยจากกัมพูชาได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน ด้วยเหตุผลที่สำคัญดังต่อไปนี้

• โรงพยาบาลไทยจำนวนมากได้รับความเสียหายโดยตรงจากการโจมตีของกัมพูชา

• ระบบสาธารณสุขในพื้นที่ชายแดนล่มเกือบทั้งหมด

• บุคลากรทางการแพทย์ไม่สามารถปฏิบัติงานได้ตามปกติ

• ความปลอดภัยของผู้ให้บริการและผู้ป่วยไม่สามารถรับประกันได้

• ประเทศไทยจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนของตนเองก่อน จนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ประเทศไทยจะยังไม่สามารถดำเนินบทบาทด้านมนุษยธรรมกับกัมพูชาได้ตามเจตนาดีที่มีต่อกันในอดีต

‘เอกนัฏ’ ส่งสุดซอย!! ขยายผล ฟัน!! เครือข่ายลักลอบฝังกลบขยะพิษ ลั่น!! ทำร้ายประชาชน ทำลายสิ่งแวดล้อม สร้างภาระให้ประเทศชาติ

(2 ส.ค. 68) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และหัวหน้าชุดตรวจการณ์สุดซอย หรือ ทีมสุดซอย กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กรมทรัพยากรน้ำบาดาล และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) ลงพื้นที่ตรวจสอบ บริษัท โชคดีดี รีไซเคิล จำกัด 49/5 หมู่ที่ 7 ตำบลหนองแหน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา แจ้งประกอบกิจการทำเม็ดพลาสติก และบดย่อยเศษพลาสติก หลังพบเบาะแสความเชื่อมโยงกับกรณีการลักลอบฝังกลบขยะพิษใน จ.ฉะเชิงเทรา ที่ตนได้นำทีมลงตรวจสอบเมื่อช่วงเดือนที่ผ่านมา

นางสาวฐิติภัสร์ กล่าวว่า การลงพื้นที่วันนี้เป็นการขยายผลจากกรณีขยะพิษ 50,000 ตัน ฝังกลบในที่ดิน 11 ไร่ ที่ อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา มาจนถึงที่ดินบริษัท โชคดีดี รีไซเคิล จำกัด ตั้งอยู่ที่ ต.หนองแหน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา โดยพื้นที่บริเวณนี้ใกล้กันกับโฉนดที่ดิน ที่เจ้าหน้าที่เคยพบการลักลอบทิ้งและฝังกลบกากของเสีย เมื่อช่วงปี 2555 เจ้าหน้าที่จึงตั้งข้อสงสัยว่าอาจจะมีการลักลอบฝังกลบในบริเวณนี้เพิ่มเติม 

ซึ่งจากการตรวจสอบภายในพื้นที่ตั้งบริษัทฯ พบร่องรอยการประกอบกิจการบดย่อยและอัดเศษพลาสติก และพบสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว ทั้งที่เป็นวัตถุดิบ และกากของเสีย กองอยู่ทั้งภายในอาคารและภายนอกโรงงาน จึงได้ขอเข้าตรวจสอบ โดยใช้รถแบคโฮขุดสำรวจทั้งหมด 9 จุด ขุดลึกลงไปไม่ถึง 50 เซนติเมตร พบทั้งเศษคล้ายยิปซั่ม เศษสายไฟ เศษพลาสติก และเศษขี้เถ้าจากเตาหลอม รวมประมาณ 20,000 ตัน โดยทุกจุดที่มีการขุดตรวจ เจ้าหน้าที่ได้ทำการเก็บตัวอย่างทั้งหมดและส่งไปตรวจสอบว่าเข้าข่ายเป็นวัตถุอันตรายด้วยหรือไม่ หากเข้าข่ายเป็นวัตถุอันตรายจะถูกดำเนินคดีข้อหาครอบครองวัตถุอันตราย ซึ่งรวมกับกรณีที่ผ่านมาแล้วนับกว่า 70,00 ตัน

เบื้องต้นคาดว่าขบวนการนี้มีเครือข่ายความเชื่อมโยงกับกลุ่มบุคคลที่ทำธุรกิจรีไซเคิลผิดกฎหมาย นับเป็นกลุ่มอาชญากรรมทางสิ่งแวดล้อม ที่ทำร้ายประชาชน ทำลายสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญสร้างภาระให้ประเทศชาติ กระทรวงอุตสาหกรรม จะร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปทส. และ กรมสอบสวนคดีพิเศษ DSI จัดการทั้งขบวนการนี้ให้เด็ดขาด" นางสาวฐิติภัสร์กล่าวทิ้งท้าย

‘อุตสาหกรรมแฟร์ 2568’ ขนขบวนสินค้าช่วยคนไทย ส่งน้ำใจช่วยพี่น้องชายแดน สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์

(2 ส.ค. 68) กระทรวงอุตสาหกรรม จับมือ กระทรวงคมนาคม จัดงาน "อุตสาหกรรมแฟร์ 2568 : “รถไฟอุตสาหกรรม นำความสุขสู่คนไทย" ระหว่างวันที่ 31 กรกฎาคม – 3 สิงหาคม 2568 ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ จัดเต็มสินค้าอุปโภค-บริโภค คุณภาพดี ราคาประหยัด ลดค่าครองชีพ ทั้งจากเครือสหพัฒน์และผู้ประกอบการ SME ไทยทั่วประเทศ พร้อม Motor Show รถที่ใช่ดีลที่ชอบ คาดสร้างเงินสะพัดกว่า 300 ล้านบาท พร้อมจัดจุดรับบริจาคอุตสาหกรรมรวมใจส่งสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมและสถานการณ์ชายแดน

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า นับเป็นโอกาสอันดีในการร่วมมือครั้งใหญ่ระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงคมนาคมที่นำสินค้าจากผู้ประกอบการรายเล็กรายใหญ่มาเจอกับศูนย์กลางระบบคมนาคมที่รวมทั้งรถไฟฟ้า รถไฟ รถโดยสารสาธารณะเข้าด้วยกัน เป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้กับผู้ประกอบการ SME ไทย และวิสาหกิจชุมชนและยังมีโซนสินค้าที่ได้รับความร่วมมือจากเครือสหพัฒน์มาร่วมจำหน่ายสินค้าราคาพิเศษ พร้อมทั้งโซนมอเตอร์โชว์ที่รวบรวมค่ายรถยนต์กว่า 19 ค่ายรถ มาจัดโปรโมชั่นดี ดอกเบี้ยพิเศษภายในงานด้วย คาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศได้กว่า 300 ล้านบาท และในภาวะสถานการณ์ชายแดนที่ไม่ปกติกระทรวงอุตสาหกรรมขอแสดงความห่วงใย พร้อมส่งกำลังใจให้กับผู้ประสบภัย โดยจัดจุดรับบริจาคสิ่งของอุปโภคบริโภค "อุตสาหกรรมรวมใจ ช่วยพี่น้องชาวไทย" เพื่อส่งต่อน้ำใจช่วยเหลือผู้ประสบภัยชายแดนและผู้ประสบภัยน้ำท่วม สำหรับผู้เข้าร่วมจับจ่ายสินค้าภายในงานที่ต้องการแบ่งปัน ส่งมอบน้ำใจให้กับผู้ประสบภัย ซึ่งสามารถนำส่งผ่านจุดรับบริจาคอุตสาหกรรมรวมใจ หรือจุดรับของไปรษณีย์ไทย ภายในงาน ซึ่งพัสดุที่บริจาคน้ำหนักไม่เกิน 5 กิโลกรัม สามารถรับบริการโดยไม่คิดค่าจัดส่ง 

และในงานนี้ได้มีความร่วมมือที่สำคัญอีกหนึ่งเรื่องคือการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) การยกระดับระบบคมนาคมขนส่งทางรางและการสร้างฐานการผลิตรถไฟมาตรฐานสากลภายในประเทศ ระหว่าง กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) กับ กระทรวงคมนาคม โดย สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) (สทร.) เพื่อการขับเคลื่อนและยกระดับอุตสาหกรรมราง และเพิ่มขีดความสามารถของประเทศไทยในการออกแบบและผลิตรถไฟเองภายในประเทศด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและได้มาตรฐานสากล พร้อมส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศให้สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้และสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐในการสร้างกลไกใหม่เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว ทั้งในด้านเทคโนโลยี การผลิตและการพัฒนาบุคลากรผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางระบบขนส่งโลจิสติกส์ของภูมิภาคอาเซียน

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ทางกระทรวงคมนาคมมีความยินดีอย่างยิ่งในความร่วมมือครั้งนี้ระหว่างสองกระทรวงเป็นการยกระดับสถานีกรุงเทพอภิวัฒน์ให้มีการใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ สร้างบรรยากาศใหม่ ๆ แก่ผู้เดินทาง และยังเป็นการช่วยผู้ประกอบการให้มีตลาดใหม่และสร้างรายได้เพิ่มขึ้น และสำหรับการลงนามในวันนี้เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการยกระดับระบบรางของไทย ไม่เพียงแค่ในด้านคมนาคมขนส่ง แต่ยังรวมถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศ โดยกระทรวงคมนาคมได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) หรือ สทร. เดินหน้าสนับสนุนการผลิตรถไฟภายในประเทศ ทั้งในรูปแบบหัวรถจักร (Locomotive), รถไฟโดยสาร (Passenger Coach), รถไฟไฮบริดพร้อมตู้โดยสาร (Hybrid Multiple Unit) และตู้สินค้า (Freight Wagon) ที่ได้มาตรฐานสากล พร้อมทั้งสนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการพัฒนาบุคลากรต่อไปด้วย

นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า การจัดงาน “อุตสาหกรรมแฟร์ 2568 : รถไฟอุตสาหกรรม นำความสุขสู่คนไทย” ในครั้งนี้ เพื่อให้ผู้ประกอบการโรงงานได้มีพื้นที่ในการกระจายสินค้าถึงกลุ่มผู้บริโภคโดยตรง ผู้บริโภคก็สามารถเดินทางเข้าร่วมงานได้โดยสะดวก โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเดินทาง สามารถแวะมาจับจ่ายใช้สอยได้ก่อนเดินทางต่อ ทั้งยังคัดสรรสินค้าที่มีคุณภาพและราคาเป็นธรรมเพื่อให้ผู้บริโภคได้เข้าถึงสินค้าคุณภาพดีในราคาเหมาะสม ช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชน ซึ่งมีการจัดแบ่งภายใน 4 โซน รวมผู้ประกอบการทั้งหมดกว่า 330 บูธ ได้แก่ 

1. โซนมหกรรมสินค้าอุปโภค-บริโภคราคาประหยัดจากเครือสหพัฒน์ ลดราคากว่า 70 % 

2. โซนมอเตอร์โชว์ (Motor Show) ตามหารถที่ใช่ดีลที่ชอบ รถยนต์-รถจักรยานยนต์คุณภาพดี และข้อเสนอพิเศษสุดในงานจากค่ายรถยนต์ต่าง ๆ อาทิ ดอกเบี้ยเริ่มต้น 0.99 % , โปรโมชั่นช่วยผ่อนสูงสุด 12 เดือน , บัตรเติมน้ำมันสูงสุด 3,000 บาท , แถมฟรีฟิล์มติดรถยนต์ Lamina CM1 , ลุ้นจี้ทองคำ หนัก 2 สลึง หรือส่วนลดพิเศษ 15,000 บาท สำหรับครู /ข้าราชการ/บุคลากรทางการแพทย์/เกษตรกร 

3. โซนมหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าคุณภาพมีมาตรฐาน มอก. ราคาประหยัด 

4. โซนมหกรรมจำหน่ายสินค้าจากผู้ประกอบการ SME ไทย และวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศ อาทิ อาหาร เครื่องดื่ม เครื่องประดับ สินค้าแฟชั่น งานคราฟต์ สินค้าตกแต่งบ้าน เป็นต้น

ทางด้านนายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ทางกระทรวงคมนาคมได้เตรียมการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่เดินทางมาร่วมงานได้รับความสะดวก รวดเร็ว และประหยัด ด้วยระบบขนส่งสาธารณะที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น รถไฟชานเมือง (สายสีแดง) เชื่อมต่อจากพื้นที่กรุงเทพฯ รอบนอกได้อย่างรวดเร็ว รถไฟฟ้า MRT (สายสีน้ำเงิน) ครอบคลุมเส้นทางสำคัญในเมืองในอัตราค่าโดยสาร 20 บาท ตลอดสาย รถไฟทางไกลที่จะอำนวยความสะดวกสำหรับผู้เดินทางมาจากต่างจังหวัด รวมทั้งรถโดยสารสาธารณะที่สามารถเดินทางเข้าถึงยังพื้นที่จัดงาน ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการจราจร หรือหากนำรถยนต์ส่วนบุคคลมาร่วมงาน ทางการรถไฟแห่งประเทศไทย มีพื้นที่จอดรถและจุดรับ-ส่ง ที่จัดเตรียมไว้อย่างเพียงพอ

งาน “อุตสาหกรรมแฟร์ 2568 : รถไฟอุตสาหกรรม นำความสุขสู่คนไทย” ในครั้งนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 ก.ค. – 3 ส.ค. นี้ ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ มีร้านค้าจากผู้ประกอบการSME ผู้ประกอบการจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าเครือสหพัฒน์ และค่ายรถยนต์ กว่า 19 ค่ายรถ มาจัดจำหน่ายเต็มพื้นที่สถานี และมีการจัดกิจกรรมที่น่าสนใจสำหรับผู้เข้าร่วมงานแบบไม่มีค่าใช้จ่าย อาทิ การจัดเสวนาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในหัวข้อต่าง ๆ เช่น เบลนด์น้ำหอม (Perfume Blending Workshop) / Talk & share (ไทย-จีน-อังกฤษ) / Taste of Siam เมื่ออาหาร คือสูตรลับแห่งสุขภาพ / เลือกคนให้ถูกงาน เลือกงานให้ถูกคน / Herbal Plantasia ทำน้ำมันหอมระเหย / Hobby Hut Craft ทำตุ๊กตาจากผ้า (กระต่าย) รวมถึงฟรีมินิคอนเสิร์ตจากเหล่าศิลปินชื่อดังให้ชมทุกวันอีกด้วย

‘บีโอไอ’ ชู!! จุดแข็งไทย พร้อมรับมือโลกการค้ายุคใหม่ หลังสหรัฐฯ ประกาศ!! อัตราภาษีนำเข้าจากไทย 19%

(2 ส.ค. 68) บีโอไอ แจงนักลงทุนไทย-ต่างชาติพร้อมเดินหน้าลงทุน หลังสหรัฐฯ ประกาศอัตราภาษีนำเข้าจากไทย ร้อยละ 19 ย้ำ!! ไทยยังเป็นแม่เหล็กดึงดูดการลงทุนที่แข็งแกร่งในภูมิภาค ชูจุดแข็งไทย 5 ด้าน พร้อมรองรับคลื่นการลงทุนภายใต้โลกการค้ายุคใหม่มุ่งสร้างซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า จากที่ทีมไทยแลนด์ที่มีทั้งภาครัฐและเอกชน นำโดย นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สามารถเจรจากับสหรัฐอเมริกาจนมีการประกาศอัตราภาษีศุลกากรที่เรียกเก็บจากไทยร้อยละ 19 ลดลงจากอัตราก่อนหน้าที่ร้อยละ 36 ถือเป็นข่าวดีที่ส่งผลบวกต่อการลงทุน เพราะเป็นอัตราภาษีที่ทำให้ไทยสามารถแข่งขันได้เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค โดยนักลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายจำนวนมากให้ความเชื่อมั่นและพร้อมเดินหน้าลงทุนในประเทศไทย เนื่องจากมองว่าไทยสามารถตอบโจทย์การลงทุนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ และมีศักยภาพในการสร้างซัพพลายเชนสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต  

ที่ผ่านมา ภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันทำงานอย่างใกล้ชิด เพื่อพัฒนาระบบนิเวศ ลดอุปสรรค และสร้างโอกาสใหม่ ๆ ในการประกอบธุรกิจ ให้สอดรับกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยอุตสาหกรรมเป้าหมายที่บีโอไอเร่งให้การส่งเสริม 5 สาขาหลัก ได้แก่ อุตสาหกรรมชีวภาพและเศรษฐกิจหมุนเวียน (BCG) ยานยนต์ไฟฟ้า เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ดิจิทัลและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และกิจการศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยมีจุดแข็ง 5 ด้านสำคัญที่พร้อมรองรับคลื่นการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ ได้แก่

1. โครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพ พร้อมรองรับการลงทุน ทั้งนิคมอุตสาหกรรม ระบบโลจิสติกส์ ท่าเรือน้ำลึก สนามบินนานาชาติ ระบบไฟฟ้าที่มีความเสถียรและมีศักยภาพด้านพลังงานหมุนเวียน โครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง โครงข่าย 5G ที่ครอบคลุมทั่วประเทศ และการจัดตั้ง Hyperscale Data Center จากนักลงทุนรายใหญ่ระดับโลก เช่น AWS, Google รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวก
ที่พร้อมสำหรับนักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ ทั้งด้านที่พักอาศัย โรงเรียนนานาชาติ และโรงพยาบาลมาตรฐานสูง 

2. ซัพพลายเชนที่ครบวงจรสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ เครื่องจักรและอุปกรณ์ ส่วนใหญ่รวมตัวเป็นคลัสเตอร์อยู่บริเวณภาคตะวันออก ซึ่งช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ 

3. บุคลากรทักษะสูง ทั้งวิศวกร ช่างเทคนิค และแรงงานฝีมือ โดยบีโอไอร่วมมือกับกระทรวงการอุดมศึกษาฯ (อว.) ในการพัฒนาบุคลากรทักษะสูง และหลักสูตรเฉพาะด้าน เช่น เซมิคอนดักเตอร์, AI, IoT, ระบบอัตโนมัติ และโลจิสติกส์ โดยมีเป้าหมายสร้างแรงงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงจำนวน 280,000 คน ภายใน 5 ปี (2567 – 2571) ในสาขาที่ไม่สามารถพัฒนาได้ทัน บีโอไอมีเครื่องมือที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ชาวต่างชาติสาขาดังกล่าวสามารถเข้ามาทำงานได้ ทั้งการอนุญาตภายใต้กฎหมายส่งเสริมการลงทุน, Smart VISA, LTR VISA และศูนย์ One Stop Service 
ที่บีโอไอทำงานร่วมกับ ตม. และกรมการจัดหางาน 

4. มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐและนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่ตอบโจทย์ภาคธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิประโยชน์ด้านต่าง ๆ จากบีโอไอและกระทรวงการคลัง การพัฒนากลไกจัดหาพลังงานสะอาด หรือมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายต่างๆ เช่น มาตรการส่งเสริมรถยนต์ EV, เซมิคอนดักเตอร์, แบตเตอรี่, อุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งมาตรการสนับสนุนการเชื่อมโยงซัพพลายเชนและการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) 

5. โอกาสในการเข้าสู่ตลาดโลก  ไทยมีศักยภาพในการเชื่อมต่อกับตลาดในภูมิภาค โดยอาศัยความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ 

นอกจากนี้ ไทยมีความตกลงการค้าระหว่างประเทศ (FTA) ที่ลงนามแล้ว 17 ฉบับกับ 24 ประเทศ อีกทั้งยังมีอีกหลายฉบับที่อยู่ระหว่างเจรจา เช่น สหภาพยุโรป แคนาดา และเกาหลี ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าสู่ตลาดในระดับภูมิภาคและระดับโลกได้ 

“อัตราภาษีร้อยละ 19 จากสหรัฐฯ ถือเป็นอัตราที่ทำให้ประเทศไทยแข่งขันได้ และส่งผลบวกต่อการลงทุน สถานการณ์ที่มีความชัดเจนมากขึ้น จะช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจเดินหน้าลงทุนในประเทศไทย ด้วยปัจจัยพื้นฐานที่ดีของประเทศไทย ความพร้อมของซัพพลายเชน บุคลากรที่มีคุณภาพ บวกกับมาตรการสนับสนุนของบีโอไอและหน่วยงานรัฐต่าง ๆ เชื่อมั่นว่าจะทำให้ไทยยังคงเป็นฐานการลงทุนที่โดดเด่นของภูมิภาค และมีศักยภาพสูงที่จะพัฒนาต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ ๆ ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และสร้างประโยชน์ที่ยั่งยืนให้กับ คนไทยในระยะยาว” นายนฤตม์ กล่าวทิ้งท้าย

‘ลุงตู่’ วางเกม!! ‘กัมพูชา’ รักษาความสงบให้ประเทศไทย มาได้หลายปี ชี้!! ‘ฮุนเซน’ เกรงใจ เพราะไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัว จึงไม่กล้าทำตัวป่วน

(3 ส.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Grab WR’ ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับ ‘ลุงตู่’ และ ‘ฮุนเซน’ โดยมีใจความว่า ...

บางคนพยายามบิดเบือน ความสงบในยุคของลุงตู่ ด้วยแค่ส่วนหนึ่งของการสัมภาษณ์

“ปัญหามีแต่ไม่ต้องไปแตะ” 
->เพราะไม่อยากให้ลุกลามจนต้องรบกันอย่างวันนี้ เกิดความสูญเสียชีวิตของประชาชนและทหาร มันคุ้มกันไหม

“ชายแดนน่ะมันแก้ไม่ได้หรอก มันก็อยู่กันไปแบบนี้” 
->ต่างฝ่ายใช้บรรทัดฐานคนละอัน 1:2 แสน กับ 1:5 หมื่น ไม่มีใครยอมใคร ก็ต้องยืนยันว่าเราไม่ยอมรับเพื่อรักษาสถานะ จนกว่าจะมีทางแก้ไขที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้ร่วมกัน 

“ตรงไหนพัฒนาร่วมกันได้ก็ทำ” 
-> แทนที่จะมองเป็นศัตรูไปทุกอย่าง ประชาชนกับประชาชนไม่ได้ขัดแย้งกัน ควรสร้างความร่วมมือกัน เราช่วยเหลือเขาได้ตรงไหนก็ควรทำ ร่วมกันพัฒนาพื้นที่เพื่อประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย

“ไอ้ที่เขาละเมิด MOU 100 กว่าครั้ง เราก็ใช้ไม้นวมมาตลอด” 
-> ย้อนกลับไปข้อ 1 ว่าทางที่ดีที่สุด คือไม่เกิดการปะทะ ก็จะไม่เกิดการสูญเสียชีวิต ประชาชนไม่เดือดร้อน ถ้ามากเกินเส้นไปก็ส่งสัญญาณบอกน้อยๆหน่อย เราจับตาอยู่ และการที่เขายอมเรามาตลอด ไม่เล่นใหญ่เหมือนครั้งนี้ ก็แสดงว่ามีความเกรงใจ/เกรงกลัว ว่าเราจะเอาจริงเหมือนกัน 

ถ้าใช้ไม้นวมได้ผล จะใช้ไม้แข็งเพื่อ??

ต้องรู้ว่าฮุนเซนพร้อมจะไม่เล่นตามเกมอยู่แล้ว ไปไล่ให้หมาจนตรอก มันอาจจะบ้ากัดแหลก ไม่คุ้มเสียเปล่าๆ 

ซึ่งลุงตู่ รู้ sundance ฮุนเซน ดีว่าเป็นคนที่ไม่เห็นหัวประชาชนตัวเองอยู่แล้ว ยินดีที่จะก่อให้เกิดการสูญเสียทหารและประชาชนเพื่อให้ตัวเองอยู่รอด เหมือนที่พิสูจน์ว่าจริงจากตอนนี้ ขนาดศพทหารตัวเองยังปล่อยให้เน่าอนาถอยู่อย่างนั้น ดังนั้นการเข้าปะทะตรงๆมีแต่จะเสียเปรียบ แต่ทำยังไงที่จะอยู่ร่วมกันไปได้โดยที่ประเทศไทยไม่เสียประโยชน์ ไม่เกิดความเสี่ยงต่อประชาชน ถ้าบีบฮุนเซนมากเกินไป ก็ต้องร้อนตัวเดินเกมสกปรก เรื่องประเทศเขาประชาชนต้องไปจัดการเอง แต่อย่ามาทำให้ไทยเดือดร้อน 

ดังนั้นฮุนเซนจึงเกรงใจลุงตู่ และไม่กล้าทำตัวปั่นป่วนมาก และไม่มีความเกี่ยวข้องทางผลประโยชน์ส่วนตัวเหมือนบางตระกูล 
สรุปคือ ความขัดแย้งครั้งนี้ ที่ทำให้มีประชาชนเสียชีวิต รวมถึงเด็ก ประเทศชาติถูกโจมตี มาจากความขัดแย้งส่วนตัวของสองตระกูล ในการหักหลังกันเอง

อย่ามาโทษลุงตู่ว่าซุกปัญหา เพราะคนก่อปัญหาคือตระกูลชั่วที่เอาประเทศชาติเป็นตัวประกัน แต่ลุงตู่เป็นคน "ประคับประคองสถานการณ์" ให้ประเทศไม่ต้องพบกับความเสี่ยงจากอันธพาล มาได้นับสิบปี!!

ผอ.โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี ยื่นมือช่วย ‘น้องปิ่นมุก’ ลูกสาวทหารกล้าที่สละชีพ เผย!! หากน้องอยากเป็นพยาบาล พร้อมรับทันที เชื่อ!! มี DNA ที่จิตใจดี เสียสละ

(3 ส.ค. 68) ผอ.โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี ยื่นมือช่วย ‘น้องปิ่นมุก’ ลูกสาวทหารกล้าที่สละชีพเพื่อชาติ หากน้องอยากเป็นพยาบาล ทางรามาธิบดีพร้อมรับเข้าเรียนในโควตาพิเศษโดยไม่ต้องสอบ เพราะเชื่อว่าน้องมี DNA ที่เสียสละ จิตใจดี และจะเติบโตเป็นพยาบาลที่ดีได้อย่างแน่นอน

เรื่องราวสุดประทับใจนี้ถูกเผยแพร่โดย รองศาสตราจารย์ ดร.พูลสุข เจนพานิชย์ วิสุทธิพันธ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งได้โพสต์ข้อความถึง น้องปิ่นมุก หรือ ด.ญ.จุฑามาศ อายุ 13 ปี ลูกสาวของ จ.ส.อ.ธีระยุทธ สีจุ้ยจ้าย ทหารกล้าผู้สละชีพเพื่อชาติ โดยระบุว่า …

"เห็นลูกสาวของทหารผู้เสียชีวิตร่ำไห้เสียใจ แต่หนูเข้มแข็งมาก อยากฝากไปบอกว่า ถ้าอยากเป็นพยาบาล...แห่งอนาคต ครูและอาจารย์ทุกคนของโรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ยินดีรับหนูเข้าเรียนโดยโควตาพิเศษ ไม่ต้องสอบ เพราะเราเชื่อว่าหนูต้องมี DNA ที่เสียสละ จิตใจดี จากคุณพ่อ และต้องเป็นพยาบาลที่ดีแน่นอน ใครรู้จักน้องเค้าฝากบอกด้วยนะคะ"

โพสต์นี้ได้รับเสียงชื่นชมอย่างกว้างขวางจากผู้คนในโซเชียลมีเดียถึงความมีน้ำใจและความเมตตาที่มอบโอกาสทางการศึกษาให้กับน้องปิ่นมุก เพื่อสานต่อความฝันในอนาคต

‘จตุพร’ เดือด!! นัดชุมนุมใหญ่ ไล่รัฐบาล เคลื่อนมวลชน!! ประชิดทำเนียบ

(3 ส.ค. 68) นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน กล่าวปราศรัยตอนหนึ่งว่า เมื่อวันที่ 28 มิถุนายนที่ผ่านมา เราได้สำแดงพลังของประชาชนอย่างมืดฟ้ามัวดิน แต่วันนี้อาจจะแตกต่างไปบ้าง คืนนี้เป็นคืนแห่งความเศร้าสลด เพราะเมื่อวันที่ 28 มิถุนายนที่ผ่านมา เราประกาศว่าแผ่นดินรัชกาลที่ 10 จะไม่เสียดินแดนแม้แต่ตารางนิ้วเดียว แม้บัดนี้เราจะมีนายกรักษาการ เป็นประเทศที่ไม่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เสมียนประเทศประกาศว่าสงครามไม่มีทางจะรบกัน แต่กองทัพและประชาชนไม่เคยเชื่อ ในยุทธภูมิทั้ง 11 ที่ ทหารไทยได้สู้และพลีชีพพร้อมกับประชาชน เป็นเรื่องที่น่าเสียใจ และเป็นโศกนาฏกรรมของประเทศ ที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้ตัดสินใจไปเจรจา ปรากฏว่าทั้งอเมริกาและจีน ก็มา ซึ่งเราจะทักท้วงตั้งแต่ต้นว่าอย่าให้ประเทศที่ 3 เข้ามายุ่ง แต่นายภมูิธรรมและพวกไม่รับฟัง ไปเจรจาที่ประเทศมาเลเซีย

นายจตุพร กล่าวว่า ตนพูดเสมอว่ากัมพูชารู้เห็นกับมาเลเซียและอเมริกา แต่เราเป็นคนไทย ได้คนหน้าโง่กระจอกงอกง่อย ก็ยังไปเล่นกับเขา ซึ่งมีการตกลงเจรจากัน 3 ข้อ ข้อแรกเป็นข้อที่เสียหายมากที่สุด มีการต่อรองเจรจาหยุดยิง ยกเลิกบอกว่าจะหยุดยิงตอน 18.00 น. แต่กัมพูชาไม่ยอม จะหยุดยิงตอน 24.00 น. นายภูมิธรรมก็ตกลงโดยไม่ได้ถามทหารก่อนว่าทั้ง 11 ยุทธภูมิ ที่ไหนมีความสุ่มเสี่ยง ซึ่งท้ายที่สุด ด้วยเวลาที่ไม่เพียงพอ และความเจ้าเล่ห์ของกัมพูชา เขาก็ได้ยึดปราสาทตาควาย

ดังนั้น ตนขอเรียนกับประชาชนว่า หากนายภูมิธรรมไม่ไปเจรจาเช่นนั้น ประเทศไทยจะไม่มีประวัติที่มัวหมอง ว่าเสียแผ่นดินในวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระเจ้าแผ่นดิน เป็นสิ่งที่เราให้อภัยไม่ได้ หากไม่แน่ใจในเงื่อนไขว่ากัมพูชาจะหยุดจริงหรือไม่ ก็ควรจะเลื่อนออกไป และควรจะถามผู้บัญชาการเหล่าทัพว่าเรียบร้อยแล้วหรือไม่

“ไอ้นี่ไปหยุดยิง แล้วไปเสียเปรียบเสียโง่กัมพูชา คุณไม่มีสภาพที่จะเป็นคนไทยได้อีกต่อไป” นายจตุพร กล่าว

นายจตุพร กล่าวต่อว่า เวลาประเทศไทยเสียเปรียบเขา ก็จะอ้างมนุษยธรรม อ้างว่าเราเป็นสุภาพบุรุษบ้าง ซึ่งกัมพูชาก็ละเมิดหลังเจรจา เป็นเวลากว่า 2 วัน หากกัมพูชาไม่ปฏิบัติตาม ก็ฉีกสัญญาหยุดยิงเสีย และไปยึดปราสาทตาควายกลับคืนมา ทั้งนี้ ตนมองว่าการเสียดินแดนมีอยู่ 2 กรณี ถ้าไม่ทรยศก็โง่มาตั้งแต่ชาติที่แล้ว แม้วันนี้จะพยายามอธิบาย บอกว่าคนภายในต้องสามัคคีกันก่อน ตนมองว่าสามัคคีอย่างเดียวคือต้องไล่พวกนี้ออกจากรัฐบาล เกิดมาตนไม่เคยเห็นรัฐบาลที่เลวทราม ชั่วช้าได้ขนาดนี้มาก่อน

นายจตุพร กล่าวว่า ถ้าเรามีผู้นำหรือมีรัฐบาลที่เอาชาติเอาเมือง ใครจะโง่ไปเจรจาหยุดยิง ทั้งที่รู้ว่ามีหนึ่งยุทธภูมิที่ยังเสียเปรียบ แต่การหยุดยิงวันนั้น คือการทำลายหัวใจของคนในชาติ ยากที่จะให้อภัยนายภูมิธรรม นอกจากนี้ ยังไม่มีการแสดงความรับผิดชอบใดๆ แล้วเราจะปล่อยให้รัฐบาลนี้สร้างความเสียหายต่อไปได้อย่างไร

นายจตุพร กล่าวว่า เราไม่รู้ว่า คดีของ น.ส.แพทองธาร ไม่รู้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะขยายเวลาให้อีกถึงเมื่อไหร่ แต่รู้ว่ายิ่งนานเท่าไหร่ ประเทศที่ฉิบหายมากเท่านั้น

นายจตุพร กล่าวว่า ถ้าคนไทยไม่ลุกขึ้นมา นักรบที่อยู่แนวหน้าต้องได้รับกำลังใจและกำลังหมุนจากแนวหลัง ซึ่งวันนี้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า คนแนวหลังไม่เคยลืมคนแนวหน้า พร้อมจะส่งกำลังใจให้ตลอดไป และตนขอขอบคุณในความเสียสละ และทุกชีวิตที่ได้พลีชีพเพื่อรักษาบ้านเมือง วันนี้ภารกิจของเราคือการสำแดงพลัง

นายจตุพร กล่าวว่า สิ่งที่เราคาดไม่ถึง คือตอนที่เรายังไม่กลับบ้าน ก็มีการออกแถลงการณ์ให้ประชาชนออกจากพื้นที่ชุมนุม ซึ่งตนสงสัยว่า พวกนี้คงได้คะแนนมากจนเกินเกินไป ไม่รู้จะหาวิธีลดคะแนนอย่างไร จึงต้องออกมากวนประชาชนในสิ่งที่ไม่ควร เพราะคุณต้องเคารพประชาชน ตั้งแต่ฝ้ายค้านห้ามเรื่องการจัดซื้ออาวุธ ก็ไม่เป็นประโยชน์อะไรกับประเทศชาติ เราในฐานะประชาชน แม้บางคนจะอยู่ในฐานะยากลำบาก แต่จะลำบากกว่านี้หากเราสิ้นชาติ

นายจตุพร ตั้งแต่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ มาเรื่องจำนำข้าว จนถึงชายแดน ไทย-กัมพูชา ที่มาจากเรื่องของคนสองตระกูล สุดท้ายประชาชนตาย แต่ประเทศไทยเสียดินแดน แล้วอยากจะอยู่บริหารประเทศต่อ

“ตั้งแต่เขากลับมา มันมีอะไรดีกับชาติบ้านเมือง เขาไม่มา เราจะมีปัญหากับกัมพูชาหรือ” นายจตุพร กล่าว

นายจตุพร กล่าวว่า ทั้งที่เขาดีกันมากที่สุด แต่กลับกลายเป็นความหายนะของชาติ เรื่องบ่อนยอมถอย แต่เรื่องผลประโยชน์ชายแดน ถ้าประชาชนไม่แข็งแรง เราสู้พวกนี้ไม่ได้ ดังนั้นเราต้องสำแดงพลังครั้งใหญ่ ซึ่งในครั้งหน้าเราจะเริ่มต้นที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ แต่จะไม่อยู่กับที่ เราจะเดินไปที่หมายที่เราจะขับไล่ ครั้งหน้าคือการขับไล่รัฐบาล เจอกันอนุสาวรีย์ฯ เดินไปทำเนียบรัฐบาล เพราะถ้าไม่ลุกขึ้นสู้ เราก็จะอยู่ในสภาพแบบนี้ ทั้งนี้ การนัดหมายครั้งต่อไปนั้น ตอนแรกตั้งใจว่าจะเป็นช่วงกลางเดือนสิงหาคม แต่สงครามมาก่อน

นายจตุพร กล่าวว่า สงครามยังไม่ยุติ เรื่องการเสียประสาทตาควายก็จะไม่ยุติ แม้วันนี้กัมพูชาจะชุมนุมเรียกร้องสันติภาพ เพราะได้ปราสาทตาควายแล้วนี่ ต้องมีความเสมอซึ่งสันติภาพจะเกิดขึ้นได้ ต้องมีความเสมอภาค ตราบใดที่คุณปล้นแผ่นดินเราไป แล้วมาบอกว่าขอสันติภาพ ก็จะมีแต่ส้นตีน และหากนายภูมิธรรมไม่ฉีกข้อตกลง ก็ต้องออกไป แต่ถ้าไม่ออก เราก็จะไปไล่ให้ออกไป

จากนั้น ในช่วงท้ายของการปราศรัย นายจตุพรได้อ่านกลอนเพื่อให้กำลังใจแก่ทหารแนวหน้า ในการปฎิบัติหน้าที่ต่อไป ก่อนจะ นำมวลชนทำกิจกรรมร้องเพลงบ้านเกิดเมืองนอน และเพลงสรรเสริญพระบารมี และปิดเวทีปราศรัย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top