Wednesday, 10 June 2026
NewsFeed

‘หมออั้น’ วิเคราะห์ ‘กัมพูชา’ เอาอะไรไปแลกอเมริกาบ้าง ถึงได้ดีลอัตราภาษีสินค้านำเข้า 19% เท่าไทย

(1 ส.ค. 68)  นายแพทย์ธีรภัทร์ พุ่มพวง (หมออั้น) เจ้าของเพจ 'รวยหุ้นง่าย ๆ สไตล์ Dr.A' และผู้เขียนผลงาน Best Seller 'รวยหุ้นง่าย ๆ สไตล์ HYBRID' โพสต์ข้อความหลังกัมพูชาได้ลดอัตราภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐ โดยตั้งข้อสังเกตว่า ‘กัมพูชา’ เอาอะไรไปแลกอเมริกาบ้าง ถึงได้ดีล 19% เท่าไทย

สรุป 10 ข้อ
1. ยกเลิกหรือลดภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐฯ เกือบทั้งหมด
กัมพูชาประกาศลดภาษีเหลือ 0–5% สำหรับสินค้าจากสหรัฐกว่า 10,000 รายการ เช่น เครื่องมือแพทย์ สารเคมี เกษตรเฉพาะทาง

2. สั่งซื้อเครื่องบิน Boeing 737 MAX 8 จำนวน 10 ลำ
ดีลมูลค่า ~1.2 พันล้านดอลลาร์ ถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ พร้อมให้สัญญาซื้อเพิ่มอีก 10 ลำภายใน 5 ปี

3. ออกกฎคุมสินค้าจีน 'แปลงสัญชาติ' ผ่านกัมพูชาเข้าตลาดสหรัฐฯ
ออก ประกาศ ร่วม 3 กระทรวง บังคับใช้กฎแหล่งกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) และตรวจเอกสารเข้มขึ้น ป้องกันการหลบภาษี

4. ยอมให้ตรวจโรงงาน-ซัพพลายเชนกว่า 50 แห่งโดยตรง
รวมถึงโรงงานสิ่งทอ รองเท้า ที่ส่งออกไปสหรัฐ เพื่อยืนยันแรงงานไม่ละเมิดสิทธิและไม่มีวัตถุดิบจีนแฝง

5. ยกเว้นค่าวีซ่า 5 ปีให้บริษัทเทคโนโลยี-โลจิสติกส์สหรัฐฯ
เช่น Amazon, UPS, FedEx เพื่อจูงใจตั้งคลังและศูนย์กระจายสินค้าในพนมเปญและสีหนุวิลล์

6. หยุดยิง บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา
หลังจากความตึงเครียดช่วงเดือนกรกฎาคม วอชิงตันขอให้กัมพูชาลงนามข้อตกลงหยุดยิง 8 ข้อ ก่อนให้ดีลภาษีเดินหน้า

7. ตกลงนำเข้า LNG (ก๊าซธรรมชาติ) จากสหรัฐฯ ปีละ 0.6 ล้านตัน
เริ่มตั้งแต่ปี 2026 เพื่อกระจายแหล่งพลังงาน และลดพึ่งพาประเทศจีน

8. ลดภาษีบริการดิจิทัลจากบริษัทสหรัฐฯ ชั่วคราว 2 ปี
เช่น AWS, Microsoft Azure ได้สิทธิ VAT เหลือ 5% ชั่วคราว เพื่อดึงดูดการตั้ง Data Center และ Smart Logistics

9. ตั้งคณะทำงาน 'Green Supply Chain' ร่วมกับสหรัฐฯ
ร่วมลงทุนในโครงการลดคาร์บอนของโรงงานสิ่งทอเป้าหมาย โดยมีสินเชื่อจาก EXIM Bank ของสหรัฐฯ สนับสนุน

10. คงสิทธิ GSP สำหรับสินค้าเกษตรบางรายการ แต่ต้องเปิดโควตาสินค้าสหรัฐ เช่น ข้าว ยาง ยังได้สิทธิส่งออกแบบปลอดภาษี แต่กัมพูชาต้องยอมเปิดนำเข้าข้าวโพด-ถั่วเหลืองจากสหรัฐมากขึ้น

‘นรินทร์ ทิจะยัง’ ชี้ยังมีโอกาสฟื้นท่องเที่ยวไทย ย้ำชัด เทคโนโลยีเป็นกลไกสำคัญหนุนสู่ Smart Tourism

นายนรินทร์ ทิจะยัง ผู้อำนวยการฝ่ายดิจิทัลและเทคโนโลยีสารสนเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวถึงสถานการณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทยในงาน GCNT Expo 2025 รวมพลังเร่งสร้างโลกที่ยั่งยืนว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องเปลี่ยนจากการพึ่งพาเพียงวัฒนธรรม มาใช้เทคโนโลยีเป็นกลไกสำคัญ สู่แนวทาง Smart Tourism และ การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน 

ทั้งนี้ ก่อนจะมีโควิด – 19 ประเทศไทยเคยเป็นหนึ่งในประเทศที่สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวสูงสุดในโลก ติดอันดับ 5 เทียบเท่า สหรัฐอเมริกา อังกฤษ สเปน และฝรั่งเศส แต่ขณะนี้ตกมาอยู่อันดับ 10 ทั้งประเทศเพื่อนบ้านเราที่เขาเคยถูกมองว่าอยู่ในคนละลีกอย่างสิงคโปร์ เวียดนาม หรือมาเลเซีย แต่หลังจากได้พบปะกับกลุ่ม Travel Tech ต่าง ๆ แล้ว พบว่า ตอนนี้เริ่มใช้เทคโนโลยีเข้ามาเป็นหัวใจสำคัญ เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมนักท่องเที่ยว ซึ่งประเทศไทยยังละเลยในจุดนี้ จึงต้องรีบก้าวข้ามอุปสรรคต่าง ๆ ที่เคยมีในอดีต และเปลี่ยนแนวคิดจาก Volume สู่ Value แน่นอนว่าหากไม่เริ่มทำตั้งแต่วันนี้ เราอาจจะสู้ประเทศอื่น ๆ ที่เคยมองข้ามก็ได้

“การท่องเที่ยวยุคใหม่ต้องสู้กันด้วยเทคโนโลยี จะใช้รูปแบบเดิม ๆ อาศัยเพียงวัฒนธรรมอย่างเดิมคงไม่ได้ เพราะคู่แข่งมีศักยภาพเพิ่มมากขึ้น เราต้องร่วมมือกันทุกภาคส่วน ทั้งรัฐและเอกชน เพราะเทคโนโลยีหลาย ๆ อย่าง ทางภาครัฐก็ยังเข้าไม่ถึง แต่เราจำเป็นต้องทำ ต้องรีบขยับ พร้อมกับเปลี่ยนแนวคิดและวิธีการทำงาน เพื่อให้เราแข่งขันกับนานาประเทศได้”

นายนรินทร์ ย้ำว่า ประเทศไทยจะกลับมาเป็น Top การท่องเที่ยวได้ ต้องใช้เทคโนโลยี เป็น Smart tourism และมุ่งสู่การท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ต้องมีระบบช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยว เพราะแค่วัฒนธรรม อาจไม่เพียงพอแล้ว เทคโนโลยี, ข้อมูล และความร่วมมือทุกภาคส่วน รวมถึงประชาชนคนไทยต้องร่วมด้วยช่วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ทางด้านการท่องเที่ยว ก็ให้มองเป็นเรื่องของประเทศชาติ อาจเป็นคำตอบของการฟื้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ในสถานการณ์ที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกำลังเผชิญความตกต่ำอยู่ในขณะนี้

‘สเร จันทร’ ปธ.กุน ขแมร์ ปัดกัมพูชาทิ้งระเบิด ‘เซเว่น’ ในไทย โบ้ยคนไทยทำกันเอง แล้วโยนความผิดให้เขมร

(1 ส.ค. 68) ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชายังคุกรุ่น หลังเกิดเหตุโจมตีหลายจุดในฝั่งไทย เช่น โรงเรียน ปั๊มน้ำมัน และโรงพยาบาลชุมชน โดยเฉพาะร้านสะดวกซื้อในปั๊ม ปตท. บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งมีผู้เสียชีวิตจากการระเบิด

ขณะที่ผู้ช่วยทูตทหาร 23 ประเทศลงพื้นที่สำรวจความเสียหาย ล่าสุด สเร จันทร ประธานกุน ขแมร์ ของกัมพูชา โพสต์เฟซบุ๊กปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา พร้อมโต้กลับว่า “คนไทยเป็นฝ่ายวางระเบิดใส่ร้านเซเว่นฯ เอง แล้วมาโทษกัมพูชา”

“คนเสียม (ไทย) กล้าทิ้งระเบิดใส่เซเว่นอีเลฟเว่น ทำให้ประชาชนตาย แล้วมาโทษเขมร นิสัยต่ำ ๆ เปลี่ยนไม่ได้หรอก พวกเสียมเป็นแบบนี้” สเร จันทร โพสต์อย่างดุเดือด ท่ามกลางเสียงวิจารณ์จากฝั่งไทยที่มองว่าเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงและไม่รับผิดชอบต่อการกระทำ

ยะลา - บิ๊กโต้ง‘ ระดมกำลัง ปล่อยแถวปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด 'No Drugs No Dealers' สร้างชุมชนปลอดยาเสพติด-กระท่อม

(1 ส.ค. 68) ที่ บริเวณหน้าอาคารที่ทำการตำรวจภูธรจังหวัดยะลา พลตำรวจโท ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ได้เป็นประธานปล่อยแถวเปิดปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด 'No Drugs No Dealers' พร้อมด้วย นายก้องสกุล จันทราช รองผู้ว่าราชการ จ.ยะลา ตามนโยบายสำคัญของรัฐบาลด้านการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด แผนปฏิบัติการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ดำเนินการเปิดปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด 'No Drugs No Dealers' ผนึกกำลัง ชุมชนปลอดยาเสพติด

ซึ่งทาง จังหวัดยะลา ตำรวจภูธรภาค 9 ตำรวจภูธรจังหวัดยะลา หน่วยเฉพาะกิจ สำนักงานป้องกันปราบปรามยาเสพติด ภาค 9 และกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 44 ได้บูรณาการ ความร่วมมือกัน เพื่อให้การปฏิบัติเป็นรูปธรรม ภายใน 3 เดือน มุ่งเน้นให้มีการ Re X-ray ค้นหาผู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติด เข้าสู่กระบวนการบำบัด และดำเนินการจับกุม ผู้ค้ายาเสพติดทำการยึดทรัพย์สิน ผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ให้หมดสิ้นไปทุกราย 

สำหรับการปฏิบัติการในวันนี้ ได้สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ จากหน่วยงานต่าง ๆ ประกอบด้วย สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาค 9 ฝ่ายทหาร ฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมทั้งสิ้น จำนวน 200 นาย ในการเข้าปิดล้อมตรวจค้น จับกุมและยึดทรัพย์สิน เป้าหมายเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติด ในพื้นที่รับผิดชอบ

ทั้งนี้ พลตำรวจโท ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9  ได้เน้นย้ำภารกิจ เปิดปฏิบัติการ กวาดล้างยาเสพติด 'No Drugs No Dealers' วันนี้ ขอให้กำลังเจ้าหน้าที่ทุกนาย ช่วยกันปฏิบัติหน้าที่ ให้เต็มความสามารถเข้มแข็ง โดยยึดหลักปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด มีความอดทน อดกลั้น ในการปฏิบัติหน้าที่ อย่าได้ประมาท และให้ใช้ความระมัดระวังพยายามใช้ความละมุนละม่อม ความสุภาพ ในการปฏิบัติงาน โดยหลีกเลี่ยงการใช้กำลังอย่างที่สุด รวมทั้ง ให้ใช้ยุทธวิธี ดูแลผู้ใต้บังคับบัญชา เน้นความปลอดภัย ของผู้ปฏิบัติงาน เป็นสำคัญ 

มหันตภัยไวรัสคอมพิวเตอร์ยุคปี 2000 ที่สร้างความเสียหายไปทั่วโลกกว่า 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ILOVEYOU หรือบางครั้งถูกเรียกว่า Lovebug หรือ Loveletter เป็นไวรัสที่แพร่ระบาดในคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่ใช้ Windows กว่าสิบล้านเครื่องในวันที่ 4 พฤษภาคม 2000 ซึ่งเกิดขึ้นในห้วงเวลาที่โลกพึ่งผ่านพ้นความกลัวต่อวิกฤตการณ์ Y2K หรือที่เรียกว่า ปัญหา Y2K (Y2K bug) ย่อมาจาก "Year 2000 bug" อันเนื่องมาจากเปลี่ยนศักราชจากปี 1999 เป็นปี 2000 ซึ่งเป็นปัญหาทางคอมพิวเตอร์ที่เกิดขึ้นจากวิธีการจัดเก็บ ปี ในรูปแบบ สองหลัก เช่น ปี 1999 แทนด้วย "99" แทนที่จะเป็น "1999" โดยผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดก่อนปี 2000 ซึ่งหลายคนกลัวว่าจะเกิด ได้แก่: ความเสียหายทางการเงิน, ระบบคอมพิวเตอร์ในธนาคารหยุดทำงาน, ระบบควบคุมอากาศยาน หรือกระทั่งอาวุธนิวเคลียร์มีปัญหาถึงขั้นล้มเหลว หรือการขัดข้องของระบบสาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้า น้ำประปา แต่เอาเข้าแล้วก่อนผลลัพธ์จริง ได้มีการเตรียมการและแก้ไขระบบล่วงหน้าในหลายประเทศ อาทิ สหรัฐฯ ทุ่มงบประมาณหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อแก้ไขโค้ด เมื่อถึงวันที่ 1 มกราคม 2000 ปรากฏว่า ระบบคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ของโลกทำงานได้เป็นปกติ โดยมีปัญหาเกิดขึ้นจริงเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ระบบตั๋วรถไฟล่าช้า หรือเครื่องพิมพ์ใบเสร็จพิมพ์วันที่ผิด

แต่กรณีของไวรัสคอมพิวเตอร์ ILOVEYOU กลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น ไวรัสคอมพิวเตอร์ ILOVEYOU เป็นหนึ่งในไวรัสคอมพิวเตอร์ที่มีชื่อเสียงและสร้างความเสียหายมากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยแพร่ระบาดไปทั่วโลกในปี ค.ศ. 2000 “ไวรัสคอมพิวเตอร์ ILOVEYOU” เป็น เวิร์ม (worm) ที่ถูกส่งผ่านทางอีเมลในรูปแบบของจดหมายรัก โดยมีหัวเรื่องว่า: Subject: ILOVEYOU และแนบไฟล์ชื่อว่า: LOVE-LETTER-FOR-YOU.TXT.vbs ซึ่งเป็นไฟล์ VBScript (.vbs) แต่ผู้ใช้ส่วนใหญ่ในขณะนั้นไม่รู้จักนามสกุลไฟล์ .vbs และมักเข้าใจว่าเป็นไฟล์ข้อความธรรมดา (.txt) จึงเปิดไฟล์โดยไม่ระวัง และทำให้ติดไวรัส เมื่อผู้ใช้เปิดไฟล์ เวิร์มจะรันโค้ด VBScript ที่คัดลอกตัวเองส่งต่อไปยังรายชื่อใน สมุดที่อยู่อีเมล (Address Book) ของ Microsoft Outlook แก้ไขหรือทำลายไฟล์ภาพ เพลง เอกสาร เช่น .jpg, .mp3, .doc แอบดาวน์โหลดไฟล์เพิ่มเติมจากอินเทอร์เน็ตเพื่อรันโค้ดอันตราย และแพร่กระจายอย่างรวดเร็วผ่านอีเมลไปทั่วโลกภายในไม่กี่ชั่วโมง ส่งผลกระทบต่อคอมพิวเตอร์มากกว่า 50 ล้านเครื่องทั่วโลก หน่วยงานต่าง ๆ เช่น Pentagon, CIA, ธนาคารในสหราชอาณาจักร และบริษัทใหญ่ๆ ถึงกับต้องปิดระบบอีเมลเป็นการชั่วคราว โดยความเสียหายที่ประเมินรวมกว่า 5–10 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ผู้สร้างไวรัสคอมพิวเตอร์ ILOVEYOU คือ Onel de Guzman วัย 24 ปี ขณะนั้นยังเป็นนักศึกษาของวิทยาลัยคอมพิวเตอร์ AMA ของประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งมีฐานะยากจนและต้องหาเงินเพื่อใช้อินเทอร์เน็ตแบบ dial-up (ระบบเชื่อมอินเทอร์เน็ตด้วยการต่อสัญญาณโทรศัพท์เป็นครั้ง ๆ และค่าใช้จ่ายคิดตามเวลา) Guzman ผู้ซึ่งเชื่อมั่นว่า การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชนทุกคน เขาได้อ้างว่าไม่ได้ตั้งใจทำให้โปรแกรมมัลแวร์ไวรัสคอมพิวเตอร์ ILOVEYOU แพร่กระจายไปทั่วโลก แต่ออกแบบไว้เพียงเพื่อใช้ขโมยรหัสผ่านอินเทอร์เน็ตแบบ dial-up เท่านั้น โดยผู้ใช้คอมพิวเตอร์จะได้รับอีเมลที่ดูเหมือนจดหมายสารภาพรัก ดูเหมือนจะเป็นจดหมายที่ค่อนข้างธรรมดา แต่ก็ดูเหมือนจะมีรายละเอียดอื่น ๆ ที่น่าสนใจกว่าในไฟล์ข้อความด้วย แต่เมื่อถูกเปิดออกมา มันจะส่งสำเนาของตัวเองไปยังอีเมลทุกฉบับในสมุดที่อยู่ของผู้ใช้คอมพิวเตอร์รายนั้น ด้วยการสร้างสำเนาของตัวเองภายใต้ชื่อที่แตกต่างกัน โดยแอบอ้างว่าเป็นไฟล์ไลบรารี Microsoft Windows ที่ถูกต้องตามกฎหมาย และจะซ่อนไฟล์ .mp3 (เพลง) ใด ๆ ที่มีอยู่ และใส่สำเนาที่ติดไวรัสไว้แทนที่ และดาวน์โหลดโปรแกรมที่คัดลอกรหัสผ่านและส่งกลับไปยังผู้สร้างไวรัส มันจะทำการลบไฟล์และซอฟต์แวร์ และซ่อนไว้ สร้างสำเนาที่มีข้อบกพร่องซึ่งใช้งานไม่ได้หรือแทบจะใช้งานไม่ได้เลย จึงเป็นภัยพิบัติทางคอมพิวเตอร์ที่ผิดธรรมชาติ ไวรัสแพร่ดังกล่าวกระจายอย่างรวดเร็วราวกับไฟป่า แพร่กระจายไปทั่วโลก ครั้งหนึ่งมันเข้าถึงคอมพิวเตอร์ประมาณ 45 ล้านเครื่องภายในเวลาเพียง 24 ชั่วโมง ก่อให้เกิดความเสียหายเกือบ 8 พันล้านเหรียญทั่วโลก ทำให้บรรดาคอมพิวเตอร์สำนักงาน คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล หน่วยงานราชการ และสถาบันเอกชน ต่างก็มีไฟล์เสียหายหรือถูกลบไป

ในที่สุดการตามล่าก็มาจนเจอกับ Onel de Guzman จากการสอบสวนซักถามซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่สุดท้ายเจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้อะไรเลย ขณะนั้น ความรู้ด้านความปลอดภัยไซเบอร์ของผู้ใช้ทั่วไปยังน้อย ระบบอีเมลไม่ปลอดภัยพอหากไม่มีการกรองไฟล์แนบ เมื่อเป็นเช่นนี้ ฟิลิปปินส์และบรรดาประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกจึงรีบออกกฎหมายอาชญากรรมไซเบอร์ แต่ปรากฏว่า Guzman กลับไม่ต้องรับโทษเลย ด้วยเหตุที่เขาก่ออาชญากรรมนี้ก่อนที่จะมีการบังคับใช้กฎหมายเหล่านี้ ตามรัฐธรรมนูญของฟิลิปปินส์ ห้ามการใช้กฎหมายที่มีผลย้อนหลัง และด้วยเหตุนี้จึงทำให้ Guzman รอดพ้นการถูกดำเนินคดีไป ระหว่างการสืบสวนเรื่องนี้พบว่า Guzman ไม่ได้ปิดบังเรื่องมัลแวร์ของเขาเลย ด้วยตอนที่กำลังสืบสวน เจ้าหน้าที่พบว่า หลักฐานสำคัญที่เชื่อมโยงเขากับอาชญากรรมนี้คือวิทยานิพนธ์ที่เขาเขียนเองก่อนที่วิทยาลัย AMA จะปฏิเสธ และเขาจึงลาออก ในปี 2020 นักข่าวที่กำลังค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับอาชญากรรมไซเบอร์พบว่า Guzman ทำงานเป็นเจ้าของร้านซ่อมโทรศัพท์มือถือในกรุงมะนิลา

Guzman ได้โต้แย้งว่า เหตุใดโปรแกรมดังกล่าวสามารถขโมยรหัสผ่านพื้นฐานของอินเทอร์เน็ตได้จึงสมเหตุสมผล ด้วยเพราะ คนจนก็ควรมีสิทธิ์ใช้เว็บไซต์และแอปพลิเคชันที่พวกเขาไม่มีเงินซื้อ เพราะการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเป็นสิทธิของพลเมืองทุกคน หากพวกเขาไม่มีเงิน คนที่มีสิทธิ์ก็ควร "แบ่งปัน" อินเทอร์เน็ตให้กับพวกเขา การระบาดอย่างรุนแรงเริ่มในท้องที่ Pandacan ของกรุงนิวเดลีในอินเดียเมื่อ 4 พฤษภาคม 2000 หลังจากนั้นก็ระบาดไปทั่วทั้งระบบผ่านระบบโดยเคลื่อนตัวไปยังที่ต่างๆ...ฮ่องกงแล้วก็ถึงแล้วยุโรป และสุดท้ายคือ อเมริกา ในกรณีที่ใช้รายการส่งเมลเป็นเป้าหมายของการรับรู้จึงมักจะมาจากคนรู้จัก และด้วยเหตุนี้จึงมักจะถูกมองว่า "ปลอดภัย" โดยที่เหยื่อเป็นพิเศษให้เปิดอ่านเพิ่มเติม มีผู้ใช้ในแต่ละรายในแต่ละเว็บไซต์ที่ต้องเข้าถึงไฟล์แนบสืบต่อข้อความบ่อยครั้งเป็นล้านข้อความของระบบผู้ดูแลระบบและเขียนทับไฟล์หลายล้านไฟล์ในแต่ละครั้งเครือข่ายที่ตามมา ภายในเวลาสิบวันมีรายงานการติดไวรัสมากกว่าห้าสิบล้านครั้ง และการซ่อมแซมแก้ไขถึง 10% ของคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานในบริษัทต่าง ๆ ในสหราชอาณาจักร ไวรัสเข้าถึงอีเมลของสภาผู้แทนเมื่อ 4 พฤษภาคม 2000 ทำให้เซิร์ฟเวอร์ถูกปิดลงเป็นเวลาสองชั่วโมง และยังส่งผลกระทบต่อระบบธนาคารของเบลเยียม ในสหรัฐอเมริกา ทำให้เกิดผลกระทบต่อหน่วยงานรัฐบาลกลาง และกระทรวงยุติธรรม กระทรวงแรงงาน และสำนักงานประกันสังคม เครือข่ายของกระทรวงกลาโหม โดยสำนักข่าวกรองกลาง และกองทัพบกสหรัฐฯ มีหน่วยงานที่ติดไวรัส 2,258 แห่ง ซึ่งมีค่าใช้จ่ายถึง 79,200 ดอลลาร์สหรัฐ สำนักงานบริหารสุขภาพทหารผ่านศึกได้รับอีเมล์ ILOVEYOU 7,000,000 ฉบับ ระหว่างเวลาที่ทำงานปกติ 240 ชั่วโมงอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสำนักงานบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (NASA) ในปี 2012สถาบันสมิธโซเนียนจัดให้ ILOVEYOU เป็น 1 ใน 10 ไวรัสคอมพิวเตอร์ที่มีความสำคัญที่สุด

ย้อนรอยเหตุ ‘เดชอิศม์’ ปะทะคารม ‘พีระพันธุ์’ กลาง ครม. ปม กม.โซลาร์รูฟท็อป หลักการของพรรคหรือรับใบสั่งใครมา

พีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้นำเสนอ พรบ.ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์รูฟท็อป) เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคาได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องขออนุญาตยุ่งยากกับหลายหน่วยงานและเปิดทางให้สามารถขายไฟคืนระบบได้ด้วย 

นายกฯ ชาย เดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยมหาดไทย จากพรรคประชาธิปัตย์ แสดงท่าที ไม่เห็นด้วยกับแผนโซลาร์รูฟท็อปที่พีระพันธุ์ เสนอ ครม.โดยให้เหตุผลว่า
•เป็นโครงการที่ “ยังไม่มีรายละเอียดชัดเจน ให้อำนาจกระทรวงพลังงานมากเกินไป
•ยังไม่มีการหารือร่วมกับกระทรวงพลังงานหรือหน่วยงานหลักที่ดูแลระบบไฟฟ้า
•อาจถูกมองว่าเป็นนโยบายหาเสียงล่วงหน้า หากเร่งผลักดันโดยไม่ฟังข้อเท็จจริง

การแสดงท่าทีนี้จึงสะท้อนว่า พรรคประชาธิปัตย์ยังไม่เห็นด้วยกับพีระพันธุ์ ด้านพลังงานสะอาด แต่ต้องการความชัดเจน โปร่งใส และรอบคอบ โดยเฉพาะเมื่อใช้งบประมาณหรือมีผลกระทบในวงกว้าง

ในวง ครม.ข่าวว่า หลังเดชอิศม์ ขาวทอง พูดจบ พีระพันธ์ถึงกับหลุดคำพูดออกมาว่า “ใครเขียนสคริปต์ให้อ่าน”

ท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ต่อ “โซลาร์รูฟท็อป” (Solar Rooftop) มีลักษณะ สนับสนุนเชิงหลักการมาโดยตลอด แต่มีความระมัดระวังในเชิงนโยบายและข้อกฎหมาย โดยเฉพาะในช่วงที่พรรคมีบทบาทในรัฐบาล หรือในคณะกรรมาธิการพลังงานของสภา ตัวอย่างแนวทางท่าทีมีดังนี้:

1. สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด พรรคประชาธิปัตย์มักแสดงจุดยืน สนับสนุนพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะโซลาร์รูฟท็อป ซึ่งถือว่าเป็นการกระจายอำนาจการผลิตไฟฟ้าไปยังประชาชน และลดภาระการลงทุนโครงข่ายของรัฐ มี สส. เช่น นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย (ตรัง) เคยอภิปรายในสภาเรียกร้องให้ เปิดเสรีโซลาร์รูฟมากขึ้น และลดข้อจำกัดจากการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย

2. ท่าทีระมัดระวังในเชิงนโยบาย ขณะที่พรรคไม่คัดค้านแนวคิด แต่หากมีแผนที่ออกโดย ไม่ผ่านการพิจารณาโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องครบถ้วน หรือไม่ได้อยู่ในยุทธศาสตร์พลังงานประเทศ ก็อาจตั้งคำถาม เช่น
“จะกระทบต่อโครงสร้างค่าไฟหรือไม่?”
“จะเกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้ติดตั้งกับผู้ไม่มีทุนหรือไม่?”
มีแผนบริหารไฟฟ้าและโครงข่ายร่วมอย่างไร?”

กรณีล่าสุด นายกฯชายปะทะพีระพันธุ์ ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อปลายเดือน ก.ค. 2568 มีรายงานว่า นายกฯ ชาย เดชอิศม์ ขาวทอง จากพรรคประชาธิปัตย์ แสดงท่าที ไม่เห็นด้วยกับแผนโซลาร์รูฟท็อปที่พีระพันธ์เสนอ อาจมองได้สองมุม คือ ท่าทีที่เปลี่ยนไปของประชาธิปัตย์ หลังเปลี่ยนแปลงกรรมการบริหารพรรค หรือรับงานใครมาค้าน หรือประชาธิปัตย์ต้องการความรอบคอบรอบด้านต่อผลกระทบทั้งต่อประชาชน และแผนพลังงาน

พีระพันธุ์ ได้ใช้ความพยายามมานานในการผลักดันร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์รูฟ) เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคาได้ง่ายขึ้น แต่ติดโน่นติดนี่มาโดยตลอด

รายละเอียดสำคัญของแผนนี้
1. เสรีภาพในการติดตั้ง – ปลดล็อกระบบราชการ
แผนมีแนวคิดหลักคือยกเลิกขั้นตอนขออนุญาตหรือเอกสารราชการในบางกรณี เพื่อให้ประชาชนและธุรกิจติดตั้งโซลาร์รูฟได้ทันที

2. อภิปรายในสภาเร่งรัดกฎหมายเข้าสู่ ครม.

พีระพันธุ์ได้ชี้แจงต่อสภาว่าเตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ. โซลาร์รูฟเข้าสู่ที่ประชุม ครม. ในเร็ว ๆ นี้ หลังได้รับความคิดเห็นจากประชาชน (public hearing) แล้ว  

3. ส่งเสริมต่อเนื่องกับเทคนิคและนวัตกรรมในประเทศ
นอกจากร่างกฎหมาย รัฐบาลยังสนับสนุนการผลิต “อินเวอร์เตอร์ฝีมือคนไทย” ขนาด 5.5 กิโลวัตต์ จำนวนล็อตแรก 10,000 ชุด เพื่อลดต้นทุน ให้ประชาชนเข้าถึงได้ในราคาถูกกว่าเครื่องนำเข้า

4. บริบทของตลาดโซลาร์รูฟในไทย
•ตลาดโซลาร์รูฟไทยมีมูลค่าประมาณ 67,000 ล้านบาท และเติบโตกว่า 22% ต่อปี จากตัวเร่งต้นทุนติดตั้งลดลง เตรียมคืนทุนภายใน 6–8 ปี
•ตามแผน PDP ปี 2024 ประเทศไทยตั้งเป้าให้พลังงานหมุนเวียนคิดเป็น 51% ของกำลังผลิตไฟฟ้า ภายในปี 2580 โดยโซลาร์ต้องมีสัดส่วนถึง 16%  

เป็นเรื่องที่น่าจับตามองกับท่าทีของประชาธิปัตย์ในการโต้แย้งพีระพันธ์กลางครม.ของนายกฯชายว่า เกิดจากหลักการ นโยบายของพรรคจริง ๆ หรือรับนโยบายมาจากใคร

สภาองค์การนายจ้างฯ แถลงจุดยืน!! ไม่ยอมให้ใครดูถูกไทย ย้ำแรงงานทุกสัญชาติได้รับสิทธิเท่าเทียมตามหลักสากล

(1 ส.ค. 68) นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล ประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย (ECOT) และหัวหน้าพรรคปวงชนไทย ออกแถลงการณ์แสดงจุดยืน 5 ข้อ เพื่อตอบจดหมายเปิดผนึกจากกระทรวงแรงงานกัมพูชา ที่แสดงความกังวลต่อแรงงานชาวกัมพูชาในไทย โดย ECOT ยืนยันว่าประเทศไทยให้ความคุ้มครองแรงงานทุกสัญชาติอย่างเท่าเทียม และไม่ยอมให้ประเทศถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม

แถลงการณ์ย้ำว่า นายจ้างไทยปฏิบัติตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล และร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ เช่น ILO และ IOM มาโดยตลอด เพื่อยกระดับการคุ้มครองแรงงาน โดยยึดหลัก 'มนุษย์มีศักดิ์ศรีเท่ากัน' พร้อมเดินหน้ายกระดับการคุ้มครองด้วยเทคโนโลยีและแนวทางที่จับต้องได้

ECOT ระบุว่า ได้จัดทำเอกสารชี้แจงถึงทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความเข้าใจในระดับนานาชาติ และยืนยันว่าไทยเปิดรับแรงงานต่างชาติเข้ามาทำงานอย่างถูกต้อง ภายใต้การดูแลที่โปร่งใส ยุติธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ โดยไม่ยอมให้ประเทศไทยถูกใส่ร้ายโดยไร้ข้อเท็จจริง

“ผมจะไม่ยอมให้ประเทศไทยถูกใส่ร้ายป้ายสีโดยอคติ” นายเอกสิทธิ์กล่าว พร้อมขอบคุณนายจ้างและแรงงานที่ยืนหยัดในความถูกต้อง และขอบคุณคนไทยที่ “ไม่เงียบ” พร้อมปกป้องศักดิ์ศรีประเทศอย่างไม่ยอมให้ใครดูถูก “หัวใจของคนไทยทุกคน”

‘ภูมิธรรม’ เผยผลสอบเขากระโดง ชัดเจนเป็นของรัฐ พร้อมสั่งเดินหน้าเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ดินต่อ

‘ภูมิธรรม’ เผยผลสอบที่ดินเขากระโดง ชัดเจนเป็นของรัฐ ร.5 พระราชทานให้การรถไฟแห่งประเทศไทย เตรียมเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ดิน

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ที่ผ่านมาได้รับข้อร้องเรียนถึงกรณีข้อพิพาทที่ดินเขากระโดงกว่า 5,000 ไร่ จากผลการสอบสวนของที่ประชุมนั้นยืนยันว่าที่ดินดังกล่าวสอดคล้องกับคำพิพากษาของศาลฎีกาและศาลปกครองที่ตัดสินว่าที่ดินดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ซึ่งเป็นที่ดินของรัฐ

จากข้อมูลจากแผนที่และเอกสารต่าง ๆ ระบุว่า ที่ดินแปลงนี้เป็นที่ดินของหลวงที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ให้แก่ รฟท.เพื่อใช้ประโยชน์ในการก่อสร้างทางรถไฟ และมีพระราชกฤษฎีกาในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ยืนยันสิทธิ์ในที่ดินตามกฎหมาย

นอกจากนี้ในเอกสารยังมีการระบุอีกว่า ในอดีต รฟท. ได้ดำเนินการซื้อที่ดินจากชาวบ้าน 18 ครอบครัวที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ เพื่อให้ที่ดินทั้งหมดกลับมาเป็นของรัฐอย่างสมบูรณ์ โดยการพิสูจน์สิทธิ์และการเพิกถอนโฉนดแม้จะมีการโต้แย้งเรื่องขอบเขตที่ดินมาโดยตลอด แต่เมื่อปี 2566 รฟท. และกรมที่ดินได้ร่วมกันทำแผนที่แนวเขตที่ชัดเจน ซึ่งสอดคล้องกับแผนที่เดิมที่เคยถูกใช้ในการพิจารณาคดีของศาล ทำให้ข้ออ้างเรื่องขอบเขตที่ไม่ชัดเจนหมดไป

ด้วยเหตุนี้ตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 61 วรรค 8 กรมที่ดินจึงมีอำนาจในการเพิกถอนโฉนดที่ดินในส่วนที่อยู่ตรงกลาง จำนวน 800 แปลงของที่ดินแปลงนี้ได้ทันที เนื่องจากเป็นที่ดินของรัฐที่ไม่สามารถออกเอกสารสิทธิ์ให้แก่เอกชนได้

และได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง รวมถึงสอบถามผู้ที่เกี่ยวข้องจากหลายหน่วยงาน อาทิ กรมแผนที่ทหาร กรมสอบสวนคดีพิเศษ และสำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งต่างยืนยันตรงกันว่าที่ดินนี้เป็นของรัฐ

นายภูมิธรรม กล่าวต่อว่า ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างโปร่งใส อธิบดีกรมที่ดินได้ยื่นหนังสือขอโอนย้ายออกจากตำแหน่ง โดยปลัดกระทรวงจะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป เพื่อให้สามารถพิจารณาเรื่องนี้ได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องมีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งการดำเนินการเพิกถอนโฉนดที่ดินในครั้งนี้จึงถือเป็นการยุติปัญหาที่ดินเขากระโดง และเป็นการปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลอย่างเคร่งครัด 

นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า จากการประชุมพิจารณาผลการสอบสวน ของคณะกรรมการตรวจสอบคำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน ที่ไม่เพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ดินเขากระโดงนั้น พบว่า ผลการสอบเขตที่ดินแปลงดังกล่าวอย่างชัดเจนแล้ว โดยชี้ว่า อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจดำเนินการเพิกถอนโฉนดได้ทันที

ที่ผ่านมาเมื่อศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาอย่างเด็ดขาดว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) หลังจากนั้น รฟท. ได้มีหนังสือถึงกรมที่ดินให้เพิกถอนโฉนดที่ดิน

แต่กลับไม่มีการดำเนินการใดๆ ทำให้ รฟท. ต้องฟ้องกรมที่ดินต่อศาลปกครองกลาง เพื่อให้ดำเนินการตามคำพิพากษาของศาลฎีกา

ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งให้เพิกถอนโฉนดที่ดินในส่วนที่ไม่มีปัญหาเรื่องขอบเขต และให้ตั้งคณะกรรมการตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 61 วรรค 2 เพื่อร่วมกับ รฟท. สอบในส่วนที่ไม่ชัดเจนให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้นก่อนจะดำเนินการเพิกถอนต่อไป

ปรากฏว่าคณะกรรมการชุดดังกล่าวกลับไม่มีการสอบและมีคำสั่งให้ยุติเรื่องโดยไม่มีการดำเนินการใดๆ ซึ่งทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล

นายเดชอิศม์ กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดินในขณะนั้นและได้ข้อสรุปว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะคณะกรรมการชุดก่อนไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนอย่างครบถ้วน

ล่าสุดได้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม พบว่าในปี 2567 กรมที่ดินและรฟท. ได้ร่วมกันสอบแนวเขตที่ดินแปลงดังกล่าวจนได้ข้อสรุปที่ชัดเจนแล้ว ทำให้วันนี้อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจเต็มที่ในการเพิกถอนโฉนดที่ดินเขากระโดงตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 61 วรรค 8

ซึ่งเป็นอำนาจของอธิบดีกรมที่ดินที่จะสามารถสั่งเพิกถอนโฉนดหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ออกโดยมิชอบด้วยกฎหมายได้ทันทีหากมีการสอบเขตที่ดินชัดเจนแล้วได้ทันที

นอกจากนี้คณะกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งเพื่อพิจารณาข้อพิพาทที่ดิน ได้สรุปผลการพิจารณาแล้วว่า กรมที่ดินและอธิบดีกรมที่ดิน มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาล โดยการตรวจสอบและเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ดินซึ่งออกให้ในที่ดินของรัฐ

อย่างไรก็ตามการพิจารณาครั้งนี้อ้างอิงจากคำพิพากษาของศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ซึ่งได้ตัดสินไปในทางเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของรัฐ และเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) โดยมีไว้เพื่อใช้ในราชการตามพระราชบัญญัติจัดวางการรถไฟและทางหลวง พ.ศ. 2464

ด้วยเหตุนี้กรมที่ดินและเจ้าหน้าที่ของรัฐจึงมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องดำเนินการคุ้มครองสิทธิ์ในที่ดินของรัฐและปฏิบัติตามคำสั่งศาล ทั้งนี้การดำเนินการดังกล่าวสอดคล้องกับอำนาจหน้าที่ของกรมที่ดินในการจัดการที่ดินของรัฐและป้องกันทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตามที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติและกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องหลายฉบับ

ดังนั้นทางคณะกรรมการจึงมีความเห็นว่า กรมที่ดินมีหน้าที่ต้องแก้ไขคำสั่งทางปกครอง และเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ในที่ดินที่ออกให้โดยมิชอบ เพื่อให้เป็นไปตามคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ภาค 3 และศาลปกครองกลางในที่สุด

ครอบครัวผู้สูญเสียยืนอยู่เงียบ ๆ เรียกหา ‘ความยุติธรรม’ ขณะที่ทูตโลกยืนมองความจริงจาก ‘อาชญากรรมสงคราม’

บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ — จุดที่จรวด BM-21 จากฝั่งกัมพูชาตกใส่ปั๊มน้ำมัน และร้านสะดวกซื้อกลางชุมชนไทย

วันนี้...ท่ามกลางแสงแดดที่แผดกล้า เงาของกรอบรูปผู้เสียชีวิตจากจรวด BM-21 ของกัมพูชา — ตั้งเรียงอยู่เบื้องหน้าซากปั๊ม ปตท. และร้านสะดวกซื้อที่พังยับเยิน

ครอบครัวของผู้เสียชีวิตทั้ง 8 รายไม่ได้พูดอะไร ไม่ได้ร้องขออะไรเกินไปกว่าคำว่า “ความยุติธรรม”
พวกเขาเพียงแค่มายืน
…ยืนเพื่อเป็นพยาน
…ยืนเพื่อถามคำถามที่ไม่มีใครในฝั่งกัมพูชากล้าตอบ
ว่าทำไมอาวุธสงครามถึงถูกยิงใส่ “พลเรือน”

หลักฐานอยู่ตรงหน้า — ไม่มีข้อแก้ตัวใดหลีกเลี่ยงได้อีก
การเยือนพื้นที่จริงของคณะทูตและทูตทหารจากกว่า 30 ประเทศ รวมถึง สื่อมวลชนต่างชาติ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หากแต่เป็นการเปิดเผย “ความจริง” ที่กัมพูชาไม่สามารถกลบเกลื่อนได้อีกต่อไป

ผู้บาดเจ็บ 10 ราย รวมถึงเด็กในชุมชน คือหลักฐานของการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และซากจาก BM-21 ที่ฝังอยู่ในพื้นดินก็คือ “เสียงโต้แย้ง” ที่ดังยิ่งกว่าคำแถลงการณ์ใด ๆ ของกัมพูชา

คณะผู้ร่วมตรวจสอบความจริงในพื้นที่:
พล.ท.อานุภาพ ศิริมณฑล – รองเสนาธิการทหารบก
พล.อ.ท.ณรัฐ บุญประเสริฐ – เจ้ากรมกิจการพลเรือน ทอ.
นายรัศม์ ชาลีจันทร์ – ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
เอกอัครราชทูตและอุปทูตจาก 11 ประเทศ
ทูตทหารจาก 23 ประเทศ
สื่อมวลชนจากทั้งไทยและต่างประเทศ

นี่ไม่ใช่แค่ “การปะทะตามแนวชายแดน” — แต่นี่คือ อาชญากรรมสงคราม
และโลกกำลัง “เห็น” ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น
> เมื่อทูต-ทูตทหารจากนานาชาติ ยืนอยู่ต่อหน้าความเสียหาย และเงียบไป — นั่นคือเสียงที่ดังกว่าอะไรทั้งหมด

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 3 สิงหาคม 2568

บุคคลที่ทนในสิ่งที่
คนอื่นทนได้ยาก
ทำในสิ่งที่คนอื่น
ทำได้ยาก
บุคคลนั้น จะเข้าถึง
ความสำเร็จของชีวิต
ความอดทน ความขมขื่น
จะเกิดขึ้นในเบื้องต้น
ของการทำความดี
แต่จะได้รับความชื่นชมในบั้นปลาย

หลวงปู่แหวน สุจิณโณ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top