Wednesday, 10 June 2026
NewsFeed

ทัพเรือภาคที่ 1 จัดกิจกรรม “ผู้นำเยาวชนพัฒนาสัมพันธ์ กองทัพเรือ” ประจำปี 2568 ณ โรงเรียนมาบตาพุดพันพิทยาคาร จังหวัดระยอง

(4 ส.ค. 68) ระหว่างวันที่ 2–3 สิงหาคม 2568 กองทัพเรือ โดย ทัพเรือภาคที่ 1 ได้จัดกิจกรรม “ผู้นำเยาวชนพัฒนาสัมพันธ์ กองทัพเรือ” ประจำปี 2568 ณ โรงเรียนมาบตาพุดพันพิทยาคาร อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง โดยมี พลเรือโท อาภา ชพานนท์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม พร้อมด้วย นายทัศกร โนชัย รองผู้อำนวยการโรงเรียน และคณะครูอาจารย์ให้การต้อนรับ

ผู้เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้เป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.1) และตอนปลาย (ม.4) จำนวนกว่า 1,400 คน วัตถุประสงค์ของกิจกรรมเพื่อส่งเสริมเยาวชนให้เกิดความรัก ความสามัคคี ความสมานฉันท์ และเรียนรู้การอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสันติ พร้อมสร้างแรงบันดาลใจในการนำสิ่งที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน รวมถึงการเผยแพร่แนวคิดแห่งความสมานฉันท์ในชุมชนอย่างยั่งยืน

ในการนี้ ทัพเรือภาคที่ 1 ได้นำกำลังพลจิตอาสา ร่วมกับนักจิตวิทยาจาก โรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์ และ ชุดปฏิบัติการจิตวิทยา ฐานทัพเรือสัตหีบ จัดกิจกรรมอบรม ความรู้ และนันทนาการ อาทิ การเล่นเกม การฝึกทักษะ และการทำงานเป็นทีม เพื่อเสริมสร้างความสามัคคีและจิตสำนึกความเป็นไทย แ และนอกจากนี้กลุ่มอาสาสมัคร “ใจถึงใจ คนไทยไม่ทิ้งกัน” นำโดย นายฝันเด่น จรรยาธนากร (พี่เล็ก) ได้จัดทำอาหารกลางวันให้กับนักเรียน ครู และผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งหมด ซึ่งบรรยากาศเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และความประทับใจจากน้อง ๆ เยาวชน ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่กองทัพเรือมุ่งมั่นในการพัฒนาและส่งเสริมเยาวชนไทยให้เติบโตเป็นพลังสำคัญของชาติอย่างแท้จริง

สมนึก เชื้อสนุก/รายงาน

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ส่งต่อธารน้ำใจผู้มีจิตศรัทธา มอบสิ่งของเครื่องใช้จำเป็น ให้แก่ผู้อพยพจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ณ ศูนย์พักพิงชั่วคราวในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ และศรีสะเกษ รวมมูลค่า 1.5 ล้านบาท

(4 ส.ค. 68) ระหว่างวันที่ 1-3 สิงหาคม พ.ศ. 2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ ห่วงใยประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา มอบหมายให้ นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ พร้อมด้วย นายไปรเทพ ซอโสตถิกุล ผู้ช่วยกรรมการ นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ และ นายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย นำทีมลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ และศรีสะเกษ มอบสิ่งของเครื่องใช้จำเป็น ที่นอน เสื่อ ถุงยังชีพ อาหารแห้ง ของเล่นเด็กเล็ก ขนม ฯลฯ ให้แก่พี่น้องประชาชนผู้อพยพจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา รวมมูลค่า 1.5 ล้านบาท โดยมี นายจำเริญ แหวนเพ็ชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ นายสมบูรณ์ สุธีระกูล รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นผู้รับมอบ พร้อมด้วย คณะมูลนิธิสว่างจรรยาธรรมสถาน จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นผู้ประสานงานและร่วมดำเนินการ ณ ศูนย์พักพิงชั่วคราวในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์  และ นายวสันต์ ชิงชนะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เป็นผู้รับมอบ พร้อมด้วย คณะมูลนิธิสุรินทร์สามัคคีกุศลสถานสงเคราะห์ (จิบเต็กเซี่ยงตึ๊ง) เป็นผู้ประสานงานและร่วมดำเนินการ ณ ศูนย์พักพิงชั่วคราวในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ และ นางสาวชนมณัฐ รอดบุญธรรม รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีษะเกษ เป็นผู้รับมอบ พร้อมด้วย คณะมูลนิธิศรีสะเกษสงเคราะห์ เป็นผู้ประสานงานและร่วมดำเนินการ ณ ศาลากลางจังหวัด และศูนย์พักพิงชั่วคราวในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ โดยมี อาสาสมัครกิตติมศักดิ์มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางศิริพร โอภาสวงศ์ และ นางศิริวรรณ โอภาสวงศ์ ร่วมลงพื้นที่แจกจ่ายสิ่งของ

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอขอบพระคุณผู้มีจิตศรัทธาที่ร่วมบริจาคทรัพย์ เครื่องอุปโภคบริโภค สมทบทุนช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ขอบุญบารมีหลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) ดลบันดาลให้ท่านและครอบครัว มีความสุขความเจริญ สุขภาพแข็งแรงตลอดไป

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งขอส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่-อาสาสมัครทุกท่าน ทุกหน่วย ที่ปฏิบัติภารกิจ รวมถึงพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ขอให้ทุกท่านปลอดภัย และขอให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็ววัน

ตลอดระยะเวลากว่า 115 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยาก เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต” ติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง สามารถดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

#ป่อเต็กตึ๊ง #ช่วยชีวิต #รักษาชีวิต #สร้างชีวิต 
#แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน
#ป่อเต็กตึ๊ง #ยึดมั่นอุดมการณ์ #อยู่เคียงข้างทุกวิกฤต
#ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด

จเรตำรวจแห่งชาติประชุมวอร์รูม IAC เปิดปฏิบัติการ “ปิดประตูทุบหม้อข้าว” ตั้งเป้า 3 เดือน ล้างบางคอลเซ็นเตอร์ โดยเฉพาะฐานใหญ่ของโลก

(4 ส.ค. 68) เวลา 09.00 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ ศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (ศกค.) /International Anti-Scam and Human Trafficking Syndicate Command Center (IAC) เป็นประธานการประชุมเปิดปฏิบัติการศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ โดยมี พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบช.สอท.)/ที่ปรึกษา ศกค. , นายสุริยน ประภาสะวัต อัยการพิเศษฝ่ายการสอบสวน 1 สำนักงานอัยการสูงสุด/ที่ปรึกษา ศกค. , พล.ต.ต.อรรถสิทธิ์ สุดสงวน รอง ผบช.สอท./รอง ผบ.เหตุการณ์ (1)  , พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว/รอง ผบ.เหตุการณ์ (2) , พล.ต.ต.ธีระชัย ชำนาญหมอ ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 2 , ผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ที่ร่วมปฏิบัติการในวอร์รูม IAC ร่วมประชุม อาทิ ผู้แทน บช.สอท. , กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง , สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง , ตำรวจภูธรภาค 2 , ผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ กระทรวงการต่างประเทศ , กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม , ธนาคารแห่งประเทศไทย , สำนักงาน กสทช. , สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ , สำนักงานคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ , สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลบุคคล , สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และสถาบันการเงินต่างๆ 

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวว่า “วอร์รูม ศกค.” หรือ IAC นี้ มีผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศ และนานาประเทศ รวมทั้ง UNODC , FBI , Interpol ร่วมปฏิบัติการ ซึ่งจะทำให้ปัญหาคอลเซ็นเตอร์ที่เกิดขึ้นได้รับการแก้ไขทันทีได้ในทุกๆ วัน ขับเคลื่อนไปพร้อมกันทั้งระบบ ทุกมิติ ทั้งการปราบปราม การระงับบัญชี การติดตามเส้นเงิน ฯลฯ 

ปัจจุบันพบว่า ประเทศกัมพูชาเป็นฐานปฏิบัติการสำคัญของเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ระดับโลก ซึ่งมีพฤติการณ์หลอกลวงประชาชนในหลายประเทศอย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการปราบปรามให้หมดสิ้นโดยเร็ว ทั้งนี้ เพื่อให้การกวาดล้างฐานปฏิบัติการขนาดใหญ่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ “วอร์รูม IAC” ได้กำหนดมาตรการเชิงรุกภายใต้แนวคิด “ปิดประตูทุบหม้อข้าว” พร้อมจัดวางกลไกการทำงานอย่างเป็นระบบ มุ่งปฏิบัติการอย่างเข้มข้น โดยตั้งเป้าให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมภายในระยะเวลา 3 เดือน

นอกจากนี้ พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวว่า  ขณะนี้ยังพบว่ามีคนไทยลักลอบข้ามแดนไปทำงานให้กับขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศกัมพูชา ซึ่งถือเป็นการกระทำที่เข้าข่าย “ขายชาติ” โดยตำรวจจะเร่งติดตามจับกุมและดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้กระทำผิดทุกรายอย่างเด็ดขาด เนื่องจากขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ดังกล่าวใช้วิธีการหลอกลวงประชาชนไทย เพื่อนำเงินไปสนับสนุนการจัดหาอาวุธ และก่อความไม่สงบที่อาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ ด้วยเหตุนี้ การปราบปรามจึงต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพื่อเป็นการตัดเส้นเลือดหล่อเลี้ยงเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา และยุติวงจรการหลอกลวงที่สร้างความเสียหายแก่ประชาชนไทยและทั่วโลก
 

ภูเขาไฟ ‘คราเชนินนิคอฟ’ ของรัสเซีย ปะทุในรอบ 600 ปี เถ้าถ่านพวยพุ่งสูง 6 กม. หลังแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 8.8

(4 ส.ค. 68) ภูเขาไฟคราเชนินนิคอฟ (Krasheninnikov) บนคาบสมุทรคัมชัตกา ประเทศรัสเซีย ปะทุขึ้นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1463 หรือกว่า 600 ปี ตามรายงานของหน่วยตอบสนองเหตุภูเขาไฟระเบิดคัมชัตกา (KVERT) เถ้าถ่านพวยพุ่งสูง 5-6 กิโลเมตร และลอยไปทางตะวันออกไกลกว่า 75 กิโลเมตร ขณะที่ลาวาไหลลงทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ยาวถึง 2.7 กิโลเมตร

ก่อนหน้าการปะทุ รัฐบาลรัสเซียได้ประกาศเตือนภัยสึนามิชั่วคราว หลังเกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.8 นอกชายฝั่งคัมชัตกา โดยคาดว่าอาจเชื่อมโยงกับแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 8.8 ที่เกิดเมื่อไม่กี่วันก่อน ซึ่งเป็นเหตุให้ภูเขาไฟหลายลูกในภูมิภาคเริ่มมีการปะทุ รวมถึงภูเขาไฟที่สูงที่สุดในคัมชัตกาอย่างคลูเชฟสกายาโซปกา

หน่วยงานด้านภัยพิบัติของรัสเซียประกาศรหัสเตือนภัยทางการบินระดับ “สีส้ม” และขอความร่วมมือไม่ให้ประชาชนเข้าใกล้หรือปีนภูเขาไฟ โดยระบุว่าพื้นที่โดยรอบเป็นลานลาวาและเถ้าภูเขาไฟ อีกทั้งไม่มีพืชพรรณหนาแน่น อาจเป็นภัยต่อชุมชนหรือเจ้าหน้าที่อุทยานในพื้นที่

นักท่องเที่ยวจากบริษัททัวร์ Snezhnaya Dolina เป็นผู้ถ่ายวิดีโอภาพปะทุครั้งแรกของคราเชนินนิคอฟไว้ได้ระหว่างบินผ่านหุบเขาน้ำพุร้อน โดยผู้อำนวยการอุทยาน Kronotsky เผยว่า แม้การปะทุจะดูน่าตื่นเต้น แต่ถือเป็นเหตุการณ์ปกติสำหรับภูมิภาคที่มีภูเขาไฟกว่า 300 ลูก และยังมี 29 ลูกที่ยังคุกรุ่นอยู่จนถึงปัจจุบัน

สำนักโฆษกกระทรวงกลาโหม โพสต์เตือนสติกัมพูชา…อย่าลืมบุญคุณคนไทย เปิดบ้าน-ตั้งค่ายช่วยผู้ลี้ภัยนับแสนยุคเขมรแดง!! แต่วันนี้หันปากกระบอกปืนใส่

(4 ส.ค. 68) สำนักโฆษกกระทรวงกลาโหมโพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก ย้อนเหตุการณ์ช่วงปี 1979-1980 ที่ไทยเคยเปิดรับผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชาหลายแสนคนที่หลบหนีจากเขมรแดง โดยระบุว่า “จากคนที่หนีตาย สู่คนที่หันปากกระบอกปืนกลับมา” พร้อมย้ำว่าไทยเคยเป็นที่พึ่งสุดท้ายและไม่ลังเลที่จะช่วย

ในโพสต์ยังเล่าว่า รัฐบาลไทย องค์กรพัฒนาเอกชน และประชาชนคนไทย ได้ช่วยเหลือทั้งอาหาร ที่พักพิง และการรักษาพยาบาล มีการตั้งค่ายผู้ลี้ภัยตามแนวชายแดนหลายแห่ง เช่น ค่ายคลองลึก ค่ายเขาอีด่าง และค่าย Site Two ซึ่งต้อนรับผู้หนีภัยหลายแสนคน แม้ขณะนั้นสถานการณ์จะยังตึงเครียด

หลายครอบครัวเริ่มต้นชีวิตใหม่จากค่ายในไทย บางคนได้ไปอยู่ประเทศที่สาม ขณะที่บางคนกลับบ้านเกิดพร้อมโอกาสใหม่ แต่ไทยกลับถูกตอบแทนด้วยความไม่เป็นมิตรในปัจจุบัน ทางสำนักโฆษกกระทรวงกลาโหม จึงโพสต์ข้อความนี้เพื่อเตือนให้กัมพูชาทบทวนประวัติศาสตร์ และย้ำว่าไทยเคย “ยื่นมือช่วยอย่างไม่มีเงื่อนไข”

“บางคนเรียนหนังสือที่ครูไทยสอน บางคนรอดชีวิตจากวัณโรค เพราะหมอไทยรักษา บางครอบครัวเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นี่ ก่อนย้ายไปแคนาดา อเมริกา หรือกลับเขมรในเวลาต่อมา แต่ใครจะคิดว่า…เพียงไม่กี่สิบปีต่อมา เขมรกลับลืมทุกอย่าง!!”  สำนักโฆษกกระทรวงกลาโหม โพสต์ทิ้งท้าย

ตำรวจภูธรภาค 2 ขอบคุณ ปชช. ร่วมมือดีสถานการณ์ไทย - กัมพูชา “ผบช.ภ.2” กำชับดูแลเส้นทางกลับบ้าน โรงพักพร้อมบริการทุกมิติ ขอบคุณตำรวจและครอบครัวร่วมพิทักษ์ส่วนหลัง

(3 ส.ค. 68) พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์  ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 (ผบช.ภ.2) เปิดเผยถึงสถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา ในพื้นที่ จังหวัดสระแก้ว ตราดและจันทบุรี ว่า ขณะนี้สถานการณ์ปกติไม่มีเหตุรุนแรงหรือสัญญาณบอกเหตุใด โดยทราบว่าทางผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ได้มีหนังสือแจ้งปิดศูนย์พักพิงชั่วคราวทุกแห่งในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว เนื่องจากสถานการณ์คลี่คลาย ประชาชนที่อพยพได้ทยอยเดินทางกลับถิ่นฐานเดิม ตนได้สั่งการกำชับให้ตำรวจอำนวยความสะดวกด้านการจราจร ในการเดินทางกลับบ้านของพี่น้องประชาชน และให้ตำรวจท้องที่ เตรียมความพร้อมในการดูแลบริการประชาชนเมื่อเข้าไปบ้านเรือนแล้ว หากมีการลงบันทึกประจำวัน หรือแจ้งความใด ๆ ก็ให้ตำรวจท้องที่ทุก สภ. จัดเตรียมพนักงานสอบสวนรับเรื่องร้องทุกข์ให้พร้อม และพร้อมช่วยเหลือประชาชนทุกเมื่อทันทีที่ร้องขอ เป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริง

ผบช.ภ.2 กล่าวว่า ขอขอบคุณตำรวจภูธรภาค 2 ทุกนาย ครอบครัวตำรวจ อาสาสมัคร จิตอาสาทุกคนที่ร่วมแรงร่วมใจกันในการทำหน้าที่พิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง ดูแลพี่น้องประชาชนทั้งในการอพยพเคลื่อนย้าย การดูแลจัดหาอาหารในช่วงที่อยู่ศูนย์พักพิง รวมไปถึงการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่ต้องทิ้งบ้าน และขอบคุณประชาชนทุกคนที่ให้ความร่วมมือ ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่  อย่างไรก็ตามสถานการณ์ในขณะนี้ยังขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลสถานการณ์จากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด และยังคงปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่โดยเฉพาะเรื่องของการรับและส่งต่อข่าวสาร และสามารถแจ้งเบาะแสความผิดปกติต่าง ๆ ให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจผ่านช่องทาง โทร.191 ได้ทุกเมื่อ

“ตำรวจภูธรภาค 2 ยังคงความเข้มในการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน สืบสวนหาข่าวความผิดปกติต่าง ๆ มีปฏิบัติการเชิงรุกอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งเฝ้าระวังกลุ่มอาชญากรที่อาจฉวยโอกาสสถานการณ์นี้ก่อเหตุ โดยในช่วงที่ผ่านมาก็มีผลการจับกุมอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามตำรวจภูธรภาค 2 จะทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่ดูแลประชาชนอย่างแข็งขัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นความอุ่นใจให้กับประชาชน“ พล.ต.ท.ยิ่งยศ กล่าว

#ตำรวจภูธรภาค2
#เชื่อมั่นศรัทธามืออาชีพ

https://www.facebook.com/share/p/1AztZdGAWG/

เชียงใหม่-“ช้างไทยร่วมส่งใจสู่ชายแดน” สองช้างหนุ่มเมืองเหนือแสดงพลังงวงเพื่อชาติ สื่อสารความห่วงใยจากผืนป่าแม่แตง

(3 ส.ค. 68) ณ บ้านช้างตระกูลแสน ตำบลกึ๊ดช้าง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ได้ปรากฏภาพน่าประทับใจจาก “พลายดูดอย” ช้างหนุ่มวัย 4 ปี และ “พลายแสนตัน” วัย 8 ปี ช้างตระกูลแสนผู้เปี่ยมพลัง ร่วมแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ภายใต้กิจกรรม “งวงนี้เพื่อชาติ” โดยใช้พลังงวงชูธงชาติไทย โบกสะบัดอย่างสง่างาม ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความร่วมแรงร่วมใจ ส่งผ่านกำลังใจจากใจกลางผืนป่าสู่แนวชายแดน

กิจกรรมดังกล่าวมีขึ้นเพื่อร่วมส่งแรงใจและประกาศจุดยืนแห่งความห่วงใยต่อสถานการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งกำลังส่งผลกระทบต่อเจ้าหน้าที่ทหารและประชาชนในพื้นที่ โดยภาพของช้างทั้งสองเชือกขณะชูงวงจัดธงชาติอย่างพร้อมเพรียง ได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งพลังใจและความรักชาติ ถ่ายทอดบทบาทของช้างไทยในฐานะสัตว์คู่บ้านคู่เมืองที่ยังคงมีบทบาทสำคัญในวิถีชีวิตและจิตวิญญาณของคนไทย

บ้านช้างตระกูลแสน ซึ่งเป็นแหล่งอนุรักษ์ช้างไทยตามวิถีดั้งเดิม ก่อตั้งโดยท่านพระครูอ๊อดวัดเจดีย์หลวงจังหวัดเชียงใหม่ ได้ดำเนินงานด้านการฟื้นฟูและดูแลช้างอย่างยั่งยืน โดยยึดหลักความเข้าใจในพฤติกรรมสัตว์และความสัมพันธ์ระหว่างช้างกับควาญ ภายใต้บริบทของชุมชนท้องถิ่น

แม้ในปัจจุบัน ช้างจะไม่ได้ร่วมสมรภูมิรบเช่นในอดีต แต่บทบาทของช้างในฐานะ “ผู้ให้กำลังใจ” และ “สื่อกลางทางวัฒนธรรม” ยังคงทรงพลัง และได้รับการตอบรับอย่างลึกซึ้งจากสาธารณชน ข้อความจากควาญช้างในพื้นที่ “จากใจกลางผืนป่า ถึงชายแดนสุดไกล… งวงนี้เพื่อชาติ งวงนี้เพื่อไทย” ย้ำให้เห็นถึงความผูกพันระหว่างคน ช้าง และแผ่นดินไทย ที่ยังคงเชื่อมโยงกันอย่างแน่นแฟ้น

ทหารใหม่ ผลัดที่ 2/68 จำนวน 2,982 นาย จากทั่วประเทศเดินทางเข้ารายงานตัวเป็น “น้องเล็กคนใหม่ของกองทัพเรือ” ณ ศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ

(3 ส.ค. 68) วันที่ 1 - 2 ส.ค.68 น.อ.ทิวา อ่อนละออ ผู้บังคับการศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ (ผบ.ศฝท.ยศ.ทร.) พร้อมคณะผู้บังคับบัญชา ต้อนรับทหารใหม่ ผลัดที่ 2/68 ณ สถานีรับรายงานตัวของศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ ต.บางเสร่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

โดยทหารใหม่ในส่วนของกองทัพเรือ ผลัดที่ 2/68 เข้ารายงานตัวทั้งสิ้น จำนวน  2,982 นาย ในจำนวนนี้เป็นทหารใหม่ที่สมัครโดยวิธีร้องขอ (กรณีพิเศษ) ด้วยระบบออนไลน์ จำนวน 29 นาย เดินทางจากภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคเหนือตอนล่าง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ด้วยรถบัส และเดินทางจากภาคใต้ด้วยรถไฟ ได้ผ่านขั้นตอนการรับรายงานตัว ประกอบด้วย
     - สถานีคัดกรองโรค
     - สถานีตรวจสิ่งเสพติด และสิ่งของต้องห้าม
     - สถานีลงทะเบียนคัดแยกสังกัดกองร้อย และธุรกรรมการเงิน
     - สถานีรับยุทธอาภรณ์

เข้าสู่ครอบครัวของกองทัพเรือในฐานะ “น้องเล็กคนใหม่ของกองทัพเรือ” ซึ่งการดำเนินงานในแต่ละสถานีเป็นไปอย่างมีมาตรฐานที่รวดเร็ว เรียบร้อย และปลอดภัย ตามนโยบายของผู้บัญชาการทหารเรือ ที่กำหนดให้ปี 2568 เป็นปีแห่งความปลอดภัยของกองทัพเรือ “NAVY-SAFETY 2025” และจะเข้าสู่การฝึกอบรมเป็นเวลา 8 สัปดาห์ เพื่อให้เป็นทหารเรือที่มีความเข้มแข็ง องอาจ มีระเบียบวินัย และ มีทัศนคติที่ดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อันเป็นเสาหลักของชาติ พร้อมปฏิบัติงานในหน่วยต่างๆ ของกองทัพเรือต่อไป

สมนึก เชื้อสนุก/รายงาน

‘ภูมิธรรม’ เซ็นปลดล็อกโป๊กเกอร์ หวังดันสู่เวทีกีฬาสากล ย้ำเปิดแค่เฉพาะกรณี-ยังไม่ถาวร

(4 ส.ค. 68) นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกฯ เผยได้ลงนามคำสั่งยกเลิกประกาศปี 2501 เพื่อปลดล็อก “โป๊กเกอร์” ให้ถูกกฎหมาย เปิดทางจัดการแข่งขันกีฬาในระดับนานาชาติ แต่ย้ำว่าเป็นการเปิดเฉพาะกรณี ยังไม่ใช่การปลดล็อกถาวร

นายภูมิธรรมระบุว่า โป๊กเกอร์ได้รับการยอมรับว่าเป็นกีฬาในระดับสากล แต่การเปิดให้เล่นในไทยต้องมีการควบคุมเข้มและต้องมีกฎหมายรองรับ จึงตั้งคณะกรรมการพิจารณาแก้กฎหมายให้รอบด้าน พร้อมให้ฝ่ายกฎหมายศึกษาเพิ่มเติมเพื่อป้องกันปัญหาการมอมเมา

คำสั่งปลดล็อกนี้ มีผลยกเลิกประกาศเดิมของกระทรวงมหาดไทยที่ห้ามเล่นโป๊กเกอร์มาตั้งแต่ปี 2501 โดยใช้มาตรา 17 ของ พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 เป็นฐานอำนาจ และจะมีผลตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นไป

อย่างไรก็ตาม การเล่นโป๊กเกอร์ในไทยยังไม่ถือว่าเสรี ต้องทำผ่านกระบวนการขออนุญาตและควบคุมอย่างเคร่งครัด โดยรัฐบาลคาดหวังจะใช้โอกาสนี้พัฒนาไปสู่การแข่งขันกีฬาระดับโลกในอนาคต

ข้อเท็จจริงเบื้องหลังข่าวลือ "โดรน 4,000 ลำ" ของกัมพูชา ชี้เป็นเพียง “งานสาธิตเทคโนโลยีจีน” ไม่ใช่การส่งมอบอาวุธ

(4 ส.ค. 68) ล่าสุดข้าพเจ้าได้มีโอกาสคุยกับแหล่งข่าวต่างชาติที่น่าเชื่อถือในวงการโดรน ท่านหนึ่ง ... เป็นข้อมูลที่น่าสนใจมาก เชื่อว่าน่าจะแก้ไขสงสัยในข่าวลือที่หลายคนยังคงกังวลอยู่  รวมไปถึงทำให้เราเข้าใกล้ข้อเท็จจริงมากขึ้นเกี่ยวกับโดรนของกัมพูชาครับ

จุดเริ่มต้นจาก “งานสาธิตเทคโนโลยี” ไม่ใช่การส่งมอบอาวุธ ในช่วงปลายเดือนมกราคม ปี 2567 ประเทศกัมพูชาได้จัดกิจกรรมสาธิตเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ณ สนามบินทหารจังหวัดกำปงชนัง โดยเป็นความร่วมมือเชิงเทคนิคกับบริษัทผู้ผลิตจากจีน คือ China National Aero-Technology Import & Export Corporation (CATIC)

การจัดงานมีเป้าหมายเพื่อแสดงศักยภาพของเทคโนโลยีโดรนต่อเจ้าหน้าที่ทหารและสาธารณชน เพื่อประกอบการศึกษาด้านยุทธศาสตร์และเทคนิคในอนาคต ไม่ได้เป็นพิธีส่งมอบ หรือมีข้อตกลงซื้อขายอาวุธใด ๆ เกิดขึ้น

จากข้อมูลที่ได้รับภายหลังจากแหล่งที่เกี่ยวข้องได้ ยืนยันว่า
>****ไม่มีการจัดซื้อจัดจ้าง หรือการส่งมอบโดรนจากจีนให้กัมพูชาในช่วงเวลาดังกล่าว*****
เรื่องนี้สำคัญมากเพราะว่าทำให้ข้อเท็จจริงบางส่วนต้องพิจารณาใหม่ ดังนั้นเรื่องความกังวลใจที่เกินเลยไปจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอยากให้คลี่คลายออกไปนะครับ

สาเหตุข่าวลือปี 2568: ความเข้าใจผิดที่ทำให้ตื่นตกใจอยู่
ในช่วงต้นปี 2568 เริ่มมีข่าวสะพัดว่า กัมพูชาครอบครองโดรนจำนวนมากผิดสังเกต  และในช่วง พฤษภาคมปี 2568 มีการใช้โดรนประเภท kamikaze หรือโดนสังหาร ในสนามรบระหว่างไทยกัมพูชา ซึ่งตอนแรกผู้คนต่างสงสัยว่าอาจจะมีนักรบรับจ้าง จากประเทศอื่นเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง...

ซึ่งกระแสข่าวนี้ทำให้ทั้งภาคประชาชนและฝ่ายความมั่นคงของไทยเริ่มให้ความสนใจว่าโดรนเหล่านั้นมีแหล่งที่มาจากที่ใดได้บ้าง โดยเฉพาะเมื่อเชื่อมโยงกับภาพจำของความร่วมมือทางเทคโนโลยีกับจีนก่อนหน้านี้

สื่อสังคมออนไลน์ นักวิเคราะห์ และนักวิชาการบางรายเริ่มตั้งข้อสังเกตตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 ว่า หากกัมพูชามีโดรนจำนวนมากผิดปกติ อาจได้รับการสนับสนุนจากต่างประเทศ และจีนมักถูกวางเป็น “ผู้ต้องสงสัย” อันดับต้น ๆ

และเมื่อเกิดความขัดแย้งชายแดนจริงในเดือนพฤษภาคม 2568 ฝ่ายกัมพูชาเริ่มใช้โดรนในปริมาณที่มากขึ้นและมีบทบาทในการลาดตระเวนและปฏิบัติการทางยุทธวิธีอย่างชัดเจน

นี่เองที่ทำให้ฝ่ายไทย โดยเฉพาะประชาชนและหน่วยงานด้านความมั่นคง เริ่มตั้งข้อสงสัยมากขึ้นว่า “โดรนเหล่านี้มาจากไหน?”

แม้ก่อนหน้านี้จะไม่ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นนี้มากนัก
อย่างไรก็ตามที่ข้าพเจ้าเคยอนุมานไว้แล้วข้าพเจ้าเชื่อว่ารัฐบาลจีนน่ะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้โดรนเหล่านี้ในสนามรบระหว่างไทยกัมพูชา การได้ข้อมูลยืนยันเช่นนี้ ก็มีมูลที่ support สิ่งที่เป็นสมมติฐานได้ใกล้เคียงความจริงมากขึ้น

แต่สิ่งผิดจากการอนุมานนะตอนนี้คือ drone จำนวนมากของกัมพูชานั้น ไม่ใช่ของจากบริษัทจีนที่กล่าวถึงในข่าวลือเลย

> สำหรับข้าพเจ้าแล้ว ในฐานะผู้ติดตามสถานการณ์ความมั่นคง ขอยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าเคยเข้าใจผิดอยู่จุดหนึ่ง — คือการประเมินว่างานสาธิตโดรนในปี 2567 เป็นการส่งมอบจริง เรื่องนี้ต้องได้รับการปรับปรุงแก้ไขข้อเท็จจริงให้ถูกต้องเรื่องนี้ถือว่าเป็นความเข้าใจผิดของข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าเคยเชื่อว่ากัมพูชาน่าจะได้รับการสนับสนุนโดรนจากจีนเพื่อนำมาใช้ในนโยบายความมั่นคงหรือเตรียมพร้อมทางทหาร

แต่เมื่อได้รับข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งที่เชื่อถือได้  ก็ปรากฏชัดว่า
> จีนไม่ได้มีการซื้อขายหรือส่งมอบโดรนรุ่นใดให้แก่กัมพูชาในลักษณะดังกล่าว
จุดนี้เองที่ทำให้ข้าพเจ้าเห็นว่าควร “ตัดชื่อจีน” ออกจากสมมติฐานในกรณีนี้ และถือโอกาสชี้แจงเพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถเห็นภาพที่ตรงกับข้อเท็จจริงมากยิ่งขึ้น

ปัจจุบัน ยังไม่มีหลักฐานที่ประจักษ์ชัดว่าโดรนจำนวนที่ประเมินเอาไว้ว่ามีจำนวนหลักพันที่กัมพูชานำมาใช้นั้นเกี่ยวข้องกับรัฐบาลจีน รวมถึง ได้รับการระบุจากแหล่งข่าวว่าบริษัทจากจีนไม่ได้จัดส่งยุทโธปกรณ์ระดับนี้ให้กัมพูชาแต่อย่างใดด้วย

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ข้าพเจ้ายืนยันความคิดอย่างหนึ่งก็คือข้าพเจ้ามองเห็นผลเสียที่ ประเทศจีนจะได้รับหากสนับสนุนอาวุธให้กับรัฐบาลกัมพูชา หากกับพูชานำไปใช้ในการโจมตีเพื่อนบ้าน...ซึ่งเรื่องนี้เป็นข้อเท็จจริงที่พออนุมานได้ชัดเจน และยังยืนยันอยู่เช่นนี้เช่นกัน

🔍 สรุปท้ายบท: ต้องแยกข้อเท็จจริงออกจากความกังวล
ในเรื่องการข่าวที่ระบุว่ากัมพูชาครอบครองโดรนจำนวนมากนั้น ยังคงไม่สามารถตัดทิ้งไปได้ เพราะมีสัญญาณจากการใช้งานจริงในสนามรบที่น่าจับตา โดรนจำนวนมาก ขนาดเล็กขนาดใหญ่รวมไปถึง uav ถูกใช้ในสนามรบในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

แต่สิ่งหนึ่งที่ ได้รับการยืนยันอย่างชัดเจนจากข้อมูลภายนอก คือ  จีนไม่ได้มีการซื้อขายหรือส่งมอบโดรนในรุ่นที่ถูกกล่าวถึงในข่าวลือดังกล่าว

ข้อมูลที่ได้รับจากผู้มีความเกี่ยวข้องกับแหล่งผลิตโดยตรง ทำให้ประเด็น "จีนอยู่เบื้องหลังโดรนจำนวนมากในกัมพูชา"

ไม่สามารถยืนยันได้ และควรถูกแยกออกจากข้อสันนิษฐานในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม เราทุกฝ่ายยังคงจำเป็นต้องติดตามดู “หน้างานสงคราม” ต่อไปว่า จะมีการใช้โดรนรุ่นใด ในพื้นที่สงครามความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา และมีลักษณะการรุกล้ำเข้ามาในดินแดนไทยในลักษณะใดอีกบ้าง
เพื่อรักษาข้อเท็จจริงและช่วยเหลือผู้คนได้ดีที่สุดครับ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top