Sunday, 21 June 2026
NewsFeed

‘โฆษก ก.ต่างประเทศ’ แถลงไม่ทิ้ง!! ลูกเรือประมงไทย ย้ำ!! เดินหน้าประสาน ทางการเมียนมา เพื่อขอให้ปล่อยตัว

(5 ม.ค. 68) นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้แถลงการ เกี่ยวกับ ‘ลูกเรือประมงไทย’ โดยมีใจความว่า ...

ตามที่เกิดเหตุการณ์ลูกเรือประมงไทย 4 คนถูกจับโดยกองทัพเรือเมียนมา และถูกตัดสินคดีต้องโทษจำคุกเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2567 ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันผลักดันกับทางการเมียนมาเพื่อขอให้มีการปล่อยตัวลูกเรือทั้ง 4 คนโดยเร็ว นั้น

จากการประกาศของทางการเมียนมาในเรื่องการปล่อยตัวผู้ต้องขัง และนักโทษต่างชาติเมื่อวานนี้ (4 มค. 68) รวมนักโทษชาวไทยจำนวน 152 คน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้มีการดำเนินการก่อนหน้านี้ ในการนี้ กระทรวงกระทรวงการต่างประเทศขอขอบคุณฝ่ายเมียนมา อย่างไรก็ดี ขอเรียนว่า ในการประกาศครั้งนี้ ยังไม่พบรายชื่อลูกเรือไทยทั้ง 4 คน ที่ถูกจับกุมล่าสุด รวมอยู่ด้วย จึงเป็นที่ผิดหวังที่กระบวนการปล่อยตัวกลุ่มดังกล่าวยังไม่แล้วเสร็จในครั้งนี้ โดยฝ่ายเมียนมายังอยู่ในระหว่างการพิจารณาตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง

ในทางการทูต กระทรวงการต่างประเทศ ได้ดำเนินการอย่างเต็มที่มาโดยตลอดและจะดำเนินการต่อไป ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศเมียนมาก็ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ พยายามผลักดันให้มีการปล่อยตัวโดยเร็ว บนพื้นฐานของการเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน โดยเรื่องดังกล่าวมีคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่น หรือ TBC ที่จะต้องหารือข้อสรุปร่วมกัน ซึ่งรวมถึงแนวทางการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้อีกในอนาคต

ทั้งนี้ ในห้วงที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงย่างกุ้ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ผลักดันและติดตามกับทางการเมียนมาอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง รวมทั้งขอการเข้าถึงทางกงสุล (consular access) ในหลายช่องทาง ทั้งการโทรศัพท์พูดคุยกับลูกเรือทั้ง 4 คน เพื่อสอบถามสารทุกข์สุกดิบและให้กำลังใจ และล่าสุดเมื่อวันที่ 3 มค. 2568 เจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้รับอนุญาตให้นำผู้แทนญาติของลูกเรือไทยเข้าเยี่ยมลูกเรือไทยทั้ง 4 คน ที่จังหวัดเกาะสอง ภาคตะนาวศรี  ซึ่งพบว่าลูกเรือไทยทั้ง 4 คน มีสุขภาพแข็งแรง มีกำลังใจดี ได้รับการดูแลตามความเหมาะสม  และได้รับอาหารครบ 3 มื้อ โดยสถานเอกอัครราชทูตฯ ได้นำสิ่งของจำเป็นไปมอบให้แก่ลูกเรือทั้ง 4 คนด้วย รวมทั้งได้แจ้งกับลูกเรือเกี่ยวกับสถานะการดำเนินการล่าสุดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยในการผลักดันกับฝ่ายเมียนมาเพื่อนำไปสู่การปล่อยตัวโดยเร็ว

สุดท้ายนี้ ขอเรียนว่า กรณีนี้ มีความละเอียดอ่อนทั้งในแง่เรื่องการปล่อยตัวลูกเรือชาวไทย ประเด็นปัญหาการทำประมงของทั้งสองฝ่าย รวมทั้งความสัมพันธ์ในภาพรวมของสองประเทศ ดังนั้น จึงต้องอาศัยความอดทนและช่องทางการเจรจาอย่างแนบเนียน โดยดำเนินการ ดังนี้ 

(1.) เร่งช่วยเหลือให้ลูกเรือได้รับการปล่อยตัว ซึ่งย่อมขึ้นอยู่กับกระบวนการภายในต่างๆ ของเมียนมาด้วย โดยกระทรวงการต่างประเทศจะผลักดันทางการทูตต่อไป 

(2.) แก้ไขปัญหาผ่านกลไก TBC ร่วมกันกับฝ่ายเมียนมาต่อไป 

ขอให้มั่นใจว่ากระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะติดตามและดำเนินการทุกอย่างในส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ ผ่านทุกช่องทางอย่างต่อเนื่องต่อไป เพื่อให้คนไทยทั้ง 4 คนได้รับการปล่อยตัวต่อไป

แรงงานไทย 250 ชีวิต ฝันสลาย!! หวังได้บินไปทำงาน หารายได้ ที่ต่างประเทศ สุดท้ายรอเก้อ!! ไม่มีตั๋วเครื่องบิน ถูกหลอก สูญเงินรวมกันกว่า 12 ล้านบาท

เมื่อวานนี้ (4 ม.ค. 68) เวลา 21.00 น. ที่ สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ส่วนหน้า ในอาคารผู้โดยสารชั้น 1 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีทางด้านกลุ่มแรงงานไทยทั้งชายหญิงเกือบ 50 ชีวิต หอบกระเป๋าเดินทาง รวมตัวกันมาขอความช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ตำรวจและพนักงานสอบสวนของ สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หลังจากที่ผู้เสียหายทั้งหมด ได้ทำการโอนเงินให้กับหญิงสาวรายหนึ่ง เพื่อจะได้ไปทำงานการเกษตรและอุตสาหกรรมในประเทศปลายทางคือ อิสราเอล โดยมีการนัดกำหนดเดินทางที่สนามบินสุวรรณภูมิในช่วงสี่ทุ่มของคืนนี้ แต่พอใกล้เวลาผู้เสียหายทั้งหมดไปเช็กตั๋วเดินทางกลับไม่พบข้อมูลการจองตั๋วเที่ยวบินเพื่อเดินทางแต่อย่างใด จึงพากันมาแจ้งความในครั้งนี้ โดยมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการพิเศษท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ คอยอำนวยความสะดวกและให้คำแนะนำ

นางสลิลทิพย์ หนึ่งในผู้เสียหาย ซึ่งเป็นชาว จ.บุรีรัมย์ เล่าว่า บุตรชายตนได้รับการติดต่อจากคนรู้จักกันบอกปากต่อปากกันมาชักชวนให้ไปทำงานด้านการเกษตร มีรายได้ดี จึงตอบตกลงและโอนเงินจำนวน 60,000 บาท ให้กับ น.ส.ออย ที่อ้างว่าเป็นตัวแทนในการจัดหาคนงานไปทำงาน โดยนัดบินในค่ำคืนนี้จึงพากันเดินทางมาที่สนามบินสุวรรณภูมิ แต่พอมาถึงไม่พบว่ามีการจองตั๋วเครื่องบินแต่อย่างใด พอถาม น.ส.ออย กลับได้รับคำตอบว่าติดต่อคนที่รับงานและรับเงินไปไม่ได้ ซึ่งมีผู้เสียหายประมาณ 250 คน

เช่นเดียวกับ นายธนายุทธ อายุ 36 ปี ชาว จ.สกลนคร ได้โอนเงินไป 120,000 บาท และเหมารถเดินทางมาจากสกลนคร ซึ่งเจ้าตัวยืนยันว่า ได้รับการชักชวนติดต่อจาก น.ส.ออย และได้มีการโอนเงิน เพื่อหวังได้ไปทำงาน เนื่องจากมีการระบุเชิญชวนว่าหากไปทำงานจะได้รับเงินเดือนเฉลี่ยเดือนละ 70,000 บาทโดยจะต้องเสียค่าใช้จ่ายรวมเงินกว่าสองแสนบาท แต่จะต้องจ่ายก่อน 120,000 บาท ที่เหลือหักจากเงินเดือน ที่ตนเองหลงเชื่อใจเพราะมีการบอกกันปากต่อปากว่าสามารถพาไปทำงานได้จริง มีคนเคยไปแล้วหลายคน จึงหลงเชื่อโอนเงิน จนมีการนัดหมายให้มาเจอกันที่สนามบินสุวรรณภูมิในคืนนี้เพื่อเดินทาง ซึ่งตนเองก็มารอตั้งแต่เช้าจนใกล้ถึงเวลากลับไม่มีไฟลต์หรือตั๋วเครื่องบินแต่อย่างใด

ขณะที่ น.ส.ออย อายุ 28 ปี หญิงสาวนายหน้าที่จัดหาและชักชวนกลุ่มผู้เสียหายทั้งหมดว่าจะพาไปทำงานในออสเตรีย และเป็นบุคคลที่ผู้เสียหายทั้งหมดโอนเงินผ่านบัญชี ซึ่งเจ้าตัวก็เดินทางมาขอลงบันทึกประจำวันเอาไว้ด้วยเช่นกัน โดยอ้างว่าเธอก็ตกเป็นผู้เสียหาย พร้อมกล่าวว่า ตนเองไปรู้จักกับรุ่นพี่ที่เคยทำงานด้วยกันคนหนึ่ง ชื่อว่า ฟ้า ได้มาชักชวนว่าสามารถพาคนไทยไปทำงานที่ประเทศออสเตรียได้ หากตนสามารถหาคนไปทำงานที่ออสเตรียได้ จะได้ค่าตอบแทนหัวละ 2,000 บาท ส่วนใครที่จะไปทำงานจะต้องมีค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ตั้งแต่ 30,000–60,000 บาท หรือบางคนหนึ่งแสนถึงหนึ่งแสนห้าหมื่นบาท แล้วแต่ระยะเวลาที่จะอยู่ทำงานที่นั่น

น.ส.ออย กล่าวต่อว่า น.ส.ฟ้า ได้อ้างบอกตนว่า ทำงานในสถานทูตออสเตรียประจำประเทศไทย โดยทุกครั้งที่มีเงินของผู้เสียหายเข้ามาผ่านบัญชีของตนแล้ว ตนก็จะเบิกเงินฝากเป็นเช็คให้กับ น.ส.ฟ้าโดยนัดมอบกันที่หน้าสถานทูตออสเตรีย ซึ่งรวมผู้เสียหายแล้วประมาณ 250 คน รวมเป็นเงินที่นำฝากผ่านเช็คให้กับ น.ส.ฟ้า ไปรวมกว่า 12 ล้านบาท หลังจากที่ส่งมอบเงินและเอกสารของผู้เสียหายทั้งหมดแล้ว ทาง น.ส.ฟ้า บอกว่าจะจัดการการเดินทางทั้งหมดให้ ซึ่งมีกำหนดการเดินทางในค่ำคืนนี้ โดยให้ผู้เสียนำพาสปอร์ตมาแสดงที่เคาน์เตอร์ของสายการบินเท่านั้น จึงนัดผู้เสียหายทั้งหมดมาเจอกันที่สนามบิน จนใกล้เวลาไปเช็กบอร์ดดิ้งการ์ดหรือตั๋วเครื่องบินกลับไม่พบข้อมูลการเดินทางไม่มีรายชื่อแต่อย่างใด พอโทรฯ กลับไปหา น.ส.ฟ้า กลับติดต่อไม่ได้ จึงพาผู้เสียหายทั้งหมดมาพบตำรวจ

ขณะที่ ร.ต.อ.ชนธัญ พรหมรักษา รอง สว.(สอบสวน) สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้ออกมาแนะนำกลุ่มผู้เสียหาย เบื้องต้นผู้เสียหายจะต้องแจ้งความร้องทุกข์กับทางพนักงานสอบสวนในท้องที่ที่มีการโอนเงิน แต่เนื่องด้วยผู้เสียหายมีจำนวนมากและมูลค่าความเสียหายจำนวนมาก จึงมีการแนะนำให้กลุ่มผู้เสียหายรวมตัวกันไปแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนกองปราบปราม เพื่อสะดวกกับการทำสำนวนคดี

โดยผู้เสียหายทั้งหมดนัดรวมตัวเตรียมเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับทางพนักงานสอบสวนที่กองปราบปรามใน วันจันทร์ที่ 6 ม.ค. 68 ในเวลา 10.00 น.

เปิดภารกิจ!! ส่งต่อหัวใจดวงที่ 109 จากอุดรธานี ถึงกรุงเทพ ส่งด่วนที่สุด!! จากดอนเมือง ไปศิริราช เพื่อให้ทันปลูกถ่าย

(5 ม.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ฝูงบิน 604 หรือ Sunny604 หน่วยฝึกการบินพลเรือน กองทัพอากาศ โพสต์ภาพพร้อมคลิปวิดีโอ การปฏิบัติภารกิจ ส่งต่อหัวใจ ดวงที่ 109 จากจังหวัดอุดรธานี ถึงดอนเมือง และจากดอนเมือง ถึงรพ.ศิริราช เพื่อปลูกถ่ายหัวใจให้กับผู้ป่วย ในเวลาเพียง 50 นาที

โดยทาง เพจได้ลงข้อความว่า วันที่ 3 มกราคม 2568 ผู้บังคับการกองบิน 6 ผู้บังคับฝูง 604

เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจจราจร และตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ รวมถึง คุณเกียรติชัย มนต์เสรีนุสรณ์ และ คุณชนาธิป สีต์วรานนท์ เจ้าของเครื่องบินที่ได้ให้การสนับสนุนการเดินทางในครั้งนี้ ที่ได้ร่วมกันอำนวยความสะดวกในการนำส่ง อวัยวะหัวใจดวงที่ 109 และอวัยวะอื่น ๆ เพื่อการปลูกถ่ายอวัยวะ ณ โรงพยาบาลศิริราช ในวันที่ 3 มกราคม 2568

การดำเนินการครั้งนี้มีความรวดเร็วและปลอดภัย ระยะทาง 30 กิโลเมตรใช้เวลาเพียง 16 นาที ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ได้แก่ 1.การประสานงานจากศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย 2.การจัดทีมแพทย์และพยาบาลผู้เชี่ยวชาญ 3.การสนับสนุนด้านการเดินทางทางอากาศและภาคพื้นดิน ความเสียสละและความทุ่มเทของทุกฝ่ายในครั้งนี้ เป็นคุณูปการอันยิ่งใหญ่ที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาชีวิตผู้ป่วย ขอแสดงความขอบพระคุณอย่างสูงและยกย่องในความเสียสละนี้เป็นอย่างยิ่งครับ

ขณะที่ เฟซบุ๊กของทาง พ.ต.อ.จิรกฤต จารุนภัทร์ รอง ผบก.จร. ซึ่งร่วมปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้ ได้โพสต์ข้อความพร้อมรูปว่า 3ม.ค.68 หัวใจดวงที่ 109 ดวงแรกของปี 2568 ดวงแรกมันต้องตื่นเต้นหน่อยๆ เครื่องบินมาจากอุดรธานี แต่ด้วยสภาพอากาศทำให้ล่าช้ากว่าปกติคำนวณคร่าวๆจะเหลือเวลาแค่ 50 นาทีเท่านั้น (รวมเวลาเดินทางและผ่าตัดปลูกถ่าย ซึ่งคุณหมอทีมผ่าตัดก็หลังไมค์ว่าขอเร็วที่สุดนะครับ)

ทีนี้ก็วุ่นสิ ผมถามคนขับรถพยาบาลว่าวิ่งความเร็วสูงสุดได้เท่าไหร่ เอาให้สุด เราประสานเส้นทางตั้งแต่บนฟ้า ขอบินตัดตรงแบบไม่ต้องอ้อม (อันนี้ต้องขอขอบคุณท่านผู้บังคับการ กองบิน 6 และผู้ฝูงบิน 604 ประสานขอหอบังคับการบิน) พื้นราบก็ประสานเส้นทางผ่านทั้งหมด เพื่อความคล่องตัว

ครั้งนี้เป็นอีกครั้งที่ผมยอมรับว่าเสี่ยงมาก เราบิดที่ความเร็ว 160-170 ตั้งแต่ขึ้นโทลเวย์ ผมมีปัญหาที่แว่น เนื่องจากใช้ความเร็วมาก ลมเข้าตาชนิดหรี่ตาขี่!!! คิดแล้วแบบนี้ อันตรายแน่ๆ ผมตัดสินใจออกจากขบวนให้คนอื่นขึ้นแทน ลดความเร็ว ขี่ตามแล้วค่อยไปทันที่ด่านดินแดง และในที่สุด เราทำเวลา 16 นาทีจากฝูงบิน 604 ดอนเมือง ถึง โรงพยาบาลศิริราช

ต้องขอบคุณทุกท่านทุกฝ่ายทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง พี่เกียรติชัย นักบินเจ้าของเครื่อง HS-GOD เสียสละใช้เครื่องส่วนตัวมาทำภารกิจให้ ผู้การกองบิน6 ผู้ฝูง 604 sunny 604 ประสาน อำนวยความสะดวกในพื้นที่ ทอ . (ต้องบอกว่านักบินก็เป็นซันนี่ผมและน้องรองฟลุ๊ค ก็เป็นศิษย์การบินซันนี่ once sunny always sunny เราประสานงานได้ดี) ขอบคุณหอบังคับการบินที่ช่วยอำนวยความสะดวก ขอบคุณพี่น้องประชาชนเพื่อนร่วมทางที่เปิดทางให้ กราบขอบพระคุณทุกท่านครับ เป็นอีกภารกิจหนึ่งที่น่าจดจำ

ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เตือนอย่าให้ผู้อื่นยืมรถไปขับ โดยเฉพาะผู้ไม่มีใบอนุญาตขับขี่ เจ้าของรถมีความผิดตามกฎหมาย

วันนี้ (4 ม.ค. 68) พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรองผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีความเป็นห่วงพี่น้องประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน ในเรื่องการเกิดอุบัติเหตุอันจะทำให้สูญเสียชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินได้ อีกประการหนึ่งคือการให้ผู้อื่นยืมรถไปใช้ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ทุกประเภท ผู้ขับขี่ที่ยืมรถไปใช้ต้องมีใบอนุญาตขับรถประเภทนั้นๆด้วย ไม่ว่าจะเกิดอุบัติเหตุหรือไม่ หากเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจพบ เจ้าของรถจะมีความผิดด้วย

ตัวอย่างจากกรณีเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2567 เกิดอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ชนกัน 2 คัน มีผู้เสียชีวิต 2 ราย บริเวณถนนหน้าหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ต.พิมลราช อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี จากการตรวจสอบทราบว่าหนึ่งในผู้ขับขี่ไม่มีใบอนุญาตขับรถ ได้ยืมรถจักรยานยนต์จากเพื่อนสนิทมาขับขี่ แล้วเป็นเหตุทำให้เกิดอุบัติเหตุ ในทางคดีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางบัวทอง ได้ดำเนินการติดตามตัวเจ้าของรถจักรยานยนต์ดังกล่าวมาดำเนินคดี ในความผิด พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522

ตาม พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 56 ภายใต้บังคับมาตรา 43 และมาตรา 57 ห้ามมิให้เจ้าของรถหรือคนขับรถยินยอมให้ผู้ซึ่งไม่มีใบอนุญาตขับรถ หรือมีใบอนุญาตขับรถประเภทอื่นที่ใช้แทนกันไม่ได้ เข้าขับรถของตนหรือรถที่ตนเป็นคนขับ ผู้ใดฝ่าฝืนปรับไม่เกิน 2,000 บาท และผู้ใดฝึกหัดขับรถยนต์ ต้องมีผู้ซึ่งได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์มาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี ควบคุมอยู่ด้วย 

กรณีที่ผู้ขับรถเป็นคนต่างด้าว ซึ่งได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง ผู้ขับรถซึ่งเป็นคนต่างด้าวนั้นจะใช้ใบอนุญาตขับรถ ตามมาตรา 42 ทวิ ขับรถในราชอาณาจักรได้ และจะต้องมีใบอนุญาตขับยืรถดังกล่าวพร้อมแสดงต่อเจ้าหน้าที่ด้วย หากฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอเตือนว่าความผิดตาม พ.ร.บ.รถยนต์ฯ นี้ ไม่สามารถยอมความได้ ดังนั้น ผู้ที่เป็นเจ้าของรถจึงไม่ควรให้ผู้อื่นที่ไม่มีใบอนุญาตขับขี่ยืมรถไปขับ รวมทั้งผู้ปกครองไม่ควรปล่อยปละบุตรหลานซึ่งไม่มีใบอนุญาตขับขี่ให้นำรถไปแข่งรถในทางด้วย เพราะถือว่ามีความผิดในกฎหมายหลายข้อหา รวมทั้ง พ.ร.บ.รถยนต์ฯ ที่เจ้าของรถจะต้องรับโทษตามกฎหมายด้วย

ผบ.ตร. สั่งทุกหน่วยและจเรตำรวจ ตรวจสอบการแสวงหาความร่วมมือภาคประชาชน ต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย กำชับต้องไม่มีผลประโยชน์อื่นใดแอบแฝง และห้ามมิให้มีลักษณะช่วยเหลือ อำนวยความสะดวก เอื้อประโยชน์ในทางที่มิชอบให้กับผู้ใดโดยเด็ดขาด

 

วันนี้ (4 ม.ค. 68) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ตามที่ปรากฏข้อมูลในสื่อโซเชียลต่าง ๆ ว่ามีการจัดฝึกการอบรมหรือการแต่งตั้งที่ปรึกษา โดยอาจมีลักษณะที่เอื้อประโยชน์ หรือไม่เป็นไปตามกฎหมายนั้น ได้สั่งการให้ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล , ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 และจเรตำรวจ ตรวจสอบรายละเอียดข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ความเป็นมาของโครงการ การดำเนินการ ผู้มีอำนาจในการดำเนินการ และมีลักษณะที่แอบแฝงใดหรือไม่ เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ คำสั่งที่เกี่ยวข้องหรือไม่ ทั้งนี้ หากพบว่ามีมูลที่เข้าไปเกี่ยวข้อง พัวพันในทางที่น่าจะมิชอบด้วยกฎหมาย ในเบื้องต้นให้ใช้มาตรการทางปกครองโดยทันที และพิจารณาตามข้อกฎหมาย ระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อไป เพื่อให้เกิดความชัดเจนและโปร่งใสในการทำงาน แล้วรายงานให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติทราบทันที

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติย้ำชัดว่า แม้ว่าการแสวงหาความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ได้กำหนดไว้เป็นแนวทางตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 และในระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการส่งเสริมให้ประชาชน ชุมชน ท้องถิ่นและองค์กรมีส่วนร่วมในกิจการตำรวจ พ.ศ.2551 โดยกำหนดรูปแบบ ลักษณะความร่วมมือด้านต่าง ๆ และการติดตามและประเมินผลในระดับสถานีตำรวจ ประกอบกับกรณีคนต่างด้าว ต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ซึ่งได้กำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข ข้อห้าม และการปฏิบัติตนสำหรับคนต่างด้าวไว้อย่างชัดเจนแล้ว

อย่างไรก็ตาม ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้สั่งให้ทุกหน่วยตรวจสอบการดำเนินการในลักษณะดังกล่าว จะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง ไม่มีผลประโยชน์หรือเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ใด เป็นการแอบแฝง และกำชับการใช้เครื่องหมายราชการ ตราสัญลักษณ์ต่าง ๆ จะต้องเป็นไปตามระเบียบ กฎหมาย หากพบบุคคลใดแสดงตน แอบอ้างการเป็นเจ้าหน้าที่หรืออาสาสมัครที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือนำเครื่องแบบหรือเครื่องหมายราชการไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ให้ทุกหน่วยตรวจสอบและดำเนินคดีทุกราย ทั้งนี้ ให้ผู้บังคับการตำรวจนครบาล และผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ทุกหน่วย ลงพื้นที่ตรวจสอบหน่วยในสังกัด หากพบว่าหน่วยใดปล่อยปละละเลย จะพิจารณาข้อบกพร่องทั้งทางวินัย อาญา และทางปกครองโดยทันที

ตำรวจแห่งชาติประสานเมียนมา บินด่วนรับ 151 คนไทยกลับประเทศ เพื่อช่วยเหลือบุคคลที่เป็นเหยื่อ และขยายผลเพื่อจับกุมแก๊งพนันออนไลน์ รวมทั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์

วันนี้ (4 ม.ค. 68) เวลา 14.00 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.ท.วีรชน บุญทวี ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. , พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รอง ผบช.ทท , พล.ต.ต.อรรถสิทธิ์ สุดสงวน รอง ผบช.สอท และ พล.ต.ต.ธนรัชต์ ชุ่มสวัสดิ์ รอง ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร.รรท รอง ผบช.ภ.5 นำเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย ไปรอรับการปล่อยตัวคนไทยจากทางการเมียนมาจำนวน 151 คน เป็นชาย 74 คน และหญิง 77 คน ณ ด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา ข้ามลำน้ำสายแห่งที่ 2 อ.แม่สาย จ.เชียงราย ซึ่งคาดว่าจะเดินทางมาถึงในช่วงค่ำวันนี้

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวว่า ได้รับมอบหมายจาก พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้มาติดตามและดำเนินการจากกรณีที่ทางการไทยได้มีความร่วมมือกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐสหภาพเมียนมา กระทรวงมหาดไทย และกองบัญชาการตำรวจเมียนมา ในการปราบปรามและจับกุมแก๊งพนันออนไลน์ ซึ่งคนไทยกลุ่มนี้ถูกจับกุมใน จ.ท่าขี้เหล็ก ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ข้อหาเรื่องการพนันออนไลน์ และ พ.ร.บ.คนเข้าเมือง แต่ว่าในส่วนของไทยนั้นมีข้อมูลเชื่อว่าน่าจะเกี่ยวกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ก็จะมีการขยายผลเรื่องนี้ด้วย ซึ่งผู้ที่ถูกจับกุมจำนวน 154 คน ถูกส่งตัวไปยังสถานีตำรวจท่าขี้เหล็ก และศาลเมียนมาได้ตัดสินจำคุกทั้งหมดเป็นเวลา 2 ปี ได้รับการลดโทษ คงเหลือจำคุก 10 เดือน แต่ในจำนวนนี้มีเยาวชน 2 คนถูกส่งกลับก่อนหน้านี้แล้ว และมีผู้เสียชีวิต 1 คน จึงเหลือ 151 คนดังกล่าว 

ทั้งนี้ ฝ่ายไทยได้นำหน่วยงานต่างๆ คือสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จ.เชียงราย , ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง จ.เชียงราย และทีมสหวิชาชีพ เตรียมรับตัวเพื่อคัดกรองตามกลไก NRM ว่าเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์หรือไม่ โดยมีการเปิดศูนย์บูรณาการคัดแยกเอาไว้ที่กองร้อยอาสารักษาดินแดน จ.เชียงราย ที่ 1 , มูลนิธิศูนย์ชีวิตใหม่ และมูลนิธิ Destiny Rescue ใช้เวลาคัดแยกไม่เกิน 15 วัน โดยเมื่อคนไทยทั้ง 151 คนกลับถึงประเทศไทยแล้วจะเข้าสู่กระบวนการคัดแยก จะต้องมีการคัดกรองว่าใครตกเป็นเหยื่อ หลังจากนั้นจะเป็นการสืบสวนขยายผล ซึ่งข้อมูลพยานหลักฐานที่เป็นเครื่องบ่งชี้ต่างๆ จะเป็นพยานหลักฐานที่สำคัญที่จะใช้ประกอบในการดำเนินคดี โดยหากคัดกรองแล้วพบว่าเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ก็จะให้การช่วยเหลือตามขั้นตอน แต่หากใครที่คัดกรองแล้วเป็นกระทำความผิดใด ๆ ก็จะดำเนินคดีตามกฎหมาย รวมทั้งได้สั่งการให้ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองตรวจสอบว่าใครที่มีการเดินทางเข้าออกไปประเทศเพื่อนบ้านบ่อยครั้ง ซึ่งเบื้องต้นในเรื่องของการข้ามแดน จาการตรวจสอบพบว่ามี 4 คน เดินทางโดยไม่ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง เป็นการเข้าออกช่องทางธรรมชาติ ซึ่งทางตำรวจตรวจคนเข้าเมืองก็จะมีการดำเนินคดี 4 คนนี้เมื่อกลับมาถึงไทยด้วย

นอกจากนี้ พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวว่า ตนได้มีโอกาสคุยกับ พล.ต.ท.วิน ส่อ โม ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเมียนมา ขณะเดินทางไปประชุมที่กรุงเนปิดอร์ เมื่อต้นปี 2567 ได้มีการพูดคุยในเรื่องของคนไทยทั้ง 151 คนที่ถูกจับกุมและควบคุมตัว รวมทั้งการรวบรวมพยานหลักฐาน การช่วยเหลือในเรื่องการส่งกลับ ประกอบกับเนื่องในโอกาสวันชาติของสาธารณรัฐสหภาพเมียนมา หรือวันประกาศอิสรภาพ ซึ่งตรงกับวันที่ 4 มกราคม 2568 จนเป็นที่มาในการส่งตัวคนไทยทั้งหมดกลับประเทศไทยในวันนี้ และในส่วนของปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นเรื่องหลักที่ประเทศไทยให้ความสำคัญ ได้มีการพูดคุยกันและจะได้มีการร่วมมือกันต่อไป 

พระราชทานเพลิง ตชด.พลีชีพ จากเหตุคนร้ายลอบวางระเบิด มอบธงไตรรงค์ สดุดีความกล้าหาญและเสียสละเพื่อประเทศชาติ

วันที่ (4 ม.ค. 68) เวลา 14.00 น. ที่วัดวังก์พง อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์  พลตำรวจโท สำราญ นวลมา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) เป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ  สิบตำรวจโท สรวิศ ฉ่ำชื่น ผบ.หมู่ กก.ตชด.44 (ร้อย ตชด.448) ปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่ ร้อย ฉก.ตชด.441 ซึ่งพลีชีพจากเหตุคนร้ายไม่ทราบจำนวน ลอบวางระเบิดแสวงเครื่อง พร้อมทั้งใช้อาวุธปืน ไม่ทราบชนิดและขนาด ซุ่มยิง ขณะเดินทางโดยใช้รถยนต์บรรทุกหุ้มเกราะ เพื่อไปยังกองร้อย ตชด.441 ( วัดบันนังกระแจะ ) จ.ยะลา เมื่อช่วงเย็นวันที่ 26 ธันวาคม ที่ผ่านมา โดยมี พลตำรวจโท นิตินัย หลังยาหน่าย ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ผบช.ตชด.) พลตำรวจตรี บรรพต มุ่งขอบกลาง รองผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (รอง ผบช.ตชด.) ผู้บังคับบัญชาระดับสูง ทหาร ส่วนราชการในพื้นที่ ข้าราชการตำรวจตระเวนชายแดนและพี่น้องประชาชนร่วมพิธีจำนวนมาก

สำหรับพิธีพระราชทานเพลิงศพในครั้งนี้ จัดขึ้นอย่างสมเกียรติเพื่อไว้อาลัยเป็นครั้งสุดท้าย ยังความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีต่อครอบครัวของสิบตำรวจโท สรวิศ ฉ่ำชื่น อย่างหาที่สุดมิได้ โอกาสนี้ พลตำรวจโท สำราญ ได้พูดคุยให้กำลังใจแก่ครอบครัว พร้อมมอบธงไตรรงค์ เพื่อแสดงความกล้าหาญและเสียสละต่อประเทศชาติ  และมอบเงินสวัสดิการ เงินบำรุงขวัญและเงินช่วยเหลือให้แก่ทายาท

การเสียชีวิตของสิบตำรวจโท สรวิศ นับว่าเป็นความสูญเสียของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ซึ่งเป็นการสละชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติพิจารณาเลื่อนขั้นสูงขึ้น เป็น พันตำรวจตรี สำนักงานตำรวจแห่งชาติและกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัว และขอสดุดีในคุณงามความดีของ สิบตำรวจโทสรวิศ ฉ่ำชื่นที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญและเสียสละตนเพื่อความสงบสุขของพี่น้องประชาชนจวบจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต 

นราธิวาส-แม่ทัพภาคที่ 4 ลงพื้นที่ พักค้างแรมฐานปฏิบัติการ สร้างขวัญกำลังใจกำลังพล สร้างบรรยากาศจากเจาะไอร้อง เป็น เจาะไอรัก 

เมื่อคืนที่ผ่านมา (3 ม.ค. 67) พลโท ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภาคในภาค 4 และคณะ เดินทางไปยังค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส เพื่อลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม พักค้างแรมระลึก 21 ปี เหตุการณ์ “ปล้นปืนค่ายปิเหล็ง” สร้างขวัญกำลังใจเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ จับมือก้าวผ่านคืนวันอันขื่นขม ท่ามกลางความมุ่งมั่นที่จะนำสันติสุขกลับคืนมาในพื้นที่ 

ทั้งนี้ ย้อนไปเหตุการณ์ปล้นปืน เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547  มีผู้ก่อเหตุ 140 -150 คน บุกปล้นปืน 413 กระบอก จากกองพันพัฒนาที่ 4 ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ หรือ "ค่ายปิเหล็ง" อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส  โดยเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เจ้าหน้าที่ทหารเสียชีวิต 4 นาย  และสร้างความตื่นตกใจ สร้างบาดแผลและความบอบช้ำทางจิตใจให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างมาก ผ่านมา 21 ปี 
พลโท ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงและคณะ ได้ลงพื้น เพื่อสร้างขวัญกำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ และพี่น้องประชาชนในพื้นที่ โดย เดินทางไปเยี่ยมชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน บ้านตาโง๊ะ หมู่ที่ 2 พร้อมพบปะกับผู้นำชุมชนตลอดจนเจ้าหน้าที่ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน ซึ่งผู้นำชุมชนและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหมู่บ้านนั้น  จากนั้นได้ไปเยี่ยม ชุดปฏิบัติการกองร้อยทหารพรานที่ 4812  สอบถามความเป็นอยู่ รวมไปถึงปัญหาข้อขัดข้องต่าง ๆ เพื่อรับทราบถึงปัญหา และให้ข้อเสนอแนะ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป และในโอกาสนี้คณะแม่ทัพภาคที่ 4 ยังได้ร่วมวงทำอาหาร และทานข้าวร่วมกับเจ้าหน้าที่ประจำฐานปฏิบัติการอีกด้วย 

ต่อมาได้ เดินทางต่อไปติกตามการปฏิบัติงานของชุดปฏิบัติการจรยุทธ์ กองร้อยทหารพรานที่ 4812 โดยแม่ทัพภาคที่ 4 ได้เน้นย้ำเจ้าหน้าที่ต้องมีความพร้อมในทุกสถานการณ์ ทุกภารกิจ และต้องไม่ประมาท หมั่นซักซ้อมแผนเผชิญเหตุอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชน รวมทั้งเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและความเข้าใจถึงการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ ที่พร้อมจะเข้าไปให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ทุกโอกาส ก่อนจะร่วมพักแรมร่วมกับเจ้าที่ชุดปฏิบัติการกองร้อยทหารพรานที่ 4812 

โดย กล่าวกับกำลังพลว่า  “ในวันนี้ตั้งใจว่าจะมา ร่วมอยู่ ร่วมกิน ร่วมนอนกันในที่แห่งนี้ เพื่อที่จะเป็นขวัญและกำลังใจให้พวกเราทุกคนได้เห็นว่า ในวงรอบ ในช่วงเวลาที่มันถูกจารึกไว้ จะต้องไม่ให้มันเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้นมาอีก”
ข่าว.แวะดาโอ๊ะ หะไร จ.นราธิวาส

เชียงใหม่-ช่างฟ้อนกว่า 500 คน ฟ้อนเล็บ“อัตลักษณ์แบบคุ้มเจ้าหลวงพระราชชายาเจ้าดารารัศมี”ถ่ายทำ VTR

การถ่ายทำ VTR ฟ้อนเล็บ“แบบคุ้มเจ้าหลวงพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ” ในครั้งนี้มี แม่ครู ผู้นำหน่วยงาน ช่างฟ้อน และประชาชนเข้าร่วมการถ่ายทำกว่า 500 คน เพื่อประชาสัมพันธ์งานเฉลิมฉลอง สมโภชเชียงใหม่ อายุ 729 ปี 

วันเสาร์ที่ (4 ม.ค. 68) สมาคมสตรีนครเชียงใหม่ โดยคุณวรัญญา เลิศวรกิจพิพัฒน์ นายกสมาคมสตรีนครเชียงใหม่ พร้อมด้วยดร.พิทักษ์ กาวีวน รองศึกษาธิการ จ.เชียงใหม่ เจ้าวันเพ็ญ ณ เชียงใหม่ ตัวแทนสภาวัฒนธรรม จ.เชียงใหม่ นายภูธาดล ธีรอธิยุต รองผู้อำนวยการอุทยานหลวงราชพฤกษ์ แถลงข่าว ภายหลังเสร็จสิ้นการถ่ายทำ VTR งานฟ้อนเล็บอัตลักษณ์ สมโภช 729 ปี เชียงใหม่ โครงการ สมโภชเชียงใหม่ 729 ปี “นครเชียงใหม่เมืองแห่งความสุขด้วยวิถีวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน” ณ หอคำหลวง อุทยานหลวงราชพฤกษ์ เชียงใหม่

คุณวรัญญา เลิศวรกิจพิพัฒน์ นายกสมาคมสตรีนครเชียงใหม่  กล่าวว่า สมาคมสตรีนครเชียงใหม่ ร่วมกับจังหวัดเชียงใหม่ ,องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ,วัฒนธรรม ,สภาวัฒนธรรม,ศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่ ,องค์กรเครือข่ายวัฒนธรรมอำเภอทุกอำเภอจังหวัดเชียงใหม่ และ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ ได้ถ่ายทำวิดีทัศน์ประชาสัมพันธ์  ฟ้อนเล็บอัตลักษณ์แบบคุ้มเจ้าหลวงพระราชชายาเจ้าดารารัศมี โดยในครั้งนี้มีแม่ครู ผู้นำหน่วยงาน ช่างฟ้อน และประชาชน เข้าร่วมการถ่ายทำกว่า 500 คน เพื่อประชาสัมพันธ์งานเฉลิมฉลอง สมโภชเชียงใหม่ อายุ 729 ปี ณ หอคำหลวง อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จังหวัดเชียงใหม่ 

การถ่ายทำวิดีทัศน์ประชาสัมพันธ์ เพื่อประชาสัมพันธ์การจัดงานสมโภชเชียงใหม่ 729 ปี"นครเชียงใหม่เมืองแห่งความสุขด้วยวิถีวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน" ที่จะจัดขึ้น ในวันที่ 18-20 เมษายน 2568 ณ อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ และบริเวณรอบคูเมืองด้านใน ได้แก่ ประตูช้างเผือก ประตูท่าแพ ประตูเชียงใหม่ ประตูสวนปรุง ประตูสวนดอก 

นอกจากนี้ ในวันที่ 19 เมษายน 2568 ยังมีการจัดพิธีมหามงคลบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายบูรพกษัตริย์ และเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ร่วมทำบุญตักบาตร พระภิกษุสงฆ์สามเณร 729 รูป พิธีบวงสรวงถวายบูรพกษัตริย์ และเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ตามแบบประเพณีล้านนา พิธีถวายสักการะโดยจัดขบวนแห่เครื่องราชสักการะตามแบบประเพณีล้านนา รวมถึงขบวนฟ้อนเล็บอัตลักษณ์ แบบคุ้มเจ้าหลวงพระราชชายาเจ้าดารารัศมี เพื่อถวายและเฉลิมฉลองเมืองเชียงใหม่ เป้าหมาย ผู้เข้าร่วมฟ้อนเล็บอัตลักษณ์เชียงใหม่ จำนวน 19,901 คน จากประตูเมืองทั้ง 4 ทิศ สู่บริเวณพิธี

นอกจากนี้ยังได้มีการจัดนิทรรศการ และการแสดงเอกลักษณ์ อัตลักษณ์ล้านนาระหว่าง วันที่ 18-20 เมษายน 2568

นภาพร/เชียงใหม่

ขอนแก่น - "เหล่ากาชาด" มอบผ้าห่มกันหนาวเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยหนาว

(4 ม.ค. 67) เหล่ากาชาดจังหวัดขอนแก่น มีกำหนดมอบผ้าห่มกันหนาวเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากภัยหนาวในพื้นที่อำเภอเมืองขอนแก่น รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,000 ผืน

เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2568 ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดขอนแก่น รายงานว่า  ที่สำนักงานเทศบาลตำบลพระ ลับ อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น นายชินกร แก่นคง นายอำเภอเมืองขอนแก่น  ร่วมมอบผ้าห่มกันหนาวเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยหนาว โดยมี นางกรรณิกา กองฉลาด  นายกเหล่ากาชาดจังหวัดขอนแก่น เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะกรรมการเหล่ากาชาดจังหวัดขอนแก่น มอบผ้าห่มกันหนาวแก่ประชาชนผู้ประสบภัยหนาว ในพื้นที่ตำบลพระลับ จำนวน 211 คน ซึ่งเป็นผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ป่วยติดเตียง ที่มีฐานะยากจน โดยเหล่ากาชาดจังหวัดขอนแก่น  มีกำหนดมอบผ้าห่มกันหนาวเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากภัยหนาวในพื้นที่อำเภอเมืองขอนแก่น รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,000 ผืน

ด้าน นางกรรณิกา กองฉลาด นายกเหล่ากาชาดจังหวัดขอนแก่น เปิดเผยว่าที่ผ่านมา เหล่ากาชาดจังหวัดขอนแก่น ได้จัดกิจกรรมของเหล่ากาชาดจังหวัดขอนแก่น ภายในงานเทศกาลไหมนานาชาติ ประเพณีผูกเสี่ยว งานกาชาดจังหวัดขอนแก่น และงานขอนแก่นซอฟต์พาวเวอร์ ประจำปี 2567 เพื่อเชิญชวนประชาชนจังหวัดขอนแก่นและจังหวัดใกล้เคียง เข้าร่วมกิจกรรมมหากุศล เพื่อเป็นการระดมเงินทุนให้กับเหล่ากาชาดจังหวัดขอนแก่น เพื่อจะได้นำเงินเหล่านั้นไปช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ผู้ประสบสาธารณภัย ผู้ด้อยโอกาส ผู้ยากไร้ การรับบริจาคโลหิต การส่งเสริมคุณภาพชีวิต และกิจกรรมสาธารณกุศลต่างๆ ของเหล่ากาชาดจังหวัดขอนแก่น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top