Sunday, 21 June 2026
NewsFeed

เชียงใหม่-คณะแพทยศาสตร์ มช. แถลงข่าวสื่อมวลชน โชว์ผลงานเด่นในรอบปี 2567

คณะแพทยศาสตร์ มช. จัดงานแถลงข่าวสื่อมวลชนประจำปี 2567ในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 65 ปี คณะแพทยศาสตร์ มช. ซึ่งเป็นกิจกรรมสำคัญที่แสดงถึงบทบาทและความก้าวหน้าของคณะฯ ในการเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันการแพทย์ชั้นนำของประเทศไทย โดยมีการนำเสนอข้อมูลและความสำเร็จในด้านต่าง ๆ พร้อมทั้งแนวทางการพัฒนาในอนาคต ภายใต้ความร่วมมือของ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ศูนย์ศรีพัฒน์ และ ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์

ศ.(เชี่ยวชาญพิเศษ)นพ.บรรณกิจ โลจนาภิวัฒน์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มช. เปิดเผยว่า “คณะแพทยศาสตร์ มช. มีผลงานเด่นที่สร้างความภาคภูมิใจทั้งในด้านวิชาการ การวิจัย และการให้บริการสุขภาพ และเป็นศูนย์กลางความเป็นเลิศทางการแพทย์ในภาคเหนือ ที่มุ่งเน้นการพัฒนาวิชาการ วิจัย การผลิตบุคลากรทางการแพทย์ และการบริการสุขภาพ เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนและสังคมในทุกมิติ โดยได้กำหนดทิศทางและแนวทางการพัฒนาที่สอดคล้องกับความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย ผ่านนโยบายหลักที่สำคัญ 

ได้แก่ การพัฒนาศักยภาพด้านการศึกษาโดยเสริมสร้างหลักสูตรแพทยศาสตร์ให้ทันสมัยและตอบสนองความต้องการของสังคมสนับสนุนการเรียนรู้แบบบูรณาการและใช้เทคโนโลยี AI ในการศึกษาการแพทย์ สร้างบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญและจริยธรรม ส่งเสริมงานวิจัยและนวัตกรรมทางการแพทย์ ผลักดันงานวิจัยที่มีผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม เพิ่มโอกาสความร่วมมือด้านวิจัยในระดับนานาชาติผ่านศูนย์วิจัยระดับมาตรฐานโลก พัฒนานวัตกรรมที่ตอบสนองต่อปัญหาสุขภาพของประชาชน ยกระดับคุณภาพการบริการทางการแพทย์ ปรับปรุงโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ 

และศูนย์ศรีพัฒน์ ส่งเสริมศูนย์ความเป็นเลิศ (Centers of Excellence) ให้มีความทันสมัย มีนโยบายการรักษาเฉพาะทางที่มีความซับซ้อนสูง และขยายบริการทางการแพทย์ให้เข้าถึงชุมชนในพื้นที่ห่างไกล ด้วยคุณภาพระดับมาตรฐานสากล  ยกระดับชื่อเสียงของคณะแพทยศาสตร์ มช. สู่ระดับโลก พัฒนาความร่วมมือกับสถาบันการแพทย์ชั้นนำในต่างประเทศ เพื่อต่อยอดพันธกิจหลักทั้งการศึกษา การวิจัย และการบริการ ในปี 2567 คณะแพทยศาสตร์ มช. ได้ขับเคลื่อนโครงการเชิงรุกต่าง ๆ ที่เป็นรูปธรรม ได้แก่ การเปิดตัวเทคโนโลยีขั้นสูงทางการแพทย์ใหม่ในโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ความสำเร็จของศูนย์วิจัยที่ได้รับรางวัลระดับนานาชาติ การเพิ่มจำนวนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญผ่านโครงการพัฒนาบุคลากร และในปี 2568 จะมีแผนสร้างเครือข่ายด้านสุขภาพระดับภูมิภาคที่มีศูนย์กลางในเชียงใหม่ ผลักดันการวิจัยที่ต่อยอดเชิงพาณิชย์ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในระบบสาธารณสุข เพื่อขยายบทบาทของคณะแพทยศาสตร์ มช. ในฐานะผู้นำด้านสุขภาพของประเทศไทย และเดินหน้าสร้างความเป็นเลิศในทุกด้านเพื่อประโยชน์ของสังคมและประเทศชาติต่อไป”

จากการดำเนินงานในปีที่ผ่านมา ส่งผลให้คณะแพทยศาสตร์ และโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ได้รับรางวัลแห่งความภาคภูมิใจและผ่านการรับรองมาตรฐานจากองค์กรต่างๆระดับนานาชาติ ได้แก่ รางวัลการบริหารสู่ความเป็นเลิศ Thailand Quality Class+ (TQC+customer 2024)  The Best Quality Leadership Award 2024 จากองค์กร European Society for Quality Research ,รางวัล Certificate of Merit in Faculty Development 2024 , รางวัลนวัตกรรมการบริหารและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ปี 2023และ2024 , Thailand Social Award 2024 , รางวัลสถานศึกษาปลอดภัย ประจำปี 2567 ระดับดีเด่น , การรับรองมาตรฐาน HAIT level 2 ,การรับรองมาตรฐานสากล ด้านความ มั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ ISO/IEC และ Nursing Quality Assessment Award (NQA Award) 2024 โดยการได้รับรางวัลดังกล่าว เป็นหลักฐานสร้างความมั่นใจ ในการเป็นโรงเรียนแพทย์ในดวงใจ ของคณะแพทยศาสตร์ มช. 

รศ.นพ.นเรนทร์ โชติรสนิรมิต ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ เปิดเผยว่า “จากจำนวนผู้รับบริการของโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ในปี 2567 โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ได้ปรับปรุงพื้นที่ให้บริการของโรงพยาบาล โดยได้ปรับปรุงอาคารสุจิณฺโณ อาคารผู้ป่วยและอาคารที่เกี่ยวข้องได้แก่ หอผู้ป่วยสามัญ ชั้น 3,4,5,6,7,8,9,11 และหอผู้ป่วยพิเศษ ชั้น 12,13,14 อาคารสุจิณฺโณ , ห้องประชุมชั้น 15 สุจิณฺโณ , พิพิธภัณฑ์หลวงปู่แหวน “สุจิณฺโณ” , โถงชั้น 1 สุจิณฺโณ , ห้อง ICU ออร์โทปิดิกส์ ชั้น 4 , ศูนย์โรคทางเดินอาหาร ชั้น 2 , ห้องพิเศษ Palliative Care ชั้น 3 , ห้องผ่าตัดศัลยกรรมชั้น 2 อาคารผ่าตัด , ห้องผ่าตัดสูตินรีเวช ชั้น 3 , ห้องฉุกเฉิน One Stop Service , ห้องสวนหัวใจและหลอดเลือดและห้องเอ็มอาร์ไอหัวใจ , ปรับปรุงท่อแนวดิ่ง-ส่วนอาคารห้องงานระบบไฟฟ้า ดับเพลิง และห้องเก็บก๊าซทางการแพทย์และท่อลมขนส่ง 105 สถานี ทางโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ มุ่งเน้นการเป็นโรงพยาบาลในดวงใจ เพื่อคุณภาพและการให้บริการที่เป็นเลิศระดับมาตรฐานสากล

ด้านศูนย์ศรีพัฒน์ โดย ผศ.นพ. กสิสิน กลั่นกลิ่น รองผู้อำนวยการศูนย์ศรีพัฒน์ ผู้แทน ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ ผู้อำนวยการศูนย์ศรีพัฒน์ เปิดเผยว่า “การให้บริการที่เพิ่มขึ้น ของปี 2567 ที่ผ่านมา ได้แก่การเพิ่มบริการคลินิกสูตินรีเวช เพิ่มบริการ O-shot PRP เพื่อฟื้นฟูสุขภาพและความมั่นใจของผู้หญิงด้วยเทคโนโลยี PRP (Platelet Rich Plasma) ,Wound Center เพิ่มบริการรักษาบาดแผลเรื้อรังด้วยเทคโนโลยี Vacuum Dressing ที่ช่วยเร่งกระบวนการหายของบาดแผล , Sleep Clinic เริ่มให้บริการ Home Sleep Test ซึ่งเป็นเครื่องมือตรวจการนอนหลับที่สามารถใช้งานได้ที่บ้าน เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ป่วย 

สำหรับแผนการเพิ่มบริการใหม่ในปี 2568  ห้องผ่าตัด (Operating Room - OR) นำเสนอเทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยลดความเสี่ยงระหว่างการผ่าตัด เช่น ระบบนำทางผ่าตัด (Surgical Navigation) หรือเครื่องมือที่มีความแม่นยำสูง ,Wellness Center เพิ่มบริการที่ตอบโจทย์การดูแลรูปร่างและสุขภาพ ได้แก่ เทคโนโลยีกระชับสัดส่วน การฟื้นฟูภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อนสำหรับทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ,Resuscitation Unit วางแผนขยายพื้นที่ให้บริการสำหรับผู้ป่วยฉุกเฉิน และจัดตั้ง ทีมฉุกเฉินเคลื่อนที่เร็ว เพื่อตอบสนองกรณีฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ แผนดังกล่าวมุ่งเน้นการตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้ป่วยด้วยการใช้เทคโนโลยีและการบริการที่ทันสมัย”

รศ.พญ.อรินทยา พรหมินธิกุล ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ เปิดเผยว่า “ผลงานตลอดการดำเนินงานระยะเวลา 4 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 – 2568 ภายใต้การนำทีมบริหาร โดยการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ 4 ข้อ ได้แก่ ความเป็นเลิศด้านสุขภาพ การวิจัยและนวัตกรรม ความเป็นเลิศด้านบริการวิชาการ และความเป็นเลิศด้านการจัดการทรัพยากรและผลลัพธ์ สำหรับด้านความเป็นเลิศด้านสุขภาพ ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพการให้บริการโดยที่มุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าเป็นสำคัญ และยกระดับการให้บริการให้มีมาตรฐานตามมาตรฐานสากล ตั้งศูนย์เวชศาสตร์ผู้สูงอายุมีปริมาณผู้รับบริการที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบให้ผู้ใช้บริการได้รับบริการที่ไม่ทั่วถึง มีระยะเวลาการรอตรวจนาน  มีปัญหาตามจุดบริการต่างๆ ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์จึงจัดตั้งศูนย์บริการผู้ป่วย หรือ Customer Service Center ขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกต่างๆแบบครบวงจร ซึ่งภายในศูนย์บริการผู้ป่วยประกอบไปด้วย เจ้าหน้าที่เวชระเบียน เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ และพยาบาลวิชาชีพ โดยจะทำหน้าที่ให้ข้อมูลต่างๆที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้บริการ ลงทะเบียนตรวจ ออกใบนัดตรวจ รับข้อร้องเรียนการให้บริการ ประสานงานเรื่องในกรณีคนไข้ที่ไม่สะดวกเดินทางมาโรงพยาบาล เช่น ส่งยาทางไปรษณีย์ เจาะเลือดที่บ้าน (Mobile LAB) และเยี่ยมคนไข้ที่บ้าน (Home visit)  รวมไปถึงคัดกรองอาการของผู้รับบริการเพื่อให้ผู้ใช้บริการได้รับการดูแลที่ทั่วถึง สะดวกสบาย รวดเร็วและเข้าถึงการบริการมากยิ่งขึ้น สามารถทำการติดต่อสอบถามได้ทั้งโทรศัพท์ ข้อความเฟสบุ๊ค และแอปพลิเคชันไลน์ ยกระดับการให้บริการให้มีมาตรฐานสากลผ่านการรับรองมาตราฐาน HA ขั้น 3 อาคารเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ,ผ่านการรับรองจาก สรพ. โปรแกรมการดูแลภาวะทางเดินหายใจ การอุดกั้นขณะหลับ (OSA) (ศูนย์วิเคราะห์สุขภาพการนอนหลับ) ,ผ่านการรับรองการพัฒนาคุณภาพสถานพยาบาลเฉพาะโรค หรือเฉพาะระบบคลินิคเบาหวานครบวงจรสําหรับผู้สูงอายุ (PDSC DM)  ,ผ่านการรับรองมาตรฐานสุขาภิบาลอาหาร SAN Plus “สะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน” มาตรฐานสุขาภิบาลอาหารภายใต้วิถีใหม่แบบยกระดับรับรองโดยสำนักงานสาธารณสุข จังหวัดเชียงใหม่ ,ห้องปฏิบัติการผ่านการรับรองความสามารถตามมาตรฐาน ISO 15190: 2020 และ ISO 15190: 2003จากสำนักมาตรฐาน ห้องปฏิบัติการ กระทรวงสาธารณสุข ,ผ่านการเยี่ยมสำรวจขององค์กรวิชาชีพเภสัชกรรมโรงพยาบาล ระบบยาและงานเภสัชกรรม จากสมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล (ประเทศไทย)

คณแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ดำเนินการตามวิสัยทัศน์ในการผลิตบัณฑิตแพทย์ สร้างสรรค์งานวิจัย และดูแลผู้ป่วยด้วยมาตรฐานสากล ตลอด 65 ปี เรามุ่งมั่นในการเป็นโรงเรียนแพทย์ในดวงใจ เพื่อยกระดับสุขภาวะของมวลมนุษยชาติด้วยความเป็นเลิศทั้งการศึกษา การวิจัย และการบริการ ภายใต้เกณฑ์รางวัลคุณภาพระดับมาตรฐานสากล

ย้อน 12 เหตุการณ์ คนไทย-สังคมโลก ผ่านสารพัดเรื่องราวตลอดทั้งปี 2567

ปี 2567 นับเป็นปีที่สังคมไทยเผชิญกับเหตุการณ์สำคัญหลากหลายด้าน ตั้งแต่การเมืองร้อนแรง ภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ คดีฉ้อโกงระดับประเทศ ไปจนถึงเรื่องราวที่สร้างรอยยิ้มและความภาคภูมิใจให้กับคนไทย ตลอดทั้งปีจะมีเหตุการณ์อะไรบ้าง 

ยุ่นรับเคราะห์ต้นปี แผ่นดินไหว 7.6 คร่าชีวิต 460 ราย วันถัดมาเครื่องบินชนกลางฮาเนดะ

ปี 2567 เริ่มต้นด้วยเหตุการณ์ที่สร้างความสูญเสียครั้งใหญ่ เมื่อวันที่ 1 มกราคม เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.6 ที่คาบสมุทรโนโตะ จังหวัดอิชิคาวะ ทางตอนกลางของญี่ปุ่นฝั่งตะวันตก สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นต้องออกประกาศเตือนสึนามิในหลายจังหวัด อาทิ อิชิคาวะ ยามางาตะ นีงาตะ โทยามะ ฟุกุอิ และเฮียวโงะ ก่อนที่จะยกเลิกในภายหลัง 

แรงสั่นสะเทือนดังกล่าวส่งผลให้เกิดอาฟเตอร์ช็อกกว่า 8,500 ครั้ง มีผู้เสียชีวิตสะสมมากกว่า 460 ราย และบาดเจ็บมากกว่า 1,300 คน โครงสร้างพื้นฐานได้รับความเสียหายอย่างหนัก ประเมินมูลค่าความเสียหายสูงถึง 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 5.9 แสนล้านบาท  

เพียงวันถัดมา วันที่ 2 มกราคม เหตุการณ์โศกนาฏกรรมอีกครั้งเขย่าขวัญคนทั่วโลก เมื่อเครื่องบินโดยสารสายการบิน Japan Airlines เฉี่ยวชนกับเครื่องบินของหน่วยยามฝั่งญี่ปุ่น ขณะลงจอดที่สนามบินฮาเนดะ กรุงโตเกียว ส่งผลให้เครื่องบินโดยสารเกิดเพลิงไหม้  

ผู้โดยสารและลูกเรือบนเครื่องบิน Japan Airlines รวม 379 คนสามารถอพยพออกจากเครื่องได้ในเวลาเพียง 18 นาที แม้มีผู้บาดเจ็บ 15 รายที่ต้องเข้ารับการรักษา แต่ไม่มีผู้เสียชีวิต อย่างไรก็ตาม ฝั่งเครื่องบินของหน่วยยามฝั่ง ซึ่งมีลูกเรือ 6 คนบนเครื่อง กลับต้องสูญเสียชีวิตถึง 5 ราย รอดชีวิตมาได้เพียงคนเดียว  

เหตุการณ์ทั้งสองสร้างความโศกเศร้าและความสูญเสียครั้งใหญ่ในช่วงต้นปี 2567 ทำให้ทั่วโลกจับตามองถึงมาตรการป้องกันภัยพิบัติและอุบัติเหตุทางอากาศของญี่ปุ่นในอนาคต

จับ 'ศรีสุวรรณ จรรยา' พร้อมพวก 6 คน ขู่เรียกรับเงิน 3 ล้านจากเจ้าหน้าที่รัฐ

'ศรีสุวรรณ จรรยา' ถูกจับพร้อมผู้ร่วมขบวนการ 6 คน ฐานข่มขู่เรียกเงินเจ้าหน้าที่รัฐ 3 ล้านบาท หลังจากมีการรวบรวมหลักฐานกว่า 4 เดือน ปัจจุบันคดีอยู่ระหว่างพิจารณาของอัยการ  

ช่วงปลายเดือนมกราคม 2567 เจ้าหน้าที่ตำรวจสนธิกำลังเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 3 แห่ง และจับกุมตัว ศรีสุวรรณ จรรยา นักร้องเรียนชื่อดัง หลังถูกกล่าวหาว่าร่วมขบวนการข่มขู่เรียกรับเงินจากเจ้าหน้าที่รัฐ

เหตุเริ่มต้นจาก นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เข้าร้องเรียนกับตำรวจว่าถูกข่มขู่ให้จ่ายเงิน 3 ล้านบาทเพื่อแลกกับการไม่ร้องเรียนเรื่องทุจริต ก่อนที่จะมีการต่อรองเหลือ 1.5 ล้านบาท การตรวจสอบของเจ้าหน้าที่พบว่า มีผู้เกี่ยวข้อง 3 คนที่มีพฤติกรรมเรียกรับเงิน

ในการจับกุมครั้งนี้ เจ้าหน้าที่วางแผนให้ผู้เสียหายนำเงิน 500,000 บาทไปแขวนไว้หน้าบ้าน เมื่อตรวจพบว่ามีการนำเงินเข้าไปในบ้านของนายศรีสุวรรณ เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวจับกุม นักร้องเรียนชื่อดังพยายามวิ่งนำเงินไปโยนทิ้ง แต่เจ้าหน้าที่สามารถไล่จับตัวได้ทันและควบคุมตัวไว้

คดีนี้เป็นการเปิดโปงเครือข่ายการเรียกรับผลประโยชน์ในวงการนักร้องเรียน และกลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้รายงานข้างต้นเป็นไปตามข้อมูลข่าว ยังต้องรอผลการพิจารณาคดีในชั้นศาลเพื่อยืนยันความถูกต้องของข้อกล่าวหา ผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ยังเป็นผู้บริสุทธิ์ และยังสามารถชี้แจง รวมถึงใช้สิทธิ์ต่อสู้ในชั้นศาลได้

กากอันตราย 1.3 หมื่นตัน ที่หายไป พบซุกซ่อนในโกดัง 3 จังหวัด

'กากแคดเมียม' โลหะอันตรายที่เสี่ยงก่ออันตรายแก่สุขภาพประชาชนให้กับประชาชน โดยโลหะอันตราย 1.3 หมื่นตัน ถูกย้ายจากต้นทางจังหวัดตาก ก่อนพบการกระจายซุกซ่อนในโกดัง 6 แห่งใน 3 จังหวัด ด้านกระทรวงอุตสาหกรรมสั่งขนย้ายกลับหลุมฝังกลบต้นทาง โดยดำเนินการเสร็จสิ้นช่วงกรกฎาคม 2567 พร้อมทั้งลงโทษผู้กระทำผิดบางรายแล้ว

ปฏิบัติการนี้เริ่มต้นจากการร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม (กมธ.) สภาผู้แทนราษฎร เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ระบุว่ามีบริษัทในจังหวัดตากขายกากแร่สังกะสีและแคดเมียมที่ควรฝังกลบไปยังบริษัทอื่นในจังหวัดสมุทรสาคร การสืบสวนพบว่าโลหะอันตรายเหล่านี้ถูกนำไปเก็บในสถานที่ต่าง ๆ เช่น โรงงานหล่อหลอมทองแดง และโกดังเก็บสินค้า  

จุดที่พบกากแคดเมียม 1. สมุทรสาคร:  6,151 ตัน ในตำบลบางน้ำจืด 1,005 ตัน ในโรงงานหล่อหลอมทองแดง 717 ตัน ในพื้นที่เพิ่มเติม 2. ชลบุรี 4,391 ตัน ในอำเภอบ้านบึง 3. กรุงเทพมหานคร: 150 ตัน บรรจุในถุงบิ๊กแบ๊ก ย่านบางซื่อ 4. โกดังอื่น ๆ 534 ตัน ในย่านคลองมะเดื่อ อ.กระทุ่มแบน  

แคดเมียม (Cadmium - Cd) เป็นโลหะหนักที่สะสมในร่างกายและส่งผลต่อปอด ตับ และไต อาจก่อให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ระคายเคืองทางเดินหายใจ และอันตรายถึงขั้นกระดูกผุ พรุน หรือเป็นโรคอิไต-อิไต  

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมในขณะนั้น น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล ลงพื้นที่ตรวจสอบและสั่งการขนย้ายกากแคดเมียมกลับสู่หลุมฝังกลบในจังหวัดตากให้แล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม 2567 พร้อมทั้งโยกย้ายเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในจังหวัดตากมาปฏิบัติราชการชั่วคราว  

ผู้กระทำผิดบางรายถูกดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด โดยศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกและปรับเป็นเงิน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐในการจัดการกับอุตสาหกรรมที่ละเมิดกฎหมาย  

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความจำเป็นในการควบคุมกากอุตสาหกรรมอย่างเข้มงวด และเฝ้าระวังการลักลอบขนย้ายวัตถุอันตราย เพื่อปกป้องสุขภาพประชาชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนในอนาคต

ไทยสำเร็จชาติแรกในอาเซียน ดีเดย์ LGBTQ จดทะเบียน 22 ม.ค.นี้

ประเทศไทยก้าวสู่ความเท่าเทียมทางเพศอย่างเป็นทางการ ด้วยการประกาศใช้พระราชบัญญัติสมรสเท่าเทียม พ.ศ. 2567 ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2568 ถือเป็นชาติแรกในอาเซียนที่ออกกฎหมายรองรับสิทธิการสมรสสำหรับบุคคลทุกเพศ

กฎหมายฉบับนี้แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยเน้นการปรับถ้อยคำให้เป็นกลางและครอบคลุม เช่น การเปลี่ยนคำจาก 'สามี' และ 'ภริยา' เป็น 'คู่สมรส' และคำว่า 'ชาย' และ 'หญิง' เป็น 'บุคคล' เพื่อให้ทุกเพศสามารถจดทะเบียนสมรสได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย 6 ประเด็นสำคัญของกฎหมายสมรสเท่าเทียม

อายุขั้นต่ำ: ปรับอายุขั้นต่ำสำหรับการหมั้นและสมรสจาก 17 ปี เป็น 18 ปี ความเท่าเทียมทางเพศ: รองรับการสมรสระหว่างบุคคลทุกเพศด้วยการปรับถ้อยคำในกฎหมายให้เป็นกลาง คำเรียกคู่สมรส: เปลี่ยนจาก 'สามี' และ 'ภริยา' เป็น 'คู่สมรส' เพื่อความเป็นธรรมทางเพศ การสมรสกับชาวต่างชาติ: เปิดโอกาสให้คนไทยสมรสกับชาวต่างชาติภายใต้กฎหมายไทย สิทธิในการรับบุตรบุญธรรม: คู่สมรสเพศเดียวกันสามารถรับบุตรบุญธรรมร่วมกันได้เช่นเดียวกับคู่สมรสชายหญิง สิทธิและหน้าที่คู่สมรส: มอบสิทธิเท่าเทียมในด้านมรดก การตัดสินใจทางการแพทย์แทนคู่สมรส และสิทธิในสวัสดิการจากรัฐ เหตุการณ์สำคัญสู่กฎหมายสมรสเท่าเทียม การออกกฎหมายนี้สะท้อนถึงความพยายามยาวนานของกลุ่มผู้สนับสนุนสิทธิความหลากหลายทางเพศในไทย กฎหมายความยาว 21 หน้า 69 มาตรา ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมไทยเพื่อความเท่าเทียม

เมื่อกฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ในปีหน้า ทุกคนในสังคมจะสามารถก้าวสู่ชีวิตสมรสได้อย่างเท่าเทียม ไร้การแบ่งแยกด้วยเพศ พร้อมรับสิทธิและความคุ้มครองทางกฎหมายอย่างเต็มที่

ทัพนักกีฬาไทยคว้า 6 เหรียญ 1 ทอง 3 เงิน 2 ทองแดง

การแข่งขันโอลิมปิกครั้งที่ 33 หรือ 'ปารีสเกมส์ 2024' ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม 2567 ทัพนักกีฬาไทยสร้างผลงานโดดเด่นด้วยการคว้า 1 เหรียญทอง 3 เหรียญเงิน และ 2 เหรียญทองแดง รวม 6 เหรียญรางวัล โดย 1 หรียญทอง มาจาก 'เทนนิส' พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ ที่คว้าเหรียญทองได้ จากเทควันโด รุ่น 49 กก.หญิง หลังเอาชนะ ฉิง กั๋ว จากจีน

อีก 3 เหรียญเงิน จาก 'วิว' กุลวุฒิ วิทิตศานต์ ในกีฬาแบดมินตันชายเดี่ยว ซึ่งก็นับเป็นเหรียญรางวัลเหรียญแรกในประวัติศาสตร์ของทีมแบดมินตันไทย ตั้งแต่ส่งเข้าร่วมการแข่งขันในปี 1992 ตามด้วย 'ฟ่าง' ธีรพงศ์ ศิลาชัย ยังคว้าเหรียญเงิน ยกน้ำหนักรุ่น 61 กก.ชาย และ 'เวฟ' วีรพล วิชุมา จะคว้าเหรียญเงิน ในรุ่น 73 กก.ชาย ได้สำเร็จด้วย

ส่วน 2 เหรียญทองแดง ได้จาก 'ออย' สุรจนา คำเบ้าจาก ยกน้ำหนัก ที่ทำได้ในรุ่น 49 กก.หญิง ส่วนอีกเหรียญทองแดงมาจาก 'บี' จันทร์แจ่ม สุวรรณเพ็ง ในมวยสากลหญิง รุ่น 66 กก.

โศกนาฏกรรมกลางวิภาวดี คร่าชีวิตนักเรียน 23 ราย

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2567 รถบัสนักเรียนจากโรงเรียนวัดเขาพระยาสังฆาราม จังหวัดอุทัยธานี เกิดเพลิงไหม้ขณะเดินทางกลับจากทัศนศึกษา บริเวณถนนวิภาวดีรังสิต หน้าศูนย์การค้าเซียร์รังสิต เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิต 23 ราย และบาดเจ็บอีกหลายราย โดยส่วนใหญ่เป็นเด็กนักเรียน  

คณะครูและนักเรียนจำนวน 44 คน เดินทางด้วยรถบัสเพื่อเยี่ยมชมอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาและศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ระหว่างเดินทางกลับ รถเกิดอุบัติเหตุยางหน้าซ้ายระเบิด ส่งผลให้รถเสียหลักชนแบริเออร์กลางถนน เกิดประกายไฟลุกไหม้อย่างรวดเร็ว  

ผู้โดยสาร 20 คนสามารถหนีออกมาได้อย่างปลอดภัย ขณะที่อีก 23 ชีวิตติดอยู่ในรถท่ามกลางเพลิงที่โหมกระหน่ำ เจ้าหน้าที่กู้ภัยพยายามเข้าช่วยเหลือ แต่ไม่สามารถเข้าถึงตัวรถได้ทันเวลา  

นายสมาน คนขับรถ อ้างว่าพยายามหาถังดับเพลิงจากรถคันอื่น แต่เกิดความตกใจจนหลบหนี ก่อนถูกจับกุมในเวลาต่อมา เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาทั้งหมด 4 ข้อหา รวมถึงขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต  

เหตุการณ์นี้นำไปสู่คำถามใหญ่เกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยของรถโดยสารและการจัดการทัศนศึกษาของโรงเรียน กระทรวงศึกษาธิการประกาศตรวจสอบมาตรฐานการเดินทางของนักเรียนทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน ประชาชนเรียกร้องให้รัฐเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสภาพรถโดยสารและบังคับใช้มาตรการความปลอดภัยอย่างจริงจัง  เหตุโศกนาฏกรรมนี้เป็นการย้ำเตือนถึงความสำคัญของมาตรการความปลอดภัยบนท้องถนน พร้อมถอดบทเรียนเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์สูญเสียเช่นนี้อีกในอนาคต

วิกฤตอุทกภัยในรอบ 30 ปี สะท้อนพลังน้ำใจคนไทย

ปีนี้ ประเทศไทยเผชิญกับอุทกภัยรุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี อันเนื่องมาจากพายุไต้ฝุ่นยางิและซูลิก ส่งผลกระทบต่อ 19 จังหวัด โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือ มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และประชาชนกว่า 43,000 ครัวเรือนได้รับผลกระทบ

วันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา ฝนที่ตกต่อเนื่องจากร่องมรสุมและมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ทำให้หลายพื้นที่โดยเฉพาะภาคเหนือเกิดน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วม และเส้นทางคมนาคมถูกตัดขาด ในจังหวัดเชียงราย น้ำป่าจากฝนหนักทำให้บริเวณมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายและถนนพหลโยธินจมน้ำ สร้างความลำบากในการสัญจร โดยบางพื้นที่รถเล็กไม่สามารถผ่านได้

วันที่ 17 สิงหาคม อุทกภัยฉับพลันใน 9 อำเภอของเชียงราย ส่งผลกระทบต่อ 1,665 ครัวเรือน แม้ว่าจะไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต แต่อำเภอเชียงแสนและขุนตาลได้รับความเสียหายอย่างหนักจากน้ำในแม่น้ำที่ระบายลงสู่แม่น้ำโขงไม่ทัน ต่อมาในวันที่ 18 สิงหาคม จังหวัดพะเยาและแม่ฮ่องสอนต่างได้รับผลกระทบ ขณะที่จังหวัดเพชรบูรณ์ในวันที่ 19 สิงหาคมเผชิญน้ำป่าไหลหลากในอำเภอหนองไผ่และหล่มสัก กระทบประชาชนกว่า 650 ครัวเรือน

วันที่ 23 สิงหาคม จังหวัดน่านเผชิญน้ำท่วมสูงถึง 3 เมตรในหลายพื้นที่ เช่น วัดภูมินทร์และชุมชนบ้านท่าลี่ ขณะที่จังหวัดแพร่ น้ำจากแม่น้ำยมท่วมพื้นที่เศรษฐกิจและศูนย์ราชการ โรงเรียนต้องหยุดการเรียนการสอนชั่วคราว

ระดับน้ำในแม่น้ำโขงที่เพิ่มสูงในเดือนกันยายน ทำให้จังหวัดเลย หนองคาย และนครพนมได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะในหนองคาย น้ำท่วมตัวเมืองสูงถึง 50 เซนติเมตร กระทบการดำเนินชีวิตของประชาชน

ในยามวิกฤต คนไทยทั่วประเทศได้แสดงความสามัคคีและน้ำใจ ด้วยการบริจาคสิ่งของและเงินทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัย มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก และสภากาชาดไทยได้จัดตั้งศูนย์รับบริจาค ขณะที่สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มอบกัปปิยภัณฑ์ 100,000 บาท สนับสนุนการทำโรงทานช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเชียงราย ภาครัฐ เช่น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ระดมเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือประชาชน พร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพื่อเร่งระบายน้ำในพื้นที่

นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์น้ำท่วม พร้อมส่งกำลังใจถึงผู้ประสบภัยทุกครัวเรือนและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่

สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้เป็นบทพิสูจน์ความสามัคคีของคนไทยที่ร่วมมือกันช่วยเหลือผู้เดือดร้อน พร้อมสร้างความหวังให้ผู้ประสบภัยสามารถฟื้นฟูชีวิตกลับสู่ภาวะปกติได้ในเร็ววัน

ยุบพรรคก้าวไกล-ถอดถอนเศรษฐา 'อุ๊งอิ๊งค์ แพทองธาร' ผงาดนายกฯ

ปี 2567 ถือเป็นปีที่การเมืองไทยเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญจากสองคดีใหญ่ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อการเมืองทั้งระบบ ได้แก่ การยุบพรรคก้าวไกล และการถอดถอนเศรษฐา ทวีสิน ส่งผลให้ประเทศไทยได้ นายกรัฐมนตรีคนที่ 31 แพทองธาร ชินวัตร

คดีที่ 1 ยุบพรรคก้าวไกล การยุบพรรคก้าวไกลเริ่มต้นจากการที่พรรคเสนอ นโยบายแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 ระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งปี 2566 ซึ่งถูกยื่นคำร้องว่าเข้าข่ายล้มล้างการปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาและตัดสินในวันที่ 31 มกราคม 2567 ว่าพรรคก้าวไกลมีการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ  

เหตุการณ์สำคัญ: 12 มีนาคม 2567 กกต. มีมติส่งคำร้องยุบพรรคก้าวไกลต่อศาลรัฐธรรมนูญ  7 สิงหาคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคก้าวไกล และตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรค 10 ปี  

หลังคำตัดสิน อดีตสมาชิกพรรคก้าวไกลจำนวน 143 คนได้ย้ายไปสังกัดพรรคใหม่ชื่อ **พรรคประชาชน** โดยมี ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นหัวหน้าพรรค พร้อมประกาศเป้าหมายการเปลี่ยนแปลงผ่านการเลือกตั้งในปี 2570  

คดีที่ 2 ถอดถอนเศรษฐา ทวีสิน เศรษฐา ทวีสิน เผชิญคดีที่เกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งพิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรี แม้นายพิชิตจะมีประวัติคดีอาญาในข้อหาละเมิดอำนาจศาลจากกรณีติดสินบนระหว่างพิจารณาคดีที่ดินรัชดาฯ  

เหตุการณ์สำคัญ เมษายน 2567 มีการยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. ให้สอบสวนเศรษฐา  พฤษภาคม 2567 พิชิตลาออกจากตำแหน่งเพื่อลดกระแสวิพากษ์วิจารณ์   สิงหาคม 2567ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งถอดถอนเศรษฐาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  

สองคดีนี้ไม่เพียงส่งผลต่อพรรคการเมืองและผู้นำ แต่ยังเปลี่ยนโฉมการเมืองไทยโดยสิ้นเชิง การถอดถอนเศรษฐาทำให้ 'แพทองธาร ชินวัตร' ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top