Friday, 24 July 2026
NewsFeed

เพชรบูรณ์ รองเสนาธิการ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย ตรวจผลการปฏิบัติงานของหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 16

พลตรี ณัญฐวุฒิ  นิลนนท์ รองเสนาธิการ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย หัวหน้าชุดตรวจติดตามประเมินผลการปฏิบัติงานตามแผนงาน โครงการ ประจำปี พ.ศ.2566 และคณะ ได้เดินทางมาตรวจผลการปฏิบัติงานของหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 16   สำนักงานพัฒนาภาค 1 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา โดยมี นาวาอากาศเอก ยุทธศาสตร์ ธรรมเดชศักดิ์ ผู้บังคับหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 16   สำนักงานพัฒนาภาค 1 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา นำกำลังพลให้การต้อนรับ พร้อมรับฟังบรรยายสรุปผลการปฏิบัติงานของหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 16  ในการพัฒนาและช่วยเหลือประชาชน

หลังจากนั้นได้เดินทางไปตรวจติดตามแผนงานโครงการ งานอาคารบริการน้ำดื่ม ระบบ RO ที่โรงเรียนบ้านดงน้ำเดื่อ ตำบลช้างตะลูด อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งได้เปิดการเรียนการสอนในระดับอนุบาล ถึงระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีนักเรียนและคณะครู รวม 582 คน ซึ่งทำให้ครู นักเรียนและผู้ปกครอง  ได้มีน้ำสะอาดไว้ดื่มกิน อีกทั้ง ยังช่วยลดค่าใช้จ่าย ในการซื้อน้ำดื่มช่วงเปิดภาคเรียนของผู้ปกครอง  เพื่อตอบสนองต่อยุทธศาสตร์ความมั่นคงของรัฐบาล เป็นการเตรียม คน ชุมชน พื้นที่ ให้เกื้อกูลกับการผนึกกำลังป้องกันประเทศ

อีกทั้ง ได้เดินทางไปตรวจติดตามโครงการปรับปรุง ถนนลูกรัง เป็น ค.ส.ล. ที่บ้านหนองดินดำ และได้เดินทางไปตรวจติดตามกลุ่มส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงจิ้งหรีด และพบปะเกษตรกรต้นแบบในโครงการเกษตรผสมผสานตามแนวพระราชทานเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้การดำเนินโครงการต่างๆ เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ที่หน่วยบัญชาการทหารพัฒนากำหนดไว้ ณ ตำบลบ้านกลาง อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์

ทั้งนี้ หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 16   สำนักงานพัฒนาภาค 1 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา       พร้อมดำเนินโครงการ 8 แผนงานหลัก ในการพัฒนาช่วยเหลือประชาชนชาวจังหวัดเพชรบูรณ์และพื้นที่ที่ได้รับมอบหมายจากหน่วยเหนือ ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อสร้างความกินดีอยู่ดี และพัฒนาคุณภาพชีวิต ให้กับประชาชนต่อไป

ราเมธ  บงแก้ว/มนสิชา  คล้ายแก้ว

‘ธนกร’ ให้กำลังใจ ‘รบ.ก้าวไกล’ ชี้ หลายนโยบายน่าห่วง แนะ ต้องปรับบ้าง หวั่น ม็อบกดดัน ส.ว. สร้างความขัดแย้ง

วันที่ (24 พ.ค. 66) ที่จากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 450 บาท ทำทันทีเมื่อเป็นรัฐบาลของพรรคก้าวไกล ที่ประกาศไว้ ว่า

จากที่ฟังความเห็นของผู้ประกอบการ เช่น รองประธานสภาหอการค้าไทย และ สภาอุตสาหกรรม ก็ออกมาให้ความเห็นไปแล้วว่า อาจจะส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการ บริษัทต้องปิดตัวลงจำนวนมากอย่างแน่นอน เข้าใจว่า ว่าที่นายกรัฐมนตรีคงต้องปรับตัว ไม่ว่านโยบายที่จะทำทันที ทำ 100 วัน

เมื่อเป็นรัฐบาลพรรคร่วม หรือกำลังจะเป็นนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคก้าวไกลก็จะต้องยึดหยุ่น ก็เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะไม่ใช่แค่นโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเท่านั้น หากไม่ปรับจะทำไม่ได้ แต่ถ้ามีการปรับเปลี่ยนไป อาจจะไม่ถูกใจกองเชียร์ เราต้องไม่ลืมว่าประชาชนเลือกมาเพราะนโยบาย

นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายนโยบายที่น่าเป็นห่วง เพราะว่าทำได้ยาก บางอย่างเป็นนโยบายที่ใช้หาเสียงแต่ปฏิบัติจริงได้ยาก แต่ทั้งหมดก็ต้องให้โอกาสพรรคก้าวไกลจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ ยังมีอีกหลายขั้นตอน

“เพียงแต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่เห็นด้วย คือ การเคลื่อนไหวกดดันสมาชิกวุฒิสภา ให้โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี เพราะเกรงว่าจะเกิดปัญหาความขัดแย้งแบบเดิม สิ่งที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ทำมาตลอด 7-8 ปี จะกลับไปเป็นแบบเดิม ซึ่งประเด็นนี้ พล.อ.ประยุทธ์ แสดงความเป็นห่วงเรื่องนี้มาก ไม่อยากให้เกิดการชุมนุมหรือเดินลงถนนกันอีก ความรุนแรงไม่ควรเกิดขึ้นแล้ว และควรเลิกได้แล้ว จึงหวังว่าวิธีการพูดคุยและเจรจา จะเป็นทางออกที่ดีที่สุด” นานธนกร กล่าว

“ป่อเต็กตึ๊ง เสริมสุขภาพ สร้างพลังใจ” นำหน่วยแพทย์อาสาฯ ลงพื้นที่ตรวจรักษาโรคทั่วไป จ่ายยา ฯลฯ พร้อมเลี้ยงอาหาร และมอบสิ่งของเครื่องใช้แก่กลุ่มเปราะบางในสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งชาย และสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งชายหญิงธัญบุรี จ.ปทุมธานี

เมื่อวันที่ 19 และ 23 พฤษภาคม 2566 ที่ผ่านมา  มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ มอบหมายให้ ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นำโดย นางสาวเนาวรัตน์ วรรณศิริ หัวหน้าแผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นางสาวศิริพร เอกบุตร หัวหน้าแผนกบริการและศาสนพิธี และนายชาญณรงค์ เสาวภา ผู้ช่วยหัวหน้าแผนกบริการและศาสนพิธี  นำทีมแพทย์อาสา เจ้าหน้าที่แผนกหน่วยแพทย์ฯ แผนกบริการ และอาสาสมัครมูลนิธิฯ  ลงพื้นที่สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งชายธัญบุรี และสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งหญิงธัญบุรี จ.ปทุมธานี ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป จ่ายยา คัดกรองเบาหวาน ตรวจวัดสายตาพร้อมแจกแว่น แจกไม้เท้า บริการตัดผม จัดเลี้ยงอาหาร และนำสิ่งของเครื่องใช้ ประกอบด้วย ชุดตรวจโควิด 19 (ATK) เครื่องนุ่งห่ม รองเท้าฟองน้ำ และเครื่องดื่มโกโก้สำเร็จรูป (แบบชง) มอบให้กับกลุ่มเปราะบาง เพื่อมุ่งหวังให้มีความสุขทั้งกายและจิตใจ มีคุณภาพชีวิตที่ดี และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข รวมงบประมาณการจัดเลี้ยงอาหารและเครื่องอุปโภคบริโภคไม่ต่ำกว่า 1.5 แสนบาท

ตลอดระยะเวลากว่า 113 ปี มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา  เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลาย ๆ ทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต” ต่อไป

#ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ##
#แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418
#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

สมาคมฮกเกี้ยนแห่งประเทศไทย มอบเงินช่วยเหลือเด็กผู้ป่วยโรคมะเร็ง รพ.จุฬาฯ

วันที่ 23 พฤษภาคม 2566 นายสันติ ซอโสตถิกุล นายกสมาคมฮกเกี้ยนแห่งประเทศไทย พร้อมคณะ บริจาคเงินจำนวน 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน) สมทบทุนหน่วยโลหิตวิทยาและมะเร็งเด็ก ฝ่ายกุมารเวชศาสตร์ รพ.จุฬาลงกรณ์ เพื่อระดมทุนช่วยเหลือเด็กผู้ป่วยโรคมะเร็ง สำหรับค่ายาและค่ารักษาบางประเภทที่ไม่สามารถเบิกได้จากสิทธิประกันสุขภาพพื้นฐาน เช่น ยาพุ่งเป้า หรือ การปลูกถ่ายไขกระดูก รวมถึงสนับสนุนค่าใช้จ่ายในระหว่างรับการรักษาและช่วยเหลือครอบครัวที่มีความขัดสน โดยมี  รศ.พญ.ดารินทร์ ซอโสตถิกุล หัวหน้าสาขาโลหิตวิทยาและมะเร็งเด็ก ฝ่ายกุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทย เป็นผู้รับมอบ ณ ห้องประชุม VIP ตึก สก. ชั้น รพ.จุฬาฯ

‘BCPG’ บริษัทย่อยเครือบางจาก ทุ่มเงิน 8.9 พันล้าน ร่วมลงทุนโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ 2 แห่ง

วันที่ (24 พ.ค. 66) บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ ‘BCPG’ เข้าลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ 2 แห่ง โดยใช้เงินลงทุนไม่เกิน 260 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือเทียบเท่า 8,919.30 ล้านบาท ซึ่งการลงทุนดังกล่าว ทำให้บริษัทได้มาซึ่งกำลังการผลิตติดตั้งตามสัดส่วนการถือหุ้นรวมทั้งสิ้น 426 เมกะวัตต์

โดยเมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2566 คณะกรรมการบริษัทได้มีมติอนุมัติให้บริษัทฯ เข้าลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในประเทศสหรัฐอเมริกา ต่อมาเมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2566 BCPG USA Inc. ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัทฯ ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้น (Purchase and Sale Agreement) กับ Frankin Power Holdings LLC (ผู้ขาย)

เพื่อทำรายการซื้อหุ้นในสัดส่วน 25.00% ของหุ้นทั้งหมดใน Hamilton Holdings I LLC (บริษัทเป้าหมาย) ในจำนวนเงินไม่เกิน 260,000,000 เหรียญสหรัฐฯ (หรือเทียบเท่า 8,919,300,000 บาท) ซึ่งบริษัทเป้าหมายถือหุ้น 100% 

มีโครงการดังต่อไปนี้

1.) โครงการโรงไฟฟ้าก๊ซธรรมชาติ Hamilton Liberty LLC (Liberty) มีขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 848 เมกะวัตต์ตั้งอยู่ในเขตอไซลัม (Asylum) รัฐเพนซิลเวเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะทำให้บริษัทฯ ถือหุ้นทางอ้อมในสัดส่วน 25% คิดเป็นกำลังการผลิตติดตั้งตามสัดส่วนเทียบเท่ากับ 212 เมกะวัตต์

2.) โครงการโรงไฟฟ้าก๊ซธรรมชาติ Hamiton Patriot LLC (Patriot) มีขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 857 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ในเขตคลินตัน (Cinton) รัฐเพนซิลเวเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะทำให้บริษัทฯ ถือหุ้นทางอ้อมในสัดส่วน 25% คิดเป็นกำลังการผลิตติดตั้งตามสัดส่วนเทียบเท่ากับ 214 เมกะวัตต์

ตำรวจไซเบอร์ แนะนำประชาชนสแกนใบหน้ายืนยันตัวตนที่สถาบันการเงิน ตัดวงจรภัยออนไลน์

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ โฆษก บช.สอท. ขอประชาสัมพันธ์แนะนำประชาชนให้ดำเนินการสแกนใบหน้าเพื่อยืนยันตัวตนกับสถาบันการเงินต่างๆ เพื่อตัดวงจรการกระทำผิดของมิจฉาชีพ ป้องกันภัยทางการเงินออนไลน์ ดังนี้

ตามที่เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้มีการประกาศเผยแพร่ พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 ซึ่งกำหนดให้มีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ 17 มี.ค.66 ที่ผ่านมาเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์อาชญากรรมทางเทคโนโลยีในปัจจุบัน คุ้มครองประชาชนซึ่งถูกหลอกลวงจนสูญเสียทรัพย์สิน ผ่านทางโทรศัพท์ หรือวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์จากมิจฉาชีพ โดย พ.ร.ก. ดังกล่าวมีสาระสำคัญ เช่น สถาบันการเงินมีอำนาจและหน้าที่ยับยั้งธุรกรรมทางการเงินที่ต้องสงสัย ธุรกรรมที่เกี่ยวข้องและเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิด  ผู้เสียหายสามารถแจ้งธนาคารเพื่ออายัดเงินในบัญชีด้วยความรวดเร็ว  ผู้เสียหายสามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ทั่วราชอาณาจักร และมีบทกำหนดโทษสำหรับผู้รับจ้างเปิดบัญชีธนาคาร หรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีเงินฝาก รวมไปถึงการซื้อขายเลขหมายโทรศัพท์ ซึ่งลงทะเบียนแล้ว แต่ไม่สามารถระบุตัวผู้ใช้บริการได้ เป็นต้น ซึ่งที่ผ่านมามีการกวาดล้างอาชญากรรมทางเทคโนโลยีจับกุมผู้กระทำความผิดอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดมีปฏิบัติที่สำคัญเข้าทำการตรวจค้นทั่วประเทศกว่า 40 จุด สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้หลายราย ตรวจยึดซิมโทรศัพท์ของกลางได้รวมกว่า 110,000 ซิม เพื่อตัดวงจรการครอบครองซิมโทรศัพท์มือถือของมิจฉาชีพนำไปใช้หลอกลวงประชาชน

ประกอบกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้กำหนดแนวปฏิบัติขั้นต่ำให้ทำสถาบันการเงินปฏิบัติตามเป็นมาตรฐานเดียวกัน ภายใต้มาตรการการจัดการภัยทุจริตทางการเงิน ลดช่องทางของมิจฉาชีพที่ใช้ในการเข้าถึงประชาชน ซึ่งมีมาตรการที่สำคัญ คือ 1.มาตรการป้องกัน 2.มาตรการตรวจจับและติดตามบัญชี หรือธุรกรรมที่ต้องสงสัย 3.มาตรการตอบสนองและรับมือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านมาตรการป้องกัน เช่น การยกเลิกการแนบ link ทางข้อความสั้น (SMS) และอีเมล  การปรับปรุงระบบการรักษาความปลอดภัยบน Mobile Banking ให้เป็นปัจจุบัน และการให้ประชน หรือลูกค้าทำการยืนยันตัวตนด้วยใบหน้า เพื่อยกระดับความปลอดภัยในการทำธุรกรรมการเงินผ่าน Mobile Banking ในกรณีการเปิดบัญชีแบบไม่เห็นใบหน้า (non-face-to-face)  กรณีการโอนเงินตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไปต่อครั้ง กรณียอดรวมของการโอนเงินทุก 200,000 บาทต่อวัน และกรณีการเปลี่ยนวงเงินในการทำธุรกรรม ซึ่งกำหนดให้แล้วเสร็จในเดือน มิ.ย.66 นั้น  

กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดย พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. ได้ขับเคลื่อนตามนโยบายของรัฐบาล โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รอง ผบ.ตร. ในการปราบปรามจับกุมผู้กระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับการให้ผู้อื่นใช้บัญชีธนาคาร และซื้อขายหมายเลขโทรศัพท์โดยผิดกฎหมาย ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การดำเนินการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมประเภทดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถยับยั้งความเสียหายได้ทันท่วงที รวมถึงสร้างการรับรู้ให้กับภาคประชาชนเพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

โฆษก บช.สอท. กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมา บช.สอท. ยังคงมุ่งหน้าปราบปรามจับกุมอาชญากรไซเบอร์อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ทั้งนี้ พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 ถือเป็นกฎหมายที่สำคัญ ที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันผลักดัน และวางมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาที่สำคัญของการหลอกลวงออนไลน์ ทำให้ภัยจากอาชญากรรมออนไลน์ลดลงอย่างต่อเนื่องอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตามฝากประชาสัมพันธ์ไปยังประชาชนเตรียมความพร้อมและเร่งดำเนินการเข้าไปยืนยันตัวตนด้วยการสแกนใบหน้าที่สถาบันการเงิน หรือธนาคารสาขาต่างๆ หรือตามช่องทางที่ธนาคารนั้นได้กำหนดเอาไว้ เพื่อให้การทำธุรกรรมการเงินไม่ติดขัด เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย และเพื่อเป็นการตัดวงจรการกระทำผิดของมิจฉาชีพก่อนจะนำเอาทรัพย์สินของประชาชนหลบหนีไป

ตำรวจไซเบอร์ภูเก็ต รวบ! ผู้ขายซิมม้าออนไลน์กว่า 500 ซิมต่อวัน

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 6 พ.ค.66 เจ้าพนักงานตำรวจ กก.1 บก.สอท.5 ได้รับแจ้งว่ามีบุคคลลักลอบประกาศ และโฆษณาขาย ซิมโทรศัพท์มือถือผ่านเฟสบุ๊ค ชื่อว่า“นาย'ย เอ็ม'ม” เจ้าพนักงานตำรวจจึงได้ตรวจสอบพบว่าเฟสบุ๊คดังกล่าว ชื่อบัญชี “นาย'ย เอ็ม'ม” เลขไอดี “100071837096787”
https://www.facebook.com/profile.php?id=100071837096787 ได้โพสต์ประกาศในเพจเฟสบุ๊ค ชื่อว่า “ซื้อขายซิม ไม่ลงทะเบียน และ ลงทะเบียน AIS DTAC TRUE”  ด้วยข้อความว่า “ Ais TheOneSIM 39.- 100เบอร์, “Dtac 20ซิม 35.- ลงทะเบียน&ไมลงทะเบียน ”, Dtac 39.- มีเงินในซิม  เป็นการขายซิมในราคาต่างๆ ทั้ง 3 เครือข่ายจริง

ต่อมาวันที่ 23 พ.ค.66 เจ้าพนักงานตำรวจ กก.1 บก.สอท.5 ได้นำหมายค้นของศาลจังหวัดระนองเพื่อเข้าค้น บ้านเลขที่ 176/9 ถ.ท่าเมือง ซ.2 ต.เขานิเวศน์ อ.เมือง จว.ระนอง พบนายนรทัต สีนามบุรี 
อายุ 17 ปี ยืนอยู่หน้าบ้าน โดยนายนรทัตฯ ได้นำตรวจค้นภายในบ้าน ผลการตรวจค้นพบซิมโทรศัพท์ซึ่งถูกลงทะเบียนแล้วจำนวนมาก 

เบื้องต้น โดยก่อนจะถูกจับกุมตนประกอบอาชีพขายของออนไลน์ และตนได้สั่งซื้อซิมโทรศัพท์มือถือที่ยังไม่ลงทะเบียนมาจากร้านเทเลวิช สาขาระนอง จากนั้นตนก็นำมาโพสต์ขายผ่านเฟสบุ๊คของตนเองชื่อบัญชี “นาย'ย เอ็ม'ม” เลขไอดี “100071837096787” https://www.facebook.com/profile.php?id= 100071837096787 ลงในกลุ่มเฟสบุ๊คซื้อขายซิม เมื่อมีลูกค้าสนใจสั่งซื้อซิมโทรศัพท์มือถือจากตน ตนก็จะลงทะเบียนใช้งานให้ โดยใช้ข้อมูลจากลูกค้าที่เคยซื้อขายซิมโทรศัพท์มือถือจากตน เมื่อลงทะเบียนเสร็จก็จะส่งให้ลูกค้าตามที่สั่ง เจ้าพนักงานตำรวจจึงแจ้งให้ ทราบว่าเป็นการกระทำความผิดฐาน “เป็นธุระจัดหา โฆษณา หรือไขข่าวโดยประการใด ๆ เพื่อให้มีการซื้อ หรือขายเลขหมายโทรศัพท์สำหรับบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งลงทะเบียน ผู้ใช้ บริการในนาม ของบุคคลหนึ่งบุคคลใดแล้ว แต่ไม่สามารถระบุตัวผู้ใช้บริการได้” จากนั้นจึงนำส่งพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย

ผลการปฏิบัติภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. ,พล.ต.ต.อำนาจ  ไตรพจน์ รอง ผบช.สอท. ,พล.ต.ต.ชรินทร์ โกพัฒน์ตา ผบก.สอท.5 ,พ.ต.อ.เอกวีร์ พงศ์สร้อยเพ็ชร รอง ผบก.สอท.5 ,พ.ต.อ.บัญชา ศรีสุข รอง ผบก.สอท.5,พ.ต.อ.อรรถพล มีเสียง รอง ผบก.สอท.5, พ.ต.อ.ศุภกร ธัญญกรรม ผกก.1 บก.สอท.5 ได้สั่งการว่าที่ พ.ต.ต.สุธี บุดดีคำ ปรก.กก.1 บก.สอท.5, ร.ต.อ.ขวัญชัย ปานคง รอง สว.กก.1 บก.สอท.5, ด.ต.พลชัย  พรหมทองรักษ์  ผบ.หมู่ กก.1 บก.สอท.5 พร้อมชุดสืบสวนดำเนินการจับกุม

‘จตุพร’ ชี้!! ส.ว.จะแสดงละครโหวต ‘พิธา’ เป็นนายกฯ แต่ถูกเกมการเมืองควบคุมตัวเลขไม่ให้ถึง 376 เสียงอยู่ดี

วันที่ (24 พ.ค. 66) ผู้สื่อข่าวโตโจ้นิวส์รายงานว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊กไลฟ์ประเทศไทยต้องมาก่อน ตอน ‘หายนะ?’ โดยเชื่อมั่นว่า ทุกสถานการณ์การตั้งรัฐบาล 8 พรรคทำเอ็มโอยูหนุนนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกฯ หรือพรรคเพื่อไทยแปลงร่างมารให้เป็นเทพมาจับมืออีกขั้วตั้งรัฐบาลแทนที่ ล้วนเป็นหายนะของประเทศ ดังนั้น ทุกทางเลือกจึงเดินมาถึงทางตัน สิ้นทางสงบสุขเป็นทางออก

นายจตุพร กล่าวว่า เอ็มโอยู (MOU) การร่วมรัฐบาลของ 8 พรรคการเมืองนั้น ดูเหมือนพรรคก้าวไกลถอยสุดซอย โดยไม่บรรจุการแก้ไข ม.112 การออกกฎหมายนิรโทษกรรม สุราก้าวหน้า สมรสเท่าเทียม อยู่ในเอ็มโอยูด้วย เพื่อลดแรงเสียดทานขัดขวางไปเป็นนายกฯ คนที่ 30

อีกอย่างการกำหนดเวลาประกาศเอ็มโอยู ยังกำหนดในวันที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นำทหารยึดอำนาจเมื่อ 22 พ.ค. 2557 นอกจากนี้ยังเกิดปรากฎการณ์ข่าวลือฮ่องกงและหนึ่งในพรรคร่วม 8 พรรคไปพบกับคณะ 3 ป.คนหนึ่งที่กัมพูชา สิ่งเหล่านี้จึงเป็นความพยายามแปลงร่างเทพให้เป็นมาร หรือมารกลายร่างเป็นเทพ ซึ่งเป็นละครอีกฉากแสดงหลอกขย่มพรรคก้าวไกล

นายจตุพร มั่นใจว่า เสียง ส.ว.มีแนวโน้มงดออกเสียงกับการเลือกนายกฯ ดังนั้น เสียงคงไม่ถึง 376 เสียงจากทั้งหมด 750 คนของการประชุมร่วมรัฐสภา ไม่เพียงเท่านั้น ถัดจากนี้ไป ส.ว.จะแสดงละครโดยการกำกับโหวตให้นายพิธา เป็นนายกฯ ทยอยออกมาเป็นลำดับ แต่ถูกควบคุมจำนวนตัวเลขไม่ให้ถึง 376 เสียงอยู่ดี

อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุแห่งเกมและการแสดงละครการเมืองของทุกฝ่ายนั้น ประเมินถึงชะตากรรมของนายพิธา จะไปไม่ถึงนายกฯ ขณะที่ ส.ว.บางส่วน ก็ลวงทิศ จะออกมาให้ข่าวราวกับหยอดน้ำข้าวต้มโหวตให้นายพิธา เพื่อเป็นการสร้างความหวังลมๆ แล้งๆ ตามบทละครที่ผู้สั่งการคอยกำหนดบทให้เล่น

นายจตุพร เชื่อว่า ทั้งข่าวการเจรจาตั้งรัฐบาลระหว่างเพื่อไทยกับพรรคภูมิใจไทยที่ฮองกง แม้ทุกคนเกี่ยวข้องออกมาปฏิเสธอย่างร้อนรน แต่ปรากฎการณ์นี้พรรคก้าวไกลย่อมรู้เช่นกันว่า กำลังจะถูกอะไรย้อนรอยมาหลอนชิงการจัดตั้งรัฐบาล อีกทั้ง 3 ป. คนหนึ่งไปกัมพูชา พร้อมมีพรรคการเมืองหนึ่งไปคุยกันที่นั้น ล้วนเป็นการปั่นความหวาดระแวงให้พรรคก้าวไกลหวั่นไหวทั้งสิ้น

รวมทั้งปรากฎการณ์เหล่านั้น คงมีส่วนให้พรรคก้าวไกลรอมชอมลดเงื่อนไขเอ็มโอยูลง ดังนั้น วิกฤตศรัทธาจะเกิดกับพรรคก้าวไกล เพราะการแถลงเอ็มโอยูที่กำลังถอยสุดซอยเท่ากับเป็นการสละอุดมการณ์เพื่อแลกกับอำนาจนายกฯ ซึ่งเป็นการแลกเพื่อทำลายตัวเอง แล้วยังไม่ได้เป็นนายกฯ อีกเสียด้วย

“ถ้าใครคิดว่า พรรคก้าวไกลแลกอุดมการณ์ของตัวเองแล้ว นายพิธา ยังได้เป็นนายกฯ ต้องไปเรียนหนังสือชั้นอนุบาลหรือ ป.1 เรื่องการนับตัวเลขกันใหม่ในการบวกลบ คูณหาร เพราะเสียงโหวตนายกฯ จะไม่ถึง 376 เสียงค่อนข้างชัดเจน”

ส่วนเพื่อไทยยื่นไม้ตายในตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรนั้น นายจตุพร กล่าวว่า เพราะรู้นายพิธา เป็นแคนดิเดตนายฯ คนเดียวของพรรคก้าวไกล และยังมีการตรวจสอบการถือหุ้นสื่อมวลชนด้วย ซึ่งส่อรอดจากคุณสมบัติขัดกับการลงสมัคร ส.ส.ได้ยาก ดังนั้น พรรคเพื่อไทยจึงมองไกลไปว่า ประธานสภาฯ จะอยู่ในมือ และแคนดิเดตนายกฯ ก็จะอยู่ในมือ และเชื่อพรรคก้าวไกลจะเกิดความพินาศย่อยยับ

นายจตุพร คาดว่า พรรคเพื่อไทยอาจถูกยุบพรรคมาแรงแซงทางโค้งกว่าคุณสมบัติของนายพิธา ตลอดจนการคิดหนทางสู้อำนาจการเมืองจึงเป็นระเบิดเวลาทำลายตัวเองทั้งสิ้น แม้โชว์เหนือต้องการอำนาจมาอยู่กับตัวเอง จึงเกิดความหวาดระแวงกันขึ้น ดังนั้น ทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยจึงกลายเป็นการโชว์ความหายนะมากกว่าการโชว์เหนือกว่พรรคก้าวไกล

“ถ้าสมการไปตามข่าวลือแล้ว พรรคก้าวไกลอาจถูกทิ้งให้เป็นฝ่ายค้าน แล้วที่เหลือจะไปจับมือจัดดุลอำนาจตั้งรัฐบาลกันใหม่ ใครคิดว่าบ้านเมืองจะจัดกันอย่างง่ายดายนั้นจะไม่ง่ายตามที่คิดเลย เพราะความรู้สึกที่สั่งสมกันมาจะรอวันระเบิดขึ้น ยิ่งเมื่อจะมีชุมนุมกันพรุ่งนี้ (23 พ.ค.) เพื่อกดดัน ส.ว. ก็อาจมี ส.ว.พูดเอาใจโหวตให้นายพิธา แต่รวมความแล้วจะไม่ถึง 376 เสียงอยู่ดี”

นายจตุพร กล่าวว่า ความขัดแย้งจะเกิดขึ้นคือ ถ้าเกิดเหตุการณ์ตั้งรัฐบาลแข่งกันแล้ว พรรคก้าวไกลกับพรรคเพื่อไทย จะมองหน้ากันไม่ติด มวลชนจะมีปัญหาตามมา ส่วน ส.ว.จะแสดงบทบาทความรู้สึกเอาใจรัฐบาล นอกจากนี้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะลงดาบฟันพรรคการเมืองด้วยการยุบพรรค การรับรอง ส.ส.พร้อมสอยไปด้วย

อีกทั้งให้จับตา กกต. ชี้ขาดข้อหาการถือหุ้นสื่อมวลชน ที่จะกดดันให้นายพิธา ต้องหยุดปฎิบัติหน้าที่เป็นแคนดิเดตนายกฯ แล้วตามด้วยยุบพรรคเพื่อไทย ดังนั้น การเมืองจะไม่มีความสมหวัง แต่จะมีคำตอบสุดท้ายคือ เลือดที่ไม่ต้องการให้เกิดการนองพื้นกันอีกแล้ว

“เดินมาถึงจุดหนึ่งต้องยอมรับความจริงว่า 8 พรรคจะตั้งรัฐบาลไม่ได้ ถ้าไม่ยอมรับความจริงนี้แล้ว จะไปยากมาก แม้อีกฝ่ายหนึ่งจะเข้ามาจัดตั้งรัฐบาลโดยการย้ายขั้วเปลี่ยนข้างจาก 8 พรรค แต่จะพังพินาศกันไปหมด”

นายจตุพร กล่าวว่า มีการเสนอแนวทางยื้อเวลาให้ ส.ว.หมดวาระ แต่ยังมี กกต.กับศาล รธน. คอยเป็นกับดักขวางทางตั้งรัฐบาลอยู่ จึงยากที่จะให้การยื้อถ่วงเวลา ส.ว.หมดวาระได้ นอกจากนี้การเสนอให้พลังกดดันลงถนนคงมีแต่ความฮึกเหิม แต่จะถูกการตอบโต้ให้เกิดความขัดแย้งขึ้น เพื่อเป็นการทำลายความชอบธรรมให้พังกันไปเป็นทิวแถวอีกเหมือนเดิม

“ความจริงบทเรียนนี้อธิบายกันหลายอย่างแต่ทุกคนไม่สนใจ ถ้าเอาประเทศไทยมาก่อนก็ไปได้ แต่กลับเอาตัวเองมาก่อนประเทศไทย เมื่อต้องการเลือกนับหนึ่งของตัวเอง ดังนั้น เรียกร้องให้เสียสละจะเป็นเรื่องยากมาก เพราะทุกคนเห็นแก่ตัวเองทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม ในโลกความเป็นจริงไปไม่ถึง 376 และนายพิธา จะเจอข้อหาคุณสมบัติ แล้วคดีการยุบพรรคตามมาอีก”

นายจตุพร เชื่อว่า สถานการณ์ขณะนี้เข้าสู่ทางตัน แม้ยังมีการเคลื่อนไหวตั้งรัฐบาลได้อยู่ เพราะอยู่เป็นช่วงเวลา 2 เดือนที่ กกต.ทำหน้าที่รับรอง ส.ส. ขณะเดียวกัน หากเกิดการตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย ยิ่งเกิดหายนะอย่างแรง การย้ายขั้วไปจับมือกับซีกรัฐบาลเดิมก็พังเหมือนกัน ถ้าพรรคเพื่อไทยไปด้วยการแปลงร่างจากการยุบตัวเอง โยกเข้ามาก็ได้ แบบไหนก็พินาศเหมือนกัน

“ส.ว.คนหนึ่งบอกจะยกมือให้นายพิธาเท่านั้น มันไม่มีเหตุผล เพราะเขามีจุดยืนอยู่อีกซีกชัดเจน และลูกก็ลง ส.ส.อีกพรรคหนึ่งด้วย สิ่งนี้เป็นคำพูดอาบยาพิษ เพราะรู้ปลายทางว่านายพิธาไปไม่ถึงนายกฯ แล้ว เพราะเห็นข้อมูลหมด จึงพูดออกมาแบบน้ำกรดแช่เย็น อีกฝ่ายก็ขอบคุณตอบรับทันที”

นายจตุพร ย้ำว่า นายพิธา จะไม่มีวันได้รับเลือกให้เป็นนายกฯ และพรรคเพื่อไทยก็ยังไม่ย้ายขั้วไปก่อน ถึงที่สุดต้องดูปรากฎการณ์ปลายเดือนนี้หรือต้นเดือนหน้า พรรคเพื่อไทยอาจจะถูกยุบพรรคก็ได้ ดังนั้น การเมืองถ้าคิดข้างเดียวจะสวยงามมาก ไม่มีคำถามแย้งเลยว่า อีกฝ่ายจะคิดอย่างไร โดยไม่คำนึงว่า ความจริงคืออะไร และวิกฤตกำลังจะก่อตัวกันอยู่

อย่างไรก็ตาม ถ้าพรรคหนึ่งใน 8 พรรคกำลังไปดีลตั้งรัฐบาลกับอีกขั้วหนึ่งนั้น ทั้งปรากฎการณ์ฮ่องกงหรือหารือที่กัมพูชา ล้วนเป็นสิ่งทำให้เกิดความหวาดระแวงในฝ่ายพรรคประชาธิปไตยเดียวกัน และการร่วมตัวกัน 313 เสียงห่างไกลกับ 376 เท่าไร ดังนั้น การทำท่าจับมือกัน เป็นเพียงละครแสดงบทร่วมกันไปก่อนเท่านั้น

“เมื่อเหตุผลให้พรรคก้าวไกลเข้าสู่อำนาจได้ แต่ยอมสละแนวทาง อุดมคติ อุดมการณ์ของตัวเองที่ได้ประกาศจนได้รับเลือกตั้ง หากนายพิธา เป็นนายกฯ แล้วเสนอแก้ ม.112 หรือออกกฎหมายนิรโทษกรรมแล้ว พรรคก้าวไกลก็ต้องลงนามด้วย สิ่งเหล่านี้เป็นความหวาดระแวงของกลุ่ม ส.ว.ที่ตั้งแรงค้านอยู่ดี”

‘ไทยซัมมิท’ ทุ่ม 5 พันล้าน พัฒนาฐานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ รองรับ EV จีน หวังกวาดรายได้ทั้งใน-นอกประเทศ 9 หมื่นล้าน

กลุ่มไทยซัมมิทเดินหน้าลงทุนอีก 5,000 ล้าน พัฒนาฐานผลิตทั้งในและต่างประเทศ ระบุหลังโควิดยอดขายสูงกำไรลดลง เผย ได้งานค่ายบิ๊กทรีในอเมริกา ส่วนในไทยเดินหน้าปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต รับค่ายรถจีนอีกอย่างน้อย 5 แบรนด์ ลั่น ปีนี้โกยรายได้ไม่น้อยกว่า 9 หมื่นล้าน

(24 พ.ค. 66) นางสาวชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ รองประธานอาวุโส กลุ่มบริษัทไทยซัมมิท ผู้ผลิตชิ้นส่วนรายใหญ่ เปิดเผยถึงแผนการดำเนินธุรกิจในปีนี้ว่า กลุ่มไทยซัมมิทเตรียมงบประมาณสำหรับการลงทุนไว้ 5,000 ล้านบาทเป็นอย่างน้อย โดยหลัก ๆ เน้นการลงทุนตามอุตสาหกรรม โดยแบ่งเป็นการลงทุนสำหรับธุรกิจในประเทศไทย ที่จะเน้นการลงทุนแม่พิมพ์สำหรับรองรับโมเดลใหม่ ๆ รวมทั้งการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต และการลงทุนในต่างประเทศ ทั้งอเมริกาใต้, สหรัฐอเมริกา, อินเดีย รวมไปถึงฐานการผลิตในภูมิภาคอาเซียนทั้งเวียดนามและอินโดนีเซีย

“เรียกว่าการลงทุนของไทยซัมมิทในปีนี้ หลัก ๆ จะเป็นการลงทุนสำหรับฐานการผลิตในต่างประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะในอเมริกา ซึ่งลูกค้าหลักในกลุ่ม Big 3 เริ่มขยับมาลงทุนในส่วนของรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น ส่วนในไทยเองเราก็กำลังเตรียมงานเพื่อรองรับลูกค้าในส่วนนี้ล่วงหน้า อย่างน้อย 3-4 ปี ล่วงหน้า ซึ่งต้องรอให้บรรดาค่ายรถยนต์ออกมาประกาศความชัดเจน แต่วันนี้ไทยซัมมิทเตรียมงานในส่วนนี้และยุ่งกับตรงนี้อยู่” นางสาวชนาพรรณ กล่าว

นอกจากนี้ นางสาวชนาพรรณยังเปิดเผยถึงโอกาสของกลุ่มไทยซัมมิท หลังจากมีรถ EV เข้ามาบุกตลาดในไทยอย่างต่อเนื่อง และเร็ว ๆ นี้จะมีค่ายรถแบรนด์จีนอีก 4-5 แบรนด์ พร้อมที่จะขึ้นไลน์ผลิตในประเทศไทย ซึ่งไทยซัมมิทได้มีโอกาสซัพพลายชิ้นส่วน ทั้งแบรนด์ที่ไฟนอลแล้วและแบรนด์ที่กำลังเตรียมเข้ามาทำตลาด ไทยซัมมิทอยู่ระหว่างการนำเสนอราคา

นอกจากนี้ อาจจะมีการลงทุนเพื่อตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมา แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ หลังจากก่อนหน้านี้การบริหารจัดการภายในประเทศได้มีการปรับเปลี่ยน และโรงงานบางส่วนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

“ตอนนี้บางรายให้เราเข้าไปเสนอราคาและนำเข้าไปที่จีน พวกที่ยังไม่จบคือยังอยู่ระหว่างทำราคากันอยู่ ส่วนกลุ่มที่จบแล้วกำลังดูว่าแต่ละโมเดลเราได้อะไรมากน้อยแค่ไหน ก็คละ ๆ กันไป ผลประกอบการตอนนี้ยอดขายสูงจริง แต่กำไรกลับลดลง” สำหรับในแง่ของเป้าหมายการดำเนินธุรกิจในปีนี้ คาดว่าจะมีรายได้รวมไม่น้อยกว่า 90,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายได้จากการดำเนินธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ส่วนนโยบายหลัก ๆ ในการขับเคลื่อนธุรกิจนั้น คือเน้นเติบโตไปในทิศทางเดียวกับอุตสาหกรรม โดยในส่วนของความสามารถในการทำกำไรหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 นั้น ทำให้ภาคธุรกิจมีการปรับเปลี่ยน แม้ว่าจะมียอดขายที่เพิ่มขึ้น แต่ในส่วนของกำไรนั้นกลับลดลง ต้นทุนในการผลิตโดยรวมเพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการต่างต้องพยายามในการควบคุมบริหารจัดการต้นทุนการผลิตให้ได้ประสิทธิภาพ

“ปีนี้เราเองก็ยังไปไม่ถึงตัวเลขที่ตั้งใจไว้ คือแสนล้าน เพราะปัจจัยทุกอย่างเปลี่ยน แต่ถ้าธุรกิจของคนไทยสามารถก้าวขึ้นไปในระดับนั้นได้จริงจะถือเป็นความภูมิใจและไทยซัมมิทเองอยากจะไปให้ถึงตรงนั้นให้ได้” นางสาวชนาพรรณ กล่าว
.
รวมถึงการเดินหน้าพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เพราะอนาคตอันใกล้ผู้ผลิตรถยนต์แบรนด์ต่าง ๆ โดยเฉพาะแบรนด์จีนที่รัฐบาลไปชักชวนมาลงทุนในประเทศไทยน่าจะเริ่มเดินเครื่องได้ อนาคตเชื่อว่าน่าจะเกิดปัญหาขาดแคลนบุคลากรและอาจจะมีการแย่งงานกัน เพราะอย่างน้อยจะมี 5 โรงงานที่จะเกิดขึ้นใหม่ ถ้าจะประเมินคราว ๆ 1 โรงงานใช้พนักงาน 1,000 คน และกลุ่มผู้ผลิตรายเดิมก็ต้องมีการปรับปรุงขยายไลน์ผลิตเพิ่มเติม

ตรงนี้คือสิ่งที่ผู้ประกอบการให้ความสำคัญ เนื่องจากทุกคนต่างต้องการพนักงานที่มีความพร้อมในการทำงานได้ทันที และยังไม่นับรวมอุตสาหกรรมที่ใกล้เคียง หรือมีความใกล้ชิดจะถูกดึงตัวไป ไทยซัมมิท มองว่าตรงนี้อาจจะกลายเป็นปัญหากระทบกันทั้งซัพพลายเชน ถ้าไม่เร่งหาทางออก

‘สุธรรม’ ขอบคุณชาวนครศรีฯ ให้โอกาสทำหน้าที่ ส.ส. พร้อมเร่งลงพื้นที่สร้างการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีแก่ ปชช.

(24 พ.ค. 66) นายสุธรรม จริตงาม ว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) จังหวัดนครศรีธรรมราช เขต 6 เปิดเผยว่า ขอขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ให้เสียงสนับสนุนในการได้รับเลือกตั้งในพื้นที่เขต 6 ซึ่งตนได้ทำงานกับประชาชนมาอย่างต่อเนื่องตลอด 3 ปีทีผ่านมา ทำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่น ทั้งนโยบายของพรรค และการเข้าถึงพื้นที่ของตนเอง จนสามารถรับรู้ปัญหาของพี่น้องประชาชน ซึ่งได้รับความไว้วางใจให้เป็นที่ว่าที่ ส.ส.หน้าใหม่ของจังหวัด โดยตนจะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี โดยมีเป้าหมายทำให้ประชาชนอยู่ดี กินดีขึ้น

“ตำแหน่งที่ผมได้รับมอบหมาย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาล หรือฝ่ายค้าน ผมพร้อมจะทำงานอย่างเต็มที่ และเต็มกำลัง เพื่อผลักดันให้เกิดการพัฒนาพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม หรือเกิดการเปลี่ยนแปลง ภายใน 6 เดือน ถึง 1 ปีให้เป็นผลสำเร็จ” นายสุธรรม กล่าว

นายสุธรรม กล่าวต่อว่า ปัญหาส่วนใหญ่ของประชาชนในพื้นที่มีความหลากหลาย ทั้งเรื่องปากท้อง ค่าครองชีพ ราคาสินค้าเกษตร ที่ได้รับผลกระทบในภาพรวม จำเป็นที่จะต้องเร่งแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และดำเนินการอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าบางเรื่องจะเป็นเรื่องที่ยาก และเกี่ยวข้องหลายภาคส่วน ในฐานะ ส.ส.ตนจะทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงและประสานงานให้ดีที่สุดเพื่อให้พี่น้องได้รับการยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top