ธนาคารไทย แข็งแกร่งแค่ไหน? ภาพรวมสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์
แข็งแกร่ง!! ‘ธนาคารแห่งประเทศไทย’ ชี้!! ระบบธนาคารพาณิชย์ไทย ยังมีเสถียรภาพและความเข้มแข็ง เผย ตัวเลขผลประกอบการไตรมาส 1/66 มีเงินกองทุน เงินสำรองและสภาพคล่องอยู่ในระดับสูง
แข็งแกร่ง!! ‘ธนาคารแห่งประเทศไทย’ ชี้!! ระบบธนาคารพาณิชย์ไทย ยังมีเสถียรภาพและความเข้มแข็ง เผย ตัวเลขผลประกอบการไตรมาส 1/66 มีเงินกองทุน เงินสำรองและสภาพคล่องอยู่ในระดับสูง
‘สารัชถ์ รัตนาวะดี’ อาศัยจังหวะที่หุ้น GULF ร่วง -10% เพราะความกังวลนโยบาย ‘ทลายทุนผูกขาด’ ช้อนซื้อหุ้นบริษัทตัวเองเพิ่มอีก 17 ล้านหุ้น ด้วยเงินกว่า 800 ล้านบาท
เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 66 นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) รายงานก.ล.ต.ว่าได้ใช้เงินประมาณ 818 ล้านบาทในการเข้าซื้อหุ้น GULF รวม 17.0898 ล้านหุ้น ในช่วง 3 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 17 พ.ค. 66 ซื้อจำนวน 6 ล้านหุ้น ราคาเฉลี่ย 47.79 บาท/หุ้น เป็นเงินประมาณ 286.74 ล้านบาท วันรุ่งขึ้นซื้ออีก 5 ล้านหุ้น ราคาเฉลี่ย 48.20 บาท เป็นเงิน 241 ล้านบาท และวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา ซื้อเพิ่ม 6,089,800 หุ้น ราคาเฉลี่ย 47.62 บาท ประมาณ 290 ล้านบาท ทำให้มีหุ้นทั้งสิ้น 4,202,177,897 หุ้น
ทั้งนี้จากโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่ พบว่านายสารัชถ์ถือหุ้นอันดับหนึ่ง จำนวน 4,185.09 ล้านหุ้น สัดส่วน 35.67% ด้านหุ้น GULF ราคาปิดที่ 48.50 บาท บวก 0.25 บาท หรือ +0.52% เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 66
ก่อนหน้านี้ 12 พ.ค. 66 ราคาหุ้น GULF ปิดที่ 52.50 บาท แต่เมื่อผลการเลือกตั้งวันที่ 14 พ.ค.ที่ผ่านมา ออกมาพลิกล็อก พรรคก้าวไกลคว้าชัยชนะ มีสิทธิจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งมีนโยบายในการปรับลดค่าไฟฟ้า เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายของประชาชน ส่งผลกระทบให้ราคาหุ้นกลุ่มไฟฟ้าทรุดตัวลงแรง ไม่เว้น GULF ที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งและกระจายธุรกิจเพื่อสร้างรายได้หลากหลายวันที่ 15 พ.ค. ราคาปิดที่ 48 บาท รูดลง 4.50 บาทคิดเป็น -8.57%
(24 พ.ค. 66) สวัสดีครับ… เริ่มต้นวันนี้ก็ต้องยอมรับว่ากระบวนท่าของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์และคณะก้าวไกล หลังพิธีกรรมเอ็มโอยู โดยเดินสายไปพบกับสภาอุตสาหกรรม เมื่อวันที่ 23 พ.ค.ที่ผ่านมา แม้ใครหลายคนจะขัดหูขัดตากิริยาอาการนั่งไขว่ห้างระหว่างพูดคุยอยู่บ้าง แต่ก็ได้รับคำชมเปาะจากนายเกรียงไกร เธียรนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมว่า “ว่าที่นายกฯ ทิม พิธา นุ่มลึกและลุ่มลึก เข้าใจปัญหาต่างๆ ดีมาก”
เท่าที่ทราบ นายพิธาและพรรคก้าวไกลออกแบบว่า ระหว่างนี้ คณะกรรมการ 2 ชุด คือ ชุดเจรจา และชุดเปลี่ยนผ่านจะทำงานทุกวัน ส่วนหนึ่งก็เพื่อสร้างความยอมรับ เสียงขานรับให้กับว่าที่นายกฯ คนที่ 30 แบบว่าไม่ปล่อยให้เวลาหรือไทม์ไลน์อันยืดย้วยของระบบการเมืองไทย มาทำให้รัฐบาลผสม 313 เสียง หลุดจากพื้นที่ข่าวไปแม้เพียงนาทีเดียว…
อย่างไรก็ตาม บรรทัดนี้ สาธุชนก็พึงรับทราบและฟังอีกครั้ง ถึงไทม์ไลน์การเมืองที่ ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้แจกแจงไว้ว่า ไทม์ไลน์น่าจะเป็นไปตามนี้…
- 13 ก.ค. คือวันสุดท้ายที่ กกต.จะรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส.
- 20 ก.ค. คือวันสุดท้ายที่ ส.ส.จะรายงานตัว
- 24 ก.ค. พิธีเปิดประชุมรัฐสภา
- 25 ก.ค. เลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร
- 26 ก.ค. โปรดเกล้าแต่งตั้งประธานสภา
- 3 ส.ค. ประชุมรัฐสภาเลือกนายกรัฐมนตรี
- 10 ส.ค. ได้ ครม.ชุดใหม่
- 11 ส.ค. ครม.ชุดใหม่ถวายสัตย์ปฏิญาณ และเป็นวันสุดท้ายของ ครม.รักษาการ
ดูไทม์ไลน์ดังที่ว่ามาแล้ว อีกตั้ง 2 เดือนเศษกว่าจะถึงวันโหวตนายกรัฐมนตรี แต่เป็นที่รู้กันว่าใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี จะรู้กันตั้งแต่วันเลือกตำแหน่งประธานสภาแล้ว ซึ่งสรุปความตามท้องเรื่องในขณะนี้ให้สั้นที่สุดก็คือ พรรคก้าวไกลฮึ่มฮั่มกันทั้งจากนอกพรรคและในพรรค ว่าต้องเป็นของพรรคก้าวไกลเท่านั้น… ขณะที่พรรคเพื่อไทยตั้งธงว่า ขอตำแหน่งนี้ ด้วยเหตุผลที่ว่า แม้จะเป็นพรรคอันดับ 2 แต่คะแนนเสียงห่างกันแค่ 11 เสียงเท่านั้น…
และวันนี้… เริ่มแล้ว เมื่อนายอดิษร เพียงเกษ หัวหมู่ทะลวงฟันของพรรคเพื่อไทย ออกมาเปรี้ยงปร้างสอนน้องๆ ก้าวไกลว่า อย่าริกินรวบ ตำแหน่งประธานสภาต้องเป็นของเพื่อไทย หลังจากที่เมื่อวันก่อนนายปิยบุตร แสงกนกกุล ผู้ทรงบารมีนอกพรรคของก้าวไกล บอกว่าเก้าอี้ประธานสภาปล่อยให้ใครไม่ได้ เพราะก้าวไกลถอยมามากแล้ว…
จะว่าไปงานนี้ ทั้งก้าวไกลและเพื่อไทยอึดอัดจนจุกอกทั้งคู่… พรรคก้าวไกลนั้น หากเก้าอี้นี้หลุดมือ เก้าอี้นายกฯ ก็อาจหลุดตาม หรือต่อให้ได้เป็นนายกฯ แต่ประธานสภาเป็นของพรรคอื่น การจะขับเคลื่อนแก้ไขมาตรา 112 และอีก 44 กฎหมายของพรรค คงเดินหน้าลำบากขึ้น ส่วนพรรคเพื่อไทยนั้น หากยื่นคำขาดว่า ถ้าไม่ได้เก้าอี้ประธานสภาก็ไม่ร่วมรัฐบาล แล้วพลิกเกมไปจับมือกับพรรคภูมิใจไทย และพลังประชารัฐ… ก็คงจะโดนกระหน่ำจาก ‘ด้อมส้ม’ และคนทั่วไปกระอักเหมือนกัน
ตำแหน่งประธานสภาจึงเป็นตำแหน่งวัดใจ วัดเกม และวัดกึ๋นของพรรคก้าวไกลและเพื่อไทย หนนี้หวยคงไม่ไปออกที่พรรคเล็กเหมือนเมื่อปี 2526 ที่พรรค 3 เสียงของนายอุทัย พิมพ์ใจชน ส้มหล่นได้เป็นประธานสภา แต่จะเป็นใคร? รอกันอีกไม่กี่อึดใจ…
ไม่เพียงแต่เราๆ ท่านๆ เท่านั้นที่ลุ้นระทึก นาทีนี้บรรดาท่านสมาชิกวุฒิสภาได้ส่งสัญญาณไปยังบางพรรคแล้ว ว่าเกมทั้งหมดอย่าให้ถึงมือ ส.ว.เลย ขอให้จบกันที่การโหวตเลือกประธานสภาเถอะ ประธานจะชื่อนายสุชาติ หรือชื่อนายชลน่านก็ว่ากันไป จากนั้นค่อยเสนอชื่อนายกฯ จะชื่อ อุ๊งอิ๊ง ชื่อประวิตร หรือชื่ออนุทิน… ส.ว.ส่วนใหญ่จะจัดให้
เอวัง – สวัสดี
เรื่อง : เล็ก เลียบด่วน
(24 พ.ค. 66) นายกิตติ เชี่ยววงศ์กุล หรือ ‘เกลือ เป็นต่อ’ นักเขียนบท และผู้กำกับละครชื่อดัง ได้โพสต์คลิปลงใน TikTok ระบายความรู้สึกจากก้นบึ้งของหัวใจ เกี่ยวกับความเคารพรัก ความภักดี และความรู้สึกที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่เทิดทูนไว้อยู่เหนือสิ่งอื่นใด โดยมีใจความว่า…
“เอาคนที่ด่าในหลวง มาแก้กฎหมายปกป้องในหลวงงั้นเหรอ? คุณเชื่อก็ได้คุณมีสิทธิ์จะเชื่อ แต่ผมไม่เชื่อ ผมไม่เชื่อว่าคนที่โพสต์ Social ด่าในหลวง จะมาเขียนกฎหมายปกป้องในหลวง ก็แล้วแต่ เพราะอย่างไร สุดท้ายประเทศนี้ก็เป็นประชาธิปไตย แต่สิ่งที่ผมอยากจะบอกคุณก็คือ คุณอย่าหลอกตัวเอง ว่าเขาพยายามจะปกป้อง คุณดูประวัติ ส.ส. บางคนก็ได้ ผมไม่ได้ใส่ร้าย คุณไปดูเอาเอง ว่าสิ่งที่คุณทำเขาเรียกว่าหลับตาข้างเดียวอยู่หรือเปล่า คุณทำไปแล้วคุณโหวตไปแล้วด้วย ผมเป็นคนนึงที่ผมไม่ได้โหวต และผมก็ไม่ได้รู้สึกผิดอะไร”
เกลือ เป็นต่อ ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า การปกป้องท่านด้วยการลดทอนอำนาจของท่าน จะเรียกว่า ‘เทิดทูน’ ได้อย่างไร ทำอย่างนี้แล้วท่านดีขึ้นอย่างไร ตนไม่ได้เป็นคนที่สุดโต่ง แบบที่ว่าจะวิจารณ์สถาบันกษัตริย์ไม่ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ควรจะต้องแยกให้ชัดเจนก่อน คือ คำว่า ‘วิจารณ์’ หรือ ‘ใส่ร้ายป้ายสี’ หรือ ‘อาฆาตมาดร้าย’ ต้องบอกตรงนี้เลยว่า หลายคนกำลังเข้าใจผิด เขาคิดว่าสิ่งที่เขากำลังทำอยู่คือการวิจารณ์ แต่เปล่าเลย มันคือการใส่ร้ายป้ายสี และแสดงอาการอาฆาตมาดร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งตนในฐานะพสกนิกรคนหนึ่งที่รักพระองค์ท่าน ตนไม่มีสิทธิ์ไปแจ้งความว่าเขาทำผิดมาตรา 112 เหรอ? แล้วตนทำผิดอะไร ในเมื่อตนเห็นคนทำผิดกฎหมายแล้วแจ้งความบอกตำรวจ เพราะตนเห็นว่าเขาเหล่านั้นทำผิดกฎหมาย หลักฐานก็มี หากไม่มีหลักฐานเขาก็รอดไป แต่ถ้ามีหลักฐานจริง เขาก็ผิด ก็ติดคุก
“ทำไมต้องลดทอนอำนาจของประชาชนที่จะทำสิ่งเหล่านี้ให้กับพระมหากษัตริย์ ผมไม่รู้ว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร แต่อย่างน้อย ถ้ามีการแก้ไขกฎหมายเกิดขึ้น แล้วส่งผลทำให้เสื่อมเกียรติของพระองค์ท่าน ผมจะเป็นคนหนึ่งที่บอกว่า ผมไม่เคยเห็นด้วยเลยกับเรื่องนี้ และผมก็ไม่เคยรู้สึกผิดที่จะพูดอย่างนี้ ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง” เกลือ เป็นต่อ กล่าวทิ้งท้าย
เมื่อไม่นานมานี้ ได้มีผู้ใช้ติ๊กต็อกท่านหนึ่ง ชื่อ ‘taweenamonpim’ หรือ ‘จ่าวี’ เผยแพร่เรื่องราวสุดเศร้าของพลทหารหนุ่มน้องใหม่ท่านหนึ่ง ขณะกำลังนั่งร้องไห้อยู่ โดยจ่าวีได้เดินเข้าไปสอบถาม จนได้ความว่า พลทหารท่านนี้ ได้สมัครเข้ามาเป็นทหารด้วยความสมัครใจ เมื่อถึงเวลาที่ทางค่ายทหารจะคืนโทรศัพท์มือถือให้แก่เหล่าพลทหารใหม่ เพื่อให้ใช้ติดต่อหาครอบครัว พลทหารใหม่ท่านนี้ ได้ใช้โทรศัพท์เข้าไปส่องโซเชียลเฟซบุ๊กของแฟนสาว เพราะตนมีรหัสเฟซบุ๊กของอีกฝ่าย ทำให้ค้นพบว่าแฟนสาวของตน ได้ลบตนออกจากเฟซบุ๊ก และได้ขึ้นสถานะกับหนุ่มคนใหม่เรียบร้อยแล้ว พลทหารจึงโทรศัพท์ไปพูดคุย จนได้ทราบว่า ฝ่ายหญิงขอเลิก เหตุเพราะรอตนไม่ไหว เนื่องจากตนต้องมาทำหน้าที่รับใช้ชาติเป็นเวลานานหลายเดือน
“เขาบอกกับผมว่า เขารอผมไม่ได้ เขาบอกว่าเขาไม่ได้รักผมตั้งแต่แรกแล้ว ตอนแรกเขาบอกว่า เขารอผมได้ ผมเลยตัดสินใจมาสมัครเป็นทหาร” พลทหารหนุ่ม กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
หลังจา่กที่คลิปดังกล่าวได้เผยแพร่ออกไป ทำให้มีชาวเน็ตเป็นจำนวนมาก ต่างเข้ามาคอมเมนต์ให้กำลังใจ พร้อมอวยพรขอให้พลทหารหนุ่มได้พบเจอกับความรักครั้งใหม่ที่ดีในอนาคต
(24 พ.ค. 66) ที่พรรคก้าวไกล นายรังสิมันต์ โรม โฆษกพรรคก้าวไกล และว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์เฟซบุ๊ก ถึงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล เสียไปไม่ได้เป็นอันขาดว่า…
อันที่จริงก็เหมือนกับที่นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรค เคยกล่าวเอาไว้ว่า เรื่องของตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นตำแหน่งที่พรรคก้าวไกล อยากรักษาประเพณีที่เคยทำกันมา ซึ่งในอดีตหากไม่นับรวมเมื่อปี 2562 จะพบว่า พรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งเป็นลำดับที่ 1 จะขอตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรด้วย เพื่อผลักดันกฎหมายต่างๆ พรรคก้าวไกลยืนยันว่า ตำแหน่งดังกล่าว ทางพรรคก้าวไกลต้องขอเอาไว้เอง
เมื่อถามว่า มีพรรคการเมืองใดมาต่อรองตำแหน่ง ประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้วหรือยัง นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบ แต่เบื้องต้นพรรคก้าวไกลได้ประกาศมาหลายครั้ง และยืนยันในเรื่องนี้มาโดยตลอด
เมื่อถามว่า ได้พูดคุยกับพรรคเพื่อไทยในประเด็นนี้หรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ต้องถามนายชัยธวัช เพราะเป็นผู้ดูแลการเจรจาในพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งจะตอบคำถามได้ดีที่สุด
เมื่อถามว่า นายณัฐวุฒิ บัวประทุม รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นผู้ที่เหมาะสมกับตำแหน่งประธานสภาใช่หรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ในรายละเอียดทางพรรคก้าวไกล ยังไม่ได้มีการพูดคุยกันว่าใครเหมาะจะเป็นแคนดิเดตในตำแหน่งประธานสภาฯ ซึ่งคิดว่าพรรคก้าวไกลยังมีเวลาคุยว่าจะมีใครที่มีความเหมาะสม
เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 66 เวลา 10.00 น. นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานพิธีเปิด งาน “วันป่าชุมชนแห่งชาติ” พร้อมด้วย นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้บริหารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประธานเครือข่ายป่าชุมชน 68 จังหวัด เข้าร่วม
โดยมี นายบรรณรักษ์ เสริมทอง รองอธิบดีกรมป่าไม้กล่าวรายงานและวัตถุประสงค์ของการจัดงาน ณ ห้องไดมอลด์ฮอลล์ โรงแรมเอเชีย แอร์พอร์ท จังหวัดปทุมธานี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยกรมป่าไม้ ได้กำหนดจัดงาน “วันป่าชุมชนแห่งชาติ” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ขึ้นระหว่างวันที่ 23 - 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 โดยมีกิจกรรมที่สำคัญประกอบด้วย วันที่ 23 พฤษภาคม เวลา 13.00 – 17.00 น. เป็นการจัดกิจกรรมการเดินรณรงค์กระตุ้นจิตสำนึก สร้างการรับรู้ “24 พฤษภาคม วันป่าชุมชนแห่งชาติ” บริเวณลานรอบศูนย์การค้าเซียร์ รังสิต จังหวัดปทุมธานี และวันที่ 24 พฤษภาคม เป็นพิธีเปิดงาน “วันป่าชุมชนแห่งชาติ” ในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการ พระราชปณิธาน ด้านการสืบสาน รักษา ต่อยอด, นิทรรศการจากหน่วยงานภาคีสนับสนุนการพัฒนาป่าชุมชน, นิทรรศการสร้างความรู้ความเข้าใจด้านป่าชุมชน ตามพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562, นิทรรศการผลผลิต ผลิตภัณฑ์จากป่าชุมชน ,คลินิกรับคำปรึกษา แนวทางปฏิบัติตาม พ.ร.บ. ป่าชุมชน พ.ศ. 2562
พร้อมทั้งมีการมอบโล่สำหรับผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายป่าชุมชน, การมอบถ้วยรางวัลเครือข่ายป่าชุมชนต้นแบบ ประจำปี พ.ศ. 2566, การมอบโล่ให้แก่ภาคีเครือข่าย หน่วยงาน องค์กร ที่สนับสนุนการพัฒนาป่าชุมชน ประจำปี พ.ศ. 2566 และการมอบเกียรติบัตรให้กับหน่วยงานที่ร่วมสนับสนุนการจัดนิทรรศการเนื่องในงานวันป่าชุมชนแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2566รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 ในวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเห็นชอบให้วันที่ 24 พฤษภาคม ของทุกปี เป็นวันป่าชุมชนแห่งชาติ ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ ทั้งนี้ พระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 เป็นกฎหมายเพื่อส่งเสริมให้ชุมชนได้ร่วมกับรัฐในการอนุรักษ์ ฟื้นฟูจัดการ บำรุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ อย่างสมดุลและยั่งยืนในรูปแบบของป่าชุมชน
เพื่อให้ชุมชนสามารถจัดการป่าชุมชนและได้ประโยชน์จากป่าชุมชน อันจะส่งผลให้ชุมชนดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศให้มีความสมบูรณ์และยั่งยืน ซึ่งจากการดำเนินการของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยกรมป่าไม้ ได้ดำเนินการบริหารจัดการป่าอย่างมีส่วนร่วมตามแนวทางป่าชุมชน มาตั้งแต่ปี 2543 จนถึงปัจจุบัน มีป่าชุมชนที่ได้รับการส่งเสริมให้จัดตั้งตามพ.ร.บ.ป่าชุมชน พ.ศ. 2562 รวมแล้วเป็นจำนวนถึง 11,985 แห่ง รวมเนื้อที่ประมาณ 6.57 ล้านไร่
ซึ่งเป้าหมายการดำเนินการต่อไปนั้น ภายในปี พ.ศ.2570 จะต้องจัดตั้งป่าชุมชนให้ได้จำนวน 15,000 แห่ง และชุมชนที่มีส่วนร่วม 18,000 หมู่บ้าน รวมเนื้อที่หมด 10 ล้านไร่ การจัดงานวันป่าชุมชนแห่งชาติ เพื่อเป็นการสร้างการรับรู้เกี่ยวกับพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 ให้กับประชาชนทั่วไป หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ได้มีความรู้ความเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญและคุณค่าของป่าชุมชนและทรัพยากรป่าไม้ของชาติ
รวมถึงส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการจัดการและใช้ประโยชน์ป่าชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน พร้อมกันนี้ ยังช่วยส่งเสริมให้สมาชิกเครือข่ายป่าชุมชนและประชาชนทั่วไป ได้มีโอกาสในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับการจัดการป่าชุมชนเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาป่าชุมชนเพื่อสร้างรายได้ อันเป็นการสร้างแรงจูงในการเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการป่าชุมชน ซึ่งสอดคล้องเป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562
วันนี้ ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท. ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วย ผบ.ตร. เปิดเผยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้การนำของ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร. (มค) ได้ให้ความสำคัญในการอำนวยความสะดวกการจราจร การป้องกันและลดอุบัติเหตุ ตลอดจนลดการเสียชีวิตและบาดเจ็บบนท้องถนน สร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินแก่ประชาชนและสังคม จึงได้จัดทำโครงการ “สุภาพบุรุษจราจร ประชาชนสัญจรปลอดภัย”
โดยมอบหมายให้ พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะ รองผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รอง ผอ.ศจร.ตร.) ประชุมขับเคลื่อน เร่งรัดและติดตามประเมินผลความคืบหน้าโครงการสุภาพบุรุษจราจร ประชาชนสัญจรปลอดภัย โดยมีผู้แทน บช.น., ภ.1-9 และ บช.ก. พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้รับผิดชอบงานจราจรของ บก.น., ภ.จว., บก.ทล. และเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายจราจรทุกสถานีตำรวจทั่วประเทศ ร่วมประชุมผ่านระบบการประชุมทางไกลโดยพร้อมเพรียงกัน
พล.ต.ท.ประจวบฯ กล่าวว่า การดำเนินโครงการสุภาพบุรุษจราจร ประชาชนสัญจรปลอดภัย มีวัตถุประสงค์เพื่อลดอัตรา การเสียชีวิตและบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ ประชาชนมีความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน นอกจากนี้ยังเป็นการแก้ไขปัญหาภาพลักษณ์ และพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร เช่น การทุจริต การข่มขู่ บุคลิกท่าทาง ที่ไม่เหมาะสม มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพ การทำงานให้กับข้าราชการตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่งานจราจร และสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประชาชนภาคีเครือข่ายและข้าราชการตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่ ตลอดจนสร้างขวัญกำลังใจให้กับข้าราชการตำรวจและหน่วยงานที่ปฏิบัติ โดยได้รับความร่วมมือจากบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ร่วมบูรณาการขับเคลื่อนโครงการ
สุภาพบุรุษจราจร แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ สุภาพบุรุษจราจรประเภทบุคคล โดยจะต้องปฏิบัติตามหลัก 5S คือ SMlLE ยิ้มแย้มเป็นมิตร SMART บุคลิกภาพดี SALUTE สุภาพให้เกียรติ SERVICE MlND มีจิตอาสาบริการ และ STANDARD มีมาตรฐานสากล โดยจะต้องนำไปสู่จำนวนสถิติอุบัติเหตุบนท้องถนนที่ลดน้อยลง สำหรับสุภาพบุรุษจราจรประเภทหน่วยงาน
จะต้องมีผลการปฏิบัติที่มีจำนวนสถิติอุบัติเหตุบนท้องถนนที่ลดน้อยลง ตามเป้าหมาย คือ ผู้เสียชีวิตลดลงมากกว่า 5 % หรือ
ลดลงมากกว่า 10 คน ขึ้นไป จากค่าสถิติจากบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถเฉลี่ยปี 2560 – 2562 สำหรับ ภ.1-9 และจากค่าสถิติ อบถ. ปี 2564 สำหรับ บช.น. โดยประเภทบุคคลจะมีการคัดเลือกข้าราชการตำรวจที่เหมาะสมได้รับรางวัลจำนวน บก./ภ.จว. ละ 2 นาย (สัญญาบัตร 1 นาย และ ประทวน 1 นาย) รวม 188 นาย
ซึ่งผู้ได้รับรางวัลจะต้องมีบุคลิกลักษณะตามหลัก 5S ผ่านเกณฑ์ทดสอบความรู้ ผ่านผลการประเมินของประชาชนและผู้บังคับบัญชา มีภาพลักษณ์ วิสัยทัศน์และทัศนคติที่ดีในการปฏิบัติหน้าที่ ส่วนในประเภทหน่วยงาน จะมีรางวัลในระดับ บก. 29 รางวัล ระดับ บช. 3 รางวัล รวมจำนวน 32 รางวัล โดยในห้วง ต.ค.65 - ปัจจุบันหน่วย บช.น., ภ.1 - 9 และ บก.ทล. ได้เร่งรัดดำเนินกิจกรรมโครงการ เพื่อให้บรรลุผลสำเร็จตามโครงการสุภาพบุรุษจราจรประชาชนสัญจรปลอดภัย ในพื้นที่ของหน่วย โดยเฉลี่ย กว่า 1,500 กิจกรรมโครงการต่อหน่วย ซึ่งได้รับความร่วมมือและการตอบรับ จากประชาชนและสังคมเป็นอย่างดีและเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
พล.ต.ท.ประจวบฯ กล่าวต่อว่า ในวันนี้ได้ร่วมประชุม เพื่อเร่งรัดติดตามความคืบหน้าและผลการปฏิบัติตามโครงการ ทั้งนี้ได้กำชับ ให้ผู้บังคับบัญชาที่รับผิดชอบงานจราจรทุกหน่วย ประชุมชี้แจงสถานีตำรวจในสังกัด ให้ดำเนินการตามโครงการ สร้างความรู้ความเข้าใจ บทบาทของตำรวจตามหลัก 5S และแนวทางการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุในพื้นที่ตามเป้าหมายของโครงการ พร้อมทั้งเร่งรัดดำเนินกิจกรรมตามโครงการให้บรรลุผลสำเร็จ ทั้ง 2 ประเภท หน่วยที่มีผลการดำเนินการน้อยหรือไม่ครบถ้วน ให้เร่งรัดดำเนินการก่อนเวลาสิ้นสุดโครงการ
พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้และมุ่งแสวงหาความร่วมมือ จากภาคประชาชนและภาคีเครือข่าย และให้ผู้บังคับบัญชาให้คำแนะนำ กำชับและกำกับดูแลการปฏิบัติอย่างใกล้ชิด โดยต้องพร้อมรองรับการตรวจจากผู้บังคับบัญชาและการประเมินผล
พล.ต.ท. ประจวบฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีความมุ่งหวังว่าการดำเนินโครงการดังกล่าวจะประสบผลสำเร็จ ประชาชนสามารถสัญจรอย่างปลอดภัย ป้องกันและลดอุบัติเหตุ ตลอดจนการเสียชีวิตและบาดเจ็บบนท้องถนน
ทั้งยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นมาตรฐานสากล ภายใต้ความร่วมมือของประชาชนและสังคม ดังนั้นสถานีตำรวจและข้าราชการตำรวจทุกนาย จักต้องดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่องจริงจังให้เห็นผลเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประชาชนและสังคมได้รับประโยชน์สูงสุด
เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 66 ที่ผ่านมา รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก ได้กล่าวในรายการตอบโจทย์ ของสถานีข่าวไทยพีบีเอสกรณีปมกดดัน สมาชิกวุฒิสภา หรือ ส.ว.ให้โหวตเลือกนายกรัฐมนตรีตามเสียงข้ามากของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส.
โดยประเด็นนี้ นักวิชาการด้านนิติศาสตร์ และประธานคณะนิติศาสตร์ วิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย กล่าวในหัวข้อ จับกระแส ‘กดดัน ส.ว.’ โหวตเลือกนายกฯ ของทางรายการข่าวว่า ร่างรัฐธรรมนูญเขียนเรื่อง ส.ว.ไป และข้อต่อ ส.ว. มาทำอะไรตรงนี้ ทำไม ส.ว.ต้องมาลงมติเพื่อได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งมุมดังกล่าวนักวิชาการในร่างแขกรับเชิญ ระบุต่อมา ตรงนี้อาจจะถือเป็นก้าวที่ คสช. ก้าวผิดไป
“ถ้าวันนี้ คสช.ไม่เอา ส.ว. มาร่วมด้วยเนี่ยนะ เมื่อวันปี 62 ท่านก็ได้เสียงข้างมากไปละ รัฐบาลที่จัดตั้งด้วยเสียงข้างมากทหาร วันนี้ถ้าหากเป็นระบบรัฐสภาจริง ๆ จะไม่เกิดเหตุหรือเกิดน้อยมากที่พรรรคที่ได้คะแนนเสียงลำดับ 1 กับลำดับ 2 จับ” กล่าวจบ รองศาสตราจารย์ยังยกตัวอย่างเพื่อย้ำข้อเท็จจริง โดยระบุให้ไปดูตัวอย่างของประเทศระบบรัฐสภาส่วนใหญ่ ไม่ใช่แต่เพียงพรรคจะไม่จับกัน แต่ประชาชนก็ไม่อยากให้จับมือร่วมรัฐบาลกันแบบนี้ด้วย เพราะจะใหญ่เกิน”
“ข้อ 2 ในระบบรัฐสภา สิทธิจัดตั้งก่อน ไม่ใช่ได้สิทธิเป็น ตอนนี้ต้องเข้าใจให้ดีว่า ได้สิทธิในการจัดตั้งนะ ถ้าจัดตั้งไม่ได้ก็ต้องเป็นหน้าที่ของสิทธิลำดับพรรคที่ได้คะแนนเสียงลดหลั่นกันไป”
รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าวต่อถึงประเด็นกลไก ตอนปี 60 มีประชามติการให้ความเห็นชอบคำถามพ่วง ว่าจะให้ ส.ว.มาร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีด้วยหรือไม่ ปรากฏว่า ผู้มาใช้สิทธิส่วนใหญ่ 15,132,050 คน (58.07%) เห็นด้วยกับการให้ ส.ว.มาร่วมเลือกนายกรัฐมนตรี
จุดนี้เองทำให้นักวิชาการคณะนิติศาสตร์ฯ แสดงมุมมองตัวเองเสริมไปว่า ครั้งนั้นเมื่อไม่มีการผลักดัน ตีฆ้องร้องป่าว เท่ากับเป็นคะแนนบริสุทธิ์ ประชาชนก็มาออกเสียง ในกลไก คือ เอา ส.ว. มาเพราะปฏิรูปประเทศ
เมื่อถูกถามว่าอิสระจริงรึเปล่า? ถอดจากคำให้สัมภาษณ์ในรายการโดยละเอียดของ รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก สามารถระบุได้ดังนี้
“ผมถึงได้พูดว่าการที่ไม่สามารถที่จะแสดงทรรศนะ ว่าเห็นด้วยหรือเห็นต่างเป็นสาธารณะ หรือมาบอกว่า เธอเห็นด้วยสิ เธอเห็นต่างสิ เธออย่าไปเอาร่างรัฐธรรมนูญ อย่าไปเอาคำถามเพิ่มเติมนะ เธอเอาสิ ไม่มีเลย แสงดว่ามันเป็นคะแนนบริสุทธิ จะด้วยภาวะการณ์ เขาลงคะแนนบริสุทธิ์ ถูกไหมครับ เขาลงคะแนนมาแล้วให้ ส.ว.มาเลือกนายกฯ อันนี้คือประชามติ
“ประชามติ คือ ประชาธิปไตยทางตรงนะ ตรงยิ่งกว่าการเลือกตั้งอีกนะ การเลือกตั้งมันเป็นประชาธิปไตยทางอ้อมนะ คุณเลือก ส.ส. และ ส.ส.ไปเลือกนายกให้นะ แต่นี่ประชาธิปไตยมันตรงนะ คุณจะเอาไม่เอา เขาเอามาแล้ว มันกลายเป็นหน้าที่แล้ว กลายเป็นลักษณะพิเศษของบ้านนี้เมืองนี้ ส.ว.เขาเลยต้องมาลงมติ ที่ถามไว้แบบนี้จะเป็นรอื่นเป็นแบบไหนได้อีกไหม คุณมี 160 ไปขอเพื่อน 150 เลขกลม เพื่อนอีกจำนวนรวมได้ 313 พอรวมได้ตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญต้อง 376 ขึ้นไป”
“ความอยากได้ตรงนี้เองทำให้เกิด ‘ความบิดเบี้ยว’ ของกลไกรัฐสภา ส.ว. และ ส.ส. ต้องไม่เป็นพวกเดียวกัน ต้องไม่ใช่คนที่จะมาพูดคุยอะไรกัน ต้องตรวจสอบถ่วงดุลค้านอำนาจกันเสียด้วย”
มาถึงเรื่อง ปิยบุตร แสงกนกกุล ออกมาเคลื่อนไหวจะส่งผลอะไรต่อพิธาในการเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลล่าสุดนี้บ้าง เจษฎ์ตอบข้อสงสัยนี้โดยเริ่มจากยกตัวอย่างกรณีที่หากต่อให้ การออกมาเคลื่อนไหวของนายปิยบุตรล่าสุดไม่มีผลใด ๆ กับฝ่ายที่สนับสนุนพรรคก้าวไกล แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีผลต่อคนอื่น ๆ
รศ.ดร.เจษฎ์ ย้ำว่าอย่าลืมว่า ตอนนี้มีคนเลือกคุณ 14 ล้าน ไม่เลือก 27 ล้าน แล้วคนที่ไม่ได้มาเลือกด้วย อีกเท่าไร นับรวมให้ครบคนไทยทั้งประเทศ มีเสียง 160 หย่อน ๆ 300 กว่าคือไม่มี ก่อนจะสรุปด้วยวาจาแข็งกร้าวขึ้นกว่าเดิมว่า...
“ผมเรียนอย่างนี้ครับว่า ต่อให้คุณมีเสียง ส.ส. 500 มีเสียง ส.ว.อีก 250 มีคนไทยทั้งประเทศ คุณก็ไม่มีสิทธิทำลายสิ่งที่บรรพบุรุษคนไทยสร้างไว้ให้ แล้วบรรพบุรุษที่พูดถึงไม่ใช่แค่บรรพบุรุษเจ้าเท่านั้นด้วย เป็นบรรพบุรุษทั้งเจ้าทั้งคนไม่ใช่เจ้าทั้งหมด บรรพบุรุษไทยที่สร้างแผ่นดินนี้มา เขาคือเจ้าของแผ่นดินนี้ที่แท้จริง คุณเป็นผู้สืบทอดเขามา ต่อให้คุณได้ 500 เสียง ส.ส. 250 เสียง ส.ว. คุณก็ไม่มีสิทธิที่จะทำให้แผ่นดินนี้ลุกเป็นไฟ คุณไม่มีสิทธิที่จะทำลายแผ่นดินนี้
หลัง เจษฎ์ โทณะวณิก กล่าวจบ แพทย์หญิง พรทิพย์ โรจนสุนันท์ สมาชิกวุฒิสภา หรือ ส.ว. ก็กล่าวเสริมทันทีว่า เธอเองเห็นด้วย
“อันนั้นล่ะคะ เห็นด้วยอย่างยิ่ง เขาไม่เข้าใจ เขาหาว่าเราบ้า อะไรประมาณนี้ เขามีเสียงข้างมาก สิ่งนี้เขาจะไม่ฟังเลย” คำกล่าวเสริมถึงกรณีกดดัน ส.ว.โหวตเลือกนายกฯ จากปากของแพทย์หญิงพรทิพย์ที่หลังจากแสดงมุมมองของตัวเธอจบ รศ.ดร.เจษฎ์ แขกรับเชิญนักวิชาการไทยก็ สรุปถึงสิ่งที่สังคมจะต้องทำและทุก ๆ ประเทศต้องทำ คือ ช่วยกันทำนุบำรุงบ้านเมืองนั้นให้พัฒนาและดีขึ้นเรื่อย ๆ ดีกว่าที่บรรพบุรุษทำไว้ เพื่อเราจะได้มีแผ่นดินที่ดี ดีขึ้นเรื่อย ๆ และเพื่อลูกหลานเราจะได้มีแผ่นดินที่ดีและดีขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่พากันทำลาย
เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 66 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้โพสต์รูปภาพพร้อมแคปชันสุดซึ้น ชวนให้คิดถึงวันวานในอดีต สมัยที่ตนยังเป็นนักกีฬาฟุตบอลตัวแทน จังหวัดชลบุรี และระลึกถึงผู้มีพระคุณที่เคยให้การสนับสนุนทีมฟุตบอลของตน โดยระบุว่า…
‘คิดถึงเพื่อน’ และ ‘2 ผู้มีพระคุณ’
และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งภาพที่เล่าเรื่องราววันวาน เปิดภาพขึ้นมาดูทีไรก็ชวนให้คิดถึงเพื่อนๆ ปนเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มระหว่างทบทวนความทรงจำ
ผมให้ชื่อภาพนี้ว่า ‘มิตรภาพ - มิตรไมตรี’ กับบรรยากาศเมื่อ 30 ปีก่อน ระหว่างเก็บตัวนักกีฬาฟุตบอล เยาวชน แห่งชาติ ในครั้งนั้นฝีเท้าผมก็โดดเด่นไม่เบา ถึงขั้นได้เป็นตัวแทนจังหวัดชลบุรี พร้อมกับเพื่อนๆ อีกจำนวนหนึ่ง ไปแข่งคัดเลือกที่จังหวัดจันทบุรี
ตอนนั้นผมได้เดินทางไปเก็บตัวกันที่เขื่อนเขาแหลม กาญจนบุรี อากาศดีมากๆ ทำให้หวนคิดถึงผู้มีพระคุณ คือ ‘เฮียกิม’ กับ ‘ซ้อ’ เจ้าของ ‘ร้านวิรัช เบนไทร์’ ที่เป็นสปอนเซอร์ออกค่าใช้จ่าย ให้ผมและเพื่อนๆ ในทีมฟุตบอล
ครอบครัว ‘เฮียกิม’ กับ ‘ซ้อ’ ชอบฟุตบอล เป็นชีวิตจิตใจ ท่านมีเมตตากับพวกเราทุกคน ท่านเสียสละ ทรัพย์สินเงินทองในเรื่องค่าใช้จ่ายทั้งหมด ท่านคือผู้เสียสละ ให้วงการกีฬาฟุตบอล ชลบุรีมากที่สุด ผมยังระลึกบุญคุณท่านไม่ลืมเลือน
ใครได้อ่านข้อความนี้ ฝากไปถึง ‘เฮีย’ กับ ‘ซ้อ’ เจ้าของร้าน ‘วิรัช เบนไทร์’ ว่าจากวันนั้นจนวันนี้ผมไม่เคยลืมบุญคุณท่านเลย…
หลายคนบอกว่า ชอบอ่านเรื่องเล่าที่ผมเขียนหน้าเพจ ผมขอเท้าความย้อนไปก่อนว่า ผมเป็นคนชอบ ‘อ่านหนังสือ’ ศึกษาความรู้รอบด้านมาตั้งแต่สมัยเป็นวัยรุ่น ทักษะการเขียนหนังสือของผมจึงเป็นผลพลอยได้มาจากการ ‘อ่านอย่างสม่ำเสมอ’ และผมก็ชอบมากที่จะบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่ผมคิดว่าสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้อ่านได้ การเล่าเรื่องลง Facebook จึงเป็นอีก 1 งานอดิเรกที่ผมตั้งใจเขียนมาก