Saturday, 18 July 2026
NewsFeed

‘นฤมล’ ฝ่าสายฝน บุก ซ.ละลายทรัพย์ ชูนโยบายกระตุ้น ศก. ลดค่าครองชีพ-ฟื้นฟูย่านการค้า กระจายรายได้สู่ชุมชน

(26 เม.ย. 66) นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าทีมดูแลการเลือกตั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ลงพื้นที่สีลมซอย 5 ซอยละลายทรัพย์ ช่วยนายสฤษดิ์ ไพรทอง ผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 เขตพระนคร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เขตสัมพันธวงศ์ เขตดุสิต (ยกเว้นแขวงถนนนครไชยศรี) เบอร์ 11 หาเสียง เพื่อพบปะพูดคุยผู้ค้าขายในพื้นที่ท่ามกลางฝนที่ตกมาอย่างหนัก โดยมีประชาชนสอบถามเกี่ยวกับนโยบายของพรรคเรื่องราคาพลังงาน ไฟฟ้า แก๊ส การลดค่าครองชีพ และการฟื้นตัวของการค้าขาย

นางนฤมล กล่าวว่า ผู้สมัคร กทม.พรรค พปชร.ลงพื้นที่ต่อเนื่องในช่วงโค้งสุดท้าย การลงพื้นที่ซอยละลายทรัพย์ จะเน้นในเรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับชุมชนฐานราก และนโยบายลดค่าครองชีพ ที่พรรคมีนโยบายภาพรวมแก้ปัญหาครบทุกภาค ทั้งภาคตะวันออก ภาคใต้ และให้ความสำคัญสำหรับทุกภาคของประเทศไทย สำหรับการพัฒนาพื้นที่ ไม่ใช่ดูแลคน กทม.อย่างเดียว จะพัฒนาจังหวัดโดยรอบ เน้นไปที่ประชาชนว่าจะกระจายรายได้ไปถึงเขาได้อย่างไร

‘เพื่อไทย’ จัดติวกลยุทธ์หาเสียงให้ผู้สมัคร ส.ส.  แนะลงพื้นที่ต่อเนื่อง - รุกพื้นที่ออนไลน์มากขึ้น

(26 เม.ย.66) ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) พรรคเพื่อไทยได้จัดอบรมผู้สมัคร ส.ส.ทั่วประเทศ เพื่อปรับกลยุทธ์การหาเสียง นำโดยน.ส.แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกฯ และหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย (ผ่านระบบออนไลน์) นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรค นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำพรรค และนางพวงเพ็ชร ชุนละเอียด ประธานคณะกรรมการประสานงานด้านการเมืองพื้นที่ กทม.

น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า วันนี้มาให้กำลังใจ พร้อมขอขอบคุณที่ทุกคนยังอยู่กับพรรค เพื่อช่วยกันเปลี่ยนแปลงให้พี่น้องประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ขณะนี้โพลของพรรคพท.ดีมาก ก็ทำให้ทุกคนมีกำลังใจ แต่ก็ไม่อยากให้ประมาท เพราะอีกกว่า 20 วันอะไรก็เกิดขึ้นได้ จึงขอให้ทุกคนเร่งลงพื้นที่นำเสนอนโยบายกับพี่น้องประชาชน ไม่ต้องกังวลพรรคคู่แข่ง เนื่องจากเขาไม่มีศักยภาพเหมือนเรา จึงเล่นแต่ในโซเชียลมีเดีย ทำให้โพลบางสำนักขยับขึ้น ดังนั้น ในช่วงใกล้โค้งสุดท้าย ผู้สมัครทุกคนก็ต้องเน้นใช้โซเชียลสื่อสารกับพี่น้องประชาชนให้มากยิ่งขึ้น เพื่อทำให้ทุกคนรู้ว่า พรรคพท.มีศักยภาพเปลี่ยนแปลงคนทั้งประเทศได้

นพ.ชลน่าน กล่าวว่า จากโพลที่บางพรรคการเมืองขยับขึ้นนั้น มองว่าพรรคพท.มียุทธศาสตร์ที่ชนะได้คือ พื้นที่ เนื่องจากเราแข็งในพื้นที่กว่ามาก จึงขอให้ผู้สมัครทุกคนไม่ต้องกังวล แต่ก็ขอให้เพิ่มพื้นที่ในโซเชียลมีเดียให้มากขึ้น เพื่อสื่อสารนโยบายของพรรคกับพี่น้องประชาชน ตนดูแววตาผู้สมัครวันนี้แล้ว มีความมั่นใจมากว่าจะได้ผู้แทนเข้าสภาจำนวนมาก ขอให้ผู้สมัครทุกคนช่วยสังเกตการณ์การทุจริตเลือกตั้งด้วย เช่น การเก็บบัตรประชาชน รวมถึงการปลอมบัตรเลือกตั้ง หากพบเห็นขอให้แจ้งมาที่ส่วนกลางของพรรคอย่างเร่งด่วน

รู้จัก 'โสภาพรรณ สุมาวงศ์ สาลีรัฐวิภาค' กุลสตรีแสนเพียบพร้อม ผู้เป็นมารดาของหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

‘โสภาพรรณ สาลีรัฐวิภาค’ ลูกสาวคุณพระ-ดาวจุฬาฯ สตรีผู้ที่มีความดี และความงามเหนือกาลเวลา บุตรสาวของพระมนูเวทย์วิมลนาท หรือมนูเวทย์ สุมาวงศ์ อดีตประธานศาลฎีกา กับคุณหญิงมนูเวทย์ วิมลนาท หรือแฉล้ม สุมาวงศ์ เกิดเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2466 สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียน Convent of the Holy Infant Jesus เมืองปีนัง ประเทศมาเลเซีย แล้วเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้รับการยกย่องเป็นดาวจุฬาคนแรก เป็น ‘ดาวจุฬา’ ผู้เป็นแรงบันดาลใจให้ครูเอื้อ สุนทรสนาน แห่งวงดนตรีสุนทรพร ได้แต่งเพลงดาวจุฬาฯ และครูแก้ว อัจฉริยะกุล แต่งเพลงขวัญใจจุฬาฯ ซึ่งมีชื่อของท่านปรากฏในนั้นทั้งสองเพลง เนื่องจากเป็นผู้ที่มีผิวพรรณ หน้าตางดงาม มีความเป็นกุลสตรีเพรียบพร้อมและเรียนเก่ง ทั้งยังเข้าร่วมกิจกรรมของคณะและมหาวิทยาลัยอย่างสม่ำเสมอ

เพลงดาวจุฬาฯ มีเนื้อร้อง ดังนี้

“ภายในจุฬาฯ เขตจามจุรีรั้วสีชมพู เห็นนางคนหนึ่งงามหรู สวยเป็นดาราที่รู้ทั่วไป แม่เป็นขวัญตาแก่ชาวจุฬาฯ สมค่าพึงใจ จะมองแห่งใด ถูกตาถูกใจ ไม่มีแห่งไหนลวงตา ชวนนิยม โฉมที่คนงามข่มคำกวี เฉิดฉวี รัชนี มิเทียมเทวี แม่เป็นศรีจุฬาฯ รูปสอางค์ รูปอย่างนางฟ้าสรรค์สร้างให้มา เกิดเป็นดาวจุฬาฯ เด่นดาราเหล่าจุฬาฯ ต่างก็พากล่าวว่านางสวยเฉิดฉันท์ ‘โสภาผ่องพรรณ’ แม่งามกว่าจันทร์ เหมือนขวัญจุฬาฯ สวยจนดาวอื่นอิจฉา เย้ยดวงดาราหมดฟ้ารวมกัน แม่งามละมุน เกิดมาคู่บุญเนื้ออุ่นลาวัลย์ เหล่าชายผูกพัน จุฬาฯ ใฝ่ฝันเพียงยิ้มเท่านั้นลานใจ ดาวสังคมนั้นยังงามไม่ข่มดาวจุฬาฯ งามหนักหนา แม้นใครมาเห็นดาวจุฬาฯ ตื่นผวาอาลัย กล่าวให้ซึ้ง พร่ำรำพึงมิได้ครึ่งทรามวัย ดาวจุฬาฯ คือใครอยู่ที่ใดเลิศวิไล เด่นปานใด เหล่าจุฬาฯ รู้ข่าวนั้น”

เพลงขวัญใจจุฬาฯ มีเนื้อร้อง ดังนี้

“(สร้อย) ขวัญเอยขวัญใจจุฬาฯ โฉมเจ้า ‘โสภาผ่องพรรณ’ สวยเอยสมเป็นมิ่งขวัญ ล้ำลาวัณย์ขวัญจุฬาฯ น่ารักเอย จอมใจจุฬาฯ เป็นยอดยุพากว่าใคร ขอเพียงฝากใจน้อมให้สุดา จอมเอยจอมใจพิลาศพิไลหนักหนา ขวัญเอยแม่ขวัญตา งามคู่จุฬาฯ เสมอเอย(สร้อย) บุญเอยบุญใด ถึงได้ขวัญใจอย่างนี้ โสภาผ่องศรีฤดีติดตา เธอเป็นจอมใจเป็นมิ่งฤทัยจุฬาฯ ขอเพียงแต่แม่ยุพาเป็นคู่จุฬาฯ เสมอเอย(สร้อย) ความดีความงามจงอย่ารู้ทรามเสื่อมไป ขอจงสดใสมิได้คลาดคลา อาภรณ์อันใดประดับไว้ในจุฬาฯ มิเทียบเท่าเยาวภา เป็นมิ่งจุฬาฯ เสมอเอย (สร้อย)”

หลังจากการสำเร็จการศึกษาได้เข้า Bank of America ต่อมาในปี พ.ศ. 2495 ได้สมรสกับพลโทณรงค์ สาลีรัฐวิภาค อดีตรองเลขาธิการรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงเศรษฐการ และเจ้ากรมพลังงานทหาร มีบุตร-ธิดาด้วยกันรวม 5 คน

‘ครูพรีมมี่’ หนุน การศึกษาออนไลน์แก่ผู้สูงวัย ใช้ต่อยอดวิชาชีพ สร้างรายได้เลี้ยงตัวเอง สอดคล้องนโยบายเรียนรู้ตลอดชีพ ของ ‘ภท.’

(26 เม.ย. 66) ที่ห้องเรียนศาลาอเนกประสงค์ริมน้ำ วัดทองบน นายนรเสฏฐ์ เธียรประสิทธิ์ หรือ ‘ครูพรีมมี่’ ผู้สมัคร ส.ส.เขต 3 ยานนาวา-บางคอแหลม เบอร์ 10 พรรคภูมิใจไทย ได้เข้าร่วมกิจกรรมจัดการเรียนการสอนกับกลุ่มนักเรียนผู้สูงวัย ในโรงเรียนผู้สูงอายุยานนาวา วัดทองบน ถนนพระราม 3 ซึ่งเป็นโรงเรียนที่รับรองโดยสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย เขตยานนาวา ตามหลักสูตรการศึกษาตลอดชีวิต

ครูพรีมมี่ได้ใช้เวลาช่วงเว้นว่างจากกิจกรรมนันทนาการให้ห้องเรียนรู้ เพื่อขอโอกาสแนะนำตัวและนำเสนอนโยบาย อันเป็นที่ถูกใจชาวสูงวัยเขตยานนาวาอย่างมาก เพราะครูพรีมมี่ อาศัยความเป็น ‘ครู’​ สอนหนังสือมาก่อน จึงสามารถเรียกร้องความสนใจของผู้ใหญ่ในห้องเรียนได้ไม่ยาก โดยเฉพาะเมื่อได้รับไมค์มา ครูพรีมมี่ก็เริ่มต้นด้วยประโยคที่คุ้นเคยทันทีว่า “หากพวกเรากำลังสบาย จงตบมือพลัน”​ ผู้สูงวัยทุกท่านก็พร้อมรับมุกโดยพร้อมเพรียง ตบมือเสียงดัง ๆ ตามด้วยเสียงหัวเราะด้วยความเป็นกันเอง ก่อนที่ครูพรีมมี่จะขอให้ทุกคนชูมือขึ้นทั้งสองข้างและถามไปว่า “ครูพรีมมี่เบอร์อะไร” แน่นอนว่าเหล่าผู้สูงวัยต่างประสานเสียงโดยพร้อมเพรียงกันว่า  “เบอร์10”

ครูพรีมมี่ได้แนะนำตัวเองว่า จบการศึกษาปริญาตรี BBA จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลังจากนั้นได้ทำงานกับกลุ่มซีพี ที่กรุงปักกิ่ง และไปศึกษาต่อปริญญาโท MBA สาขาการเงิน ที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน และได้เปิดโรงเรียนกวดวิชาภาษาอังกฤษให้กับคนจีน รวมทั้งได้เปิดคอร์สอบรมคุณครูสอนภาษาอังกฤษโรงเรียนอนุบาลที่ปักกิ่ง นับเป็นคนไทยคนแรกที่เข้าไปเปิดธุรกิจด้านการศึกษาในประเทศจีน ต่อมาบังเอิญว่ามีผู้บริหารกระทรวงการศึกษาธิการของไทยในขณะนั้น ได้ไปศึกษาดูงานที่สาธารณรัฐประชาชนจีน และได้มีโอกาสพบกับครูพรีมมี่ จึงได้เชิญชวนครูพรีมมี่กลับมาช่วยประเทศไทยด้านการศึกษา เพื่อพัฒนาหลักสูตรภาษาจีนในไทย

“ผมโตมากับครอบครัวการศึกษา ที่บ้านทำโรงเรียนอนุบาล ได้ถูกปลูกฝังมาตลอดว่าต้องช่วยเหลือสังคม สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมได้ก็คือการศึกษา พอเรามาเห็น เราก็รู้สึกว่าสิ่งที่จะทำให้ประเทศไทยพัฒนาได้คือ การศึกษา วันนี้ยิ่งได้มาเห็นพี่ ๆ (ครูพรีมมี่อ้อนผู้สูงวัยขอเรียกพี่)​ ยังมาเรียนกันพร้อมหน้าแบบนี้ ก็ยิ่งทำให้เชื่อมั่นในความสำคัญของการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งตรงกับนโยบายของพรรค

วันนี้รู้สึกประทับใจมากที่เข้ามาเห็นคุณครูกำลังสอนเรื่องภัยคุกคามด้านออนไลน์ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตของทุกคนมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ได้ให้ความรู้เรื่องออนไลน์กับผู้สูงวัย ซึ่งเหมือนกับที่ผมตั้งใจมาสนับสนุนเรื่องการศึกษาเท่าเทียมอยู่แล้ว โดยสอดคล้องกับนโยบายพรรคภูมิใจไทย ที่ผลักดันการศึกษาตลอดชีพผ่านการเรียนการสอนแบบออนไลน์ ซึ่งจะพัฒนาหลักสูตรให้เข้มแข็งและตอบโจทย์กับทุกช่วงวัย โดยเฉพาะให้เหมาะกับผู้สูงวัยด้วย เพราะวัยนี้การเรียนแบบในห้องเรียนเพียงอย่างเดียวนั้น อาจจะไม่คล่องตัว เพราะวัยนี้แล้วอาจจะมีภาระ มีงานมีการติดพัน ต้องค้าต้องขาย ไม่สะดวกมาเรียน แต่เชื่อว่าทุกคนอยากได้โอกาสพัฒนาตนเอง ฉะนั้น ถ้ามีหลักสูตรออนไลน์ จึงจะทำให้เรียนที่ไหนก็ได้ เวลาใดก็ได้ จะทำธุระอะไรอยู่ก็สามารถเรียนรู้ด้วยตนเองได้ เพราะเป็นหลักสูตรออนดีมานด์ ขอเพียงแค่มีโทรศัพท์มือถือก็สามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม” ครูพรีมมี่ กล่าว

ความสำคัญคือ การสร้างหลักสูตร ไม่ได้มุ่งหมายเพียงให้มีแต่ความรู้​ แต่หวังผลให้นำไปใช้ปฏิบัติได้จริง ประกอบอาชีพ หรือสร้างอนาคตได้

“​นโยบายภูมิใจไทยตั้งเป้าหมายจะสร้างผู้ประกอบการนักธุรกิจออนไลน์ให้ได้ถึง 9 ล้านคนทั่วประเทศ ซึ่งผู้สูงวัยชาวยานนาวาจะเป็นส่วนหนึ่งในนี้ด้วย การเรียนให้ได้มีความรู้ขึ้นมาก็ดี แต่เราจะต้องคิดต่อไปว่า จะสอนจะอบรมอย่างไรให้ทุกคนนำไปใช้ได้จริง ยกตัวอย่าง สอนให้ทำอาหาร ทำของขายแล้ว อาจจะไม่พอ ต้องมีคอร์สอบรมสอนให้รู้จักขายสินค้า นำเสนอขายแบบอินฟลูเอนเซอร์ หรือจะเป็นยูทูบเบอร์ ต้องทำอย่างไร ลองคิดดูผู้สูงวัยบางท่านอาจจะไม่มีงานทำเพราะเกษียณแล้ว แต่อาจจะสามารถไปรีวิวสินค้า หรือ มีทักษะทำอาหารขนมเก่งอยู่แล้ว แต่อาจจะเรียนเพิ่มเรื่องขายของออนไลน์ เพื่อจะเพิ่มช่องทางการตลาดให้ได้”​ ครูพรีมมี่ กล่าว

'ทหารตัวการปฏิวัติ-ล้มราชบัลลังก์' วาทกรรมหลอกเด็ก ที่พวกมักใหญ่ใฝ่สูง อยากทำตัวเทียมเจ้าประดิษฐ์ขึ้นมา

ในห้วงเวลาแห่งการหาเสียงเลือกตั้ง ได้เกิดวาทกรรมเรียกแขกขึ้นอย่างมากมาย โดยเฉพาะบางพรรคที่มุ่งเน้นมาที่สถาบันพระมหากษัตริย์ โดยกล่าวอ้างว่าต้องเกิดการปฏิรูป รวมไปถึงกองทัพก็ต้องปฏิรูปและย้ำว่าพวกตนเป็นแค่ปัญญาชน เป็นนักการเมืองตัวเล็กๆ ไม่ได้มีอาวุธไปบังคับหรือปฏิวัติใครได้ ไม่เหมือนกองทัพ ไม่เหมือนทหารที่มีอาวุธสามารถล้มล้างการปกครองได้

ฉะนั้นการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์และปฏิรูปกองทัพคือ สิ่งสำคัญเพื่อจะได้ให้สถาบันได้อยู่คู่คนไทย และกองทัพจะได้ไม่มีโอกาสยึดอำนาจ...ฟังแล้วโคตรทัชใจเลย...ก่อนที่ผมจะสำรอกออกมาว่า...มึงจะบ้าเหรอ !!! คนละเรื่องกัน แต่มึงดันทะลึ่งเอามารวมกันได้ เอาอย่างงี้ผมจะขอนำเอาเรื่องของการปฏิวัติยึดอำนาจราชบัลลังก์ของประเทศต่างๆ มาสำแดงว่า จริงๆ แล้วคนที่ยึดอำนาจจากกษัตริย์ไม่ใช่ทหาร แต่เป็น 'นักการเมือง' ให้ทราบโดยทั่วกัน

เริ่มที่ 'ฝรั่งเศส' ประเทศที่มีคนชอบยกตัวอย่างการปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ ค.ศ. 1792 เป็นโมเดลที่นักการเมืองปากกล้าหางจุกตูดบางจำพวกชอบนักชอบหนา แต่เอาเข้าจริงนี่คือโศกนาฏกรรมการล้มล้างกษัตริย์ที่เกิดขึ้นโดยนักการเมืองที่อยากเข้าไปปกครอง 

จริงอยู่ที่ 'พระเจ้าหลุยส์ที่ 16' ดำเนินนโยบายของประเทศผิดพลาดในหลายข้อ ทั้งด้านการทหารที่เอาตัวเข้ายุ่มย่ามวุ่นวายเรื่องอาณานิคมในประเทศที่ 3 จนนำไปสู่ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ แต่ก็ได้ผ่านการแก้ไขมาทั้งร่างนโยบายเพื่อปฏิรูประบบเศรษฐกิจการคลังของประเทศ คือ พระ ขุนนาง และสามัญชน ต้องเสียภาษีตามฐานะของตนเอง โดยนาย 'ตูร์โกต์' ก่อนจะถูกปัดให้ตกไป มาถึง 'เนคเกร์' ซึ่งได้สร้างนโยบายใหม่ขึ้นมา นั่นคือ 'การไม่ขึ้นภาษี' แต่ใช้การกู้เงินโดยให้ดอกเบี้ยสูงแทนก็ก่อหนี้จนไม่มีปัญญาใช้คืน 

มาถึง 'กาลอน' ได้ทำแผนปฏิรูปการคลังถวายแด่พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ซึ่งมีสาระสำคัญ 5 ประการ คือ 1. ตัดรายจ่ายรัฐบาล 2. ส่งเสริมมาตรการที่ก่อให้เกิดการค้าเสรี 3. จัดให้มีการขายที่ดินของวัดได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย 4. ยกเลิกระบบเกณฑ์แรงงาน และ 5. เก็บภาษีที่ดินจากผู้มีกรรมสิทธิ์ไม่มีการยกเว้นบุคคล แต่สภาสูงก็ผ่านร่างนี้ ย้ำว่า 'สภา' นะครับ ก่อนที่ นาย 'กาลอน'จะปลิวไป และมีท่านอื่นๆ มาปฏิรูปเรื่องนี้ แต่ปรากฏว่าไม่รอด 

เพราะหลักๆ มันคือ ปัญหาด้านเศรษฐกิจผสมกับในช่วงปีนั้นเกิดการคลาดแคลนอาหาร ทำให้เกิดความเดือดร้อนกันถ้วนหน้า พร้อมกันนั้นเองการประชุม 'สภาฐานันดร' ที่บรรดาฐานันดรพระและขุนนาง ไม่ยอมอะไรสักอย่างเพื่อบ้านเมือง แถมยังกล่าวโทษไปที่กษัตริย์ ซึ่งช่วงนี้ล่ะที่มีการปรับเปลี่ยนสภาพของสภาจากเดิมให้กลายเป็น 'สมัชชาแห่งชาติ' ที่มีจุดหมายมุ่งตรงไปสู่การล้มล้างสถาบันกษัตริย์ ส่วนนอกสภาก็มีการปลุกปั่นโดยสิ่งพิมพ์ การกล่าวโจมตีสถาบันกษัตริย์อย่างบิดเบือน บ้าคลั่ง จนในที่สุด 'พระเจ้าหลุยส์ที่ 16' ก็ถูกจับประหารด้วยกิโยตินแม้ว่าพระองค์จะยินยอมรับการปฏิรูปและรัฐธรรมนูญ 

ถึงตรงนี้อาจจะเหมือนจุดสุดยอดในใจของใครบางคน แต่เอาจริงหลังจากที่ประหาร 'พระเจ้าหลุยส์ที่ 16' แล้ว ฝรั่งเศสก็เข้าสู่ยุคแห่งความโกลาหล การนองเลือด และสงครามที่มาจากทั้งภายนอกและภายในประเทศ จนถูกขนานนามว่าเป็น 'ยุคแห่งความหวาดกลัว' โดยการกวาดล้าง 'ฌีรงแด็ง' ของกลุ่ม 'ลามงตาญ' ที่มีผู้นำอย่าง 'มักซีมีเลียง รอแบ็สปีแยร์' ซึ่งต่อมาขึ้นครองอำนาจเบ็ดเสร็จราวกับตนเองเป็นกษัตริย์ 

อย่างไรเสีย ภายหลังเขาก็ถูกขั้วการเมืองของเขาเล่นงานโดยจัดการด้วย 'กิโยติน' เช่นเดียวกัน สุดท้ายความวุ่นวายทางการเมืองทั้งหลายก็สิ้นสุดลงโดย 'นโปเลียน โบนาปาร์ต' ได้ก่อรัฐประหารและตั้งตนเองเป็นกงสุลเอกเมื่อพฤศจิกายน ค.ศ. 1799 ก่อนที่เขาอยากจะเป็นจักรพรรดิแล้วก็ถูกล้ม ตามมาด้วยการล้มจักรพรรดิอีกหลายรอบ 

จะว่าไปแล้ว ประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศสที่ล้มแล้วก็ล้างกันไปหลายครั้งหลายครา ก็ล้วนมาจากการกระทำของ 'นักการเมือง' ผมย้ำตรงนี้นะครับว่า 'นักการเมือง' เป็นคนล้มกษัตริย์ใน 'ฝรั่งเศส' ส่วนทหารจะเข้าไปล้มความวุ่นวายของ 'นักการเมือง'

อีกกรณีอย่างประเทศอังกฤษ ประเทศที่มีระบอบกษัตริย์ที่ยาวนานมากๆ แต่คุณรู้ไหมว่าช่วง ค.ศ. 1642-1649 ได้เกิดความขัดแย้งรุนแรงระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์ นำโดย พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 กับฝ่ายรัฐสภา นำโดย 'โอลิเวอร์ ครอมเวลล์' ซึ่งฝ่ายรัฐสภาได้ยื่นข้อเสนอ 19 ข้อ ให้ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่พระเจ้าชาร์ลส์เห็นว่า ข้อเสนอดังกล่าวเป็นการลดทอนพระราชอำนาจอย่างชัดเจน และมุ่งไปสู่การล้มล้างการปกครองของอังกฤษ 

ชนวนเหตุนี้ ก่อให้เกิดสงครามระหว่างพระองค์และรัฐสภาที่กินเวลานารถึง 7 ปี ก่อนที่พระองค์จะพ่ายแพ้และถูกตัดสินประหารชีวิต จากนั้นอังกฤษก็เริ่มเข้าสู่ยุคสาธารณรัฐ โดยมี โอลิเวอร์ ครอมเวลล์ เป็นประมุขแห่งรัฐ 

แต่สุดท้ายภายใต้ระบอบใหม่อังกฤษ ก็เข้าสูยุคแห่งความยุ่งเหยิง เพราะ ครอมเวลล์ ทำตนไม่ต่างจากกษัตริย์ แถมเพิ่มเติมด้วยความเป็นเผด็จการแบบสุดลิ่มทิ่มประตู ทำให้เขามีความขัดแย้งกับรัฐสภาแห่งอังกฤษเป็นประจำ ก่อนที่เขาจะนำเอาตัวเองสร้างความเบ็ดเสร็จด้วยการเป็นเผด็จการด้านการทหารซ้ำเข้าไปอีก ทำให้ชาวอังกฤษเริ่มเสื่อมศรัทธาลงทีละน้อย กลุ่มสภา กลุ่มทหารเริ่มเอาใจออกห่างเขาเรื่อยๆ จนกระทั่งเขาตายลงในปี ค.ศ.1658 

จากนั้น 'ริชาร์ด ครอมเวล' ลูกชายของเขาก็ขึ้นครองตำแหน่งแทน ซึ่งนี่แทบไม่ต่างจากระบบกษัตริย์เลยแม้แต่น้อย แต่ด้วยความที่เจ้าตัวขาดบารมี จึงเกิดพันธมิตรระหว่างขั้วอำนาจหลายกลุ่มในรัฐสภา ทั้งฝ่ายที่เคยเป็นปฏิปักษ์ ฝ่ายสนับสนุนสถาบันกษัตริย์ ฝ่ายแกนนำทางการเมือง และกองทัพ ได้จับมือกันเพื่อสถาปนาสถาบันกษัตริย์ของอังกฤษให้กลับคืนมา ซึ่งช่วงเวลานี้เรียกว่า English Restoration 

จากนั้นกองทัพภายใต้การนำของ 'จอร์จ มองค์' (George Monck) ได้ขับ 'ริชาร์ด ครอมเวล' ให้พ้นจากตำแหน่ง และกราบบังคมทูลเชิญพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 พระโอรสของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ที่เสด็จไปลี้ภัยอยู่ที่ฝรั่งเศส ให้กลับมาเป็นพระมหากษัตริย์ของอังกฤษ ในปี ค.ศ. 1660 โดยขอให้พระองค์ทรงยอมรับเงื่อนไขที่จะให้มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้แก่ทุกคนที่กระทำผิดในช่วงสงครามกลางเมือง โดยไม่ครอบคลุมการกระทำผิดอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับสงคราม หรือก็คือไม่ได้นิรโทษกรรมแบบสุดซอย

สรุปในกรณีนี้ คือ คนโค่นล้มกษัตริย์ในอังกฤษก็คือ 'นักการเมือง' และคนที่ก่อความวุ่นวายโดยไม่มีเหตุอันควรก็คือ 'นักการเมือง'

คิดก่อนจรดปากกา 14 พฤษภา เลือกตั้งประเทศไทย  ผลลัพธ์ครั้งนี้ อาจเปลี่ยนบทบาทไทยต่อเมียนมาไปอีกนาน

การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นกับเมืองไทยในวันที่ 14 พฤษภาคมที่จะถึงนี้ อาจจะไม่ได้แค่ชี้ชะตาอนาคตของประเทศไทยเพียงอย่างเดียว แต่อาจชี้ชะตาต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนด้วย โดยเฉพาะเพื่อนบ้านอย่างเมียนมา ซึ่งเอย่ากล้าพูดเลยว่าการเลือกตั้งหนนี้มีผลชี้ชะตาความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศอย่างแน่นอน

อย่างที่ใครๆ ก็เห็นว่าที่ผ่านมามีพรรคการเมืองบางพรรคพยายามเป็นตัวตั้งตัวตีในการต่อต้านกองทัพเมียนมา ซึ่งแน่นอนหากพรรคการเมืองดังกล่าวได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล มั่นใจได้ว่าฝ่ายต่อต้านกองทัพเมียนมาจะต้องพยายามดึงรัฐบาลไทยเข้ามาอยู่ในเกมเพื่อคว่ำบาตรรัฐบาลเมียนมาอย่างแน่นอน โดยเอย่าขอแบ่งการวิเคราะห์ออกเป็น 2 ส่วนคือ 'ภายในประเทศ' และ 'ระหว่างประเทศ'

*** ภายในประเทศ : จะเห็นได้ว่าท่าทีของพรรคการเมืองที่สนับสนุนประชาธิปไตยเหล่านั้น หากได้เป็นรัฐบาลคงเอื้อต่อกลุ่มนอกประเทศของตัวเอง โดยที่ผ่านมาฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตย ก็ใช้ไทยเป็นศูนย์บัญชาการนอกประเทศมาตลอด แต่ไม่เปิดเผย

ดังนั้น หากรัฐบาลใหม่ขึ้นมา เอย่าเชื่อว่ากลุ่มนี้คงไม่ต้องปิดบังตัวเองอีกต่อไป และคงตั้งฐานปฏิบัติการในไทยอย่างเป็นกิจลักษณะได้เต็มที่ เพราะไทยพร้อมสรรพด้วย NGO ที่พร้อมเป็นแหล่งฟอกเงิน แหล่งจัดหาทุนและอาวุธ รวมถึงหน่วยรักษาพยาบาลที่ใช้คำอ้างสวยหรูว่าเปิดมาเพื่อมนุษยธรรมแต่เบื้องหลังคือรักษาผู้บาดเจ็บจากการรบฝั่งเมียนมา

ต่อมาในประเด็นสังคมหากรัฐบาลไทยเปิดรับผู้ลี้ภัยเต็มที่ให้โอกาสเช่นเดียวกับที่เยอรมนีให้แก่ผู้อพยพชาวซีเรียก็คงไปดูว่า สถิติอาชญากรรมที่พุ่งพรวดขึ้นในเยอรมนีจนถึงขั้นที่คนเยอรมนีรับไม่ได้ แต่คนไทยอาจจะรับได้ก็เป็นได้ ตามคำที่ติดปากคนไทย ว่า “คนไทยลืมง่าย”

***ในด้านระหว่างประเทศ : เชื่อได้ว่าไทยและเมียนมาอาจจะลดความสัมพันธ์ลง และทำให้คนไทยเดินทางเข้าเมียนมายากขึ้นก็เป็นได้ เช่นเมียนมาอาจจะให้คนไทยต้องทำวีซ่าเหมือนเดิมเวลาเข้าเมียนมาก็เป็นได้

ในด้านเศรษฐกิจ หากไทยสนับสนุนการรบจนกะเหรี่ยงชนะและประกาศแยกการปกครองได้ ไทยเราหากจะส่งออกสินค้าไปขายเมียนมาหรือนำเข้าเมียนมาผ่านด่านแม่สอดต้องเสียภาษี 2 ต่อ คงต้องตั้งคำถามตัวโตๆว่า “ไทยได้อะไรจากสิ่งนี้”

‘หมอวรงค์’ เปรียบ!! เรื่องสถาบันฯ หากไม่ ‘ศรัทธา’ ก็ควรต้อง ‘เคารพ’ อย่าเป็นแบบตะวันตก ‘ไม่ศรัทธา-ไม่เคารพ’ พระพุทธรูป แถมยังหมิ่น!!

เมื่อวันที่ 25 เม.ย. 66 ที่รอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน บนเวที ‘THE STANDARD DEBATE: เลือกตั้ง 66 ENDGAME เกมที่แพ้ไม่ได้’ ซึ่งจัดโดย THE STANDARD ที่มีตัวแทน 10 พรรคการเมืองร่วมประชันวิสัยทัศน์นั้น

ในช่วงหนึ่งของดีเบต ซึ่งดำเนินมาสู่ ‘Round 3 : The Last Stand ตอบชัด วัดจุดยืน’ กับคำถามที่ว่า...

“นพ.วรงค์ มีความคิดอย่างไร เมื่อคนรุ่นใหม่ก็มีสังคมในฝันแบบหนึ่งต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่ผู้ใหญ่ก็มีสังคมที่ยึดถืออีกแบบหนึ่ง และสองความคิดนี้กำลังปะทะกันอย่างรุนแรงในสังคม ภาพฝันของสังคมที่จะสามารถอยู่ร่วมกันได้ในแบบของคุณเป็นอย่างไร และการเสนอเพิ่มโทษ ม.112 จะทำให้ภาพฝันนั้นเป็นจริงได้อย่างไร”

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม แกนนำกลุ่มไทยภักดี และหัวหน้าพรรคไทยภักดี ก็ได้ตอบว่า “จริงๆ แล้วผมว่า ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะฝัน เกี่ยวกับเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่อย่างไรก็ตาม ทุกคนต้องเคารพกฎหมาย นี่คือ ‘หัวใจหลัก’ นอกจากเคารพกฎหมายแล้ว ทุกคนต้องเคารพศรัทธาซึ่งกันและกัน ยกตัวอย่างเช่น องค์พระพุทธรูปของศาสนาพุทธ ที่ต่างชาติเขาอาจจะไม่ได้มีความเข้าใจ เขาก็นำมาล้อเล่น แต่คนไทยมีความรู้สึกว่าคุณกำลังละเมิดความศรัทธาของเรา ก็เหมือนกันกับความศรัทธาต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ผู้อยู่เบื้องสูง ที่อยู่คู่กับสังคมไทยมากว่า 700 ปี เราต้องเคารพซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้น วันนี้เราอยู่ร่วมกันในรูปแบบนี้ ภายใต้มิตินี้ ถ้าน้องๆ ทุกคนบอกว่าเคารพสถาบันฯ ต้องการให้สถาบันฯ มีความเข้มแข็ง ถ้าในเมื่อเรามีความรู้สึกจริงใจต่อสิ่งเหล่านี้ ผมว่าเราสามารถเจรจา พูดคุยกันได้ และมันเคารพซึ่งกันและกันได้”

นพ.วรงค์ กล่าวต่ออีกว่า “แต่ในความเป็นจริง วันนี้เราต้องยอมรับว่า มีน้องๆ กลุ่มหนึ่งกระทำผิดกฎหมาย แม้แต่การไปทำโพล ผมไปอ่านบทความของการทำโพลมา ก็ได้เห็นคำถามชัดเจน ผมขออ่านให้ฟังเลยแล้วกัน ด้วยความบริสุทธิ์ใจ อย่างเช่นคำถามที่ถามว่า “คุณเห็นด้วยหรือไม่? ที่รัฐบาลอนุญาตให้พระมหากษัตริย์ใช้อำนาจได้ตามอัธยาศัย” นี่เป็นการทำโพลที่บิดเบือน เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ อยู่ภายใต้กฎหมาย แต่การทำโพลแบบนี้จงใจบิดเบือน เพื่อที่จะทำลายสถาบันฯ

ผู้สมัครบางคนถูกถอดสายน้ำเกลือแล้ว  ลุ้น!! ‘สุนทร’ ชิงกันเข้าวินกับ ‘น้องบีท’

แม้ชื่อของ เชาวศิลป์ บุญประเสริฐ (รองโข่ง) จะปรากฏเป็นกระแสอยู่ระยะหนึ่งกับการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.เขต 8 นครศรีธรรมราช (ฉวาง-นาบอน-ช้างกลาง-พิปูน) ในนามพรรคเพื่อไทย และก็ต้องยอมรับความจริงว่า กระแสพอใช้ได้ จนโพลบางสำนักยกให้อยู่อันดับ 1 เมื่อบวกกับกระแสเพื่อไทยทั่วประเทศ ยิ่งส่งแรงบวกให้รองโข่งมากขึ้น

แต่ก็ต้องเข้าใจตรงกันนะว่า ภาคใต้ไม่ใช่ฐานที่มั่นของเพื่อไทย แม้ ‘สมศักดิ์ เทพสุทิน’ จะลงไปคลุกอยู่ในพื้นที่นครศรีธรรมราชหลายครั้ง แต่ไม่น่าจะช่วยอะไรก็ได้มากนัก แต่คะแนนพรรคคงมีทุกเขต

แต่เมื่อเวลาเปลี่ยน สถานการณ์เปลี่ยน การเมืองก็เปลี่ยน ฝ่ายคู่แข่งงัดกลยุทธ์ ขุดวิชาขึ้นมาใช้ น่าจะทำให้กระแสเสียงของรองโข่งแผ่วลงไปบ้าง เมื่อกระสุนไม่พอ กระแสก็ไม่เกิด ซึ่งต้องยอมรับความจริงว่า การออกเดินพบปะพี่น้องประชาชนในเขตเลือกตั้งแบบ ‘หามรุ่งหามค่ำ’ และค่ำไหนนอนนั้น (นอนวัด) ของ ‘สุนทร รักษ์รงค์’ ผู้สมัครจากพรรคพลังประชารัฐ คู่ไปกับการตั้งวงพูดคุยแลกเปลี่ยนในสไตล์ที่ถนัด ยิ่งทำให้กระแสเสียงของสุนทรค่อยๆ ขยับตัวมาดีขึ้น พูดได้ว่าน่าจะอยู่อันดับ 1 แล้วเวลานี้

ด้วยเหตุผลหลายประการ ทั้งความพร้อมของพรรค และตัวผู้สมัคร สุนทร บุกหนักทั้งงานจัดตั้งแกน งานด้านสื่อ และโครงการสุนทรนอนวัด 21-25 เมษายน ที่เดินเท้าขอคะแนนถึงบ้านตอนกลางวัน ถึงเวลากลางคืนจัดเวทีเสวนาที่วัด เพื่อรับฟังปัญหา ความต้องการของชาวบ้าน และรับฟังความคิดเห็น เพื่อนำไปเสนอพรรคเพื่อทำนโยบายเชิงพื้นที่ 

ถ้าสุนทรใช้วิชาที่ถนัดแบบเต็มแม๊ก เดินเท้าทุกชุมชน เพื่อขอคะแนนเสียง เปิดเวทีย่อย-เวทีใหญ่ ให้ครบทั้ง 5 อำเภอ 

พรรคภูมิใจไทย มุกดาวรรณ ม้าตีนต้นเริ่มแผ่ว น่าจะมีปัญหาเรื่องท่อน้ำเลี้ยงร่างกายขาดน้ำเกลือ ย่อมอ่อนเพลียเป็นธรรมดา

กล่าวสำหรับเขตนี้ ก็ไม่ควรมองข้าม ‘น้องบีท’ ปุณณ์สิริ บุณยเกียรติ จากประชาธิปัตย์ ลูกสาวชินวรณ์ ก็เชื่อว่า ชิณวรณ์จะต้องออกแรงหนัก เพื่อดันน้องบีทให้แจ้งเกิดทางการเมือง โดย ‘แทน-ชัยชนะ เดชเดโช’ ในฐานะเคยเป็น ส.ส.เขตนี้มาก่อนก็ต้องจับมือ ‘ชิณวรณ์’ ช่วยน้องบีทอีกแรง เพื่อเดินไปสู่เป้าหมายที่ใหญ่กว่า แต่ต้องแก้ให้ได้กับกระแสไม่เอาประชาธิปัตย์ ไม่เอาการสืบทอดสู่ทายาท เพื่อเป้าหมายที่ใหญ่กว่า 

‘แอดมินตาหวาน’ โผล่ฟาด ‘ช่อ’​ เหตุจาบจ้วงสถาบันฯ ลั่น!! ยังน้อยไป ถ้าเทียบกับที่ปั่นหัวเยาวชนให้ทำลายชาติ

(26 เม.ย. 66) หลังเกิดเหตุเผชิญหน้ากันที่รายการดีเบตช่องดัง ของ ‘แอดมินตาหวาน’ ที่บุกมาเจอ ‘ช่อ’​ พรรณิการ์ วานิช ระหว่างทีมงาน ‘รอยตุ๊’​ นพดล พรหมภาสิต กับ ช่อ พรรณิการ์ผู้ช่วยหาเสียงคณะก้าวไกล หนึ่งในคณะทำงานพรรคก้าวหน้า ร้อนฉ่ายิ่งกว่าตัวแทนที่ขึ้นไปดีเบตบนเวที จน ‘ป้าอยุธยา’ ต้องรีบเข้ามาห้ามทัพนั้น เมื่อมีคลิปที่ถูกเผยแพร่ออกมาในโลกโซเชียลมีเดีย แอดมินตาหวานยอมรับ โดยกล่าวว่า “นี่ยังน้อยไป ถ้าเทียบกับที่คนกลุ่มนี้ปั่นหัวเยาวชน ทำลายประเทศชาติ”

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในสตูดิโอ เวิร์คพอยท์ ซึ่งจัดให้มีการดีเบตกัน ระหว่างแฟนคลับของแต่ละพรรคการเมือง โดย ช่อ พรรณิการ์ วานิช มาในนามของแฟนคลับพรรคก้าวไกล นายกิตติคุณ ธรรมกิติราษฎร์ หรือ ‘มัมดิวไดอารี่’ อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง มาในนามแฟนคลับพรรคเพื่อไทย และ ‘แอดมินเจน’ วริษนันท์ ศรีบวรธนกิตติ์ หัวหน้าทีมเชียร์ลุง มาในนามแฟนคลับของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

บรรยากาศการบันทึกเทปในรายการเป็นไปได้ด้วยดี แต่บรรยากาศกองเชียร์ ทีมแอดมินเจน ค่อนข้างร้อนระอุดุเดือด โดยเฉพาะช่วงที่อัดเทปรายการเสร็จ รอยตุ๊ นพดล และ ‘ตาหวาน’ หรือ วลัญช์รัช สิทธิสวัสดิ์ แอดมินเพจภาคีประชาชนปกป้องสถาบันฯ ได้ขอเข้าไปเคลียร์กับช่อ พรรณิการ์ วานิช พร้อมถามตรง ๆ เรื่องการจาบจ้วงพระมหากษัตริย์ จนเกิดความชุลมุนวุ่นวาย เป็นเหตุให้ ‘ป้าอยุธยา’ หรือ กัลยาณี จูปรางค์ แฟนคลับตัวยงรุ่นใหญ่ของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อีก 1 คน พร้อมด้วยแอดมินเจนได้เข้าไปห้ามทัพ ไม่ให้ตาหวาน และรอยตุ๊ จี้คำถามกับช่อ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top