Friday, 17 July 2026
NewsFeed

‘รัสเซีย’ โว!! ทดสอบ ‘ขีปนาวุธข้ามทวีป’ ผ่านฉลุย-แม่นยำ หลัง ‘ปูติน’ ระงับข้อตกลงอาวุธนิวเคลียร์ ‘New START’ กับสหรัฐฯ

เมื่อวันที่ 11 เม.ย. 66 สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า รัสเซียได้ประกาศความสำเร็จในการยิงทดสอบขีปนาวุธทิ้งตัวพิสัยข้ามทวีป (ไอซีบีเอ็ม) ขั้นสูง หลังจากที่ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย ระงับความร่วมมือในข้อตกลงควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ ‘New START’ กับทางสหรัฐฯ

กระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุผ่านแถลงการณ์ว่า เจ้าหน้าที่กองทัพประสบความสำเร็จในการยิงไอซีบีเอ็มออกจากระบบยิงขีปนาวุธภาคพื้นดิน ที่ฐานการยิงจรวดคาปุสติน ยาร์ ของประเทศเมื่อวันอังคาร (11 เม.ย.) และว่า หัวรบทดสอบของขีปนาวุธดังกล่าวได้พุ่งโจมตีใส่เป้าหมายจำลองที่สนามทดสอบขีปนาวุธซารีชากันในประเทศคาซัคสถานตามความแม่นยำที่กำหนดไว้

แม้ว่ากระทรวงกลาโหมของรัสเซียจะไม่ได้ระบุประเภทของขีปนาวุธ ที่ถูกทดสอบเมื่อวันที่ 11 เมษายนอย่างชัดเจน แต่ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ปฏิบัติการดังกล่าวว่าเป็น ‘การทดสอบอุปกรณ์การต่อสู้ขั้นสูงของไอซีบีเอ็ม’

“การยิงขีปนาวุธครั้งนี้ ทำให้สามารถยืนยันความถูกต้องของการออกแบบวงจร และการแก้ปัญหาทางเทคนิค ที่ถูกใช้ในการพัฒนาระบบขีปนาวุธเชิงยุทธศาสตร์อันใหม่” กลาโหมรัสเซีย กล่าว

“รองต่อ แนะ 3 วิธีอุ่นใจช่วงสงกรานต์ เชิญฝากบ้านกับตำรวจ” 

พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เชิญชวนประชาชนฝากบ้านกับตำรวจ  ผ่าน 3 ช่องทาง เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลความปลอดภัย ตลอดช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2566 นี้

วันนี้ 12 เมษายน 2566 พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม โครงการประชารัฐร่วมใจดูแลความปลอดภัยบ้านประชาชนช่วงเทศกาลสำคัญ (ฝากบ้าน 4.0) ในพื้นที่ สน.ทุ่งมหาเมฆ โชคชัย และ ดอนเมือง

พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ฯ เปิดเผยว่า ตามที่ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ         ได้กำหนดมาตรการป้องกันปราบปรามในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2566 โดยสั่งการไปยังหน่วยตำรวจทุกพื้นที่ ให้เตรียมความพร้อมในการดูแลความปลอดภัยชีวิตและทรัพย์สิน พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งมีวันหยุดยาวต่อเนื่องหลายวัน ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพพื้นที่นั้น
 
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ต่อยอด “โครงการประชารัฐร่วมใจดูแลความปลอดภัยบ้านประชาชนช่วงเทศกาลสำคัญ (ฝากบ้าน 4.0)” ซึ่งแต่เดิมมีระยะเวลาการดำเนินโครงการเฉพาะช่วงเทศกาลที่มีวันหยุดยาว เป็นการที่พี่น้องประชาชนซึ่งไม่อยู่บ้านเป็นเวลานาน สามารถแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสอดส่องดูแลเพิ่มความเข้มในการตรวจตราเฝ้าระวังป้องกันการเกิดเหตุ ซึ่งจะเป็นการช่วยให้การป้องกันอาชญากรรมมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น 


 
พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ฯ กล่าวว่า โครงการฝากบ้านไว้กับตำรวจ เป็นหนึ่งในโครงการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ท่าน ผบ.ตร. เน้นย้ำในการดูแลความปลอดภัยในทรัพย์สินของประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยนำเอาการดำเนินการต่างๆ ประกอบด้วย ฝากบ้านไว้กับตำรวจ , เพื่อนบ้านเตือนภัย , Stop Walk & Talk , สมาชิกแจ้งข่าวอาชญากรรม , อาสาสมัครช่วยงานกิจการตำรวจ และ เทคโนโลยีที่จำเป็นในการสนับสนุนการปฏิบัติงานตำรวจ มาขับเคลื่อนให้ประสบผลสำเร็จ โดยปัจจัยสำเร็จของโครงการอยู่ที่ การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขและต่อยอดพัฒนาให้ดีขึ้น นำไปสู่การป้องกันอาชญากรรมแบบยั่งยืน 
สำหรับประชาชนที่มีความประสงค์เข้าร่วมโครงการฯ สามารถติดต่อขอรับบริการได้ที่สถานีตำรวจใกล้บ้านทุกแห่ง แต่หากไม่สะดวกในการไปติดต่อที่สถานีตำรวจ ยังสามารถร่วมโครงการได้ผ่าน แอปพลิเคชั่น “OBS” ได้ทั้ง Google play และ App Store นอกจากนี้ ยังสามารถแจ้งความประสงค์เข้าร่วมโครงการผ่าน  ศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน 191 โดยเมื่อศูนย์วิทยุฯได้รับความประสงค์ขอเข้าร่วมโครงการฯจากประชาชนแล้ว เจ้าหน้าที่จะสอบถามข้อมูล แล้วส่งรายละเอียดไปยังสถานีตำรวจ เพื่อให้ติดต่อกลับไปยังผู้แจ้งเพื่อดำเนินการให้เสร็จสิ้น
 
“ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ขณะนี้มีบ้านประชาชนเข้าร่วมโครงการแล้วทั้งสิ้น 3,377 หลัง จากทั่วประเทศ  โดยแบ่งเป็น 
1.มาติดต่อที่สถานีตำรวจ 389 ราย 
2.แจ้งผ่านศูนย์ฯ191   18 ราย 
3.ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชั่น OBS  2,970 ราย

ซึ่งหัวหน้าสถานีตำรวจ จะนำข้อมูลพื้นที่เสี่ยงของผู้ที่เข้าร่วมโครงการฯ มาพิจารณาวางแผนการตรวจตราระวังป้องกันเหตุ และอบรมชี้แจงการออกตรวจตราความเรียบร้อยของเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกฝ่ายตามวงรอบ รวมทั้งสอดส่องความผิดปกติของบ้านที่เข้าร่วมโครงการ และสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมของประชาชน ชุมชน องค์กร ส่วนราชการในพื้นที่ให้มีการเชื่อมโยงทำงานร่วมกัน ก่อให้เกิดความเข้มแข็งในชุมชนในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม
 

‘เสธ.หิ’ งง!! ลง ‘พะเยา’ ครั้งแรกถูกโยงเอี่ยวกร่าง หลัง ‘ธรรมนัส’ อ้างคนสนิท ‘เสธ.คนดัง’ ใช้ทหาร-อาวุธขู่

จากกรณีที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ผู้สมัคร ส.ส.พะเยา พรรคพลังประชารัฐ และประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งภาคเหนือ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า บ้านใหญ่เจ๊ ล. ขาใหญ่อำเภอปง พะเยา ซึ่งเป็นพี่สาว ผู้สมัคร ส.ส. พะเยา เขต 3 ของพรรคหนึ่ง ที่ตอนนี้ทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพลกร่าง ผู้นำท้องถิ่น ท้องที่ เล่าให้ฟังว่า พอไปถึงบ้านเจ๊ ล. ก็มีกองกำลังทหารเกือบ 1 หมวด พกอาวุธ (ปืนสั้น) ภายใต้การควบคุมของเสธ น. (ลูกน้องเสธ นอกราชการคนดัง) และข่มขู่ว่าจะจัดการกับผู้นำขั้นเด็ดขาดหากไม่ช่วยผู้สมัครรายนี้ จะเริ่มปฏิบัติการโดยใช้กองกำลังทหารค้นบ้านผู้นำทุกรายที่เห็นต่าง

ทั้งนี้ การออกมาโพสต์ข้อความดังกล่าว ประจวบเหมาะกับ ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ผู้ประสานงานพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) รับผิดชอบการเลือกตั้งภาคเหนือของพรรค ได้เดินทางไปร่วมโชว์วิสัยทัศน์ ในรายการ BIG DEBATE เวทีจังหวัดพะเยา ซึ่งจัดโดยสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 เมื่อวันที่ 11 เม.ย. 66 ที่ผ่านมา พอดี

เป็นไปได้ว่า เสธ.นอกราชการคนดัง ที่ ร.อ.ธรรมนัส ระบุถึง ก็คือ ดร.หิมาลัย นั่นเอง

ล่าสุด ดร.หิมาลัย ได้กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ตนเองเพิ่งมีโอกาสเดินทางไปจังหวัดพะเยาครั้งแรก เมื่อวันที่ 11 เม.ย.ที่ผ่านมา เพื่อร่วมเวทีดีเบต ซึ่งทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 เป็นผู้จัด เมื่อเดินทางถึงจังหวัดพะเยา ก็ได้ไปพูดคุยกับคุณไพโรจน์ ตันบรรจง ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรค เพื่อต้องการรับทราบประเด็นปัญหาของจังหวัดพะเยา สำหรับใช้เป็นข้อมูลในการดีเบต จากนั้น จึงเดินทางไปยังเวทีดีเบต และอยู่ในพื้นที่นั้นตลอดเวลาโดยไม่ได้เดินทางออกนอกพื้นที่เลย

‘จีน’ เอาจริง!! เร่งจัดการ ‘เนื้อหาออนไลน์ผิดกฎหมาย’ หน่วยไซเบอร์สเปซ เผย ยอดเดือน มี.ค.พุ่ง 16 ล้านกรณี

(12 เม.ย. 66) สำนักข่าวซินหัว, ปักกิ่ง รายงานว่า หน่วยกำกับดูแลไซเบอร์สเปซของจีน รายงานว่า จีนจัดการกรณีเกี่ยวกับเนื้อหาออนไลน์ผิดกฎหมายหรืออันตราย ช่วงเดือนมีนาคม มากกว่า 16.7 ล้านกรณี ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 32.7 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.4 จากเดือนก่อนหน้า

รายงานระบุว่า กลุ่มเว็บไซต์รายใหญ่ของจีนได้จัดการกรณีลักษณะดังกล่าวราว 15.52 ล้านกรณี ส่วนเจ้าหน้าที่กำกับควบคุมอินเทอร์เน็ตส่วนกลาง และส่วนภูมิภาคจัดการกรณีลักษณะดังกล่าวราว 1.18 ล้านกรณี

หนึ่งในการยกระดับการคมนาคมของประเทศไทย ด้วยการมาถึงของ “สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์”

เชื่อว่าถ้าเป็นชาว กทม. ร้อยทั้งร้อยต้องคุ้นเคยกับ “สถานีรถไฟดอนเมือง” แต่อย่างที่หลายคนทราบ ในวันนี้ สถานีรถไฟดอนเมือง(เดิม) ได้มีการหยุดใช้งานไปเรียบร้อย โดยเปลี่ยนไปใช้ สถานีรถไฟร่วมสายสีแดง (บริเวณตลาดดอนเมืองใหม่) ที่มีความสะดวกและทันสมัยมากขึ้น

ย้อนเวลากลับไป ด้วยการมาถึงของ “สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์” หรือสถานีกลางบางซื่อ ส่งผลให้มีการปรับเส้นทางขบวนรถไฟทางไกล เหนือ ใต้ อีสาน และกลุ่มขบวนรถด่วนพิเศษ รถด่วน รถเร็ว โดยให้มาใช้บริการ ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์แทน ในคราวเดียวกัน ขบวนรถไฟทางไกลสายเหนือและสายอีสาน ที่ออกจากสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ จะวิ่งบนโครงสร้างทางยกระดับเช่นเดียวกับรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง และจะไม่หยุดรับ-ส่ง ผู้โดยสารสถานีรายทาง ได้แก่ ที่ป้ายหยุดรถ กม.11, สถานีบางเขน, ที่หยุดรถไฟทุ่งสองห้อง, สถานีหลักสี่, ที่หยุดรถการเคหะ กม.19

นอกจากนี้ บริเวณสถานีรถไฟดอนเมืองเก่า ก็ให้หยุดทำการลงไป โดยผู้โดยสาร ทั้งที่ประสงค์ใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีแดง หรือผู้โดยสารจากรถไฟทางไกล สามารถใช้สถานีร่วมกันได้ที่สถานีรถไฟฟ้าสายสีแดง (บริเวณตลาดใหม่ดอนเมือง) ซึ่งมีความทันสมัย และสะดวกสบาย ทั้งนี้สถานีรถไฟดอนเมืองเปิดทำการมากว่า 125 ปี กระทั่งหยุดให้บริการ และปรับปรุงให้ใช้สถานีร่วมของรถไฟฟ้าสายสีแดงแทน

 

‘รัฐบาล’ ปลื้ม!! แนวโน้มตลาดรถ EV ไทยโตต่อเนื่อง พร้อมยกระดับไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตของภูมิภาค

(12 เม.ย.66) นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สนับสนุนและส่งเสริมการลงทุนในภาคการผลิตและส่งออกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นฐานการการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนยานยนต์ของภูมิภาค เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 

พร้อมทั้งรับทราบการเปิดเผยรายงานของศูนย์วิจัยกสิกรไทยซึ่งคาดการณ์ว่า ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า BEV ในไทยในปี 2566 นี้จะเติบโตได้อย่างก้าวกระโดดถึง 271.6% เมื่อเทียบกับปี 2565 พร้อมประเมินว่าจะสามารถทำยอดขายได้กว่า 50,000 คัน สะท้อนถึงพัฒนาการด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในไทยที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สำหรับ รถยนต์ไฟฟ้า BEV (Battery Electric Vehicle) เป็นรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อน โดยไม่มีการปลดปล่อยมลพิษ (Zero Emission) จากรถยนต์โดยตรง จึงได้รับความสนใจอย่างมากในปัจจุบัน ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยเปิดเผยเพิ่มเติมว่า แนวโน้มการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า BEV ในไทย มีปัจจัยสนับสนุนทั้งด้านอุปสงค์และอุปทาน โดยด้านอุปสงค์มาจากความต้องการรถยนต์ BEV ที่ยังอยู่ในระดับสูงของผู้บริโภค ซึ่งเป็นผลของมาตรการกระตุ้นด้านราคาที่ถูกจุดจากทางภาครัฐและการเร่งกระจายจุดชาร์จรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการใช้งาน 

‘การรถไฟฯ’ คาด คนแห่เดินทางช่วงสงกรานต์เฉียดแสน เตรียมจัดขบวนรถพิเศษ รองรับ-อำนวยความสะดวกให้ ปชช.

(12 เม.ย. 66) การรถไฟแห่งประเทศไทย รายงานว่า บรรยากาศที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ วันนี้ (12 เมษายน 2566) ยังคงมีผู้โดยสารทยอยเดินทางกลับภูมิลำเนาและใช้เวลาในวันหยุดยาวเดินทางท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง คาดการณ์ว่าจะมีผู้โดยสารใช้บริการ ประมาณ 77,000 คน

ทั้งนี้ การรถไฟฯ ได้จัดขบวนรถพิเศษช่วยการโดยสารที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนเพิ่ม จำนวน 4 ขบวน คือ

1.) ขบวนรถด่วนพิเศษที่ 5 สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ – เชียงใหม่ ออกจากสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ เวลา 19.45 น. ถึงเวลา 08.10 น.
2.) ขบวนรถที่ 955 สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ – ศิลาอาสน์ ออกจากสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ เวลา 22.50 น. ถึงเวลา 07.00 น.
3.) ขบวนรถที่ 967 สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ – อุดรธานี ออกจากสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ เวลา 21.45 น. ถึงเวลา 07.40 น.
4.) ขบวนรถที่ 977 สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ – อุบลราชธานี ออกจากสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ เวลา 22.05 น. ถึงเวลา 08.10 น.

‘ชัยวุฒิ’ แจง คุมตัว ‘9 Near’ แล้ว เผย ทำไปเพราะอยากดัง ตัวเจ้ายัน ไม่ได้แฮกข้อมูล แต่ซื้อมาจากเว็บมืด 8 ล้านรายการ

(12 เม.ย. 66) นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) แถลงความคืบหน้าในการติดตามผู้กระทำความผิดที่อ้างว่ามีข้อมูลส่วนบุคคลของคนไทยจำนวน 55 ล้านรายการว่า จ่าสิบโทเขมรัตน์ ได้ถูกส่งตัวมาที่กองบัญชาการสืบสวนสอบสวนคดีทางเทคโนโลยี โดยได้มีการสอบสวนและจะนำตัวจ่าสิบโทเขมรัตน์ไปค้นหาหลักฐานเพิ่มเติมที่บ้านพัก

ผู้ต้องหายืนยันว่า ข้อมูลที่ได้มาไม่ได้มาจากการแฮกข้อมูล แต่ได้จากการซื้อมาจากเว็บมืดที่ผิดกฎหมาย จำนวน 8 ล้านรายการ ราคา 8 พันบาท เมื่อซื้อข้อมูลมาแล้วต้องการทดลองว่า มีรายชื่อของตนอยู่ในข้อมูลดังกล่าวหรือไม่ เมื่อตรวจสอบพบว่ามีจริง จึงนำมาโพสต์ ครั้งแรกไม่ได้รับการตอบสนอง จึงเลือกเอารายชื่อของผู้มีชื่อเสียงมาโพสต์ทำให้เกิดความสนใจมาก

ปลัด ทส. บินด่วน สั่งการดับไฟป่า จ.นครนายก คุมเข้มป้องกันไฟเข้าพื้นที่มรดกโลก อช.เขาใหญ่ 

วันนี้ (12 เมษายน 2566) นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ปกท.ทส.) พร้อมด้วย นายอรรถพล เจริญชันษา รักษาการอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ ลงพื้นที่ร่วมกับ นายอุดมเขต ราษฎร์นุ้ย รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก ติดตามสถานการณ์ไฟไหม้ป่าในพื้นที่จังหวัดนครนายก โดยขึ้นเฮลิคอปเตอร์ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) บินตรวจสภาพพื้นที่ป่าที่ถูกไฟไหม้บริเวณรอบจังหวัดนครนายก พร้อมรับฟังสรุปสถานการณ์ไฟป่าในภาพรวม และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่จากทุกภาคส่วนที่เข้าร่วมสนับสนุนปฏิบัติการดับไฟป่าร่วมกับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ 

 

‘โรม’ ชี้ คุมตัว ‘แฮกเกอร์ 9near’ ผิดสังเกตหลายจุด จี้ สธ. ออกมาชี้แจง สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน

(12 เม.ย.66) รังสิมันต์ โรม โฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณีการควบคุมตัว จ่าสิบโทเขมรัฐ บุญช่วย หรือแฮกเกอร์ 9near ผู้ต้องหาฐานความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จากการโพสต์ขายข้อมูลที่อ้างว่าเป็นข้อมูลส่วนตัวของคนไทยกว่า 55 ล้านรายการว่า ต้องยอมรับว่าเรื่องนี้มีความแปลกประหลาด แปลกที่หนึ่ง คือทั้งที่เจ้าหน้าที่รู้อยู่แล้วว่าใครเป็นแฮกเกอร์ ออกหมายจับตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2556 ปัจจุบันวันที่ 12 เมษายน 2566 ใช้เวลานานถึง 9 วันในการควบคุมตัว

“ค่อนข้างเชื่อว่าเรื่องนี้มีบางคนอยู่เบื้องหลัง อาจเป็นผู้บังคับบัญชา บุคคลระดับสูงในกองทัพ เป็นเหตุผลว่าทำไมการควบคุมตัวแฮกเกอร์คนนี้ ถึงเต็มไปด้วยความยากลำบาก” รังสิมันต์กล่าว

โฆษกพรรคก้าวไกลกล่าวต่อว่า แปลกที่สอง คือมีความพยายามปกป้องไม่ให้มีการเข้าถึงจ่าสิบโทคนดังกล่าว เห็นได้จากตอนควบคุมตัว สัญญะที่สื่อออกมาค่อนข้างชัดเจนว่าไม่ต้องการให้สื่อมวลชนซักถาม ราวกับจะกีดกันเพราะเกรงว่าแฮกเกอร์อาจซัดทอดไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง จึงขอเรียกร้องให้มีการขยายผลให้เกิดความชัดเจน อย่าให้จบแค่การควบคุมตัว เพราะหากสุดท้ายจับคนเบื้องหลังไม่ได้ ได้แค่คนตัวเล็กตัวน้อย ข้อมูลของประชาชนก็อาจหลุดได้อีก

“พรรคก้าวไกลเป็นห่วงเรื่องนี้ รวมถึงการจัดการข้อมูลที่หลุดออกมา จะทำอย่างไรให้แน่ใจได้ว่าไม่มีแบ็กอัป หรือสำรองไว้ที่ใดที่อาจทำให้ข้อมูลหลุด ให้มิจฉาชีพคนอื่นแสวงหารายได้หรือผลประโยชน์ ทำให้ประชาชนจำนวนมากอาจตกเป็นเหยื่อ” รังสิมันต์กล่าว

ทั้งนี้ ขอฝากไปถึงกระทรวงสาธารณสุข เงียบมากในเรื่องนี้ ทั้งที่ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าข้อมูลหลุดมาจากแอปหมอพร้อม ควรออกมาให้ความมั่นใจแก่ประชาชนหรือไม่ว่าจะทำอย่างไรไม่ให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก

“ทำไมทหารยศจ่าสิบโทถึงสามารถแฮกได้ ถ้าไม่ได้เป็นเพราะจ่าสิบโทคนดังกล่าวเก่งมาก ก็เป็นไปได้ว่าระบบจัดการข้อมูลของรัฐอ่อนแอมาก หรือเป็นเพราะข้อมูลเหล่านี้ ฝ่ายความมั่นคงในกองทัพเข้าถึงได้อยู่แล้ว ดังนั้น ควรชี้แจงให้ประชาชนรู้สึกมั่นใจว่าการใช้เครื่องมือของรัฐมีความปลอดภัย ไม่ใช่ใครจะล้วงออกไปง่ายๆ” รังสิมันต์กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top