Friday, 10 July 2026
NewsFeed

ททท.จัด 'มหกรรมเที่ยวเมืองไทย Amazing ยิ่งกว่าเดิม' สัญจร ที่จังหวัดเชียงใหม่

ททท. ปลื้มมหกรรมเที่ยวเมืองไทยAmazing ยิ่งกว่าเดิมคึกคัก เดินหน้าจัดงานมหกรรม เที่ยวเมืองไทย Amazing ยิ่งกว่าเดิม@เชียงใหม่ พบกับ กิจกรรมเจรจาธุรกิจใน Business Matching ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายกว่า 130 บริษัททั่วประเทศ ได้แก่ ผู้ประกอบการท่องเที่ยวภาคเหนือองค์กรภาครัฐและเอกชน บริษัทนำเที่ยว โรงเรียนนานาชาติ และกลุ่มผู้จัดงานทั่วประเทศ หวังสร้างโอกาสทางธุรกิจ ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

ในวันพุธ ที่ 21 ธันวาคม 2565 เวลา 08.30 - 13.00 น. ททท. จัดกิจกรรมการเจรจาทางธุรกิจ (B2B) ในโครงการ มหกรรมเที่ยวเมืองไทย Amazing ยิ่งกว่าเดิม สัญจร ที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีนางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคเหนือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  กล่าวเปิดงาน พร้อมด้วยนางสาวสุลัดดา ศรุติลาวัณย์ ผู้อำนวยการสำนักงานททท.สำนักงานเชียงใหม่  นายสมชาย ชมภูน้อย ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคใต้ นายพัลลภ แซ่จิว ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ นายศุภมิตร กิจจาพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารศิริปันนา วิลล่า รีสอร์ทและสปาเชียงใหม่ และผู้ประกอบการท่องเที่ยว ร่วมกิจกรรม ณ โรงแรมดิเอ็มเพรส เชียงใหม่

นางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ ผู้อำนวยการภูมิภาค ภาคเหนือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท. กำหนดจัดงานมหกรรมเที่ยวเมืองไทย Amazing ยิ่งกว่าเดิม @เชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 20 – 21 ธันวาคมนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการท่องเที่ยวในประเทศ สร้างโอกาสทางธุรกิจ เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืนขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย เตรียมพร้อมรองรับการท่องเที่ยวที่จะกลับสู่สภาวะปกติในปี 2566 ตามแนวคิดโครงการ Save Partner

โดยกิจกรรมดังกล่าวถือเป็นการต่อยอดงาน 'มหกรรมเที่ยวเมืองไทย Amazing ยิ่งกว่าเดิม' ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 15 – 18 ธันวาคม ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ ที่ผ่านมา ซึ่ง ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยการจัดงานตลอดทั้ง 4 วัน พบว่า มีผู้เข้าร่วมงานทั้งหมดกว่า 50,000 คน เกิดการซื้อขายภายในงานกว่า 70 ล้านบาท  

สำหรับการจัดงานมหกรรมเที่ยวเมืองไทย Amazing ยิ่งกว่าเดิม@เชียงใหม่ เป็นการจัดกิจกรรม การเจรจาธุรกิจ B2B (Business to Business) ในรูปแบบของ 'Business Matching' ระหว่าง กลุ่มผู้ซื้อ (Buyer) และผู้ขาย (Seller) จำนวนกว่า 130 รายจากทั่วประเทศ ประกอบด้วย กลุ่มผู้ซื้อ (Buyer) จากองค์กรจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน บริษัทนำเที่ยว กลุ่มการศึกษา โรงเรียนเอกชน โรงเรียนนานาชาติ กลุ่มผู้จัดงาน เป็นต้น และ ผู้ขาย (Seller) ประกอบด้วย ผู้ประกอบการโรงแรม บริษัทนำเที่ยว ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว ฯลฯ ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในภูมิภาคภาคเหนือ ร่วมนำเสนอแพ็คเกจพิเศษการท่องเที่ยวสำหรับองค์กรและการจัดรายการนำเที่ยว

‘พิธา’ โชว์ภูมิพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล ชี้ ควรเพิ่มงบท้องถิ่น - ใช้เทคโนโลยีลดเหลื่อมล้ำ

‘พิธา’ โชว์วิสัยทัศน์เศรษฐกิจดิจิทัล ชี้จีดีพีไทยโตขึ้นแต่ยังรั้งกลางตารางอาเซียน ชูหลักคิด ‘ก้าวไกล’ ตั้งเป้าหมายไประดับโลก ต้องเริ่มต้นจากท้องถิ่น

(22 ธ.ค. 65) นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคก้าวไกล ร่วมแสดงวิสัยทัศน์นโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลในหัวข้อ ‘เทรนด์ใหม่ของเศรษฐกิจดิจิทัลและยุทธศาสตร์ด้านนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน’ ร่วมกับแกนนำพรรคการเมืองใหญ่ 5 พรรค ในงานเสวนา “Next Step Thailand 2023 ทิศทางแห่งอนาคต” ความตอนหนึ่งว่า เศรษฐกิจดิจิทัลไทยในปัจจุบันมีมูลค่ากว่า 1.2 ล้านล้านบาท คาดการณ์การเติบโตอยู่ที่ 15% ต่อปี โดยมีการลงทุนจากภาคเอกชนอยู่ที่ราว 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่ดีเมื่อเทียบกับการเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งระบบ ที่จีดีพีคาดการณ์การเติบโตอยู่ที่ประมาณ 3% แต่กระนั้นหากเทียบกับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในอาเซียนด้วยกัน จะพบว่าประเทศไทยอยู่ที่อันดับ 6 ของอาเซียน ทั้งในด้านคาดการณ์การเติบโตและปริมาณการลงทุน และเมื่อหันมาดูด้านงบประมาณที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจดิจิทัล จะพบว่ารัฐบาลได้ให้งบประมาณด้านแผนงานยุทธศาสตร์เศรษฐกิจดิจิทัลเพียง 980 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.03% ของงบประมาณทั้งหมด ส่วนงบประมาณด้านการพัฒนาสมาร์ทซิตี้ ซึ่งมีอยู่ประมาณ 7.36 พันล้านบาท ส่วนใหญ่กลับไปอยู่ที่กรมโยธาธิการและผังเมืองของกระทรวงมหาดไทย ถึง 7.16 พันล้านบาท ซึ่งไม่ตอบโจทย์ในการสร้างยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจดิจิทัลโดยตรง

หัวเมืองใหญ่อย่าประมาท เมื่อ PM2.5 มาตามคาด วอนคนไทยอย่าเที่ยวปีใหม่เพลิน จนลืมป้องกันตัว

ช่วงปลายปีแบบนี้ แถมอากาศหนาวเป็นใจ คนไทยเลยแห่เที่ยวแห่ฉลองกันอย่างสนุกสนาน โดยลืมว่าฤดูหนาวแบบนี้แหละที่มักเกิดปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่เราหลงลืมไปว่ามักมาเยือนตามเมืองใหญ่ๆ อย่างกรุงเทพมหานครและเชียงใหม่ 

แต่หนักสุดเห็นจะเป็นกรุงเทพฯ นี่แหละ เพราะมีรายงานข่าวจากสำนักสิ่งแวดล้อมว่า พบฝุ่นละอองมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น นั่นคือพบฝุ่นละออง PM2.5 มีค่าเกินมาตรฐาน จำนวน 4 พื้นที่ ได้แก่ เขตทวีวัฒนา, เขตหนองแขม, เขตหนองจอก และเขตปทุมวัน โดยตรวจวัดได้ระหว่าง 30-53 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) โดย PM2.5 ค่ามาตรฐาน เฉลี่ย 24 ชม. ไม่เกิน 50 มคก./ลบ.ม. แต่ 4 พื้นที่นี้มีค่ามาตรฐานเกินคือ 53 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร จึงต้องเตือนประชาชนในเขตพื้นที่ดังกล่าวให้ระวังสุขภาพและสวมหน้ากากป้องกัน  

ทั้งนี้ในวันที่ 24 ธ.ค. 65 เป็นช่วงเวลาที่ควรเฝ้าระวังทั้งพื้นที่ กทม. เนื่องจากสภาพเพดานการลอยตัวอากาศที่ต่ำ ประกอบสภาวะอากาศที่นิ่ง ลมสงบ  เพื่อความไม่ประมาท จึงควรเริ่มเฝ้าระวังตั้งแต่เย็นวันที่ 23 ธ.ค. 65

'บิ๊กป้อม' ตั้ง 'ไพบูลย์' นั่ง ปธ.คณะทำงานธุรการฯ จัดการเอกสารเกี่ยวเนื่องเลือกตั้ง เพื่อยื่นต่อสู่ กกต.

(22 ธ.ค. 65) ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพปชร.ได้ลงนามคำสั่งพรรคพลังประชารัฐที่ 149/2565 เรื่อง แต่งตั้งคณะทำงานธุรการเพื่อการเลือกตั้งทั่วไป พรรคพลังประชารัฐ 

เพื่อให้การดำเนินงานธุรการของพรรคพลังประชารัฐ ในการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไปปี พ.ศ. 2566 เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งในกระบวนการรับสมัคร กระบวนการสรรหา การจัดประชุมสาขาพรรคและตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด เพื่อรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกพรรค และการยื่นเอกสารสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคต่อคณะกรรมการเลือกตั้ง โดยอาศัยอำนาจตามข้อบังคับพรรคพลังประชารัฐ พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 17(1)(ซ) 

จึงแต่งตั้งคณะทำงานธุรการเพื่อการเลือกตั้งทั่วไป พรรคพลังประชารัฐ ดังนี้ นายไพบูลย์ นิติตะวัน เป็นประธานคณะทำงาน และมี พล.อ.จิรศักดิ์ บุตรเนียร คณะทำงาน, นายวีระวัฒน์ ภู่พงษ์ คณะทำงาน, นายกันติพจน์ สิริภักดิสกุล คณะทำงาน และนายธีรยุทธ สุวรรณเกสร คณะทำงาน

'ดร.เสรี' ชี้!! ชาวกทม.เทคะแนนเลือกผู้แก้ปัญหา แต่สุดท้ายได้คนมาออก Event เล่น Cosplay

(22 ธ.ค. 65) ดร.เสรี วงษ์มณฑา นักวิชาการด้านการตลาดและการสื่อสาร โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กว่า...

วิ่งๆๆๆๆ เต้นๆๆๆๆ ออก Event เล่น Cosplay มาแล้ว 6 เดือน

มีอะไรที่เรียกว่าเป็นการแก้ปัญหา

มีอะไรที่เรียกว่าเป็นการพัฒนา

มีอะไรที่ทำได้ตามคำสัญญา

แบบนี้ยังมีคนมอบรางวัลว่าเป็นขวัญใจ

‘ตำรวจ’ รวบ ‘แก๊งโดราเอม่อน’ พร้อมของกลาง หลังตระเวนขโมยรถจักรยานยนต์ทั่วกรุงเทพฯ

(22 ธ.ค. 65) พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น., พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. สั่งให้ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น., พ.ต.อ.เกียรติศักดิ์ สระรองออย รอง ผบก.สส.บช.น., พ.ต.อ.วิชิต ถิรขจรวงศ์ ผกก.สส.1 บก.สส.บช.น., พ.ต.ท.โอภาส หาญณรงค์ รอง.ผกก.สส.1 บก.สส.บช.น., พ.ต.ท.นิติกรณ์ ระวัง รอง.ผกก.สส.1 บก.สส.บช.น., พ.ต.ท.พัฒน์พงษ์ กื้อมะโน สว.กก.สส.1 บก.สส.บช.น., พ.ต.ท.อำนวย เงินนา สว.กก.สส.1 บก.สส.บช.น. และเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนนครบาล (บก.สส.บช.น.) บก.สส.บก.น.9, สน.หลักสอง, สน.เพชรเกษม, สน.ธรรมศาลา และสภ.กระทุ่มแบนจับกุมนายสุเทพ สงวนนามสกุล อายุ 26 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญากรุงเทพใต้ ที่ 851/2565 ลงวันที่ 13 ธ.ค. 2565  จับกุมตัวได้ที่ บ้านพักซอยวิภาวดี 16/26 แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร 

นายอนุสรณ์ หรือเบิร์ด สงวนนามสกุล อายุ 27 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาธนบุรี ที่ 737/2565 ลง 24 พ.ย. 2565 จับกุมตัวได้ที่บริเวณหน้าหอพักบ้านทองอยู่ ซอยเพชรเกษม 126 ต.อ้อมน้อย อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร 

และนายอมร หรือบอล สงวนนามสกุล อายุ 24 ปี ข้อหา ‘ร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือร่วมกันรับของโจร’ จับกุมได้บริเวณบ้านพัก ม.6 ต.อ้อมน้อย อกระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร พร้อมของกลางประกอบด้วย รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ ฮอนด้า WAVE 110 I สี ดำ, ส้ม เลขตัวถัง : MLHJA1408J5737742 เลขเครื่อง : JA140E-0737742 ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน จำนวน 1 คัน ได้จากลักทรัพย์มา และรถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่า รุ่นเอ็นแม็กซ์ สีน้ำเงิน หมายเลขทะเบียน 1ขช 7572 กทม. คันที่ใช้ก่อเหตุ จับกุมได้เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. เวลาประมาณ 07.00 น. ที่ผ่านมา

ชุดลาดตระเวนออนไลน์สืบนครบาล IDMB รับแจ้งความเดือดร้อนของประชาชน โดยให้ดำเนินการช่วยเหลือทันทีตามนโยบายของ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. สืบทราบว่าแก๊งโดราเอม่อนได้ตระเวนก่อเหตุลักทรัพย์รถจักรยานยนต์ทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑลกว่า 10 ครั้งสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนผู้สุจริตจำนวนมาก หลังเมื่อประมาณเดือนต.ค. 2565 ที่ผ่านมา ชุดลาดตระเวนออนไลน์สืบนครบาล IDMB ได้ตรวจสอบพบว่า มีกลุ่มคนร้ายกลุ่มหนึ่งตระเวนก่อเหตุลักรถจักรยานยนต์ทั่วกรุงเทพ โดยกลุ่มคนร้ายกลุ่มนี้จะมีเอกลักษณ์พิเศษคือทุกครั้งที่ก่อเหตุจะสวมใส่เสื้อลาย ‘โดราเอม่อน’ ซึ่งสืบทราบพบว่าเป็นความเชื่อของกลุ่มคนร้ายว่าเหมือนชุดนำโชค โดยก่อเหตุเป็นจำนวนรวมมากกว่า 10 ครั้ง และยังคงหลบหนีการติดตามจับกุมของเจ้าหน้าที่มาจนถึงปัจจุบัน 

พล.ต.ต.ธีรเดช จึงได้สั่งการให้ พ.ต.อ.วิชิต นำกำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน กก.สส.1 บก.สส.บช.น. ลงพื้นที่สืบสวนแกะรอยกว่า 2 เดือนจนกระทั่งสามารถยืนยันตัวผู้กระทำผิด ซึ่งได้ส่งพยานหลักฐานให้ส่งพนักงานสอบสวนขออนุมัติศาลอาญากรุงเทพใต้ออกหมายจับ นายสุเทพและขออนุมัติศาลอาญาธนบุรีออกหมายจับ นายอนุสรณ์ 

ต่อมาวันที่ 21 ธ.ค. 65 เวลาประมาณ 09.00 น. พล.ต.ต.ธีรเดช ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ บก.สส.บช.น. ปฏิบัติการปิดล้อมจับกุมร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนบก.สส.บก.น.9, สน.หลักสอง, สน.เพชรเกษม, สน.ธรรมศาลา และสภ.กระทุ่มแบน นำมาสู่การจับกุม ‘แก๊งโดราเอมอน’ ได้ 3 รายดังกล่าว เหลืออีก 1 รายคือ น.ส.พิมลรัตน์ แก้วเทพ อยู่ระหว่างหลบหนี ทำหน้าที่ย้ายรถไปซุกซ่อนเตรียมหลบหนี

สภาอุตสาหกรรมฯและผู้ประกอบการ 17 บริษัท ศึกษาดูงาน ต้นแบบการ จัดการทรัพยากรน้ำเพื่อ อุตสาหกรรมในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(EEC)

คุณปิยะ พิริยะโภคานนท์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สายงานสมาชิกสัมพันธ์ (สช.) หน่วยงานจับคู่ธุรกิจ สายงานสมาชิกสัมพันธ์ นำคณะสมาชิกสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและผู้ประกอบการเข้าศึกษาดูงาน บริษัท อินดัสเตรียล วอเตอร์ รีซอร์ส แมนเนจเม้นท์ จำกัด (IWRM.) ณ.สถานีผลิตน้ำประปามรกตสยาม ต.มาบโป่ง อ.พานทอง จ.ชลบุรี สถานีผลิตน้ำประปาด้วยพลังงานทางเลือก และต้นแบบการบริหารจัดการน้ำ ระบบบำบัดน้ำเสียสำหรับภาคอุตสาหกรรม 

โดยมี คุณธนวัฒน์ สันตินรนนท์ กรรมการผู้จัดการ บจก. อินดัสเตรียล วอเตอร์ รีซอร์ส แมนเนจเม้นท์ (IWRM.) ให้การต้อนรับและนำคณะเยี่ยมชม บ่อน้ำดิบและสถานีผลิตน้ำประปา เพื่ออุตสาหกรรม จากต้นทางน้ำในบ่อดินลูกรัง เพื่อส่งต่อน้ำสู่ผู้ใช้น้ำ ในนิคมอุตสาหกรรม ต่างๆ ทั้งในจ.ชลบุรีและจ.ฉะเชิงเทรา กว่า18 ปี ที่ได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องในทุกมิติ เพื่อสร้างความมั่นคง มั่นใจ ในคุณภาพน้ำ ตลอด24ชม. ทั้ง 365 วัน สู่ขบวนการผลิต ทุกๆ นิคมฯที่รับน้ำจาก บ.IWRM

‘ศักดิ์สยาม’ ตั้งเป้า 3 ปี ไทยเป็นฮับในอาเซียน ถ่ายทอดนวัตกรรมและเทคโนโลยีระบบราง

เมื่อไม่นานมานี้ (15 ธ.ค. 65) นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานและสักขีพยานในพิธีลงนามข้อตกลงความร่วมมือ ‘ผนึกกำลังพันธมิตรพัฒนาเทคโนโลยีระบบรางของภูมิภาค’ ระหว่างสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) และกลุ่มธุรกิจระบบรางฝรั่งเศส โดยการสนับสนุนของสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส ว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือครั้งนี้ ไม่มีกำหนดกรอบระยะเวลา เป็นการต่อยอดความร่วมมือการผนึกกำลังพัฒนาศักยภาพบุคลากร เทคโนโลยี และนวัตกรรม ระหว่างสถาบันวิจัยฯ และกลุ่มอุตสาหกรรมระบบรางจากประเทศฝรั่งเศส 5 บริษัท โดยเป็นบริษัทที่มีความรู้ด้านเทคโนโลยีระบบราง ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับโลก

นายศักดิ์สยาม กล่าวอีกว่า ความร่วมมือนี้จะทำให้เกิดการทำงานร่วมกันที่เป็นรูปธรรมเรื่องต่าง ๆ ได้แก่ 

1. การสร้างสถาบันพัฒนาบุคลากรระบบราง ที่เป็นกลไกการพัฒนาบุคลากรระบบราง ทั้งระดับช่างเทคนิคทักษะสูง และระดับวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ โดยร่วมกับสถาบันและหน่วยงานเครือข่าย เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และหน่วยงานภาครัฐ และเอกชนที่เกี่ยวข้อง

2. การสร้างความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนฝรั่งเศส และภาคเอกชนไทย เพื่อสร้างอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนระบบรางภายในประเทศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย Thai First ของกระทรวงคมนาคม โดยไม่เพียงแค่ผลิตได้ แต่คาดหวังให้เกิดผู้ประกอบการไทยที่มีความเข้มแข็ง สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้

และ 3. การวิจัยและพัฒนาร่วมกัน และถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมระบบรางชั้นแนวหน้าระหว่างกลุ่มธุรกิจระบบรางชั้นนำของฝรั่งเศส และเครือข่ายการวิจัยและพัฒนาของประเทศไทย เพื่อส่งเสริม และผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) การถ่ายทอด และการสร้างเทคโนโลยีและนวัตกรรมของภูมิภาคอาเซียนภายใน 2-3 ปีหลังจากนี้

นายศักดิ์สยาม กล่าวต่อว่า ดังนั้นเวลานี้ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องรับความรู้ และเทคโนโลยีจากหลากหลายประเทศที่มีความเชี่ยวชาญ ซึ่งนอกจากจะนำความรู้เพื่อมาใช้ผลิตบุคลากรในการเตรียมรองรับทางคู่ 4,000 กิโลเมตร (กม.) ทั่วประเทศ และสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้กับประเทศไทยแล้ว ยังสามารถนำไปถ่ายทอดให้กับประเทศอื่น ๆ เพื่อร่วมพัฒนาระบบขนส่งทางรางในระดับอาเซียนด้วย

ทบทวนตัวเองก่อนปีใหม่ ตั้งคำถามซักฟอกใจ นำ 'ชีวิต' มุ่ง 'วิถีแห่งความสุข' ตามสูตรของตัวเอง

คำถามหนึ่งที่เป็นคำถามสำคัญและนับเป็นคำถามอมตะในวิวัฒนาการของมนุษยชาติ นั่นคือใช้ชีวิตอย่างไรให้มีความสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ามกลางกระแสเทคโนโลยีทันสมัย เปลี่ยนโลกและสังคมว่องไวเลื่อนไหลตลอดเวลา กระแสความเจริญทางเทคโนโลยีที่ดูเหมือนย่อโลกใบนี้ให้เล็กลง กลับกลายเป็นว่ากลับกักขังเราในกรอบหน้าจอแคบ ๆ ที่รับรู้ทุกสิ่งอย่างทุกเรื่องราว แต่ไม่สัมผัสเต็มเปี่ยมกับสิ่งใด เปลี่ยวเหงาทั้งที่อยู่ท่ามกลางฝูงชน ลึก ๆ แล้วรู้สึกว่าชีวิตยังไม่เติมเต็ม ตอบไม่ได้ว่าความสุขคืออะไร และมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร

ช่วงปลายปีเช่นนี้ถือเป็นช่วงพิจารณาชีวิต เป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่จะมองไปข้างหน้า และหันกลับมามองข้างหลัง เพื่อถามตัวเองว่าจากนี้จะเดินไปสู่ทิศทางใด จะใช้ชีวิตแบบไหนในอนาคต  

ยิ่งใกล้สิ้นปีแต่ละหน ยิ่งต้องหันมาทบทวนตัวเอง โดยใช้ 'ดวงตาภายใน' มองตน ว่าตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา เราได้สร้างประโยชน์อะไรต่อโลกใบนี้บ้าง เคยกระทำผิดพลาดบาดใจใครไปบ้าง ช้าไปไหมที่จะขอโทษใครบางคน และสายไปหรือยังในการปรับปรุงตัวเอง

การดำเนินชีวิตไม่มีผิดถูกก็จริง แต่บางย่างก้าวของเราอาจทำให้ฝุ่น หรือเม็ดกรวดกระเด็นกระทบใครบ้างก็ได้

เบื่อไหมกับการเวียนว่ายกลางทะเลข่าวสารข้อมูลที่เต็มไปด้วยเสียงก่นด่าระหว่างผู้เห็นต่าง กี่ปีแล้วที่วนเวียนอยู่ ณ จุดนี้ สิ่งนี้คือสาระสำคัญในชีวิตหรือไม่ ในที่สุดมักลงท้ายด้วยการตั้งคำถามว่า “ทำอย่างไรถึงจะมีความสุข"

หากถามศิลปินว่าความสุขในชีวิตคืออะไร อาจจะได้คำตอบแบบ อัลแบร์ กามู นักเขียนรางวัลโนเบลและนักปรัชญาชาวฝรั่งเศส เคยกล่าวไว้คือ “อยู่ในที่ที่มีอากาศปลอดโปร่ง พ้นจากความทะเยอทะยาน ทำงานสร้างสรรค์ และรักใครสักคน”

เจ้าของร้านเผย 'โตโน่' โดดน้ำ ไม่ใช่เรื่องเสียหาย ช่วยสร้างสีสัน ลูกค้าประทับใจ ไมค์พังก็ของโตโน่

เจ้าของร้านอาหารริมรางสเตชั่นไม่ติดใจ หลังจ้างศิลปินหนุ่มโตโน่ ภาคิน พร้อมทีมงาน มาทำการแสดงที่ร้านก่อนที่โตโน่จะระเบิดความมันส์แล้วกระโดดลงบ่อน้ำของทางร้านท่ามกลางความตกตะลึงทั้งเจ้าของร้านทั้งลูกค้าและพนักงาน มองเป็นการสร้างสีสันและลูกค้าเองก็ชื่นชอบส่วนไมโครโฟนนั้นเป็นของโตโน่

(22 ธ.ค. 65) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โลกโซเชียลมีเดียได้เผยแพร่คลิปภาพศิลปินนักร้องหนุ่มโตโน่ ภาคิน ทำการแสดงอยู่ในร้านอาหารแห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่นก่อนจะกระโดดลงบ่อน้ำพุน้อยของทางร้านซึ่งจัดตกแต่งไว้สวยงามที่หน้าเวทีพร้อมกับไมโครโฟนซึ่งจมลงไปกับน้ำก่อนที่จะยื่นให้กับ ชายอีกคนซึ่งระบุว่าเป็นพนักงาน ซึ่งมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่าง ๆ นานา โดยแยกเป็นสองฝ่ายทั้งชื่นชอบและตำหนิ

ผู้สื่อข่าวเดินทางไปพบกับ นาย ณัฐพล พูลเขตรกรม อายุ 49 ปี เจ้าของร้านริมรางสเตชั่น ถ.ศรีจันทร์ เขตเทศบาลนครขอนแก่น ซึ่งได้พาผู้สื่อข่าวเดินดูจุดที่โตโน่ทำการแสดง ซึ่ง เป็นเวทีความสูงจากพื้นข้างล่าง 1.30 เมตร ขณะที่จากพื้นปกติลงก้นบ่อน้ำที่โตโน่กระโดดลงไป 30 เซนติเมตรรวมความสูงที่โตโน่กระโดดลงไปถึงก้นสระ ประมาณ 2 ม. ซึ่งบริเวณโดยรอบจะมีโต๊ะของลูกค้าตั้งอยู่จำนวนหลายโต๊ะ

พร้อมทั้งเปิดภาพจากกล้องวงจรปิดให้กับผู้สื่อข่าวดู โดยบรรยากาศขณะที่โตโน่ทำการแสดงนั้นเริ่มตั้งแต่เวลาห้าทุ่มไปจนถึงเที่ยงคืนกว่ากว่ารวมกว่า 1 ชั่วโมงโดยบรรยากาศช่วงที่โตโน่ทำการแสดงทั้งร้องทั้งเต้นสุดมันส์โดยมีลูกค้าต่างโยกเข้าจังหวะพร้อมทั้งหยิบกล้องโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายคลิปวิดีโอเอาไว้เก็บเป็นที่ระลึกก่อนที่โตโน่จะทำลักษณะเหมือนสำรวจดูและเคลียพื้นที่ก่อนจะทำการกระโดดลงมาท่ามกลางความตกตะลึงของลูกค้าที่อยู่รอบข้างบ่อน้ำรวมทั้งเจ้าของร้านและพนักงานของร้านด้วย ก่อนที่โตโน่จะยื่นไมค์ที่จมลงไปในน้ำขณะกระโดดลงมา ยื่นให้กับชายคนหนึ่ง ซึ่งทราบว่าเป็น ทีมงานของ โตโน่ เองรวมทั้งไมโครโฟนก็เป็นของโตโน่ด้วยเช่นกัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top