Saturday, 4 July 2026
NewsFeed

สหรัฐฯ แอบหวั่น!! ‘คลังแสง’ เริ่มร่อยหรอ ไม่อยู่ในระดับที่ไว้ใจได้ หากต้องทำสงคราม

วอลล์สตรีทเจอร์นัล เผย รัฐบาลสหรัฐฯ ส่งอาวุธป้อนกองทัพยูเครนมากจน ‘คลังแสง’ ของเพนตากอนเริ่มที่จะ ‘ขาดแคลน’ อาวุธบางประเภทเข้าให้แล้ว

วอลล์สตรีทอ้างแหล่งข่าวในกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ โดยระบุว่า กระสุนขนาด 155 มม. ซึ่งใช้กับปืนใหญ่อัตตาจร M777 ฮาววิตเซอร์ เหลืออยู่ในคลังแสงน้อยมาก จนทำให้เจ้าหน้าที่บางคนรู้สึกกังวล

เจ้าหน้าที่เพนตากอน (กลมโหม) ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม ยืนยันกับวอลล์สตรีทว่า จำนวนกระสุน 155 มม. ในคลัง “ยังไม่ถึงขั้นวิกฤต” แต่ก็ “น้อยจนน่ากังวล” และ “ไม่อยู่ในระดับที่ไว้วางใจได้ หากต้องทำสงคราม”

สำหรับปืนใหญ่ฮาววิตเซอร์ ถือเป็นปืนใหญ่ลากจูงที่สามารถยิงโจมตีเป้าหมายซึ่งอยู่ห่างไกลออกไปหลายไมล์ และตามข้อมูลของเพนตากอน ณ วันที่ 24 ส.ค. สหรัฐฯ รับปากจะส่งปืนใหญ่ M777 ฮาววิตเซอร์ ให้ยูเครนแล้วทั้งหมด 126 กระบอก รวมถึงกระสุนขนาด 155 มม. อีกราวๆ 806,000 นัด

ขณะที่สัปดาห์ที่แล้ว รัฐบาลสหรัฐฯ ได้รวมกระสุนขนาด 155 มม. อีก 245,000 นัดเข้าไว้ในแพ็กเกจช่วยเหลือยูเครนมูลค่า 2,980 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นความช่วยเหลือทางทหารล็อตใหญ่ที่สุดที่วอชิงตันเคยมอบให้เคียฟ นับตั้งแต่รัสเซียเปิดศึกรุกรานยูเครนเมื่อวันที่ 24 ก.พ. 65

‘สุริยะ’ ชี้!! บอร์ด สมอ. ดีเดย์ 1 ม.ค.67 คุมมลพิษยานยนต์ ตามมาตรฐานยูโร 5

บอร์ด สมอ. เห็นชอบให้บังคับใช้มาตรฐานยูโร 5 คุมมลพิษรถบรรทุก, รถบัส, รถกระบะ และรถยนต์เล็ก ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลและเบนซิน มีผล 1 มกราคม 2567 มุ่งแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 และรักษาสิ่งแวดล้อม ตามนโยบายรัฐบาล

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) หรือบอร์ด สมอ. ประจำเดือนสิงหาคม 2565 ว่า บอร์ด สมอ. ได้มีมติเห็นชอบให้ สมอ. ควบคุมรถบรรทุก, รถบัส, รถกระบะ และรถยนต์เล็ก ทุกรุ่นทุกคัน ต้องได้มาตรฐานยูโร 5 โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 เพื่อควบคุมปริมาณสารมลพิษที่ปล่อยออกมา ไม่ให้เกินเกณฑ์ที่เป็นอันตรายต่อประชาชน ซึ่งเป็นไปตามนโยบายกระทรวงอุตสาหกรรมที่ได้ขานรับนโยบายรัฐบาลในการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 และแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศ ได้กำชับให้ สมอ. เร่งรัดกำหนดมาตรฐานเพื่อควบคุมปริมาณสารมลพิษจากยานยนต์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันได้กำหนดมาตรฐานแล้วจำนวน 34 มาตรฐาน อาทิ รถยนต์ขนาดใหญ่และขนาดเล็กที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลและเบนซิน รถมอเตอร์ไซค์ การทดสอบสารมลพิษจากเครื่องยนต์ และมลพิษทางเสียงที่เกิดจากรถยนต์ตั้งแต่ 4 ล้อขึ้นไปเป็นต้น

นายบรรจง สุกรีฑา เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรฐานยูโร 5 นี้จะควบคุมปริมาณสารมลพิษที่ปล่อยออกมา ได้แก่ คาร์บอนมอนอกไซด์ ไฮโดรคาร์บอน ออกไซด์ของไนโตรเจน และปริมาณสารมลพิษอนุภาคหรือฝุ่นจากเครื่องยนต์ โดยมีระบบวินิจฉัยอุปกรณ์ควบคุมสารมลพิษ ซึ่งเป็นระบบที่จะแจ้งผู้ขับขี่ในกรณีที่อุปกรณ์ควบคุมสารมลพิษทำงานผิดปกติ รวมทั้งมีข้อกำหนดเรื่องความทนทานของอุปกรณ์ควบคุมมลพิษ เพื่อให้มั่นใจได้ว่ารถยนต์ที่ผ่านการใช้งานไประยะเวลาหนึ่งแล้ว ยังคงสามารถควบคุมมลพิษตามเกณฑ์ที่กำหนดในมาตรฐานได้

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จับมือ คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ปั้นโครงการ Special LawLAB “การสืบสวนสอบสวนยุค 5G” เปิดโลกตำรวจ ดึงนิสิตฯ เยาวชนเจอเนเรชันใหม่ อบรม เรียนรู้งานสืบสวน สอบสวน หวังแลกเปลี่ยนมุมความคิด สร้างความเข้าใจ

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2565 ห้องประชุมสุรเกียรติ์ เสถียรไทย ชั้น 4 อาคารเทพทวาราวดี คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เปิดโครงการ Special LawLAB  "การสืบสวนสอบสวนยุค 5G"  โครงการนำร่องศึกษาเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง  หรือ Young Lawyers - Police Engagement Pilot Project จัดโดยกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.)  และกองบัญชาการศึกษา (บช.ศ.) ที่คัดเลือกนิสิตชั้นปีที่ 2 - 4 คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำนวน 25 คน จากผู้สมัครกว่า 90 คน  เข้าฝึกอบรมภาควิชาการ และภาคปฏิบัติ กับตำรวจใน 6 หน่วยงาน ประกอบด้วย กองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล, สน.พญาไท, สน.ห้วยขวาง, สน.บางเขน, สน.บางนา และ สน.พระโขนง โดยมี พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปารีณา ศรีวนิชย์ คณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมงาน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปารีณาฯ กล่าวเปิดงานว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสนอโครงการ Special LawLAB ซึ่งสอดคล้องกับโครงการ จุฬา LawLAB ให้นิสิตคณะฯ เรียนรู้จากประสบการณ์จริง โครงการนี้เป็นเรื่องที่ดี เปิดโอกาสให้นิสิตฝึกงาน ปฏิบัติงานสืบสวนสอบสวนกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจากประสบการณ์จริง ช่วยให้นิสิตที่จะจบไปเป็นนักกฎหมายยุคใหม่ เข้าใจชีวิตการทำงานจริง นำประสบการณ์มาต่อยอดพัฒนากฎหมายในอนาคต ซึ่งโครงการนี้เป็นมิติใหม่ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติปฏิบัติตามแนวทางของสหประชาชาติ  โดยการทำงานกับภาคสังคมโดยเฉพาะเยาวชน ขณะเดียวกันยังทำให้ตำรวจเข้าใจประชาชน ผ่านนิสิตซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างที่มีความหลากหลาย แตกต่างช่วงวัย และสภาพสังคม 

พล.ต.อ.สุวัฒน์ฯ กล่าวในการปฐมนิเทศนิสิตที่เข้าร่วมโครงการ โดยบรรยายพิเศษ เรื่อง “หลักการสืบสวนสอบสวนในยุค 5G”  กล่าวว่า โครงการนี้เป็นความตั้งใจเปิดโลกการทำงานของตำรวจให้สังคมผ่านกลุ่มเยาวชน ที่เป็นนิสิตนักศึกษา เป็นไพลอตโปรเจ็กทดลองกับนิวเจเนอเรชัน

“เป็นการเปิดโลกการทำงานของตำรวจ ให้น้อง ๆ เยาวชนได้เข้าใจ ขณะเดียวกันเราก็เรียนรู้ความคิดของน้อง ๆ เยาวชนคนรุ่นใหม่ด้วย โดยเฉพาะน้อง ๆ เป็นนิสิตที่เรียนรู้ด้านกฎหมายอยู่แล้ว หวังว่านอกจากเรียนรู้ซึ่งกันและกันแล้ว นิสิตที่ผ่านการอบรมจะสามารถแอปพลายกฎหมายกับการทำงานจริง โดยคณะนิติศาสตร์มีโครงการ LawLAB อยู่แล้ว สำนักงานตำรวจแห่งชาติก็เข้ามามีส่วนร่วม จะได้ประโยชน์ซึ่งกันและกัน หากทำแล้วมีประโยชน์จะขยายโครงการไปในภาคประชาชนด้วย โดยนิสิตที่เข้าร่วมโครงการ จะเข้าไปเรียนรู้การทำงานจริงของตำรวจทุกด้าน ทั้งงานจราจร การตั้งด่าน ออกตรวจ งานสอบสวน การทำงานของพนักงานสอบสวน รวมไปถึงการสืบสวน เขาจะได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง เขาเรียนกฎหมายเรียนด้านทฤษฎีมา แต่ในหลักสูตรนี้จะได้เรียนรู้ว่าจะนำกฎหมายที่เรียนมา ไปประยุกต์ใช้เมื่อปฏิบัติจริงได้อย่างไร” ผบ.ตร.กล่าว

‘บิ๊กป้อม’ ลั่นไม่เหนื่อยนั่งรักษาการนายกฯ ย้ำ ใช้ใจบันดาลแรง ทำให้มีแรงทำหน้าที่

'พล.อ.ประวิตร' เผยทำหน้าที่รักษาการมา 7 วันไม่เหนื่อย เพราะใช้ใจบันดาลแรง ไม่ใช้แรงบันดาลใจ 

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังให้การต้อนรับ  ดาโต๊ะ ซรี ฮิชามมุดดิน บิน ตุน ฮุสเซน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมาเลเซีย ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ง โดยกล่าวถึงการประชุมพรรคพลังประชารัฐในวันนี้ว่ามีการประชุมอยู่ที่พรรค 

เมื่อสื่อถามว่าทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรีมา 7 วันแล้วเหนื่อยหรือไม่ พลเอกประวิตรกล่าวว่าไม่เหนื่อยมาก ไม่เหนื่อย เมื่อถามย้ำท่านไหวใช่หรือไม่ เพราะดูเหมือนสุขภาพดีขึ้น เดินคล่องขึ้น พลเอกประวิตรกล่าวว่า “ให้ใจบันดาลแรง พร้อมพูดย้ำอีกว่าใช้ใจบันดาลแรง ไม่ใช่ใช้แรงบันดาลใจ ก่อนจะย้ำอีกรอบว่าใช้ใจบันดาลแรง”

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังจากที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมาเลเซีย จะเดินทางกลับหลังพบกับพลเอกประวิตร ได้แวะทักทาย จ่าสิบตำรวจวันชัย ท้าวมา ตำรวจประจำตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล โดยระบุสั้นๆว่า ขอให้กำลังใจและขอให้ภูมิใจในเรื่องแบบตำรวจ

อัปเดตราคา 'หมู-เนื้อ-ไก่'

อัปเดตราคาอาหารสดวันนี้ มาดูกันว่าตามท้องตลาด ราคาอาหารสด ประจำวันที่ 31 สิงหาคม 2565 จะเพิ่มขึ้นหรือลดลงแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็น ราคาหมู ราคาไก่ ราคาไข่ไก่ รวมไปถึงราคาผักสด เช็กกันเลย..

'กรณ์' ขอทีมเศรษฐกิจรัฐบาล เร่งพิจารณาแก้หนี้ 13 ล้านบัญชี แก้ปัญหาติดเครดิตบูโร ยิ่งช้า คนเดือดร้อน ติดเครดิตบูโรเพิ่มวันละ 1 หมื่นคน ย้ำเป็นหนี้จากนโบบายรัฐ จะทอดทิ้งไม่ได้ เตือนค่าไฟ ก.ย.นี้พุ่ง ส่วนลดรัฐ ไม่ช่วยคนเดือดร้อน

นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณี ครม.มอบหมายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แยกสถานะลูกหนี้ เพื่อหามาตรการช่วยเหลือ ด้วยการจัดมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้สินทั่วประเทศว่า การแก้ปัญหาหนี้ ไม่ใช่แค่อีเวนต์จัดมหกรรม แต่ต้องมีมาตรการที่ชัดเจนและใช้ได้ทันที ซึ่งตนเองได้เสนอมาตรการพักชำระเงินต้น 2 ปี , ลดดอกเบี้ยให้เหลือ 1% หนึ่งปี , แขวนดอกเบี้ยค่าปรับไว้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับกระทรวงการคลังจะหยิบนำไปพิจารณาหรือไม่

"อย่าลืมว่าหนี้ 13 ล้านบัญชี เกิดจากนโยบายรัฐ ที่ประชาชนต้องกู้ช่วงโควิดระบาด รัฐจะทอดทิ้งไม่ได้ บัญชีเหล่านี้ตกเหวเป็นหนี้เสียไปแล้ว 3 ล้านบัญชี และกำลังจะเป็นหนี้เสียอีก 10 ล้านบัญชี ถ้ารัฐยังไม่มีมาตรการชัดเจน ทุกวันที่ผ่านไปจะมีคนติดเครดิตบูโรเพิ่มขึ้นอีก วันละ 1 หมื่นคน ก็หวังว่าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล จะออกมาตรการโดยเร็ว เพราะเรื่องนี้เรื่องใหญ่ ท่านรองนายกฯ บอกว่าเรื่องนี้ไม่ง่าย พรรคกล้าเราพร้อมช่วยคิดช่วยทำ ขอให้บอกมา" นายกรณ์ กล่าว

 

สภากทม.เชิญเที่ยวงาน 'สะพานเชื่อมสัมพันธ์ไทย – ซาอุดิอาระเบีย' ณ ศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย ถนนรามคำแหง (ซอย 2) เขตสวนหลวง

ที่มูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย เขตสวนหลวง : เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ๒๕๖๕ นายพินิจ กาญจนชูศักดิ์ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เขตสัมพันธวงศ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการ การวัฒนธรรม การท่องเที่ยวและการกีฬา สภากรุงเทพมหานครและคณะฯ ร่วมงานนิทรรศการ “สะพานเชื่อมสัมพันธ์ไทย – ซาอุดิอาระเบีย (Efforts of the Kingdom of Saudi Arabia in serving Muslim Brothers) ซึ่งสถานเอกอัครราชทูตซาอุดิอาระเบียประจำประเทศไทย เป็นผู้จัดงานนิทรรศการฯ ขึ้น โดยมีนายอิซอม ซอเละห์ อัลจีเตลี่ (H.E. Mr. Essam Saleh H. Algetale) หัวหน้าคณะผู้แทน สถานเอกอัครราชทูตซาอุดิอาระเบียประจําประเทศไทย ให้การต้อนรับและนำชมงาน พร้อมด้วยนายสามารถ มะลูลีม ประธานมูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทยและผู้ที่เกี่ยวข้อง ร่วมชมงาน

นายพินิจ กาญจนชูศักดิ์ ประธานคณะกรรมการ การวัฒนธรรม การท่องเที่ยวและการกีฬา สภากทม.กล่าวว่า กรุงเทพมหานครยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวซาอุดิอาระเบีย ซึ่งในอนาคตน่าจะมีการเพิ่มเที่ยวบินมากขึ้น เนื่องจากกรุงเทพมหานครมีความพร้อมที่จะเปิดเมืองต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวซาอุดิอาระเบีย และนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก โดยท่านทูตฯ บอกว่ายินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่มไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด ก็สามารถมาเยี่ยมชมนิทรรศการ ประเพณี วัฒนธรรมต่าง ๆ พร้อมร่วมเยี่ยมชมสินค้าและชิมอาหาร Arabian Food ได้ ซึ่งเหลือการจัดงานพรุ่งนี้อีกเพียงวันเดียว จึงอยากเชิญชวนทุกท่านมาร่วมชมงานนิทรรศการฯ ดังกล่าว

สานต่อกิจกรรม 'เชียงใหม่ Light Up' หวังเพิ่มศักยภาพแหล่งท่องเที่ยว

สภาอุตสาหกรรมเชียงใหม่ จับมือ กกร.เชียงใหม่ และ ภาคเอกชน สานต่อกิจกรรม“เชียงใหม่ Light Up” หวังเพิ่มศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมให้กับศาสนสถานรอบคูเมือง พร้อมดึงชุมชนในพื้นที่เข้ามาร่วมชูศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น สร้างความยั่งยืนด้านการท่องเที่ยว

นายจักริน วังวิวัฒน์ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะกรรมการสภาอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ ว่าด้วยเรื่องนโยบายการเปิดประเทศของรัฐบาล ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงใหม่ ด้านการกระตุ้นการท่องเที่ยว ซึ่ง มีแนวโน้มจะฟื้นตัวขึ้นจากการกลับมาของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ประกอบกับในจังหวัดเชียงใหม่มี ศาสนสถาน (วัด) ที่มีศิลปวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ด้านสถาปัตยกรรมแบบล้านนาที่สวยงาม จึงมีแนวคิดในการร่วมมือกับ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน (กกร.) และ บริษัท เชียงใหม่วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด (CSE) ในการสานต่อกิจกรรม “เชียงใหม่ Light Up” โครงการเพิ่มศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวด้านศาสนสถาน ด้วยการติดตั้งไฟฟ้าส่องสว่างประสิทธิภาพสูง และพลังงานแสงอาทิตย์  โดยจะเริ่มประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์และดำเนินโครงการต่อเนื่อง คาดว่าจะเห็นผลในปลายปี 2565 ซึ่งจะสอดรับกับช่วงเทศกาลประเพณีของจังหวัดเชียงใหม่

 

 

‘ทิพานัน’ การันตี ‘นายกฯตู่’ ทำทุกอย่างเพื่อปชช. ซัด ‘ทักษิณ’ บิดเบือนข่าวขึ้นค่าแรง แต่ไม่พูดถึงโกงจำนำข้าว

‘ทิพานัน’ ย้ำ ‘บิ๊กตู่’ บริหารประเทศเพื่อประโยชน์ประชาชน ไม่ต้องหนีคุกลี้ภัย ซัด ‘ทักษิณ’ บิดเบือนข่าวค่าจ้างแรงงาน แต่ไม่เคยพูดถึงเรื่องโกงจำนำข้าว ชี้ คงอยู่ในจิตใต้สำนึก 

น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึง กรณีที่เฟซบุ๊ก CARE คิด เคลื่อน ไทย เผยแพร่ข้อความที่นายทักษิณ ชินวัตร หรือ โทนี่ วู้ดซัม กล่าวพาดพิงด้วยข้อมูลที่คลาดเคลื่อนว่า ตนไม่ทราบว่านายทักษิณได้อ่านข่าวด้วยตนเองหรือไม่ ทำให้ออกมาวิจารณ์กันไปคนละเรื่องเช่นนี้ จนเกือบเข้าใจว่าเป็นปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารดิสเครดิตของฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ที่มักนำข้อมูลหรือคำให้สัมภาษณ์ของตนไปบิดเบือน แต่เมื่อตรวจสอบดูปรากฏว่าเป็นนายทักษิณที่ออกมาให้ความเห็นจริง ๆ ก็ทำให้รู้สึกเห็นใจนายทักษิณที่หลบหนีโทษจำคุกอยู่ไกลในต่างแดน ต้องขออภัยที่ข่าวสารจริงไม่ถึงท่าน หรือมีผู้นำไปถ่ายทอดให้ฟังแบบผิด ๆ ถูก ๆ หรืออาจสะเทือนใจกับคำว่า ‘นายกฯเถื่อน’  ที่เป็นวาทกรรมของพรรคเพื่อไทยเอง ทำให้เข้าใจไขว้เขว แล้วรีบออกมาให้ความเห็น ซึ่งอาจทำให้ประชาชนสับสน จึงอยากชี้แจงความจริงให้พี่น้องประชาชนทราบดังนี้

1. การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำไม่ได้ขึ้นแค่บางจังหวัด ความจริงคือ ถ้าผ่าน ครม. ก็จะขึ้นทั้งหมด 77 จังหวัดทั่วประเทศ แต่แบ่งเป็น 9 อัตราตามกลุ่มจังหวัดที่แตกต่างกัน เพราะมีสภาพเศรษฐกิจ สังคม ขนาดอุตสาหกรรมและความจำเป็นที่ต่างกัน ตามข้อสรุปการประชุม 3 ฝ่าย

2. ไม่เคยชี้แจงว่า ที่ขึ้นค่าแรงไม่ได้เพราะต้องเอาเงินไปจ่ายหนี้จำนำข้าว ความจริงคือ ได้ชี้แจงประชาชนไปว่า รัฐบาลพยายามหาแนวทางดำเนินการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำมาตลอด แต่เมื่อเจอวิกฤติโควิดจนกระทบธุรกิจของสถานประกอบการในทุกภาคส่วน การขึ้นค่าจ้างในเวลาดังกล่าวจึงไม่เหมาะสม แต่ก็จะทำให้เร็วที่สุดเมื่อสถานการณ์โควิดคลี่คลาย โดยคำนึงผลกระทบทั้งของนายจ้าง-ลูกจ้าง ซึ่งแม้ไม่ใช่เงินของรัฐ เป็นเงินของเอกชนก็ตาม แต่การบริหารนโยบายที่มีหลายส่วนเกี่ยวข้องต้องรอบคอบระมัดระวัง กระทรวงแรงงานจึงมีการประชุมร่วมกันของคณะกรรมการค่าจ้าง 3 ฝ่าย คือ ลูกจ้าง นายจ้าง และรัฐบาล โดยหาสมดุลระหว่าง ‘ค่าจ้าง-เงินเฟ้อ-ค่าครองชีพ’ ก่อนออกนโยบายเพื่อให้ทั้งนายจ้างอยู่ได้และลูกจ้างอยู่ดี จึงมีตัวเลขค่าจ้างขั้นต่ำออกมา

ชื่นชม!! ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ อำนวยความสะดวกภารกิจนำส่งอวัยวะหัวใจ

เมื่อไม่นานมานี้ เพจเฟซบุ๊ก 'ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ กองบังคับการตำรวจจราจร' ได้โพสต์ข้อความพร้อมรูปภาพ ระบุว่า...

#ทุกวินาทีคือชีวิตภารกิจนำส่งอวัยวะหัวใจ(53)

30 สิงหาคม 2565 เวลา 18.45 น. #ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ ได้รับแจ้งจากพนักงานวิทยุ (ด.ต.จักรภูมิ เสมียนชัย) ว่าได้รับการประสานงานจากสภากาชาดไทยขอสนับสนุนตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริอำนวยความสะดวกนำอวัยวะหัวใจจากสนามบินดอนเมืองส่งยังโรงพยาบาลเป้าหมาย โดยอวัยวะหัวใจดังกล่าวคุณหมอได้นำขึ้นเครื่องบินมาลงที่สนามบินดอนเมืองในเวลาประมาณ 18.45 น. หลังจากรับแจ้งแล้ว พ.ต.ต.พีรวุฒิ ใหม่อ่อง สว.งานฯ 2กก.6บก.จร.(โครงการใต้ 1) และร.ต.ต.มานะ จอกโคกสูง รองสว.งานฯ 1กก.6บก.จร. (โครงการเหนือ 17) จึงนำกำลังประกอบด้วยด.ต.สุทิน อินทโชติ (6-202) ส.ต.อ.ขจรศักดิ์ พูลคำ (6-144) ส.ต.ท.วัชริศ ลีแสน (6-655) และตำรวจช่างจ.ส.ต.ยุทธนา มังคะตา (6-432) ส.ต.ท.ตุลยวัต ขุนเปีย (6-677)​ ส.ต.ท.ชินาธิป พรมอ้วน (6-711) เข้าสนับสนุนยังอาคารผู้โดยสารภายในประเทศขาเข้า สนามบินดอนเมือง เมื่ออวัยวะหัวใจมาถึงจึงเร่งนำส่งรพ.เป้าหมายทันที นับเป็นครั้งที่ 53 แล้วที่ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริอำนวยความสะดวกนำส่งอวัยวะหัวใจ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top