Sunday, 25 October 2026
News

สภานายิกาสภากาชาดไทย 133 ปี กับ 4 พระองค์ในตำแหน่ง ล่าสุด 'พระราชินีสุทิดา' รับหน้าที่ สานต่อภารกิจมนุษยธรรมสำคัญ องค์กรสภากาชาดไทยเติบโตไม่หยุด

133 ปี 4 พระองค์! “พระราชินีสุทิดา” ทรงรับตำแหน่งสภานายิกาสภากาชาดไทย สืบต่อภารกิจจากสมเด็จพระราชินีในอดีต

ตำแหน่งหนึ่งที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานถึง 133 ปี และตลอดเวลาที่ผ่านมา มีพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายในทรงดำรงตำแหน่งนี้เพียง 4 พระองค์เท่านั้น
ล่าสุด **สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี** ทรงได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง **“สภานายิกาสภากาชาดไทย”** อย่างเป็นทางการ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน 2569 เป็นต้นไป

ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระบรมราชโองการดังกล่าวเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 ภายหลังตำแหน่งนี้ว่างลงนับตั้งแต่การเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ตำแหน่งนี้ไม่ได้เพิ่งมีขึ้นในยุคปัจจุบัน หากมีประวัติศาสตร์ยาวนานมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2436 สภาอุณาโลมแดงแห่งชาติสยาม ซึ่งต่อมากลายเป็นสภากาชาดไทย ได้ถือกำเนิดขึ้นจากความพยายามช่วยเหลือทหารที่ได้รับบาดเจ็บในช่วงความขัดแย้งระหว่างสยามกับฝรั่งเศส

จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ในวันนั้น องค์กรแห่งนี้ค่อย ๆ เติบโตจนกลายเป็นหนึ่งในองค์กรด้านมนุษยธรรมที่สำคัญของประเทศไทย
และเมื่อย้อนดูรายพระนามผู้ทรงดำรงตำแหน่งสภานายิกาตลอดประวัติศาสตร์ จะพบว่ามีทั้งหมด 4 พระองค์

**พระองค์ที่ 1 สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ (พ.ศ. 2436–2462)**
ทรงดำรงตำแหน่งสภานายิกาพระองค์แรกตั้งแต่เริ่มก่อตั้งสภาอุณาโลมแดงในสมัยรัชกาลที่ 5
ในยุคที่ประเทศไทยยังไม่มีระบบสาธารณสุขและหน่วยงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างกว้างขวางเหมือนปัจจุบัน การก่อตั้งองค์กรเพื่อช่วยเหลือผู้บาดเจ็บจึงถือเป็นก้าวสำคัญ

**พระองค์ที่ 2 สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า (พ.ศ. 2463–2498)**
เดิมทรงเป็นสภาชนนีตั้งแต่ยุคก่อตั้ง ก่อนทรงรับตำแหน่งสภานายิกาสืบต่อจากสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ
ตลอดหลายทศวรรษนั้น สภากาชาดสยามได้พัฒนาบทบาทด้านการแพทย์และการช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็นสภากาชาดไทยในปี 2482

**พระองค์ที่ 3 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง (พ.ศ. 2499–2568)**
ทรงได้รับการแต่งตั้งเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2499 และทรงดำรงตำแหน่งยาวนานถึง 69 ปี
ตลอดช่วงเวลาดังกล่าว ทรงสนับสนุนภารกิจด้านการแพทย์ การบริการโลหิต การบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัย และการช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อน
สำหรับคนไทยหลายรุ่น พระราชกรณียกิจด้านสภากาชาดไทยจึงเป็นหนึ่งในบทบาทสำคัญที่เชื่อมโยงกับพระองค์มาอย่างยาวนาน

**พระองค์ที่ 4 สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี (พ.ศ. 2569–ปัจจุบัน)**
ทรงได้รับการแต่งตั้งเป็นสภานายิกาสภากาชาดไทย มีผลตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน 2569 นับเป็นการเริ่มต้นอีกช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์ขององค์กรที่มีอายุกว่า 133 ปี

ปัจจุบัน สภากาชาดไทยไม่ได้ทำงานเพียงการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บเหมือนในยุคแรกเริ่มเท่านั้น
แต่ยังมีภารกิจสำคัญทั้งการรักษาพยาบาล การจัดหาและบริการโลหิต การช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ และการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชน

เบื้องหลังงานเหล่านี้มีทั้งแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ และอาสาสมัครจำนวนมากที่ทำงานอยู่ทั่วประเทศ
นั่นจึงเป็นสิ่งที่ทำให้ประวัติศาสตร์ 133 ปีของสภากาชาดไทยมีความหมายมากกว่าเพียงรายพระนามผู้ดำรงตำแหน่ง

เพราะจากวันที่องค์กรเริ่มต้นขึ้นเพื่อช่วยเหลือทหารบาดเจ็บ มาจนถึงวันที่มีหน่วยรับบริจาคโลหิต โรงพยาบาล และทีมบรรเทาทุกข์ที่ช่วยเหลือประชาชนในยามเดือดร้อน ภารกิจด้านมนุษยธรรมยังคงดำเนินต่อไป

จากสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ สู่สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา ระยะเวลากว่า 133 ปีผ่านไปแล้ว
และเรื่องราวบทต่อไปของสภากาชาดไทย ก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งในปี 2569

ที่มา : https://www.facebook.com/61551349085935/posts/122272206980044969/?rdid=KCUESQQgRzp4lecV#

กรมชลฯ รับมือน้ำท่วม!! หาดใหญ่รับมือมรสุมล่วงหน้า แผนเร่งด่วนซ่อมแซมคลอง ร.1 ขุดลอกคลอง 14 สายเพิ่มประสิทธิภาพ ฟันธงปี 2574 เพิ่มอ่างเก็บน้ำ 8 แห่ง

เปิดแผนรับมือน้ำท่วมท่วมหาดใหญ่ของกรมชลประทาน

หน้ามรสุมกำลังคืบคลานเข้าพื้นที่ภาคใต้แบบเร็วกว่าปกติที่จะเข้ามาช่วงเดือนธันวาคม แต่กลางเดือนตุลาคม ฝนเริ่มตกลงมาแล้ว และบางจุดตกหนักอย่างน่ากลัว

โดยเฉพาะชาวหาดใหญ่ ที่เพิ่งผ่านวิกฤตน้ำท่วมใหญ่มาไม่นาน สร้างความเสียหายย่อยยับที่เรียกได้ว่า “น้ำเปลี่ยนเมือง” แน่นอนว่า เรื่องที่ต้องพูดถึงคือ แผนรับมือของหน่วยงานราชการ เช่น เทศบาลนครหาดใหญ่ กรมชลประทาน ได้เตรียมแผนการไว้อย่างไรบ้าง

กล่าวเฉพาะกรมชลประทานในการ
เตรียมแผนรับมือน้ำท่วมหาดใหญ่ ปี 2569 ไว้อย่างไร

ข้อมูลจากกรมชลประทานและสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสงขลา ระบุว่า แผนแก้ปัญหาน้ำท่วมลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาแบ่งเป็น 3 ระยะ ตั้งแต่งานเร่งด่วน การเพิ่มประสิทธิภาพคลองระบายน้ำ ไปจนถึงอ่างเก็บน้ำและคลองผันน้ำสายใหม่

1. แผนเร่งด่วน ปี 2569
ซ่อมคลองระบายน้ำ ร.1 (คลอง ร.1)
กรมชลประทานเร่งซ่อมผนังคอนกรีตและเสริมความแข็งแรงของคันคลอง ด้วยแผ่นเหล็กชีตไพล์ประมาณ 5,000 แผ่น ในจุดเสี่ยงตลอดแนวกว่า 2 กิโลเมตร โดยตั้งเป้าดำเนินการภายใน 90 วัน ตามข้อมูลที่เผยแพร่เมื่อ 31 สิงหาคม 2569 นั้นก็แปลความได้ว่า ต้องแล้วเสร็จในเดือนพฤศจิกายนนี้

ขุดลอกคลอง 14 สาย
รวมถึงการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารชลประทานที่เสียหาย 243 แห่ง และขุดลอกคลองสายสำคัญเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ

พัฒนาระบบพยากรณ์และเตือนภัย
ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พัฒนาระบบจำลองสถานการณ์น้ำโดยใช้ Machine Learning เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจบริหารจัดการน้ำ และวางแผนรับมืออุทกภัย

2. แผนระยะกลาง ปี 2570-2573
แผนระยะกลางเน้นเพิ่มความสามารถในการระบายน้ำออกจากพื้นที่เสี่ยง โดยมีโครงการสำคัญ ได้แก่
-เพิ่มประสิทธิภาพคลองระบายน้ำ ร.3 ถึง ร.6 จำนวน 4 สาย
-เพิ่มประสิทธิภาพคลองน้ำน้อย-คลองกำนัน ระยะทาง 6.8 กิโลเมตร
ปรับปรุงคลองหวะ ระยะที่ 2
-พัฒนาระบบระบายน้ำคลองท่าช้าง-ท่าเมรุ
เพิ่มประสิทธิภาพคลองอู่ตะเภา

ข้อมูลกรมชลประทานระบุว่า โครงการปรับปรุงคลอง ร.3-ร.6 ตั้งเป้าเพิ่มความสามารถรองรับน้ำจากระดับเหตุการณ์ที่มีรอบการเกิดซ้ำ 5 ปี เป็น 25 ปี อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้เป็นเป้าหมายการออกแบบของโครงการ ไม่ใช่การรับประกันว่าจะไม่มีน้ำท่วมเมื่อเกิดฝนหนัก

3. แผนระยะยาว ตั้งแต่ปี 2574 เป็นต้นไป

อ่างเก็บน้ำ 8 แห่ง
แผนเพิ่มความจุเก็บกักน้ำต้นน้ำ
รายชื่อที่กรมชลประทานเปิดเผย ได้แก่ คลองแก้ว คลองหลำนุ้ย คลองหวะตอนบน คลองวาด ท่าหมอไชย คลองต่ำ หลาปัง และคลองตง เพื่อช่วยชะลอน้ำและเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการน้ำ

คลองผันน้ำสายใหม่
อัตราระบายน้ำเป้าหมาย 1,200 ลบ.ม./วินาที
แนวทางที่เปิดเผยคือผันน้ำจากบริเวณบ้านบางศาลา อำเภอคลองหอยโข่ง ไปยังอำเภอบางกล่ำ ระยะทางประมาณ 53 กิโลเมตร เพื่อเพิ่มทางระบายน้ำออกจากลุ่มน้ำ

4. ประเด็นที่ประชาชนควรได้รับคำตอบ
แม้กรมชลประทานจะเปิดเผยกรอบแผนแล้ว แต่การประเมินว่าหาดใหญ่พร้อมรับน้ำท่วมเพียงใด ต้องตรวจสอบข้อมูลปฏิบัติจริงเพิ่มเติม โดยเฉพาะคลอง ร.1 ซ่อมเสร็จตามกำหนดหรือไม่ รวมถึงผลตรวจสอบคุณภาพงานและความแข็งแรงของคันคลอง

แผนของกรมชลประทานครอบคลุมทั้งการซ่อมระบบเดิม เพิ่มประสิทธิภาพคลองระบายน้ำ และสร้างโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว แต่ตัวชี้วัดสำคัญในฤดูน้ำหลากปีนี้คือ งานเร่งด่วนเสร็จจริงแค่ไหน ระบบระบายน้ำรองรับปริมาณฝนได้เท่าใด และประชาชนได้รับคำเตือนทันเวลาหรือไม่

พังงา ลุยสนามฟุตบอลชายหาด!! ผู้ว่าฯ ลงพื้นที่ติดตามงาน ก่อสร้างสนามแข่งลูกหนังชายหาด ความคืบหน้าดำเนินไปตามแผน ทีมชาติไทยเตรียมเก็บตัวพรุ่งนี้

ผู้ว่าฯพังงา นายไพรัตน์ เพชรยวน ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างสนามแข่งขันฟุตบอลชายหาดชิงแชมป์เอเชีย 2026

นายไพรัตน์ เพชรยวน ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา พร้อมด้วย Mr. Abolfazl Khodabandehloo ผู้อำนวยการจัดการแข่งขัน, นายเลิศศักดิ์ ปนกลิ่น ผู้ช่วยผู้อำนวยการจัดการแข่งขัน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างสนามฟุตบอลชายหาดชิงแชมป์เอเชีย 2026 ที่ชายหาดบ้านน้ำเค็ม อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ซึ่งจังหวัดพังงาร่วมกับสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย, และสมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย (AFC) เป็นเจ้าภาพจัดระหว่าง 18–28 พ.ย.

จากการติดตามความคืบหน้าพบว่าการก่อสร้างสนามขณะนี้ดำเนินการไปแล้วประมาณ 20% เป็นไปตามแผนงานที่กำหนด โดยได้ดำเนินการวางผังพื้นที่จัดการแข่งขันทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว ประกอบด้วยสนามแข่งขันหลัก 1 สนาม สนามฝึกซ้อม 2 สนาม ตลอดจนอาคารและส่วนประกอบที่จำเป็นสำหรับรองรับการแข่งขันและการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เพื่อให้การจัดการแข่งขันเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและได้มาตรฐานตามข้อกำหนดของการแข่งขันระดับเอเชีย ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคมเป็นต้นไป จะเริ่มติดตั้งอุปกรณ์การแข่งขัน อัฒจันทร์สำหรับรองรับผู้ชมกว่า 2,000 ที่นั่ง และดำเนินการปรับแต่งพื้นที่ชายหาด เพื่อเตรียมความพร้อมของสนามและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ก่อนการแข่งขันจะเริ่มขึ้น

ขณะเดียวกัน ในวันที่ 22 ตุลาคม 2569 ทีมฟุตบอลชายหาดทีมชาติไทยมีกำหนดเดินทางมายังจังหวัดพังงา เพื่อเก็บตัวและฝึกซ้อมเตรียมความพร้อมก่อนลงแข่งขัน สร้างความตื่นเต้นและความสนใจให้กับเยาวชน แฟนกีฬา และประชาชนในพื้นที่ ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้ชาวพังงาได้ใกล้ชิดกับนักกีฬาทีมชาติ และสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนหันมาสนใจกีฬาฟุตบอลชายหาดมากยิ่งขึ้น

ด้าน Mr. Abolfazl Khodabandehloo ผู้อำนวยการจัดการแข่งขัน กล่าวว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้จัดการแข่งขันครั้งนี้ขึ้นในจังหวัดพังงา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพและมีผู้คนที่น่ารัก สมควรได้รับการเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติมากยิ่งขึ้น ขณะนี้ทุกฝ่ายกำลังร่วมกันเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ เพื่อให้การแข่งขันดำเนินไปอย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จ โดยทีมชาติจากประเทศต่าง ๆ มีกำหนดทยอยเดินทางมาถึงในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน พร้อมเชิญชวนชาวพังงาและประชาชนทั่วไปเข้าร่วมชมการแข่งขันและส่งกำลังใจให้ทีมชาติไทย รวมถึงทีมที่เข้าร่วมการแข่งขัน เพราะกำลังใจจากผู้ชมเป็นส่วนสำคัญในการสร้างบรรยากาศและความสำเร็จให้กับการแข่งขันครั้งนี้

ขอเชิญชวนชาวพังงา แฟนฟุตบอลชายหาด และนักท่องเที่ยว ร่วมชมการแข่งขัน AFC Beach Soccer Asian Cup 2026 ระหว่างวันที่ 18–28 พฤศจิกายน 2569 ณ ชายหาดบ้านน้ำเค็ม อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา โดยเปิดให้เข้าชมฟรีทุกวัน สนามรองรับผู้ชมได้ประมาณ 2,000 คน พร้อมร่วมส่งกำลังใจให้ทีมชาติไทยและนักกีฬาจากประเทศต่าง ๆ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการต้อนรับการแข่งขันระดับเอเชียที่จังหวัดพังงาเป็นเจ้าภาพ

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10447066


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top