Sunday, 25 October 2026
News

ประวัติศาลาว่าการเมืองลิโมจส์ Limoges Town Hall

ประวัติศาลาว่าการเมืองลิโมจส์ Limoges Town Hall
***จากอดีตจนถึงเหตุวางเพลิงเดือนตุลาคม 2026
Limoges Town Hall หรือ Hôtel de Ville de Limoges เป็นศาลาว่าการเมืองลิโมจส์ ในจังหวัด Haute-Vienne ประเทศฝรั่งเศส เปิดใช้เมื่อ 14 กรกฎาคม 1883 และมีอายุ 143 ปี ก่อนเกิดเหตุวางเพลิงเมื่อ 17 ตุลาคม 2026 อาคารส่วนประวัติศาสตร์เสียหายอย่างหนัก ขณะที่สำนักงานสมัยใหม่ด้านหลังรอดจากเพลิง [1][4]
จุดเริ่มต้นของศูนย์กลางการปกครอง
พื้นที่ตั้งศาลาว่าการตรงกับบริเวณฟอรัมสมัยโรมัน ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางการเมืองของเมือง ต่อมาในยุคกลางมีคณะผู้บริหารท้องถิ่นที่เรียกว่า consuls โดยตั้งที่ทำการในถนนที่ปัจจุบันชื่อ rue du Consulat ตั้งแต่ปี 1487 จนถึงการปฏิวัติฝรั่งเศส [1]
หลังการปฏิวัติ เมืองเลือกบริเวณจัตุรัส Saint-Gérald และอารามเดิมเป็นที่ทำการ ก่อนสร้างอาคารเทศบาลขนาดเรียบง่ายในปี 1811 เมื่อภารกิจของเทศบาลขยายตัว อาคารเดิมจึงคับแคบและไม่เพียงพอ [1][3]
การก่อสร้างอาคารที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของเมือง
ในปี 1875 Alfred Fournier ชาวเมืองผู้มั่งคั่งทิ้งมรดกให้เทศบาล เป็นแรงผลักดันสำคัญให้เกิดศาลาว่าการแห่งใหม่ Charles-Alfred Leclerc ชนะการประกวดแบบในปี 1877 เริ่มก่อสร้างในปี 1879 และเปิดอาคารเมื่อ 14 กรกฎาคม 1883 ซึ่งตรงกับวันชาติฝรั่งเศส [1][3]
Leclerc ออกแบบโดยได้รับแรงบันดาลใจจากศาลาว่าการกรุงปารีส ผสมสถาปัตยกรรมปลายยุคเรอเนซองส์กับสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 ใช้ฐานหินแกรนิต ผนังหินปูน หลังคาสูง และหอระฆังกลาง ภายในประดับภาพประวัติศาสตร์ท้องถิ่น จึงเป็นทั้งที่ทำการเทศบาลและมรดกศิลปกรรม [2][3]
พัฒนาการและการอนุรักษ์
ปี 1893 มีการสร้างน้ำพุด้านหน้าอาคารจากหินแกรนิต สำริด และเซรามิก สะท้อนความเชี่ยวชาญด้านเครื่องเคลือบของลิโมจส์ ต่อมาในทศวรรษ 1960 มีการต่อเติมสำนักงานด้านหลัง [3]
วันที่ 15 มกราคม 1975 ส่วนด้านหน้าและหลังคาของอาคารเดิม รวมถึงน้ำพุ ได้รับการขึ้นทะเบียนคุ้มครองเป็นโบราณสถาน โดยการคุ้มครองดังกล่าวไม่รวมส่วนต่อเติมด้านหลัง [3]
***เหตุวางเพลิงวันที่ 17 ตุลาคม 2026
ตามรายงาน AFP ซึ่งอ้างเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ช่วงปลายวันหลังการประท้วงเรื่องค่าครองชีพ กลุ่มผู้ก่อเหตุเข้ามาบริเวณศาลาว่าการ ทุบกระจกและจุดไฟภายใน เพลิงลุกลามจนหลังคาและหอระฆังพังลงมา เหตุรุนแรงดังกล่าวเกิดขึ้นควบคู่กับการชุมนุม ไม่ควรเหมารวมว่าผู้ชุมนุมทุกคนมีส่วนในการวางเพลิง [4]
***ความเสียหายและสถานะล่าสุด
รายงานวันที่ 18 ตุลาคม 2026 ระบุว่า ภายในส่วนอาคารประวัติศาสตร์ถูกทำลายเกือบทั้งหมด รวมถึงพื้นที่งานทะเบียนราษฎร ผนังด้านหน้ายังตั้งอยู่ แต่หลังคาและหอระฆังพังลง ส่วนสำนักงานบริหารสมัยใหม่ด้านหลังได้รับการรักษาไว้ได้ จึงไม่ควรสรุปว่าอาคารทุกส่วนถูกเผาจนหมด [4]
รัฐบาลฝรั่งเศสรับปากช่วยสร้างศาลาว่าการขึ้นใหม่ ขณะที่อัยการเปิดสอบสวนฐานทำลายทรัพย์สินด้วยวิธีอันตรายโดยกระทำเป็นกลุ่ม ณ วันจัดทำเอกสาร ยังไม่ควรระบุผู้รับผิดชอบหรือแรงจูงใจเป็นข้อยุติ และแหล่งข่าวที่ใช้อ้างอิงยังไม่ให้ข้อสรุปเรื่องงบประมาณหรือกำหนดแล้วเสร็จของการบูรณะ [4]
คุณค่าของอาคารต่อชาวเมือง
ศาลาว่าการแห่งนี้เชื่อมประวัติศาสตร์การปกครองท้องถิ่นเข้ากับศิลปกรรมและอุตสาหกรรมเครื่องเคลือบของลิโมจส์ อีกทั้งเป็นสถานที่ดำเนินงานราชการและพิธีสำคัญในชีวิตประชาชน ความเสียหายจึงกระทบทั้งการให้บริการสาธารณะและความทรงจำร่วมของเมือง [1][3][4]
แหล่งอ้างอิง
[1] Ville de Limoges — เอกสารประวัติ Laissez-vous conter l’hôtel de ville de Limoges
https://www.limoges.fr/.../Brochure%2520HDV%2520Basse...
[2] Destination Limoges — Hôtel de ville ข้อมูลสถาปัตยกรรมจากสำนักงานการท่องเที่ยว
https://www.destination-limoges.com/culture/hotel-de-ville/
[3] Ministère de la Culture — ทะเบียนมรดก Hôtel de ville et Fontaine เลขที่ PA00100361
https://pop.culture.gouv.fr/notice/merimee/PA00100361
[4] AFP เผยแพร่ผ่าน Boursorama — Limoges entre colère et désarroi après l’incendie de sa mairie วันที่ 18 ตุลาคม 2026
https://www.boursorama.com/.../limoges-entre-colere-et...
หมายเหตุ ใช้ปี 1875 สำหรับมรดกของ Fournier ตามเอกสารประวัติของเทศบาล เนื่องจากทะเบียนมรดกบางรายการระบุปี 1873 ต่างกัน ส่วนระดับความเสียหายและผลสอบสวนอาจเปลี่ยนแปลงเมื่อมีการสำรวจเพิ่มเติม
Limoges Town Hall

สวัสดิการรัฐ ของประเทศฝรั่งเศส

สวัสดิการรัฐ ของประเทศฝรั่งเศส เริ่มสร้างปัญหา เมื่อประชาชนที่เคยได้รับการดูแลจากรัฐบาลดี เริ่มเรียกร้องให้ดูแลเหมือนเดิม หรือมากขึ้น
แม้ในยามเศรษฐกิจยุโรปไม่ได้ดีเหมือนเดิม

สาเหตุการประท้วงในยุโรป

ความเกี่ยวข้องกับสงครามรัสเซียและยูเครน

***ข้อมูล ณ วันที่ 18 ตุลาคม 2569 ตามเวลาไทย

สงครามรัสเซีย–ยูเครนเกี่ยวข้องทางอ้อมผ่านราคาพลังงานและค่าครองชีพ แต่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปว่าเป็นสาเหตุหลักของการประท้วงทั้งหมด ข้อเรียกร้องในแต่ละประเทศมีทั้งปัญหาการศึกษา ที่อยู่อาศัย และบริการสาธารณะ [1–3]

สงครามส่งผลต่อค่าครองชีพอย่างไร

ธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB อธิบายว่า การรุกรานยูเครนของรัสเซียในปี 2565 ทำให้ยุโรปเผชิญวิกฤตพลังงาน โดยเฉพาะก๊าซและไฟฟ้า ราคาพลังงานส่งผ่านสู่ต้นทุนธุรกิจและราคาสินค้า จึงเป็นแรงกดดันต่อกำลังซื้อ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลนี้อธิบายกลไกทางเศรษฐกิจ ไม่ได้พิสูจน์แรงจูงใจของผู้ประท้วงแต่ละกลุ่มโดยตรง [1]

ECB ยังระบุว่าราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นในปี 2569 มีปัจจัยจากสงครามอิหร่านและตะวันออกกลาง รวมถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซด้วย จึงไม่ควรอธิบายแรงกดดันด้านพลังงานรอบล่าสุดด้วยสงครามยูเครนเพียงเรื่องเดียว [1, 4]

ข้อเรียกร้องที่มีรายงานในแต่ละประเทศ

1.ฝรั่งเศส

ค่าครองชีพ ปัญหาโรงเรียน และบริการสาธารณะ [2]

2.เบลเยียม

ค่าใช้จ่ายการศึกษาและการปฏิรูปมหาวิทยาลัย [2]

3.โปรตุเกส

ราคาที่อยู่อาศัย ค่าเช่า และรายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่าย [2]

4.อิตาลี

ค่าครองชีพและการต่อต้านสงคราม โดย AP ไม่ได้ระบุว่าเป็นสงครามยูเครนโดยเฉพาะ [3]

***ข้อสรุปที่หลักฐานยังไม่รองรับ

***ยังไม่ควรสรุปว่า “รัฐบาลนำเงินไปช่วยยูเครน จึงไม่มีเงินดูแลประชาชน” เป็นสาเหตุร่วมของการประท้วงเหล่านี้ การประเมินข้อกล่าวนี้ต้องตรวจงบประมาณ การเปลี่ยนแปลงรายจ่าย และข้อเรียกร้องของผู้จัดชุมนุมเป็นรายประเทศเพิ่มเติม

***การประเมินจากข้อมูลข้างต้นคือ สงครามเป็นปัจจัยหนึ่งที่เพิ่มแรงกดดันด้านต้นทุน ส่วนชนวนการประท้วงมีปัญหาปากท้อง การศึกษา ที่อยู่อาศัย และนโยบายภายในประเทศ โดยน้ำหนักของแต่ละปัจจัยแตกต่างกัน

แหล่งอ้างอิง

[1] ECB 3 มิ.ย. 2569 — A tale of two energy crises

[2] Folha อ้าง AFP และ Reuters 17 ต.ค. 2569 — ประท้วงในยุโรป

[3] AP 17 ต.ค. 2569 — การประท้วงค่าครองชีพในมิลาน

[4] ECB 6 พ.ค. 2569 — The new energy shock

สรุปการประท้วงในฝรั่งเศสและยุโรป

ข้อมูล ณ วันที่ 18 ตุลาคม 2569 ตามเวลาไทย

รายงานวันที่ 17 ตุลาคมระบุการประท้วงในฝรั่งเศส เบลเยียม อิตาลี และโปรตุเกส รวม 4 ประเทศ หรืออีก 3 ประเทศนอกฝรั่งเศส โดยเป็นการชุมนุมแยกกัน ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปว่าทั้งหมดลุกลามมาจากฝรั่งเศสโดยตรง [1]

ประเทศที่มีรายงานในช่วงเดียวกัน

1.ฝรั่งเศส - ปารีสและหลายเมือง

ประท้วงค่าครองชีพและปัญหาโรงเรียน มีเหตุรุนแรงแทรกในบางพื้นที่ [2]

2.เบลเยียม - บรัสเซลส์ ลีแยฌ

นักศึกษาคัดค้านค่าใช้จ่ายการศึกษาและการปฏิรูปมหาวิทยาลัย มีการปะทะและตำรวจใช้เครื่องฉีดน้ำ [2]

3.อิตาลี - มิลาน โบโลญญา

มีการเดินขบวนและเหตุปะทะ ผู้ก่อเหตุบางส่วนขว้างสิ่งของ ตำรวจใช้แก๊สน้ำตาและเครื่องฉีดน้ำ [2]

4.โปรตุเกส - ลิสบอน

ประท้วงค่าที่อยู่อาศัย ค่าเช่า และค่าครองชีพ ผู้จัดระบุผู้เข้าร่วมหลายหมื่นคน [2]

5.แอลเบเนีย

Folha รวบรวมแอลเบเนียไว้ด้วย จึงนับได้ 5 ประเทศรวมฝรั่งเศส หรืออีก 4 ประเทศนอกฝรั่งเศส [2] อย่างไรก็ตาม Le Monde รายงานว่าการประท้วงแอลเบเนียเริ่มตั้งแต่ 31 พฤษภาคม 2569 จากการคัดค้านโครงการในพื้นที่อนุรักษ์ ก่อนขยายสู่การต่อต้านรัฐบาลและคอร์รัปชัน จึงควรแยกจากเหตุฝรั่งเศสรอบนี้ [3]

ข้อสรุปคือ

“ประท้วงค่าครองชีพหลายประเทศยุโรป พบฝรั่งเศส เบลเยียม อิตาลี และโปรตุเกส” และระบุแอลเบเนียแยกต่างหาก เพื่อไม่ทำให้เข้าใจว่ามีการประสานงานหรือเกิดการลุกลามจากฝรั่งเศสที่ยืนยันแล้ว

แหล่งข่าว

[1] Al Jazeera วันที่ 17 ต.ค. 2569 — การประท้วงแยกกันใน 4 ประเทศ

[2] Folha อ้าง AFP และ Reuters วันที่ 17 ต.ค. 2569 — รายประเทศ

[3] Le Monde วันที่ 17 ต.ค. 2569 — ที่มาการประท้วงแอลเบเนีย

สรุปสถานการณ์ล่าสุดในฝรั่งเศส

ข้อมูล ณ เช้าวันที่ 18 ตุลาคม 2569 ตามเวลาไทย

ฝรั่งเศสเผชิญการประท้วงใหญ่เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2569 จากความไม่พอใจค่าครองชีพและสภาพโรงเรียน การเดินขบวนส่วนใหญ่เป็นไปอย่างสงบ แต่บางพื้นที่เกิดการปะทะ เผาทรัพย์สิน และปล้นร้านค้า [1–2]

สาเหตุและขนาดการชุมนุม

การเคลื่อนไหวของนักเรียนตั้งแต่กลางเดือนกันยายนขยายมารวมกับแรงงานและผู้สนับสนุนเสื้อกั๊กเหลือง ท่ามกลางความไม่พอใจราคาสินค้าและบริการสาธารณะ ทางการประเมินผู้ร่วมชุมนุม 550,000 คน ส่วน CGT ประเมิน 800,000 คน จากการเดินขบวน 110 แห่ง [1]

เหตุการณ์และความเสียหาย

ปารีสมีไฟไหม้และร้านค้าถูกปล้น ลียงมีสำนักงานท่องเที่ยวถูกเผา มาร์กเซยมีผู้บุกอาคารเทศบาล และอาคารเทศบาลเก่าแก่ของลิโมจส์เสียหายหนักจากเพลิงไหม้ [2]

ยอดจับกุมและผู้บาดเจ็บ

รัฐบาลรายงานผู้ถูกจับกุมประมาณ 1,200 คน ตำรวจและเจ้าหน้าที่ฌ็องดาร์มบาดเจ็บ 150 นาย ผู้ประท้วงบางรายบาดเจ็บสาหัส ตัวเลขจับกุม 400 คนในรายงานก่อนหน้าเป็นยอดระหว่างเหตุการณ์ [1–2]

ท่าทีรัฐบาลและประเด็นติดตาม

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครงประกาศดำเนินคดีกับผู้ก่อความเสียหาย นายกเทศมนตรีปารีส ลียง และมาร์กเซยขอพบนายกรัฐมนตรีเซบาสเตียง เลอกอร์นูในต้นสัปดาห์ ควรติดตามมาตรการตอบข้อเรียกร้อง การประเมินความเสียหาย และผลทางการเมืองก่อนเลือกตั้งประธานาธิบดีราวหกเดือน [2]

หมายเหตุ สถานการณ์ยังเปลี่ยนแปลงได้ ตัวเลขเป็นข้อมูลตามรายงานที่ตรวจสอบในช่วงเวลาข้างต้น

แหล่งข่าว

[1] AP News — การชุมนุมและเหตุปะทะ วันที่ 17 ตุลาคม 2569

[2] AFP ผ่าน Boursorama — สรุปหลังเหตุการณ์ วันที่ 18 ตุลาคม 2569

"การค้าพลังงานระหว่าง EU และรัสเซีย"

"การค้าพลังงานระหว่าง EU และรัสเซีย"
***จากก่อนสงครามรัสเซีย–ยูเครนถึงวันที่ 18 ตุลาคม 2569
ยุโรปลดการพึ่งพาพลังงานรัสเซียลงมากหลังการรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบในปี 2565 แต่ยังไม่ได้หยุดซื้อทั้งหมด โดยเฉพาะ LNG และก๊าซภายใต้สัญญาเดิม การห้ามนำเข้ามีช่วงเปลี่ยนผ่าน จึงต้องแยกสถานะการค้าปัจจุบันออกจากกำหนดยุติในอนาคต [1–3]
ขอบเขต ใช้สหภาพยุโรป 27 ประเทศ หรือ EU เป็นหลัก ไม่ใช่ทั้งทวีปยุโรป จึงไม่รวมอังกฤษ ตุรกี และเซอร์เบีย ตัวเลขทั้งปี 2568 แยกจากข้อมูลระหว่างปี 2569
***การพึ่งพารัสเซียก่อนและหลังสงคราม
***ภาพรวมหลังลดการพึ่งพา
...
ก๊าซ รวมท่อและ LNG
45% ของการนำเข้าก๊าซในปี 2564
ประมาณ 12% ในปี 2568
...
น้ำมัน
ประมาณ 27% ก่อนสงคราม
ประมาณ 2% ในปี 2568
...
ถ่านหิน
ประมาณ 50% ของการนำเข้าก่อนสงคราม
0% หลังการห้ามนำเข้า
...
หมายเหตุ แต่ละแถวใช้ฐานการนำเข้าเชื้อเพลิงประเภทนั้น ไม่ใช่สัดส่วนพลังงานทั้งหมดที่ EU ใช้ ตัวเลขเป็นค่าประมาณจากเอกสาร EU [1–2]
...
ลำดับการเปลี่ยนแปลงสำคัญ
2565 EU เปิดแผน REPowerEU ในเดือนพฤษภาคม เพื่อประหยัดพลังงาน เพิ่มพลังงานหมุนเวียน และกระจายแหล่งนำเข้า ท่ามกลางการลดหรือหยุดส่งก๊าซจากรัสเซียให้หลายประเทศ [1, 8]
ปลาย 2565 ถึงต้น 2566 ห้ามนำเข้าน้ำมันดิบรัสเซียทางทะเลตั้งแต่ 5 ธันวาคม 2565 และผลิตภัณฑ์น้ำมันบางประเภทตั้งแต่ 5 กุมภาพันธ์ 2566 มีข้อยกเว้นน้ำมันผ่านท่อบางส่วนชั่วคราว [4]
2567 การนำเข้าก๊าซรัสเซียกลับเพิ่มขึ้น รวม 52,000 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 19% ของการนำเข้าก๊าซ EU แบ่งเป็นก๊าซผ่านท่อ 32,000 ล้าน และ LNG 20,000 ล้านลูกบาศก์เมตร การลดซื้อจึงไม่ได้ลดลงทุกปี [5]
1 มกราคม 2568 การส่งก๊าซรัสเซียผ่านยูเครนยุติลง หลังข้อตกลงขนส่งหมดอายุสิ้นปี 2567 [6]
2568 ถึง 2569 EU ออกกฎหมายทยอยยุตินำเข้าก๊าซรัสเซีย พร้อมช่วงเปลี่ยนผ่านสำหรับสัญญาเดิม [1–2]

รัฐบาลชวนหลีกภัย

รัฐบาลชวนหลีกภัย แก้วิกฤตต้มยำกุ้ง ปี 2540 ยังไง เพราะตอนนั้นประเทศไทยต้องเข้าโครงการขอความช่วยเหลือจาก IMF


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top