Thursday, 4 June 2026
Lite

26 กุมภาพันธ์ 2459 วันสหกรณ์แห่งชาติ เริ่มสหกรณ์แรกที่พิษณุโลก จดทะเบียนสหกรณ์แห่งแรก วางรากระบบเงินกู้ชุมชนสู้หนี้นอกระบบ

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2459 ถือเป็นวันสำคัญของประวัติศาสตร์ไทยในฐานะวันจดทะเบียนสหกรณ์แห่งแรก นามว่า 'สหกรณ์วัดจันทร์ ไม่จำกัดสินใช้' ในตำบลวัดจันทร์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก

สหกรณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางสภาพปัญหาของเกษตรกรไทยที่ต้องเผชิญกับการขาดแคลนเงินทุน และพึ่งพาเงินกู้นอกระบบที่มีดอกเบี้ยสูง เนื่องจากเศรษฐกิจชนบทกำลังเปลี่ยนแปลงจากระบบพึ่งพาตนเองมาสู่การผลิตเพื่อการค้า การตั้งสหกรณ์โดยใช้โมเดลเครดิตแบบไรฟ์ไฟเซนจึงเป็นกลไกสำคัญในการช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยให้เข้าถึงสินเชื่อและลดภาระหนี้สิน

พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ ซึ่งได้รับการยกย่องเป็น 'พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย' และดำรงตำแหน่งนายทะเบียนสหกรณ์พระองค์แรก ทรงเป็นผู้ขับเคลื่อนแนวคิดและจดทะเบียนสหกรณ์วัดจันทร์ฯ เพื่อทดลองแนวทางนี้ในพื้นที่พิษณุโลก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่รัฐสามารถดูแลและควบคุมได้อย่างเหมาะสม

ต่อมา รัฐบาลได้กำหนดให้วันที่ 26 กุมภาพันธ์ของทุกปี เป็น "วันสหกรณ์แห่งชาติ" เพื่อระลึกถึงการก่อตั้งสหกรณ์แห่งแรกนี้ (ประกาศใน ครม. 9 ต.ค. 2527)

การเกิดขึ้นของสหกรณ์เครดิตแบบหมู่บ้าน ไม่เพียงแต่ช่วยป้องกันการสูญเสียที่ดินทำกินจากนายทุนเงินกู้เท่านั้น แต่ยังเป็นต้นแบบขยายไปสู่ขบวนการสหกรณ์ทั่วประเทศ ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเสริมสร้างเศรษฐกิจชนบทอย่างยั่งยืนจนถึงปัจจุบัน

ที่มา : https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/263080

ช่องวันเปิดเกมปี 2026 ยุคคอนเทนต์เปลี่ยน ช่องวันปรับตัวสุดทาง ‘บอย-ป้อน-ระฟ้า’ ขนคอนเทนต์ไทยกว่า 40 เรื่อง ปั้น oneD แข็งแกร่งสู่แพลตฟอร์มหลัก ละคร ซีรีส์ BL/GL ครบจัดเต็ม

(26 ก.พ. 69) 3 ผู้บริหาร 'บอย ถกลเกียรติ' 'ป้อน นิพนธ์' และ 'ระฟ้า ดำรงชัยธรรม' ประกาศผลิตคอนเทนต์กว่า 40 เรื่อง ครบทุกแนว ทั้งละครช่วงหนึ่งทุ่มถึงสองทุ่ม, oneD Original, ซีรีส์ BL/GL และซีรีส์แนวตั้ง ที่ตอบโจทย์คนดูยุคใหม่ พร้อมเสริมแอปพลิเคชัน oneD ให้แข็งแกร่งเพื่อก้าวสู่แพลตฟอร์มหลักในปี 2026

'บอย ถกลเกียรติ' ให้สัมภาษณ์ว่า "คอนเทนต์ของเราเยอะและเด็ดมาก เรารู้ว่าพฤติกรรมคนดูเปลี่ยนไป จึงเติมเต็มคอนเทนต์ในแอป oneD ทั้งละครพรีเมียมและซีรีส์ที่ตื่นตาตื่นใจ ดึงคอนเทนต์จากเครือข่ายอื่นมาไว้ที่เดียวกัน" พร้อมเน้นว่า "BL GL ซีรีส์ต่าง ๆ จะมาอยู่ใน oneD ด้วย เต็มอิ่มจุใจคนดูแน่นอน"

'ระฟ้า' ระบุว่า oneD มุ่งเสิร์ฟคอนเทนต์ครอบคลุมทุกกลุ่มผู้ชม พร้อมเผยยอดผู้ชมเดือนละ 5 ล้านคน เพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่าจากปีก่อน และยืนยันการบุกตลาดซีรีส์แนวตั้งตามเทรนด์คนดู "คนรอรถเมล์หรือรถไฟฟ้าสามารถดูซีรีส์แนวตั้งเพลิน ๆ ได้" ส่วน 'ป้อน นิพนธ์' เสริมว่า เป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่ต้องเข้าใจคนดูทุกกลุ่มและทำคอนเทนต์ให้ทันสมัย

ฝ่ายผู้บริหารย้ำชัด "เราคือคอนเทนต์ไทยครีเอเตอร์ที่สร้าง T-Series เพื่อคนไทยทุกกลุ่ม ไม่ใช่แค่ละครทีวี แต่เป็นคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์คนไทยและพร้อมก้าวสู่เวทีโลก" ขณะที่แอป oneD พร้อมให้บริการทั้งแบบฟรีและพรีเมียม รองรับผู้ชมในและต่างประเทศ แม้โฟกัสหลักยังคงเป็นคนไทย

ยุคเปลี่ยนแปลงคอนเทนต์ 'ช่องวัน' ปรับตัวเต็มที่ สะท้อนประสบการณ์ 30 ปีและความตั้งใจที่จะรักษาจริตไทยควบคู่ร่วมสมัย เพื่อขยายตลาดและสร้างเอกลักษณ์ในวงการซีรีส์ไทย

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/entertainment/news_10151362

“เจ้าหญิงหิมะ” คืนบัลลังก์!! ‘ไอลีน กู่’ ลูกครึ่งสหรัฐฯ-จีน ดาวเด่นสกีโอลิมปิก 6 เหรียญรวม ปิดฉากโอลิมปิกฤดูหนาว 2026 ก่อนลุยแฟชั่นวีกที่มิลาน

(26 ก.พ. 69) 'ไอลีน กู่' นักกีฬาสกีฟรีสไตล์ลูกครึ่งอเมริกัน-จีน วัย 22 ปี โดดเด่นในเวทีโอลิมปิกฤดูหนาว 2022 และ 2026 ด้วยผลงานสุดประทับใจ คว้าเหรียญรวม 6 เหรียญ ได้แก่ 3 เหรียญทอง, 2 เหรียญเงิน และ 1 เหรียญทองแดง พร้อมฉายา "เจ้าหญิงหิมะ" ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จและเสน่ห์ในวงการกีฬาสากล

เธอเริ่มฝึกสกีตั้งแต่อายุ 3 ขวบ ก่อนมุ่งมั่นเข้าสู่ทีมสกีฟรีสไตล์ในวัย 8 ปี และตัดสินใจแข่งในนามทีมชาติจีนตั้งแต่อายุ 15 ปี เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชนในจีนรักกีฬาฤดูหนาว เธอยังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดในสหรัฐฯ พร้อมสื่อสาร 2 ภาษาได้คล่องแคล่ว

ในการแข่งขันโอลิมปิก 2022 'ไอลีน' คว้า 3 เหรียญจากการแข่งขันครั้งเดียว ได้แก่ เหรียญทอง Big Air, Halfpipe และเหรียญเงิน Slopestyle เธอได้รับการยกย่องเป็นหนึ่งในบุคคลทรงอิทธิพลจากนิตยสาร Time ล่าสุดในโอลิมปิก 2026 แม้เผชิญบาดเจ็บเมื่อปี 2025 แต่เธอกลับมาคว้าเพิ่มอีก 3 เหรียญได้อย่างน่าทึ่ง

นอกจากกีฬาที่ชำนาญ 'ไอลีน' ยังประสบความสำเร็จในวงการแฟชั่นระดับโลก ร่วมงานกับแบรนด์ดังและขึ้นปกนิตยสารใหญ่รวมถึงงาน Met Gala และ Paris Fashion Week เธอถือเป็นไอคอนแฟชั่นของคนรุ่นใหม่

ด้วยความสามารถหลากหลายและความตั้งใจจริง 'ไอลีน กู่' จึงเป็นตัวแทนผู้หญิงยุคใหม่สู่ความฝันอย่างไม่หยุดยั้ง พร้อมเป็นแรงบันดาลใจสำคัญต่อเยาวชนทั่วโลก "เธอพิสูจน์ให้เห็นว่า ความมุ่งมั่นและพรสวรรค์สามารถเปลี่ยนโลกได้"
.
ที่มา : https://www.sanook.com/sport/1633304/

27 กุมภาพันธ์ 2514 ในหลวงรัชกาลที่ 9 และพระราชินี เสด็จฯ จ.อุตรดิตถ์ ทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ 'เขื่อนสิริกิติ์' วางรากความมั่นคงน้ำภาคเหนือ จุดเริ่มเขื่อนดินยักษ์เพื่อชลประทาน-ไฟฟ้าไทย

เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2514 ถือเป็นวันสำคัญของจังหวัดอุตรดิตถ์และงานพัฒนาทรัพยากรน้ำของไทย เมื่อ 'รัชกาลที่ 9' และ 'สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์' เสด็จพระราชดำเนินไปวางศิลาฤกษ์เขื่อนสิริกิติ์ที่อำเภอท่าปลา เป็นเขื่อนดินขนาดใหญ่บนแม่น้ำน่าน เพื่อประโยชน์ด้านชลประทาน บรรเทาอุทกภัย และผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ

เขื่อนสิริกิติ์ ตั้งอยู่ที่เขาผาซ่อม ตำบลผาเลือด อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาลุ่มน้ำน่าน กรมชลประทานวางให้เป็นเขื่อนอเนกประสงค์ที่กักเก็บน้ำเพื่อการเกษตรและการใช้น้ำ บรรเทาน้ำหลากในลุ่มน้ำ พร้อมทำงานร่วมกับเขื่อนภูมิพลเพื่อลดน้ำท่วมในลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง และผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ

เดิมโครงการใช้ชื่อว่า "เขื่อนผาซ่อม" แต่ต่อมาได้รับพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญพระนามาภิไธยของ 'สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์' เป็นชื่อเขื่อนอย่างเป็นทางการในปี 2511 การก่อสร้างเริ่มปี 2511 และสำเร็จในปี 2515 โรงไฟฟ้าเริ่มเดินเครื่องในปี 2517 กำลังผลิตรวม 500 เมกะวัตต์

เขื่อนสิริกิติ์จัดเป็นเขื่อนดินขนาดใหญ่ที่มีอ่างเก็บน้ำจุ 9.51 พันล้านลูกบาศก์เมตร พิธีวางศิลาฤกษ์ไม่ใช่เพียงพิธีเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของความมุ่งมั่นในการพัฒนาโครงการที่มีเป้าหมายเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำสำหรับการเกษตร บรรเทาน้ำท่วม และเสริมพลังงานไฟฟ้า ซึ่งเป็นการพัฒนาสำคัญในยุคหลังสงครามโลก

ที่มา : https://skdam.egat.co.th/index.php/about-sk/about-sk-dam/dam-hist

28 กุมภาพันธ์ 2501 ในหลวง ร.9 - พระราชินี เสด็จฯ เยือนพิษณุโลกเป็นครั้งแรก ถวายสักการะ “พระพุทธชินราช” คู่บ้านคู่เมืองพิษณุโลก และรำลึก 'สมเด็จพระนเรศวรมหาราช' ที่พระราชวังจันทน์ ปักหมุดหน้าประวัติศาสตร์พิษณุโลก

เมื่อวันที่ 27-28 กุมภาพันธ์ 2501 เป็นวันสำคัญของจังหวัดพิษณุโลก เมื่อ 'รัชกาลที่ 9' และ 'สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ' เสด็จฯ เยือนพิษณุโลกเป็นครั้งแรก พร้อมพระราชพิธีสำคัญที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธชินราชและการสักการะ 'สมเด็จพระนเรศวรมหาราช' ที่พระราชวังจันทน์

ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พระองค์เสด็จฯ ไปยังพระราชวังจันทน์ เพื่อประกอบพิธีบวงสรวงและสักการะสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จุดศรัทธาสำคัญของจังหวัด ก่อนเสด็จฯ ไปยังวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหารประกอบพระราชพิธีสมโภชพระพุทธชินราช พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองพิษณุโลก

มีบันทึกสำคัญว่า 'รัชกาลที่ 9' และ 'สมเด็จพระนางเจ้าฯ' ทรงเปลื้องเครื่องราชอิสริยาภรณ์นพรัตนราชภรณ์ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแด่พระพุทธชินราช เหตุการณ์ที่แสดงความเคารพและความศรัทธาในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาติ

เหตุการณ์นี้ถือเป็นครั้งแรกที่ทั้งสองพระองค์เสด็จฯ เยี่ยมประชาชนภาคเหนือ โดยพิษณุโลกเป็นจังหวัดแรกที่ได้รับเสด็จ บ่งบอกถึงความสัมพันธ์ระหว่างเมือง ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างชัดเจนในประวัติศาสตร์ของจังหวัดพิษณุโลก

ที่มา : https://phitsanulok.prd.go.th/th/content/category/detail/id/3393/iid/436142

เปิดคอลเลกชันแฟชั่น!! ‘ลิซ่า’ ขึ้นแท่นดีไซเนอร์เต็มตัว ปล่อยคอลเลกชันแรกกับ 'Kith Women' Hopeless Romantic vs After Dark สองคอนเซปต์ที่ทำให้แฟชั่นต้องหันมามอง

(27 ก.พ. 69) 'ลิซ่า ลลิษา' ไอดอลระดับโลกก้าวสู่บทบาทใหม่ในฐานะดีไซเนอร์เต็มตัว ด้วยการเปิดตัวคอลเลกชันแรกกับแบรนด์ชื่อดัง 'Kith Women' ที่สะท้อนตัวตนแท้จริงของเธอผ่านงานแฟชั่น

คอลเลกชันนี้ลิซ่าเน้นถ่ายทอด DNA ของตัวเองลงในเสื้อผ้าแนว Ready-to-wear ผ่านสองคอนเซปต์หลัก คือ "Hopeless Romantic" ที่แสดงถึงมุมหวานและโรแมนติก และ "After Dark" ที่สะท้อนมุมเท่ ลึกลับ และน่าค้นหาในเวลากลางคืน

หลังเปิดตัวคอลเลกชัน 'ลิซ่า' ให้สัมภาษณ์ผ่านอินสตาแกรมว่า "เป็นยังไงกันบ้างคะกับคอลเลกชันแรกของหนู? ขอบคุณทีม Kith และคุณ Ronnie มากๆ ที่ซัพพอร์ตลิซ่าตลอดการเดินทางครั้งนี้ และช่วยให้เราสร้างสรรค์ผลงานที่ทำให้ลิซ่าได้ 'ซื่อสัตย์กับตัวตนที่แท้จริง' ออกมาได้ เราตั้งใจอยากให้ทุกอย่างออกมาดูเป็นธรรมชาติและเรียลที่สุด หวังว่าทุกคนจะสัมผัสได้ถึงพลังงานนี้นะคะ... และไม่แน่นะ คุณอาจจะได้เห็น 'ตัวตนที่แท้จริงของคุณ' ผ่านเสื้อผ้าเหล่านี้ด้วยก็ได้!"

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายและศักยภาพของ 'ลิซ่า' ที่ไม่เพียงแค่เป็นนักร้องและนักแสดง แต่ยังสามารถก้าวสู่การเป็นนักออกแบบแฟชั่นที่ได้รับการยอมรับในระดับโลกได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ที่มา : https://www.sanook.com/news/9875526/

ซุปตาร์ตัวจิ๋วของจริง “น้องเกล” ฟันน้ำนมเขย่าวงการ ขึ้นแท่นเจ้าแม่พรีเซนเตอร์ ดันกระแสแบรนด์คึกคักทุกหมวด งานแน่นจนถูกเรียก “บริษัทชีเสิร์ฟ”

(1 มี.ค. 69) "น้องเกล-แอบิเกล รังษีสิงห์พิพัฒน์" วัย 4 ขวบ ลูกสาวคนเล็กของซุปตาร์ "ชมพู่ อารยา" และ "น็อต วิศรุต" กลายเป็นเจ้าแม่พรีเซนเตอร์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในขณะนี้ ด้วยความน่ารักและความสามารถ ทำให้น้องเกลได้รับงานโฆษณาแบรนด์ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องทั้งในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค อาหาร ไลฟ์สไตล์ การเงิน และแฟชั่น

น้องเกลได้รับบทพรีเซนเตอร์ให้กับแบรนด์ชั้นนำมากมาย เช่น 7-Eleven, Downy, Johnson & Johnson, Enfagrow A+, สาหร่ายเถ้าแก่น้อย, Grab Food, Coway, กรุงไทย-แอกซ่า, Adidas และ Madame Fin ซึ่งสร้างรายได้อย่างมหาศาลจนแฟนคลับทึ่งกับความสำเร็จนี้

จากกระแสงานที่ล้นมือจนถูกเรียกว่า "บริษัทชีเสิร์ฟ" น้องเกลยังเป็นที่พูดถึงถึงความสามารถในการบริหารเวลาทำงานอย่างมืออาชีพ พร้อมคำพูดจากแฟนคลับที่ว่า "รายได้จากบริษัทชีเสิร์ฟน่าจะทะลุเป้าไปไกลแล้ว" ซึ่งหมายความว่าสมควรได้รับเงินเก็บสำหรับใช้เรียนจนจบปริญญาเอกและมีฐานะในอนาคต

น้องเกลไม่เพียงแต่เป็นเด็กที่พรสวรรค์พร้อมความร่วมมือในการทำงาน แต่ยังเป็นแสงสว่างและแรงบันดาลใจในวงการบันเทิง ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นความเป็นซุปตาร์ฟันน้ำนมตัวจริงที่มีอนาคตไกลในวงการนี้

ที่มา : https://www.sanook.com/news/9875774/

1 มีนาคม ของทุกปี “วันป้องกันภัยพลเรือนโลก” ย้ำความสำคัญเตรียมพร้อมรับภัยพิบัติ เตือนสติสังคมภัยพิบัติไม่รอใคร ย้ำอนาคตยั่งยืนต้องเริ่มจากการจัดการความเสี่ยง

(1 มี.ค. 69) ทุกวันที่ 1 มีนาคม ของทุกปีถูกจัดให้เป็น "วันป้องกันภัยพลเรือนโลก" เพื่อสร้างความตระหนักว่าภัยพิบัติและเหตุฉุกเฉินไม่เลือกเวลาเกิด และการเตรียมความพร้อมอย่างเป็นระบบคือกุญแจลดความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับชีวิตและทรัพย์สินทั่วโลก

ในปี 2026 ธีมวันป้องกันภัยพลเรือนโลกคือ "Managing Environmental Risks for a Resilient and Sustainable Future" หรือ "การบริหารความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม เพื่ออนาคตที่ยืดหยุ่นและยั่งยืน" ซึ่งชี้ให้เห็นว่าภัยยุคใหม่เชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่มีต่อตัวสิ่งแวดล้อม เช่น มลพิษ สารเคมี ไฟป่า น้ำท่วมฉับพลัน และเหตุฉุกเฉินจากสภาพอากาศสุดขั้ว

งาน "ป้องกันภัยพลเรือน" มุ่งเน้นวงจรครบถ้วน ตั้งแต่การลดความเสี่ยง วางแผนเตรียมพร้อม ซ้อมอพยพ ตอบโต้เหตุฉุกเฉิน กู้ภัยจนถึงการฟื้นฟูหลังเหตุการณ์ โดยใช้ความรู้ เทคนิคและการบริหารจัดการสอดคล้องกับความร่วมมือของประชาชนเพื่อให้ความสูญเสียลดลงอย่างมีประสิทธิภาพ

ในวันสำคัญนี้ประชาชนทั่วไปสามารถเริ่มกลับมา "ลงมือจริง" ด้วยการทำสิ่งง่าย เช่น ตั้งจุดนัดพบครอบครัว ทำรายชื่อเบอร์ติดต่อฉุกเฉิน จัดกระเป๋าฉุกเฉิน และเรียนรู้วิธีช่วยเหลือเบื้องต้น รวมทั้งซ้อมฝึกหนีไฟ เพื่อให้พร้อมรับมือเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินจริง

โดยสรุป "ระบบ" จะทำงานได้ดีแค่ไหนก็ขึ้นกับความรู้และความพร้อมของ "คนในบ้าน" ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่ "วันป้องกันภัยพลเรือนโลก" ต้องการสื่อสารให้ชัดเจนทุกปีว่า "อย่ามองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงความรู้บนกระดาษ" แต่คือทักษะเอาตัวรอดและดูแลครอบครัวในยามวิกฤต

ที่มา : https://icdo.org/?utm_source=chatgpt.com

2 มีนาคม 2477 รัชกาลที่ 7 ทรงประกาศสละราชสมบัติ ขณะประทับอยู่ในประเทศอังกฤษ เปิดทางสู่ยุคใหม่ภายใต้รัฐธรรมนูญ เอกสารการเมืองชิ้นสำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งของไทย

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ 'รัชกาลที่ 7' ทรงสละราชสมบัติ ณ Knowle House ประเทศสหราชอาณาจักร เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เพราะเป็นการสิ้นสุดรัชสมัยของพระมหากษัตริย์พระองค์สุดท้ายที่ครองราชย์ทั้งก่อนและหลังระบบรัฐธรรมนูญเริ่มต้นขึ้น

เอกสารพระราชหัตถเลขาสละราชสมบัติระบุปี 2477 ตามระบบขึ้นปีใหม่แบบเดิม คือวันที่ 1 เมษายน ทำให้เดือนมกราคมถึงมีนาคมอยู่ในปีเดิม แต่หากเทียบกับระบบปัจจุบันซึ่งขึ้นปีใหม่ 1 มกราคม จะตรงกับปี 2478

ยุคนั้นไทยเพิ่งเปลี่ยนจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ การเมืองช่วงตั้งไข่เต็มไปด้วยความขัดแย้งร้อนแรง 'รัชกาลที่ 7' ทรงมีพระราชประสงค์ให้ประชาชนมีสิทธิและเสรีภาพ แต่ไม่ประสงค์ยกอำนาจให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทรงเลือกสละราชสมบัติเพื่อหลีกเลี่ยงความปั่นป่วนและความสูญเสียของชาติ

จากพระราชหัตถเลขา ทรงกล่าวไว้ว่าทรงเต็มใจสละอำนาจให้ "ประชาราษฎรโดยทั่วไป" แต่ไม่ทรงยอมให้อำนาจสิทธิขาดตกอยู่กับบุคคลหรือคณะใด

หลังสละราชสมบัติ สภาผู้แทนราษฎรได้อัญเชิญพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล ขึ้นทรงราชย์เป็น 'รัชกาลที่ 8' ซึ่งขณะนั้นยังเด็ก ทั้งนี้เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ระบอบรัฐธรรมนูญเดินหน้า และสถาบันทางการเมืองใหม่มีบทบาทกำหนดทิศทางประเทศจนถึงปัจจุบัน

ที่มา : https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_1746

3 มีนาคม 2569 “วันมาฆบูชา” วันเพ็ญเดือน 3 ชาวไทยเวียนเทียน วันหยุดแห่งศรัทธาและสติ ประตูสู่ความสงบที่เริ่มได้จากเรื่องเล็กในบ้าน

(3 มี.ค. 69) วันมาฆบูชา ซึ่งตรงกับวันเพ็ญเดือน 3 ในปี 2569 เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่ชาวไทยทั่วประเทศร่วมกันเวียนเทียนและทำบุญในหลายวัด ตั้งแต่เช้าจรดค่ำกิจกรรมหลักคือทำบุญตักบาตร ฟังธรรม และเวียนเทียนรอบพระอุโบสถ

ในวันมาฆบูชาเป็นการระลึกเหตุการณ์ "จาตุรงคสันนิบาต" หรือการประชุมพร้อมด้วยองค์ 4 ที่เกิดขึ้นโดยมิได้นัดหมาย มีพระภิกษุ 1,250 รูปที่เป็นพระอรหันต์และได้รับการบวชโดยตรงจากพระพุทธเจ้ามารวมกันในวันเพ็ญเดือน 3 พระพุทธเจ้าทรงแสดง "โอวาทปาติโมกข์" ซึ่งเป็นสรุปคำสอนฉบับย่อที่ชาวพุทธถือเป็นแกนกลางของคำสอน

คำสอนสำคัญสั้น ๆ ที่คนไทยจดจำและใช้เป็นเข็มทิศชีวิตคือ "ไม่ทำชั่ว ทำความดี ทำจิตใจให้ผ่องใส" ซึ่งครอบคลุมทั้งพฤติกรรม การกระทำ และการฝึกจิตใจให้สงบจากความโกรธ โลภ หลง

วันมาฆบูชาถูกนับตามปฏิทินจันทรคติ และอาจเลื่อนไปมาในเดือนกุมภาพันธ์หรือมีนาคมในบางปีที่เป็นปีอธิกมาส แต่ความหมายที่แท้จริงของวันสำคัญนี้คือโอกาสที่ชาวพุทธจะหยุดคิดและเติมเต็มใจของตน โดยมีกิจกรรมตั้งแต่การทำบุญ ฟังธรรม สมาทานศีล เจริญภาวนา และเวียนเทียน

สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกไปวัด สามารถทำมาฆบูชาให้มีความหมายได้โดยการงดทำสิ่งที่ทำร้ายใจ ทำความดีหนึ่งอย่างอย่างตั้งใจ และให้เวลาตนเองในการนั่งสมาธิหรืออ่านคำสอนสั้น ๆ เพื่อฟื้นฟูใจให้เบาสงบ

ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%86%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B8%8A%E0%B8%B2


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top