Friday, 5 June 2026
อิหร่าน

สหรัฐฯ โจมตีอิหร่าน!! ทำลายเรือ 17 ลำของอิหร่าน ใช้กระสุนมากกว่า 2,000 นัด สกัดขีปนาวุธและโดรนกว่าพันลำ ส่งสัญญาณต่อเนื่องทุกช่วงเวลา

4 มี.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันอังคาร (3 มี.ค.) แบรด คูเปอร์ ผู้บัญชาการกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) เผยผ่านคลิปวิดีโอบนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ (X) ว่ากองกำลังสหรัฐฯ ได้ทำลายเรือของอิหร่าน 17 ลำ ซึ่งรวมถึงเรือดำน้ำที่อิหร่านใช้งานมากที่สุดที่ตอนนี้มีรูโหว่อยู่ด้านข้างลำเรือ โดยคูเปอร์กล่าวว่านี่เป็นการจมทั้งกองทัพเรืออิหร่าน

คูเปอร์ระบุว่ากองกำลังสหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายเกือบ 2,000 จุด ด้วยเครื่องกระสุนมากกว่า 2,000 รายการ มีการลดระดับการป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่านลงอย่างมาก ตลอดจนทำลายขีปนาวุธ แท่นยิง และโดรนของอิหร่านหลายร้อยรายการ โดยกองกำลังสหรัฐฯ จะยังคงโจมตีอิหร่านตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่ก้นทะเลจนถึงอวกาศและไซเบอร์สเปซ

ทั้งนี้ กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ รายงานว่าฝ่ายอิหร่านได้ยิงขีปนาวุธกว่า 500 ลูก และส่งโดรนโจมตีกว่า 2,000 ลำ เมื่อนับตั้งแต่เริ่มต้นการโจมตีโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล

ที่มา : Xinhua

จับตาขั้วอำนาจการเมืองโลก ภายหลังปฏิบัติการ Epic Fury สหรัฐฯ-อิสราเอลโจมตีอิหร่านรุนแรง ยุโรปแตกแยก รัสเซีย-จีนอั้นแรงไม่ช่วย ตะวันออกกลางปรับโครงสร้างอำนาจใหม่

จับตาขั้วอำนาจการเมืองโลกในปัจจุบัน ภายหลังปฏิบัติการ Epic Fury

เช้าวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เสียงระเบิดดังขึ้นพร้อมกันในหลายเมืองของอิหร่าน เมื่อสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากปฏิบัติการ Epic Fury โจมตีเป้าหมายทางทหารและผู้นำของอิหร่านอย่างหนักหน่วง นี่คือจุดเปลี่ยนที่นักวิชาการทางด้านรัฐศาสตร์และผู้นำโลกหลายคนเรียกว่า "วันที่ระเบียบโลกเปลี่ยนไปตลอดกาล"

ใดๆDigest ขอพาผู้อ่านมาสำรวจกันว่า หลังเหตุการณ์ครั้งนี้ ขั้วอำนาจต่าง ๆ บนเวทีภูมิรัฐศาสตร์โลกต่างปรับท่าทีและยุทธศาสตร์ของตนเองอย่างไร และโลกกำลังมุ่งหน้าไปในทิศทางใด

เกิดอะไรขึ้น? ทำความเข้าใจปฏิบัติการ Epic Fury:
ก่อนเข้าใจผลกระทบ เราต้องเข้าใจบริบทโดยรวมกันก่อน ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านสั่งสมมานานกว่า 47 ปี นับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามในปี 2522 แต่ที่มาของการโจมตีในครั้งนี้เกิดขึ้นจากหลายเหตุการณ์ซ้อนทับกัน ไม่ว่าจะเป็นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา อิสราเอลทำลายเครือข่ายพันธมิตรของอิหร่านในภูมิภาคไปทีละอย่าง ทั้งการทำให้กลุ่มฮามาสและฮิซบอลลอฮ์อ่อนแอลงอย่างมาก รวมถึงการล่มสลายของระบอบอัสซาดในซีเรีย ประกอบกับทรัมป์ต้องการปิดฉากความขัดแย้งนี้ในยุคของเขาด้วยกำลัง มากกว่าการเจรจา

ผลการโจมตีครั้งนี้คือ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดวัย 86 ปีของอิหร่าน และผู้นำกองทัพระดับสูงหลายคนถูกสังหาร สหรัฐฯ กลายเป็นประเทศแรกในประวัติศาสตร์ที่โจมตีโครงการนิวเคลียร์ของประเทศอื่นโดยตรง

สหรัฐฯ และอิสราเอล ในฐานะผู้กำหนดวาระ แต่กลับต้องแบกภาระอันหนักหนาสาหัส
สหรัฐฯ: ทรัมป์เลือกระเบิดแทนการเจรจา
สิ่งที่น่าตกใจที่สุดคือ ปฏิบัติการนี้เกิดขึ้นในขณะที่อิหร่านและสหรัฐฯ กำลังนั่งเจรจากันอยู่ที่เจนีวา โดยทรัมป์เลือกโจมตีทันทีแทนที่จะรอผลการเจรจา ผ่านการใช้ Executive Power ในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด (Commander-in-Chief) โดยไม่ผ่านสภาคองเกรส นักวิเคราะห์การเมืองโลกหลายคนเห็นตรงกันว่าทรัมป์ต้องการ "ปิดฉาก" ความขัดแย้ง 47 ปีในฉบับของเขาเอง

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการหลายสำนักเตือนว่า การโจมตีโดยไม่มีแผนหลังสงครามที่ชัดเจนอาจทำให้สหรัฐฯ ติดหล่มในตะวันออกกลางอีกครั้ง เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในอิรักและอัฟกานิสถาน

อิสราเอล: บรรลุเป้าหมายระยะยาว
สำหรับอิสราเอล การโจมตีครั้งนี้คือการขจัดภัยคุกคามนิวเคลียร์ที่รอคอยมาหลายสิบปี และเป็นโอกาสสร้างพันธมิตรใหม่กับรัฐอ่าวอาหรับ ซึ่งต่างก็มีศัตรูร่วมกันคืออิหร่านที่ตอบโต้ด้วยการโจมตีบาห์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ และคูเวต

ยุโรป: ตกขบวน ลังเล และแตกแยก
บทบาทของยุโรปในวิกฤตครั้งนี้สะท้อนภาพที่น่าเศร้าของมหาอำนาจที่ "พูดเสียงดัง แต่ไม่มีอำนาจเพียงพอ" ในเวทีความขัดแย้งระดับโลก โดยเรื่องที่สร้างความกระอักกระอ่วนให้ยุโรปที่สุดคือ เมื่อปฏิบัติการเริ่มขึ้น ผู้นำยุโรปส่วนใหญ่ไม่ได้รับแจ้งล่วงหน้าแต่อย่างใด Hannah Neumann สมาชิกรัฐสภายุโรปและประธานคณะผู้แทนด้านความสัมพันธ์กับอิหร่าน เปิดเผยกับ CNBC ว่า แม้แต่นายกรัฐมนตรีเยอรมนี Friedrich Merz ผู้นำเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของ EU ก็เพิ่งได้รับแจ้งเพียงไม่กี่นาทีก่อนการโจมตีเริ่มขึ้นเท่านั้น Carl Bildt อดีตนายกรัฐมนตรีสวีเดน กล่าวว่า
"ยุโรปถูกผลักออกไปอยู่ขอบสนามในความขัดแย้งครั้งใหญ่ที่สุดของโลก"
ปฏิกิริยาของยุโรปจึงออกมาแตกต่างกันในแต่ละประเทศ สะท้อนถึงความแตกแยกภายในที่ลึกซึ้ง ฝรั่งเศสและสเปนออกมาวิจารณ์การโจมตีอย่างชัดเจน ประธานาธิบดี Emmanuel Macron ของฝรั่งเศสประกาศว่านี่คือ "การระเบิดของสงคราม" และเรียกร้องให้เปิดการประชุมฉุกเฉินของคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติทันที ขณะที่นายกรัฐมนตรีสเปน Pedro Sánchez ปฏิเสธการกระทำฝ่ายเดียวของสหรัฐฯ และอิสราเอล โดยกล่าวว่าเป็น "การเพิ่มความตึงเครียดและสร้างความไม่มั่นคง"

ในทางกลับกัน เยอรมนีกลับแสดงท่าทีที่คลุมเครือกว่า Merz เคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่าอิสราเอล "กำลังทำงานสกปรกแทนเราทุกคน" สะท้อนว่าเบอร์ลินมองอิหร่านในฐานะภัยคุกคามร่วมกับอิสราเอล

สหราชอาณาจักรอยู่ในสถานะที่ลำบากที่สุด เพราะขั้นแรกปฏิเสธไม่ให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพอังกฤษในการโจมตี แต่สุดท้ายก็ยอมเปิดทางให้ใช้เพื่อการโจมตี "เชิงป้องกัน" ทำให้ทรัมป์ยังออกมากล่าวว่า "ผิดหวัง" และอังกฤษ "ช้าเกินไป"

EU พูดเรื่องเดียวกัน แต่ไม่มีพลัง:
ผู้นำหลายคนของ EU ออกแถลงการณ์เรียกร้อง "ความยับยั้งชั่งใจสูงสุด" และเน้นย้ำถึงความสำคัญของกรอบการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ แต่ไม่มีการประณามสหรัฐฯ หรืออิสราเอลอย่างตรงไปตรงมา EU ยอมรับว่าการโจมตีตอบโต้ของอิหร่านต่อรัฐอ่าวเป็นสิ่งที่ "รับไม่ได้" แต่กลับไม่แสดงจุดยืนชัดเจนต่อต้นเหตุ
อย่างไรก็ดีจุดพลิกผันเกิดขึ้นเมื่ออิหร่านส่งโดรนโจมตีไซปรัส ซึ่งเป็นสมาชิก EU โดยพบว่ามีการใช้เสาอากาศของรัสเซียในโดรนลำดังกล่าว กรีซตอบสนองด้วยการส่งเครื่องบิน F-16 และเรือรบไปป้องกันไซปรัสทันที และต่อมาฝรั่งเศสก็ประกาศส่งระบบต่อต้านขีปนาวุธและโดรนไปเสริมกำลังเช่นกัน

นี่คือสัญญาณว่ายุโรปพร้อมขยับก็ต่อเมื่อผลประโยชน์โดยตรงถูกคุกคาม ไม่ใช่จากหลักการเรื่องกฎหมายระหว่างประเทศหรือสิทธิมนุษยชนเพียงอย่างเดียว

รัสเซียและจีน: ประณามดัง แต่ทำน้อย
รัสเซีย เปรียบเสมือนพันธมิตรที่หมดแรงของอิหร่าน
รัสเซียมีสนธิสัญญาหุ้นส่วนยุทธศาสตร์กับอิหร่านที่เพิ่งมีผลบังคับใช้ในเดือนตุลาคม 2568 แต่กระทรวงต่างประเทศรัสเซียออกมาเพียงแค่ประณามว่าเป็น "การรุกรานที่ไม่มีการยั่วยุ" โดยไม่มีคำมั่นสัญญาด้านความช่วยเหลือทางทหารใด ๆ เหตุผลง่าย ๆ คือสงครามในยูเครนดูดกำลังรัสเซียไปเกือบหมด มอสโกแทบไม่มีทรัพยากรเหลือไปช่วยพันธมิตร
จีน: รักษาผลประโยชน์มาก่อนมิตรภาพ
จีนประณามการสังหารคาเมเนอีว่าเป็น "การละเมิดอธิปไตยอิหร่านอย่างร้ายแรง" และเรียกร้องให้หยุดยิง แต่ในความเป็นจริง ปักกิ่งไม่ได้ให้ความช่วยเหลือทางวัตถุหรือการทหารใด ๆ แก่เตหะรานเลย

นักวิเคราะห์ชี้ว่าจีนอาจมองอิหร่านที่อ่อนแอลงเป็น "โอกาส" เพราะเตหะรานจะยิ่งต้องพึ่งพาปักกิ่งมากขึ้น ทั้งทางการทูต เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม การหยุดชะงักของช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางพลังงานหลักของจีนก็สร้างความเจ็บปวดให้ปักกิ่งไม่น้อย

ตะวันออกกลาง: โครงสร้างอำนาจใหม่กำลังก่อตัว
รัฐอ่าวทั้ง 6 ชาติ ทั้งบาห์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ และคูเวต ต่างถูกโจมตีโดยอิหร่านเพื่อตอบโต้ ท่าอากาศยานในดูไบ อาบูดาบี และบาห์เรนได้รับความเสียหาย การจราจรในช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก ซึ่งคิดเป็นราว 20% ของปริมาณน้ำมันโลก

ผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิดคือ การโจมตีของอิหร่านยิ่งผลักรัฐอ่าวให้เข้าใกล้อิสราเอลและสหรัฐฯ มากขึ้น ความขัดแย้งนี้อาจเป็นตัวเร่งให้ความสัมพันธ์อาหรับ-อิสราเอลขยับเร็วขึ้นกว่าที่เคยคาด

ตุรกี: ผู้สงบเงียบที่ได้ประโยชน์
ตุรกีเลือก "สายกลาง" วิจารณ์การโจมตีแต่ไม่ถึงขั้นตัดความสัมพันธ์กับฝ่ายตะวันตก ขณะที่เงียบรอรับผลประโยชน์จากช่องว่างอำนาจในซีเรียที่อิหร่านเคยครอบครอง

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและพลังงานโลก:
ทันทีที่ข่าวการโจมตีแพร่ออกไป ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สายการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก และมีการประเมินว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาหารสดในตลาดรัฐอ่าวจะเริ่มขาดแคลนภายใน 20 วัน เนื่องจากชาติเหล่านี้พึ่งพาการนำเข้าอาหารเกือบทั้งหมด

จีนซึ่งนำเข้าน้ำมันดิบจากอิหร่านในปริมาณสูงต้องรีบปรับแผน หันไปพึ่งพาแหล่งน้ำมันจาก GCC มากขึ้น ซึ่งขัดกับยุทธศาสตร์ของปักกิ่งที่ต้องการหลีกเลี่ยงเส้นทางที่อยู่ภายใต้การควบคุมของสหรัฐฯ

อาวุธนิวเคลียร์: บทเรียนที่โลกจะจำไม่ลืม
หนึ่งในผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดจากปฏิบัติการครั้งนี้คือสิ่งที่เรียกว่า "บทเรียนนิวเคลียร์" ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย เตือนว่าผลลัพธ์อาจตรงข้ามกับที่ตั้งใจ กล่าวคือ แทนที่จะหยุดอิหร่านจากการมีนิวเคลียร์ การโจมตีนี้อาจยิ่งทำให้ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเชื่อมั่นมากขึ้นว่า "สหรัฐฯ ไม่โจมตีประเทศที่มีระเบิดนิวเคลียร์" และจะเร่งพัฒนาอาวุธของตนเอง

อิหร่านวันนี้: ล่มสลายหรือยังยืนหยัด?
คำถามสำคัญที่สุดคือ อิหร่านหลังการสูญเสียผู้นำสูงสุดจะเป็นอย่างไร? คำตอบไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะโครงสร้างรัฐอิหร่านซับซ้อนและกว้างขวาง กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ยังคงควบคุมทรัพยากรและอำนาจทางเศรษฐกิจ

นักวิเคราะห์ชี้ว่าแม้จะ "ตัดหัว" ผู้นำต่อเนื่องหลายสัปดาห์ ก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำลายโครงสร้างนี้ได้อย่างสมบูรณ์ ขณะที่เศรษฐกิจอิหร่านที่ถดถอยอยู่แล้วจากการคว่ำบาตรจะยิ่งบีบคั้นรัฐบาลอย่างหนัก

โลกหน้าตาเป็นอย่างไรหลังจากนี้?
ปฏิบัติการ Epic Fury ได้เขย่าระเบียบโลกใน 4 มิติสำคัญ

มิติแรกคือ ความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ในฐานะมหาอำนาจที่ "เลือกสงคราม" มากกว่าการทูต ซึ่งจะส่งผลต่อความสัมพันธ์กับเกาหลีเหนือ จีน และมหาอำนาจอื่น ๆ

มิติที่สองคือ จีนและรัสเซียพิสูจน์ไม่ได้ว่าปกป้องพันธมิตรได้จริง ซึ่งสร้าง "ช่องว่างความน่าเชื่อถือ" ให้กับขั้วอำนาจนี้อย่างมาก

มิติที่สามคือ ยุโรปต้องเผชิญกับความจริงอันเจ็บปวดว่าตนเองถูกทิ้งไว้ข้างหลังในการตัดสินใจระดับโลก และจำเป็นต้องวางหมากทางยุทธศาสตร์ ของตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้นอย่างเร่งด่วน

และมิติที่สี่คือ ตะวันออกกลางกำลังจะจัดระเบียบใหม่ โดยมีอิสราเอลและรัฐ GCC เป็นผู้กำหนดโครงสร้างภูมิภาค แทนที่บทบาทเดิมของอิหร่านในฐานะ "ตัวสร้างความไม่มั่นคง"

คำถามที่ยังไม่มีคำตอบคือ โลกหลังจากนี้จะปลอดภัยขึ้น หรือเราเพิ่งจุดชนวนให้ทุกประเทศเร่งพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของตัวเองกันอย่างเงียบ ๆกันแน่ และโดยต้องไม่ลืมว่าประเทศอื่นๆที่มีอาวุธนิวเคลียร์อาทิเช่น เกาหลีเหนือ อินเดีย และปากีสถานก็กำลังจับจ้องสถานการณ์การสู้รบอยู่อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งประเมินศักยภาพและท่าทีของกลุ่มขั้วอำนาจต่างๆไปด้วยอย่างแน่นอน

ศึกอิหร่านยังไม่จบ!! สภาสูงไม่ผ่านมติคุม “อำนาจสงคราม” ของทรัมป์ เสียงข้างน้อยสนับสนุน ร่างโดยเดโมแครต ข้อเสนอต้องให้รัฐสภาอนุมัติใช้กำลังทหาร เหตุโจมตีอิหร่าน-อิสราเอลเพิ่มความตึงเครียด

(5 มี.ค. 69) วุฒิสภาสหรัฐอเมริกาลงมติไม่รับรองร่างมติที่จำกัดอำนาจทางทหารของประธานาธิบดี 'โดนัลด์ ทรัมป์' ต่ออิหร่านตามผลการลงคะแนนเชิงกระบวนการล่าสุด โดยมีวุฒิสมาชิก 53 คนคัดค้าน ในขณะที่สนับสนุนเพียง 47 คน

ร่างมติดังกล่าวเสนอให้สหรัฐฯ ต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐสภาก่อนดำเนินปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน และกำหนดให้ประธานาธิบดีต้องยุติการเกี่ยวข้องของกองกำลังสหรัฐฯ ที่ไม่ได้รับอนุญาตภายใน 30 วัน เว้นแต่เป็นเหตุผลกรณีภัยคุกคามที่ใกล้จะเกิดขึ้นหรือการโจมตีโดยตรงต่อสหรัฐฯ

'แรนด์ พอล' วุฒิสมาชิกรีพับลิกันจากเคนทักกี เป็นผู้สนับสนุนร่างมติในพรรครีพับลิกันเพียงคนเดียว ขณะที่ 'จอห์น เฟตเทอร์แมน' สมาชิกเดโมแครตเห็นต่างจากพรรค

การลงมติดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีเป้าหมายในอิหร่านรวมถึงกรุงเตหะรานส่งผลให้เกิดความเสียหายและผู้เสียชีวิตในหมู่พลเรือน รวมทั้งตอบโต้กันด้วยการโจมตีพื้นที่ของอิสราเอลและฐานทัพสหรัฐฯ ทั่วตะวันออกกลาง

เหตุการณ์นี้สะท้อนความขัดแย้งที่รุนแรงและซับซ้อนในภูมิภาค โดยการปะทะที่เพิ่มขึ้นส่งผลต่อเสถียรภาพและความมั่นคงระดับนานาชาติอย่างชัดเจน

ที่มา : Sputnik

รัสเซียตั้งข้อกังขา!! ปมสหรัฐฯ-อิสราเอล ชี้อิหร่านขาดแท่นยิง ผู้เชี่ยวชาญชี้อิหร่านอาจยังมีแท่นยิงจำนวนมาก สวนทางคำกล่าวอ้างสหรัฐฯ-อิสราเอล ความแตกต่างข้อมูลสร้างข้อสงสัยอย่างกว้างขวาง


ผู้เชี่ยวชาญรัสเซียโต้สหรัฐฯ ชี้ยังไร้หลักฐานเป็นกลางยืนยันอิหร่านใกล้หมดแท่นยิงขีปนาวุธ

ท่ามกลางกระแสการประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เข้มข้นขึ้นต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ออกมาระบุว่า คลังอาวุธของอิหร่านกำลังลดน้อยลง และจำนวนแท่นยิงขีปนาวุธก็อยู่ในภาวะร่อยหรอใกล้หมดลงเต็มที อย่างไรก็ตาม มุมมองดังกล่าวกำลังถูกตั้งคำถามจากผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารของรัสเซีย ที่มองว่าคำกล่าวอ้างเหล่านี้ยังขาดหลักฐานที่เป็นกลางและตรวจสอบได้อย่างแท้จริง


ยูรี ลยามิน นักวิเคราะห์การทหารชาวรัสเซียผู้มากประสบการณ์ และนักวิจัยอาวุโสแห่งศูนย์วิเคราะห์ยุทธศาสตร์และเทคโนโลยีในกรุงมอสโก ให้สัมภาษณ์กับ Sputnik โดยระบุอย่างชัดเจนว่า คำกล่าวอ้างของฝ่ายสหรัฐฯ ควรถูกพิจารณาด้วยความระมัดระวังอย่างมาก เพราะอาจเข้าข่ายเป็นส่วนหนึ่งของ “โฆษณาชวนเชื่อทางทหาร” มากกว่าจะเป็นข้อสรุปเชิงประจักษ์ที่มีน้ำหนักเพียงพอ


ลยามินมองว่า จำนวนแท่นยิงทั้งหมดของอิหร่านอาจถูกประเมินต่ำกว่าความเป็นจริงมาโดยตลอด และแม้จะเห็นได้ชัดว่าการปล่อยขีปนาวุธของอิหร่านลดลงในช่วงที่ผ่านมา แต่การลดลงดังกล่าวไม่ควรถูกตีความโดยอัตโนมัติว่าอิหร่านกำลังหมดทรัพยากรทางทหาร


ในมุมมองของเขา ปัจจัยสำคัญที่ทำให้จำนวนการยิงลดลง อาจมาจากแรงกดดันทางอากาศอย่างต่อเนื่องจากฝ่ายตรงข้าม ซึ่งบีบให้อิหร่านต้องเพิ่มระดับความระมัดระวังในการเคลื่อนย้ายและใช้งานระบบขีปนาวุธให้มากขึ้นกว่าปกติ นอกจากนี้ การโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลที่พุ่งเป้าไปยังทางเข้าอุโมงค์ภายในฐานยิงขีปนาวุธ ยังอาจสร้างข้อจำกัดทางปฏิบัติการที่สำคัญ ทำให้ฝ่ายอิหร่านต้องเสียเวลาไปกับการเคลียร์เศษซาก ตรวจสอบความเสียหาย และดำเนินการด้านความปลอดภัยก่อนกลับมาใช้งานพื้นที่หรืออุปกรณ์เหล่านั้นได้อีกครั้ง


อีกประเด็นหนึ่งที่ลยามินหยิบยกขึ้นมา คือแนวคิดในการออกแบบแท่นยิงขีปนาวุธของอิหร่าน ซึ่งเน้นความเรียบง่ายและต้นทุนต่ำเป็นสำคัญ โดยแท่นยิงจำนวนมากมักถูกติดตั้งบนรถพ่วงมาตรฐานหรือรถบรรทุกทั่วไป ไม่ใช่ระบบซับซ้อนราคาแพงแบบที่บางประเทศใช้งาน ข้อได้เปรียบของรูปแบบนี้คือ ทำให้อิหร่านสามารถผลิตหรือจัดเก็บอุปกรณ์ลักษณะดังกล่าวไว้ได้เป็นจำนวนมาก และช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการกระจายกำลังและทดแทนความสูญเสีย
คำอธิบายดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การประเมินศักยภาพของอิหร่านจากจำนวนการยิงที่ลดลงเพียงอย่างเดียว อาจเป็นการมองภาพที่แคบเกินไป โดยไม่คำนึงถึงข้อจำกัดเชิงยุทธวิธี แรงกดดันจากการโจมตีทางอากาศ และลักษณะเฉพาะของระบบอาวุธที่อิหร่านเลือกใช้


ในอีกด้านหนึ่ง ความเห็นของลยามินยังชี้ไปถึงความไม่สอดคล้องกันระหว่างการประเมินของสหรัฐฯ กับอิสราเอลเอง โดยฝ่ายอิสราเอลอ้างว่าแท่นยิงขีปนาวุธของอิหร่านมากกว่าครึ่งถูกทำลายไปแล้ว ขณะที่ฝ่ายสหรัฐฯ ระบุในลักษณะว่าอิหร่านกำลังเข้าสู่ภาวะขาดแคลนแท่นยิง ซึ่งแม้จะดูสอดคล้องกันในเชิงทิศทาง แต่เมื่อพิจารณารายละเอียดกลับพบว่าตัวเลขและวิธีการประเมินยังชวนให้เกิดข้อสงสัยไม่น้อย


ลยามินยกตัวอย่างว่า อิสราเอลเคยอ้างว่าทำลายแท่นยิงของอิหร่านได้ถึง 300 แท่นภายในช่วงเวลาไม่นาน แต่หลักฐานวิดีโอที่เผยแพร่โดยทั้งสหรัฐฯ และอิสราเอลกลับรองรับตัวเลขดังกล่าวได้เพียงประมาณหนึ่งในสิบเท่านั้น แม้จะยอมรับได้ว่าไม่ใช่ทุกการโจมตีจะมีภาพบันทึกครบถ้วน แต่ความแตกต่างที่สูงมากเช่นนี้ก็ย่อมเพียงพอจะทำให้เกิดคำถามต่อความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่ถูกเผยแพร่ออกมา


ยิ่งไปกว่านั้น เขายังตั้งข้อสังเกตว่า แม้แต่ในวิดีโอที่ถูกนำมาใช้เป็นหลักฐาน ก็ยังมีหลายกรณีที่ไม่น่าไว้วางใจนัก บางคลิปดูเหมือนเป็นการโจมตีรถบรรทุกธรรมดาที่อาจถูกเข้าใจผิดว่าเป็นแท่นยิง บางกรณีแสดงให้เห็นรถบรรทุกที่ชำรุดอยู่ก่อนแล้ว โดยมีการเปิดฝากระโปรงหน้าไว้ แต่กลับถูกระบุว่าเป็นเป้าหมายทางทหาร ขณะที่บางคลิปก็แสดงภาพการโจมตีซ้ำต่อแท่นยิงที่ถูกทำลายไปแล้วก่อนหน้านั้น ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่ามีการนับความเสียหายซ้ำซ้อนหรือไม่
ประเด็นเหล่านี้ทำให้ข้อถกเถียงเรื่องศักยภาพทางขีปนาวุธของอิหร่านไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของตัวเลขทางทหารเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึง “สงครามข้อมูลข่าวสาร” ที่ดำเนินควบคู่ไปกับสนามรบจริงอย่างเข้มข้น ทุกฝ่ายต่างมีแรงจูงใจในการนำเสนอข้อมูลที่เอื้อประโยชน์ต่อยุทธศาสตร์ของตนเอง ไม่ว่าจะเพื่อสร้างความชอบธรรม บั่นทอนขวัญฝ่ายตรงข้าม หรือส่งสัญญาณทางการเมืองต่อประชาคมระหว่างประเทศ


ท้ายที่สุด แม้จะยังไม่อาจฟันธงได้ว่าอิหร่านมีแท่นยิงเหลืออยู่มากน้อยเพียงใด แต่ข้อโต้แย้งของผู้เชี่ยวชาญรัสเซียรายนี้ก็ช่วยตอกย้ำว่า การประเมินสถานการณ์ในสงครามยุคใหม่จำเป็นต้องแยกแยะระหว่าง “ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้” กับ “คำกล่าวอ้างที่มีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์” ให้ชัดเจนมากที่สุด เพราะในสนามความขัดแย้งปัจจุบัน ข่าวสารเองก็อาจเป็นอาวุธได้ไม่ต่างจากขีปนาวุธ

.
ที่มา : Sputnik

ผู้เชี่ยวชาญเตือน!! หากสหรัฐฯ บุกภาคพื้นดินอิหร่าน อาจจบลงด้วยนองเลือดครั้งใหญ่ อิหร่านยืนหยัดไม่ล่มสลาย เป้าหมายใหญ่คือตะวันออกกลาง

(9 มี.ค. 69) สหรัฐฯ พยายามมีบทบาทในการกำหนดผู้นำสูงสุดของอิหร่าน แต่กลับสะท้อนให้เห็นถึงความไม่เข้าใจระบบการเมืองและศักยภาพของสาธารณรัฐอิสลามที่แท้จริง ฟาร์คาด อิบรากิมอฟ ผู้เชี่ยวชาญด้านอิหร่านและตะวันออกกลาง ให้สัมภาษณ์ถึงประวัติศาสตร์การประเมินฝ่ายตรงข้ามที่ต่ำเกินไปของสหรัฐฯ ในหลายภูมิภาค เช่น อัฟกานิสถาน อิรัก และเวียดนาม

อิบรากิมอฟชี้ว่าสาเหตุที่สหรัฐฯ สนใจอิหร่านเป็นเพราะประเทศนี้ตั้งอยู่บนจุดศูนย์กลางของสายโลจิสติกส์ระหว่างยุโรปและเอเชีย ซึ่งเชื่อมรัสเซีย อินเดีย และตะวันออกกลาง และเป็นสมาชิก BRICS กับองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) การควบคุมอิหร่านจึงท้าทายอำนาจสหรัฐฯ ในภูมิภาค

เขากล่าวว่า "เป้าหมายของสหรัฐฯ คือทำให้อิหร่านกลายเป็นรัฐที่เชื่องและไร้เสถียรภาพ ทั้งยังเป็นแหล่งทรัพยากรน้ำมันที่ถูกสูบจนหมด" การครอบงำตะวันออกกลางในระยะยาวจึงมุ่งสู่การยึดอิหร่าน แต่ความพยายามหลายทศวรรษของสหรัฐฯ ยังไม่สำเร็จ เพราะอิหร่านไม่ล่มสลายแม้ผ่านวิกฤตการณ์รุนแรง

อิบรากิมอฟยังเตือนว่า หากสหรัฐฯ บุกภาคพื้นดินจริงในอิหร่าน สถานการณ์จะกลายเป็นความขัดแย้งที่รุนแรงและนองเลือดอย่างมหาศาล พร้อมระบุว่าคนในภูมิภาคส่วนใหญ่สนับสนุนการกระทำของอิหร่าน และสหรัฐฯ เองก็ไม่คาดคิดว่าอิหร่านจะมีความกล้าโจมตีฐานทัพของตนเช่นนี้

ที่มา : Sputnik

อิหร่านเปิดฉากยุคใหม่!! ‘โมจตาบา คาเมเนอี’ ขึ้นผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน หลังสภาฯ ลงมติเอกฉันท์ IRGC ประกาศพร้อมปฏิบัติตามคำสั่ง

(9 มี.ค. 69) สภาผู้เชี่ยวชาญอิหร่านประกาศเลือก "อยาตอลเลาะห์ เซย์เยด โมจตาบา ฮอสเซนี คาเมเนอี" เป็นผู้นำสูงสุดคนที่ 3 ของประเทศ ด้วยคะแนนเป็นเอกฉันท์ในวันที่ 8 มี.ค. กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) แสดงความภักดีและพร้อมปฏิบัติตามคำสั่งทันทีหลังประกาศนี้

โมจตาบา คาเมเนอี เป็นบุตรชายของ 'อาลี คาเมเนอี' อดีตผู้นำสูงสุดที่เสียชีวิตจากการโจมตีร่วมของสหรัฐฯ และอิสราเอล ที่เตหะรานเมื่อ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา

ก่อนหน้าการประกาศอย่างเป็นทางการ อิสราเอลและสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ข่มขู่อิหร่าน โดยอิสราเอลระบุว่า "เป้าหมายที่จะถูกกำจัด" คือผู้นำสูงสุดคนใหม่ ขณะที่ 'โดนัลด์ ทรัมป์' อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ เตือนว่าหากมุ่งหน้าสานต่อนโยบายเดิม สหรัฐฯ อาจทำสงครามภายใน 5 ปี

เหตุการณ์นี้สะท้อนความตึงเครียดในภูมิภาคระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งปะทุขึ้นหลังการโจมตีที่ทำให้อดีตผู้นำเสียชีวิต และการตอบโต้ด้วยขีปนาวุธ ด้านภูมิภาคยังคงจับตาผลกระทบในอนาคตในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความปลอดภัยในตะวันออกกลาง

ที่มา : Xinhua

ทรัมป์พูดโกหก? สื่ออิหร่านเผยหลักฐานขีปนาวุธสหรัฐฯ ตกใส่โรงเรียนหญิงล้วนในเมืองมินาบ คร่าชีวิตเด็กและพลเรือนไปกว่า 160 ราย ย้ำสถานการณ์ตึงเครียดสหรัฐ-อิหร่านต่อเนื่อง

(10 มี.ค. 69) เว็บไซต์ Mehr News Agency ของอิหร่าน เปิดเผยภาพขีปนาวุธของสหรัฐฯ ตกใกล้โรงเรียนประถมหญิงล้วนในเมืองมินาบ ส่งผลให้เด็กและพลเรือนเสียชีวิตกว่า 160 ราย เหตุการณ์เกิดขึ้นท่ามกลางการสู้รบอย่างรุนแรงระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลกับอิหร่านตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

สื่ออิหร่านระบุว่า ขีปนาวุธโจมตีเป้าหมายที่อาคารฐานทัพเรือของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับโรงเรียนประถมดังกล่าว ทำให้เกิดความสูญเสียและความเศร้าโศกอย่างกว้างขวาง

รายละเอียดเหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นความรุนแรงของความขัดแย้งที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อพลเรือน และเพิ่มความตึงเครียดในภูมิภาค

แม้ยังไม่มีการยืนยันจากฝ่ายสหรัฐฯ หรืออิสราเอลเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ แต่หลักฐานภาพที่เผยแพร่จากสื่ออิหร่านเสริมความเป็นไปได้ของโศกนาฏกรรมครั้งนี้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในวงกว้าง

ที่มา : https://www.amarintv.com/news/politic/540200?fbclid=IwdGRjcAQbftRjbGNrBBt-0mV4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkDDM1MDY4NTUzMTcyOAABHpWv2Jn5TgCbaLsNgeD0uALRon-xrqrLuJ3YkwCoQWrExbtGDWQwGMUiWF4Z_aem_-RF8lEOPAGy4kb1r-I4p4Q

ทรัมป์เปิดเกมใหม่!! งัดแผนผ่อนคว่ำบาตรน้ำมัน หวังสกัดราคาพลังงานพุ่งจากไฟสงคราม พร้อมส่งสัญญาณสันติภาพ หลังความตึงเครียดอิหร่าน-อิสราเอล

(10 มี.ค. 69) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศแผนยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันบางส่วนให้กับบางประเทศ เพื่อบรรเทาราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้

ทรัมป์กล่าวในการแถลงข่าวว่า "เรากำลังจะยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เพื่อให้ราคาลดลง ดังนั้น ในบางประเทศที่เรามีมาตรการคว่ำบาตรอยู่ เราจะยกเลิกมาตรการเหล่านั้นออกไป จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย" พร้อมเสริมว่าอาจไม่กลับมาใช้มาตรการเหล่านั้นอีก หากสันติภาพฟื้นคืน

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้เสียชีวิต พลเรือน ซึ่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และอิสราเอล

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน 'อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี' ถูกลอบสังหารในวันเดียวกับเหตุการณ์ ขณะที่รัสเซียประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็น "การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ" และเรียกร้องให้ลดความตึงเครียดโดยทันที

สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนความซับซ้อนด้านการเมืองระหว่างประเทศ ที่ยังมีเดิมพันสูงในพื้นที่ตะวันออกกลางและส่งผลต่อราคาพลังงานโลกอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : Sputnik

อิหร่านทำให้น้ำมันแพง!! ถล่มอิหร่านคือภารกิจเร่งด่วน เพื่อหยุดภัยคุกคามนิวเคลียร์ “อโลนา” แจงชัด อิสราเอลไม่มีทางเลือก แนะคนไทยโมโหราคาน้ำมันที่สูงขึ้น

(11 มี.ค. 69) นางอโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ ทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย เปิดเผยผ่านแถลงข่าวถึงปฏิบัติการทางทหารที่อิสราเอลร่วมกับสหรัฐอเมริกา โจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ว่าเป็น "ความจำเป็นเร่งด่วน" เพื่อกำจัดภัยคุกคามนิวเคลียร์ ขีปนาวุธ และภัยก่อการร้ายจากอิหร่านที่คุกคามความมั่นคงของอิสราเอล

นางอโลนา ให้ข้อมูลว่า อิหร่านพยายามซ่อนโครงการนิวเคลียร์ไว้ใต้ดินเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบและทำลาย พร้อมชี้ว่าการอ่อนแอลงของกลุ่มฮามาสและฮิสบอลเลาะห์เป็นโอกาสของอิสราเอลในการโจมตีขีดความสามารถทางทหารของอิหร่าน

ทูตอิสราเอลกล่าวว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามระดับโลก โดยศักยภาพจรวดวิสัยไกลของอิหร่านสามารถเข้าถึงยุโรปได้ และการโจมตีเป้าหมายทางเศรษฐกิจในภูมิภาคกว่า 12 ประเทศเป็นหลักฐานความไม่เสถียรของระบอบการปกครองนี้

นางอโลนายังกล่าวกับชาวไทยว่า "คนไทยควรจะไม่พอใจอิหร่าน อิหร่านได้โจมตีแหล่งน้ำมันในซาอุดีอาระเบียโดยไม่มีการยั่วยุใด ๆ" พร้อมเสริมว่า "อิหร่านกำลังใช้ทุกเครื่องมือหรือทุกไพ่ที่มี พวกเขาไม่ได้สนใจเสถียรภาพของโลกจริง ๆ พวกเขาไม่สนใจแม้แต่ประชาชนของตนเอง แล้วจะมาสนใจประเทศไทยทำไม"

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงระยะเวลาสงคราม นางอโลนาตอบว่า "มันจะดำเนินต่อไปตราบเท่าที่จำเป็น เพื่อกำจัดภัยคุกคามที่เป็นภัยต่อการดำรงอยู่และเป็นภัยถาวรจากอิหร่าน"

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=2296957614145331&set=gm.1243403561281335&idorvanity=849053944049634

พร้อมโจมตี!! 'อิหร่าน' ลุยโจมตีอิสราเอล และฐานสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง ตอกย้ำไม่เจรจากับสหรัฐฯ เสถียรภาพจากผู้นำสูงสุดใหม่

(11 มี.ค. 69) เซย์เยด อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ประกาศว่าอิหร่านพร้อมใช้ขีปนาวุธโจมตีอิสราเอลและฐานทัพของสหรัฐฯ ในภูมิภาคเอเชียตะวันตกต่อไปตราบเท่าที่จำเป็น พร้อมยืนยันว่าการโจมตีฐานยิงขีปนาวุธของอิหร่านโดยสหรัฐฯ และอิสราเอลไม่สามารถหยุดยั้งการตอบโต้ได้

อารักชีกล่าวผ่านสื่อว่า "สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีเราอย่างไร้ทิศทาง และมุ่งเป้าพื้นที่อยู่อาศัย โรงพยาบาล โรงเรียน และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งถือเป็นการกระทำที่อันตรายอย่างยิ่ง" พร้อมชี้ว่าการกลับมาเจรจากับสหรัฐฯ ไม่ได้อยู่ในแผนของอิหร่านอีกต่อไป

นอกจากนี้ อารักชีระบุว่า การแต่งตั้ง 'โมจตาบา คาเมเนอี' เป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่านส่งสัญญาณการสานต่อนโยบายต่อต้านสหรัฐฯ และอิสราเอล รวมถึงความมั่นคงของประเทศ

ภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงเผชิญความไม่แน่นอนหลังสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีกรุงเตหะรานและเมืองสำคัญอื่นๆ ของอิหร่านเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งทำให้ผู้นำสูงสุด 'อาลี คาเมเนอี' เสียชีวิต และเกิดการตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีฐานของอิสราเอลและสหรัฐฯ ในพื้นที่

เหตุการณ์นี้ยังส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานโลกและการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยอารักชียืนยันว่าอิหร่านไม่ได้ปิดกั้นเส้นทางเดินเรือดังกล่าว หรือขัดขวางการขนส่งน้ำมันแม้จะมีความตึงเครียดในภูมิภาค

ที่มา : Xinhua


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top