Friday, 5 June 2026
อิสราเอล

รายงานจากสหประชาชาติ (UN) ชี้ ‘อิสราเอล’ จงใจ ‘ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์’ ชาวปาเลสไตน์ในกาซา

(17 ก.ย. 68) คณะกรรมการอิสระของสหประชาชาติ (UN) เผยรายงานฉบับใหม่เมื่อวันอังคาร (16 ก.ย.) ระบุว่า อิสราเอลได้กระทำการเข้าข่าย “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ต่อชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา โดยมีมูลเหตุเพียงพอที่จะสรุปว่า การกระทำของอิสราเอลเข้าข่าย 4 ใน 5 ลักษณะของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ตามกฎหมายระหว่างประเทศ

รายงานความยาว 72 หน้า ระบุว่า อิสราเอลได้ทำลายศักยภาพในการสืบพันธุ์ของชาวปาเลสไตน์บางส่วน รวมถึงกำหนดมาตรการที่มุ่งป้องกันการเกิดใหม่ และจงใจสร้างเงื่อนไขการใช้ชีวิตที่นำไปสู่การทำลายล้างทางกายภาพของกลุ่มชาวปาเลสไตน์ ซึ่งทั้งหมดถือเป็นการละเมิดตามธรรมนูญกรุงโรมและอนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันและลงโทษอาชญากรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

นาวี พิลเลย์ (Navi Pillay) ประธานคณะกรรมการฯ ย้ำว่าผู้นำอิสราเอลหลายราย รวมถึงประธานาธิบดีไอแซก เฮิร์ซอก และนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู มีพฤติกรรม “ยุยงให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” โดยระบุว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในกาซาเป็นการโจมตีที่โหดร้าย ยืดเยื้อ และขยายเป็นวงกว้างที่สุดต่อชาวปาเลสไตน์นับตั้งแต่ปี 1948 พร้อมเรียกร้องให้ทุกประเทศใช้มาตรการทุกรูปแบบเพื่อหยุดการกระทำดังกล่าว

สำหรับ ความขัดแย้งเริ่มจากเหตุโจมตีอิสราเอลโดยกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2023 คร่าชีวิตชาวอิสราเอลราว 1,200 คน และมีผู้ถูกจับเป็นตัวประกันกว่า 200 ราย ก่อนที่อิสราเอลเปิดปฏิบัติการ “Iron Swords” โจมตีและปิดล้อมกาซาโดยตัดน้ำ ไฟฟ้า เชื้อเพลิง และเสบียง ส่งผลให้มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตกว่า 65,000 คน และชาวอิสราเอลอีกราว 1,500 คน นอกจากนี้ยังลุกลามไปยังเลบานอน เยเมน และอิหร่าน

‘สเปน’ สั่งห้าม ‘อิสราเอล’ ใช้น่านน้ำ-น่านฟ้า…เพื่อขนส่งอาวุธ พร้อมยกเลิกสัญญาซื้อขายพันล้านยูโร และเรียกร้องแบนจากวงการกีฬา

(18 ก.ย. 68) สเปนประกาศมาตรการเข้มงวดต่ออิสราเอล หลังนายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ (Pedro Sánchez) ประกาศใช้ “มาตรการ 9 ข้อ” โดยหนึ่งในนั้นคือการแบนอาวุธแบบเบ็ดเสร็จ ห้ามซื้อขายยุทโธปกรณ์และเชื้อเพลิงทางทหารให้กองทัพอิสราเอล รวมถึงห้ามเรือและเครื่องบินขนส่งยุทโธปกรณ์ใช้ท่าเรือและน่านฟ้าสเปน พร้อมห้ามบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และอาชญากรรมสงคราม” เข้าประเทศ

นายกรัฐมนตรีสเปน ระบุว่า เป้าหมายของมาตรการนี้คือเพื่อหยุดยั้ง “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกาซา” และย้ำว่า “การป้องกันประเทศไม่ใช่การทิ้งระเบิดโรงพยาบาลหรือทำให้เด็กบริสุทธิ์อดอยาก” เขาชี้ว่ามีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 60,000 ราย และชาวปาเลสไตน์กว่า 2 ล้านคนต้องพลัดถิ่นครึ่งหนึ่งเป็นเด็ก ซึ่งสะท้อนว่าไม่ใช่การป้องกันตัว แต่เป็น “การกวาดล้างประชาชนที่ไร้ทางสู้”

นอกจากแบนอาวุธแล้ว สเปนยังประกาศตัดขาดการนำเข้าสินค้าจากนิคมยิวในเวสต์แบงก์ พร้อมยกเลิกสัญญาซื้ออาวุธจากบริษัทอิสราเอลเกือบ 1 พันล้านยูโร และให้เงินช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่กาซา 150 ล้านยูโรภายในปี 2026 รวมถึงเพิ่มงบให้ UNRWA อีก 10 ล้านยูโร ด้านอิสราเอลโต้กลับทันที กล่าวหาซานเชซว่า “ต่อต้านยิว” และใช้วาทกรรมเกลียดชัง

ทั้งนี้ ยังมีความตึงเครียดเพิ่มขึ้นอีก เมื่อซานเชซเรียกร้องให้แบนอิสราเอลจากการแข่งขันกีฬานานาชาติ เช่นเดียวกับที่รัสเซียถูกแบนหลังบุกยูเครน ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศสเปนออกแถลงการณ์โต้ว่า การกล่าวหาว่าสเปน “ต่อต้านยิว” เป็นเรื่องบิดเบือน และย้ำว่านโยบายทั้งหมดสะท้อนเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนสเปน ที่ต้องการยืนหยัดเพื่อสันติภาพ กฎหมายระหว่างประเทศ และสิทธิมนุษยชน

คนภูเก็ตไม่พอใจ!! ค้านแผนจัดงานปีใหม่ชาวอิสราเอล ฉลองปาร์ตี้ริมหาดป่าตอง–ราไวย์ หวั่นนำความขัดแย้งเข้ามา

(18 ก.ย. 68) กระแสต่อต้านการจัดงานปีใหม่ของชาวอิสราเอลในภูเก็ตกำลังร้อนแรง หลังมีแผนจัดงานฉลองริมหาดป่าตองและหาดราไวย์ วันที่ 22–23 กันยายน 2568 พร้อมขบวนแห่และพิธีทางศาสนา รวมถึงพิธี Taslich ช่วง 1–13 ตุลาคม ทำให้เกิดความกังวลว่าจะนำความขัดแย้งระดับโลกเข้ามาสู่เมืองท่องเที่ยวไทยและกระทบภาพลักษณ์ภูเก็ต

เพจ Thailand Stand with Palestine – ไทยเคียงข้างปาเลสไตน์ ออกมาแสดงความกังวลว่า การปล่อยให้จัดงานดังกล่าวอาจสะท้อนการขยายธุรกิจและอิทธิพลของกลุ่มทุนอิสราเอลในภูเก็ต ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร และบริษัททัวร์ ซึ่งเปรียบเสมือน “การยึดครองคืบคลาน” 

โพสต์ดังกล่าวสร้างกระแสในโลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว มียอดกดไลก์หลายพันครั้ง รวมถึงมีการแชร์และคอมเมนต์จำนวนมาก ที่แสดงความไม่พอใจต่อการจัดงานและกังวลว่าภูเก็ตอาจกลายเป็นเวทีการเมืองโลกโดยไม่รู้ตัว หลายคอมเมนต์เตือนว่าอย่าให้ภูเก็ตกลายเป็น “กาซา 2”

โดย ณ ขณะนี้แรงกดดันมุ่งไปยังหน่วยงานท้องถิ่นทั้ง อบจ.ภูเก็ต เทศบาลเมืองป่าตอง และจังหวัดภูเก็ต ว่าจะรับมือกับเสียงคัดค้านอย่างไร โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีชุมชนมุสลิมหนาแน่น 25–35% ของประชากร ซึ่งอาจเกิดความขัดแย้งหากมองว่าการจัดงานเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองหรือกระทบวิถีชีวิตท้องถิ่น

14 ชาติหนุนมติ ช่วยเหลือและหยุดยิง ‘กาซา’ แต่ ‘สหรัฐฯ’ เพียงชาติเดียว!! เข้าขวางโดยใช้วีโต้ค้าน

(19 ก.ย. 68) สหรัฐฯ ใช้วีโต้ (Veto) เป็นครั้งที่ 6 ในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ สกัดร่างมติที่เรียกร้องให้มีการหยุดยิงถาวรในฉนวนกาซา และให้ยกเลิกข้อจำกัดด้านการส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ขณะที่มี 14 ประเทศโหวตเห็นชอบร่างมติฉบับนี้ แต่ไม่ผ่านเพราะติดสิทธิ์วีโต้ของสหรัฐฯ

ร่างมติดังกล่าวยังเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวตัวประกันที่ถูกควบคุมโดยฮามาสและกลุ่มติดอาวุธอื่น ๆ อย่างทันทีและไม่มีเงื่อนไข โดย เดนมาร์กในฐานะสมาชิกได้เตือนต่อที่ประชุมว่า ตอนนี้ “กาซาเข้าสู่ภาวะทุพภิกขภัยแล้ว ไม่ใช่เพียงคาดการณ์” พร้อมระบุว่าสถานการณ์ด้านมนุษยธรรมเลวร้ายจนไม่อาจเพิกเฉยได้

ฝ่ายสหรัฐฯ ยืนยันว่า ฮามาสเป็นต้นเหตุของสงคราม และกล่าวว่าอิสราเอลยอมรับข้อเสนอเพื่อยุติสู้รบแล้ว แต่ฮามาสยังปฏิเสธ ด้านอิสราเอลเองก็ไม่พอใจกับถ้อยแถลงของคณะมนตรีฯ ก่อนหน้านี้เกี่ยวกับเหตุโจมตีในกาตาร์ แต่ยอมรับว่าระดับความร่วมมือกับสหรัฐฯ ยังอยู่ในระดับสูง

ทั้งนี้ สงครามกาซาปะทุจากการโจมตีอิสราเอลโดยกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 คร่าชีวิตชาวอิสราเอล 1,200 คน และมีผู้ถูกจับเป็นตัวประกันราว 251 คน ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตในกาซาสูงเกิน 64,000 คนแล้ว ส่วนใหญ่เป็นพลเรือน โดยคณะมนตรีฯ จะจัดการประชุมพิเศษระดับสูงอีกครั้งสัปดาห์หน้า ระหว่างการประชุมสมัชชาสหประชาชาติที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา

ชาวภูเก็ต ร้อง!! ผู้ว่าฯ ค้าน!! ปาร์ตี้ปีใหม่ ‘อิสราเอล’ บนชายหาด ชี้!! ยั่วยุ กระทบใจผู้รักความยุติธรรม หวั่นมือที่ 3 ปลุกปั่นสถานการณ์

(21 ก.ย. 68) ชาวภูเก็ตยื่นหนังสือถึงผู้ว่าฯระงับปาร์ตี้ปีใหม่อิสราเอล บนชายหาดพื้นที่สาธารณะ ชี้ประเทศฆ่าล้างเผ่าพันธ์ปาเลสไตน์ หากปล่อยให้จัด เท่ากับเป็นการยั่วยุ และทำร้ายความรู้สึกของผู้รักความเป็นธรรม อาจนำไปสู่มือที่ 3 ก่อความรุนแรง

วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๖๘ ชมรมคนไทยรักปาเลสไตน์ นำโดยนายมูฮัมหมัดยูซุฟ มามะ ผู้ประสานงานชมรม ได้เข้าพบผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตนายโสภณ สุวรรณรัตน์ เพื่อยื่นข้อร้องเรียนความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับกิจกรรมของชาวอิสราเอล

รายละเอียดระบุว่า เนื่องด้วย ชมรมคนไทยรักปาเลสไตน์ เป็นตัวแทนของพี่น้องชาวภูเก็ต ร้องเรือนคัดค้านการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองปีใหม่ อิสราเอลและกิจกรรมทางศาสนาของอิสราเอลบนพื้นที่สาธาธารณะ ในฐานะตัวแทนมุสลิมภูเก็ต ขอแสดงความคัดค้านการจัดกิจกิรรม เฉลิมฉลองปีใหม่อิสราเอล และ กิจกรรมทางศาสนาของอิสราเอล บนพื้นที่สาธารณะ เพราะอิสราเอลคืออาชญกรสงครามฆ่าล้าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์ ซึ่งตามหลักศาสนาอิสลาม ดังดำรัสของอัลกุรอ่านว่า มุสลิมผู้ศรัทธาคือพี่น้องกัน 

เราจึงรู้สึกเจ็บปวดทุกข์ทรมาน ต่อความชั่ว และ การอธรรมกดขี่ที่อิสราเอลกระทำต่อพี่น้องปาเลสไตน์ของเรา ตั้งนั้นการปล่อยให้อิสราเอลมาเฉลิมฉลองแสดงสัญลักษณ์ในพื้นที่สาธารณะ ของจังหวัดภูเก็ต ที่มีประชากรมสลิมจำนวนมาก จึงถือเป็นการกระทำที่ท้าทายยั่วยุ

และเหยียบย่ำจิตใจชาวภูเก็ตอย่างที่สุด ประกอบกับกับประเทศไทย เพิ่งทำการประณามความชั่วของรัฐอิสราเอล ที่ละเมิดกฏสากลโจมตีประเทศกาต้าร์ เพื่อสังหารคณะผู้เจรจาสันติภาพ การปล่อยให้อิสราเอล จัดงานเฉลิมฉลองในไทยจึงเป็นการปฏิบัติที่ย้อนแย้งกับจุดยืนของรัฐ 

อีกทั้งล่าสุดเมื่อสองวันที่ผ่านมา องค์กรสหประชาชาติ ก็ได้ประณาม และ ยืนยันว่า อิสราเอลก่ออาชญากรรมฆ่าล้างเผ่าพันธ์ชาวปาเลสไตน์ในอนวนกาซ่า นอกจากนั้นแล้ว ศาลโลกก็ได้พิพากษาตัดสินว่า อิสราเอลคือฆาตกรสงครามที่ก่ออาชญากรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์เด็กและสตรีในฉนานกาซ่าจริง ซึ่งเกรงว่าหากหน่วยงานของรัฐ ปล่อยให้อิสราเอลมีกิจกรรมท้าทาย และ ข่มเหงความรู้สึกเช่นนี้ อาจมีมือที่สาม ที่อยู่เหนือการควบคุมใช้เป็นขนวน ในการสร้างสถานการณ์ในภูเก็ต ซึ่งสิ่งที่จะตามมาก็คือภาพลักษณ์ของเมืองท่องเที่ยวระดับประเทศ หากเกิดสถานการณ์ความรุนแรง 

ดังนั้นแนวทางแห่งปัญญาชนก็คือการป้องกันนั้นย่อมดีกว่าการแก้ไข การไม่สนับสนนหรือปล่อยให้มีกิจกรรมในที่สาธารณะ ที่กระทบกระเทือนต่อนต่อจิตใจพลเมืองประชาชน หรือเป็นการยั่วยที่จะนำไปสู่ความรุนแรง ก็ควรงด และ หลีกเลื่อง และไปจัดในสถาณที่ปิดจะเหมาะสมกว่า อนึ่ง เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง เรามิได้ต่อต้านชาวยิว แต่เราต่อต้านอิสราเอล ซึ่งมีชาวอิวจำนวนมากทั่วโลก ที่เป็นทันธมิตรกับเราในการต่อต้านอิสราเอล "ลัทธิไซออนิสต์ "

‘ดร.รุสตั้ม’ ชี้กลุ่ม 5 Eyes เริ่มแตกแถว ‘อังกฤษ–แคนาดา–ออสเตรเลีย’ รับรองรัฐปาเลสไตน์แล้ว

(22 ก.ย. 68) ดร.รุสตั้ม หวันสู อาจารย์ประจำสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Roostum Vansu ว่า…

ประเทศใกล้ชิดที่สุดของสหรัฐฯ เรียกว่ากลุ่ม 5 eyes countries ซึ่งมีรากเหง้าบรรพบุรุษเดียวกันและใช้ภาษาอังกฤษเหมือนกัน ได้แก่ สหรัฐฯ อังกฤษ แคนาดา ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์

ล่าสุดบรรดาตาทั้ง 5 รับรองรัฐปาเลสไตน์ไปแล้ว 3 ประเทศคือ อังกฤษ แคนาดา และออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ที่จะรับรองในเร็วๆนี้อีกหนึ่ง  แม้สหรัฐและอิสราเอลจะแสดงความไม่พอใจในเรื่องนี้ 

แต่สาเหตุที่รัฐบาลเหล่านี้รีบพากันรับรองรัฐฯปาเลสไตน์ ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลมาจากการที่รัฐบาลต้องตอบสนองต่อกระแสเรียกร้องจากประชาชนที่ออกมาประท้วงอิสราเอลและสนับสนุนชาวปาเลสไตน์กันอย่างมากมายมหาศาล

เมื่อโลกไม่ทนต่อการที่อิสราเอลฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์ และการที่สหรัฐฯ สนับสนับสนุนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อีกต่อไป

‘ทรัมป์-เนทันยาฮู’ จับมือเห็นชอบแผนสันติภาพกาซา 20 ข้อ รอการตัดสินใจของฮามาส

เมื่อวันที่ (29 ก.ย. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้นำเสนอ “แผนสันติภาพกาซา 20 จุด” ร่วมกับนายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู โดยแผนดังกล่าวมีข้อเสนอให้ อิสราเอลหยุดยิงทันทีและถอนกำลังเป็นระยะ พร้อมกับให้ ฮามาสปล่อยตัวประกันทั้งหมดภายใน 72 ชั่วโมง หลังจากที่อิสราเอลยอมรับแผนดังกล่าว

อีกหนึ่งข้อเสนอสำคัญคือ การนิรโทษกรรมแก่สมาชิกฮามาสที่ยอมมอบตัวพร้อมปลดอาวุธ และห้ามไม่ให้ฮามาสมีบทบาทในการปกครองกาซาอีกต่อไป แทนที่ด้วยการจัดตั้ง “คณะผู้บริหารเทคนิค” ภายใต้การดูแลของหน่วยงานระหว่างประเทศ เช่น “Board of Peace” ที่ทรัมป์จะเป็นประธานร่วมกับบุคคลอื่น ๆ เช่น เซอร์แอนโทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร (Sir Anthony Blair)

แผนยังระบุด้วยว่าจะมีการส่ง กองกำลังรักษาสันติภาพระหว่างประเทศ (International Stabilization Force หรือ ISF) เข้าไปควบคุมความมั่นคงภายในกาซาโดยตรง โดยที่ฮามาสจะไม่มีบทบาทในการจัดการภายในพื้นที่

ส่วนด้าน แผนพัฒนาเศรษฐกิจของทรัมป์ ระบุว่าจะฟื้นฟูเมืองกาซาภายใต้แนวคิด “New Gaza” โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญจากภูมิภาคมาดำเนินโครงการก่อสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zone) และโครงการรายใหญ่หลายโครงการร่วมทุน (public-private partnerships)

ทั้งนี้แผนเก่าที่ถูกเปิดเผยก่อนหน้านี้ ยังเคยเสนอชื่อ “GREAT Trust” ซึ่งมีแนวคิดฟื้นฟูกาซาเป็นเมืองแห่งเทคโนโลยี และอาจมีการย้ายถิ่นชั่วคราวหรือจูงใจให้ชาวกาซาย้ายออกบางส่วนในระหว่างการก่อสร้าง

‘ทรัมป์’ ยันสหรัฐฯ พร้อมหนุนหลัง ‘อิสราเอล’ ลุยเต็มสูบ หาก ‘ฮามาส’ ปัดแผนสันติภาพในฉนวนกาซา

(30 ก.ย. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันที่ 29 ก.ย. ที่ทำเนียบขาวว่า สหรัฐจะให้การสนับสนุนอิสราเอลแบบเต็มที่ หากฮามาสปฏิเสธแผนสันติภาพกาซาที่เขานำเสนอ และถ้าฮามาสไม่ยอมรับ “บีบี (เนทันยาฮู) จะได้รับการหนุนหลังจากเราเต็มที่ในการทำสิ่งที่จำเป็น” โดยทรัมป์กล่าวต่อหน้าผู้นำอิสราเอลในการแถลงร่วมที่ได้รับความสนใจจากสื่อระหว่างประเทศ

สำหรับแผนที่ทำเนียบขาวเผยแพร่เป็นเอกสารประมาณ 20 ข้อ มีแกนหลักคือให้หยุดยิงทันที แลกการปล่อยตัวตัวประกัน–แลกนักโทษ, การถอนกำลังของอิสราเอลเป็นระยะ และส่งกองกำลังรักษาสันติภาพระหว่างประเทศ (ISF) ควบคุมความมั่นคงควบคู่กับการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานและการลงทุนเศรษฐกิจในกาซา พร้อมทั้งเสนอการนิรโทษกรรมสำหรับสมาชิกฮามาสที่ยอมปลดอาวุธและยอมเข้ากระบวนการสันติภาพ

เบนจามิน เนทันยาฮู ระบุว่าเขาสนับสนุนแผนของทรัมป์และมองว่าเอกสารดังกล่าวสอดคล้องกับเป้าหมายสงครามของอิสราเอลที่จะนำตัวประกันกลับมาและยุติความสามารถทางทหารของฮามาส แต่ก็เตือนว่าหากฮามาสปฏิเสธหรือยอมรับเพียงผิวเผินและยังต่อต้าน อิสราเอลจะ “จัดการเอง” ไม่ว่าจะเป็นทางง่ายหรือทางยาก

อย่างไรก็ดี ความเป็นไปได้ของแผนยังถูกตั้งคำถามเพราะฮามาสยังไม่ได้ตกลงอย่างเป็นทางการและการโจมตีทางทหารยังคงเกิดขึ้นในบางพื้นที่ นักวิเคราะห์เตือนว่าการนำแผนไปปฏิบัติจริงต้องอาศัยการประสานจากหลายฝ่ายในภูมิภาคและความเชื่อใจที่ยังขาดอยู่ ซึ่งอาจทำให้แผนเดินหน้าได้ยากแม้จะมีการประกาศสนับสนุนจากสหรัฐฯ และอิสราเอลแล้วก็ตาม

กองเรือซูมูด 31 ลำ!! มุ่งสู่ ‘กาซา’ ไม่หวั่นการสกัดกั้นจาก ‘อิสราเอล’

(2 ต.ค. 68) กองเรือมนุษยธรรม Global Sumud Flotilla ที่ออกเดินทางจากสเปนเมื่อ 31 สิงหาคม กำลังมุ่งหน้าสู่ฉนวนกาซา โดยล่าสุดเข้าสู่ “เขตเสี่ยงสูง” ซึ่งที่ผ่านมาเคยเกิดเหตุเรือถูกโจมตีและสกัดกั้นจากอิสราเอลมาแล้วกว่า 10 ครั้ง รายงานจากสื่ออิสราเอลระบุว่า กองทัพกำลังเตรียมใช้หน่วยคอมมานโดทางเรือเข้าควบคุมกองเรือกว่า 50 ลำ พร้อมแผนจมเรือบางลำกลางทะเล และจับกุมนักกิจกรรมหลายร้อยคนไปสอบสวนและเนรเทศ

กองเรือซูมูดถือเป็นภารกิจทางทะเลที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยมีตัวแทนจาก 44 ประเทศเข้าร่วม จุดประสงค์คือการท้าทายการปิดล้อมทางทะเลของอิสราเอลและนำความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าสู่กาซา อย่างไรก็ตาม ภายใต้กฎหมายทะเลระหว่างประเทศ (UNCLOS) เรือที่อยู่ในน่านน้ำสากลไม่สามารถถูกควบคุมหรือยึดได้โดยประเทศอื่น ยกเว้นกรณีละเมิดร้ายแรง เช่น พบเป็นเรือโจรสลัด

ในอดีต อิสราเอลเคยโจมตีและยึดเรือในน่านน้ำสากลหลายครั้ง ที่ร้ายแรงที่สุดคือกรณีเรือ Mavi Marmara ปี 2010 ซึ่งทำให้นักกิจกรรมชาวตุรกีเสียชีวิต 10 คน และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก เหตุการณ์นั้นสร้างความโกรธแค้นไปทั่วโลกและทำให้ความสัมพันธ์อิสราเอล–ตุรกีตึงเครียดยาวนาน 

ทั้งนี้ กองเรือซูมูดยืนยันว่า แม้เรือบางลำถูกขัดขวาง แต่เรือที่เหลือ 31 ลำยังคงมุ่งหน้าสู่กาซาโดยไม่ยอมถอย คาดว่าจะถึงภายใน 5–8 ชั่วโมงข้างหน้า ภายใต้การปกป้องของข้อตกลงและกฎหมายระหว่างประเทศหลายฉบับ รวมถึงมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ระบุชัดว่า ต้องเปิดทางให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมถึงมือชาวกาซาโดยไม่มีอุปสรรค ผู้จัดภารกิจย้ำว่า “พวกเขาจะไปต่อ เพื่อเสรีภาพ และไม่มีสิ่งใดหยุดยั้งได้”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top