Friday, 5 June 2026
รัฐบาล

สรุปเส้นทาง ‘วรภัค ธันยาวงษ์’ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

(23 ต.ค. 68) เปิดประวัติ 'วรภัค ธันยาวงษ์' อดีตนายแบงก์ดัง นั่งเก้าอี้ รมช.คลัง 34 วัน ก่อนตัดสินใจลาออก

ภายหลังการประกาศลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังของ นายวรภัค ธันยาวงษ์ เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2568 ทำให้หลายคนสนใจประวัติและเส้นทางการทำงานของอดีตผู้บริหารระดับสูงในแวดวงการเงินการธนาคารท่านนี้ เนื่องจากดำรงตำแหน่งได้เพียง 34 วัน ท่ามกลางกระแสข่าวเชื่อมโยงกับกลุ่มสแกมเมอร์

ประวัติส่วนตัวและการศึกษา
นายวรภัค ธันยาวงษ์ เกิดเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2507 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิทยาการจัดการและระบบคอมพิวเตอร์ จากมหาวิทยาลัยโอคลาโฮมา สเตต สหรัฐอเมริกา และจบปริญญาโท สาขาการเงิน จากคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยมิสซูรี เมืองแคนซัสซิตี

นอกจากนี้ ยังได้รับปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ด้านชีวิตส่วนตัว นายวรภัคสมรสกับนางกนกพร ธันยาวงษ์ มีบุตรและธิดารวม 4 คน

เส้นทางอาชีพในแวดวงการเงิน
นายวรภัคเป็นบุคคลที่มีประสบการณ์ทำงานในสถาบันการเงินชั้นนำทั้งในและต่างประเทศยาวนานกว่า 30 ปี โดยเคยดำรงตำแหน่งสำคัญหลายแห่งดังนี้:
• ผู้เชี่ยวชาญด้านลิสซิ่ง บริษัท ไอบีเอ็ม (ประเทศไทย)
• กรรมการผู้จัดการใหญ่ แบงก์ออฟอเมริกา สาขาประเทศไทย
• กรรมการผู้จัดการ ธนาคารดอยช์แบงก์ สาขาประเทศไทย
• กรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธนาคารและบริษัทหลักทรัพย์ เจพีมอร์แกน (ประเทศไทย)
• รองผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ 1 ธนาคารไทยพาณิชย์
• ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันซ่า และฟินันซ่า แคปิตอล
จุดสูงสุดของชีวิตการทำงานคือการได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ของธนาคารกรุงไทย ตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 และดำรงตำแหน่งจนครบวาระ 4 ปี

ก้าวสู่ตำแหน่ง รมช.คลัง และการลาออก
นายวรภัคเข้าสู่สนามการเมืองเมื่อได้รับการเสนอชื่อให้เข้าร่วมทีมรัฐบาล และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2568 ซึ่งเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ด้านเศรษฐกิจการเงินอย่างสูง

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 22 ตุลาคม 2568 นายวรภัคได้ประกาศลาออกจากตำแหน่ง หลังถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์ โดยเจ้าตัวยืนยันในความบริสุทธิ์อย่างหนักแน่นว่าไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจผิดกฎหมายใดๆ ทั้งสิ้น และการลาออกก็เพื่อไม่ให้เรื่องส่วนตัวสร้างความกังวลและเป็นภาระต่อการบริหารประเทศของรัฐบาล

สรุปเส้นทาง รมช.คลัง 34 วัน
การดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังของนายวรภัค ธันยาวงษ์ เป็นช่วงเวลาที่สั้นเพียง 34 วัน นับจากวันโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจนถึงวันลาออก การตัดสินใจครั้งนี้เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจและรักษาภาพลักษณ์ของรัฐบาล ซึ่งเจ้าตัวยืนยันว่าจะใช้กระบวนการทางกฎหมายดำเนินการกับผู้ที่บิดเบือนและเผยแพร่ข้อมูลเท็จต่อไป

‘กรณ์’ เผย!! คนไทยถูกโกง ปีละกว่า 3 หมื่นล้านบาท ถึงเวลา ‘ปปง.’ ต้องลงมือจริงจัง ไล่ล่า!! Scammer

เมื่อวานนี้ (22 ต.ค. 68) นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก โดยมีใจความว่า ...

การประกาศลาออกโดย อดีต รมช. คลัง อย่างไรก็ลดแรงกดดันให้กับรัฐบาลได้ระดับหนึ่ง

แต่เรื่อง scammer ตอนนี้เป็นประเด็นระดับโลก และเป็นปัญหาใกล้ตัวคนไทยอย่างมาก เรื่องจึงคงไม่จบลงแค่นี้ ประชาชนไม่ได้เรียกร้องให้คุณวรภัคลาออก แต่ต้องการเห็นรัฐบาลปราบปรามแก๊งมิจฉาชีพอย่างจริงจัง

ซึ่งวิธีดีที่สุดคือการลงมือกับการไล่ล่า ทรัพย์สินเงินทองของ scammer 

และในประเด็นนี้ต้องยอมรับว่ายังไม่ปรากฏว่าไทยเราได้ทำอะไรไปบ้าง ทั้งๆ ที่ตัวละครสำคัญป้วนเปี้ยนอยู่ในประเทศเราอย่างเปิดเผย ทรัพย์สินเงินทองของประชาชนคนไทยก็ถูกหลอกถูกปล้นไปมาก

ทางอเมริกาเขายึด Bitcoin มูลค่าเกือบ 500,000 ล้านจาก scammer ที่มีแหล่งปฏิบัติอยู่กัมพูชา อังกฤษยึดบ้านที่ดิน และล่าสุดเกาหลีใต้ได้อายัดเงิน 2,000 ล้านของ scammer ที่ฝากเงินไว้ในธนาคารเกาหลีใต้สาขากัมพูชา ก่อนหน้านี้จีนก็ต้องลงมาจัดการเองกับแก๊งจีนเทาในพม่าและไทย

ปปง. มีหน้าที่ตรง และในเมื่อมีการประเมินว่าคนไทยถูกโกงปีละกว่า 30,000 ล้านบาท (เกือบเท่างบประมาณที่ใช้ในการช่วยเหลือประชาชนโครงการคนละครึ่ง) บวกกับการผูกโยงกับปัญหาความมั่นคงระหว่างเรากับกัมพูชาแล้ว พอสรุปได้ว่า เรื่องเร่งด่วนกว่านี้แทบไม่มีแล้ว

เปิด 5 บริการแอปฯ รัฐ 'คืนเวลาชีวิต' ให้คนไทย ยื่นภาษี-ใบขับขี่-ร้องเรียนเมือง ครบวงจร ย่นขั้นตอนราชการ เหลือเพียงปลายนิ้ว ประชาชนสัมผัสได้จริงว่าใช้ชีวิตง่ายขึ้น

ประเทศไทยเดินหน้ารัฐบาลดิจิทัลต่อเนื่อง หลายบริการ “ย้ายขึ้นมือถือ” จนประชาชนสัมผัสได้จริงว่าชีวิตง่ายขึ้น—ไม่ต้องถือแฟ้มเอกสาร นั่งรอคิว หรือวนหลายหน่วยงาน บทความนี้คัด 5 เคสที่ “คืนเวลา” ให้คนไทยชัดเจนที่สุด พร้อมวิธีเริ่มต้นและลิงก์ใช้งาน

1) ThaID + “ทางรัฐ” : ประตูเดียวสู่บริการภาครัฐ
ThaID คือแอปยืนยันตัวตนดิจิทัลของกรมการปกครอง ใช้สแกนหน้า/ยืนยันตัวตนแล้วล็อกอินบริการรัฐ-เอกชนได้ทันที (Digital ID) ลดขั้นตอนกรอกข้อมูลซ้ำ ๆ และช่วยให้บริการอื่น ๆ ปลอดภัยขึ้นด้วยมาตรฐานเดียวกันของรัฐ. “ทางรัฐ (Thang Rath)” คือซูเปอร์แอปรวมบริการภาครัฐ โดยสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) ที่ทำให้ประชาชนติดต่อราชการได้ในแอปเดียว
ทำไมสำคัญ: เมื่อการยืนยันตัวตนมาตรฐานเดียวถูกยอมรับข้ามหน่วยงาน ประชาชน “เข้า–จบ” งานหลายอย่างจากมือถือเครื่องเดียว ไม่ต้องพกสำเนาหรือเดินเรื่องหลายรอบ
เริ่มยังไง: ลงทะเบียน ThaID แล้วผูกหน้า-บัตรประชาชนในแอป จากนั้นดาวน์โหลด ทางรัฐ และสมัครใช้งาน (SSO ของรัฐ)
2) สรรพากร e-Filing / D-MyTax / e-Donation : ภาษีไม่ปวดหัว
กรมสรรพากรรวมเครื่องมือยื่นและจัดการภาษีไว้บนเว็บ รองรับการเข้าสู่ระบบด้วย Digital ID และ RD ID พร้อมโมดูล D-MyTax และ e-Donation ให้ตรวจค่าลดหย่อน/ยอดบริจาคที่เชื่อมระบบไว้ล่วงหน้า ลดการเก็บกระดาษและกรอกข้อมูลซ้ำ ๆ
ทำไมสำคัญ: ผู้เสียภาษีทั่วไป “ยื่น–เช็ก–จบ” ได้เองจากบ้าน เหลือแค่อัปเดตข้อมูลไม่กี่จุดก่อนกด “ยื่นแบบ”
3) M-FLOW : ขับผ่านด่าน—จ่ายทีหลัง ลดชะลอ/ลดติด
ระบบเก็บค่าผ่านทางแบบ “ไม่มีไม้กั้น” (Video Tolling) ของกรมทางหลวง/การทางพิเศษ ช่วยให้รถวิ่งผ่านได้ต่อเนื่อง โดยงานวิชาการของกรมทางหลวงระบุว่าสามารถลดการใช้น้ำมัน ~13.91 ล้านลิตร/ปี (มูลค่าประมาณ 1,200 ล้านบาท) และลดเวลาเดินทางรวม ~3.33 ล้านชั่วโมง/ปี สะท้อนผลประโยชน์เชิงระบบอย่างมีนัยสำคัญ
ทำไมสำคัญ: เวลาที่เคยหายไปกับการชะลอ/จอดจ่ายหน้าด่าน ถูกคืนให้ผู้ใช้ทาง ทั้งในกรุงเทพฯ-ปริมณฑลและมอเตอร์เวย์สายหลัก
เริ่มยังไง: ลงทะเบียนสมาชิก M-FLOW บนเว็บ/แอป แล้ววิ่งผ่านช่อง M-FLOW ได้ (ชำระค่าผ่านทางภายหลังตามกำหนด)
4) DLT Smart Queue + e-Service : เรื่องรถ/ใบขับขี่ จบบนจอ
กรมการขนส่งทางบกเปิด DLT Smart Queue ให้จองคิวทำใบขับขี่โดย “เข้าสู่ระบบด้วย ThaID” และมี e-Service ต่อภาษีรถผ่านอินเทอร์เน็ตได้ ลดการเดินทางและเวลาหน้าช่อง โดยเฉพาะรถที่เข้าเกณฑ์ต่อภาษีออนไลน์
ทำไมสำคัญ: เคสนี้ตัด “เวลาตาย” หน้าสำนักงานได้จริง ทั้งจองคิวใบขับขี่และต่อภาษี/ชำระออนไลน์
5) Traffy Fondue : แจ้งซ่อมเมืองผ่าน LINE + AI
แพลตฟอร์มโดย NECTEC‑NSTDA ให้ประชาชนถ่ายรูป/ปักหมุดแจ้งปัญหา (หลุมบ่อ ไฟทาง ขยะ ฯลฯ) ผ่าน LINE ระบบช่วยคัดแยกและส่งต่อให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ พร้อมอัปเดตสถานะแบบโปร่งใส ช่วยให้การซ่อมเมืองเร็วขึ้น
ทำไมสำคัญ: จาก “ปัญหาที่ไม่รู้จะบอกใคร” กลายเป็น “แจ้ง–ติดตามได้จริง” ลดต้นทุนสื่อสารขององค์กรท้องถิ่น

บริการ “น่าจับตา” เพิ่มเติม (สั้น ๆ)
• Thai e‑Visa (Stickerless): สมัครออนไลน์ทั้งหมด รับ e‑Visa ทางอีเมล ลดการส่งพาสปอร์ต/เอกสาร ช่วยให้นักท่องเที่ยวและนักธุรกิจเข้าประเทศได้สะดวกขึ้น
• Police e‑Ticket (PTM): ตรวจและชำระค่าปรับจราจรออนไลน์ เห็นรายละเอียดและหลักฐานจากกล้อง จ่ายผ่านธนาคาร/QR ได้
• จองเลขทะเบียนรถด้วย ThaID: ระบบของ DLT บังคับยืนยันตัวตนผ่านแอป ThaID ทุกครั้ง—ลดบอท/ลดตัวแทนแฝง โปร่งใสขึ้น

บทสรุป: รัฐดิจิทัลที่ “ให้เวลาคืนประชาชน”
เมื่อ Digital ID (ThaID) กลายเป็นมาตรฐานกลาง + มีพอร์ทัลรวมบริการ (ทางรัฐ) + บริการแนว “ผ่านก่อน‑จ่ายทีหลัง” (M‑FLOW) + การย้าย “งานหน้าช่อง” ขึ้นออนไลน์ (DLT, e‑Filing) + ช่องทางแจ้งปัญหาเมืองที่ลื่น (Traffy Fondue) ส่วนผสมทั้งหมดนี้ทำให้เวลาที่เคยเสียไปกับคิว/การเดินทาง/เอกสารถูกคืนกลับมาเป็นชั่วโมงชีวิต พร้อมยกระดับความโปร่งใสและตรวจสอบย้อนหลังได้ สิ่งที่รัฐควรเร่งต่อ: ยกเลิกสำเนาเอกสาร (Once‑Only), เปิด API เชื่อมข้อมูลระหว่างหน่วยงาน, ตั้ง KPI “เวลาที่คืนให้ประชาชน” เป็นตัวชี้วัดหลัก

 

ทรรศนะ ‘อาจารย์อุ๋ย’ ชี้น้ำท่วมหาดใหญ่ หนักสุดในรอบ 25 ปี เกิดเพราะรัฐไม่ใช้กฎหมาย ถึงเวลาปฏิรูปอำนาจจัดการน้ำทันที

(27 พ.ย. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายและอดีตผู้สมัคร สส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟสบุ๊กแสดงความเห็นว่า “ในฐานะนักกฎหมายและผู้ที่ติดตามปัญหาน้ำท่วมมาเป็นระยะเวลานาน โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีสภาพทางภูมิศาสตร์หลายส่วนคล้ายคลึงกับเมืองหาดใหญ่ ผมขอยืนยันได้ประการหนึ่งว่า น้ำท่วมหาดใหญ่ไม่ใช่ภัยธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่เป็นปัญหาเชิงกฎหมายและโครงสร้างอำนาจรัฐ ที่ถูกปล่อยปละละเลย จนเรื้อรังซ้ำซากมานานกว่าสามทศวรรษ 

สาเหตุสำคัญประการหนึ่งคือ ไม่ได้มีการบังคับใช้ พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 อย่างครบวงจร กล่าวคือ แม้กฎหมายให้อำนาจรัฐจัดทำ ‘แผนจัดการน้ำลุ่มน้ำภาคใต้’ อย่างเป็นระบบ แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่มีการกำหนดเขตห้ามรุกล้ำทางน้ำ และเขตซับน้ำตามธรรมชาติ อย่างชัดเจน ทำให้พื้นที่รับน้ำรอบคลองอู่ตะเภาถูกรุกล้ำเพื่อสร้างสิ่งปลูกสร้างจำนวนมาก จนระบบระบายน้ำที่ควรทำงานได้ กลับถูกบีบให้แคบลง  เรื่อย ๆ 

สาเหตุถัดมาคือ กลไกการบริหารน้ำข้ามหน่วยงานที่ไร้เอกภาพ ระหว่าง อบจ. สงขลา เทศบาลนครหาดใหญ่ ชลประทาน และป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน ทั้งที่กฎหมายให้อำนาจตั้ง ‘คณะกรรมการลุ่มน้ำ’ เพื่อทำหน้าที่บังคับบัญชาแบบศูนย์เดียว (single command) แต่กลับกลายเป็นเพียงเวทีหารือ ไม่ใช่เวทีสั่งการ

แพ็กเกจใหญ่ที่ไม่เคยบอกคุณ รัฐทุ่ม 2.67 แสนล้าน พร้อมคำสวยๆ ว่า “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” แต่แตะได้แค่ SMEs ไม่ถึง 10%

Quick Big Win ที่ไม่เคยบอกคุณ: รัฐทุ่ม 2.67 แสนล้าน…แต่แตะได้แค่ SMEs ไม่ถึง 10%
รัฐบาลเคาะมาตรการ “Quick Big Win เพื่อ SMEs ไทย” พร้อมคำสวย ๆ ว่า  
> “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว”

ตั้งเป้าทุ่มวงเงินสินเชื่อและค้ำประกันผ่านสถาบันการเงินของรัฐ 7 แห่ง รวม **267,000 ล้านบาท**  
ประกาศชัดว่าจะช่วยเติมสภาพคล่องให้ SMEs ฟื้นตัว ดันเศรษฐกิจปี 2569 ให้โตขึ้น แถมยังช่วยเยียวยาภาคใต้ที่เจออุทกภัยซ้ำเติม

บนกระดาษ มาตรการนี้ดู “ใหญ่และเร็ว”  
แต่เมื่อมองลึกลงไป จะพบความจริงอีกด้านว่า **นี่คือแพ็กเกจที่ช่วยได้จริงแค่ SMEs ส่วนน้อย**  
และแทบไม่แตะ “ตัวเล็ก–ตัวนอกระบบ–ตัวสะบักสะบอม” ที่กำลังจะล้มเป็นโดมิโนอยู่แล้ว

2.67 แสนล้าน vs 107,000 ราย: ตัวเลขที่บอกเองว่า “ช่วยไม่กว้าง”
ในรายละเอียดของมาตรการ รัฐบาลประเมินเองว่า  
- จะทำให้ **SMEs เข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ราว 270,000 ล้านบาท**  
- และคาดว่าจะช่วยผู้ประกอบการได้ **ประมาณ 107,000 ราย**
ลองเทียบกับความจริงง่าย ๆ:  
- ประเทศไทยมี SMEs **หลักแสนถึงหลักล้านราย** (แล้วแต่จะนับเฉพาะที่อยู่ในระบบหรือรวมกึ่งไม่เป็นทางการ)  
- ตัวเลข 107,000 ราย หมายความว่า **มาตรการนี้แตะได้เพียงส่วนเล็ก ๆ ของภูเขา SMEs ทั้งลูก**
ถามตรง ๆ ว่า “Quick Big Win” ของใคร?  
คำตอบคือ: ของ **SMEs กลุ่มที่เข้าเงื่อนไขของระบบเครดิตธนาคาร** เท่านั้น  
ไม่ใช่ “SMEs ทั้งประเทศ” อย่างที่วาทกรรมทางการเมืองพยายามขาย

ช่วย “คนที่ยังยืนได้” มากกว่าชุบชีวิต “คนที่กำลังจะล้ม”
ถ้าไล่ดูโครงการย่อยแต่ละตัว จะเห็น Pattern เดียวกันชัดมาก:
- ต้องเป็นผู้ประกอบการที่ **เข้าถึงธนาคารได้อยู่แล้ว**  
- ต้องมี **เอกสาร / งบการเงิน / ภาษี / เครดิต** พอให้แบงก์เอาไปวิเคราะห์ได้  
- หลายโครงการเน้น **คนในซัพพลายเชนของรัฐ หรือบริษัทใหญ่**  
- บางส่วนเน้นธุรกิจที่ “พร้อมลงทุนต่อ” เช่น ท่องเที่ยว, Transformation, Reinvent Thailand

แปลไทยเป็นไทยก็คือ  
> **ถ้าคุณเป็น SMEs ที่ยังไม่เจ๊ง ยังเดินได้ แต่อึดอัดเรื่องดอกเบี้ย–สภาพคล่อง**  
> คุณมีสิทธิ์ได้ออกซิเจนชุดนี้

แต่ถ้าคุณคือกลุ่มนี้:  
- รายได้ผันผวนหนัก แทบไม่มีงบการเงินเป็นเรื่องเป็นราว  
- เคยเป็นหนี้เสีย หรือมีประวัติเคยค้าง  
- พึ่งหนี้นอกระบบ / พึ่งเจ้าหนี้ค้าส่ง มากกว่าพึ่งธนาคาร
คุณเกือบจะ **ถูกทิ้งไว้นอกสนาม** โดยอัตโนมัติ  
เพราะต่อให้รัฐการันตี หรือมี บสย. ค้ำประกัน แบงก์ก็ยังดู “ความเสี่ยง” เป็นหลัก  
และความเสี่ยงของ SMEs กลุ่มนี้ “แดง” ตั้งแต่บรรทัดแรกของรายงานเครดิตแล้ว

ปัญหาไม่ใช่แค่ “ไม่มีเงินกู้” แต่คือ “ระบบไม่รับ”
รัฐบาลพูดเองว่า **มากกว่าครึ่งของ SMEs ยังเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุนในระบบ**  
แล้วคำตอบคือ… อัดสินเชื่อเพิ่ม 2.67 แสนล้าน ผ่าน “ระบบเดิม” นี่แหละ

คำถามคือ ถ้า “ระบบเดิม” ไม่เคยรับเขาอยู่แล้ว  
วันนี้เติมเงินเข้าระบบอีกกี่แสนล้าน คนกลุ่มนั้นก็ยังถูกกันอยู่ข้างนอกเหมือนเดิม
ความจริงที่ต้องพูดให้ชัดคือ  
> ปัญหาของ SMEs ไทยตอนนี้ **ไม่ใช่แค่ “ไม่มีวงเงินกู้”**  
> แต่คือ **“ไม่มีคุณสมบัติในสายตาแบงก์”**

ซึ่งเกิดจากหลายอย่างสะสมกันมานาน:
- ทำธุรกิจแบบกึ่งนอกระบบ ไม่มีงบ ไม่มีบัญชี ไม่มีเครดิต  
- รายได้ไม่สม่ำเสมอ หลังโควิดโดนดอกเบี้ย–ต้นทุน–ยอดขายบีบพร้อมกัน  
- พึ่งหนี้นอกระบบมานาน แบงก์ไม่เห็นประวัติจริงของการจ่ายเงิน  
- ขาดทักษะจัดการตัวเลข / ขาดคนทำบัญชี / ขาดการวางระบบบริหารเงิน
มาตรการ Quick Big Win ไม่ได้แตะ “โครงสร้างจริง” เหล่านี้เลย  
มันแค่เอาเงินก้อนใหญ่ไปวางในระบบเดิม แล้วหวังว่า “ใครปีนถึงก็หยิบเอาไปใช้เอง”

Quick จริงไหม? Big แค่ไหน? Win ของใคร?
รัฐบาลขาย Narrative ว่า “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว”  
แต่ถ้าดูในทางปฏิบัติ ต้องผ่านหลายด่านมาก:
- แบงก์รัฐต้องออกระเบียบ–คู่มือผลิตภัณฑ์ใหม่  
- ระบบ IT, การเทรนพนักงานสาขา, การสื่อสารลูกค้า  
- และด่านใหญ่ที่สุด: **ใจของสถาบันการเงิน** ว่าพร้อมเสี่ยงแค่ไหน
ในช่วงที่เศรษฐกิจเปราะบาง สินเชื่อหดตัวต่อเนื่อง แบงก์ไทยระวังตัวมากกับลูกค้ารายเล็ก  
เพราะหนี้เสีย SMEs ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ ในงบดุลของธนาคาร

ดังนั้น “Quick” ในสายตารัฐบาล  
อาจกลายเป็น **“ช้าแบบเดิม”** ในสายตา SMEs  
และ “Big” ที่เขียนในข่าว  
อาจเป็นแค่ **“ใหญ่บนกระดาษ แตะไม่ถึงในชีวิตจริง”**

เมื่อ “กระจายตัว” กลายเป็น “กระจายไม่ถึง”
รัฐบาลบอกว่าเป้าคือ **ช่วย SMEs 107,000 ราย**  
ฟังดูเหมือนเยอะ แต่เมื่อวางทับกับโครงสร้างจริงของ SMEs ไทย ตัวเลขนี้ฟ้องเองว่า:
- ส่วนที่จะได้ประโยชน์จริงคือ  
- ธุรกิจที่อยู่ในสายตารัฐ–แบงก์อยู่แล้ว  
- คู่ค้าภาครัฐในระบบ e-GP และ PromptBiz  
- ผู้ประกอบการที่พร้อมลงทุนปรับตัว (ดิจิทัล, ท่องเที่ยว, Reinvent ฯลฯ)
- ส่วนที่จะ “แทบไม่ได้แตะ” คือ  
- ร้านเล็ก ๆ หน้า neighborhood, ร้านอาหารครอบครัว, ร้านโชห่วย, ร้านซ่อม, ร้านบริการที่อยู่ในกึ่งนอกระบบ  
- ผู้ประกอบการที่หนี้ล้นมือ แต่ยังไม่รู้จะจัดการอย่างไร  
- คนที่กำลัง “กลัวจะปิดกิจการ” มากกว่าจะ “กล้าขยายกิจการ”

สุดท้ายคำว่า “กระจายตัว” เลยกลายเป็นแค่  
> **กระจายไปหากลุ่มที่ระบบเลือกแล้วว่า “สมควรได้รับเงินกู้”**  
ไม่ใช่ “กระจายไปช่วยคนที่กำลังจมน้ำมากที่สุด”

ถ้ารัฐอยากช่วย SMEs ส่วนใหญ่จริง ๆ ต้องทำมากกว่าปล่อยกู้
ถ้าจะพูดให้ตรงกว่านี้  
> **เงินกู้ 2.67 แสนล้าน = เครื่องมือช่วย SMEs “ชั้นบน” ของพีระมิด**  
> แต่ “ฐาน” ของพีระมิดยังแทบไม่ได้อะไร
สิ่งที่ควรเดินคู่กัน ถ้ารัฐบาลจริงใจจะช่วย SMEs ส่วนใหญ่ ไม่ใช่แค่สร้างภาพ “Quick Big Win” คือ:
1. **มาตรการฟื้นฟูหนี้เชิงรุก (ไม่ใช่แค่รีไฟแนนซ์เฉพาะราย)**  
   - กลไกรวมศูนย์ช่วยเจรจาหนี้ให้ SMEs รายย่อย  
   - แพ็กเกจ “หนี้เก่า–แผนธุรกิจใหม่” ที่แบงก์และรัฐแชร์ความเสี่ยงร่วมกัน  
   - ให้โอกาสคนที่เคยล้มกลับเข้าสู่ระบบได้ ไม่ใช่ติด “ตราบาปเครดิต” ไปตลอดชีวิตธุรกิจ
2. **ทุนกึ่งให้เปล่า / Matching Grant สำหรับการปรับตัว**  
   - SMEs ที่อยากลงทุนเรื่องดิจิทัล, AI, ระบบบัญชี, ระบบโลจิสติกส์ ฯลฯ  
   - รัฐไม่ควรให้แต่ “หนี้” แต่ควรใส่ “ทุนร่วม” เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเกิดจริง
3. **ศูนย์ช่วย SMEs รายเล็กแบบ One Stop**  
   - จัดการทั้งเรื่องบัญชี, ภาษี, การเงิน, การตลาด, การเข้าถึงแพลตฟอร์ม e-commerce  
   - เปลี่ยนจาก “คุณต้องพร้อมก่อนแล้วค่อยมากู้” เป็น “เดี๋ยวเราช่วยให้พร้อม แล้วค่อยเชื่อมไปหาเงินทุน”
4. **ยอมรับความจริงเรื่องหนี้นอกระบบ และดึงเข้ามาอยู่ในเกม**  
   - SMEs จำนวนมากไม่มีเครดิตในสายตาแบงก์ แต่มี “ประวัติการจ่ายดอกหนี้นอกระบบ” หนักมหาศาล  
   - ถ้าไม่มีเครื่องมือแปลงข้อมูลพวกนี้ให้กลายเป็น “เครดิตเชิงบวก” ในระบบการเงิน  
     คนกลุ่มนี้ก็จะติดอยู่ในหลุมเดิมไม่รู้จบ

สรุป: Quick Big Win หรือ Quick Big PR?
ในมุมการเมืองและการสื่อสาร มาตรการนี้คือ **“ชัยชนะเชิงภาพลักษณ์”**  
รัฐบาลได้จังหวะประกาศตัวเลขใหญ่ ๆ วงเงินอลังการ รายชื่อโครงการยาวเหยียด  
พูดได้เต็มปากว่า “เราไม่ทอดทิ้ง SMEs”
แต่ถ้ามองจากพื้นร้านอาหารเล็ก ๆ, โรงงาน 20–30 คน, ร้านบริการรายย่อย,  
คำถามยังคงเดิมว่า

> **“แล้วฉันล่ะ ได้อะไรจาก Quick Big Win นอกจากข่าวดีบนหน้าจอ?”**
คำตอบที่ซื่อตรงที่สุดในตอนนี้คือ:
- ถ้าคุณยังเดินได้ ยังมีเอกสารครบ ยังมีเครดิตพอไหว คุณมีสิทธิ์ได้ “ออกซิเจนเพิ่ม”  
- แต่ถ้าคุณคือ SMEs ส่วนใหญ่ที่เปราะบางที่สุด  
  **Quick Big Win อาจเป็นแค่ Quick Big PR**  
  ที่เดินผ่านหน้าร้านคุณไป… โดยไม่ได้แวะเข้า
และนี่คือความจริงที่มาตรการนี้ “ไม่เคยบอกคุณ” ตั้งแต่ต้น

Co-Payment โครงการจ้างงานเด็กจบใหม่ในยุคโควิด-19 ความพยายามกระตุ้นตลาดแรงงานยุควิกฤต ที่ต้อง “ปรับเงื่อนไข” ให้เข้ากับยุคสมัย เพื่อประโยชน์สูงสุดทั้งนายจ้าง-ลูกจ้าง

ช่วงโควิด-19 ไม่ได้กระทบแค่ยอดขายธุรกิจ แต่ยัง “ชะงักชีวิต” ของคนทั้งรุ่น โดยเฉพาะนักศึกษาจบใหม่ที่ก้าวออกจากรั้วมหาวิทยาลัยมาเจอตลาดงานเงียบสนิทพอดี

หนึ่งในมาตรการที่ออกมาแก้โจทย์นี้ คือโครงการลักษณะ “Co-Payment การจ้างงานเด็กจบใหม่” ที่รัฐช่วยแบกรับค่าจ้างบางส่วน เพื่อจูงใจให้ภาคเอกชนเปิดประตูรับคนรุ่นใหม่เข้าทำงานในช่วงวิกฤต 

ถ้ามองจากไอเดียภาพใหญ่ ต้องบอกว่าเป็นนโยบายที่ “ทิศทางถูก” แต่เมื่อดูการใช้งานจริง หลายเสียงก็ยอมรับว่า “ใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มศักยภาพ”

บทความนี้เลยอยากชวนผู้อ่าน TST BIZ มองโครงการนี้แบบใจเย็น ๆ ในเชิง “ติ-ชม-แนะนำ” เพื่อเก็บเป็นบทเรียนสำหรับรอบหน้า มากกว่าจะไปโฟกัสว่า “ใครผิด” หรือ “ใครถูก”

>>ภาพรวมไอเดีย: สะพานเชื่อมคนรุ่นใหม่-นายจ้าง ในวันที่ใคร ๆ ก็ไม่กล้าจ้าง

โจทย์ตอนโควิดค่อนข้างชัด คือ…
- เด็กจบใหม่จำนวนมากกำลังจะเข้าสู่ตลาดแรงงาน  
- ธุรกิจจำนวนมากยังไม่รู้ว่าจะรอดปีหน้าไหม จะให้ “เพิ่มคน” ก็กลัวแบกค่าใช้จ่ายไม่ไหว  

โครงการ Co-Payment จึงถูกออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่เป็น “สะพาน” ระหว่างสองฝั่ง หลักการแบบง่าย ๆ คือ…
- รัฐช่วยจ่ายเงินเดือนบางส่วนให้เด็กจบใหม่  
- นายจ้างจ่ายอีกส่วนหนึ่ง  
- เด็กจบใหม่ได้งาน-ได้ประสบการณ์  
- ธุรกิจลดต้นทุนช่วงวิกฤต-ได้แรงงานรุ่นใหม่เข้ามาเสริมทีม  

ในเชิงแนวคิด ถือเป็นมาตรการแบบ win-win-win
- เด็กไม่ตกงาน  
- นายจ้างมีแรงจูงใจจ้างเพิ่ม  
- รัฐชะลอปัญหาว่างงานและผลกระทบทางสังคมในระยะยาว  

ทิศทางนี้ “ดี” และ “จำเป็น” สำหรับประเทศที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย และต้องการให้คนรุ่นใหม่ “ไม่หลุดจากตลาดแรงงาน” ตั้งแต่ก้าวแรก

>>สิ่งที่ทำได้ดี: ส่งสัญญาณว่ารัฐเห็นความสำคัญของ “วัยแรกเข้า”

ถึงแม้ตัวเลขการเข้าร่วมอาจต่ำกว่าที่ตั้งใจ แต่ต้องยอมรับว่า โครงการลักษณะนี้ส่งสัญญาณที่ดีหลายอย่างออกมาสู่ตลาด

1) บอกกับเด็กจบใหม่ว่า “คุณไม่ได้ถูกลืม” มีมาตรการเฉพาะกลุ่มที่ตั้งใจมองมาที่คนรุ่นใหม่ ไม่ใช่แค่วิธีคิดแบบ “ช่วยรวม ๆ ทั้งระบบแล้วเดี๋ยวทุกคนได้ประโยชน์ไปเอง”

2) ทำให้ภาคธุรกิจเห็นโอกาสใช้เครื่องมือจากรัฐ หลายบริษัทที่เข้าร่วม เริ่มมองว่า ถ้าเราอยู่ในระบบ มีเอกสาร-โครงสร้าง HR พร้อม เราจะ “เชื่อมต่อกับมาตรการรัฐ” ได้ง่ายกว่าคู่แข่งเวลามีโครงการแบบนี้เกิดขึ้นอีก

3) วางฐานข้อมูลตลาดงานได้ในระดับหนึ่ง แม้ไม่สมบูรณ์ แต่ฐานข้อมูลการจับคู่เด็กจบใหม่-นายจ้าง ก็เป็นต้นทุนข้อมูลที่ต่อยอดไปสู่การวางนโยบายด้านแรงงานในอนาคตได้

พูดง่าย ๆ คือ ในมุม “เจตนาและสัญญาณ” โครงการ Co-Payment จับแกนปัญหาได้ถูก และสะท้อนว่าเราเริ่มให้ความสำคัญกับ “จุดเริ่มต้นของชีวิตการทำงาน” มากขึ้น

>>จุดที่ติดขัด: โลกงานเปลี่ยนไปเร็วกว่ารูปแบบมาตรการ

แต่เมื่อมองจากมุมคนทำธุรกิจและเด็กจบใหม่ จะเห็นจุดสะดุดชัด ๆ อยู่ 3 เรื่องใหญ่ ๆ

(1) รูปแบบการจ้างงาน “ยุคใหม่” vs เงื่อนไข “ยุคเก่า”  
ตลาดงานหลังโควิด เต็มไปด้วยรูปแบบการจ้างงานหลากหลาย:
- งาน project-based  
- งานชั่วคราว  
- ฟรีแลนซ์  
- hybrid / remote  

แต่โครงการเน้นไปที่การจ้างแบบงานประจำเต็มเวลา (full-time) ในกรอบค่อนข้างแข็ง เช่น ตำแหน่งประจำในธุรกิจที่ลงทะเบียนอยู่ในระบบประกันสังคมชัดเจน

ผลคือ ธุรกิจที่ “อยากลองรับเด็กมาช่วยงานเป็นโปรเจกต์” อาจรู้สึกว่าโครงการไม่ตอบโจทย์ ในขณะที่เด็กที่อยากลองงานหลายแบบ หรืออยากสำรวจสายงานดิจิทัล-สตาร์ตอัป ก็รู้สึกว่าตัวเลือกในโครงการไม่หลากหลายนัก

(2) SMEs ตัวเล็ก “อยากร่วม แต่กลัวเหนื่อย-กลัวเสี่ยง” เงื่อนไขบางข้อออกแบบมาเพื่อกันความเสี่ยงในภาพใหญ่ เช่น  
- ห้ามเลิกจ้างพนักงานเดิมเกินเปอร์เซ็นต์ที่กำหนด  
- ต้องมีเอกสาร-ระบบประกันสังคมครบถ้วน  

ในมุมความรับผิดชอบด้านนโยบาย เข้าใจได้ว่าต้องมีเกณฑ์ป้องกันการ “เอาเปรียบระบบ” แต่ในมุมของ SMEs ที่กำลังหายใจรวยรินช่วงโควิด เงื่อนไขเหล่านี้อาจถูกมองว่า “เราอยากช่วยรับเด็กนะ แต่ถ้าวันหนึ่งยอดไม่ดี ต้องลดพนักงานบางส่วน จะผิดเงื่อนไขไหม?”

เมื่อนายจ้างรู้สึกว่า “ข้อผูกมัดสูงกว่าความสบายใจ” หลายรายจึงเลือกไม่เข้าร่วม แม้ชอบไอเดียโครงการก็ตาม

(3) Mismatch ระหว่างงานที่มี กับงานที่เด็กอยากทำ อีกจุดหนึ่งที่สะท้อนจากประสบการณ์จริงคือ ความไม่ตรงกันระหว่าง  
- ตำแหน่งที่นายจ้างต้องการ (เช่น งานภาคผลิต/บริการ)  
- งานที่เด็กจบใหม่จำนวนมากอยากทำ (งานออฟฟิศ งานด้านคอนเทนต์ งานดิจิทัล ฯลฯ)

เมื่อดีมานด์-ซัพพลายไม่เจอกันเต็มที่ โครงการที่ตั้งใจจะให้ “จับคู่กันง่ายขึ้น” ก็กลายเป็น “แพลตฟอร์มที่มีตำแหน่งและคน แต่จับคู่สำเร็จน้อยกว่าที่ควร”

>>บทเรียนสำหรับรอบหน้า: ทำให้ยืดหยุ่นขึ้น และเปิดพื้นที่ให้ SMEs เข้าถึงได้ง่ายจริง ๆ

ตรงนี้คือหัวใจสำคัญ ที่อยากชวนคิดต่อแบบสร้างสรรค์ ไม่โทษใครคนเดียว แต่ใช้เป็น “คู่มือ” สำหรับออกแบบมาตรการครั้งต่อไป

(1) ออกแบบให้ “ยืดหยุ่น” รับรูปแบบงานยุคใหม่  

ถ้ามี Co-Payment รุ่นใหม่ ไม่ว่าจะสำหรับเด็กจบใหม่หรือแรงงานกลุ่มอื่น ๆ สิ่งที่ควรพิจารณาเพิ่มเติมคือ…

- จ้างแบบโครงการ (6-9 เดือน)
- จ้าง part-time พร้อมเส้นทางพัฒนาเป็น full-time
- จ้าง remote ในสายงานดิจิทัล

ใช้เทคโนโลยีช่วยลดภาระเอกสาร เช่น ระบบลงทะเบียน-ยืนยันตัวตน-อัปโหลดเอกสารที่ใช้ง่าย  

Dashboard ให้ทั้งหน่วยงานรัฐ-ธุรกิจ-เด็กจบใหม่เห็นสถานะตรงกัน

ยิ่งมาตรการ “ใกล้ชีวิตจริงของคนทำงานยุคนี้” มากเท่าไร โอกาสสำเร็จก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น

(2) ออกแบบให้ SMEs เข้าได้ “จริง” ไม่ใช่แค่ในหลักการ  

ถ้าอยากให้โครงการแบบนี้มีผลในเศรษฐกิจจริง ต้องให้ SMEs ที่ถือเป็นกระดูกสันหลังของประเทศ เข้าถึงได้จริง ๆ

คำถามที่อาจใช้เป็นตัวชี้นำ คือ…
- SMEs ที่มีพนักงาน 5-20 คน ถ้าอยากเข้าร่วม ต้องผ่านกี่ขั้นตอน?  
- มีวิธีลดความเสี่ยงให้รัฐ โดยไม่เพิ่ม “ความกลัว” ให้ผู้ประกอบการหรือไม่? เช่น ใช้ระบบแจ้งเปลี่ยนแปลงสถานะที่ยืดหยุ่น หรือ ให้ที่ปรึกษา/เจ้าหน้าที่ช่วยแนะนำแบบ 1:1 กับกลุ่ม SMEs  

ถ้า SMEs รู้สึกว่า “ไม่ยากเกินไป-ไม่เสี่ยงเกินไป-มีคนช่วยดู” ตัวเลขการเข้าร่วมจะสูงขึ้นโดยไม่ต้องใช้งบเพิ่มมากนัก

(3) ใช้โครงการเป็น “ห้องทดลองนโยบายแรงงาน” ไม่ใช่แค่โปรเจกต์ครั้งเดียวจบ แทนที่จะมอง Co-Payment เป็นมาตรการแบบ “ครั้งเดียวแล้วจบ” เราอาจมองมันเป็นห้องทดลอง (sandbox) ด้านนโยบายแรงงานได้ด้วย
- ทดลองรูปแบบการจ้างงานใหม่ ๆ  
- ทดลองวิธีวัดผลด้านทักษะ-ผลิตภาพของแรงงานรุ่นใหม่
- ทดลองความร่วมมือระหว่างรัฐ-มหาวิทยาลัย-เอกชน ในการเตรียมคนเข้าสู่ตลาดงาน แล้วนำบทเรียนทั้งที่สำเร็จและที่ไม่สำเร็จ มาปรับปรุงรุ่นถัดไปเป็นวงจรต่อเนื่อง

>>ข้อคิดทิ้งท้าย: จาก “Co-Payment” สู่ “Co-Responsibility”

ท้ายที่สุด โครงการ Co-Payment ช่วงโควิดอาจไม่ได้สมบูรณ์แบบ และหลายฝ่ายก็มองว่าช่วยได้ไม่เต็มเป้าที่ตั้งใจไว้ แต่ถ้ามองในมุมบวก มันคือจุดเริ่มต้นของแนวคิดสำคัญอย่างหนึ่งคือ “การร่วมรับผิดชอบตลาดแรงงาน” (Co-Responsibility)  
- รัฐ: วางกรอบ-สนับสนุน-ลดความเสี่ยงเชิงระบบ  
- ธุรกิจ: เปิดโอกาส-ให้พื้นที่เรียนรู้แก่คนรุ่นใหม่  
- เด็กจบใหม่: พัฒนาตัวเองให้พร้อมรับโอกาสที่เข้ามา  

ถ้ารอบหน้าเราสามารถออกแบบมาตรการที่ยืดหยุ่นขึ้น เข้าถึงง่ายขึ้น และสอดคล้องกับโลกการทำงานใหม่มากขึ้น  


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top