Friday, 5 June 2026
รัฐบาล

‘ใบตองแห้ง’ เตือน!! นาทีนี้ ‘ภูมิใจไทย’ ไว้วางใจไม่ได้ยิ่งกว่า ‘เพื่อไทย’ มอง!! โหนอำนาจอนุรักษ์นิยม ต่างจาก เพื่อไทยที่จนตรอกแล้ว

(31 ส.ค. 68) นายอธึกกิต แสวงสุข หรือ ใบตองแห้ง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก 'Atukkit Sawangsuk' ระบุว่า

นาทีนี้ ภูมิใจไทยไว้วางใจไม่ได้ยิ่งกว่าเพื่อไทย

ภูมิใจไทยห้อยโหนอำนาจอนุรักษ์ที่ใช้นิติสงครามเล่นงานเพื่อไทย

ซึ่งอาจหวนมาสอย 44 สส. ยุบพรรค ทำลายพรรคประชาชนได้

ต่างจากเพื่อไทยที่จนตรอกแล้ว

ภูมิใจไทยยังห้อยโหนกระแสคลั่งชาติ ทหารนิยม ซึ่งเป็นอันตรายต่อเสรีประชาธิปไตย

ม็อบหมื่นปียังจะออกมาไล่-ขัดขวางชัยเกษม

ถ้าพรรคส้มเดินตามเกมพวกเขา ก็จะทั้งเสียหายและเสียจุดยืน ทำลายตัวเอง

มาตรา 169 ของรัฐธรรมนูญ ที่วางข้อจำกัดอำนาจรัฐบาลรักษาการไว้

(31 ส.ค. 68) นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อดีตเลขาธิการคณะรัฐมนตรี อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงสถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้ ระบุว่า “รัฐบาลยุบสภาได้ไหม? วันนี้จะมาแสดงหลักวิชารัฐธรรมนูญเรื่องรัฐบาลรักษาการยุบสภาได้หรือไม่ เพราะเห็นเถียงกันมานาน”

ก่อนอื่นคำว่า “รัฐบาลรักษาการ” ไม่มีในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญไทย แต่เป็นศัพท์วิชาการและหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญ ภาษาฝรั่งเศสใช้คำว่า gouvernement interimaire อังกฤษใช้ interim government รัฐธรรมนูญไทยมาตรา168 พูดถึง “คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป” แต่ผมจะใช้ศัพท์วิชาการว่ารัฐบาลรักษาการ ที่ใช้กันทั่วโลก

ถ้าดูข้อจำกัดการใช้อำนาจของรัฐบาลรักษาการในมาตรา 169 ก็จะเห็นได้ว่า ไม่ได้ห้ามการยุบสภา เพราะการยุบสภาเป็นพระราชอำนาจดังที่มาตรา 103 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า ” พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจยุบสภาผู้แทนราษฎร….” เพราะการยุบสภาต้องตราเป็นพระราชกฤษฎีกา

ที่บอกว่ารัฐบาลรักษาการยุบสภาได้หรือไม่จึงไม่ถูกต้อง ถ้าจะพูดให้ถูก ต้องบอกว่ารัฐบาลรักษาการจะถวายคำแนะนำให้ทรงตราพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรที่นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการในร่างพระราชกฤษฎีกาถวายขึ้นไปตามมาตรา 182 ของรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ และพระมหากษัตริย์จะทรงลงพระปรมาภิไธย ตามที่ถวายคำแนะนำหรือไม่ ถ้าทรงลงพระปรมาภิไธย สภาก็ถูกยุบ ถ้าไม่ทรงลงพระปรมาภิไธย สภาก็อยู่ต่อ จึงมีการถกเถียงกันถึงพระราชอำนาจที่จะทรงปฏิเสธการยุบสภาที่อังกฤษเรียกว่า the royal prerogative of refusal ซึ่งนักกฎหมายรัฐธรรมนูญอังกฤษอย่าง Sir Ivor Jennings ยืนยันว่าตามประเพณีการปกครองที่เรียกว่า convention of the constitution พระมหากษัตริย์อังกฤษทรงปฏิเสธยุบสภาได้ในบางสถาณการณ์ เช่น รัฐบาลพรรคเดียวกันยุบสภาหลายครั้งในปีเดียว เป็นต้น

ของไทยเอง รัฐธรรมนูญไทยไม่มีบัญญัติไว้ว่าจะทรงปฏิเสธคำกราบบังคมทูลของรัฐบาลให้ทรงตราพระราชกฤษฎีกาได้หรือไม่ เราก็ต้องดูประเพณีการปกครอง เท่าที่ทราบ พระเจ้าอยู่หัว ร.9 ไม่เคยทรงปฏิเสธการยุบสภา แต่เมื่อรัฐบาลหนึ่งจะปรับ ครม.ด้วย ยุบสภาด้วย พระองค์ทรงให้รัฐบาลเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะถ้าทำ 2 อย่างพร้อมกัน จะเป็นการได้เปรียบทางการเมือง แต่รัชกาลที่ 10 ยังไม่เคยมีการกราบบังคมทูลถวายร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภา จึงยังไม่มีประเพณีทรงปฏิเสธการยุบสภา (the prerogative of refusal)

ผมเองเห็นว่าพระมหากษัตริย์จะทรงปฏิเสธการยุบสภาที่ไม่ควรได้ เหมือนของอังกฤษ ดังนั้น หากพูดให้ชัดคือ ทรงปฏิเสธการยุบสภาที่รัฐบาลกราบบังคมทูลได้ โดยเฉพาะเมื่อทรงเห็นว่าคนถวายคำแนะนำพ้นตำแหน่งไปแล้วและเป็นรัฐบาลรักษาการ ทั้งการยุบสภาในเวลาที่ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2569 ยังไม่ผ่านสภา จะทำให้ประเทศต้องชะงักเพราะต้องใช้งบประมาณเก่าของปี 2568

พูดง่ายๆ ก็คือเป็นพระราชอำนาจที่จะยุบหรือไม่ยุบสภา! ดังนั้นที่บอกว่ารัฐบาลยุบสภาได้หรือไม่ได้ เป็นการพูดที่ไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องพูดว่า รัฐบาลรักษาการจะกราบบังคมทูลให้ทรงยุบสภาได้หรือไม่ ต่างหาก

ในเรื่องนี้ ถ้าพิจารณาแต่มาตรา 169 ของรัฐธรรมนูญที่วางข้อจำกัดอำนาจรัฐบาลรักษาการไว้ ก็ไม่เห็นมีตรงไหนที่ห้าม ครม.หรือนายกรัฐมนตรีรักษาการที่จะกราบบังคมทูลให้ทรงตราพระราชกฤษฎีกายุบสภา

แต่ช้าก่อน แม้กฎหมายไม่ห้ามไว้ชัดแจ้งก็ต้องดูประเพณีการปกครองด้วย

ผมเห็นว่ารัฐบาลรักษาการต้องผ่าน2ด่าน

ด่านแรก คือ หลักกฎหมายรัฐธรรมนูญทั่วไป ที่ว่ารัฐบาลรักษาการจะทำได้เฉพาะงานประจำ (affaires courantes) จะทำงานนโยบายมิได้ เรื่องนี้ นอกจากมีมาตรา 169 ของรัฐธรรมนูญกำหนดไว้แล้ว ก็ยังมีหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีที่ผมโพสต์ขึ้นให้อ่านในภาพ ยืนยันอยู่ (กระซิบนิดนึงว่า คนวางหลักเรื่องนี้คือ ดร.วิษณุ เครืองาม เมื่อเป็เลขาธิการ ครม. และผมเองก็ใช้หลักนี้ลงนามในหนังสือเวียน ตอนสภาครบอายุเมื่อปี 2548 มาแล้ว) ดังนั้น ถ้าดูตามประเพณีการปกครองที่ถือกันมาอย่างน้อยเกือบสามสิบปี การกราบบังคมทูลให้ทรงตราพระราชกฤษฎีกายุบสภา ซึ่งเป็นนโยบายที่มีผลร้ายแรงถึงขั้นทำให้สภาผู้แทนราษฎรพ้นตำแหน่งทั้งสภา จึงไม่ควรทำอย่างยิ่ง ในเรื่องนี้ของฝรั่งเศส สภาแห่งรัฐ Conseil d’Etat เคยมีคำพิพากษาที่ประชุมใหญ่ ในคดี Syndicat regional des quotidian d’Algerie ลงวันที่ 4 เมษายน 1952 วินิจฉัยว่า “รัฐบาลที่ลาออกไปและรักษาการ มีอำนาจเฉพาะทำงานประจำที่ไม่ใช่นโยบาย ตามหลักกฎหมายมหาชนตามประเพณี (principe traditional de droit public)” ดังนั้นการออกรัฐกฤษฎีกา (decret) ทีเป็นนโยบายจึงปราศจากอำนาจ พิพากษาให้เพิกถอนรัฐกฤษฎีกานั้น รัฐบาลรักษาการทำได้เฉพาะงานประจำเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องของบริการสาธาณะเท่านั้น ตามหลักความต่อเนื่องของบริการสาธารณะ (principe de continuity de service public) เท่านั้น

ถ้าดูตามประเพณีการปกครองของไทย และหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญทัวไป เราก็ต้องบอกว่ารัฐบาลรักษาการไม่อาจถวายคำแนะนำให้ยุบสภาได้

ด่านที่สอง คือ หากรัฐบาลรักษาการถวายคำแนะนำโดยนายกรัฐมนตรีรักษาการลงนามรับสนองพระบรมราชโองการในร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรทูลเกล้าฯถวายขึ้นไป พระมหากษัตริย์ก็ทรงมีพระราชอำนาจปฎิเสธการยุบสภา (the royal prerogative of refusal) เหมือนที่พระมหากษัตริย์อังกฤษทรงมี

ผมได้แสดงหลักวิชาการ ตามหลักรัฐธรรมนูญมาให้พิจารณากัน โปรดพิจารณาด้วยหลักวิชา อย่าใช้หลักกู นะครับ

‘จาตุรนต์ ฉายแสง’ วิเคราะห์ข้อเสนอ!! ‘พรรคประชาชน’ มอง!! ประชามติอาจเกิดขึ้นจริง แต่แก้รัฐธรรมนูญเป็นไปได้ยาก

(31 ส.ค. 68) นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟสบุ๊ก ‘ข้อคิดเห็นต่อการจัดตั้งรัฐบาลและข้อเสนอของพรรคประชาชน’ โดยย้ำว่าประเทศกำลังเผชิญปัญหา 4 ด้านใหญ่ๆ จำเป็นต้องเลือกพรรคแกนนำรัฐบาลให้ดีเพื่อแก้ไขปัญหาประเทศให้เกิดผลจริง โดยเฉพาะการทำประชามติอาจส่งผลเป็นเพียงแรงกดดันทางการเมือง แต่การแก้รัฐธรรมนูญจะเป็นไปได้ยากหรืออาจไม่เกิดขึ้นจริง เพราะจำนวนของ สว.อาจไม่ครบตามกำหนดจากการตัดสินในคดีฮั้ว สว. หรือไม่มีหลักประกันได้ว่า สว.ที่รอดคดีมาจะสนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่

เห็นข้อเสนอ 3 ข้อของพรรคประชาชนแล้ว ก็พอเข้าใจได้ว่าพรรคประชาชนคงเห็นว่ามาถึงขณะนี้แล้วไม่ว่าพรรคการเมืองใดจัดตั้งรัฐบาลก็คงอยู่ยากและไม่ควรอยู่นาน พรรคประชาชนต้องการผลักดันให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเดินหน้าต่อไป จึงเสนอให้ ครม.ชุดใหม่จัดทำประชามติช่วงเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้น แต่พรรคประชาชนก็ไม่ต้องการร่วมหัวจมท้ายกับพรรคการเมืองที่ตั้งรัฐบาล คือจะไม่มีคนของพรรคเข้าไปอยู่ใน ครม. ด้วย และจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านตรวจสอบรัฐบาลที่ตนเป็นกำลังสำคัญในตั้งขึ้นมาเอง

ในฐานะที่ได้มีโอกาสร่วมงานกับพรรคประชาชนในการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แก้ไข พ.ร.บ.ประชามติและการออกกฎหมายยกเลิกคำสั่ง คสช. หลายสิบฉบับมาด้วยกัน อดเป็นห่วงไม่ได้กับข้อเสนอของพรรคประชาชนในครั้งนี้

ที่ผมยังมีข้อสงสัยก็คือเงื่อนไขแบบนี้จะนำไปสู่สิ่งที่พรรคประชาชนและประชาชนทั่วไปต้องการให้เกิดขึ้นได้จริงหรือ โดยเฉพาะจากที่เป็นข่าวที่พอมองออกว่าพรรคใดมีแนวโน้มจะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล 

ขณะนี้บ้านเมือง มาถึงจุดที่มีปัญหาใหญ่ ๆ ที่จะต้องแก้ไขอย่างน้อยก็ 4 เรื่อง
1. ปัญหาเศรษฐกิจ
2. ปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา 
3. ความเชื่อถือไว้วางใจ ที่ประชาชนมีต่อพรรคการเมืองและนักการเมืองตกต่ำ และ
4.ความล่าช้าและความยากในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ผมกำลังเกรงว่าถ้าพรรคประชาชนไม่เลือกพรรคที่มาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลให้ดี พรรคประชาชนอาจจะไม่ประสบความสำเร็จตามที่คาดหวังก็ได้ ซ้ำร้ายอาจจะทำให้เกิดผลเสียตามมาและทำให้ประชาชนผิดหวังในการแก้ปัญหาทั้งสี่ข้อที่ผมยกขึ้นมาดังกล่าว

บางคนอาจจะมองว่าระยะเวลา 4-6 เดือน ใครจะมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจก็คงทำอะไรได้ไม่มาก แต่สภาพเศรษฐกิจที่ผันผวนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในทุกวันนี้ การมีบุคลากรและนโยบายที่ดีหรือไม่ดี ก็อาจมีผลต่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้มาก พรรคประชาชนจะสนับสนุนการตั้งรัฐบาลที่ตนเองไม่มีส่วนกำหนดทั้งตัวบุคคล และนโยบายในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจแต่อย่างใดเลย จะแน่ใจได้อย่างไรว่าจะไม่หลงทิศผิดทาง

ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่พรรคประชาชนอาจจะต้องมีส่วนร่วมในการกำหนดบุคลากรและนโยบาย อย่างน้อยก็ไม่ให้สุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง ใช่หรือไม่

ส่วนปัญหาการที่พรรคการเมืองนักการเมืองไม่เป็นที่ยอมรับไว้วางใจของประชาชน หากมีรัฐบาลใหม่ขึ้นมาแล้วเกิดการพลิกผันกรณีที่ดินเขากระโดงหรือกรณีการฮั้วส.ว. การเป็นฝ่ายค้านของพรรคประชาชนจะเพียงพอที่จะทัดทานให้เกิดความถูกต้องได้หรือ ถ้าเกิดการอภิปรายไม่ไว้วางใจขึ้นพรรคประชาชนจะวางตัวอย่างไร ต่อรัฐบาลที่ตนเองมีส่วนร่วมอย่างสำคัญในการตั้งขึ้นมา

กรณีที่เรียกกันว่าฮั้ว สว. นี้ เชื่อมโยงไปถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะถ้าเรื่องนี้จบด้วยคนผิดลอยนวล เราจะหวังว่าจะมี สว. จำนวนเพียงพอมาร่วมแก้ไขรัฐธรรมนูญได้หรือ และเรื่องนี้จะมาเกี่ยวข้องกับประเด็นที่สำคัญที่สุดของข้อเสนอของพรรคประชาชน ก็คือการให้ครม.จัดทำประชามติเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญในช่วงที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไป

ขณะนี้ศาลรัฐธรรมนูญยังมิได้วินิจฉัยว่าจะต้องทำประชามติกี่ครั้งและเมื่อใดบ้าง หากมีการทำประชามติก่อนที่รัฐสภาจะพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็จะเกิดคำถามว่าการทำประชามตินั้นจะมีผลในทางกฎหมายและรัฐธรรมนูญอย่างไร ผูกพันรัฐสภาแค่ไหน สมมุติว่าการทำประชามติผ่านความเห็นชอบของประชาชนด้วยเสียงข้างมากแล้ว พอถึงเวลารัฐสภาพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ คะแนนเสียงให้ความเห็นชอบไม่เพียงพอ โดยเฉพาะถ้าไม่มีคะแนนจากส.ว.ตามกำหนด การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ไม่อาจเกิดขึ้น การทำประชามติไปก็จะมีผลเป็นเพียงแรงกดดันทางการเมือง แต่ไม่มีผลผูกพันตามกฏหมาย

ย้อนกลับมาปัญหาว่าถ้ารัฐบาลใหม่ที่ตั้งขึ้นทำให้เกิดการพลิกผันกรณีฮั้ว สว. เราจะหวังได้หรือว่า สว. ที่รอดคดีฮั้วสว.มานี้ จะร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถึงเวลานั้นพรรคการเมืองที่ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลขึ้นใหม่ก็อาจจะพูดได้ว่าไม่มีใครผิดคำพูดต่อใคร ยุบสภาภายในสี่เดือนก็ยุบแล้ว ทำประชามติในช่วงเลือกตั้งก็ทำแล้ว พรรคประชาชนก็ทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านแล้ว แต่ผลที่ต้องการให้เกิดขึ้นโดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจจะยิ่งเป็นไปได้ยาก หรือเป็นไปไม่ได้อีกเลย

ส่วนเรื่องอื่นที่ประชาชนคาดหวังและเป็นความจำเป็นของประเทศไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจการ แก้ปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา และการแก้ปัญหาพรรคการเมืองและนักการเมืองไม่เป็นที่ยอมรับไว้วางใจของประชาชนก็อาจจะแย่ลงไปด้วยกันทั้งหมดก็ได้

‘อนุทิน’ กินห่านพะโล้ ร้านดัง!! ‘ฉั่ว คิม เฮง’ ย่านกรุงเทพกรีฑา ไร้ท่าทีกังวล!! ไม่กดดัน ท่ามกลางสถานการณ์ชิงเก้าอี้นายกฯ

(31 ส.ค. 68) สำหรับความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการโหวตนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดที่พรรคเพื่อไทยยื่นข้อเสนอให้พรรคประชาชนโหวตหนุนนายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตของเพื่อไทยเป็นนายกรัฐมนตรีแทนไปหนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย  เป็นนายกรัฐมนตรี  โดยนายภูมิธรรม เวชยชัย  รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี  ถึงขั้นยกเลิกการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ( ก.ตร.)  เพื่อไปเจรจากับพรรคประชาชน ด้วยตัวเอง

ส่วนบรรยากาศที่พรรคภูมิใจไทยกลับตรงกันข้าม  ล่าสุด!! มีภาพหลุดของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในช่วงเช้า ไปรับประทานห่านพะโล้เจ้าดัง ร้าน ฉั่ว คิม เฮง ย่านกรุงเทพกรีฑา  ซึ่งแต่งตัวสบายๆ โดยไม่มีท่าทีกดดันอะไรกับการวิ่งแย่งชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรี

‘อ.อุ๋ย’ มอง!! คำวินิจฉัยศาล รธน. ทำเพื่อไทยสุญญากาศ ไม่มี!! ‘หัวหน้า – บอร์ดบริหาร’ เสี่ยงถูกยุบพรรค

(31 ส.ค. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายและอดีตผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ได้แสดงความเห็นผ่านเฟสบุ๊กว่า

ผลสืบเนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีมติ 6 ต่อ 3 ให้คุณแพทองธาร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรค 1 (4) ประกอบมาตรา 160 (5) เพราะกระทำผิดจริยธรรมร้ายแรง ไม่พิทักษ์รักษาเกียรติภูมิของประเทศ ยึดถือประโยชน์ส่วนตนเหนือผลประโยชน์ของ ประเทศชาติ นั้น จะมีดังต่อไปนี้ 

1. รัฐธรรมนูญมาตรา 2560 มาตรา 211 กำหนดว่า คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระและหน่วยงานของรัฐ ซึ่งรวมทั้งพรรคการเมือง 

2. ข้อบังคับพรรคเพื่อไทย พ.ศ. 2561 (แก้ไขล่าสุด) กำหนดคุณสมบัติของกรรมการบริหารพรรค ซึ่งรวมถึงหัวหน้าพรรคด้วย ในข้อ 48 วรรค ท้าย กำหนดว่า คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของกรรมการบริหารพรรคให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งก็คือ พรป. ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 15 (11) กำหนดว่า มาตรฐาน
ทางจริยธรรมของกรรมการบริหารพรรคการเมืองอย่างน้อยต้องเทียบเคียงได้กับมาตรฐานทางจริยธรรมที่ใช้บังคับแก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

3. ซึ่ง "มาตรฐานทางจริยธรรมที่ใช้บังคับแก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร" นี้ ก็อิงตาม มาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ซึ่งในส่วนอารัภบท (preamble) กำหนดให้ ใช้บังคับแก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และคณะรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 219 วรรคสอง ด้วย 

4. เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การกระทำของคุณแพทองธารเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญฯอันมีลักษณะร้ายแรงตาม ข้อ 6, 7, 8, 17, 21 ประกอบมาตรา 27 แล้ว นอกจากคุณแพทองธารจะพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว จึงต้องถือว่าคุณแพทองธารพ้นจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค เนื่องจากขาดคุณสมบัติตามข้อบังคับพรรคเพื่อไทย พ.ศ. 2561 (แก้ไขล่าสุด พ.ศ. 2567) ข้อ 48 วรรคท้าย และส่งผลให้คณะกรรมการบริหารของพรรค พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะตาม ข้อ 51 (2) ด้วย 

5. ดังนั้นในความเห็นของผม ตอนนี้พรรคเพื่อไทยจึงอยู่ในสภาวะสุญญากาศ ไม่มีหัวหน้าพรรค ไม่มีกรรมการบริหารพรรค ไม่มีอำนาจเรียกประชุม หรือลงมติใด ๆ ตราบใดที่ยังไม่มีการเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารชุดใหม่ การกระทำใด ๆไ ถือเป็นโมฆะ และหากมีการให้คนนอกเข้ามาดีลแทน ก็ จะถูกยุบพรรคเพราะให้บุคคลซึ่งไม่ใช่สมาชิกพรรคเข้ามาครอบงำพรรคด้วย 

6. นอกจากนี้ ขณะที่คุณแพทองธารสนทนากับฮุนเซน อันเป็นที่มาของคลิป คุณแพทองธารสวมหมวกสองใบคือ 1) หมวกของนายกรัฐมนตรี และ 2) หมวกของหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ดังนั้น เมื่อการกระทำของคุณแพทองธารจะถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ผิดจริยธรรมร้ายแรง เพราะทำให้ประเทศเสียเกียรติภูมิ และยึดถือผลประโยชน์ส่วนตนเหนือกว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติ แล้ว 

7. ผมยังเห็นว่า การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จะดำรงอยู่ไม่ได้ หากผู้นำประเทศไม่ยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ อีกทั้งพระมหากษัตริย์ยังดำรงตำแหน่งจอมทัพไทย ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 8 การที่คุณแพทองธารกล่าวว่าแม่ทัพภาคที่สอง เป็นคนละฝ่ายกับตน จึงเป็นการบั่นทอนพระเกียติยศและทำให้สถานะจอมทัพไทยขององค์พระมหากษัตริย์สั่นคลอนไปด้วย จึงถือได้ว่า พรรคเพื่อไทย โดยการกระทำของคุณแพทองธารซึ่งเป็นหัวหน้าพรรค กระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อีกด้วย ตามมาตรา 92 (2) ต้องถูกยุบพรรค ต่อไป ตามมาตรา 92 วรรคท้าย 

8. สรุป ผมเห็นว่า 1) ตอนนี้พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคหัวขาด ทำอะไรไม่ได้ จัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ จนกว่าจะมีการตั้งกรรมการบริหารชุดให่และเลือกหัวหน้าพรรค และ 2) การกระทำของคุณแพทองธาร ในฐานะผู้แทนของพรรคเพื่อไทย เป็นการกระทำผิดตามมาตรา 92 (2) แห่ง พรป. พรรคการเมือง ซึ่งเป็นเหตุให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคได้ (เทียบเคียงคำวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญที่ 20/2567 กรณียุบพรรคก้าวไกล)

‘พี่ศรี’ จี้!! ‘ป.ป.ช.’ เร่งลงดาบ ‘แพทองธาร’ ส่งศาลฎีกาลงโทษ หลัง!! ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ วินิจฉัยสิ้นสุดความเป็นนายกรัฐมนตรี

(31 ส.ค. 68) นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน เปิดเผยว่าตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยในความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) จากกรณีปรากฏคลิปเสียงการสนทนาระหว่างน.ส.แพทองธาร ชินวัตร กับสมเด็จฮุนเซน ประธานวุฒิสภาแห่งกัมพูชาเผยแพร่ทางสื่อมวลชนนั้น

คำวินิจฉัยในคดีระบุไว้ชัดเจนว่า การกระทำของ น.ส.แพทองธาร เป็นการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมฯ ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบกับเจตนาและความความร้ายแรงของความเสียหายที่เกิดขึ้น ถือว่ามีลักษณะร้ายแรง จึงมีพฤติกรรมฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง อันทำให้ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้าม ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (5) ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร สิ้นสุดลงเฉพาะตัว นับแต่วันที่ศาลฯสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ 1 ก.ค.2568

กรณีคลิปเสียงดังกล่าวองค์กรรักชาติ รักแผ่นดินได้นำความไปร้องเรียนต่อ ป.ป.ช.ให้ชี้มูลความผิดไว้แล้วว่าเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง เมื่อ 19 มิ.ย.68 และเมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยกรณีดังกล่าวเมื่อ 29 ส.ค.68 แล้วถือว่าเป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ องค์กรรักชาติ รักแผ่นดินจึงได้ถอดคำพูดคำต่อคำของศาลรัฐธรรมนูญ แล้วส่งไปรษณีย์ EMS ไปให้ ป.ป.ช. ใช้อำนาจตามหน้าที่โดยไม่ต้องรอให้ถึงวันจันทร์ที่ 1 ก.ย.2568 ที่จะเดินทางไปยื่นด้วยตนเอง

ทั้งนี้ ป.ป.ช.ในฐานะที่เป็นองค์กรอิสระและได้รับเรื่องดังกล่าวไว้แล้ว ไม่จำต้องแสวงหาข้อเท็จจริงใดเพิ่มอีก เพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีรายละเอียดชัดเจนอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องรีบเร่งดำเนินการชี้มูลความผิด และส่งศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัยลงโทษตามมาตรา 87 ประกอบมาตรา 81 แห่ง พรป.ป.ป.ช.2561 โดยเร็ว ก็จะถือว่าได้ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์แล้ว นายศรีสุวรรณกล่าวในที่สุด

'สาธิต' ชงตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล ' มี 'นายกฯ-ครม.คนกลาง' ทุกพรรคเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ เตรียมเลือกตั้งที่เป็นธรรม

(2 ก.ย. 68) นายสาธิต ปิตุเตชะ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า "ข้อเสนอทางออก จัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล มีนายกฯ-ครม.คนกลาง"

จะว่าผมโลกสวย หรือ เสนอสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ก็เข้าใจครับ 

ทุกพรรคการเมืองเป็น ฝ่ายนิติบัญญัติ เต็มสภา รัฐบาลที่จะเกิดขึ้นนี้ ไม่ใช่รัฐบาลตามปรกติ เป็นรัฐบาลเฉพาะกาล เพื่อเตรียมการ เลือกตั้งแบบปรกติ  เป็นโอกาสที่ฝ่ายการเมืองทุกฝ่ายทุกพรรคทำเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ ประชาชนก่อน และเมื่อประชาชนในประเทศเชื่อมั่นการเมืองแล้ว เดินหน้าไปสู่การแข่งขันเลือกตั้งที่ แข่งขันที่เสรี เป็นธรรม     

เพราะไม่ว่าใครมาเป็น นายก อีกฝ่ายต้องระแวงสงสัย ในการใช้อำนาจรัฐ ไปเอื้อประโยชน์ฝ่ายของตัวเอง เพื่อไปสู่การเลือกตั้งซึ่งจะมีการได้เปรียบเสียเปรียบ และสร้างความขัดแย้งในอนาคตอยู่ดี

ถ้าทุกพรรคทำตามนี้ได้ การเมืองภาพรวมจะได้รับการยอมรับ ทุกพรรคได้ประโยชน์ การเมืองได้ประโยชน์ ประเทศได้ประโยชน์

ผมมีข้อเสนอส่วนตัว เพื่อสร้างการเมือง เพื่อการให้ การเมืองที่ให้ประชาชนเห็นภาพการเสียสละ ไม่ใช่ให้ได้มาซึ่งการ แสวงหาอำนาจเพื่อพรรคตัวเอง เพื่อพรรคพวกตัวเองชิงความได้เปรียบเสียเปรียบ ทุกคน ทุกพรรคต้องให้ทุกคนต้องลด ทิฐิ และลดการชิงเหลี่ยม ชิงตำแหน่งอำนาจ เพื่อแต่ละฝ่าย

1. ทุกพรรคนั่งคุยกัน หานายกที่เป็นกลางมากที่สุด ใน บช นายกที่มีอยู่(ท่านประยุทธ,) เพื่อ สรรหา ครม และปฏิบัติตามมติ ของทุกพรรค ที่ประชุมร่วมกันว่าต้องทำอะไรบ้าง 1,2,3,4 ในช่วงเวลานี้ 

2. นายกฯ ไปตั้ง รมต บริหารกระทรวง เท่าที่จำเป็น ให้ไปทำภารกิจ เพื่อชาติเพื่อประเทศ ตาม มติ ของ ที่ประชุมทุกพรรคกำหนด 

3. ทุกพรรคเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ต้องส่งคนเข้ามาเป็น รมต แต่ทำหน้าที่ คอยติดตามตรวจสอบ นายกฯ ฝ่ายบริหาร ในการปฏิบัติหน้าที่ ให้เป็นไปตามกรอบคุณธรรม และกฎหมาย และมติร่วม ทปช พรรคทุกพรรค

4. กำหนดเวลา ยุบสภา ที่แน่นอน เพื่อให้ทุกพรรค ทราบเวลา และแข่งขันเป็นธรรม ของทุกพรรค จะได้ไม่ได้เปรียบเสียเปรียบ

‘ชัยวุฒิ’ โพสต์เฟซ!! ยินดี ‘อนุทิน’ นั่ง!! นายกฯ ชี้!! ผ่าทางตันให้ประเทศ เดินหน้าต่อไปได้

(6 ก.ย. 68) นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวภายหลังจากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับการโหวตให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่32ของไทยโดยระบุว่า …

ขอบคุณ สส.ทุกคนที่ช่วยกันโหวตให้ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ครับ เพราะนี่คือการผ่าทางตันให้ประเทศเดินให้เดินหน้าต่อไปได้ และขอแสดงความ ยินดีกับท่านอนุทินด้วยครับ ขอให้ทำงานอย่างราบรื่น และนำพาประเทศผ่านพ้นวิกฤต ไปให้ได้ครับ ผมเชื่อมั่นในพลังของพี่หนูครับ

สาวกพรรคส้ม ลั่น!! ถอยออกมาจาก ‘Supporter’ เป็น ‘Observer’ ชี้!! เลือกตั้งครั้งต่อไป เลือกได้แค่ พรรคการเมืองที่เลวน้อยที่สุด

(6 ก.ย. 68) ‘วรา จันทร์มณี’ โพสต์ข้อความระบุว่า ...

เมื่อผมวิจารณ์รัฐบาล คสช. ประยุทธ์ ประวิทย์ เพื่อไทย ชนชั้นนำศักดินา อย่างทะลุทะลวง ผมไปขึ้นเวที 3 นิ้ว ฝ่ายประชาธิปไตยชอบ พอใจ พอผมวิจารณ์พรรคประชาชน พวกฝ่ายประชาธิปไตยรับไม่ได้ ผมอยากให้พวกคุณเข้าใจไว้ แม้ผมจะเป็นสมาชิกพรรคประชาชน แต่ผมไม่ได้เป็นทาสพรรคประชาชน ผมมีสิทธิ์ทักท้วงวิพากษ์วิจารณ์ หากไม่เห็นด้วยในการดำเนินงานของพรรค

พวกคุณที่บอกว่ามีหัวใจประชาธิปไตย แต่พอฝ่ายที่ตัวเองชอบถูกวิจารณ์รับไม่ได้ ไม่เปิดใจรับฟัง คุณก็ไม่ต่างอะไรกับคนที่คุณว่า ผมยกตัวอย่าง กรณี มาตรา 69 พรบ. ประมง คุณหลายคนเงียบกริบ กรณี สส.พรรคประชาชนทะเล่อทะล่ามาพูด “ทหารส้นตีน” “ไปไหว้อะไรก็ไม่รู้” คุณเงียบกริบ แถมหลายคนออกมาแถช่วยหาคำอธิบายต่างๆ นานา

คุณบอกว่าที่สังคมไทยมันห่วย เพราะระบบอุปถัมภ์ ระบบพวกพ้อง แต่พอคุณสมาทานพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งขึ้นมา พรรคการเมืองนั้นกลับกลายเป็นศาสดาหรือเทพเจ้าที่ถูกทำให้ศักดิ์สิทธิ์แตะต้องวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ ผมว่านี่เป็นอันตรายอีกอย่างหนึ่งทางการเมือง

ผมทนเห็นไม่ได้หรอกที่พรรคการเมืองจะมีนโยบายไปอุ้มชูกลุ่มทุนเช่นประมงพาณิชย์ โดยทำลายความยั่งยืนของทรัพยากรทางทะเล คุณลองไปดูว่านโยบายประมงของพรรคประชาชนในสมัยพิธา นั้นส่งเสริมการทำลายทรัพยากรหรือส่งเสริมความยั่งยืนของทรัพยากร เขาพูดถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืนบ้างหรือไม่ สิ่งเหล่านี้ผมเก็บไว้ในใจนานแล้ว แต่ไม่อยากพูดเพราะถนอมน้ำใจพรรคที่ผมชอบเหมือนพวกคุณนานแล้ว แต่มันคืออะไรถ้าเราจะสงบปากสงบคำ แล้วไม่วิจารณ์การทำงานของพรรคการเมืองเลย เราก็ไม่ทุเรศต่างไปจากคนอื่นที่เราว่าหรอก

สิ่งที่ผมไม่อยากให้เกิดก็คือ การครอบงำทางการเมืองของผู้ก่อตั้งพรรค เมื่อเป็น สส. แล้วห่วงตัวเองมากกว่าสังคม คิดถึงแต่การรักษาสถานภาพหรือการชนะเลือกตั้งครั้งต่อไป และเมื่อไปสมาชิกพรรคการเมืองแล้วหลับหูหลับตาไม่วิพากษ์วิจารณ์สิ่งที่พรรคที่ตนชอบทำ มันก็ไม่ต่างอะไรกับฝ่ายอื่น

สำหรับพรรคประชาชน ตอนนี้ผมถอยออกมาจาก Supporter เป็น Observer พรรคประชาชนไม่มีอะไรพิเศษกว่าพรรคอื่น ผมจะมองดูเขาด้วยสายตาเท่ากันกับที่มองพรรคอื่น 

เมื่อถึงฤดูกาลเลือกตั้ง การเลือกตั้งของผมครั้งต่อไปก็คงเลือกได้แค่พรรคการเมืองที่เห็นว่าน่าจะเลวน้อยที่สุด

สุดท้าย พวกที่คิดว่าตัวเองมีความรู้และเป็นฝ่ายประชาธิปไตยที่มาด่าผม ผมว่าคุณไม่ได้มีความรู้มากกว่าผมและไม่ได้มีความเป็นประชาธิปไตยมากกว่าผม

‘อ.อุ๋ย’ เตือน!! ครม. ‘นายกฯ หนู’ ต้องมีความสามารถ มีจริยธรรม!! ความซื่อสัตย์สุจริต เป็นที่ประจักษ์

(6 ก.ย. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายและอดีตผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า 

ก่อนอื่นผมขอแสดงความยินดีกับว่าที่ท่านนายกคนใหม่ ซึ่งผมหวังว่าท่านจะมีความเป็นตัวของตัวเอง มีอิสระในการใช้ดุลพินิจต่าง ๆ ในการบริหารประเทศโดยไม่ตกอยู่ใต้อาณัติของบุคคล กลุ่มบุคคลหรือคลิปเสียง คลิปภาพใด ๆ อย่างไรก็ตามผมมีความกังวลเมื่อได้เห็นบุคคลบางคนในโผ ครม. ซึ่งจะมานั่งเป็นรัฐมนตรีในกระทรวงต่าง ๆ ว่าจะมีคุณสมบัติครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 โดยเฉพาะ (4) และ (5) หรือไม่ กล่าวคือ ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และ ไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

ซึ่งบางคนตามโผ ครม. เคยถูกศาลพิพากษามาแล้วว่ามีความผิดจริง แม้จะไม่ใช่ศาลไทยก็ตาม และแม้มีการล้างมลทินแล้วก็ตาม ซึ่งเป็นเพียงการลบล้างโทษ และถอนชื่อออกจากทะเบียนประวัติอาชญากรรมเท่านั้น การล้างมลทินไม่ได้ลบล้างการกระทำผิดที่เคยเกิดขึ้น การกระทำผิดนั้นยังคงได้ชื่อว่าเคยกระทำอยู่ และศาลรัฐธรรมนูญได้วางหลักไว้ในคำวินิจฉัยที่ 21/2567 หน้าที่ 23-28 ว่า “...ความหมายของคำว่า ‘ซื่อสัตย์’ และ ‘สุจริต’ มิใช่เป็นเพียงเรื่องการกระทำทุจริตหรือประพฤติมิชอบเท่านั้น แต่ต้องเป็นการกระทำให้วิญญูชนทั่วไปที่ทราบพฤติการณ์หรือการกระทำนั้น แล้วยอมรับว่าเป็นผู้มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ จึงจะถือได้ว่า เป็นผู้มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์...

...การที่นายกรัฐมนตรีจะเสนอแต่งตั้งบุคคลใดให้เป็นรัฐมนตรี มิได้อาศัยเฉพาะแต่เพียงความไว้วางใจส่วนตนโดยแท้ แต่คณะรัฐมนตรีซึ่งหมายถึงนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีแต่ละคนต้องได้รับความเชื่อถือและไว้วางใจจากสาธารณชนหรือประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริง อันเป็นความเชื่อถือและไว้วางใจในความเป็นจริงด้วย” ดังนั้น แม้เพียงการไม่มีคดีอาญาติดตัว หรือได้รับอภัยโทษ หรือเคยทำผิดแต่ได้รับการตัดสิน รอการลงโทษ ก็ไม่ได้หมายความว่า บุคคลผู้นั้นจะถือว่ามีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ เสมอไป 

และหากนายกรัฐมนตรีรู้ข้อเท็จจริงถึงคุณสมบัติของผู้ที่ตนจะแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีแล้วว่า ขาดคุณสมบัติในเรื่องของความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ แต่ก็ยังทูลเกล้า ฯ ถวายชื่อให้ทรงลงพระปรมาภิไธยอีก ก็จะถือว่านายกรัฐมนตรีผู้เสนอชื่อรัฐมนตรีนั้น ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมร้ายแรง เป็นการกระทำที่เอาประโยชน์ส่วนตนเหนือผลประเทศชาติ ถือว่านายกรัฐมนตรีไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4) (5) ไปด้วย ซึ่งจะส่งผลให้ความเป็นนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) และรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ 

ดังนั้นผมจึงอยากฝากให้ท่านนายกหนู พิจารณาแต่งตั้งคนดีมีความรู้ความสามารถ มีความรู้ลึกซึ้งในปัญหาความมั่นคงและเศรษฐกิจ ไม่ใช่คนที่รู้แต่ในตำรา เพราะตำราเศรษฐศาสตร์ ความมั่นคงและภูมิรัฐศาสตร์ที่เขียนโดยชาวตะวันตก ซึ่งใช้กันก่อนหน้านี้ถอยหลังไปห้าปีขึ้นไป จะใช้ไม่ได้แล้ว เนื่องจากโลกกำลังอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านจากยุคความเป็นมหาอำนาจโลกเจ้าเดียว (uni-polar world) ของตะวันตก ไปสู่ยุคของภาคีพหุนิยม (multi-polar world) ภายใต้หลักการของความเสมอภาค การค้าเสรี การไม่แทรกแซงในกิจการภายในของประเทศอื่น หรือการเคารพในอำนาจอธิปไตยของกันและกัน 

สรุป ผมขอให้ ครม. นายกหนู เป็น ครม. ที่ประกอบด้วยคนเก่ง คนดี มีความรู้ความสามารถ ตั้งใจทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างแท้จริง ซึ่งผมขอให้ท่านายกหนูมีความใจกว้างที่จะสรรหาคนนอก ที่มีคุณสมบัติเหล่านี้มาทำงานโดยไม่ต้องคำนึงถึงเรื่องระบบอุปถัมภ์ พรรคพวกหรือระบบโควตาพรรคการเมืองใด ๆ และผมเชื่อว่า ประชาชนจะเทคะแนนเสียงให้พรรคของท่านอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

ด้วยความปรารถนาดี


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top