Friday, 5 June 2026
ยุโรป

‘ยูนิลีเวอร์’ เตรียมปลดพนักงานครั้งใหญ่กว่า 3,200 คน  หั่นคนทิ้ง!! 1 ใน 3 ภายในสิ้นปี 68 นี้ คาดทำเพื่อฟื้นฟูองค์กร

(13 ก.ค.67) สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า ยูนิลีเวอร์ มีแผนที่จะลดพนักงาน 1 ใน 3 ของตำแหน่ง ในสำนักงานทั้งหมดในยุโรป ภายในสิ้นปี 2568 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันของประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ไฮน์ ชูมัคเกอร์ ในการฟื้นการเติบโตของบริษัท

ซีอีโอ ไฮน์ ชูมัคเกอร์ ที่เข้ามารับช่วงต่อเมื่อปีที่แล้ว ได้วางแผนในเดือนตุลาคม เพื่อเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนกลับคืนมา หลังจากที่ทำได้ไม่ดีนักในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ยูนิลีเวอร์ กล่าวกับผู้บริหารระดับสูงเมื่อวันพุธ ว่าจะมีการปลดพนักงานมากถึง 3,200 ตำแหน่งในยุโรป ภายในสิ้นปี 2568

‘อีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า เราจะเริ่มกระบวนการปรึกษาหารือกับพนักงาน ที่อาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงที่เสนอ’ โฆษกของยูนิลีเวอร์ กล่าวในอีเมล

ไฟแนนเชียล ไทมส์ รายงานรายละเอียดเป็นครั้งแรก เกี่ยวกับการปรับลดนี้ ว่าเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเพิ่มผลผลิต ที่ประกาศเมื่อเดือนมีนาคม ซึ่งรวมถึงการลดพนักงานมากถึง 7,500 คน

คอนสแตนตินา ทริบู ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล กล่าวระหว่างสนทนาทางวิดีโอว่า ผลที่คาดหวังในยุโรประหว่างปัจจุบันถึงสิ้นปี 2568 อยู่ในช่วง 3,000 – 3,200 ตำแหน่ง

‘มาตรการเหล่านี้ หมายถึงการปรับลดตำแหน่งงานที่ใหญ่ที่สุดในยูนิลีเวอร์ มานานหลายทศวรรษ’ เฮอร์มันน์ ซ็อกเกเบิร์ก หัวหน้าสภาโรงงานแห่งยุโรปของยูนิลีเวอร์กล่าว

‘รถยนต์ไฟฟ้าจีน’ คว้าส่วนแบ่งตลาดในยุโรป 11% ทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ในเดือนมิถุนายน

เมื่อวานนี้ (30 ก.ค.67) Business Tomorrow รายงานว่า รถยนต์ไฟฟ้าจากจีนคว้าส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในยุโรปไปถึง 11% ในเดือนมิถุนายน ทำสถิติสูงสุดใหม่ ขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์เร่งส่งออกเพื่อหนีภาษีที่เข้มงวดของสหภาพยุโรปซึ่งมีผลบังคับใช้ต้นเดือนนี้

ด้าน บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ คอร์ป (SAIC) เป็นผู้นำในการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้ารุ่น MG4 Hatchback จำนวนมากสู่ตัวแทนจำหน่าย ตามข้อมูลของบริษัทวิจัย Dataforce ซึ่งรวบรวมตัวเลขดังกล่าว รถยนต์ที่จดทะเบียนก่อนวันที่ 5 กรกฎาคม สามารถจำหน่ายให้กับลูกค้าได้โดยไม่ต้องเสียภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มเติม

ตัวเลขของ Dataforce แสดงให้เห็นว่า รถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์จีนมากกว่า 23,000 คัน ได้รับการจดทะเบียนทั่วทั้งภูมิภาคในเดือนดังกล่าว ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดเท่าที่เคยมีมา โดยเพิ่มขึ้น +72% เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นสองเท่าของการเพิ่มขึ้นของการจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าโดยรวมในยุโรปสำหรับเดือนมิถุนายน รถยนต์นำเข้าจากจีนของผู้ผลิตรถยนต์ตะวันตก รวมถึง Volvo Car AB, BMW AG และ Tesla ก็ต้องเสียภาษีใหม่เช่นกัน

ในช่วงเดือนต่อ ๆ ไป จะมีการจับตาอย่างใกล้ชิดว่ายอดขายจะสามารถรักษาไว้ได้หรือไม่ เนื่องจากภาษีใหม่ของสหภาพยุโรปมีผลบังคับใช้แล้ว ภาษีชั่วคราวของสหภาพยุโรปทำให้เอสเอไอซี ต้องเสียภาษีเพิ่มอีก 38% ในขณะที่ บีวายดี ต้องจ่ายภาษีเพิ่มอีก 17% จากอัตราภาษีศุลกากรเดิม 10%

อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตรถยนต์ทั้งสองทวีปกำลังเร่งเพิ่มการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในยุโรปเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีใหม่ ขณะที่ความตึงเครียดระหว่างปักกิ่งและบรัสเซลส์มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นสงครามการค้า

'ยุโรป' ทดสอบ 'ไฮเปอร์ลูป' สำเร็จเป็นครั้งแรก ที่ความเร็ว 30 กม./ชม. คาด!! พัฒนาสู่ 100 กม./ชม. ในสิ้นปีนี้ และ 700 กม./ชม.ในปี 2030

(10 ก.ย. 67) สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานว่า ความฝันที่จะเดินทางภาคพื้นดินระหว่างเมืองต่าง ๆ ของยุโรปด้วยความเร็วมากกว่า 700 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขยับเข้าใกล้ไปอีกก้าว หลังจากการทดสอบยาน ณ ศูนย์ไฮเปอร์ลูปยุโรป ประสบความสำเร็จเป็นครั้งแรก เมื่อวันจันทร์ (9 ก.ย.) เป็นการทดสอบต่อหน้าแขกผู้มีเกียรติ 300 คน ในนั้นรวมถึงเจ้าชายคอนสแตนติน แห่งเนเธอร์แลนด์ ที่ทอดพระเนตรผ่านจอยักษ์

แคปซูลลอยได้ ลายสีเทาอ่อนและเทาเข้ม ลอยอยู่ภายในอุโมงค์สีขาวความยาว 420 เมตร ตามคำสั่งของศูนย์ควบคุมภารกิจ ก่อนพุ่งออกไปด้วยแรงขับเคลื่อนพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม การทดสอบครั้งนี้ไม่มีมนุษย์อยู่ในแคปซูลแต่อย่างใด

ณ เวลานี้ แคปซูลทำความเร็วได้ค่อนข้างต่ำ แค่ราว 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ฝ่ายปฏิบัติการหวังว่ามันจะสามารถทำความเร็วแตะระดับ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในสิ้นปี ในขณะที่พวกเขาพยายามเร่งมือหาทางเปิดตัวระบบขนส่งล้ำสมัยนี้ภายในปี 2030

"เราจะพร้อมสำหรับขนส่งผู้โดยสารภายในยาน ราวปี 2030" โรเอล ฟาน เดอ ปาส ผู้อำนวยการฝ่ายการค้าของ Hardt Hyperloop บริษัทสัญชาติเนเธอร์แลนด์ ให้สัมภาษณ์กับเอเอฟพี

ฟาน เดอ ปาส เชื่อว่า มีความเป็นไปได้ที่เทคโนโลยีนี้จะเป็นตัวปฏิวัติการเดินทางในยุโรป สามารถเดินทางจากอัมสเตอร์ดัมไปยังเบอร์ลิน เพียง 90 นาที หรือไปมิลาน ใน 2 ชั่วโมง

อีลอน มัสก์ ผู้ก่อตั้งสเปซเอ็กซ์และเทสลา นำพาไฮเปอร์ลูปเข้าสู่วัฒนธรรมประชานิยม ด้วยเอกสารฉบับหนึ่งในปี 2013 เสนอ ‘การขนส่งชนิดที่ 5’ เชื่อมซานฟรานซิสโกกับลอสแองเจลิส แต่ความพยายามเปิดตัวเทคโนโลยีนี้หลายต่อหลายครั้งประสบความล้มเหลว 

โดย ริชาร์ด แบรนสัน มหาเศรษฐีชาวอังกฤษ และพวกนักวิจารณ์ต่างพากันพูดว่า คำว่า "hype (เกินจริง)" เป็นคำที่ตรงประเด็นที่สุดของชื่อ ‘ไฮเปอร์ลูป (hyperloop)’

ฟาน เดอ ปาส กล่าวว่า "ไม่ได้จะบอกว่ามันกำลังเปลี่ยนความสัมพันธ์ที่เรามีภายในยุโรป แต่มันจะเป็นการบูรณาการทวีปแห่งนี้เป็นหนึ่งเดียวกันอย่างแท้จริง"

ก้าวย่างถัดจากนี้จะเป็นการทดสอบภายใต้สภาพแวดล้อมสุญญากาศโดยสมบูรณ์ อากาศเกือบทั้งหมดจะถูกดูดออกจากท่อเพื่อลดแรงต้านของอากาศ และค่อย ๆ เพิ่มความเร็วอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ศูนย์ไฮเปอร์ลูปยุโรป (European Hyperloop Centre) เป็นโรงงานเพียงแห่งเดียวของโลก ที่มีฟีเจอร์ ‘เปลี่ยนเลน’ หรืออุโมงค์สาขาที่แยกออกมาจากเส้นทางหลัก เปิดทางให้นักวิทยาศาสตร์ทดสอบการเปลี่ยนเส้นทางด้วยความเร็ว ซึ่งสำคัญมากสำหรับการสร้างเครือข่ายอุโมงค์ไฮเปอร์ลูป

Hardt Hyperloop หวังเริ่มทำการทดสอบการเปลี่ยนเลนด้วยแคปซูลอย่างเร็วที่สุด และท้ายที่สุดแล้วก็จะสร้างศูนย์อีกแห่งที่มีขนาดใหญ่กว่า เพื่อที่สามารถทดสอบแคปซูล ไปให้ถึงระดับความเร็งสูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ฟาน เดอ ปาส ระบุว่าเป้าหมายในท้ายที่สุดของไฮเปอร์ลูป คือทดแทนเที่ยวบินยุโรประยะใกล้และการขับรถระยะไกลข้ามทวีป ซึ่งบางทีค่าตั๋วอาจพอ ๆ กับเครื่องบินสายการบินต้นทุนต่ำ

ความสำเร็จในการสร้างเครือข่ายไฮเปอร์ลูปที่ชุมชนอาจเป็นการช่วยรักษาสภาพแวดล้อมอย่างยั่งยืนเช่นกัน โดยระบบไฮเปอร์ลูปใช้พลังงานเพียงแค่ 1 ใน 10 ของธุรกิจการบิน และ 1 ใน 3 ของการขนส่งทางราง และปราศจากเสียงรบกวนโดยสิ้นเชิง เนื่องจากมันเดินทางอยู่ในอุโมงค์ปิด

เครือข่ายอุโมงค์สามารถนำไปวางตามถนนมอเตอร์เวย์สายต่าง ๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน และศูนย์ไฮเปอร์ลูปยุโรป เคยทดลองมาแล้ว ในการสร้างความกลมกลืนกับสภาพแวดล้อม ด้วยการทาสีอุโมงค์ช่วงหนึ่ง ทำให้มันดูเหมือนกับป่า

หนึ่งในความกังวลที่ถูกหยิบยกขึ้นมาบ่อยครั้งก็คือประสบการณ์ของผู้โดยสาร การกรีดร้องขณะที่พุ่งผ่านอุโมงค์แคบ ๆ ด้วยความเร็วเสียง ดังนั้นแนวคิดนี้คงไม่ใช่การเดินทางที่สะดวกสบายสำหรับทุกคน

อย่างไรก็ตาม ทาง ฟาน เดอ ปาส ให้สัญญาว่าการเดินทางด้วยไฮเปอร์ลูปจะเป็นไปอย่างราบรื่นและสะดวกสบาย เขาชี้แจงว่าไฮเปอร์ลูป ซึ่งท้ายที่สุดแล้วจะบรรทุกผู้โดยสารได้ราว 50 คนหรือมากกว่านั้น จะมีระดับการสั่นสะเทือนและสะดวกสบายพอ ๆ กับรถไฟสมัยใหม่

ก่อนหน้านี้ ‘จีน’ ได้ทำการทดสอบไฮเปอร์ลูปในโรงงาน ที่สามารถพุ่งด้วยความเร็วสูงสุด 700 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ ฟาน เดอ ปาส ยินดีต่อการแข่งขันในระดับนานาชาติ "เราต้องการการแข่งขันที่ดี และเรากำลังเดินหน้าในภารกิจเดียวกัน เราอยากทำให้การเดินทางในระยะไกลเช่นนี้ ก่อมลพิษเป็นศูนย์" เขาบอกกับเอเอฟพี "เราจับตามองในสิ่งที่คู่แข่งกำลังทำอยู่ และพวกเขาก็มองมาที่เราเช่นกัน และเมื่อรวมกันแล้ว พวกเขากำลังสร้างอุตสาหกรรมหนึ่ง ๆ ขึ้นมา"

‘ยุโรป’ เผชิญวิกฤติอาวุธ!! โรงงานผลิตกระสุน ขาดแคลนวัตถุดิบ ท่ามกลางแรงกดดัน!! จาก ‘สงครามยูเครน’ ซึ่งมีความตึงเครียด

(22 มี.ค. 68) อุตสาหกรรมการทหารของยุโรปกำลังประสบปัญหาร้ายแรง เนื่องจาก การขาดแคลนวัตถุดิบหลักในการผลิตกระสุนและวัตถุระเบิด ท่ามกลางแรงกดดันในการส่งอาวุธไปยังยูเครน

รายงานระบุว่า ในยุโรปมีเพียงไม่กี่บริษัทเท่านั้นที่สามารถผลิตไนโตรเซลลูโลส ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของดินขับกระสุน ทำให้กำลังการผลิตอาวุธของทวีปนี้ติดขัด ขณะเดียวกัน โรงงานผลิต TNT ขนาดใหญ่ในยุโรปก็มีอยู่เพียงแห่งเดียว ซึ่งไม่เพียงพอสำหรับความต้องการของอุตสาหกรรมยุทโธปกรณ์ในปัจจุบัน

นอกจากนี้ แหล่งผลิตวัตถุดิบหลักของไนโตรเซลลูโลสคือ ฝ้าย ซึ่งจีนเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลก สิ่งนี้กลายเป็น ปัญหาทางยุทธศาสตร์ที่ยุโรปไม่อาจมองข้าม เนื่องจากความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างสหภาพยุโรปและจีน

แม้ว่าบริษัทอาวุธยักษ์ใหญ่อย่าง Rheinmetall ของเยอรมนีจะประกาศเพิ่มกำลังการผลิตดินขับกระสุนขึ้น 50% ภายในปี 2028 แต่ Bloomberg ยืนยันว่า ตัวเลขนี้ยังไม่เพียงพอ ต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่ยุโรปยังคง ผลักดันสงครามในยูเครนให้ยืดเยื้อ ด้วยการส่งอาวุธและกระสุนไปให้กองทัพยูเครน ทว่าในทางกลับกัน อุตสาหกรรมของยุโรปเองอาจเป็นฝ่ายล่มสลายก่อนที่สงครามจะยุติ

ยุโรปจะสามารถรักษาการสนับสนุนยูเครนได้นานแค่ไหนในภาวะที่กำลังผลิตของตัวเองกำลังถึงขีดจำกัด!!

‘เจ้าชายวิลเลียม’ ทรงสวมชุดทหารเต็มยศ เยี่ยมกองทัพอังกฤษในเอสโตเนีย เพื่อเน้นย้ำ!! การสนับสนุนของสหราชอาณาจักร ต่อปฏิบัติการของ NATO

(22 มี.ค. 68) เจ้าชายวิลเลียม มกุฎราชกุมารแห่งอังกฤษ และพระโอรสองค์โตของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ เสด็จไปยังค่ายทหารในเมืองทาปา ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนรัสเซียประมาณ 200 กิโลเมตร (125 ไมล์) โดยทรงตรวจสอบยานเกราะรบของทหารราบและทรงขึ้นรถถัง ขณะสวมชุดลายพรางของกองทัพ

อังกฤษมีทหารประมาณ 900 นายประจำการในเอสโตเนียและโปแลนด์ ภายใต้ 'Operation Cabrit' ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเสริมกำลังของ NATO บริเวณแนวรบด้านตะวันออก เพื่อตอบโต้การรุกรานยูเครนของรัสเซีย

การเสด็จเยือนเป็นเวลา 2 วันของเจ้าชายวิลเลียมมีขึ้นในขณะที่อังกฤษและพันธมิตรยุโรปกำลังเพิ่มงบประมาณกลาโหม เพื่อตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ที่ต้องการให้ชาติ NATO อื่น ๆ มีส่วนร่วมมากขึ้นในการรักษาความมั่นคงของยุโรป

เจ้าชายทรงยืนอยู่หน้าลวดหนามและควันสีเหลืองขณะทอดพระเนตรการฝึกซ้อมรบในสนามเพลาะ และทรงร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีส่งมอบกำลังพลจาก Royal Dragoon Guards ที่เพิ่งสิ้นสุดภารกิจ ให้แก่ Mercian Regiment ซึ่งจะเข้าประจำการเป็นเวลาหกเดือน โดยเจ้าชายวิลเลียมทรงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกิตติมศักดิ์ของกองพันดังกล่าว

"ตั้งแต่การฝึกภาคสนามไปจนถึงการใช้อาวุธ ระบบปฏิบัติการภาคสนามนี้มีความสำคัญมาก!! น่าทึ่งที่ได้เห็นความทุ่มเท และความสามารถของทหารของเราในการปฏิบัติงาน" สำนักงานของพระองค์ที่พระราชวังเคนซิงตันโพสต์ข้อความลงใน X (Twitter เดิม)

การเสด็จเยือนครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกของเจ้าชายในรัฐบอลติก ก่อนหน้านี้เมื่อสองปีที่แล้ว พระองค์เคยเสด็จไปยังโปแลนด์เพื่อเยี่ยมทหารอังกฤษที่ให้การสนับสนุนยูเครน

นอกจากนี้ เจ้าชายยังทรงพบปะกับทหารเพื่อรับฟังประสบการณ์ของพวกเขาระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ และหารือเกี่ยวกับสวัสดิการด้านสุขภาพจิตกับเจ้าหน้าที่สนับสนุนทางสังคมของกองทัพ

เดินทางเข้าสหรัฐฯ เสี่ยงถูกส่งกลับโดยไม่ทราบสาเหตุ LGBTQ+ อาจเจออุปสรรคหนัก หลังทรัมป์ประกาศนโยบายจำกัดเพศ

(25 มี.ค. 68) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หลายประเทศในยุโรปออกคำเตือนแก่พลเมืองของตนเกี่ยวกับความเสี่ยงในการเดินทางเข้าสหรัฐฯ หลังมีรายงานเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจจากยุโรปถูกกักตัวที่สนามบิน ถูกสอบสวนอย่างเข้มงวด และบางรายถูกส่งตัวกลับโดยไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจน

รัฐบาลฝรั่งเศส เยอรมนี และเนเธอร์แลนด์ เป็นหนึ่งในประเทศที่ออกแถลงการณ์เตือนพลเมืองให้ระมัดระวังในการเดินทางเข้าสหรัฐฯ โดยระบุว่าผู้โดยสารบางรายแม้จะมีวีซ่าถูกต้องหรือเดินทางภายใต้โครงการ Visa Waiver Program (VWP) ก็ยังเผชิญกับการปฏิเสธเข้าเมืองโดยเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐฯ

กระทรวงการต่างประเทศของเยอรมนีแนะนำให้พลเมืองที่มีแผนเดินทางไปสหรัฐฯ “เตรียมเอกสารประกอบให้ครบถ้วน และพร้อมรับมือกับกระบวนการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้น” ขณะที่รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ระบุว่า “มีพลเมืองถูกกักตัวหลายชั่วโมงโดยไม่มีการชี้แจงสาเหตุที่ชัดเจน”

นอกจากคำเตือนเรื่องการตรวจคนเข้าเมืองที่เข้มงวดขึ้นแล้ว กระทรวงการต่างประเทศเดนมาร์ก ได้ออกคำแนะนำเพิ่มเติมบนหน้าเว็บไซต์ทางการ โดยระบุว่า พลเมืองข้ามเพศ หรือชาว LGBTQ+ ทั้งหลาย ที่ต้องการเดินทางเข้าสหรัฐฯ ควรตระหนักถึงความเสี่ยงที่อาจเพิ่มขึ้น หลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศว่าสหรัฐฯ จะรับรองเพียงสองเพศ คือ ชาย และ หญิง เท่านั้น

แถลงการณ์ของรัฐบาลเดนมาร์กระบุว่า “ถือแค่พาสปอร์ต เดินสวย-หล่อเข้าเมืองแบบที่แล้วมาไม่ได้อีกแล้ว” พร้อมแนะนำให้ชาว LGBTQ+ ที่ต้องการเดินทางเข้าสหรัฐฯ ตรวจสอบข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับกฎหมายท้องถิ่นและมาตรการของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง เพื่อลดความเสี่ยงในการเผชิญกับการปฏิเสธเข้าเมืองหรือถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม

นักวิเคราะห์บางรายเชื่อว่าแนวโน้มดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการที่สหรัฐฯ เพิ่มมาตรการคัดกรองเข้มงวดขึ้นจากเหตุผลด้านความมั่นคง โดยเฉพาะในช่วงที่มีความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างสหรัฐฯ และบางประเทศในยุโรปเกี่ยวกับประเด็นเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ขณะที่ทางการสหรัฐฯ ยังไม่มีคำชี้แจงอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายตรวจคนเข้าเมือง แต่กระแสความกังวลในยุโรปอาจส่งผลต่อกระแสการเดินทางและความสัมพันธ์ระหว่างสองฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกในอนาคต

ทั้งนี้ นักเดินทางจากยุโรปที่มีแผนจะเดินทางเข้าสหรัฐฯ จึงถูกแนะนำให้ตรวจสอบข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับมาตรการเข้าเมือง และเตรียมพร้อมสำหรับการถูกสอบสวนที่อาจเกิดขึ้นก่อนเดินทางเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่ไม่คาดคิด

จีนส่งออกไปสหรัฐฯ ดิ่งหนักสุดรอบ 5 ปี ค้ากับยุโรป-อาเซียนพุ่งแทนที่ โตแตะแสนล้านดอลล์

(10 มิ.ย. 68) การส่งออกของจีนไปยังสหรัฐอเมริกาในเดือนพฤษภาคม 2025 ลดลงถึง 34.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ถือเป็นการลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2020 ขณะที่การนำเข้าจากสหรัฐฯ ก็ลดลงกว่า 18% ส่งผลให้ดุลการค้าของจีนกับสหรัฐฯ หดตัวลง 41.55% เหลือ 18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

แม้การค้ากับสหรัฐฯ จะลดลง แต่จีนยังคงรักษาการเติบโตของการส่งออกโดยรวมได้ที่ 4.8% ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งต่ำกว่าที่คาดไว้เล็กน้อย ขณะที่การนำเข้าลดลง 3.4% จากภาวะอุปสงค์ในประเทศที่ยังอ่อนแอ

การค้ากับสหรัฐฯ ที่ชะลอตัว ทำให้จีนเร่งปรับทิศทางการส่งออกไปยังตลาดอื่น โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เพิ่มขึ้นเกือบ 15% สหภาพยุโรปเพิ่มขึ้น 12% และแอฟริกาเพิ่มขึ้นกว่า 33% ส่งผลให้ดุลการค้ารวมของจีนในเดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้น 25% จากปีก่อนหน้า แตะ 103,200 ล้านดอลลาร์

ภายใต้แรงตึงเครียดทางการค้า จีนและสหรัฐฯ ยังคงใช้มาตรการภาษีตอบโต้ แม้สหรัฐฯ จะลดภาษีสินค้าจีนจาก 145% เหลือ 51.1% แต่จีนยังเก็บภาษีสินค้าสหรัฐฯ อยู่ที่ 32.6% การปรับเปลี่ยนทิศทางการค้าครั้งนี้สะท้อนยุทธศาสตร์ของจีนที่พึ่งพาตลาดทางเลือกในช่วงวิกฤต

ขณะที่สหรัฐฯ ถอยห่างจากจีน แต่ยุโรปกลับเดินเกมตรงข้าม โดยเพิ่มการค้ากับจีนอย่างต่อเนื่อง บริษัทในยุโรปไม่ได้ถูกกดดันให้กระจายห่วงโซ่อุปทานออกจากจีนเท่ากับฝั่งสหรัฐฯ ทำให้ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างจีนกับยุโรปยังแน่นแฟ้น ส่งผลให้จีนสามารถชดเชยการส่งออกที่หายไปจากตลาดสหรัฐฯ ได้บางส่วน

นักยุทธศาสตร์ชี้ “สงครามโลกครั้งที่ 3 เริ่มแล้ว” ‘ยุโรป-อเมริกา’ รุมกำจัด ‘รัสเซีย’ ไม่ใช่แค่คุมยูเครน

(15 ก.ค. 68) ดมิตรี เทรนิน (Dmitri Trenin) นักยุทธศาสตร์ชาวรัสเซีย ออกบทวิเคราะห์ชี้ว่า สงครามโลกครั้งที่ 3 ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วในรูปแบบใหม่ที่ไม่เหมือนยุคก่อน ไม่ใช่การบุกแบบยุทธการบาร์บาร็อสซา หรือภาวะตึงเครียดแบบวิกฤตคิวบา แต่เป็นสงครามที่แพร่กระจายหลายมิติ ทั้งการทหาร เศรษฐกิจ และข้อมูล โดยมีคู่ขัดแย้งหลักคือ “ตะวันตก” กับ “รัสเซีย-จีน-อิหร่าน”

เทรนินมองว่า สำหรับรัสเซียสงครามเริ่มมาตั้งแต่ปี 2014 ขณะที่ตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐฯ พยายามทำทุกทางเพื่อสกัดไม่ให้รัสเซียและจีนกลายเป็นมหาอำนาจ ทั้งในเชิงอุดมการณ์และอำนาจระหว่างประเทศ โดยใช้มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจ การโจมตีทางไซเบอร์ การสร้างความปั่นป่วนภายใน และแม้แต่การลอบสังหาร

นักยุทธศาสตร์ชาวรัสเซียรายนี้ย้ำว่า เป้าหมายของตะวันตกไม่ใช่แค่ชนะในสนามรบ แต่คือการล่มสลายของประเทศรัสเซียจากภายใน ผ่านความไร้เสถียรภาพ เศรษฐกิจทรุด และความแตกแยกในสังคม พร้อมอ้างว่า “ความเป็นมนุษย์” ของชาวรัสเซียถูกลดทอนผ่านการโฆษณาชวนเชื่อในโลกตะวันตก ซึ่งใช้ทั้งสื่อ ข้อมูลเท็จ และการควบคุมความคิดเห็น

โดยเทรนินเสนอว่า รัสเซียต้องตอบโต้ด้วยการระดมทรัพยากรภายในประเทศอย่างชาญฉลาด ไม่ใช่แค่กำลังทหาร แต่รวมถึงเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และประชากร พร้อมขยายพันธมิตร เช่น เบลารุส เกาหลีเหนือ และหาพันธมิตรเพิ่มในภูมิภาคอื่น 

สุดท้าย เขาเตือนว่ารัสเซียไม่ควรกลัวการยกระดับ แม้แต่การใช้อาวุธพิเศษอย่าง “นิวเคลียร์” หากสถานการณ์จำเป็น พร้อมย้ำว่าสงครามครั้งนี้ไม่มีที่ให้กับการประนีประนอมอีกต่อไป และรัสเซียต้องกล้าเดินเกมเชิงรุก หากไม่อยากตกเป็นฝ่ายพ่ายในระเบียบโลกใหม่ที่กำลังจะถูกกำหนดขึ้น

รัสเซียเร่งส่งออกก๊าซ LPG ไปจีน 750,000 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 67 ส่งกว่า 450,000 ตัน โตราว 66%

(18 ก.ค. 68) รัสเซียเพิ่มการส่งออก 'ก๊าซปิโตรเลียมเหลว' หรือ LPG ไปยังจีนอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้คาดว่าจะส่งได้ถึง 750,000 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่ส่งไป 450,000 ตัน คิดเป็นการเติบโตราว 66% โดยช่วง 5 เดือนแรกของปี รัสเซียส่งออกไปทางรถไฟแล้ว 230,000 ตัน และน่าจะเพิ่มเป็น 550,000-600,000 ตันภายในสิ้นปี ส่วนที่เหลือจะส่งทางรถบรรทุก

แม้จีนจะผลิตก๊าซเองได้ถึง 50 ล้านตัน และนำเข้าอีก 35 ล้านตัน แต่ยังต้องการกระจายความเสี่ยงจากปัญหาสงครามภาษี จึงเปิดรับก๊าซจากรัสเซียมากขึ้น อย่างไรก็ตาม รัสเซียยังไม่มีท่าเรือในภาคตะวันออกไกลสำหรับเรือบรรทุกก๊าซ จึงต้องใช้เส้นทางรถไฟและถนนเป็นหลัก

ก่อนหน้านี้ รัสเซียเคยส่งก๊าซแอลพีจีไปยุโรปถึง 4 ล้านตันต่อปี แต่หลังถูกคว่ำบาตรในปี 2023 ก็เหลือไม่ถึง 3 ล้านตัน ทำให้ต้องหาตลาดใหม่ เช่น จีน คาซัคสถาน อัฟกานิสถาน และประเทศในเอเชียกลาง

ทามารา ซาโฟโนวา (Tamara Safonova) ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำมันและก๊าซของรัสเซียชี้ว่า จีนเป็นตลาดสำคัญที่ยังไม่ถูกคว่ำบาตร แต่รัสเซียยังเจออุปสรรคจากการขาดรถขนส่ง และความล่าช้าที่ด่านชายแดน แต่ความร่วมมือของทั้งสองประเทศยังคงแน่นแฟ้น โดยเฉพาะในช่วงที่โลกเผชิญความตึงเครียดทางการเมืองและเศรษฐกิจ

‘เจดี แวนซ์’ รองปธน.สหรัฐฯ ชี้ยุโรปต้องรับบทหลัก ดูแลความมั่นคง ‘ยูเครน’ หลังสิ้นสุดสงคราม ไม่ใช่สหรัฐฯ

(22 ส.ค. 68) เจดี แวนซ์ (James David Vance) รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่า หากสงครามรัสเซีย-ยูเครนสิ้นสุดลง ประเทศในยุโรปจะต้องเป็นผู้รับภาระหลักด้านความมั่นคงของยูเครน แทนที่จะให้สหรัฐฯ แบกรับฝ่ายเดียว โดยย้ำว่าวอชิงตันพร้อมช่วยเหลือหากจำเป็นเพื่อหยุดสงคราม แต่ยุโรปต้องแสดงบทบาทนำ 

คำกล่าวของแวนซ์มีขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่งปฏิเสธแนวคิดส่งทหารอเมริกันไปยูเครน แต่ยังเปิดทางสนับสนุนทางอากาศ พร้อมระบุว่ายุโรปควรเป็น “แนวป้องกันด่านแรก” ขณะที่สหรัฐฯ จะให้ความช่วยเหลือจากแนวหลัง 

ประเด็นหลักที่ยังถกเถียงกันคือการรับประกันความมั่นคงของยูเครนหลังสงคราม โดยทรัมป์ไม่สนับสนุนการรับยูเครนเข้าเป็นสมาชิก NATO แต่มีการหารือถึงข้อตกลงลักษณะคล้ายมาตรา 5 ของ NATO ซึ่งกำหนดว่าการโจมตีสมาชิกหนึ่งประเทศคือการโจมตีสมาชิกทั้งหมด 

ด้านรัสเซียแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจน โดยเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ (Sergey Lavrov) รัฐมนตรีต่างประเทศ ระบุว่า มอสโกต้องมีส่วนร่วมในการเจรจาความมั่นคง เพราะหากตัดรัสเซียออกไปก็จะ “ไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริง” และย้ำว่าการมีทหาร NATO ตามแนวชายแดนรัสเซียเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ 

แม้ยังมีความเห็นต่าง แต่แวนซ์ยืนยันว่าความพยายามเจรจาของรัฐบาลทรัมป์เริ่มเห็น 'ความก้าวหน้า' เนื่องจากทั้งฝ่ายรัสเซียและยูเครนได้เริ่มพูดคุยถึงรายละเอียดที่อาจนำไปสู่การยุติการสู้รบ และความสูญเสียที่ยืดเยื้อมานานกว่า 3 ปีครึ่ง 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top