Thursday, 4 June 2026
ยาเสพติด

ผบ.นบ.ยส.24 โชว์ผลงานการปฏิบัติงานรอบ 1 ปี ยึดยาบ้า 150 ล้านเม็ดเศษ ไอซ์ 8,516 กิโลกรัม เฮโรอีน 151 กก.,เคตามีน 796 กิโลกรัม และอื่นๆ รวมเป็นมูลค่าทั้งสิ้นมากถึง หนึ่งหมื่นล้านบาทเศษ

เมื่อวานนี้ (17 ก.ย.68) เวลา 1100 น. ที่โรงแรมฟอร์จูน ริเวอร์วิว นครพนม อำเภอเมืองนครพนม​ จังหวัดนครพนม พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2/ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการ สกัดกั้น และปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24) เป็นประธาน การประชุมสรุปผลการปฏิบัติงานประจำปีงบประมาณ 2568  (ทบทวนหลังปฏิบัติงาน ตุลาคม 2567 – กันยายน 2568) และการประชุมเชิงปฏิบัติการจัดทำแผนการปฏิบัติการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด ระดับจังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประจำปีงบประมาณ 2569 ห้วงวันที่ 16 - 17 กันยายน 2568 โดยมีหน่วยงาน ส่วนราชการในพื้นที่ 7 จังหวัด 25 อำเภอชายแดน จำนวน 95 หน่วย ในพื้นที่รับผิดชอบของหน่วยบัญชาการ สกัดกั้น และปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ ชายแดน​ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน เข้าร่วมประชุม เพื่อระดมความคิดวิเคราะห์ ทบทวนสถานการณ์ในแต่ละมาตรการ, ผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมา, ปัญหาอุปสรรค ในการดำเนินงานในพื้นที่ และกำหนดประเด็นการพัฒนา ตามบริบทในพื้นที่ 

เพื่อเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็น วิเคราะห์ปัญหาอุปสรรค ในการปฏิบัติงานร่วมกัน และเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาในการปฏิบัติงาน เพื่อให้การปฏิบัติงานเกิดการบูรณาการร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน มุ่งสู่การแก้ไขปัญหายาเสพติดให้หมดไปจากสังคมไทยอย่างยั่งยืน โดยในวันนี้ มทภ.2/ ผบ.นบ.ยส.24 กรุณารับฟังการบรรยายสรุปผลการปฏิบัติงานและผลการทบทวนหลังการปฏิบัติในภาพรวมของหน่วย ประจำปีงบประมาณ 2568 จาก รองผู้อำนวยการส่วนอำนวยการ นบ.ยส.24 และกรุณามอบใบประกาศเกียรติคุณให้แก่หน่วยที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่น จำนวน 10 หน่วย และมอบรางวัลให้แก่หน่วยที่มีผลการตรวจยึดและจับกุมดีเด่น จำนวน 40 หน่วย พร้อมทั้งกล่าวปิดการประชุมสรุปผลการปฏิบัติงานและทบทวนหลังการปฏิบัติ ประจำปีงบประมาณ 2568 

สถานการณ์ด้านยาเสพติดในพื้นที่รับผิดชอบ ซึ่งรัฐบาลได้ออกประกาศเรื่องกำหนดพื้นที่ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนและผู้รับผิดชอบเพื่อป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ปีงบประมาณ 2568 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีพื้นที่อำเภอชายแดนเป็นพื้นที่ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนใน 7 จังหวัด 25 อำเภอ และมอบให้กองทัพภาคที่ 2 จัดตั้งหน่วยบัญชาการสกัดกั้น และปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ นบ.ยส.24 ขึ้นโดยมี แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ผบ.นบ.ยส.24) ภารกิจในวางแผน บูรณาการ อำนวยการ ประสานงาน ในการสกัดกั้นการลักลอบนำเข้า-ส่งออก ยาเสพติดสารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์, ปราบปรามเครือข่ายค้ายาเสพติด, บำบัดผู้ป่วยจิตเวชยาเสพติด, จัดตั้งหมู่บ้านชุมชนเข้มแข็งเอาชนะยาเสพติด, ประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งแก้ไขปัญหายาเสพติด ด้านอื่นๆ ในพื้นที่ชายแดนของจังหวัดเลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และ อุบลราชธานี เพื่อให้พื้นที่รับผิดชอบปลอดจากการลักลอบนำเข้ายาเสพติด ไม่มีการแพร่ระบาดของยาเสพติด ปัญหายาเสพติดด้านอื่นๆ ได้รับการแก้ไข ประชาชนเกิดความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินได้อย่างยั่งยืนและได้ยึดถือกรอบแนวทางการปฏิบัติของ ป.ป.ส. ใน 6 มาตรการหลัก คือ มาตรการสกัดกั้น, มาตรการปราบปราม, มาตรการป้องกัน, มาตรการบำบัด, มาตรการบูรณาการ และมาตรการประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งทุกภาคส่วนจะต้องร่วมกันขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กัน ในทุกมาตรการ เพื่อให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

การปฏิบัติงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ตามแนวชายแดน เป็นการบูรณาการระหว่างหน่วยงานในพื้นที่ร่วมกับกองกำลังป้องกันชายแดนในการซีลแนวชายแดน ประกอบด้วย กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี กองกำลังสุรนารี และพื้นที่ที่รัฐบาลกำหนดให้เป็นพื้นที่ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนใน 7 จังหวัด 25  อำเภอ มีหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (นบ.ยส.24) เป็นหน่วยรับผิดชอบ ในเขตพื้นที่ตอนในดำเนินการ โดย กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรจังหวัด (กอ.รมน.จังหวัด) ทั้ง 20 จังหวัดบูรณาการกับส่วนราชการในจังหวัด ร่วมกันดำเนินการ 

ผลจากการดำเนินงานด้านยาเสพติดตั้งแต่ โดยสรุปสถิติและการปฏิบัติที่สำคัญแต่ละมาตรการตั้งแต่ (ตั้งแต่ 1 ต.ค 67 –  31 ส.ค. 68) ในพื้นที่รับผิดชอบของ นบ.ยส.24 สามารถจับกุม จำนวน 1,084 ครั้ง, ผู้ต้องหา 1,453 ราย ของกลาง ยาบ้าหนึ่งร้อยห้าสิบล้านเม็ดเศษ (150,594,083 เม็ด),ไอซ์ 8,516 กิโลกรัมเฮโรอีน 151 กก.,เคตามีน 796 กิโลกรัมและอื่นๆ รวมเป็นมูลค่าทั้งสิ้นมากถึง หนึ่งหมื่นล้านบาทเศษ (10,712,934,283 บาท)

การตรวจยึดจับกุมที่สำคัญ ได้แก่ การตรวจยึดยาบ้าหลักล้านเม็ดขึ้นไป จำนวน 47 ครั้ง ยาบ้าหลักแสนเม็ดขึ้นไป จำนวน 110 ครั้ง โดยตรวจยึดได้มากที่สุดในพื้นที่จังหวัดนครพนม (32,694,472 เม็ด) รองลงมา คือ จังหวัดหนองคาย (30,043,699 เม็ด) และ จังหวัดมุกดาหาร (29,757,591 เม็ด)การตรวจยึด และไอซ์ หลัก 100 กิโลกรัมขึ้นไป จำนวน 24 ครั้ง โดยพื้นที่ที่มีการตรวจยึดจับกุม มากที่สุด คือ จังหวัดเลย (3,032 กก.) และรองลงมา คือ จังหวัดนครพนม (2,736 กก.)

ยะลา - ฉก.ทพ.41 ผนึกกำลังผู้นำท้องถิ่น–ศาสนา และกลุ่มจิตอาสา รณรงค์สร้างความเข้าใจโทษภัยยาเสพติด คุมเข้มขายพืชกระท่อมใกล้สถานศึกษา

(29 ก.ย. 68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 41 (ฉก.ทพ.41) ต.วังพญา อ.รามัน จ.ยะลา นำโดย พ.อ.จตุพร ธานีพัฒน์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 41 มอบหมายให้ ฝ่ายกิจการพลเรือน กองร้อยทหารพรานที่ 4113 และ หมวดทหารพรานหญิง ร่วมกับชุดเสริมสร้างความเข้าใจที่ 2 หน่วยเฉพาะกิจยะลา พร้อมด้วย กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 2 , หมู่ที่ 3 , ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน , ผูัช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ (ผรส.) และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) , ผู้นำศาสนา เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง กลุ่มจิตอาสาญาลานันบารู และ ชมรมดาหลา ได้ลงพื้นที่ เพื่อพบปะประชาชนและบุคลากรทางการศึกษา

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นที่บ้านโต๊ะปาเก๊ะ หมู่ที่ 2 และบ้านตาลาแน หมู่ที่ 3 ต.วังพญา อ.รามัน จ.ยะลา โดยมี นักเรียนจากโรงเรียนตาดีกา ของศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิดอัลฟัลลาฮุลอามีลีน และสถาบันปอเนาะ เข้าร่วม เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโทษภัยของยาเสพติด รวมถึงชี้แจงข้อกฎหมายใหม่เกี่ยวกับพืชกระท่อม ตามพระราชบัญญัติพืชกระท่อม พ.ศ.2565 และประกาศกำหนดสถานที่ วิธีการ หรือลักษณะต้องห้ามในการจำหน่าย พ.ศ.2568

ทั้งนี้ กฎหมายดังกล่าวห้ามจำหน่ายใบกระท่อมและน้ำต้มใบกระท่อมในรัศมีไม่เกิน 1,000 เมตรจากสถานศึกษา รวมถึงห้ามขายในลักษณะการเร่ขายหรือแผงลอย โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 12 ตุลาคม 2568 หลังตรวจสอบพบแนวโน้มการใช้ผิดวัตถุประสงค์เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงเดินหน้าสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชน พร้อมให้ความรู้เกี่ยวกับโทษของการใช้พืชกระท่อมเกินขนาด การเลิกใช้สารเสพติด และแนวทางบำบัดอย่างถูกวิธี เพื่อสร้างความมั่นใจและความอุ่นใจให้แก่ผู้ปกครอง ชุมชน และสถาบันการศึกษาในพื้นที่

ร.อ.สุทธิชา นาเพชร ผู้บังคับกองร้อยทหารพรานที่ 4113 เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้เป็นการสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนและเยาวชนเกี่ยวกับโทษภัยของยาเสพติดและพืชกระท่อม สืบเนื่องจากคำสั่งของ พ.อ.จตุพร ธานีพัฒน์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 41 ที่ได้มอบหมายให้กำลังพลในพื้นที่บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินหน้าขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ตามนโยบายของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ซึ่งที่ผ่านมา หน่วยได้ร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับผู้นำท้องถิ่น ผู้นำศาสนา และภาคประชาชน ลงพื้นที่จัดกิจกรรมรณรงค์ให้ความรู้เกี่ยวกับโทษภัยยาเสพติดแก่เยาวชน ทั้งในสถานศึกษาของรัฐ โรงเรียนเอกชนสอนศาสนา และสถาบันปอเนาะ ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงสำคัญ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งต่อสุขภาพตนเอง ครอบครัว ชุมชน และสังคมในวงกว้าง

ร.อ.สุทธิชา ยังกล่าวอีกว่า ทางผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 41 ได้เน้นย้ำว่า การแก้ปัญหายาเสพติดไม่สามารถดำเนินการเพียงลำพัง ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างต่อเนื่องจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการผลักดันให้ผู้ที่ยังมีพฤติกรรมเสพสมัครใจเข้ารับการบำบัดฟื้นฟูตามนโยบายภาครัฐ

สำหรับปัญหาพืชกระท่อม ซึ่งเป็นกระแสที่แพร่ระบาดในปัจจุบันนั้น เจ้าหน้าที่ได้เร่งประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่ เกี่ยวกับข้อกฎหมายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดฉบับใหม่ พร้อมแสดงเจตนารมณ์จริงจังในการแก้ปัญหา หากพบการปลูกและจำหน่ายอย่างผิดกฎหมาย อาจต้องดำเนินมาตรการขั้นเด็ดขาด เช่น การโค่นและทำลายต้นกระท่อม เพื่อยืนยันจุดยืนของหน่วยและชุมชนร่วมกัน

ร่วมสร้างภูมิคุ้มกัน สังคมประมงปลอดภัย ไร้ยาเสพติด ⚓️

(9 ต.ค. 68) พล.ร.ต. อโศก ศรีสวัสดิ์ ผอ.สน.ฝอ.ศรชล.ภาค 1 เข้าร่วมพิธีเปิดโครงการ “แรงงานประมงรู้เท่าทัน สร้างภูมิคุ้มกันต้านยาเสพติด” ณ ห้องราชาวดีบอลรูม โรงแรมไอธารา รีสอร์ท แอนด์ สปา อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งจัดโดย สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดเพชรบุรี เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่แรงงานภาคประมง รวมถึงผู้ประกอบกิจการในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ เพชรบุรี สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร ให้ตระหนักถึงโทษและพิษภัยของยาเสพติด พร้อมร่วมมือกันป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด

ภายในงานมีพิธีเปิดโดย เรือเอกสาโรจน์ คมคาย อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการพร้อมการบรรยายให้ความรู้และกิจกรรมรณรงค์ประชาสัมพันธ์ด้านการป้องกันยาเสพติดให้แก่พี่น้องชาวประมง

ในโอกาสนี้ ศรชล.ภาค 1 ได้ร่วมจัดบูทนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับภารกิจของศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล พร้อมเผยแพร่ช่องทางการแจ้งเหตุเมื่อประสบอุบัติเหตุหรือเหตุฉุกเฉินทางทะเล เพื่อสร้างการรับรู้และส่งเสริมความปลอดภัยให้แก่แรงงานภาคประมงในพื้นที่

มุกดาหาร -สิงห์เมืองมุก ผนึกกำลัง สิงห์ดงหลวง! บุกจับผู้ค้ายาเสพติดกลางผึ่งแดด ยึดยาบ้า 400 เม็ด

เมื่อวานนี้ (15 ต.ค. 68) นายชายสิทธิ์ สุวรรณโชติ นายอำเภอเมืองมุกดาหาร / ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดอำเภอเมืองมุกดาหาร (ศป.ปส.อ.เมืองมุกดาหาร) ได้สั่งการให้นางสาวธัญญารัตน์ เหล่าบุตรศรี ปลัดอำเภอ หัวหน้าชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองอำเภอเมืองมุกดาหาร (สิงห์เมืองมุก) พร้อมสมาชิก อส. ร้อย อส.อ.เมืองมุกดาหารที่ 2 บูรณาการร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดอำเภอดงหลวง ภายใต้การอำนวยการของนายพิเชษฐ์ ศรีมารุต นายอำเภอดงหลวง (ผอ.ศป.ปส.อ.ดงหลวง) โดยมีนายชัช โชติชูชัย ปลัดอำเภอ หัวหน้าชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองอำเภอดงหลวง (สิงห์ดงหลวง) พร้อมสมาชิก อส. ร้อย อส.อ.ดงหลวงที่ 8 ร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบ หลังได้รับร้องเรียนว่ามีผู้มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติดในเขตพื้นที่ตำบลผึ่งแดด อำเภอเมืองมุกดาหาร

ผลการปฏิบัติ เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้จำนวน 2 ราย พร้อมของกลางยาบ้า 400 เม็ด โดยแจ้งข้อกล่าวหา “จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยผิดกฎหมาย” จำนวน 1 ราย และ“เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย” จำนวน 1 ราย จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.ผึ่งแดด อำเภอเมืองมุกดาหาร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

นครปฐม-ตำรวจภูธรภาค 7 แถลงผลปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด 4.1 ล้านเม็ด และคดีอาชญากรรมที่สำคัญ

ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 7 พร้อมด้วย พล.ต.ต.ชมชวิณ ปุระธนานนท์, พล.ต.ต.ปิติ นฤขัตรพิชัย และ พล.ต.ต.ประสพชัย  มัตสยะวนิชกูล รองผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 7, พล.ต.ต.กานต์  ธรรมเกษม ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 7, นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชจังหวัดนครปฐม, พล.ต.ต.พิทักษ์ อุปพงษ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงผลปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด ตามนโยบายรัฐบาล โดยได้ทำการจับกุมนายประภากร หรือยุ่ง (นามสมมุติ)อายุ 42 ปี ชาวตำบลคลองตาคต อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ได้ที่บริเวณสี่แยกปากท่อ ถนนเพชรเกษม ตำบลดอนทราย อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2568 เวลาประมาณ 03.00 น. พร้อมของกลาง ประกอบด้วย ยาบ้า 4,100,000 เม็ด มูลค่ากว่า 40 ล้านบาท เคตามีน 3.15 กรัม รถยนต์ 3 คัน และโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง โดยผู้ต้องหามีพฤติกรรมจากการสืบข้อมูลทางว่ามีความเกี่ยวข้องกับผู้ค้ายาเสพติดในจังหวัดราชบุรี และได้มีการติดตามความคืบหน้ากว่าสี่เดือน 

จึงทราบว่าจะมีการลักลอบนำยาบ้าเข้าสู่จังหวัดราชบุรีโดยใช้ยานพาหนะสี่คัน ซึ่งเมื่อเป้าหมายไปถึงจึงได้มีการปิดล้อมและสามารถจับกุมพร้อมของกลางได้เป็นจำนวนมาก

โดยนางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ได้กล่าวถึงการดำเนินการประสานงานความร่วมมือระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองจังหวัดนครปฐม เจ้าหน้าที่ทหาร และอีกหลายภาคส่วน อาทิ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้มีการประสานความร่วมมือกันอย่างชัดเจนและได้มีการใช้เทคโนโลยีด้วยการติดตามผู้ต้องหาและขบวนการผู้ค้ายาเสพติดจากกล้องวงจรปิด หรือ CCTV ที่มีอยู่รอบเมืองจึงทำให้การดำเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจังหวัดนครปฐมยืนยันว่าจะมีการประสานความร่วมมือกับทุกหน่วยงานเพื่อทำให้เกิดความผาสุกกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างชัดเจน

นอกจากนี้ได้มีการแถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาก่อเหตุอาชญากรรมหลายคดี ได้แก่ คดีก่อเหตุแทงกันทำร้ายร่างกายจนจนถึงชีวิต คดีเกี่ยวกับการรับจ้างยิงเพื่อหักยอดหนี้มูลค่ากว่า 130 ล้านบาท และคดีที่มีมีการยิงกันระหว่างพ่อตาและลูกเขย ซึ่งเกิดขึ้นในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 7 ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้สนธิระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ จังหวัดนครปฐม กอ.รมน.จังหวัดนครปฐม ทำให้มีผลการปฏิบัติการที่มีประสิทธิภาพและเป็นการเริ่มปฏิบัติการเพิ่มความเข้มข้นในการป้องกันเหตุและติดตามจับกลุ่มผู้ต้องหาหลังก่อเหตุ ซึ่งในครั้งนี้ยังได้มีการใช้เทคโนโลยีและนิติวิทยาศาสตร์เข้ามาดำเนินการในกระบวนการดังกล่าว อีกด้วย

เชียงใหม่-กก.2 บก.ปส.3 แถลงข่าวผลการจับกุมยาเสพติด 2 คดี ใหญ่ ยึดยาบ้าได้ประมาณ3,500,000 เม็ด


จากการที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบนโยบายการปฏิบัติราชการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ด้านการปราบปรามยาเสพติดโดยให้เป็นนโยบายเร่งด่วน ขจัดยาเสพติดให้สิ้นซาก และให้ยกระดับการจัดการปัญหายาเสพติด ซึ่งเป็น ภัยคุกคามร้ายแรง ส่งผลกระทบต่อชีวิตของประชาชน โดยให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติแสวงหาความร่วมมือระหว่างประเทศในการร่วมกันปราบปรามยาเสพติด ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศพร้อมสั่งการให้ "อัปเดต - อัปเกรด" การทำงานให้ทันต่ออาชญากรรมยุคใหม่ โดยเฉพาะการปราบปรามยาเสพติด

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.กิตต์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร.(ผอ.ศอ.ปส.ตร.), พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้ช่วย ผบ.ตร.(รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร.) จึงได้สั่งการให้ กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด การสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ชายแดนเข้าสู่พื้นที่ตอนในและการทำลายแหล่งพักยาในพื้นที่ชายแดนและพื้นที่ตอนใน เพื่อมิให้ถูกลำเลียงไปสู่ภูมิภาคต่างๆ และเข้าสู่ชุมชน โดยบูรณาการกับหน่วยร่วม

วันนี้ 13 พ.ย.68 กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด โดย พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส., พล.ต.ต.อดิศ เจริญสวัสดิ์ ผบก.ปส.3, พ.ต.อ.กฤษดา ศรีอิสาณ รอง ผบก.ปส.3, หน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคเหนือ (นบ.ยส.35) โดย พล.ท.ชายแดน กฤษณสุวรรณ แม่ทัพน้อยที่3/รอง ผบ.นบ.ยส.35, กองบัญชาการตำรวจภูธร ภาค 5 โดย พล.ต.ต.ธนะรัชต์ ชุ่มสวัสดิ์ รอง ผบช.ภาค 5, กองกำลังผาเมืองโดย พล.ต.สุชาติ พุ่มสุวรรณ ที่ปรึกษา กกล.ผาเมือง และ พ.อ.มีชัย นิลศาสตร์ รอง ผบ.กกล.ผาเมือง, ฉก.ไชยานุภาพ โดย พ.อ.เดชาธร สายหยุด รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจไชยานุภาพ, กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน โดย พ.ต.อ.รังสิมันต์ สงเคราะห์ธรรม รอง ผบก.ตชด.ภาค 3 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด โดย นายดนุชา ไชยวงค์ ผู้อำนวยการส่วนบังคับใช้กฎหมาย ปปส.ภาค 5 และ ฝ่ายปกครอง โดย นายปณิธาน แก้วติ๊บ ป้องกันจังหวัดเชียงใหม่

คดีที่ 1 สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ กก.2 บก.ปส.3 และหน่วยร่วมข้างต้นได้สืบสวนขยายผลเครือข่ายลำเลียงยาเสพติด กลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งมีแหล่งพักคอยในเขตพื้นที่ บ้านทับเดื่อ ต.อินทขิล อ.แม่แตง จว.เชียงใหม่ จึงได้เฝ้าระวัง กระทั่งวันที่ 11 พ.ย.68 พบรถยนต์บรรทุกตู้ทึบ ยี่ห้ออีซูซุ ปิดแผ่นป้ายทะเบียน 3ฒฐ xxxx กทม. ขับขี่วนเวียน และขับช้าสลับเร็วในพื้นที่ อ.แม่แตง จว.เชียงใหม่ เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตนขอทำการตรวจค้นแต่รถคันดังกล่าวได้เร่งความเร็วฝ่าการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ไป กระทั่งเวลาประมาณ 23.00 น.

ของวันเดียวกัน ขณะรถคันดังกล่าวได้ขับหลบหนีและได้เสียหลักลงข้างทาง โดยผู้ต้องหาทั้งสองอยู่ในรถ จึงได้ตรวจค้นรถยนต์บรรทุกตู้ทึบ พบยาบ้า ประมาณ 1,430,000 เม็ดชุกซ่อนอยู่ภายในช่องลับบริเวณฝนังตู้ทึบของรถคันดังกล่าว จึงได้ทำการจับกุมผู้ห้องหาพร้อมของกลางนำส่งหนักงานสอบสวน บก.ปส.3ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

คดีที่ 2 เจ้าหน้าที่ กก.2 บก.ปส.3 และหน่วยร่วมข้างต้นได้ร่วมกันทำการสืบสวนขยายผลเครือข่ายลำเลียงยาเสพติดกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งจะลำเลียงยาเสพติดจากแนวชายแดน อ.เวียงแหง จว.เชียงใหม่ เข้ามาพักคอย ในเขตพื้นที่บ้านแม่อ้อใน ต.แม่นะ อ.เชียงดาว จว.เชียงใหม่ เพื่อรอส่งต่อเข้าสู่พื้นที่ตอนในหลายคดีจึงได้เฝ้าระวังพื้นที่ดังกล่าว ต่อมาจากการข่าวพบความเคลื่อนไหวน่าเชื่อว่า กลุ่มเครือข่ายดังกล่าวได้นำยาเสพติดมาเก็บซุกซ่อนไว้ในสวนลำใยท้ายหมู่บ้านแม่คะนิน ของบ้านแม่อ้อใน ต.แม่นะ อ.เชียงดาว จว.เชียงใหม่ 

วันที่ 12 พ.ย.2568 เจ้าหน้าชุดสืบสวนพร้อมหน่วยร่วมในพื้นที่ จึงได้เข้าทำการตรวจสอบบริเวณสวนลำใยดังกล่าว พบกระสอบบรรจุยาบ้า จำนวน 11 กระสอบ ประมาณ 2,100,000 เม็ด ซุกช่อนไว้ใต้กิ่งลำใยแห้ง จึงได้ตรวจยึดไว้เป็นของกลาง และนำส่งพนักงานสอบสวน บก.ปส.3 ดำเนินการตามกฎหมาย

สรุปผลการปฏิบัติ จับกุมคดียาเสพติด 2 คดี ผู้ต้องหา 2 คน ตรวจยึดยาบ้า ประมาณ 3,500,000 เม็ด และรถยนต์ จำนวน 1 คัน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอเชิญชวนประชาชนทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งในภารกิจสำคัญนี้ร่วมกันปกป้องลูกหลานของเรา ให้ห่างไกลจากยาเสพติด เพื่อสังคมปลอดภัยและอนาคตรุ่นใหม่ที่มั่นคงหากพบเห็นหรือมีเบาะแสเกี่ยวกับยาเสพติด สามารถแจ้งได้ทันทีผ่านช่องทาง สายด่วนยาเสพติด 191 และสถานีตำรวจในพื้นที่ใกล้บ้าน

สืบ 1 ไล่ล่ายึดไอซ์ 300 กก.-ยาบ้ากว่า 2 ล้านเม็ด รวบผัวเมียเมียนมา ขนจากภาคเหนือส่งลูกค้าภาคกลาง 

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ (13 พ.ย. 68) ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร. พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผช.ผบ.ตร./รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. และ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. แถลงผลการจับกุมขบวนการค้ายาข้ามชาติรายใหญ่ ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผบก.น.1 โดยมี พ.ต.อ.วิชัย สนสกุล ผกก.สส.บก.น.1 นำทีมปฏิบัติการร่วมกับ พ.ต.ท.ณัฐฐโภคิน เหลืองลักษมี, พ.ต.ท.มนูญ กู้เมือง และ พ.ต.ท.ณัชฐปกรณ์ หัดคำ รอง ผกก.สส.บก.น.1

หลังสืบทราบว่ามีเครือข่ายค้ายาจากภาคเหนือ ลักลอบขนยาไอซ์และยาบ้าเข้ากรุงเทพฯ โดยใช้รถกระบะขนผักอำพราง เจ้าหน้าที่จึงวางแผนเฝ้าติดตามอย่างต่อเนื่อง กระทั่งคืนวันที่ 13 พ.ย. เวลาประมาณ 01.00 น. พบรถเป้าหมาย อีซูซุ ดีแม็ก สีขาว ทะเบียนลำพูน ขับผ่านพื้นที่ ต.บางรักพัฒนา อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี

สืบ 1 เข้าสกัดตรวจค้น พบกระสอบกระหล่ำปลีจำนวนมาก แต่เมื่อเปิดตรวจอย่างละเอียดกลับเจอ “ไอซ์” บรรจุห่อแน่นถึง 300 กิโลกรัม และ “ยาบ้า” อีก 2,400,000 เม็ด ซุกซ่อนใต้กองผักแน่นกระบะหลัง พร้อมจับกุมผู้ต้องหา 2 รายคือ นายจาย อายุ 20 ปี และ น.ส.หอม (ไม่มีนามสกุล) อายุ 20 ปี ทั้งคู่สัญชาติเมียนมา

จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องหายอมรับสารภาพว่า รับจ้างขนยาจากภาคเหนือเข้าส่งในพื้นที่กรุงเทพฯ เพื่อแลกค่าจ้างหลักแสนบาท โดยไม่ทราบชื่อผู้ว่าจ้างตัวจริง เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวไปสอบขยายผลถึงต้นทางและเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลัง

พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. กล่าวย้ำว่า “นี่คือผลของการทำงานเชิงรุกของตำรวจนครบาลที่ไม่ยอมให้ยานรกกลืนสังคม เราจะลากตัวทุกคนในขบวนการนี้มาลงโทษให้หมดสิ้น”

ด้าน พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ เสริมว่า “สืบ 1 ทำงานอย่างเข้มแข็ง เกาะติดเครือข่ายขนยาเข้ากรุงแบบไม่ลดละ การจับกุมครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ตำรวจนครบาลจะเดินหน้ากวาดล้างต่อ ไม่เว้นแม้เจ้าหน้าที่รัฐที่เข้าไปเกี่ยวข้อง”

ขณะเดียวกัน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้สั่งกำชับให้ขยายผลเชิงลึกถึงต้นทางการผลิต เส้นทางลำเลียง และเครือข่ายฟอกเงิน พร้อมยึดทรัพย์สินทุกบาททุกสตางค์ที่เชื่อมโยงกับขบวนการ เพื่อทำลายระบบทุนของพ่อค้ายาอย่างเด็ดขาด

“ไม่มีใครใหญ่กว่ากฎหมาย ไม่มีใครรอดจากมือปราบ!” ถ้อยคำสะท้อนเจตนารมณ์จากตำรวจนครบาล ที่ประกาศชัดจะล้างบาง “ยานรก” ให้หมดสิ้นจากสังคมไทย

ผบ.ตร.สั่งตัดตอนเข้มทุกเส้นทางลำเลียงยาเสพติด สกัดก่อนกระจายเข้าชุมชน  14 วัน เด็ดขาด จับแล้ว 10,207 คน ยึดยาบ้า 69 ล้านเม็ด ไอซ์ 1,382 กิโลกรัม ยึดทรัพย์กว่า 352 ล้านบาท

(14 พ.ย. 68) พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ช่วง 2 สัปดาห์แรกของเดือนพฤศจิกายนนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีผลงานการจับกุมขบวนการยาเสพติด ยึดอายัดยาเสพติดของกลางได้จำนวนมาก โดยตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2568 – 14 พฤศจิกายน 2568 ทำการปิดล้อม 1,491 เครือข่าย 6,834 เป้าหมาย จับกุมผู้ต้องหา 10,207 คน 10,127 คดี ยึดยาบ้ากว่า 69 ล้านเม็ด, ไอซ์กว่า 1,382 กิโลกรัม, เคตามีนกว่า 416 กิโลกรัม, เฮโรอีนกว่า 8.3 กิโลกรัม, ยาอี 384 เม็ด และยึดทรัพย์ 352,655,723 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามตามนโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร./ผู้อำนวยการ ศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศอ.ปส.ตร.) และ พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร. 

ผบ.ตร. และ รอง ผบ.ตร. กำชับให้ตำรวจทุกหน่วยประสานข้อมูลกับกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ดำเนินการเชิงรุก ปราบปรามกลุ่มเครือข่ายที่ลำเลียงยาเสพติดเข้ามาทางพื้นที่ตะเข็บชายแดน ซุกซ่อนอำพรางด้วยวิธีการต่าง ๆ พยายามตบตาเจ้าหน้าที่ โดยให้ตัดตอนสกัดจับกุมตั้งแต่ต้นทาง ไม่ให้ยาเสพติดกระจายเข้าพื้นที่ชั้นใน และกรุงเทพมหานคร ส่งจำหน่ายตามชุมชนในทุกพื้นที่ ซึ่ง ผบ.ตร.ย้ำให้ใช้มาตรการที่ขั้นเด็ดขาดกับกลุ่มเครือข่ายยาเสพติด ขยายผลเพื่อดำเนินคดีตัวการและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง และหากมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้องมีผลประโยชน์ ให้ดำเนินคดีอย่างเฉียบขาด

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ในช่วงสัปดาห์นี้มีหลายคดีน่าสนใจ เช่น คดีที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล โดย พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล สั่งการตำรวจสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (191) ทลายโกดังซุกซ่อนยาบ้าที่ลำเลียงมาทางตอนบนของประเทศ ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ยึดยาบ้ากว่า 10 ล้านเม็ด จับกุมผู้ต้องหา 2 ราย, ชุดสืบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 ยึดไอซ์ 300 กิโลกรัม ยาบ้า 2.4 ล้านเม็ด จับกุมผู้ต้องหา 2 ราย, ตำรวจนครบาลจับกุมผู้ต้องหา 2 ราย ยึดไอซ์ 300 กิโลกรัม ยาบ้า 2 ล้านเม็ด ซุกซ่อนในรถบรรทุกกะหล่ำปลี นอกจากนี้ ตำรวจปราบปรามยาเสพติด โดย พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ร่วมกับคณะกรรมการอาหารและยา บุกทลายโรงงานน้ำกระท่อมผสมยานอนหลับ ยาแก้ไอ ในกรุงเทพมหานคร ยึดทรัพย์กว่า 320 ล้านบาท มีความเชื่อมโยงเครือข่ายลักลอบส่งออกวัตถุออกฤทธิ์ข้ามชาติ, ตำรวจภูธรภาค 5 โดย พล.ต.ท.ฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 จับกุมเครือข่ายยาเสพติดภาคเหนือได้ 4 คดี ผู้ต้องหา 10 คน ของกลางยาบ้ารวม 13,468,000 เม็ด ซุกซ่อนในลำโพง โซฟา พืชผลทางการเกษตร และอีกหลายคดีที่ทุกหน่วยร่วมกันสกัดตั้งแต่ต้นทาง ระหว่างทาง ปลายทาง เพื่อไม่ให้ยาเสพติดกระจายไปยังชุมชน 

พล.ต.ต.ธีรเดชฯ กล่าวด้วยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ เข้มแข็ง และทุ่มเท เพื่อคุ้มครองประชาชนจากยาเสพติด และขอให้พี่น้องประชาชนทุกคนร่วมกันเฝ้าระวัง หากพบพฤติกรรมต้องสงสัย สามารถแจ้งข้อมูลผ่านสายด่วน 191 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top