Friday, 5 June 2026
พีระพันธุ์สาลีรัฐวิภาค

‘กระทรวงพลังงาน - กฟผ.’ ลงพื้นที่!! ‘ศรีสะเกษ – สุรินทร์’ ให้กำลังใจ พร้อมหนุนเสบียงช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยชายแดน

เมื่อวานนี้ (27 ก.ค. 68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วย นายวิภู พิวัฒน์ รองผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ผู้บริหารกระทรวงพลังงาน และ กฟผ. ลงพื้นที่สร้างขวัญกำลังใจ เร่งให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยสนับสนุนอาหารปรุงสุก ขนมสำหรับเด็ก และน้ำดื่มจำนวน 1,500 ขวด แก่ศูนย์พักพิงชั่วคราว ผู้ประสบภัยจังหวัดศรีสะเกษ นอกจากนี้ ยังสนับสนุนวัตถุดิบประกอบอาหาร ขนมสำหรับเด็ก และน้ำดื่มจำนวน 1,000 ขวด แก่ศูนย์พักพิงชั่วคราว ผู้ประสบภัยจังหวัดสุรินทร์ 

นอกจากนี้ กฟผ. ได้เตรียมความพร้อมทั้งด้านบุคลากรและยานพาหนะ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในพื้นที่ได้อย่างทันท่วงที และพร้อมเคียงข้างคนไทยทุกวิกฤต

‘อรรถวิชช์’ แจ้งข่าวดี ‘กฎหมายเสรีโซลาร์’ ผ่านครม.เรียบร้อย ตามที่ ‘พีระพันธุ์’ เสนอ

(29 ก.ค. 68)นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า พ.ร.บ.โซลาร์ ผ่าน ครม. ตามที่ รมต.พีระพันธุ์เสนอไป! 

วันนี้ ร่างพรบ.ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ของกระทรวงพลังงาน โดย รมต.พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ครม.อนุมัติเรียบร้อยแล้ว และมีร่างกฎหมายฉบับสส.พรรครวมไทยสร้างชาติประกบพร้อมเข้าสู่การพิจารณาของสภาสส.วาระแรกแล้วครับ

เป็นกฎหมายโซลาร์ฉบับแรกของประเทศไทย ที่จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ใช้เอง โดย “ไม่ต้องขออนุญาต” จากหลายหน่วยงาน เหลือแค่ "แจ้งให้ทราบ" ที่เดียวเท่านั้น

ผมภูมิใจที่ได้เขียนกฎหมายเสรีโซลาร์ตั้งแต่มาตราแรก ถึงมาตราสุดท้าย ผมยึดหลักว่า "แสงอาทิตย์เป็นของประชาชน ห้ามรัฐยืนบังแดด" 

ขอบคุณรมต.พีระพันธุ์ที่มอบภารกิจนี้ให้ และสู้ไม่ถอย!

‘พีระพันธุ์’ แย้มข่าวดี! ค่าไฟงวด ก.ย.-ธ.ค. 68 มีแนวโน้มลดลงได้อีกคาดอยู่ที่ 3.95 บาท/หน่วย

(30 ก.ค.68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยเกี่ยวกับแนวโน้มค่าไฟงวดสุดท้ายของปี (งวดเดือน กันยายน-ธันวาคม 2568) ว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติกำหนดอัตราเป้าหมายของค่าไฟฟ้าไว้ไม่เกิน 3.99 บาทต่อหน่วย สำหรับงวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2568 และงวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2568 ซึ่งสามารถทำได้ที่ 3.98 บาทต่อหน่วย ในงวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2568 นั้น ตนได้หารือกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อหาแนวทางที่จะปรับลดค่าไฟสำหรับงวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นงวดสุดท้ายของปี 2568 ให้ต่ำลงไปอีก เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประชาชน เพราะค่าก๊าซมีแนวโน้มลดลง และมีเงินบางส่วนที่สามารถนำมาช่วย กฟผ. ในส่วนนี้ได้ ล่าสุดมีข้อสรุปจาก กฟผ. ว่า สามารถปรับลดค่าไฟให้ต่ำลงมาได้อีกตามแนวทางที่หารือกับตน โดยน่าจะอยู่ที่ประมาณ 3.95 บาทต่อหน่วย ซึ่ง กฟผ. จะมีหนังสือแจ้ง กกพ. เพื่อกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับงวดสุดท้ายของปีให้เป็นตามอัตราดังกล่าวต่อไป 

“นอกจากจะสามารถเสนอให้ ครม. อนุมัติกฎหมายส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในการประชุม ครม. เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ที่ผ่านมาแล้ว ผมกำลังพยายามผลักดันให้มีการปรับลดค่าไฟฟ้าลงอีก ซึ่งจากการหารือกับ กฟผ. ก็ได้ข้อสรุปว่า มีแนวทางที่สามารถดำเนินการได้ โดยอาศัยว่าราคาก๊าซธรรมชาติเหลวในตลาดโลกปรับตัวลดลง และการนำเงินส่วนที่ กฟผ. กันไว้บางส่วน มาเป็นส่วนลดค่าไฟฟ้าเพิ่มเติม ซึ่งเชื่อว่าประชาชนน่าจะได้รับข่าวดีในเร็ว ๆ นี้” นายพีระพันธุ์กล่าว

‘พีระพันธุ์’ เป็นประธานมอบโล่รางวัลและใบประกาศเกียรติคุณ การประกวดจัดทำภาพยนตร์สั้น โครงการอนุรักษ์ความเป็นไทย

เมื่อวานนี้ (15 ส.ค.68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ เป็นประธานมอบโล่รางวัลและใบประกาศเกียรติคุณแก่เยาวชนที่ชนะการประกวดภาพยนตร์สั้น Short Film Contest หัวข้อ “ความเป็นไทย : Thainess สืบสาน อนุรักษ์ สร้างสรรค์เอกลักษณ์วัฒนธรรมไทย” ณ ห้องศรีอยุธยา หอวชิราวุธานุสรณ์

โครงการนี้จัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ได้เรียนรู้และตระหนักถึงคุณค่าของเอกลักษณ์ไทย สร้างความรัก ความศรัทธา และความภูมิใจในความเป็นไทย โดยมีผู้สนใจส่งผลงานเข้าประกวดทั้งสิ้น 108 ทีม และมีทีมที่ได้รับรางวัลรวม 13 ทีม

ผลงานที่เข้าประกวดเป็นภาพยนตร์สั้น ความยาวไม่เกิน 10 นาที ถ่ายทอดมุมมองความเป็นไทยผ่านสายตาคนรุ่นใหม่ เพื่อสืบสานและสร้างสรรค์วัฒนธรรมไทยให้เข้ากับยุคสมัย ขณะเดียวกันยังสะท้อนถึงพลังสร้างสรรค์ของเยาวชนไทยที่พร้อมอนุรักษ์รากเหง้าวัฒนธรรมชาติ

ทั้งนี้ ทางสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี จะได้เผยแพร่ภาพยนตร์สั้นที่ได้รับรางวัลผ่านช่องทางต่าง ๆ ของโครงการ ซึ่งสามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ https://www.facebook.com/thainess.opm/ และ www.youtube.com/@Thainess_opm

‘พีระพันธุ์’ ร่วมประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ

(21 ส.ค.68) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ร่วมประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2568 โดยมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม และมีนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม เพื่อรับทราบและพิจารณาวาระสำคัญต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติม สำหรับกลุ่มที่ไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิงและอุตสาหกรรม ตามแผนการเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ในช่วงปี 2566-2573 ซึ่งจะต้องมีการพิจารณาเพื่อหาแนวทางในการดำเนินการให้มีความเหมาะสมต่อทุกภาคส่วน รวมถึงการพิจารณาขยายลู่การเดินเครื่องและการบริหารจัดการไฟฟ้าที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อรักษาความมั่นคงพลังงานในช่วงรอยต่อของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP ฉบับใหม่ และขอให้กระทรวงพลังงานเร่งดำเนินการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยฉบับใหม่ ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

‘พีระพันธุ์’ เผย กพช. เคาะค่าไฟงวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 68 ที่ 3.94 บาท/หน่วย พร้อมเร่งเจรจาปรับราคารับซื้อไฟจากโซลาร์ฟาร์มเอกชน อิงราคาของ กฟผ.

กพช. เคาะค่าไฟงวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 68 ที่ 3.94 บาท/หน่วย พร้อม มาตรการสำคัญด้านพลังงาน แนวทางการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน -ขยายอายุโรงไฟฟ้าน้ำพอง – บริหารจัดการโรงไฟฟ้าแม่เมาะ – ลดค่าไฟบ้านอยู่อาศัย - กำหนดราคาขายไฟเพื่อนบ้าน – ยกเลิกแผนแยก SO

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งมี นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ที่ประชุมได้มีการพิจารณาวาระสำคัญด้านพลังงาน ดังต่อไปนี้

ที่ประชุมได้พิจารณาแนวทางการดำเนินการตามมติ กพช. เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2568 เรื่อง การรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติมสำหรับกลุ่มที่ไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิงและขยะอุตสาหกรรมตามแผนการเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด สำหรับปี 2566 – 2573 (การรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติมฯ) โดยมีมติ ดังนี้ (1) โครงการพลังงานลม เนื่องจากการอ้างอิงราคาที่ กฟผ. ดำเนินการมีราคาที่สูงกว่าอัตรา FIT สำหรับการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติมฯ จึงให้ดำเนินการในขั้นตอนของการลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าต่อไป และให้ กกพ. พิจารณาปรับกรอบเวลาในการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้า และ ขยายกำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (SCOD) ไม่เกินปี 2573 และ (2) โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ มอบหมายให้ กกพ. กฟผ. กฟภ. กฟน. และ สนพ. ดำเนินการเจรจาอัตราค่าไฟฟ้ากับผู้ประกอบการเอกชนที่ กกพ. ประกาศรายชื่อ และให้ กฟผ. พิจารณาเสนออัตราค่าไฟฟ้าสำหรับใช้เจรจาโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ 

โดยอ้างอิงราคาโครงการ Solar Floating ที่กฟผ. ได้ดำเนินการ และปรับเพิ่มสมมติฐานให้สอดคล้องกับต้นทุนการดำเนินการของภาคเอกชน โดยดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 45 วัน นับแต่วันที่ กพช. มีมติ และมอบหมายให้ กกพ. พิจารณาปรับเงื่อนไขสัญญาและขยาย SCOD เช่นเดียวกันกับโครงการพลังงานลมเพื่อใช้สำหรับการดำเนินการต่อไปสำหรับโครงการที่ปรับลดราคาลงตามการเจรจา ทั้งนี้ สำหรับโครงการที่ไม่ปรับลดราคาตามการเจรจาให้รายผลให้ กพช. พิจารณาต่อไป

นอกจากนี้ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบ การขยายอายุการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมน้ำพอง ชุดที่ 1 และ 2 ออกไปอีก 6 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2574 เพื่อให้สอดคล้องกับอายุสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติ และรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งนี้ การขยายอายุการเดินเครื่องครั้งนี้จะช่วยลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าสุทธิได้ประมาณ 28,358 ล้านบาทตลอดระยะเวลา 6 ปี อีกทั้งยังเป็นการใช้ทรัพยากรภายในประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยที่ประชุมได้มอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) นำเรื่องดังกล่าวบรรจุในร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยฉบับใหม่ตามขั้นตอนต่อไป

รวมทั้งได้เห็นชอบ แนวทางบริหารจัดการโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เพื่อทดแทนโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทนเครื่องที่ 8–9 โดยกำหนดให้ (1) เลื่อนแผนการปลดโรงไฟฟ้าแม่เมาะเครื่องที่ 8 และ 11 จากวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ไปเป็นวันที่ 31 ธันวาคม 2574 หรือจนกว่าการปรับปรุงเครื่องที่ 12 และ 13 จะแล้วเสร็จ (ประมาณปี 2574) และ (2) ดำเนินการปรับปรุงโรงไฟฟ้าแม่เมาะเครื่องที่ 12 และ 13 พร้อมเลื่อนแผนการปลดออกไปจนถึงปี 2591 

โดยจะหยุดเดินเครื่องชั่วคราว (ไม่จ่ายไฟเข้าระบบ) ระหว่างการปรับปรุงในช่วงปี 2569–2574 แนวทางนี้จะช่วยลดการลงทุน ใช้ทรัพยากรภายในประเทศอย่างคุ้มค่า ลดการนำเข้า Spot LNG และลดผลกระทบค่าไฟฟ้าต่อประชาชน โดยคาดว่าจะสามารถลดค่า Ft ได้ประมาณ 3.67 สตางค์ต่อหน่วย หรือคิดเป็นมูลค่าลดลงราว 9,566 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้มอบหมายให้ กฟผ. เสนอเรื่องขอยกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2565 เกี่ยวกับโครงการโรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทนเครื่องที่ 8–9 พร้อมทั้งมอบหมายให้ สนพ. บรรจุแนวทางดังกล่าวไว้ในร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ต่อไป

ที่ประชุมยังได้มีมติเห็นชอบแนวทางการลดค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราปกติ โดยให้ชำระค่าไฟฟ้าไม่เกินอัตราค่าไฟฟ้าที่ กกพ ประกาศ เรียกเก็บตามรอบ Ft ในแต่ละรอบโดยเริ่มตั้งแต่งวดเดือนกันยายน – ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป ซึ่งในงวดเดือนกันยายน - ธันวาคม 2568 อยู่ที่หน่วยละ 3.94 บาท ทั้งนี้ มอบหมาย สนพ. และ กกพ. พิจารณาทบทวนการกำหนดช่วงการใช้ไฟฟ้าที่จะได้รับสิทธิส่วนลดให้ครอบคลุมผู้ใช้ไฟฟ้าส่วนใหญ่ของผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย เพื่อคงวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพและลดภาระการอุดหนุนเกินจำเป็น 

ทั้งนี้ให้ สนพ. และ กกพ.พิจารณาปริมาณหน่วยการใช้ไฟฟ้าขั้นสูงสำหรับบ้านพักอาศัยที่ควรต้องชำระค่าไฟฟ้าสูงกว่าอัตราที่ กกพ.ประกาศในแต่ละรอบตั้งแต่ 400 หน่วยต่อเดือนขึ้นไป ว่าควรมีปริมาณการใช้ไฟฟ้าขั้นสูงไม่เกินเดือนละกี่หน่วย และปริมาณการใช้ไฟฟ้าส่วนที่เกินปริมาณหน่วยขั้นสูงนั้นจะคิดอัตราค่าใช้ไฟฟ้าเท่าใด โดยให้นำผลการพิจารณาไปหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว โดยให้ กฟภ. และ กฟน. รับไปปฏิบัติโดยเคร่งครัดต่อไป

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้มีมติให้ กฟผ. และ กฟภ. กำหนดราคาจำหน่ายไฟฟ้าแก่ประเทศเพื่อนบ้าน ตามมติ กพช. ปี 2558 อย่างเคร่งครัด และเห็นชอบแนวทางปรับปรุงราคาสำหรับสัญญาในอนาคต เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าของประเทศและเป็นธรรมต่อประชาชนในประเทศ โดยกำหนดชัดเจนว่าราคาจำหน่ายไฟฟ้าให้ประเทศเพื่อนบ้านจะต้องไม่ต่ำกว่าราคาที่จำหน่ายให้ประชาชนภายในประเทศ ทั้งนี้ กพช. ยังได้มอบหมายให้ กฟผ. และ กฟภ. ร่วมกันศึกษาแนวทางการกำหนดราคาที่เหมาะสม และนำเสนอต่อ กพช. ต่อไป

นายพีระพันธุ์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมยังได้ติดตาม ความคืบหน้าประเด็นการแยกศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้า (System Operator: SO) ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2566 กพช. เคยมีมติให้แยก SO ออกมาเป็นนิติบุคคลใหม่ที่เป็นอิสระจาก กฟผ. อย่างไรก็ตาม พบว่า SO ภายใต้ กฟผ. (Ring Fenced) เหมาะสมกับโครงสร้างอุตสาหกรรมไฟฟ้าของไทยในรูปแบบ ESB (Enhance Single Buyer) และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล อีกทั้งยังสามารถบริหารจัดการระบบไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและรักษาความมั่นคง ที่ประชุมจึงมีมติ ยกเลิกมติเดิมของ กพช. เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2566 ที่ให้แยก SO เป็นนิติบุคคลออกจาก กฟผ.

และที่ประชุมยังได้มีมติ รับทราบผลโครงการนำร่อง Demand Response (DR) ปี 2565–2566 และมีมติเห็นชอบแนวทางพัฒนามาตรการ DR ดังนี้ (1) ให้ดำเนินโครงการ DR ต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้เข้าร่วม และพัฒนาไปสู่ธุรกิจเชิงพาณิชย์ในอนาคต โดย DR จะช่วยลดการสร้างหรือเดินเครื่องโรงไฟฟ้าในบางช่วง ลดการนำเข้า LNG และสอดคล้องกับแผน PDP ฉบับใหม่ (2) ให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการภายใต้ คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข อัตราค่าตอบแทน และติดตามผลการดำเนินงาน โดยอัตราค่าตอบแทนต้องไม่สูงกว่าต้นทุนโรงไฟฟ้าหรือไฟฟ้าจาก LNG เพื่อช่วยลดค่าไฟโดยรวมของประเทศ และ (3) มอบหมายให้ กบง. .ดำเนินการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนการสั่งเรียกมาตรการ DR ตามเป้าหมายตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยฉบับใหม่ และมอบหมายคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน บรรจุค่าใช้จ่ายผลตอบแทน DR ตามเป้าหมายรายปีในแผน PDP ฉบับใหม่เข้าในค่าไฟฟ้าฐานต่อไป

นายพีระพันธุ์ เปิดเผยอีกว่า ที่ประชุม กพช.ได้รับทราบการดำเนินการตามมติ กพช. เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2566 การบริหารจัดการ Pool Gas ของประเทศ (Pool Manager) ว่าได้ดำเนินการแยก Pool manager เป็นอิสระจาก ปตท. (Ring Fenced) แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องแยก Pool manager เป็นนิติบุคคล

‘พีระพันธุ์’ มอบเงิน!! ‘กองทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย’ ให้!! ‘ทหารกล้า’ ผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส จากเหตุปะทะชายแดน

เมื่อวานนี้ (22 ส.ค. 68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี มอบเงินเยียวยาจากเหตุปะทะชายแดนไทย–กัมพูชา จากกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี ณ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า โดยมี นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขานุการกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมส่งมอบกำลังใจด้วย

ในโอกาสนี้ กองทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี ได้มอบเงินช่วยเหลือให้แก่เจ้าหน้าที่ทหารผู้ทุพพลภาพ จำนวน 3 ราย รายละ 700,000 บาท และทางคณะกรรมการกองทุนฯ กำลังติดตามเร่งรัดการช่วยเหลืออีกจำนวน 9,300,000 บาท จากงบประมาณรายจ่ายงบกลางฯ ตามมติคณะรัฐมนตรี  เพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีเหตุการณ์สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา 

การมอบเงินเยียวยาครั้งนี้ มีขึ้นเพื่อช่วยเหลือทหารผู้กล้าหาญที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจนถึงขั้นทุพพลภาพ จากเหตุการณ์ปะทะบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา โดยรัฐบาลได้มอบเงินเยียวยาให้แก่ผู้ประสบเหตุและครอบครัวอย่างเป็นทางการ เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย ทั้งด้านการรักษาพยาบาลและการดำรงชีวิตประจำวัน   ซึ่งสะท้อนถึงความห่วงใยของรัฐบาลที่มีต่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชน ตลอดจนแสดงถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐในการดูแลและยืนหยัดเคียงข้างประชาชนในทุกสถานการณ์ เพื่อสร้างความมั่นใจว่ารัฐบาลจะไม่ทอดทิ้งผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

หลายคนเริ่มคิดถึง ‘ลุงตู่’ อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งองคมนตรี เช่นเดียวกับ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นหนึ่งในบุคคลที่เคยทำงานร่วมกับลุงตู่อย่างใกล้ชิด

ในห้วงเวลาที่การเมืองไทยฝุ่นตลบ ขณะที่สถานการณ์บ้านเมืองกำลังเผชิญวิกฤตทั้งในด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง ทำให้หลายคนเริ่มคิดถึง ‘ลุงตู่’ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งองคมนตรี 

(1 ก.ย. 68) เช่นเดียวกับ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งเป็นหนึ่งในบุคคลที่เคยทำงานร่วมกับลุงตู่อย่างใกล้ชิด ในตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี แม้ว่าในช่วงขณะหนึ่งเมื่อ 2 ปีก่อน ภายหลังการเลือกตั้งในปี 2566 มีกระแสข่าวว่า นายพีระพันธุ์ จะทิ้งลุงตู่ จนทำให้ต้องออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง โดยยืนยันว่า ไม่มีวันที่จะทิ้งคนดีๆ อย่างลุงตู่อย่างเด็ดขาด พร้อมย้ำว่า การได้เจอคนดีนับเป็นโชคดีของชีวิต การได้เจอและได้ทำงานกับคนดีๆยิ่งต้องถือว่าทั้งโชคดีและเป็นกำไรของชีวิตที่ได้ซึมซับและได้เรียนรู้เรื่องดีๆจากคนดีๆ ยิ่งเป็นคนดีที่รักชาติบ้านเมืองรักสถาบันยิ่งชีวิตก็ยิ่งต้องถือว่าเป็นโชคมหาศาลของชีวิต 

โดยนายพีระพันธุ์ ได้อยู่ทำงานร่วมกับลุงตู่จนวินาทีสุดท้ายในการทำงานและการทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีของคนไทยและประเทศไทย

ทั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า พลเอกประยุทธ์ หรือ ลุงตู่ มีความตั้งใจในการทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง ทำให้คนที่ทำงานด้วย ต่างมีพลังบวก พร้อมทำงานเพื่อชาติอย่างมีความสุขเช่นกัน

‘เสธ.หิ’ แจงปมลาออกจาก รทสช. ร่วมงานกล้าธรรม เหตุมีปัญหาภายใน – ขอบคุณ ‘พีระพันธุ์’ ที่เข้าใจและอวยพร

(8 ก.ย.68) ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ อดีตผู้อำนวยการพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่าตามที่มีข่าวออกไปตามสื่อต่างๆ ว่าผมนั้นได้ย้ายจากพรรครวมไทยสร้างชาติ มาร่วมงาน กับพรรคกล้าธรรม ผมขอเรียนให้ทราบว่า ผมได้ตัดสินใจ ที่จะลาออกจากผู้อำนวยการพรรครวมไทยสร้างชาติ มาระยะหนึ่งแล้ว และได้นำเรียนการตัดสินใจให้ท่านพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ทราบ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 3 ส.ค.68 หลังจากเรียนให้ท่านทราบแล้ว ผมก็เริ่มดำเนินการ แบ่งมอบงานที่รับผิดชอบ ให้กับผู้ช่วย ผอ.พรรคทั้งสองท่าน

สำหรับสาเหตุของการลาออกนั้น ได้นำเรียนให้ท่านทราบ ว่าการทำงานในตำแหน่ง ผอ.พรรค ที่ผ่านมา ผมมีปัญหาในการประสานงานและร่วมงานกับคีย์แมนท่านหนึ่งของพรรค ซึ่งคีย์แมนท่านนี้ เป็นบุคคลสำคัญในพรรคและท่านพีระพันธ์ฯ ให้ความไว้วางใจและเชื่อใจเป็นอย่างมาก ผมจึงได้กราบเรียนว่า ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ผมมีความประสงค์ที่จะไปร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม เพื่อประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย ผมจึงขอลาออก เพื่อให้คีย์แมนท่านนั้น ได้เตรียมหาคนมาร่วมงานใหม่

สำหรับการมาร่วมงานกับพรรคกล้าธรรมนั้น เป็นไปตามสัญญาที่ผมเคยให้ไว้กับท่านธรรมนัสฯ ในตอนที่ผมต้องตามท่านผู้ใหญ่ผู้มีพระคุณกับผม มาทำงานการเมืองที่พรรครวมไทยสร้างชาติ ในปัจจุบันนี้ผู้มีพระคุณของผมท่านนี้ ท่านไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองแล้ว และสถานการณ์ ทางการเมืองในปัจจุบัน ถือว่าเข้าสู่ช่วงเตรียมการเลือกตั้งครั้งใหม่ จึงเป็นช่วงเวลาที่ผมจะต้องกลับมาช่วยงานท่านธรรมนัสตามที่ได้รับปากไว้

การทำงานที่พรรครวมไทยสร้างชาติ ในห้วงเวลาที่ผ่านมา ผมต้องกราบขอบพระคุณท่านพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ได้กรุณาให้คำชี้แนะ ให้กำลังใจและสนับสนุนการทำงานของผมตลอดมา ในการทำงานร่วมกันนั้น ผมได้เห็นความเป็นสุภาพบุรุษของท่านในหลายๆ ครั้ง ท่านไม่เคยกล่าวร้ายใคร หรือให้ร้ายใครลับหลัง แม้แต่ในช่วงหนึ่งที่มีเพื่อนสมาชิกบางส่วนได้แยกตัวออกไป ท่านก็บอกว่า มันเป็นสิทธิ์ของเขา เราก็ต้องเคารพการตัดสินใจของเขา ซึ่งเราก็ได้ความชัดเจนว่าเมื่อถึงเวลาเลือกตั้งใหม่ กลุ่มดังกล่าวก็คงจะไปร่วมงานกับพรรคการเมืองอื่น พรรคเราก็จะได้เตรียมตัวหาผู้สมัครในเขตนั้น ถือว่าเป็นผลดีด้วยกันทั้งสองฝ่าย หรือแม้แต่ในวันที่ผมไปกราบลาออกจาก ตำแหน่งผู้อำนวยการพรรค ท่านก็เข้าใจในเหตุผล และกรุณาอวยพร ให้ผมประสบความสำเร็จในเส้นทางที่จะก้าวต่อไป 

ผมจึงกล่าวได้ว่า ท่านเป็นสุภาพบุรุษการเมือง ในสายตาของผม เป็นผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่ผมรักและเคารพ และจะยึดถือความเป็นสุภาพบุรุษของท่านตลอดจนคำสอนของท่านที่ให้คิดถึงผลประโยชน์ของประชาชนก่อนเรื่องอื่นเป็นแนวทางในการทำงานการเมืองต่อไป

‘พีระพันธุ์’ ฝาก รบ. ใหม่สานต่อแนวคิดปรับสูตร POOL GAS ย้ำชัด จะช่วยทำให้ค่าไฟฟ้าถูกลงทั้งประเทศ

(12 ก.ย.68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รักษาการรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวระบุหัวข้อเรื่อง “ระบบ POOL GAS เพื่อประชาชน” โดยสาระสำคัญต้องการฝากให้รัฐบาลใหม่ สานต่อการปรับสูตรคำนวณ Pool Gas ใหม่ ที่นำก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยทั้งหมด ซึ่งราคาถูกมาใช้สำหรับการผลิตไฟฟ้าเพื่อประชาชน

โดยข้อความเฟซบุ๊กส่วนตัวของนายพีระพันธุ์ระบุว่า
ระบบ POOL GAS เพื่อประชาชน

มีคนอยากรู้ว่า Pool Gas คืออะไร เกี่ยวอะไรกับค่าไฟฟ้า
ง่ายๆ ครับ คือเอาก๊าซที่ได้จากหลายแหล่งหลายราคามารวมกันแล้วหาราคาเฉลี่ยเพื่อใช้เป็นราคากลาง Pool Price 

สำหรับประเทศไทยเรา มีแหล่งก๊าซอยู่ 3  แหล่ง คือ 
1) ก๊าซจากอ่าวไทยเราเอง อันนี้ราคาถูกครับ ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 210 บาทต่อ MMbtu เราผลิตจากอ่าวได้ 50% จากความต้องการของทั้งประเทศ 
2) ก๊าซที่นำเข้าจากพม่า อันนี้ราคาแพงขึ้นนิดนึง ประมาณ 324 บาทต่อ MMbtu แต่ยังพอไหว ซึ่งเรานำเข้ามาใช้อยู่ที่ 10% ของความต้องการ และ 
3) ก๊าซจากการนำเข้าจากต่างประเทศที่ต้องทำให้เป็นของเหลวเพื่อการขนส่ง จึงมีราคาแพงและราคาขึ้นลงตามตลาดโลกและสถานการณ์โลก เรียกว่า LNG หรือก๊าซธรรมชาติเหลว ราคาแพงมากแถมยังมีหลากหลายราคา ซึ่งราคาที่เราต้องจ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 400-500 บาทต่อ MMbtu ซึ่งต้องนำเข้ามาถึง 40% จากปริมาณความต้องการใช้ก๊าซของทั้งประเทศ

ก๊าซ LNG นี่แหละที่เป็นตัวปัญหา แต่ไม่นำเข้าก็ไม่ได้ เพราะเราใช้ก๊าซประมาณวันละ 5,000 BBbtu แต่เราขุดก๊าซจากอ่าวไทยที่เรียกว่าก๊าซอ่าวได้เพียงวันละประมาณ 2,500 BBbtu เราจึงต้องนำเข้าก๊าซจากพม่าอีกประมาณวันละ 600-700 BBbtu และต้องนำเข้า  LNG อีกวันละประมาณ 1,800 - 1,900 BBbtu ซึ่ง LNG มีหลากหลายราคา ที่ผ่านมาจึงเกิดระบบ Pool Gas ขึ้นมา คือนำราคาก๊าซทั้งสามประเภทนี้มาเฉลี่ยราคาเข้าด้วยกัน เพื่อให้ราคาก๊าซในประเทศราคาเท่ากันทั้งหมด แต่กันเฉพาะส่วนที่จะใช้เป็นก๊าซหุงต้มสำหรับประชาชนออกมา ที่เรียกว่า LPG 

ราคาก๊าซ LPG จะยึดตามราคาก๊าซอ่าวที่แยกไว้เฉพาะ ปัจจุบันอยู่ที่ราคาประมาณ 210 บาทต่อ MMbtu ทำให้ราคาก๊าซหุงต้มในปัจจุบันอยู่ที่ราคา 423 บาท ต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ที่เหลือเอาไปลง Pool Gas หมด รวมทั้งก๊าซจากพม่า ทำให้ราคา Pool Gas ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 356 บาทต่อ MMbtu และราคานี้นำมาใช้ผลิตไฟฟ้าและใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม

เหตุผลที่จัดระบบ Pool Gas แบบนี้เพราะต้องการให้ต้นทุนราคาก๊าซที่โรงงานอุตสาหกรรมใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องจักรถูกลงแต่โรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้ก๊าซสำหรับเครื่องจักรมีประมาณไม่เกิน 2,000 โรงงาน ในขณะที่โรงงานทุกประเภทมีประมาณ เกือบๆ 70,000 โรงงาน และประชาชนคนไทยมีเกือบ 70 ล้านคนซึ่งประชาชนและโรงงานทุกแห่งต้องใช้ไฟฟ้า ไม่ได้ใช้ก๊าซมาเดินเครื่องจักร

กลายเป็นว่าก๊าซจาก Pool Gas สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมนั้น เอาเข้าจริงไม่ได้ขายให้โรงงานอุตสาหกรรมโดยตรง แต่ขายให้บริษัท PTT NGD แล้ว PTT NGD จะนำไปขายต่อให้โรงงานอุตสาหกรรม ไม่ใช่ในราคา Pool Gas แต่กลับนำไปขายในราคาสิงคโปร์ครับ ส่วนต่างใครรับไปบ้าง ไปลองหากันดูว่าใครเป็นใครในบริษัทนี้ แต่พอจะสรุปได้ไหมว่าโรงงานอุตสาหกรรมเหล่านี้ถูกใช้เป็นข้ออ้างเพื่อกินหัวคิวเท่านั้นใช่หรือไม่  

ระบบนี้ยังทำให้ต้นทุนราคาก๊าซสำหรับผลิตไฟฟ้าสูงขึ้นเพราะต้องใช้ราคา Pool Gas เป็นราคาเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าแทนจะใช้ราคาก๊าซอ่าว 

ดังนั้น ในช่วงเวลาที่ผ่านมาผมจึงเสนอ กพช. (คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ) ให้ปรับสูตรการคิด Pool Gas ใหม่ เพื่อจะนำก๊าซจากอ่าวไทยทั้งหมดที่ราคาถูกมาใช้สำหรับการผลิตไฟฟ้าเพื่อประชาชน แทนที่จะนำก๊าซส่วนนี้ไปลง Pool Gas ให้คนกินหัวคิว และเพื่อช่วยลดราคาก๊าซให้โรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงสำหรับโรงงานที่มีเพียงไม่ถึง 2,000 แห่ง ในขณะที่โรงงานทั้งหมดในประเทศและประชาชนต้องใช้ไฟฟ้า ซึ่ง กพช. เห็นชอบและผมได้มอบให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน หรือ สนพ. ทำการศึกษาเพื่อปรับสูตร Pool Gas ใหม่มาตั้งแต่ประมาณเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา 

ระบบใหม่นี้จะนำก๊าซอ่าวทั้งหมดที่เหลือจากการแยกเป็นก๊าซหุงต้ม LPG มาใช้ผลิตไฟฟ้าในราคาก๊าซอ่าวซึ่งจะทำให้ต้นทุนราคาไฟฟ้าถูกลงทันที แต่ก็ไม่พอนะครับ ต้องเอาก๊าซจากพม่าทั้งหมดมารวมด้วย และยังขาดอยู่ประมาณ 20% ส่วนนี้ต้องนำ LNG  มารวมด้วย แต่ก็เพียงเล็กน้อย และถ้าให้ กฟผ. หาก๊าซ LNG ที่ราคาถูกมารวมเองโดยไม่ต้องนำไปเข้าระบบ Pool Gas ก็จะไม่กระทบมากนัก เคยคำนวณดูคร่าวๆ พบว่าราคาต้นทุนก๊าซที่จะนำมาผลิตไฟฟ้าจะลงจาก 356 บาทต่อ MMbtu มาอยู่ที่ประมาณ 244 บาทต่อ MMbtu ราคาค่าไฟฟ้าลงแน่นอน 

ความจริงจะต้องแก้ปัญหาในส่วนอื่นเพื่อลดค่าไฟฟ้าลงด้วย ไม่ใช่แค่เรื่อง Pool Gas เรื่องเดียว เช่น ค่าพร้อมจ่ายที่สูงเกินสมควร และต้นทุนส่วนอื่นๆ ที่สูงเกินสมควรด้วยเช่นกัน

ที่ผมถูกถล่มหนักมากในช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งก็เพราะเรื่องนี้ด้วย

อย่างไรก็ตามระบบ Pool Gas.แบบนี้จะทำให้ค่าไฟฟ้าถูกลงทั้งประเทศ แต่ค่าก๊าซของโรงงานอุตสาหกรรมจะสูงขึ้น เลยค้านสุดตัว ล่าสุดทาง ผอ. สนพ. ไปหารือกับสภาอุตสาหกรรม เมื่อประมาณวันที่ 19 สิงหาคม ที่ผ่านมา ก็ไม่เห็นด้วย แต่ผมบอกให้ ผอ.สนพ. เดินหน้าต่อเพราะประชาชนสำคัญกว่า โดยให้หาวิธีและรูปแบบที่ทางอุตสาหกรรมพอจะรับได้ ขณะนี้ ผอ.สนพ. กำลังเดินเครื่องเรื่องนี้อยู่ครับ และนี่คือระบบ Pool Gas เพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

เสียดายที่ยังไม่ทันเสร็จก็หมดเวลาเสียก่อน แต่ผมมั่นใจว่านโยบายนี้และสูตร Pool Gas ที่ผมวางรูปแบบใหม่ไว้นี้จะเดินหน้าต่อ เพราะผมเชื่อมั่นใน สนพ. ที่มีความตั้งใจจะลดภาระค่าไฟฟ้าให้ประชาชนดังที่ช่วยผมตลอด 2 ปีที่ผ่านมา จนทำให้ค่าไฟฟ้าลดลงตลอดมา และผมเชื่อว่ารัฐบาลใหม่นี้ก็คงเห็นตรงกัน 

เราคงได้เห็น ระบบ POOL GAS เพื่อประชาชน จะเกิดขึ้นจริงตามที่ผมและ สนพ.ได้ดำเนินการใกล้แล้วเสร็จ

ใครทำก็ได้ ขอให้ทำจริงเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนเป็นใหญ่เท่านั้นครับ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top