Friday, 5 June 2026
นายหัวไทร

ค้างค่านมโรงเรียน ทำเอกชนเดือดร้อนหนัก ขาดสภาพคล่อง จี้ ‘ดร.นฤมล’ รีบแก้ปัญหา_TEST

(3 ธ.ค. 68) นายเฉลียว คงตุก หรือ “นายหัวแมน” หรือที่รู้จักกันในนาม “นายหัวไทร” โพสต์เฟซบุ๊กว่า รายงานข่าวจากผู้ประกอบการโรงงานผลิตนมโรงเรียนเปิดเผยว่า จนถึงขณะสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานการศึกษาเอกชน (สช.) ยังไม่จ่ายเงินเพื่อชำระค่านมโรงเรียนให้กับผู้ประกอบการ สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ประกอบการเป็นอย่างยิ่ง

“การที่ สพฐ. และ สช.ไม่จ่ายค่านมโรงเรียนให้กับผู้ประกอบการ ทำให้ผู้ประกอบการเดือดร้อนอย่างหนัก ขาดสภาพคล่อง และบางรายที่กู้เงินมาก็ต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยอีกต่างหาก”

ผู้ประกอบการโรงนมโรงเรียนรายหนึ่ง กล่าววิงวอนไปยังนายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล และ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึึกษาธิการสั่งการ เร่งรัดให้หน่วยงานรับผิดชอบจ่ายเงินค่านมโรงเรียนเป็นการด่วน

“ค้างค่านมโรงเรียน” สำหรับโรงเรียนเอกชน (สังกัด สํานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน — สช. และโรงเรียนรัฐสังกัด สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน — สพฐ.) มีข้อกำหนดตามระเบียบของ โครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน (school-milk) ค่อนข้างชัดเจน แต่ “ยอดค้าง” ที่เป็นตัวเลขแน่นอนอาจขึ้นกับแต่ละโรงเรียน/จังหวัด

ทั้งนี้โรงเรียน ไม่ว่าของรัฐ (สพฐ.) หรือเอกชน (สช.) ที่เข้าร่วมโครงการ จะได้รับงบอุดหนุนเพื่อให้เด็กนักเรียนได้รับนมตามสิทธิ 260 วันต่อปีการศึกษา (200 วันเรียน + 60 วันช่วงปิดภาค) ตามเกณฑ์ของโครงการ

งบประมาณเพื่อจ่ายค่านมจะถูก “โอน” ไปยังบัญชีเงินอุดหนุนของโรงเรียน โดยโรงเรียนต้องเปิดบัญชีเฉพาะ และเมื่อได้รับโอนแล้ว ภายใน 5 วันทำการ โรงเรียนต้องออก “ใบสำคัญรับเงินในนามโรงเรียน” และเก็บเป็นหลักฐานการรับงบอุดหนุนไว้

โรงเรียนจึงใช้เงินนั้นซื้อ “ผลิตภัณฑ์นมโรงเรียน”และแจกจ่ายให้เด็กตามจำนวนนักเรียนที่มีสิทธิตามเงื่อนไขของโครงการ

การที่มีข่าว “โรงเรียนเอกชน/รัฐ ค้างค่านม” มักมาจากปัญหาการเบิกจ่ายงบ, การโอนงบที่ล่าช้า, หรือความยุ่งยากด้านเอกสาร มากกว่าปัญหาเชิงมาตรฐานของโครงการเอง

สาเหตุอาจรวมถึง:
-งบอุดหนุนยังไม่ถูกโอนเข้าบัญชีโรงเรียน ทำให้โรงเรียนไม่สามารถซื้อและแจกจ่ายนมได้ตามกำหนด
-โรงเรียน อาจไม่ยื่นเอกสารตามแบบฟอร์ม (เช่น แบบ นม.1 / นม.2 / นม.5) หรือยื่นล่าช้า ทำให้เงิน “ค้าง” จนกว่าจะดำเนินการครบถ้วนตามระเบียบ

เพราะฉะนั้น “ค้างค่านมโรงเรียน” ต่าง ๆ มักเป็นประเด็นเฉพาะโรง ไม่ได้มีฐานข้อมูลกลางที่รวบรวมว่า “ค้างรวมกี่บาททั่วประเทศ”

ช่วงเวลาที่ปกติต้องจ่าย / โอนเงินอุดหนุน

สำหรับโรงเรียนเอกชนที่ได้รับการอุดหนุนจาก สช.:
-การขอรับงบอุดหนุนปีละ 2 ครั้ง — โดยขอครั้งที่ 1 ภายใน 10 กรกฎาคม และครั้งที่ 2 ภายใน 10 กุมภาพันธ์ของแต่ละปีการศึกษา
-หลังจากหน่วยงานโอนงบมาให้โรงเรียน โรงเรียนต้องออกใบสำคัญรับเงินภายใน 5 วัน

นำเรียนไปยัง ดร.นฤมล ช่วยตอบคำถามผู้ประกอบการโรงนมด้วยว่า ทำไมเบิกจ่ายล่าช้า และเมื่อไหร่จะได้ เพราะยิ่งนานวันเข้าผู้ประกอบการก็ยิ่งเดือดร้อน ขาดสภาพคล่อง ผู้ประกอบการก็ต้องใช้เงินสดหมุนเวียน เพื่อซื้อน้ำนมดิบเช่นเดียวกัน

#THESTATESTIMES
#NewsFeed
#นายหัวไทร
#ทำเฒ่าเรื่องเพื่อน
#นมโรงเรียน
#นฤมลภิญโญสินวัฒน์
#กระทรวงศึกษาธิการ

‘สจ.อ้วน - ภาคิน เสือดาว’ กระโดดเข้าสู่สนามระดับชาติ ขอลงบัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ หลังคร่ำหวดการเมืองท้องถิ่นจนสุกงอม

‘ภาธิน เสือดาว’ จากคนพื้นที่สุราษฎร์ฯ ผู้ศรัทธาอุดมการณ์ประชาธิปัตย์ สู่เส้นทางการเมืองระดับชาติ

ในห้วงเวลาที่การเมืองไทยต้องการ “คนทำงานจริง” มากกว่าคำสัญญา ภาพของ นายภาธิน เสือดาว หรือที่หลายคนรู้จักในนาม สจ.อ้วน (ชื่อเดิม เอกพจน์ เสือดาว) กำลังสะท้อนให้เห็นถึงนักการเมืองท้องถิ่นที่เติบโตจากงานพื้นที่อย่างแท้จริง พร้อมก้าวสู่สนามการเมืองระดับประเทศในนามพรรคที่เขาศรัทธามาตลอดชีวิต “พรรคประชาธิปัตย์”

จากลูกหลานสุราษฎร์ฯ สู่บทบาทนักการเมืองท้องถิ่น หลังจบรามคำแหงก็มุ่งหน้ากลับมารับใช้บ้านเกิด

ด้วยรากเหง้าที่ผูกพันแน่นแฟ้นกับจังหวัดสุราษฎร์ธานี ภาธิน เติบโตจากการทำงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เขาเคยได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่ง สมาชิกสภาจังหวัด (สจ.) สุราษฎร์ธานี 1 สมัย ทำงานใกล้ชิดกับประชาชนและองค์กรท้องถิ่นในหลากหลายมิติ

ประสบการณ์ที่สั่งสมยังพาเขาไปทำหน้าที่สำคัญในระดับเทศบาล โดยเคยเป็นเลขานุการนายกเทศมนตรี นานถึง 1 สมัย (8 ปีเต็ม) ทำให้เข้าใจการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่การพัฒนาพื้นที่ การแก้ปัญหาชุมชน ไปจนถึงการบริหารงบประมาณและบุคลากร

ก้าวผ่านความพ่ายแพ้ เพื่อเติบโต

ในการเลือกตั้ง สจ.ครั้งที่ผ่านมา ภาธินตัดสินใจกลับลงสนามอีกครั้ง แม้ผลการเลือกตั้งจะ “สอบตก” ไม่ได้กลับมารับตำแหน่ง แต่เขามองว่านั่นไม่ใช่จุดจบ หากเป็นบทเรียนที่ผลักดันให้ก้าวต่อไปอย่างแข็งแรงกว่าเดิม

เขามักพูดเสมอว่า
“การเมืองคือการทำงานเพื่อคน ไม่ใช่ตำแหน่ง”

เอกพจน์ หรือ สจ.อ้วน มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะใช้ความรู้ความสามารถเข้าไปขับเคลื่อนนโยบายด้านเด็ก เยาวชน กิจกรรมสร้างเครือข่ายของพรรค รวมทั้งสะท้อนความต้องการของคนรุ่นใหม่ อีกทั้งการผลักดันนโยบายการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้แนวทาง “ท้องถิ่นจัดการตนเอง“ เกิดขึ้นจริง ให้ท้องถิ่นสามารถบริหารงบประมาณได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยเพื่อตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของประชาชน

อันเป็นการช่วยรัฐบาลกลางในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของพี่น้องประชาชน

ก้าวผ่านความพ่ายแพ้ เพื่อเติบโต

สู่การเมืองระดับชาติ บทพิสูจน์ใหม่ของคนทำงานตัวจริง

วันนี้ ภาธิน เสือดาว ตัดสินใจยกระดับเส้นทางชีวิตการเมืองครั้งสำคัญ ด้วยการ เสนอตัวเป็นผู้ประสงค์สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์

นี่ไม่ใช่เพียงการก้าวขึ้นสู่การเมืองระดับชาติ แต่คือการประกาศชัดว่า คนทำงานจากพื้นที่ พร้อมนำประสบการณ์ ความเข้าใจประชาชน และอุดมการณ์ที่ยึดมั่น มาร่วมพัฒนาประเทศในระดับที่ใหญ่กว่าเดิม

ศรัทธาต่อประชาธิปัตย์อุดมการณ์ที่ไม่เปลี่ยน

ภาธินเป็นหนึ่งในคนรุ่นใหม่ของสุราษฎร์ฯ ที่เติบโตมาพร้อมกับแนวคิด “ซื่อสัตย์ โปร่งใส ทำงานเพื่อประชาชน” ตามแบบฉบับประชาธิปัตย์ ไม่เคยเปลี่ยนพรรค ไม่เคยเปลี่ยนใจ แม้ช่วงเวลาทางการเมืองจะผันผวนเพียงใด

เส้นทางของ ภาธิน เสือดาว จึงไม่ใช่เพียงการเดินจากตำบล สู่จังหวัด และกำลังก้าวสู่ประเทศ
แต่คือเรื่องราวของคนทำงานตัวจริง ผู้ศรัทธาในอุดมการณ์ และมีหัวใจอยากรับใช้บ้านเกิดอย่างแท้จริง

การลงสมัครแบบบัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้ อาจเป็นก้าวสำคัญ ที่เปิดประตูให้เขาได้พิสูจน์บทบาทใหม่ในสภาผู้แทนราษฎร — พร้อมสะท้อนเสียงประชาชนจากสุราษฎร์ฯ สู่ระดับชาติอย่างเต็มภาคภูมิ

บททดสอบความรับผิดชอบของ 'ธรรมนัส' เมื่อปมน้ำมันเถื่อนถูกลากเข้าสมรภูมิเลือกตั้ง สังคมจี้ ในฐานะ รองนายกฯ ต้องเดินให้สุดทาง ชี้ รู้แล้วเฉยเสี่ยงผิดละเว้นปฏิบัติหน้าที่

‘ธรรมนัส’ สวน ‘อภิสิทธิ์’ ปม “พรรคสีเทา” แต่คำถามใหญ่คือ ใครต้องเดินให้สุดทางกับความจริง และแรงกดดันที่ย้อนกลับมาหาผู้มีอำนาจรัฐ

คำประกาศของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ย้ำชัดว่าจะไม่ร่วมรัฐบาลกับ พรรคกล้าธรรม โดยให้เหตุผลว่าเป็น “พรรคสีเทา” ได้กลายเป็นชนวนทางการเมืองที่ลุกลามเกินกว่าการจับขั้วจัดตั้งรัฐบาลทั่วไป

เพราะคำตอบโต้จาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า แกนนำพรรคกล้าธรรม และรองนายกรัฐมนตรี ไม่ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาในเชิงภาพลักษณ์เท่านั้น แต่กลับสวนกลับด้วยการพาดพิงถึง อดีต สส.นครศรีธรรมราช ซึ่งมีดีกรีถึงอดีตรัฐมนตรี ว่าเกี่ยวข้องกับ ขบวนการค้าน้ำมันเถื่อน พร้อมตั้งคำถามเชิงย้อนศรไปยังพรรคประชาธิปัตย์

การโต้กลับเช่นนี้ ทำให้ประเด็น “พรรคสีเทา” ขยับสถานะจากวาทกรรมทางการเมือง ไปสู่ข้อกล่าวหาที่แตะต้อง อาชญากรรมข้ามชาติและผลประโยชน์ผิดกฎหมาย ซึ่งหากเป็นเรื่องจริง ย่อมไม่ใช่เรื่องที่สังคมควรปล่อยให้จบลงด้วยการแลกหมัดทางคำพูด

ท่ามกลางบรรยากาศดังกล่าว ปฏิพัทธ์ เมืองสุวรรณ ผู้สมัคร สส.เขต 3 พรรคพลวัต ออกมาเคลื่อนไหวโดยเรียกร้องให้ร.อ.ธรรมนัส “เดินไปให้สุดทาง” กับข้อมูลที่อ้างว่ามีอยู่ ด้วยการเปิดเผยความจริงต่อสาธารณะ และดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้องตามกระบวนการกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา

การเคลื่อนไหวของ  ปฏิพัทธ์ สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจ เพราะชี้ให้เห็นว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าใครเป็นฝ่ายใดในสมรภูมิการเมือง แต่อยู่ที่ว่า เมื่อผู้มีอำนาจรัฐอ้างว่ารู้เห็นการกระทำผิดร้ายแรง จะรับผิดชอบต่อข้อมูลนั้นอย่างไร

จุดสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามคือ สถานะของร.อ.ธรรมนัสในปัจจุบัน ไม่ได้เป็นเพียงนักการเมืองหรือแกนนำพรรค แต่ยังดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานของรัฐโดยตรง

ในทางกฎหมาย หากเจ้าพนักงานมีอำนาจหน้าที่ และรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำผิด แต่ไม่ดำเนินการตามหน้าที่ ย่อมอาจถูกตั้งคำถามถึงความผิดฐาน ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 แม้การกล่าวถึงมาตราดังกล่าวยังเป็นเพียงการตั้งคำถามในเชิงหลักการ แต่ก็เพียงพอที่จะเพิ่มแรงกดดันทางการเมืองและสังคมต่อผู้ถูกพาดพิง

สถานการณ์นี้จึงไม่ใช่เพียงการปะทะกันระหว่าง “อดีตผู้นำรัฐบาล” กับ “แกนนำพรรคร่วมรัฐบาล” แต่เป็นบททดสอบสำคัญของการเมืองไทย ว่า คำกล่าวหาที่รุนแรงจะถูกแปลงเป็นการตรวจสอบจริงหรือไม่ หรือจะจบลงเพียงแค่การใช้ประโยชน์ทางการเมืองช่วงเลือกตั้ง

ท้ายที่สุด คำว่า “สีเทา” อาจไม่สำคัญเท่ากับคำถามว่าใครจะกล้าทำให้ความจริง “ขาวหรือดำ” ด้วยพยานหลักฐานและกระบวนการยุติธรรม

เพราะในสังคมประชาธิปไตย ความน่าเชื่อถือของนักการเมือง ไม่ได้วัดจากความแรงของคำพูด แต่วัดจากความกล้าที่จะรับผิดชอบต่อคำพูดของตนเอง

ร.อ.ธรรมนัส จะ “ทำมากกว่าพูด หรือพูดมากกว่าทำ จะได้พิสูจน์กับในกรณีนี้เป็นปฐมบท
 

ศักดิ์ศรีไทยราคาเท่าไหร่? แฉ "เงินสีเทา" ซื้ออนาคต 4 ปี แลกเศษเงินสกปรกธุรกิจมืด ทั้งจากสแกมเมอร์-น้ำมันเถื่อน ตีค่าตัวคนไทยแค่ 1.36 บาทต่อวัน!

เงินสีเทาซื้อศักดิ์ศรีคนไทย ร่วมกันต้านการเมืองสกปรก

การเมืองเชิงตัวเลขที่น่าสนใจ ตัวเลขจากการคำนวณเงินซื้อสิทธิ์ขายเสียง อันเป็นเงินที่ได้มาโดยมิชอบ ทุจริต คอร์รัปชัน ค้ายาเสพติด ค้าของเถื่อน ค้าน้ำมันเถื่อน ฮั้วประมูล พนันออนไลน์ สแกมเมอร์ ล้วนแล้วแต่เป็นเงินสกปรก โสมม นำมาใช้ซื้อศักดิ์ศรีของประชาชน

พี่น้องประชาชนพึงอ่าน และทบทวนอย่างมีสติ ใช้ปัญญาตรึกตรอง ซึ่งเข้าใจได้ว่า เงิน 300-500-1000-2000 มีความหมายยิ่งในห้วงเวลาที่ยากลำบาก ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าลูกไปโรงเรียนรออยู่ แต่น่าจะมีวิธีการอื่นที่ดีกว่าในการหาเงิน ไม่ทำลายศักดิ์ศรี ไม่ทำลายประชาธิปไตย

ที่ผ่านมาเราได้อะไรจากการขายอนาคตไป 4 ปีเพื่อแลกกับเศษเงินสกปรกเพียงไม่กี่บาท ที่เขาหามาได้อย่างง่ายดายบนความทุกข์ยากเดือดร้อนของคนอื่น

บทสรุปเชิงตัวเลขที่น่าสะเทือนใจยิ่งราคาของศักดิ์ศรีที่ถูกตีค่าแค่ 1.36 บาท/วัน เงิน 2,000 บาทที่ได้รับจากการขายสิทธิ์อาจดูเหมือนมากในวันที่รับมา แต่เมื่อกางตัวเลขออกมาดูความจริงที่น่าใจหายตลอดวาระ 4 ปี (1,460 วัน) คุณค่าของเสียงเราจะเหลือเพียง 1.36 บาทต่อวัน หรือ 41.66 บาทต่อเดือน หรือ500 บาทต่อปี

เงินไม่ถึง 1.36 บาทต่อวัน ไม่สามารถซื้อข้าวได้แม้แต่หนึ่งคำ เดี๋ยวนี้ข้าวราดแกงจานละ 40-50 บาทแล้ว แต่เรากลับยอมแลกมันกับโอกาสที่จะได้โรงเรียนดีๆ โรงพยาบาลที่มีคุณภาพ หรือคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิม และอื่นๆอีกมากมายตลอด 4 ปีเต็ม เมื่อเขาซื้อสิทธิ์ไปแล้ว เขาก็ไม่จำเป็นต้องมาใส่ใจดูแล สมัยหน้าค่อยซื้อใหม่

ยังมีเวลาคิดใหม่ ตั้งสติใช้ปัญญาคิด "กินเหยื่อ ไม่กินเบ็ด" คือทางออกของศักดิ์ศรีในยุคนี้ หากเงินเหล่านั้นคือ "เหยื่อ" ที่เขานำมาล่อเพื่อให้เรายอมจำนน จงรับเหยื่อนั้นไว้ถ้าจำเป็น แต่จงอย่ากลืน "เบ็ด" ที่จะผูกมัดอนาคตของเราและลูกหลานไว้กับนักการเมืองเลวๆที่เริ่มต้นการทำงานด้วยการโกงเงินซื้อเสียงอยู่กับเราเพียงวันเดียว แต่คนโกงจะอยู่กับเราไปอีก 1,460 วัน

เขาจะใช้ตำแหน่งที่ได้มาจากการซื้อสิทธิ์ไปจากเราไปแสวงหาประโยชน์เพื่อตนเองและพวกพ้อง ปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง และพวกพ้อง โดยไม่จำเป็นต้องใส่ใจความทุกข์ยากเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน

ร่วมกันครับสร้างการเมืองที่ไม่โกง ไม่ทุจริต No money police สร้างการเมืองที่ไม่จำเป็นต้องใช้เงินเพื่อซื้อสิทธิ์ของพี่น้องประชาชน

ผมกำลังติดตามดูการหาเสียงเลือกตั้งระดับท้องถิ่น ก็มีการใช้เงินกันมากไม่น้อยไปกว่ากัน แต่ในห้วงเวลาเดียวกันผมได้เห็นนิมิตรหมายของปรากฏการณ์ทางการเมืองในการหาเสียง แบบชูนโยบายอย่างน้อยสองแห่ง คือ การหาเสียงของ “เสมือน ถาวรนุรักษ์”ผู้สมัครนายกฯอบต.แหลม อ.หัวไทร และ ละม้าย เสนขวัญแก้ว ผู้สมัครนายกฯอบจ.เขาพังไกร อ.หัวไทร จ.นครศรีฯ ที่เน้นการเดินพบปะเจ้าของสิทธิ์ ไม่มีการจัดตั้ง มุ่งหน้าเดินสายตั้งเวทีปราศรัย พูดถึงนโยบาย ไม่พาดพิง หรือใส่ร้ายคู่แข่ง

มิติใหม่ทางการเมือง น่าจะสร้างความสะพรึงกลัวให้กับคู่แข่งไม่น้อย คู่แข่งที่ไม่ได้ใช้วิธีการแบบนี้ เริ่มมีข่าวการเล่นเกมไม่ตรงไปตรงมา

ไม่ได้คาดหวังอะไรมากกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ในฐานะผู้จัดการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์เที่ยงธรรม เพียงหวังให้ กกต.ทำหน้าที่อย่างเข้มข้นก็พอใจแล้ว

ศาลฎีกา สั่งถอนชื่อ 3 ผู้สมัคร สส. พรรคดัง เหตุเคยต้องคดี ที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว และเคยถูกจำคุก

วันที่ 3 ก.พ. 2569 ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ได้เผยแพร่คำพิพากษาคดีเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร ปี พ.ศ 2569 โดยมีคำสั่งถอนชื่อออกจากประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 3 ราย จาก 3 พรรคการเมือง เนื่องจากเคยมีคดีที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว และเคยถูกจำคุก

1. นายปฏิพัทธ์ เมืองสุวรรณ์ ผู้สมัคร สส. นครศรีธรรมราช เขต 3 พรรคพลวัต เคยได้รับโทษจำคุกในคดีความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค 3 คดี พ้นโทษจำคุกเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2564 ยังไม่ถึงสิบปีนับถึงวันเลือกตั้ง

โดยได้รับโทษจำคุก 4 เดือน 15 วัน ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1314/2562, โทษจำคุก 4 เดือน 15 วัน ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 79/2563 และโทษจำคุก 1 เดือน ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1786/2563 ของศาลจังหวัดพัทลุง ซึ่งมีใช่ความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ คดีถึงที่สุดแล้ว

นายปฏิพัทธ์ จึงเป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 98(7) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 42(9)

2. น.ส.ณัฐธัญรดี ปรีณาภาชัยสิริ ผู้สมัคร สส.ชลบุรี เขต 6 พรรคไทยสร้างไทย เคยได้รับโทษจำคุกในคดีความผิดต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค ตามคำพิพากษาของศาลแขวงชลบุรีในคดีหมายเลขแดงที่ 1800/2559 พ้นโทษจำคุกเมื่อวันที่ 17 เม.ย. 2560 ยังไม่ถึงสิบปีนับถึงวันเลือกตั้ง

โดย น.ส.ณัฐธัญรดี คัดค้านว่าการพ้นโทษยุติลงก่อนที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ 2561 มีผลใช้บังคับ และคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติยกเลิกพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 เมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2566 แสดงถึงเจตนารมณ์ที่ไม่ประสงค์จะลงโทษจำคุกประชาชนในความผิดดังกล่าว

ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง วินิจฉัยว่า เมื่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ 2561 มีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไปแก่ผู้สมัครทุกคนโดยไม่มีข้อยกเว้นหรือบทเฉพาะกาล ให้ใช้เฉพาะการลงโทษภายหลังกฎหมายมีผลใช้บังคับแล้วเท่านั้น ผู้คัดค้านจึงไม่อาจยกขึ้นอ้างว่ากฎหมายดังกล่าวไม่มีผลใช้บังคับแก่กรณีของผู้คัดค้าน

ส่วนที่ผู้คัดค้านอ้างว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติยกเลิกพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 เป็นเพียงขั้นตอนของการพิจารณายกเลิกกฎหมายเท่านั้น แต่ปัจจุบันยังไม่ได้ประกาศใช้บังคับ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเคยได้รับโทษจำคุกในความผิด ซึ่งมิใช่ความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ โดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึงสิบปีนับถึงวันเลือกตั้ง

น.ส.ณัฐธัญรดี จึงเป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 98(7) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 42(9)

‘อ้อย-สมชาติ ประดิษฐ์พร’ บ้านใหญ่สุราษฎร์ 1 เดียวผู้นำพาประชาธิปัตย์ก้าวข้ามหลุมดำ

ปรากฏการณ์ประชาธิปัตย์ฟื้นคืนชีพสะท้อนผ่านสนามเลือกตั้งภาคใต้ในบางจังหวัด เช่น นครศรีธรรมราช 4 คน สงขลา 2 คน ตรัง 2 คน แต่ยังไม่เพียงพอจะตอบว่า “ประชาธิปัตย์กลับมาแล้วกับกระแสช่วงก่อนหย่อนบัตรที่มาแรงมาก แต่ก็พิสูจน์ให้เห็นว่า ประชาธิปัตย์ไม่สูญพันธุ์ ไม่ใช่พรรคต่ำสิบตามคำปรามาสอีกต่อไป

ปรากฏการณ์ “สมชาติ ประดิษฐ์พร” บ้านใหญ่ที่ไม่เคยหายไปไหนก็กลับมาทวงแชมป์คืนในการเลือกตั้งรอบใหม่ หลังจากประชาธิปัตย์แพ้ยกจังหวัดสุราษฎร์ธานีในการเลือกตั้ง ปี 66

สมชาติ ประดิษฐ์พร อดีต ส.ส. 1 สมัย จากพรรคประชาธิปัตย์ คือหนึ่งในตัวแทนการเมืองแบบ “บ้านใหญ่ท้องถิ่น” ที่ฝังรากลึกในพื้นที่มายาวนาน กลับมาแจ้งเกิดใหม่ และพร้อมเดินหน้าสร้างพรรคต่อไปกลายเป็นการรีเทิร์นที่มีนัยสำคัญ

สมชาติ ประดิษฐพร ว่าที่ ส.ส.เขต 4 สุราษฎร์ธานี หนึ่งเดียวของพรรคประชาธิปัตย์ ผู้คร่ำวอดในแวดวงการเมืองมาอย่างยาวนาน เป็นอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์มาก่อนเพลี่ยงพล้ำให้กระแสลุงตู่ฟีเวอร์ พ่ายให้กับพันธ์ศักดิ์ บุญแทน จากค่ายรวมไทยสร้างชาติ

อ้อย-สมชาติ ลงเลือกตั้งปี 69 เจอคู่แข่งเก่า สส.ตุด พันธ์ศักดิ์ บุญแทน ที่ย้ายค่ายไปสังกัดสีน้ำเงิน ภูมิใจไทย อ้อย-สมชาติกลับมาชนะใจคนเขต 4 ได้อีกครั้ง คะแนนรวม 40,000 กว่าคะแนน

กล่าวถึงสมชาติ เกิดเมื่อวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2509 ที่ตำบลท่าโรงช้าง อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นบุตรของดำรง กับนางประภา ประดิษฐพร ด้านครอบครัวสมรสกับนางวสุ ประดิษฐพร (สกุลเดิม: ยังวิวัฒน์) นายกเทศมนตรีเมืองท่าข้าม มีบุตร 3 คน คือ เด็กหญิงโอฬาริศา ประดิษฐพร, เด็กหญิงไอยวริญ ประดิษฐพร และเด็กหญิงอริญรดา ประดิษฐพร

สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยศรีปทุม และระดับปริญญาโท คณะรัฐประศาสนศาสตร์ จากวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม

สมชาติ เคยเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี 3 สมัย (2534–2542, 2543–2554, 2555–2561) และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี (2540–2543) และได้รับเลือกให้เป็นประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี (2552–2561)

จุดยืนที่หนักแน่นชัดเจนมั่นคงต่ออุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้ชาวบ้านเกิดแรงรักแรงศรัทธาต่อนักการเมืองอย่างอ้อย-สมชาติ

ทำให้ชนะหัวใจของชาวสุราษฎร์ธานีอย่างปฏิเสธไม่ได้ ทั้งคะแนนเขต และคะแนนบัญชีรายชื่อที่มากที่สุดถึง 330,000 กว่าคะแนน ซึ่งสูงสุดเป็นอันดับต้นๆของภาคใต้

การกลับมาของอ้อย-สมชาติ คำถามคือ…นี่คือการฟื้นตัวของพรรคประชาธิปัตย์ หรือเป็นเรื่องของ “ตัวบุคคล” หรือสัญญาณชีพของ “เครือข่ายบ้านใหญ่”?

กรณีของสมชาติ จุดแข็งไม่ได้อยู่ที่โลโก้พรรคอย่างเดียว แต่อยู่ที่ สายสัมพันธ์ในพื้นที่ ที่สั่งสมมานาน เวลาเลือกตั้ง บ้านใหญ่ไม่ได้เริ่มนับหนึ่งใหม่ทุกครั้ง แต่เริ่มจาก “ทุนทางสังคม” ที่สะสมไว้

ปี 66 ประชาธิปัตย์แพ้เรียบ ยกจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพราะอะไร

ปี 2566 เป็นปีที่ “กระแสชาติ” กลบ “กระแสพื้นที่”
หลายจังหวัดเกิดการเปลี่ยนขั้วแบบยกแผง บ้านใหญ่หลายแห่งโดนกระแสพรรคใหญ่ระดับประเทศดูดฐานเสียงไป อันเป็นการสอบตกในห่วงกระแสประชาธิปัตย์วูบไปมาก

บ้านใหญ่จึงเหมือนต้นไม้ใหญ่ที่โดนไฟป่า ไม่ได้ตาย แต่ใบไหม้เกรียม
ปี 69 กลับมาได้ 1 เขต อันเป็นการสะท้อนว่า การกลับมาได้ 1 เขต ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันสะท้อนว่าฐานเสียง “แกนแข็ง” ยังอยู่ /เครือข่ายท้องถิ่นยังทำงาน เมื่อกระแสชาติอ่อนลง การเมืองพื้นที่จะกลับมามีบทบาท

บ้านใหญ่แบบสมชาติไม่ได้ชนะเพราะกระแส แต่ชนะเพราะ ความผูกพันเชิงพื้นที่ พูดง่าย ๆ คือ
กระแสมาเร็วไปเร็ว
แต่ความสัมพันธ์ในชุมชนเดินช้า ๆ และอยู่นาน มั่นคงยั่งยืน

นี่คือสัญญาณฟื้นของประชาธิปัตย์หรือไม่?
คำตอบยังไม่เต็มร้อย
ถ้าเป็นการชนะจาก “ตัวบุคคล” แค่คือชัยชนะเฉพาะจุด ถ้าเป็นการชนะจาก “โครงสร้างพรรค” คือการฟื้นระดับระบบ

กรณีนี้ดูจะเอนเอียงไปทาง พลังบ้านใหญ่เฉพาะพื้นที่ มากกว่าพลังแบรนด์พรรค

ครอบครัว “ประดิษฐ์พร” ครอบครัวการเมือง

ไม่ใช่แค่ ‘อ้อย-สมชาติ ประดิษฐ์พร’ ที่คลุกคลีอยู่กับการเมือง แต่ ‘วสุ ประดิษฐ์พร’ ภรรยาของสมชาติ ก็เป็นนักการเมือง เป็นนักการเมืองระดับท้องถิ่น โดยได้รับเลือกตั้งจากประชาชนในเขตเทศบาลเมืองท่าข้าม อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี ให้เป็นนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองท่าข้ามในการเลือกตั้งเมื่อต้นปี 2568 ที่ผ่านมา

วสุได้รับการเลือกตั้ง พร้อมๆกับคนอื่นๆ อันเป็นการจัดการเลือกตั้งผู้บริหารเทศบาลและสมาชิกสภาเทศบาลพร้อมกับเทศบาลทั่วประเทศเมื่อ วันที่ 11 พฤษภาคม 2568 (2025) 
 
วาระการดำรงตำแหน่ง
ตามระบบการเลือกตั้งเทศบาลของไทย นายกเทศมนตรีที่ได้รับเลือกตั้งจะมี วาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี (ตามพระราชบัญญัติเทศบาล) จึงหมายความว่าได้รับเลือกตั้งพฤษภาคม 2568 (2025) วาระสิ้นสุดโดยทั่วไปประมาณ พฤษภาคม 2572 (2029)

กล่าวถึงวสุ ประดิษฐ์พรชื่อเสียงไม่ใช่จะเพิ่งปรากฏตอนสมัครเป็นผู้สมัครลง นายกเทศมนตรีเมืองท่าข้าม ใน การเลือกตั้งเทศบาลเมืองท่าข้าม รอบปี 2568 (2025) และ ได้รับชัยชนะคู่แข่งจากผู้ดำรงตำแหน่งเดิม (อดีตนายกฯ) ซึ่งสะท้อนว่ามีฐานเสียงและความเชื่อมั่นจากประชาชนในพื้นที่พอสมควร จากการเป็น “รองนายกเทศมนตรี” มาก่อน การมีประสบการณ์บริหารเทศบาลและคุ้นเคยกับงานท้องถิ่นอยู่ก่อน จึงเป็นที่รู้จักมักคุ้น มีผลงานหรือภาพลักษณ์ของเขาดีและเลือกให้เป็น “นายกเทศมนตรี” เพราะมีผลงานหรือความเชื่อว่าทำงานได้ต่อเนื่อง   

ในสังคมคนเมืองคนดีสุราษฎร์ธานี รับรู้กันว่า วสุก็ไม่ธรรมดา เพราะเป็นภรรยาของบ้านใหญ่ “อ้อย-สส.สมชาติ ประดิษฐ์พร” นั้นเอง สมชาติ ประดิษฐพร ว่าที่ ส.ส.เขต 4 สุราษฎร์ธานี (พุนพิน ตาขุน) หนึ่งเดียวของพรรคประชาธิปัตย์ ผู้คร่ำsวอดในแวดวงการเมืองมาอย่างยาวนาน เป็นอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งปี 62 มาเพลี่ยงพล้ำให้กระแสลุงตู่ฟีเวอร์ พ่ายให้กับพันธ์ศักดิ์ บุญแทน จากค่ายรวมไทยสร้างชาติ

อ้อย-สมชาติ ลงเลือกตั้งปี 69 นี้ เจอคู่แข่งเก่า ส.ส.ตุด พันธ์ศักดิ์ บุญแทน ที่ย้ายค่ายไปสังกัดสีน้ำเงิน ภูมิใจไทย อ้อย-สมชาติกลับมาชนะใจคนเขต 4 ได้อีกครั้ง คะแนนรวม 40,000 กว่าคะแนน

กล่าวถึงสมชาติ การกลับมาแจ้งเกิดใหม่อีกครั้งจึงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับสมชาติ เพราะเขาเติบโตมาจากการเมือง จากสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี 3 สมัย (2534–2542, 2543–2554, 2555–2561) และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี (2540–2543) และได้รับเลือกให้เป็นประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี (2552–2561) ก่อนได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.ปี 62 และกลับมายืดอกได้อีกครั้งในปี 69 พร้อมเพื่อ ส.ส.เขตอีก 9 คน

จากข้อมูลที่กล่าวมาจะพบว่า “ครอบครัวประดิษฐ์พร” คือครอบครัวการเมืองจริง ทั้งสามีและภรรยาต่างเป็นนักการเมืองที่เติบโตมาจากการเมืองท้องถิ่น

ภูมิใจไทยจะจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีให้สายใต้กี่คน 3-4 ฤา…ถึงเวลา “สรรเพชญ บุญญามณี”แล้ว

สายใต้ภูมิใจไทย ควรมีรัฐมนตรีกี่ตำแหน่ง และควรจัดสรรให้ใครบ้าง

ต้องยอมรับความจริงว่า ผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทยรุกคืบเข้าสนามเลือกตั้งภาคใต้แบบเข้าเป้า 31 ที่นั่ง จาก 59 ที่นั่ง คว้าไปเกินครึ่ง ฝั่งอันดามันกวาดเกือบเรียบ เว้นภูเก็ต และตรังเท่านั้น สงขลา นครศรีฯก็ต้อนไปเยอะ

แน่นอนว่า ผลการเลือกตั้งที่ออกมาภูมิใจไทยแลนด์สไลด์ ทะลุ 193 ที่นั่งเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล รวบรวมเสียงได้แล้วเกือบ 300 เสียง

รอเพียงผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)รับรองแล้ว

งั้นเรามาวิเคราะห์สูตรจัดตั้งใหม่แบบตั้งหลักว่า สายใต้ภูมิใจไทยจะมีรัฐมนตรีกี่คน ข้อมูลตั้งต้นคือภูมิใจไทยมี สส.ใต้ 31 คน

สูตรคำนวณในการแบ่งสรรโควต้ารัฐมนตรีน่าจะเป็น  9:1 = 31 ÷ 9 ≈ 3.4
ดังนั้นโควตา “สมเหตุสมผล” คือ 3 ตำแหน่ง หรือถ้าเขี้ยวในการต่อรองอาจจะได้ถึง 4 เก้าอี้

ไม่ต้องโยงบ้านใหญ่
ไม่ต้องโยงจังหวัดที่พรรคไม่ได้ ไม่ต้องโยงข้ามพรรค

หลักคิดควรเป็นแบบนี้ 1.คนจากจังหวัดที่พรรคชนะยกจังหวัด เช่น กระบี่ ชุมพร หรือพังงา ควรจะมี 1 ตำแหน่งรัฐมนตรี แต่ถ้าเชิงลึกจริงๆ ควรจะเป็นกระบี่ 4 สส. น่าจะมีสักตำแหน่ง ส่วนจะเป็นใครอยู่ที่การเจรจาต่อรอง ยังจะเป็นคนเดิมไหม

สูตรลับค้ำบัลลังก์!! ‘เนวิน’ งัดตำนานเพื่อนรักร่วมรัฐบาลปี 51 จ่อดึง 22 เสียง ‘ประชาธิปัตย์‘ สร้างเสถียรภาพ พร้อมดัน ‘อภิสิทธิ์’ นั่งประธานรัฐสภา หวังเสริมแกร่งหนุน ’ภูมิใจไทย‘ อยู่ยาว

“เนวิน” เปิดดีล 22 เสียงประชาธิปัตย์ ที่ “อภิสิทธิ์” ยากจะปฏิเสธ
……..
จริงเท็จประการใดไม่ทราบกับข่าวว่า “เนวิน ชิดชอบ” หัวเรือใหญ่ หรือครูใหญ่พรรคภูมิใจไทย เปิดดีลสร้างภาพลักษณ์ให้รัฐบาล “อนุทิน 2” ด้วยการดึงประชาธิปัตย์ 22 เสียง มาอยู่กับซีกรัฐบาล โดยชงหวานให้ “อภิสิทธิ์ เวชชีชีวะ” นั่งตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งหมายถึงนั่งประธานรัฐสภาด้วยนั้นเอง

ก็ถือเป็นอีกสูตรที่เป็นไปได้ ถ้าโจทย์อยู่ที่ว่า รัฐบาลนี้ต้องอยู่ยาว ล้มยาก รัฐมนตรีไม่มีรอยด่างพลอยให้นักร้องจ้องยื่นศาลด้วยข้อหา “จริยธรรม” อันจะกระทบถึงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วย

ที่บอกว่าเป็นไปได้ #นายหัวไทร จะพาย้อนไปดูเหตุการณ์ทางการเมือง ที่ “อภิสิทธิ์”จะต้องไม่ลืมและจดจำไปตลอดชีวิต เป็นเหตุการณ์ที่ เนวิน ชิดชอบ นำ ส.ส. ในกลุ่มของตนยกมือสนับสนุน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2551

เป็นช่วงปลายปี 2551 หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย “ยุบพรรคพลังประชาชน” ทำให้ต้องจัดตั้งรัฐบาลใหม่ในสภา

ตอนนั้นกลุ่มของเนวิน ซึ่งถูกเรียกว่า “กลุ่มเพื่อนเนวิน” หรือภายหลังพัฒนาเป็นแกนของ พรรคภูมิใจไทย ตัดสินใจแยกตัวจากขั้วเดิม แล้วหันไปสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์

ผลคือวันที่ 15 ธันวาคม 2551 สภาผู้แทนราษฎรลงมติเลือกอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ของไทย สร้างปรากฏการณ์ใหม่ทางการเมือง

การโหวตครั้งนั้นเปลี่ยนสมดุลการเมืองแบบพลิกกระดานกลางสภาเลยทีเดียว เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในจังหวะ “เปลี่ยนขั้ว เปลี่ยนขุน” ที่สำคัญของการเมืองไทยยุคหลังปี 49

นี้เป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองที่ “อภิสิทธิ์”จพปฏิเสธไม่ได้ถ้า “พี่เน”เอ่ยปากของให้มาช่วยขับเคลื่อนรัฐบาลไปด้วยกัน ช่วยผลักดันกฎหมายสำคัญๆ ให้ผ่านพ้นไปด้วยดี ผ่านกลไกระบอบรัฐสภาที่มี “อภิสิทธิ์”นั่งคุมหัวโต๊ะ

จับตาด้วยใจลุ้นระทึกว่า ดีลนี้จริงหรือไม่ และจะสำเร็จหรือเปล่า

อสม.ชี้ถูกใช้ทางการเมือง 'ชวน หลีกภัย' ตั้งคำถาม อสม.ถูกใช้เครื่องมือ โครงสร้างกระจายอำนาจทำงานทับซ้อน อสม. ยังเป็นกลไกหลักด้านสาธารณสุข เสี่ยงถูกมองเป็นเครือข่ายการเมืองท้องถิ่น

เมื่อ “อสม.” หรืออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ถูกตั้งคำถามว่าเป็นเครื่องมือทางการเมือง

ชวน หลีกภัย นักการเมืองอาวุโส พรรคประชาธิปัตย์ เป็นคนเปิดประเด็น ว่า อสม.ถูกพรรคการเมืองบางพรรคใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการเลือกตั้ง 2-3 ครั้งที่ผ่านมา และยังรวมไปถึงกำนัน ผู้ใหญ่บ้านด้วย

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) กำลังถูกใช้เป็น “เครื่องมือทางการเมือง” ของผู้มีอำนาจในพื้นที่ โดยเฉพาะเมื่อต้องทำงานประสานกับ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือเครือข่ายนักการเมืองท้องถิ่น คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า บทบาทของ อสม. ที่แท้จริงนั้นอยู่ตรงไหน และโครงสร้างการทำงานแบบปัจจุบันเปิดช่องให้การเมืองเข้ามาแทรกแซงหรือไม่

หากพิจารณาในเชิงโครงสร้าง อสม. แตกต่างจากกำนันหรือผู้ใหญ่บ้านอย่างมีนัยสำคัญ เพราะไม่ได้ผ่านกระบวนการเลือกตั้งที่เข้มข้นเหมือนตำแหน่งฝ่ายปกครองท้องที่ ภาพลักษณ์ของ อสม. ในสายตาชาวบ้านส่วนใหญ่จึงยังเป็นด้านบวก เนื่องจากบทบาทหลักคือการทำงานด้านสุขภาพชุมชน เป็นผู้ช่วยเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ดูแลข้อมูลสุขภาพของประชาชน และเป็นกลไกสำคัญในการสื่อสารด้านสาธารณสุขในระดับหมู่บ้าน

ลักษณะการทำงานของ อสม. ยังเป็นระบบที่มีการประสานงานแบบ “รวมศูนย์” และทำงานเป็นทีมในระดับตำบลหรืออำเภอ การเคลื่อนไหวหรือกิจกรรมต่าง ๆ จึงมักรับรู้กันในเครือข่ายทั้งหมด ไม่ได้เป็นการทำงานแบบต่างคนต่างทำเหมือนองค์กรอิสระทั่วไป

โดยโครงสร้างเดิม อสม. อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กระทรวงสาธารณสุข และมี โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เป็นศูนย์กลางในการประสานงานในแต่ละพื้นที่ แต่เมื่อมีนโยบายกระจายอำนาจให้บางจังหวัด โอนย้าย รพ.สต. ไปอยู่ภายใต้การกำกับขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ความซับซ้อนก็เริ่มเกิดขึ้นทันที
อสม.เป็นเครื่องมือทางการเมืองจริงหรือไม่…?

สถานการณ์ปัจจุบันจึงกลายเป็นว่า เจ้าหน้าที่และผู้อำนวยการ รพ.สต. บางแห่งต้องโอนย้ายไปสังกัด อบจ. ขณะที่ อสม. ยังสังกัดกระทรวงสาธารณสุขเหมือนเดิม ทำให้เกิดสภาพ “คนละสังกัด แต่ต้องทำงานร่วมกัน” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะในทางปฏิบัติ อสม. ถือเป็นกำลังสำคัญหรือ “แขนขา” ของ รพ.สต. ในการทำงานกับชุมชน

ช่องว่างของโครงสร้างนี้เอง ที่นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า อาจกลายเป็นพื้นที่ให้การเมืองท้องถิ่นเข้ามามีอิทธิพลต่อเครือข่าย อสม. ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่นักการเมืองท้องถิ่นมีอำนาจเข้มแข็ง

เหตุผลสำคัญคือ อสม. เป็นกลุ่มบุคคลที่มี ฐานข้อมูลประชากรในพื้นที่ละเอียดที่สุด รู้จักแทบทุกครัวเรือน รู้ข้อมูลทั้งด้านสุขภาพ โครงสร้างครอบครัว และสภาพเศรษฐกิจของชาวบ้าน การมีเครือข่ายลักษณะนี้จึงมีคุณค่าอย่างยิ่งในมุมมองทางการเมือง

ยิ่งในพื้นที่ที่ถูกเรียกว่า “โซนบ้านใหญ่” ซึ่งตระกูลการเมืองหนึ่งสามารถครอบครองตำแหน่งทางการเมืองหลายระดับพร้อมกัน เช่น นายกเทศมนตรี สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) นายก อบจ. หรือแม้กระทั่ง ส.ส. การเชื่อมโยงเครือข่ายบุคลากรในพื้นที่ก็ยิ่งเกิดขึ้นได้ง่าย

เมื่อโครงสร้างการทำงานของ อสม. ต้องประสานกับ รพ.สต. ที่อยู่ภายใต้การกำกับของนักการเมืองท้องถิ่น ขณะที่ตัว อสม. เองยังอยู่ในระบบของกระทรวงสาธารณสุข จึงเกิดภาวะ “กึ่งราชการ กึ่งการเมือง” โดยไม่ตั้งใจ

ผลลัพธ์ที่ถูกตั้งข้อสังเกตคือ เครือข่าย อสม. บางพื้นที่อาจถูกดึงเข้าไปมีบทบาททางการเมืองมากขึ้น ตั้งแต่การเป็นผู้ประสานงานในชุมชน ไปจนถึงการถูกมองว่าเป็น เครือข่ายหัวคะแนน ในการเลือกตั้งระดับต่าง ๆ

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า อสม. ต้องการเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือไม่ แต่คือ โครงสร้างการบริหารแบบปัจจุบันกำลังเปิดช่องให้บทบาทดังกล่าวเกิดขึ้นโดยปริยายหรือเปล่า

หากปล่อยให้ความคลุมเครือนี้ดำรงอยู่ต่อไป ภาพลักษณ์ของ อสม. ซึ่งเคยเป็นกลไกด้านสาธารณสุขที่ได้รับความเชื่อถือจากชุมชน อาจถูกตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต

และท้ายที่สุด ประเด็นนี้อาจไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของ อสม. เท่านั้น แต่สะท้อนถึงปัญหาใหญ่ของระบบบริหารท้องถิ่นไทย ที่โครงสร้างหลายส่วนกำลัง “ซ้อนทับกัน” ระหว่างอำนาจของรัฐส่วนกลางกับการเมืองท้องถิ่นอย่างแยกไม่ออก


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top