Friday, 5 June 2026
นายหัวไทร

ย้อนบทเรียนประชาธิปัตย์ยุค ‘ถนัด คอมันตร์’ กู้วิกฤต ก่อน ‘ชวน หลีกภัย’ นำพรรคพลิกฟื้นกลับเป็นรัฐบาล

(15 ก.ย. 68) บทเรียนประชาธิปัตย์ ยุค “ถนัด คอมันตร์” ในสถานการ์พรรคอ่อนแอ

ผมเคยได้รับมอบหมายให้ทำต้นฉบับพ๊อคเก็ตบุ๊ค บทเรียนประชาธิปัตย์ในยุค “พ.อ..ถนัด คอมันตร์” ก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรค เนื้อหาหลักคือบทสัมภาษณ์ พ.อ.ถนัด ที่มีสุทธิชัย หยุ่น เป็นคนดำเนินการสัมภาษณ์

เป็นบทสัมภาษณ์ที่สนุกมาก เต็มไปด้วยลีลา สำนวนที่ยียวนในสไตล์นักการทูต และยากมากกับการแกะเทปสัมภาษณ์ ถนัด คอมันตร์ 

ขออนุญาตนำบทเรียนเล็กๆน้อยของพรรคประชาธิปัตย์ในยุค พ.อ.ถนัด คอมันตร์ เป็นหัวหน้าพรรคมาเล่นให้ฟังสั้นๆ เท่าที่พอจำได้นะ

พ.อ.ถนัด คอมันตร์ เข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (พ.ศ. 2522–2525) ไม่ใช่เรื่องปกติ เนื่องจากท่านเป็นนักการทูต ไม่ใช่นักการเมืองโดยอาชีพ ท่านประสบความสำเร็จด้านการทูตมากกว่า

หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งเป็นเหตุการณ์สำคัญของการเมืองไทย ที่นำการเปลี่ยนแปลงโดยนักศึกษาประชาขน และการเปลี่ยนแปลงการเมืองสู่ยุค รัฐบาลธานินทร์–เกรียงศักดิ์–เปรม พรรคประชาธิปัตย์เองประสบปัญหาหนักคือ

1.เกิดความแตกแยกภายใน กลุ่มรุ่นใหญ่ เช่น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช (แม้ไม่ได้อยู่ ปชป. แต่มีอิทธิพลในฝ่ายอนุรักษ์นิยม) และกลุ่มภายในพรรค ไม่สามารถหาคนกลางที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ พรรคขาดผู้นำที่มีพลัง มีอำนาจบารมี ผู้นำรุ่นก่อน ไม่เข้ามารับตำแหน่ง
 2.ภาพลักษณ์พรรคย่ำแย่ พรรคประชาธิปัตย์เคยเป็นแกนกลางรัฐบาล แต่หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา ประชาชนจำนวนมากมองว่าพรรคเป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยมและไม่ตอบโจทย์ประชาธิปไตย พรรคถอดถอย ฐานเสียงในสภาก็อ่อนแรง
 3.การหาคนกลางที่ “สะอาด” และเป็นที่ยอมรับไม่ได้ พรรคต้องการ “คนกลาง” ที่มีภาพลักษณ์ดี ไม่เคยมีประวัติด่างพร้อยในการเมือง ต้องเป็นผู้ที่ได้รับความเชื่อถือศรัทธาจากทั้งฝ่ายทหาร (ผู้มีอำนาจจริงในยุคนั้น) และสังคมสากล

พรรคประชาธิปัตย์ยุคนั้นจึงสอดส่ายสายตาไปยัง พ.อ.ถนัด คอมันตร์ และไปเชิญ พ.อ.ถนัดมาเป็นหัวหน้าพรรค ด้วยเหตุผลที่เชิญถนัด คอมันตร์ ถนัดเป็นอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศชื่อดัง (สมัยจอมพลสฤษดิ์) และผู้ก่อตั้งอาเซียน อันเป็นภาพลักษณ์ในระดับสากล น่าเชื่อถือ ไม่เคยลงเล่นการเมืองในสนามเลือกตั้งมาก่อน มองว่าเป็น “คนนอก” ที่ไม่เกี่ยวพันความขัดแย้งภายในพรรค

พ.อ.ถนัดได้รับการยอมรับจากทั้งฝ่ายทหารและราชสำนัก ว่าสามารถรักษาเสถียรภาพพรรคได้ ในปี 2522 ที่มีการเลือกหัวหน้าพรรค พรรคจึงเชิญท่านมาเป็นหัวหน้าพรรค “แบบประนีประนอม” เพื่อกอบกู้ศรัทธาพรรคเป็นการชั่วคราว

พ.อ.ถนัด คอมันตร์ เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ 2522–2525 แต่ท่านไม่ถนัดงานการเมืองในสภาและการจัดตั้งพรรค พรรคก็ยังคงอ่อนแรง ไม่ฟื้นจากศรัทธา ในที่สุด 2525 พ.อ.ถนัด คอมันตร์ ลาออก พรรคได้เปลี่ยนหัวหน้าอีกครั้ง โดยเลือก ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นหัวหน้าพรรคใหม่ชั่วคราวอีกรอบ

พิชัย รัตตกุล เสี่ยหมากหอมเยาวราช ก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนยุคชวน หลีกภัย และจริง ๆ แล้วถือเป็น “สะพานเชื่อม” ที่สำคัญมากระหว่างรุ่นเก่ากับรุ่นใหม่ของพรรค

ช่วงพิชัย รัตตกุล ถือเป็น “ยุคฟื้นตัว” ของพรรคประชาธิปัตย์ มีวีระ มุสิกะพงศ์ นักการเมืองรุ่นใหม่ขึ้นมาเป็นเลขาธิการพรรค

พิชัยมีภาพลักษณ์นักการทูตสายสากล เคยเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศในรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
🔹 ในสมัยของพิชัยพรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านหลักที่คอยตรวจสอบรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย–เปรม และวางฐานให้คนรุ่นใหม่อย่าง ชวน หลีกภัย, สุเทพ เทือกสุบรรณ, พล.ต.สนั่น ขจรประสาท และอีกหลายคนเข้ามามีบทบาทในพรรค และทางการเมือง

ชวน หลีกภัย ก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคในปี 2535 หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ และนำพรรคเข้าสู่ตำแหน่งรัฐบาล โดยมี พล.ต.สนั่น เป็นเลขาธิการคู่ใจ

วันนี้พรรคประชาธิปัตย์ตกอยู่ในฐานะไม่แตกต่างจากยุคก่อนพ.อ.ถนัด คอมันตร์ จึงขออนุญาตนำบทเรียนครั้งนั้นมาเป็นอุทาหรณ์สอนใจสำหรับชาวประชาธิปัตย์ในยุคนี้

‘ภูมิใจไทย’ ในห้วงนี้เปรียบดัง “ไทรใหญ่ ลูกดก นกชุม” แม้นักการเมืองบ้านใหญ่แห่ซบ แต่อนาคตอาจถูก “นกขี้ใส่”

การเมืองบ้านใหญ่ที่ไม่ยั่งยืน หวั่นไหวง่าย การต่อรอง ผลประโยชน์สูง ภูมิใจไทยระวัง นกขี้ใส่

ลองวิเคราะห์ภาพใหญ่ ๆ ของปรากฏการณ์ 'บ้านใหญ่' แห่เข้าสังกัดภูมิใจไทย โดยอิงจากทั้งอดีตและแนวโน้มอนาคต…กับคำถากถางที่น่ารับฟัง “ไทรใหญ่ ลูกดก นกชุม” หรือ “หมาเน่า เห็บกระโดดหนี”

ปรากฏการณ์บ้านใหญ่เหนือ อีสาน กลาง ใต้ พากันไหลเข้าสู่ภูมิใจไทยหลังกลายเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล มี 'อนุทิน ชาญวีรกูล' เป็นนายกรัฐมนตรี

บ้านใหญ่ในแต่ละภูมิภาค คือกลไกทางการเมืองที่มีฐานเสียงท้องถิ่นแข็งแรง เช่น ตระกูลการเมืองเก่า, อดีตนักการเมืองที่มีทุน-บารมี, หรือท้องถิ่นนิยม

การแห่เข้าซบภูมิใจไทยสะท้อนว่า ภูมิใจไทยกำลังถูกมองเป็น “เรือใหญ่ /ไทรใหญ่” ที่มีอนาคตพอจะต่อรองได้ ทั้งในสนามเลือกตั้งและหลังการเลือกตั้ง

ยังสะท้อนด้วยว่า “พรรคใหญ่ดั้งเดิม” อย่างประชาธิปัตย์และเพื่อไทย อ่อนแรงลง ในการดูดซับบ้านใหญ่ อาจไม่สนองตอบโจทย์ในอนาคต

อนาคต ภูมิใจไทย ในระยะสั้นจะมีเครือข่าย สส.ครอบคลุมเกือบทุกภาค ฐานเสียงกระจายมากขึ้น ไม่ใช่แค่บุรีรัมย์หรืออีสานใต้ แต่กินพื้นที่เหนือ-ใต้-กลาง

ระยะกลางถ้าเก็บบ้านใหญ่ได้จริง และประคองความเป็นเอกภาพหลังเลือกตั้ง จะกลายเป็นพรรคที่ต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรี-นโยบายได้สูง อาจถึงขั้นชิงเก้าอี้นายกฯ ได้ในอนาคต

ระยะยาวปัญหาคือ บ้านใหญ่มีธรรมชาติเน้นผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม ถ้าไม่จัดการให้สมดุล อาจเกิด “แตกคอ” หรือ “ย้ายพรรค” ได้ง่าย

3. ไทรใหญ่ ลูกดก นกเต็ม – แต่ต้องระวังนกขี้ใส่ “ไทรใหญ่” = ภูมิใจไทยกำลังโตจนเป็นร่มเงาใหญ่ให้บ้านเล็กบ้านน้อยมาเกาะ

“ลูกดก นกเต็ม” = บ้านใหญ่ ส.ส. นักการเมืองเข้ามามากมาย ดูคึกคัก แต่ระวัง “นกขี้ใส่” = ปัญหาจากคนเก่าคนใหม่ ทะเลาะเรื่องผลประโยชน์ ขัดแย้งเรื่องโควตา เสี่ยงทำให้พรรคดูไม่น่าเชื่อถือ หรือแตกเป็นเสี่ยงในอนาคต

4. บทเรียนจากอดีตพรรคความหวังใหม่ เมื่อ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ลาออกจากกองทัพ มาตั้งพรรคความหวังใหม่ เคยรวบรวมกลุ่มการเมืองท้องถิ่นไว้มาก แต่สุดท้ายแตกสลาย เพราะขาดแกนกลางที่แข็งแรง และบ้านใหญ่หนีไปไทยรักไทย ทั้ง ๆ ที่ระยะแรกคราคร่ำด้วยนักเลือกตั้งด้วยรับรู้กันว่า เป็นไทรใหญ่

พรรคไทยรักไทย ที่เติบโตมาภายใต้ร่มเงาของเศรษฐี “ทักษิณ ชินวัตร” เก่งในการรวมบ้านใหญ่ทั่วประเทศ ไม่เว้นแม้แต่จากความหวังใหม่ โตจนได้รับเลือกตั้งจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้

แต่พอเจอรัฐประหาร และฐานพลังอิงที่ตัวบุคคล (ทักษิณ) มากเกินไป บ้านใหญ่จำนวนมากก็ย้ายขั้ว

บทเรียนคือ บ้านใหญ่พร้อมจะเปลี่ยนข้างเสมอ หากพรรคแม่ไม่ตอบสนองหรือมีอำนาจไม่เพียงพอ

ภูมิใจไทยจะซ้ำรอยหรือไม่ตำนานในอดีตหรือไม่
• ถ้า ภูมิใจไทยยังมีอำนาจต่อรองสูงในรัฐบาล–มีงบลงพื้นที่–และดูแลบ้านใหญ่ได้ทั่วถึง ก็น่าจะไปได้ไกลกว่า “ความหวังใหม่” แต่ก็เสี่ยงซ้ำรอย ไทยรักไทย ตรงที่ หากเจอ “เหตุใหญ่” เช่น การถูกยุบพรรค การถูกเล่นงานจากคดีฮั้ว สว. หรือตกจากอำนาจ บ้านใหญ่ก็พร้อมจะโยกย้ายทันที

ดังนั้นอนาคตภูมิใจไทยจะขึ้นกับ 2 ปัจจัยหลัก
1.ความสามารถของแกนนำ (อนุทิน-ศักดิ์สยาม-เนวิน) ในการคุมเกมและรักษาสมดุลผลประโยชน์
2. เสถียรภาพการเมืองระดับชาติ ว่าพรรคจะยืนเป็นแกนกลางรัฐบาลได้ยาวหรือไม่

อีกมุมอาจจะมองได้ว่า หมาเน่า เห็บกระโดดหนี

“หมาเน่า เห็บกระโดดหนี” สื่อได้หลายชั้นทางการเมือง

1. บ้านใหญ่ = เห็บ บ้านใหญ่จำนวนมากอยู่กับพรรคการเมืองเดิมที่เสื่อมถอย (เช่น ปชป. ภาคใต้, เพื่อไทยบางพื้นที่, หรือพลังประชารัฐบางส่วน รวมไทยสร้างชาติ)
เมื่อ “หมาเน่า” หรือพรรคแม่อ่อนแรงจนไม่สามารถให้อาหาร (งบ–อำนาจรัฐ–เก้าอี้) ได้ “เห็บ” ก็ต้องหาตัวใหม่มาเกาะเพื่ออยู่รอด จึงเป็นพฤติกรรม survival ตามธรรมชาติการเมืองไทย ไม่ใช่เรื่องอุดมการณ์

2. ภูมิใจไทย = หมาใหม่ที่ยังมีกำลัง “ยังแข็งแรง” เพราะอยู่ในรัฐบาลต่อเนื่องและต่อไป คุมกระทรวงที่มีงบประมาณใหญ่ (คมนาคม, สาธารณสุขในอดีต ฯลฯ)
 แกนนำ (เนวิน–อนุทิน–ศักดิ์สยาม) มีทั้งเงินทุน–สายสัมพันธ์–ความสามารถในการต่อรอง บ้านใหญ่จึงแห่มาเกาะที่ภูมิใจไทย เพราะคิดว่าจะมี “เลือด” ให้ดูดต่อไปได้

3. สัญญาณอันตราย การที่เห็บจำนวนมากกระโดดมาพร้อมกัน อาจสะท้อนว่า พรรคอื่น ๆ กำลังเน่า จริง ๆ → ประชาธิปัตย์, พลังประชารัฐ, รวมไทยสร้างชาติ กำลังเสียแรงดึงดูด แต่ขณะเดียวกันก็เสี่ยงทำให้ ภูมิใจไทยเองกลายเป็นหมาเน่าในอนาคต หากไม่สามารถเลี้ยงดูเห็บมหาศาลที่มากอดรัดอยู่ได้

บ้านใหญ่แห่ซบภูมิใจไทย เป็นแค่ภาพลวงตาชั่วคราวที่ไม่ควรกระตู้วู้ แต่ควรย้อนกลับไปศึกษาบทเรียนจุดจบในอดีต เพื่อนำมาทบทวน จะได้เดินไปได้อย่างสง่า และเข้มแข็ง

สานเจรจา!! ‘ประชาธิปัตย์’ ถึงจะจบ แบบไม่แตกแยก หลังพบสองฝ่าย!! ยืนกระต่ายสามขา สู้กันดุเดือด

(20 ก.ย. 68) สงครามที่ยืดเยื้อสุดท้ายต้องจบลงด้วยโต๊ะเจรจา ไม่ว่าฝ่ายใดจะได้เปรียบแค่ไหนก็ตาม บนโต๊ะเจรจาบางคนต้องเสียสละเช่น สงครามเวียดนาม จบด้วยการเจรจาที่ปารีส ค.ศ. 1973 แม้สหรัฐฯ จะมีแสนยานุภาพเหนือกว่า แต่สุดท้ายก็ต้องถอนทัพ

สงครามเกาหลี ปี 1950–1953 จบลงด้วยการเจรจาสงบศึกที่พานมุนจอม ถึงวันนี้ก็ยังไม่มี “สัญญาสันติภาพ” จริง ๆ

สงครามอัฟกานิสถาน ล่าสุด สหรัฐฯ ก็ต้องเจรจากับตาลีบันเพื่อตั้งเงื่อนไขการถอนกำลัง

พอมาโยงกับ การเมืองในพรรคประชาธิปัตย์

ถ้าปล่อยให้ “สงครามชิงหัวหน้า” สู้กันดุเดือดโดยไม่หันมาคุยตกลงกันก่อน ผลคือพรรคอาจ บอบช้ำ แตกเป็นกลุ่มย่อย หรือพังไป ในพรรคการเมืองที่อ่อนแรงอยู่แล้ว การแตกแยกเพิ่มยิ่งทำให้ ฐานเสียงและศรัทธาประชาชนหายไป

ถ้ามี “โต๊ะเจรจา” ในพรรค ไม่ว่าจะเป็นเวทีผู้อาวุโส หรือวงคุยภายใน ก็จะช่วย หาทางออกแบบประนีประนอม ได้ เช่น การตกลงแบ่งบทบาท ระหว่างคนรุ่นใหม่กับผู้อาวุโส ทุกคนต้องมีที่ยืนที่เหมาะสม

อยากจำลองฉากการ “สานเจรจา”ในพรรคประชาธิปัตย์ (เช่น ถ้าอภิสิทธิ์, นิพนธ์, เดชอิศม์ สาธิตย์ ชัยชนะ กรณ์ นั่งโต๊ะเดียวกัน) ว่าใครจะยอมใคร และดีลแบบไหนถึงจะเกิดขึ้นได้ เสมือนการส่งทหารราบเปิดฉากเจรจาหน้างานที่กำลังสู้รบกันอยู่ เป็นการกรุยทางก่อน

เมื่อทหารราบเจรจากรุยทางกันได้ในหลักการ ก็เปิดโต๊ะเจรจา แต่ใครจะนั่งหัวโต๊ะเจรจานั้นคือประเด็นใหญ่
1.มีบารมีมากพอในพรรค ทุกกลุ่มยอมรับว่าพูดแล้วมีน้ำหนัก
2.ไม่ถูกมองว่าเป็นคู่แข่งตรง ของผู้ชิงตำแหน่งหัวหน้า
3.มีเครดิตทางการเมือง ว่าเป็นนักประนีประนอม ไม่ใช่ตัวจุดไฟ

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่น่าจะอยู่ในตัวละครนั่งหัวโต๊ะ เพราะเขาน่าจะมีส่วนได้เสีย ทำให้ขาดการยอมรับ เว้นเสียแต่ว่าอภิสิทธิ์ประกาศไม่ลงชิงหัวหน้าพรรค

กล่าวถึงกลุ่มผู้อาวุโส อดีตหัวหน้าพรรคชวน หลีกภัย บัญญัติ บรรทัดฐาน จุรินทร์ ลักษณะวิศิฏฐ์ แม้จะเป็นบุคคลที่ทุกคนเคารพ แต่มีภาพ “โน้มเอียงหนุนอภิสิทธิ์” เลยทำให้ความเป็นกลางถูกตั้งคำถามได้

ถาวร เสนเนียม นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ก็ล้วนแล้วแต่แสดงตนสนับสนุนอภิสิทธิ์หมดแล้ว หมดจากความเป็นกลาง

ดังนั้น “ตัวกลาง” ที่น่าเชื่อถือจริง ๆ ควรเป็นคนที่ ไม่มีส่วนได้เสียโดยตรงกับเก้าอี้หัวหน้า ไม่ถูกมองว่าเลือกข้าง และยังมีน้ำหนักพอจะเรียกทุกฝ่ายมานั่งโต๊ะ มองหาไม่เจอ

เสียดายตัวเลือก 'พิชัย รัตตกุล' ผู้อาวุโสที่เพิ่งจากเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา มีภาพลักษณ์คือ “อาวุโสสายกลาง” ไม่ได้หนุนใครแบบชัด ๆ

หมดจากพิชัย หลับตาเห็น 'วีระกานต์ มุสิกะพงศ์' อดีตเลขาธิการพรรคสมัยรุ่งเรือง ตอนนี้อายุ 84 ปี แต่วีระกานต์ ก็ห่างจากประชาธิปัตย์ไปนาน ไม่น่าจะเข้ามายุ่ง ให้ในพรรคเขาจัดการกันเองน่าจะดีกว่า

“พึงสละทรัพย์ เพื่อรักษาอวัยวะ พึงสละอวัยวะ เพื่อรักษาชีวิต พึงสละชีวิต เพื่อรักษาพรรค”

วิเคราะห์ 3 ทางเลือก – ทางรอด ผ่าทางตัน ‘เดชอิศม์’ หลัง ‘ผู้กองธรรมนัส’ ส่ง ‘เสธ.หิ’ ชวนร่วมก๊วน “กล้าธรรม”

“เสธฯหิ” เปิดโต๊ะเจรจา “นายกฯชาย” ทางเลือก-ทางรอด หรือผ่าทางตัน

(22 ก.ย. 68) การเมืองในประชาธิปัตย์เดินทางถึง ”ปลายต้นไม้“(สุดยอด)แล้ว เมื่อสองฝ่ายยืนกระต่ายสามขา ไม่มีใครถอยในข้อเสนอของตัวเอง

เสธฯหิ หิมาลัย ผิวพรรณ ได้รับมอบหมายจากผู้กองธรรมนัส พรหมเผ่า เปิดสนามภาคใต้ให้พรรคกล้าธรรม
เสธฯหิ จึงมีเป้าหมายชัดเจนในสนามการเมืองภาคใต้ เขาเห็นความขัดแย้งระหว่างคนในประชาธิปัตย์ น่าจะเป็นช่องทางให้พรรคกล้าธรรมเบียดเข้าไปได้ในสถานการณ์ความขัดแย้ง
เสธฯหิ เปิดโต๊ะเจรจากับนายกฯชายเดชอิศม์ ขาวทอง รักษาการเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์
เบื้องต้น เสธฯหิ ไปคุยจริงๆ กับข้อเสนอที่น่าสนใจ
-ถ้ามีปัญหาให้ไปอยู่พรรคกล้าธรรม
-แต่นายกฯชายขัดแย้งกับ สส. กฤต รุนแรง จะอยู่ร่วมกันได้ไหม อย่างไร
-เสธฯหิบอกว่า ต่างคนต่างอยู่ อย่าไปยุ่งเกี่ยวกัน เขตใครเขตมัน
-นายกฯชายยังไม่ตัดสินใจ
-ถ้าไม่อยู่กล้าธรรม ยังยืนยันอยู่ประชาธิปัตย์ ก็จะสับหลักกัน ไม่ชนกัน
-ต้องติดตามกันต่อไป ผลจะออกหัวออกก้อย ถ้านายกฯชายเดินหน้าต่อจะจับคู่กับใคร เมื่อแทน-ชัยชนะ เดชเดโช หันไปหนุนอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แล้ว
-เดิม สส. กฤตจะตามขยี้ นายกฯชายทุกเขตเว้น 1,7

เหลือทางเลือกของนายกฯชาย
 1.อยู่ต่อในประชาธิปัตย์ ยอมรับในบทบาทที่ถูกจำกัด
 -ได้รักษาฐานเสียงและอัตลักษณ์ “ปชป.ดั้งเดิม”
 -แต่เสี่ยงถูกมองว่าพรรคอ่อนแรง และอาจถูกเบียดโดยกลุ่มอำนาจใหม่

 2. ไปกับพรรคกล้าธรรม (ของเสธ. หิมาลัย + กฤต)
 -ถ้าดีลลงตัว นายกฯชายอาจได้บทบาท ผู้ใหญ่ที่คุมท้องถิ่น ให้กฤต
 -แต่ปัญหาคือความขัดแย้งระหว่างนายกฯชายกับกฤต ถ้าไม่เคลียร์ ก็แตกหักแน่ตามสไตล์ของ สส. กฤต

3.ตั้งกลุ่มท้องถิ่น/รอจังหวะ
 -เก็บฐานเสียงไว้เอง ไม่รีบเข้าพรรคใหญ่
 -รอให้ใกล้เลือกตั้งแล้วค่อยเจรจา เพื่อเพิ่มมูลค่าในการต่อรอง

วิเคราะห์ทางออกจริง ๆ
 -ไปภูมิใจไทย = ตัดทิ้ง เพราะนิพนธ์ยึดไปแล้ว เว้นเสียแต่ว่า นิพนธ์กลับประชาธิปัตย์ช่วยอภิสิทธิ์ฟื้นฟูพรรค
 -อยู่ประชาธิปัตย์ต่อไป แต่เสี่ยงถูกกลืน เพราะประชาธิปัตย์กำลังเปลี่ยนแปลงเป็นขั้วอำนาจใหม่
 -ไปกล้าธรรม ทางเลือกหลักสุด เพราะมีเสธ. หิมาลัยมาดึง แต่ต้อง “สะสาง” เรื่องขัดแย้งกับ สส.กฤตให้จบ

ถ้าเสธ.หิ ห้ามเลือดได้ (ทำให้นายกฯชายกับกฤตอยู่ร่วมกันได้) พรรคกล้าธรรมจะได้ฐานสงขลามากพอสมควร แต่กับมิตรภาพเก่าจะบริหารจัดการอย่างไรกับความทับซ้อนของพื้นที่ แต่ถ้าทำไม่ได้ นายกฯชายอาจถอยไปตั้งกลุ่มอิสระ รอเป็น “ตัวแปร” หลังเลือกตั้ง

‘สายัณห์’ ทิ้งภูมิใจไทย โยกซบประชาธิปัตย์ เชื่อถ้า ‘อภิสิทธิ์’ กลับมา!! จะนำพาพรรคฟื้นคืนชีพ…ไม่ช้าก็เร็ว

'สายัณห์ ยุติธรรม' อดีต สส.นครศรีฯ เปิดเผยว่า ได้ตัดสินใจแล้ว กลับบ้านเก่าประชาธิปัตย์ หลังเกิดเหตุแกนนำพรรคภูมิใจไทย เปลี่ยนใจไปชวนบ้านใหญ่ “อวยพรศรี เชาวลิต” สส.ประชาธิปัตย์ ภรรยาของนายกฯ อบต.ท่าศาลา (นายกฯ เอ) ไปร่วมงานกับภูมิใจไทยเมื่อสองวันที่ผ่านมา

สายัณห์ บอกว่า เดิมได้คุยตกลงกับคุณพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำภูมิใจไทยภาคใต้ไว้แล้ว ตกปากรับคำกันแล้วว่าให้ตนลงเขตท่าศาลา

“ก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่จู่ๆ เขาไปทาบทามอวยพรศรีมาลงแทนผม ผมก็ต้องหาบ้านใหม่ ในสถานการณ์นี้แม้นประชาธิปัตย์จะยังไม่ลงตัว แต่เชื่อว่า ถ้าอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับมาเป็นหัวหน้าพรรค จะนำพาพรรคให้กลับฟื้นคืนมาได้ไม่ช้าก็เร็ว” สายัณห์ กล่าว

กล่าวสำหรับเขตท่าศาลา สายัณห์ เคยเป็น สส.มาก่อนสังกัดพรรคพลังประชารัฐ แต่ในการเลือกตั้งปี 66 สายัณห์ย้ายไปลงอีกเขต (เขต 2) ซึ่งถือว่าใหม่สำหรับสายัณห์ จึงแพ้ให้กับทรงศักดิ์ มุสิกอง จากพรรคประชาธิปัตย์ คราวนี้สายัณห์ กลับบ้านเก่า เขตเดิม ชนกับอวยพรศรี อนาคตภูมิใจไทย และอีกหลายคน ทั้งจากพรรคประชาชน พลังประชารัฐ เป็นต้น

อย่างไรก็ตามการกลับประชาธิปัตย์ ก็ต้องคุยกับผู้ใหญ่ในพรรคด้วย ซึ่งก็ต้องรอกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ที่จะเข้ามาสานต่อภารกิจ ฟื้นฟูพรรค เรียกศรัทธาจากประชาชนกลับคืนมา

สายัณห์ ก็ไม่ธรรมดาในพื้นที่เคยเป็นเลขานุการ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน เคยเป็น สจ.ท่าศาลา เคยเป็นประธานสภา อบจ.

สายัณห์ คือผู้เสนอให้สร้างสะพานเชื่อมขนอม-เกาะสมุย ซึ่งได้รับการตอบรับในเชิงนโยบายจากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา มี 3 หน่วยงานเข้าเริ่มดำเนินการแล้ว คือ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย กรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท อีกไม่นานก็จะเริ่มก่อสร้างแล้ว

ชัดเจน… ‘เฉลิมชัย’ ทิ้งประชาธิปัตย์แล้ว แต่พร้อมหนุนช่วย ‘อภิสิทธิ์’ นั่งหัวหน้าพรรค

(24 ก.ย. 68) สมชาย โล่สถาพรพิพิธ (โกหน่อ) อดีต สส.ตรัง บ้านใหญ่อีกหลัง เปิดเผยถึงการพบกับเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ โดยระบุว่า ได้คุยกับเฉลิมชัย 3 เรื่อง 1.จะยังอยู่ประชาธิปัตย์ต่อไปหรือไม่ 2.อนาคตทางการเมือง ยังจะเดินหน้าต่อ หรือพอแค่นี้ และ 3 ถ้าเดินหน้าต่อจะอยู่พรรคไหน

โกหน่อ บอกว่า คำตอบข้อที่ 1 คือ ไม่อยู่ประชาธิปัตย์แล้ว แต่จะช่วยให้จัดการเลือกหัวหน้าพรรคให้เรียบร้อยในวันที่ 18 ตุลาคม

“ดูท่าทีของคุณเฉลิมชัย หนุนช่วยคุณอภิสิทธิ์อยู่นะ”

คำตอบข้อที่ 2 ยังจะเล่นการเมืองต่อไหม คำตอบคือ ขอเวลาอีก 1 อาทิตย์ เพื่อพบกับ สส.ของพรรคทุกคน เพื่อสอบถามว่า ทุกคนมีที่อยู่ที่ไปหรือไม่อย่างไร ถ้าทุกคนมีที่อยู่ที่ไปเรียบร้อย ก็จะเลิกเล่นการเมือง

ข้อที่ 3 ถ้าเล่นการเมืองต่อ ก็มีทางเลือกอยู่สองพรรค ไม่ภูมิใจไทย ก็พรรคกล้าธรรม แต่แนวโน้มมาทางภูมิใจไทยมากกว่า

โกหน่อ กล่าวถึงตัวเองว่า ส่วนตัวสนับสนุนอภิสิทธิ์เป็นหัวหน้าพรรค เพราะเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ นำพาพรรคต่อไปได้

เมื่อถามว่า โกหน่อยังจะอยู่ประชาธิปัตย์ต่อไปไหม ถ้าอภิสิทธิ์กลับมาเป็นหัวหน้าพรรค โกหน่อ กล่าวว่า ถ้าผมอยู่ผมมีเงื่อนไขว่า ต้องไม่มีสาทิตย์ วงค์หนองเตย อยู่ ถ้าสาทิตย์อยู่ ผมก็ไม่อยู่ เวลาเราทะเลาะกันไม่มีใครรู้ ไม่มีใครมาช่วยเจรจา จึงอยู่ร่วมกันไม่ได้

โกหน่อย้ำชัดว่า ถ้าพรรคเลือกสาทิตย์ พวกผมก็ไปอยู่ภูมิใจไทย “ไม่ใช่ว่า เฉลิมชัยไปไหน ผมไปนั้นนะ เช่น ถ้าเฉลิมชัยไปกล้าธรรม และมีนายกฯ ชายอยู่ด้วย ผมคงจะเข้าไปยาก เพราะหน่อให้กว่าต้น

รายการข่าวแจ้งว่า พรุ่งนี้เฉลิมชัยนัดพบกับอภิสิทธิ์ เพื่อแจ้งให้ทราบอย่างเป็นทางการถึงการสนับสนุนให้กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ถอดรหัสไฮไลต์ 4 นโยบายเร่งด่วน รัฐบาล ‘อนุทิน 1’ กับวาระ 4 เดือน

หลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรี และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว

นายอนุทินก็ได้นำคณะรัฐมนตรีเข้าถวายสัตย์ก่อนปฏิบัติหน้าที่ อันเป็นการเริ่มนับหนึ่งของรัฐบาลอนุทิน ซึ่งการแถลงนโยบายต่อสภาฯ ที่รัฐบาลได้ยกร่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ยาว 48 หน้า

สำหรับนโยบายเร่งด่วนจากการสรุปโดยย่อ 4 เรื่องที่น่าสนใจ

1.จัดทำรัฐธรรมนูญโดยประชาชนมีส่วนร่วม + จัดทำประชามติ

- ส่งสัญญาณน้ำเงินไปต่อกับส้ม 
- ให้ อ.บวรศักดิ์ ปรับจูนแนวทาง 

2.ปลดหนี้ประชาชนรายละ 1 แสน 

3.ปลดหนี้เอสเอ็มอี รายละ 1 ล้าน 

4.ทำประชามติ เลิกเอ็มโอยู 43-44 

ในความรู้สึกจากการอ่านนโยบายทั้งหมด 48 หน้า กับช่วงเวลา 4 เดือนของรัฐบาล รู้สึกได้ว่านโยบายบางข้อบางประการ เป็นนโยบายที่ทำไม่ได้ภายใน 4 เดือน เช่น

เร่งแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยรัฐบาลจะเร่งรัด ปรับแนวทางการดำเนินงานเพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในด้านการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนคู่ขนานไปกับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

หรือการปราบปรามการพนันผิดกฎหมายทุกรูปแบบอย่างจริงจัง ไม่สนับสนุนให้มี
การประกอบธุรกิจการพนันทุกชนิดให้เป็นธุรกิจที่ถูกกฎหมาย ไม่สนับสนุนเอนเทอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ที่มีธุรกิจการพนัน รวมถึงการพนันที่แฝงมาในรูปของกีฬา อาทิ โป๊กเกอร์ และจะดำเนินการแก้ไขพระราชบัญญัติการพนันและกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เพื่อควบคุมและลดการอนุญาตการเล่นการพนันให้ได้มากที่สุด

นี้เป็นแค่หนังตัวอย่าง ถ้ายกมาทั้งหมดจะยาวเกินไป แต่พอจะสรุปได้ตามนี้

ภูมิใจไทย ‘ดึง-ดูด’ ปัญหาใหญ่ตามมา!! เขตทับซ้อน ‘ทะเลาะกันตาย’ ระวังมิตรจะกลายเป็นศัตรู

(25 ก.ย. 68) น่าสนใจยิ่งกับการเกิดอะไรขึ้นกับปัญหา “เขตทับซ้อน” ที่มาจากการดูด / ดึง ให้ย้ายพรรค ของพรรคภูมิใจไทย เน้นบ้านใหญ่ และดีลย้ายยกเข่ง แบบเป็นพวงใหญ่ ซึ่งจะมีปัญหาพื้นที่ทับซ้อนคนเก่า-คนใหม่แน่นอน

การรับรวมกลุ่มจาก รวมไทยสร้างชาติแบบยกเข่งตามเงื่อนไขโหวต “อนุทิน ชาญวีรกูล”เป็นนายกรัฐมนตรี หรือการดูดบ้านใหญ่แบบไม่ใส่ใจคนเก่าที่วางไว้ก่อนหน้า เท่ากับเป็นการสร้างศัตรูโดยตรง
ปรากฏการณ์ “ดีล–ดูด” เพื่อขยายฐานของพรรคภูมิใจไทย กำลังเกิดขึ้นและลามไปในหลายพื้นที่เริ่มได้ยินเสียง “มันไส้” กับความเหิมเกริมเกิดขึ้นแล้ว และไม่ควรลืมว่านิสัยคนใต้เป็นอย่างไร

พรรคภูมิใจไทยพยายามดึง สส. และกลุ่มการเมืองท้องถิ่นเข้าเสริม อ้างเป็นกลยุทธ์ขยายที่นั่งและฐานเสียงอันเป็นเป้าการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้ง

ผลลัพธ์ที่เห็นในพื้นที่คือ การทับซ้อนของผู้ลงสมัคร/ฐานเสียง คือคนจากกลุ่มเดิมถูกเชิญ/ถูกดึงไปลงในเขตเดิมที่พรรคอื่นหรือคนเดิมก็วางแผนจะลงอยู่แล้ว จึงเกิด “ชนกัน” ในเขตเดียว (ตัวอย่างเหตุการณ์ที่จังหวัดนครศรีฯ/สงขลา)
นครศรีฯ พิพัฒน์ รัชกิจประการ เคยรับปากส่ง “สายัณห์ ยุติธรรม”อดีต สส.พลังประชารัฐ ลงเขตย่านท่าศาลา แต่อยู่ๆกลับไปดูดบ้านใหญ่ อวยพรศรี เชาวลิต พรรคประชาธิปัตย์ มาลงแทน สายัณห์ก็ยิ่งฮึดสู้หนักกว่าเดิม ถึงขั้นประกาศ “พรรคไม่สำคัญ เลือกสายัณห์เป็นผู้แทน”

หรืออย่างสงขลา เคยให้ “นิพนธ์ บุญญามณี”ทาบทาม “จุรี นุ่มแก้ว” ดาวติ๊กต๊อก มาลงเขต 2 สงขลา แต่ด้วยพันธกิจดูดยกพวง จึงพ่วงศาสตรา ศรีปาน จากพรรครวมไทยสร้างชาติมาด้วย เบียดจุรีตกขอบไปอย่างไม่แยแส

หรืออย่างจังหวัดตรัง ถ้าดูดยกเข่งจากกลุ่มบ้านใหญ่ “โกหน่อ-สมชาย โล่สถาพรพิพิธ” ถามว่าแล้วผู้สมัครเดิมของภูมิใจไทยละ อย่างเขต 4 ที่แพ้แค่หลักพัน จะเอาเขาไปไว้ไหน ทิ้งเลยหรืออย่างไร

ผลกระทบเชิงระบบ และสิ่งที่ทำให้เกิด “ทับซ้อน”การย้าย/ดูดแบบเป็น
กลุ่ม ทำให้พรรคการเมืองวางตัวผู้สมัครในเขตที่มี “หัวคะแนน/บ้านใหญ่” อยู่แล้ว เกิดการชนกันของฐานเสียงและการเจรจาแย่งเขต การจัดสรรเขตโดยพรรค (การเลือกผู้สมัครเขต) มักไม่ทันกับความเปลี่ยนแปลงของแกนนำท้องถิ่น ทำให้พรรคหนึ่งประกาศชื่อแล้ว อีกพรรคดึงคนเดิมเข้ามา ผลคือเกิด “ทับซ้อน” และความไม่ลงตัวในพื้นที่

เข้าใจว่า การดีลแบบยกเข่งของภูมิใจไทย อันมีเป้าหมายเชิงปริมาณ จะเกิดปัญหาการทับซ้อนของผู้สมัครมากมายหลายเขต หลายจังหวัดการเดินไปข้างหน้า ทิ้งคนอื่นไว้ข้างหลัง จะก่อเกิดปัญหาเชิงซ้อนมากมายจนยากจะแก้ และท้ายที่สุด “มิตรจะกลายเป็นศัตรู
การเดินหน้าดูดของภูมิใจไทย เริ่มได้ยินกระแสเสียงหมั่นไส้ในความเหิมเกริม…อย่า เข้าใจนิสัยคนใต้ไหม

ถอดรหัสภาษากาย การกอดของ ‘เฉลิมชัย-เดชอิศม์’ แค่สัญลักษณ์ทางการเมือง!! ยังไม่สะท้อนความจริงใจ

“ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน” และ “โกรธคือโง่ โมโห คือบ้า” : เฉลิมชัย กล่าว

เมื่อวานได้ดูละครการเมืองฉากใหญ่ แสดงนำโดย 'เฉลิมชัย ศรีอ่อน' อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และเดชอิศม์ ขาวทอง รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เห็นท่าทีของเฉลิมชัยว่า ยังรักยังหวงประชาธิปัตย์ และจะขออยู่ช่วยจนกว่าจะได้กรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ในวันที่ 18 ตุลาคม หลังจากนั้นจะตัดสินใจถึงอนาคตทางการเมือง แต่เฉลิมชัยเคยปรารภผ่านโกหน่อ สมชาย โล่สถาพรพิพิธ บ้านใหญ่ตรังว่า ไม่อยู่ประชาธิปัตย์แล้ว

เฉลิมชัยยืนยันว่า ไม่ได้โกรธ หรือมีปัญหากับ เดชอิศม์ ขาวทอง “คนอย่างผม คบแล้วคบเลย กับอภิสิทธิ์ ก็ยังคบหากันอยู่ และจะได้พบกันหลังอภิสิทธิ์ เดินทางกลับจากจีน”

ละครการเมืองฉากนี้น่าสนใจ ไม่รู้ใครเขียนบท และข้อเท็จจริงตอนจบจะเป็นอย่างไร เพื่อให้เห็นอีกมิติหนึ่งของละครบทนี้ กับการแสดงว่าสมเหตุ สมบทบาทหรือไม่ ได้ให้ผู้เชี่ยวชาญภาษากายถอดรหัสออกมาดู พบข้อมูลน่าสนใจ

ถอดรหัส 'ภาษากาย' ของทั้งสองคนให้ครับ

1.ท่ากอด เฉลิมชัยโอบแขนรอบไหล่ของเดชอิศม์เต็ม ๆ มือวางแน่น แสดงถึงการ “แสดงออกเชิงสัญลักษณ์” ของความเป็นมิตรและการเอาใจใส่ แต่ร่างกายของเฉลิมชัยไม่ได้เอนเข้าไปหามากนัก แสดงว่าความใกล้ชิดอาจมี 'ระยะ' อยู่พอสมควร
2.สีหน้าเฉลิมชัย รอยยิ้มค่อนข้างบาง เป็น “ยิ้มควบคุม” (controlled smile) ไม่ได้เปิดเต็มปากเต็มตา สายตาไม่ใช่แววตาเปล่งประกาย (genuine smile หรือ Duchenne smile) ทำให้ตีความได้ว่าเป็นการยิ้มเพื่อ “การเมือง/ภาพลักษณ์” มากกว่าความรู้สึกส่วนตัวแท้ ๆ

3.สีหน้าเดชอิศม์ ยิ้มกว้างกว่า ดูผ่อนคลายกว่า และเอนตัวเข้าหาเฉลิมชัยเล็กน้อย บ่งบอกถึงการยอมรับ และต้องการสื่อสารว่าตน “โอเคกับการโอบกอดนี้”

4.บริบทโดยรวมมีไมค์สื่อหลายสำนักอยู่ด้านหน้า เห็นได้ชัดว่าทั้งคู่กำลัง “เล่นกับกล้อง” (performative gesture) มากกว่าการแสดงความสัมพันธ์ส่วนตัว ดังนั้น กอดนี้น่าจะเป็นการสื่อสารทางการเมืองว่า “เราสองคนไปด้วยกัน” มากกว่าความจริงใจเชิงส่วนตัว

โดยสรุป การกอดของเฉลิมชัยกับเดชอิศม์ในภาพนี้มีน้ำหนักเชิง “สัญลักษณ์ทางการเมือง” มากกว่าความผูกพันส่วนตัวแท้ ๆ ความจริงใจจึงอาจไม่ถึงขั้นลึกซึ้ง แต่เป็นการแสดงออกเพื่อให้สังคมและสื่อเห็นถึง “ความเป็นพวกเดียวกัน”

ศึกเดือด เขต 4 สงขลา!! ‘โยธิน’ ประกาศชน!! ‘กฤต’ เปิดเกมชิง!! เก้าอี้ สส. ในนาม ‘ภูมิใจไทย’

(28 ก.ย. 68) โยธิน ทองเนื้อแข็ง โพสต์เฟชบุ๊ก ประกาศลง สส.เขต 4 สงขลา ในนามพรรคภูมิใจไทย แน่นอนว่า เขตนี้จะต้องไปเจอของแข็ง “สส.กฤต ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว จากพรรคกล้าธรรม

คำว่าของแข็ง หมายถึงว่า สส.กฤตได้ทำพื้นที่ไว้อย่างเข้มแข็ง สัมผัสชุมชน หมู่บ้านทุกวันในวันที่ไม่มีภารกิจในสภา

”ผมเดินจนจะตีนพลิกอยู่แล้ว ลงพื้นที่พบปะประชาชนทุกวันๆละ 4-5 จุด เอาง่ายๆว่า ในสนามผมก็มีลูกบ้าของผมอยู่เหมือนกัน ผมมีวิธีของผมเพื่อให้ได้ชัยชนะ“

เขต 4 สงขลาจะประกอบด้วย อ.ระโนด อ.กระแสสินธ์ อ.สทิงพระ และ อ.สิงหนครบางส่วน แม้ สส.กฤตจะเพิ่งเข้ามาทำงานการเมืองเพียงสมัยแรก แต่ด้วยความมุ่งมั่นขยันลงพื้นที่ถือว่าทำได้ดี แม้การเมืองภาพกว้าง สส.กฤตอาจจะยังไม่เข้าใจก็ตาม

การเปิดตัวลงมาของ สจ.โยธิน ทั่วๆที่เป็น สจ.อยู่แล้ว ก็ถือเป็นความมุ่งมั่นจะกระโดดจากการเมืองท้องถิ่น เข้าสู่สนามระดับชาติ เพียงแต่การชนกับ สส.กฤต ถือว่าไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การเมืองก็คือการเมือง ยิ่งการเมืองในระบอบประชาธิปไตย การแข่งขัน แพ้-ชนะ ถือเป็นเรื่องปกติ คนที่เคยชนะกลับเป็นแพ้ คนที่เคยแพ้กลับมาชนะ ก็มีให้เห็นทุกยุคทุกสมัย

การที่ สจ.โยธิน ประกาศเปิดตัวลงชิง สส.สิ่งที่จะตามมาคือ ต้องลาออกจาก สจ.และต้องมีการเลือกตั้งซ่อม แม้การลาออกจะยังไม่เกิดขึ้น และพรรคภูมิใจไทยก็ยังไม่มีมติใดๆว่าจะส่งโยธินลงสมัคร สส.เขต 4 สงขลา เพียงแต่อาจจะมีผู้ใหญ่ไปทาบทามพูดคุยด้วย เพื่อนำเสนอต่อพรรค แต่ได้เห็นคนถูกจับตามองเตรียมลงชิง สจ.กระแสสินธ์แล้วอย่างน้อยสองคน นอบ เกาะใหญ่ หรือทักษิณ เครือแก้ว น้องชาย นายกฯมงคล เครือแก้ว อบต.เกาะใหญ่ เป็นหนึ่งในนั้นที่ถูกจับตามองว่าจะลงเลือกตั้งซ่อมแทนหรือไม่

และมีคู่แข่งคือใคร อีกคนที่เปิดตัวออกมา คือ พล.ต.ต.อธิป แสงวันลอย อดีตผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่า พรรคภูมิใจไทยจะส่งโยธินจริงหรือไม่


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top