Friday, 5 June 2026
นายหัวไทร

‘ถาวร’ ออกแรงเชียร์หลานชาย ‘ภู สิทธิ์พัฒน์ เสนเนียม’ เป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ ลงชิงเก้าอี้สส. เขต 4 สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ มั่นใจประชาชนสนับสนุนหลังลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

‘ถาวร เสนเนียม’ อดีต สส. สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ และอดีต รมช.มหาดไทย รมช.คมนาคม ออกแรงเชียร์หลานรัก น้องภู ลูกชายของ วินัย เสนเนียม อดีต สส. สงขลา ด้วยการโพสต์ไล่ยาวถึงคุณงามความดี ความรู้ความสามารถของน้องภู โดยระบุว่า

‘ลุงถาวร เสนเนียม’ เป็นปลื้มกับหลานภู สิทธิ์พัฒน์ เสนเนียม เสนอตัวรับใช้พี่น้องประชาชน ด้วยการเสนอตัวสมัคร สส. ปชป. เขต 4 สงขลา

นายสิทธิ์พัฒน์ เสนเนียม (ภู) ว่าที่ผู้สมัคร สส.ปชป. เขต 4 สงขลา – มือสะอาด รุ่นใหม่ ใส่ใจประชาชน ลงพื้นที่เต็มที่ทุกวัน

นายสิทธิ์พัฒน์ เสนเนียม (ภู)ว่าที่ผู้สมัคร สส.พรรคประชาธิปัตย์ เขต 4 จังหวัดสงขลา ปัจจุบันอายุ 27 ปี เกิดวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2541 บุตรของ นายวินัย เสนเนียม และ แพทย์หญิงวนิดา เสนเนียม

ประวัติการศึกษาและการทำงาน
ประถมศึกษา: โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา (ป.1-ป.6)
มัธยมศึกษา: โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย (โครงการ SMA) (ม.1-ม.6)
ปริญญาตรี: เศรษฐศาสตร์การเงิน-การคลัง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ปัจจุบันทำธุรกิจส่วนตัว อพาร์ทเม้นท์ พร้อมประสบการณ์การบริหารจัดการและความเข้าใจปัญหาของชุมชน

ลงพื้นที่พบประชาชน – ตอบโจทย์ความต้องการชาวสงขลา

นายสิทธิ์พัฒน์ ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนในเขต 4 จังหวัดสงขลาอย่างต่อเนื่อง ได้รับการต้อนรับอบอุ่นจากชาวบ้าน พร้อมเสียงเชียร์จากผู้สนับสนุน ประชาชนจำนวนมากชื่นชมแนวคิดการทำงานของ ผู้แทนรุ่นใหม่ มือสะอาด มีความรู้ และมีอุดมการณ์ชัดเจน

ผู้คนต่างยกย่องว่า นายสิทธิ์พัฒน์ เป็นผู้แทนที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีความตั้งใจทำงานเพื่อชุมชนจริง ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว

แนวคิดและนโยบาย – มือสะอาดเพื่อประชาชน

ยึดหลัก ความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และความซื่อสัตย์สุจริต ในการทำงานทุกขั้นตอน

ฟังเสียงประชาชนทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย เพื่อนำมาวางนโยบายตอบโจทย์ความต้องการจริง

มุ่งเน้น การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา และคุณภาพชีวิต ของประชาชนในพื้นที่

สนับสนุน ผู้ประกอบการรุ่นใหม่และธุรกิจท้องถิ่น เพื่อสร้างโอกาสและงานให้ชุมชน

ผู้แทนรุ่นใหม่ ใส่ใจประชาชน – มือสะอาดโปร่งใส

ด้วยวิสัยทัศน์ของ ผู้แทนรุ่นใหม่ มือสะอาด นายสิทธิ์พัฒน์ เชื่อมั่นว่าการเลือกผู้แทนที่ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีอุดมการณ์ชัดเจน จะนำมาซึ่งการพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืน และเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกกลุ่ม ให้สงขลาก้าวสู่อนาคตที่มั่นคงและมีโอกาสเท่าเทียม

ประชาชนให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ และมั่นใจว่า นายสิทธิ์พัฒน์ ภู เสนเนียม จะเป็นผู้แทนที่ ทำงานจริง ใส่ใจจริง และสะอาดจริง เพื่อทุกคนในพื้นที่

สะเทือนอนาคตการเมือง ยึด-อายัดทรัพย์ ‘สส. กฤต-กล้าธรรม’ ปมเอี่ยวคดีเว็บพนัน–ฟอกเงิน พังภาพลักษณ์เข้าถึงชาวบ้าน–อ่อนน้อมถ่อมตน อาจถึงขั้นตกม้าตายไม่ถึงฝันเก้าอี้รัฐมนตรี

มารู้จัก สส. ชนนพัฒฐ์ “กฤต” นาคสั้ว พรรคกล้าธรรม, สงขลา เขต 4 ให้มากขึ้น หลังตกเป็นข่าวโด่งดังพัวพันพนันออนไลน์ และแก๊งเกมเมอร์ มีเส้นเงินชัดเจน จน ปปง.ตรวจพบ และสั่งยึด/อายัดทรัพย์เบื้องต้น 159 ล้านบาท 

มีข่าวอื้อฉาวมานานตั้งแต่ก่อน สส.กฤตจะมาเล่นการเมืองว่า เขาพัวพันกับการเปิดเว็บพนันออนไลน์ ร่วมกับทีมวัยรุ่นที่พันกับทายาทนักการเมือง สุดท้าย สส.กฤตถูกจับกุมคาสนามบินดอนเมือง คดียังอยู่ในชั้นอัยการสูงสุด ที่ยังให้ตำรวจหาดใหญ่สอบสวนเพิ่มใน 8 ประเด็น (ตำรวจทำสำนวนก่อน /พยานที่เป็นตำรวจกลับคำให้การ)

กล่าวถึง สส.กฤต เขาไม่ใช่คนสงขลาโดยกำเนิด เขาเกิดที่ คน.ท่าเสม็ด อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2532 อายุประมาณ 36 ปี เรียน จบ ม.ปลายจากโรงเรียนศรีธรรมราชศึกษา, ปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ, ปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี   

สส.กฤตไปโตอยู่หาดใหญ่ เขาจึงพูดใต้ไม่ถนัด สมรสกับ น.ส. กฤตพร คงเคว็จ ซึ่งเป็นสมาชิก อบจ.สงขลา มีบุตรด้วยกัน 2 คน เขาเพิ่งสร้างบ้านใหม่หลังใหญ่โตที่บ้านกระดังงา เปิดบ้านต้อนรับแขกผู้มาเยือนคราคร่ำทุกเสาร์-อาทิตย์ บางวันก็เปิดสระน้ำให้เด็กๆ มาเล่นน้ำกัน

เส้นทางธุรกิจของเขามีกิจการหลากหลายอสังหาริมทรัพย์, โรงงานผลิตเสื้อกีฬา, โรงงานอุปกรณ์ทางการแพทย์, ธุรกิจเรือท่องเที่ยว ฯลฯ ถือหุ้นในหลายบริษัทของครอบครัว แจ้งบัญชีทรัพย์สินร่วมกับภรรยาต่อ ป.ป.ช.ไว้ประมาณ 96.8 ล้านบาท (ณ เข้ารับตำแหน่ง สส.) ในทรัพย์สิน “อื่น ๆ” มีสิ่งที่น่าสังเกต: รายงานกล่าวถึงพระเครื่อง, วัวชน, ปืน, ยานพาหนะหลายคัน เป็นต้น   

ในฐานะคนนครศรีฯเขาจึงไปซื้อทีมฟุตบอลนครศรีฯยูไนเต็ด และลาออกจากเป็นประธานสโมสรฟุตบอลนครศรี ยูไนเต็ด เมื่อเขาเข้าสู่การเมืองเต็มตัว  

เส้นทางการเมือง ปี 2566 เขาตั้งใจลงสมัคร สส.สงขลา เขตโซนคาบสมุทรสทิงพระ ร.ต.อ.อรุณ สวัสดี สส.พลังประชารัฐ เปิดทางให้ลงในนามพรรคพลังประชารัฐแทน

เขาได้รับเลือกเป็น สส. สงขลา เขต 4 ในการเลือกตั้งปี 2566 ในนามพรรคพลังประชารัฐ

จากนั้นความขัดแย้งภายในพรรคพลังประชารัฐ พรรคมีมติไล่ออก สส.กลุ่มรอ.ธรรมนัส 20 คน ซึ่งรวมถึง สส.ชนนพัฒฐ์ด้วย พวกเขาย้ายมาสังกัด พรรคกล้าธรรม และเป็นกรรมการบริหารพรรค  ได้รับบทบาทสำคัญในพรรคกล้าธรรมเป็นหนึ่งใน “ขุนพลภาคใต้” ที่พรรคตั้งเป้าขยายฐานภาคใต้เพิ่ม ประเดิมการเลือกตั้งครั้งแรกของพรรคด้วยการคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งซ่อม เขต 8 นครศรีธรรมราช เขาเคยวิจารณ์ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองว่า “อำนาจไม่ใช่ของยั่งยืน” โดยกล่าวว่าต้องใช้เวลา “ทำงานเพื่อประชาชน”   

ข้อครหา และปมอื้อฉาวเว็บพนันออนไลน์/ สแกมเมอร์

เขาถูกอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ (นักเคลื่อนไหวต่อต้านอาชญากรรม) แฉว่าเชื่อมโยงกับ “สแกมเมอร์”และเว็บไซต์พนันออนไลน์ หลัง พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล อดีต รอง ผบ.ตร.เปิดชื่อย่อนักการเมือง ช.เกี่ยวข้องเว็บพนันออนไลน์ แต่อัจฉริยะเปิดตัวตรงว่าเป็น สส.ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว

แต่ “สส.กฤต” ปฏิเสธ โดยบอกว่าเป็นเรื่องเก่า (ปี 2564) และผ่านการตรวจสอบแล้ว   

คดี ปปง. / ยึดทรัพย์อายัดทรัพย์ เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 คณะกรรมการธุรกรรมของ ปปง. มีมติให้อายัดทรัพย์ของเขาและพวกรวม 159 ล้านบาท เพื่อสอบสวนเส้นทางการเงินที่อาจเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินและการพนันออนไลน์   

ทรัพย์สินที่ถูกอายัดหลายประเภท: เงินสด, รถ, ที่ดิน, บัญชีเงินฝาก, หลักทรัพย์ ฯลฯ รวม 69 รายการ มูลค่า 159 ล้านบาท ในแง่การเมือง ปมนี้กลายเป็น “เกมชี้ชะตาอนาคต”ของเขาและพรรคกล้าธรรม โดยมีความกดดันจากสังคมและกฎหมายอย่างต่อเนื่อง ถึงขั้นมีการกล่าวถึงว่า เลือกตั้งครั้งหน้าจะได้ลงสมัครหรือเปล่ากับความคาดหวังสูงของเขาในตำแหน่งรัฐมนตรี

จุดแข็งของชนนพัฒฐ์ เป็นนักการเมือง รุ่นใหม่-ไฟแรง ผสมระหว่างธุรกิจและกีฬา ทำให้มีภาพลักษณ์ “ไฮบริดจ์”ระหว่างภาคธุรกิจและสังคมท้องถิ่น

ฐานธุรกิจแข็งแกร่ง การทำธุรกิจหลายสายและการมีทรัพย์สินเยอะ (อสังหา,อุตสาหกรรม,เรือท่องเที่ยว) ทำให้มีช่องทางสนับสนุนการเมืองของตัวเอง

บทบาทด้านกีฬา: การเชื่อมโยงกับสโมสรฟุตบอลท้องถิ่น (นครศรี ยูไนเต็ด) ช่วยเสริมภาพความใกล้ชิดกับชุมชนและแฟนบอล ใช้เป็น “พื้นฐานอิทธิพล”ในพื้นที่ภาคใต้

ชนนพัฒฐใช้บุคลิกแบบเรียบง่ายเข้าถึงชาวบ้านแบบอ่อนน้อมถ่อมตน และพร้อมจ่ายช่วยเหลือชาวบ้าน ดึงผู้นำท้องถิ่น ท้องที่เข้ามาเป็นแนวร่วมแบบกว้างขวาง จนกล่าวได้ว่า ยากที่ใครจะล้มเขา เว้นแต่สะดุดขาตนเอง

ความเสี่ยง /ปัจจัยท้าทายของชนนพัฒฐ์ คือ คดี ปปง. อายัดทรัพย์ 159 ล้าน เป็นเรื่องใหญ่มากถ้าผลสอบสวนชัดเจนว่าเกี่ยวข้องกับการพนัน /ฟอกเงิน อาจส่งผลทางกฎหมายและทางการเมืองอย่างหนัก

ข้อกล่าวหา “สแกมเมอร์ /เว็บพนัน” ถ้ายังคงถูกโยง อาจลบล้างความเชื่อมั่นประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการพนันออนไลน์

ฐานเงินทุน /ทรัพย์สินของเขาแม้แข็งแรง แต่ “อำนาจทางการเมือง” ก็อาจเปลี่ยนแปลงได้ การเลือกตั้งครั้งหน้า (หรือการเมืองภายในพรรค)อาจมีแรงเสียดทาน 

ถ้าการสอบสวน ของ ปปง.สรุปในทางลบ (ว่าเขามีความเกี่ยวข้องจริง) อาจถูกดำเนินคดี หรือถูกกดดันให้ลาออกจากตำแหน่ง สส. หรือจากบทบาทในพรรค หรือพรรคอาจจะไม่ส่งลงเลือกตั้งในครั้งหน้า

ในทางกลับกัน ถ้าเขาสามารถชี้แจงและชนะคดี (หรือพิสูจน์ว่าเป็น “เรื่องเก่า” / “ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องจริง”) เขาอาจใช้ข้อครหานี้เป็น “กรณีศึกษา”เพื่อแสดงว่าตนเองถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง และกลับมามีอิทธิพลยิ่งกว่าเดิม โดยเฉพาะในพรรคกล้าธรรม

หากเขายังคงรักษาฐานธุรกิจได้ (และธุรกิจไม่ถูกอายัดทั้งหมด) เขาก็อาจใช้ทรัพย์สินเหล่านั้นเป็น “ทุน”สำหรับเส้นทางการเมืองในระยะยาว (เช่น สร้างเครือข่ายท้องถิ่น, สนับสนุนกิจกรรมพรรค, ขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจ)

ความไม่ชัดเจน /จุดที่ข้อมูลเบื้องต้นอ่อน

แม้เขาจะมีชื่อเป็นกรรมการบริหารพรรคแต่บทบาทภายในพรรค (อิทธิพล,นโยบายที่เขาขับ)ยังไม่ได้ถูกเปิดเผย ถึงความพยายามในการผลักดันนโยบายอะไร

สส.ชนนพัฒฐ์ จะต้องรวบรวมพยานหลักฐานการได้มาซึ่งทรัพย์สิน เพื่อชี้แจงต่อ ปปช.ภายในเวลาที่กำหนด สส.ชนนพัฒฐ์ (“กฤต”) จะต้องมีข้อมูลที่แน่นหนาพอในการชี้แจงต่อ ปปช. เพราะเชื่อว่า ปปช.ก็มีข้อมูลลึกมากเช่นกัน

บริบทที่ดำรงอยู่ และดำเนินไปของข้อกล่าวหา เป็นดัชนีชี้อนาคตทางการเมืองของ สส.กฤต และชะตากรรมของพรรคกล้าธรรม

เมื่อคนไทยเริ่มไม่สนที่มา ‘เงินเทา’ ยอมรับคอร์รัปชัน ‘โกงได้ ขอให้แจกบ้าง’ สะท้อนวิกฤตศรัทธาระบบการเมืองไทย ไม่สนหลักการขอเพียงผลประโยชน์ตรงหน้า

โกงได้ ขอให้แจกบ้าง ไม่สนเงินสีเทา

น่าวิตกกับคำว่า “โกงได้ ขอให้แจกบ้าง ไม่สนเงินสีเทา” เป็นประโยคที่ได้ยินบ่อยขึ้นในการเมืองท้องถิ่นและระดับชาติ ชวนให้วิเคราะห์ได้ลึกมาก เพราะมันสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของประชาธิปไตยไทยหลายมิติ

1) การยอมรับ “คอร์รัปชันเชิงวัฒนธรรม”
ประโยคนี้สะท้อนว่า คนจำนวนหนึ่งเริ่มมองว่า การโกงเป็นเรื่องปกติ ไม่ต้องการให้สะอาดหมดจด แค่ “อย่าลืมแบ่งผลประโยชน์ให้ประชาชนบ้าง”

นี่คือชุดความคิดที่ทำให้คอร์รัปชันในไทย “ไม่ถูกต่อต้านจริงจัง” เพราะประชาชนบางกลุ่มรู้สึกว่าถูกระบบหลอกมาตลอดจนรู้สึกว่าโกงก็ได้ ขอแค่ไม่เสียเปรียบ ขอให้แบ่งปันกันมาบ้าง

2) ประชาชนไม่เชื่อมั่นว่ารัฐจะดูแลอย่างเป็นธรรม ภาษานี้คือสัญญาณว่า “รัฐไม่เคยทำให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างพอเพียง ทำให้เรายอมทุกอย่างเพื่อเงินทันที”

ประชาชนที่รู้สึกว่าตัวเองถูกทอดทิ้งมัก “ไม่สนหลักการใหญ่ของประชาธิปไตย” เพราะต้องเอาตัวรอดก่อน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเทอม ค่าผ่อนรถ ใช้หนี้

3) เงินคือเครื่องมือทางการเมืองที่ทรงพลังที่สุด อันสะท้อนสภาพที่ว่า เงินสามารถซื้อคะแนน เงินซื้อความเชื่อถือเงินซื้อความชอบธรรมได้

ประชาชนบางส่วนยังมองว่า “เงินจากนักการเมือง” เป็นรายได้ที่จับต้องได้มากกว่านโยบายระยะยาว

4) ระบบพรรคการเมืองอ่อนแอจนประชาชนไม่รู้สึกผูกพัน เมื่อพรรคอ่อนแอ ศรัทธาต่ออุดมการณ์การเมืองลดลง ชอบคนมากกว่าพรรค ชอบเงินมากกว่านโยบาย ไม่สนอุดมการณ์เพราะไม่เคยเห็นผลจริง

5) ความยากจนเชิงโครงสร้างผลักประชาชนให้ “ขายเสียงเชิงจำยอม” นี่ไม่ใช่ “ความโลภ” แต่คือ ความสิ้นหวังทางเศรษฐกิจ คนจำนวนหนึ่งมองว่า
“นักการเมืองโกงอยู่แล้ว งั้นขอให้เราได้ประโยชน์อย่างน้อยตอนเลือกตั้ง”
เป็นวงจรที่ทำลายประชาธิปไตยจากฐานราก

6) ความคาดหวังต่อผู้นำต่ำมาก ประโยคนี้สะท้อนว่า ประชาชน ไม่คาดหวังความโปร่งใสหรือประสิทธิภาพ แต่คาดหวังแค่ ช่วยเหลือเฉพาะหน้า มีเงินลงพื้นที่ ทำให้ชุมชนไม่เงียบเหงา การเมืองไทยจึงวนอยู่กับ populism และเงินสะพัดทุกครั้งที่เลือกตั้ง

สรุป ประโยค “โกงได้ ขอให้แจกบ้าง เงินสีเทาก็ได้” คือดัชนีวัดว่า
ประชาธิปไตยไทยกำลังอยู่ในภาวะที่ “ประชาชนไม่เชื่อว่าระบบจะให้ความเป็นธรรมกับพวกเขาได้”

มันเป็นการเมืองที่พังมาจากความเหลื่อมล้ำ พรรคการเมืองอ่อนแอ การศึกษาเรื่องสิทธิประชาชนที่ไม่ถูกสร้าง และความไม่ไว้วางใจรัฐสะสม

แม้นว่า เสียงส่วนหนึ่งประชาชนยอมรับการโกง การซื้อเสียง โดยไม่สนที่มาของเงิน นี่คือกระบวนการบั่นทอน กัดเซาะทำลายประชาธิปไตยอย่างแท้จริง 

‘มนตรี เฉียบแหลม’ นักสู้ผู้ไม่ยอมแพ้ ยืนหยัดไม่เปลี่ยนพรรค ลงเขต 1 นครศรีฯ แม้กระแสไม่เอื้อ แต่ยังลงพื้นที่สม่ำเสมอ ยอมรับคนใต้ยังไม่เปิดใจรับพรรคเพื่อไทย

ต้องขอยกย่องชมเชย ‘มนตรี เฉียบแหลม’ ผู้มุ่งมั่นลงสมัคร สส. เขต 1 นครศรีธรรมราช ในนามพรรคเพื่อไทย แม้จะรู้ดีว่า กระแสเพื่อไทยในภาคใต้ไม่ใช่เรื่องง่าย คู่แข่งแข็งแกร่ง ฐานเสียงเดิมของพรรคก็ไม่ได้ใหญ่ 
 
“ต้องยอมรับความจริงว่า คนใต้ยังไม่เปิดใจรับพรรคเพื่อไทย แม้จะอยู่ในช่วงขาลงของประชาธิปัตย์ก็ตาม”

แต่ ‘มนตรี’ ไม่เคยคิดจะเปลี่ยนพรรค ไม่เคยต่อรองเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ไม่คิดจะย้ายพรรค แม้บางครั้งพรรคทำให้ผิดหวังกับการจัดสรรให้ไปลงสมัครในเขตที่ไม่ถนัดก็ตาม

อย่างการเลือกตั้งปี 66 เสนอตัวลงเขต 1 พรรคส่งไปลงเขต 3 ซึ่งอยู่นอกเขตฐานเสียง แต่ก็ไม่มีสิทธิ์ หรือคิดจะปฏิเสธ ลงสมัครรับเลือกตั้งโซนปากพนัง-หัวไทร

‘มนตรี’ ยึดมั่นในพรรคเพื่อไทย เชื่อมั่นในนโยบายพรรค และการนำของพรรคมาตลอด

กล่าวสำหรับการเลือกตั้งปี 69 ‘มนตรี’ ก็ยังคงยึดมั่นอยู่กับพรรคเพื่อไทยอย่างไม่เปลี่ยนแปลงเสนอตัวลงเขต 1 นครศรีฯ

วันนี้พรรคเพื่อไทยได้เรียกตัวเข้าสัมภาษณ์อย่างเป็นทางการ ก่อนจะนำเข้าสู่ที่ประชุมเพื่อมีมติพิจารณาผู้สมัครรับเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ

หลายคนในพื้นที่ต่างมองว่า หากพรรคต้องการ “คนสู้จริง ไม่ทอดทิ้งพื้นที่” ชื่อของ มนตรี เฉียบแหลม ถือว่าเหมาะสมที่สุดคนหนึ่ง เพราะลงพื้นที่สม่ำเสมอ ทำงานเชิงนโยบาย และยืนหยัดเคียงข้างพรรคแม้วันที่กระแสไม่เอื้อ

ส่วนอาชีพนั้น มนตรี ทำธุรกิจขายไข่ไก่อยู่ในตลาดสำเพ็ง นครศรีฯ แบบไม่เอาเปรียบ หรือเอากำไรเกินควร ในนาม ‘ดร.ไข่’ และขยายสาขาออกไปทั่วเมืองนคร ใครขึ้นราคาแต่ “ไข่มนตรีไม่ขึ้น”

อีกอาชีพหนึ่งคือการเปิดสถานบริบาล เพื่อดูแลผู้สูงอายุในช่วงที่สังคมไทยย่างเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย พร้อมกับการเปิดโรงเรียนบริบาล ในหลายจังหวัด ทั้งนครศรีฯ สุราษฎร์ธานี สงขลา เป็นต้น ทั้งสองธุรกิจได้รับกระแสตอบรับที่ดีมาก และกำลังขยายตัว

สำหรับเขต 1 มนตรีจะต้องสู้กับแชมป์เก่า ‘ราชิต สุดพุ่ม’ ย้ายจากประชาธิปัตย์ไปอยู่ภูมิใจไทย ‘ทรงศักดิ์ มุสิกอง’ สส.ประชาธิปัตย์ ย้ายจากเขต 2 มาลงเขต 1 พรรคเดิม

‘รศ.ดร.รงค์ บุญสวยขวัญ’ อดีต สส. พลังประชารัฐ ย้ายไปลงกล้าธรรม ‘ปรีชา แก้วกระจ่าง’ ยังไม่เปิดตัวลงพรรคไหน แต่ลงแน่นอน ‘สุภาพ ขุนศรี’ ถ้าตกลงกันได้น่าจะลงในนามพรรคพลังประชารัฐ

ลองคำนวณเล่นๆ เงินเดือน–ทีมงาน สส. เดือนละ 2 แสนกว่า ปีนึงรัฐจ่ายให้ 500 คน เกิน 1,455 ล้าน บำนาญ สส. สูงสุดแตะเกือบ 8 หมื่น แต่ข้าราชการทำงาน 33 ปี ได้แค่ 15,000 บ.

(21 พ.ย. 68) นายเฉลียว คงตุก หรือ “นายหัวแมน” หรือที่รู้จักกันในนาม “นายหัวไทร” โพสต์เฟซบุ๊กว่า ว่างๆ ลองคำนวณดูว่า เราจ่ายเงินเดือนให้ สส.ปีละเท่าไหร่ รวมถึงบำนาญ สส.ด้วย
นักการเมืองสส.ได้ร่วมกันออกกฎหมายให้สิทธิ์ สส. (ตัวเอง)ให้ได้รับเงินบำนาญ ตามระยะเวลาการเป็น สส. ดังนี้

- เป็น สส. ๒ ปีรับบำนาญ ๒๒,๗๑๒ บาท
- เป็น สส ๓ ปีรับบำนาญ ๓๔,๐๖๘ บาท
- เป็น สส. ๗ ปี รับบำนาญ ๔๕,๔๒๔ บาท
- เป็น สส, ๑๑ ปี รับบำนาญ ๕๘,๒๘๐ บาท
- เป็น สส ๑๕ ปี รับบำนาญ. ๖๘,๑๓๖ บาท
- เป็น สส. ๒๐ ปี รับบำนาญ ๗๙,๔๙๒ บาท
"ข้อมูลเงินบำนาญข้าราชการ"
ผมรับราชการนาน ๓๓ ปี มีสิทธิ์ได้รับบำนาญ ๑๕,๐๐๐ บาท "มันยุติธรรม กันดีอยู่หรือ...."
#เงินเดือนสส.

รัฐต้องจ่าย เงินเดือน ส.ส.ต่อ 1 คน ตกเดือนละ = 242,560 บาท
เงินเดือน ส.ส. 71,230
+เงินเพิ่ม 42,330
รวม = 113,560
(ยังไม่รวมเบี้ยประชุมอีกวันละ 1,500 บาท +ข้าวฟรีมื้อละ 1000 บาท)
สส.1 คน ยังรับคนของตัวเองมาทำงานได้อีก 8 คน ดังนี้
- ผู้เชี่ยวชาญประจำตัว 1 คน เงินเดือน 24,000 บาท
- ผู้ชำนาญการประจำตัว 2 คน เงินเดือน 15,000 x 2 = 30,000
- ผู้ช่วยดำเนินงานอีก 5 คน 15,000 x 5 = 75,000 บาท

สรุป สส. 1 คน + ผู้ติดตาม = 242,560 บาท ต่อเดือน
#ต่อปี ต้องจ่ายให้ สส. 1 คน คือ 2,910,720 บาท
ถ้า สส.ทั้งหมด 500 คน ตกเดือนละ
= 121,280,000 บาท
ปีละ หนึ่งพันสี่ร้อยห้าสิบห้าล้าน..บาท
= 1,455,360,000 บาท
ในแต่ละปี รัฐบาลต้องจ่ายเงินเดือนให้ สส. และผู้ติดตาม สส.จำนวนมาก..??

หนุ่มใหญ่ชาวสุราษฎร์ธานี ผู้มุ่งมั่นสู่เส้นทางการเมืองพิจิตร เสนอตัวลงชิงเก้าอี้ สส. เขต 3 หลังเคยได้รับเลือกเป็น สจ. มาแล้ว

ลิขิต มุกดา หนุ่มใหญ่ชาวจังหวัดสุราษฎร์ธานี ยังคงแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงบนเส้นทางการเมือง แม้จะไม่ใช่คนพื้นถิ่นโดยกำเนิด แต่ด้วยประสบการณ์และการทำงานที่ยาวนานในจังหวัดพิจิตร ทำให้เขากลายเป็นบุคคลที่รู้จักและผูกพันกับพื้นที่อย่างลึกซึ้ง

ลิขิตจึงได้รับรู้การทาบทามจากรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ภาคเหนือ) ให้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส.พิจิตรแบบแบ่งเขต เขต 3 (อ.บางมูลนาก-อ.โพทะเล- อ.บึงนาราง-อ.โพธิ์ประทับช้าง) ซึ่งได้เสนอตัวต่อพรรคไปแล้ว รอผ่านคณะกรรมการสรรหา และเข้าสู่คณะกรรมการบริหารพรรคต่อไป

ลิขิตเริ่มต้นสนใจการเมืองมาตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษา เป็นนักศึกษากิจกรรม เข้าสู่เส้นทางการเมืองจากการเข้ามาช่วยงาน พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์อดีตรัฐมนตรีผู้มีบทบาทสำคัญในหลายกระทรวง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในผู้มีอิทธิพลทางการเมืองของภาคกลางในยุคนั้น การได้คลุกคลีและเรียนรู้การเมืองระดับประเทศอย่างใกล้ชิด ทำให้ลิขิตมีมุมมองและความเข้าใจเชิงโครงสร้างทางการเมือง และมองเห็นปัญหาที่ชัดเจนขึ้น เขาจึงมุ่งมั่นที่จะเข้าไปสู่โครงสร้างทางการเมือง เพื่อมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา

เมื่อใช้ชีวิตและทำงานในพิจิตรอย่างต่อเนื่อง ลิขิตตัดสินใจก้าวลงสู่เวทีเลือกตั้งท้องถิ่น สมัครเป็นสมาชิกสภาจังหวัดพิจิตร (สจ.) ซึ่งเขาเคยได้รับความไว้วางใจจากประชาชนจนได้รับเลือกตั้งมาแล้ว ประสบการณ์ในระดับท้องถิ่นทำให้เขารู้ปัญหาเชิงพื้นที่อย่างแท้จริง

นอกจากบทบาททางการเมือง เขายังทำธุรกิจ โรงไม้ อยู่ใน จังหวัดเพชรบูรณ์ เพชรบุรี สร้างความเชื่อมโยงกับชุมชน และช่วยให้เขารู้จักวิถีชีวิตของประชาชนทุกระดับ

ปัจจุบัน ลิขิต มุกดา ได้เสนอตัวต่อ พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อขอรับพิจารณาลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพิจิตร ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป โดยมีเป้าหมายชัดเจนว่า ต้องการนำประสบการณ์กว่า 20 ปีในพื้นที่ มาต่อยอดเป็นการทำงานระดับประเทศ เพื่อพัฒนาพิจิตรให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

แม้ในสถานการณ์ขาลงของพรรคประชาธิปัตย์ ลิขิตก็ไม่เคยทิ้งพรรค วันนี้เมื่อ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กระแสนิยมของพรรคเริ่มดีขึ้นตามลำดับ เมื่อได้รับการทาบทาม “ลิขิต” จึงไม่ลังเลใจที่จะประสงค์ลงสมัครรับเลือกตั้ง เป็น สส.พิจิตร

ประสบการณ์ทางการเมืองในการดูแลการเลือกตั้งที่ยาวนาน ตั้งแต่สมัย พล.ต.สนั่น มาจนถึงไพฑูรย์ แก้วทอง ลิขิตมองเห็นช่องทางเอาชนะไม่ยาก แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับประชาชนชาวพิจิตรว่าคิดอย่างไร
 

วิเคราะห์ก้าวต่อไปของ ‘กัณวีร์ สืบแสง’ มีโอกาสสูงตั้งพรรคใหม่ สร้างบ้านทางการเมือง ลดข้อจำกัดพรรคเล็ก ชูจุดแข็งเพื่อสิทธิมนุษยชน–ชายแดนใต้

โอกาส และความเป็นไปได้ที่ “กัณวีร์ สืบแสง” จะตั้งพรรคเอง

ทำพรรคใหม่มีความเป็นไปได้สูง ทั้ง ๆ ที่ปัจจุบัน กัณวีร์ สืบแสง เป็นเลขาธิการพรรคเป็นธรรม และเป็น สส.หนึ่งเดียวของพรรคเป็นธรรม แต่การดำรงตนอยู่บนพรรคเล็ก กับบทบาท และตำแหน่งหน้าที่อาจจะก้าวเดินยาก

ถ้าจะตั้งพรรคใหม่จริง ๆ ในสถานการณ์การเมืองปัจจุบันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องใช้ทั้งปัจจัยจำนวนมาก และบารมีของแกนนำพรรค แต่การตั้งพรรคใหม่อาจจะเพื่อ…?

1) ต้องการขยายบทบาททางการเมือง

พรรคเป็นธรรมมี สส. คนเดียว ทำให้ศักยภาพเชิงการเมืองจำกัดมาก
การทำพรรคใหม่จะสร้าง “บ้านทางการเมือง” ของตัวเองที่เติบโตได้มากกว่า

2) มีทีม มีแนวร่วมพร้อมกว่าเดิม กัณวีร์มีเครือข่าย NGO, นักวิชาการ, นักกิจกรรม และคนทำงานภาคสนามหลายกลุ่ม
การตั้งพรรคใหม่จะรวมกลุ่มเหล่านี้ได้ง่ายกว่าอยู่พรรคเก่า

3) กระแสสังคมด้านสิทธิมนุษยชน–ชายแดนใต้ยังมีพื้นที่
เขาโดดเด่นในประเด็นชายแดนใต้ ผู้ลี้ภัย การต่างประเทศ สิทธิมนุษยชน
นี่คือฐานเสียงเฉพาะทางที่พรรคใหม่สามารถวางตัวได้ดี

4) ลดข้อจำกัดภายในพรรคเดิม
พรรคเป็นธรรมเติบโตได้ยาก และภาพจำยังไม่ชัดเจนในสาธารณะ
การเริ่มต้นใหม่ทำให้กำหนดทิศทางได้ชัดขึ้น

ถามว่า มีความเป็นไปได้ แค่ไหน คำตอบส่วนหนึ่งคือ เป็นไปได้สูง และเขาเริ่มคิดแล้วผมประเมินว่า
โอกาส 70–85% = จะตั้งพรรคใหม่จริง

ถ้าการเตรียมการเริ่มขึ้นแล้ว แปลว่า “ตัดสินใจในเชิงกลยุทธ์ไปไกลมากแล้ว”

โอกาสอยู่พรรคเดิม = ต่ำมาก (ประมาณ 15–30%)

เพราะไม่มีแรงจูงใจให้เขายืนระยะในพรรคที่มี สส. คนเดียว และไม่ใช่พรรคที่สร้างภาพลักษณ์ได้มากนัก


ก็ต้องติดตามกันต่อไปกับการกำหนดบทบาท และหน้าที่ของตัวเอง “กัณวีร์ สืบแสง” นักการเมืองผู้มีแสงในตัวเอง ไม่ต้องพึ่งลมใต้ปีกจากใคร

หลังวิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ “นิพนธ์-สมยศ” ต้องกุมขมับคิดหนัก ในการตัดสินใจครั้งใหญ่

มีคำถามมากมายว่าน้ำท่วมใต้ โดยเฉพาะหาดใหญ่ที่โหดร้าย รุนแรง กระทบการเมืองอย่างไร การเมืองในสงขลา / ขั้วนิพนธ์ บุญญามณี ได้ตัดสินใจแล้วย้ายไปภูมิใจไทย จะกลับใจได้ไหม ทันไหม มีสรรเพชญ บุญญามณี / สมยศ พลายด้วง ย้ายตามไปด้วย

เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน น้ำท่วมเป็นเหตุ รัฐบาลภายใต้อนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรี ถูกวิจารณ์หนักถึงความล้มเหลวในการบริหารภาวะวิกฤต จะมีผลให้กลุ่มนิพนธ์ /สมยศ ตัดสินใจไม่ย้ายพรรคได้หรือไม่
-จะกลื่นเลือด หรือกลับคำ

สถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในภาคใต้ โดยเฉพาะ สงขลา ไม่ได้เป็นแค่ภัยพิบัติธรรมชาติ แต่ส่งแรงสะเทือนทางการเมืองเป็น “โดมิโน” โดยเฉพาะ ขั้วนิพนธ์ บุญญามณี ที่ตัดสินใจย้ายไปพรรคภูมิใจไทย (ภท.) แล้ว

1) การเมืองสงขลาที่กำลังสั่นไหว เดิมมีสัญญาณชัดว่า นิพนธ์ บุญญามณี ตัดสินใจย้ายไปภูมิใจไทย มีสรรเพชญ บุญญามณี และสมยศ พลายด้วง ตามไปด้วย

เตรียม “แพ็กทีม” ย้ายตามไปด้วย ถือเป็น “บล็อกการเมือง” ที่มีฐานคะแนนแข็งในเมืองสงขลา ย่านควนลัง–คอหงส์ และเครือข่าย อบจ./อบต.ที่เข้มแข็ง

การย้ายครั้งนี้เกือบจะลงล็อกอยู่แล้ว แต่…?

2) น้ำท่วมทำให้สถานการณ์เปลี่ยน สิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น น้ำท่วมครั้งนี้กลายเป็น “ตัวแปรใหม่” เพราะประชาชนตั้งคำถามดังๆ ว่า

รัฐบาลภายใต้การนำของอนุทิน บริหารวิกฤตล้มเหลว
 -แจ้งเตือนช้า /ไม่เน้นย้ำ
 -การช่วยเหลือไม่ทัน
 -ภาพรวมการประสานงานดูยุ่งเหยิง
 -ท้องถิ่นต้องแก้ปัญหาเอง
 -ภูมิใจไทยในฐานะพรรคเจ้ากระทรวงหลัก ถูกวิจารณ์หนัก
 -ให้ข้าราชการเป็นแพะรับบาป

เมื่อรัฐบาลเสียภาพลักษณ์ คนที่กำลังจะย้ายเข้าภูมิใจไทย…ย่อมต้อง คิดหนัก คิดใหม่

3) คำถามสำคัญ: กลุ่มนิพนธ์–สมยศ จะ “กลืนเลือด” หรือ “กลับคำ”?

ปัจจัยที่อาจทำให้ “ไม่ย้าย”
1.กลัวถูกมองว่าเลือกพรรคผิดเวลา น้ำท่วมยังไม่ทันแห้ง ประชาชนกำลังโกรธรัฐบาล หากประกาศย้ายตอนนี้ ถูกด่าเละแน่
2.ภาพลักษณ์พื้นที่ในสงขลา ยังเป็นพื้นที่ที่คนให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อปัญหาน้ำท่วม ใครขยับผิดจังหวะ คะแนนหายทันทีแน่นอน
3.คะแนนเสียงฐานเดิมของนิพนธ์คอการเมืองสงขลารู้ดีว่า
ยี้ห้อ “บุญญามณี” การันตีได้ มีน้ำหนักในพื้นที่
แต่เสี่ยงถูกกัดเซาะคะแนน หากไปอยู่พรรคที่เพิ่งถูกวิจารณ์จากภัยพิบัติ
4.สัญญาณภายในภูมิใจไทยเอง ถ้ารัฐบาลไม่สามารถจัดการวิกฤตได้ดี ภูมิใจไทย (ภท.)อาจตกอยู่ในโหมด “ป้องกันความเสียหาย” มากกว่าดึงคนเข้า ภูมิใจไทยจะกู้วิกฤตได้ด้วยมาตรการฟื้นฟู-เยียวยา ที่เร็วและแรงพอ ไม่งั้นตายอย่างเขียด

4)แต่โอกาส “กลืนเลือด แล้วย้ายต่อ” ก็ยังมี มุมกลับคือ กลุ่มนิพนธ์อาจเลือก “เดินหน้าตามดีลเดิม” ด้วยเหตุผลคือ
 -ดีลผลประโยชน์และพื้นที่เลือกตั้งอาจลงตัวไปหมดแล้ว
 -การเมืองระดับชาติยังต้องรอดู “ปีเลือกตั้ง”
 -ภท. อาจแก้วิกฤตได้บางส่วนในช่วงต่อไป
 -กลุ่มนิพนธ์ต้องการพรรคที่ให้โอกาสทางการเมืองมากกว่าพรรคเดิม

สรุปว่า

แนวโน้มที่ 1 — กลับคำ ไม่ย้าย (50%)
น้ำท่วมส่งผลโดยตรงต่อภาพลักษณ์รัฐบาล–ภูมิใจไทย หากคะแนนเสียงในพื้นที่สะเทือนหนัก  กลุ่มนิพนธ์อาจ “พับดีล” หรือ “ชะลอ” การย้าย

แนวโน้มที่ 2 กลืนเลือด แล้วย้ายต่อ (50%)
ถ้าดีลผลประโยชน์/พื้นที่ได้เปรียบมากกว่า และประเมินว่าคะแนนไม่เสียมากก็อาจเดินหน้าตามแผน แม้สถานการณ์จะไม่เอื้อ

ประโยคสรุปสั้นที่สุด
น้ำท่วมทำให้เกมย้ายพรรคของกลุ่มนิพนธ์–สมยศ “ไม่จบเหมือนเดิม” แต่เปิดโอกาสให้ทุกอย่าง “กลับตาลปัตร” ได้ทันที หากประชาชนโทษรัฐบาลหนักขึ้นเรื่อยๆ

แต่นักการเมืองไม่ควรชักเข้าชักออก ตัดสินใจแล้วเดินหน้า แพ้ชนะไปว่ากันในสนามเลือกตั้ง

น้ำท่วมภาคใต้ 9,000 บาท เข้าใจตรงกันนะ!! รัฐจ่าย “ต่อครัวเรือน” ไม่ใช่ “ต่อคน” หยุดบอกต่อข้อมูลผิด ผู้นำชุมชน–ท้องถิ่นต้องสื่อสารให้ชัด

(1 ธ.ค. 68) นายเฉลียว คงตุก หรือ “นายหัวแมน” หรือที่รู้จักกันในนาม “นายหัวไทร” โพสต์เฟซบุ๊กว่าเข้าใจตรงกันนะ เงินเยียวยาน้ำท่วม “9000 บาท” เป็นอัตรา “ต่อครัวเรือน” ไม่ใช่ “ต่อคน”นะครับ

 

ช่วงนี้เป็นช่วงการลงทะเบี(1 ธ.ค.ยนเพื่อรับเงินเยียวยาจากเหตุน้ำท่วมภาคใต้ ซึ่งอาจจะมีความสับสนอยู่บ้างว่า เงิน 9000 บาทได้รับทุกคน หรือครัวเรือนละ 9000 บาท

 

ความสับสนน่าจะเกิดจากการสื่อสารที่ผิดพลาด หรือไม่เข้าใจ ผู้นำชุมชนแจ้งว่า “ได้ทุกคน” แต่ละครอบครัวจึงหอบหิ้วกันไปลงทะเบียนตามคำบอกกล่าวของผู้นำที่ไม่รู้ไปเอาข้อมูลมาจากไหน

 

“หยุดสร้างความสับสน…เงินเยียวยาน้ำท่วม “9000 บาท” เป็นอัตรา “ต่อครัวเรือน” ไม่ใช่ “ต่อคน”นะครับ

 

“เงื่อนไข + วิธี + เกณฑ์” ของ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) / รัฐ สำหรับเงิน “เยียวยาน้ำท่วม 9,000 บาท” ให้ชัด ๆ เผื่อคุณสนใจเช็กว่าสถานการณ์ของคุณเข้าเกณฑ์ไหม

 

ใครมีสิทธิ / ครัวเรือนแบบไหนได้รับ

-เงินถูกกำหนดเป็นอัตรา “ครัวเรือนละ 9,000 บาท” ไม่ใช่ “ต่อคน”

-สิทธินี้สำหรับ “บ้านที่อยู่อาศัยประจำ” (ที่ทะเบียนบ้าน ใช้เป็นที่อยู่อาศัยจริง) ที่อยู่ในพื้นที่ที่มี “ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย” หรือ “ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย” จากรัฐ/ปภ.

-ครัวเรือนที่อยู่อาศัยในพื้นที่น้ำท่วม ไม่ว่าจะน้ำท่วม “ขังไม่เกิน 7 วัน” (โดยมีทรัพย์สินเสียหาย) หรือ “น้ำท่วมขังติดต่อกันเกิน 7 วัน” ก็มีสิทธิได้รับเงิน 9,000 บาท เหมือนกัน (เงื่อนไขรวมทั้ง 2 กรณี)

 

เอกสารที่ต้องใช้

-บ้านที่เป็นของตนเอง

สำเนาบัตรประชาชน + สำเนาทะเบียนบ้าน

-บ้านเช่า

สำเนาบัตรประชาชน + สัญญาเช่าบ้าน (หรือหนังสือรับรองการเช่าจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น)

-ที่อยู่อาศัยแบบอื่น (เช่น บ้านพักชั่วคราว, บ้านจากโครงการ, จังหวัดประกาศพิเศษ ฯลฯ)

ให้ “ผู้นำชุมชน/กำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน หรือเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น” ตรวจสอบข้อเท็จจริง แล้วลงนามรับรองร่วม (2 ใน 3 คน) ว่าเป็นที่อยู่อาศัยจริงของผู้ขอรับสิทธิ

 

ช่องทางยื่นคำร้อง / ลงทะเบียน

-ยื่นด้วยตนเองที่ “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น / เทศบาล / อบต.” ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

-หรือสามารถลงทะเบียนออนไลน์ผ่านระบบที่รัฐบาล/ปภ.จัดไว้ (ตามประกาศ) — หลังลงทะเบียนออนไลน์ บางกรณีอาจต้องไปยืนยันเอกสารจริงที่ท้องถิ่นอีกครั้ง

 

วิธีจ่าย & การโอนเงิน

-การจ่ายเงินเยียวยาเป็นการ “โอนเข้าบัญชี” ผ่านระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) ต้องผูกบัญชีพร้อมเพย์กับหมายเลขบัตรประชาชน (13 หลัก) เพื่อรับเงิน

-ถ้าบัญชีพร้อมเพย์ไม่ถูกต้อง / บัญชีถูกปิด / ไม่เคลื่อนไหว อาจทำให้ “โอนเงินไม่สำเร็จ” ต้องแก้ไขข้อมูลบัญชีให้ถูกต้องก่อน

 

พื้นที่ / จังหวัดที่ได้รับสิทธิ (ล่าสุด 2568)

-จำนวนรวม: รัฐบาลอนุมัติจ่ายเยียวยาให้ครัวเรือนทั้งหมดประมาณ 685,554 ครัวเรือน ใน 65 จังหวัด ทั่วประเทศ ที่อยู่ในเขตประสบภัย

-ตัวอย่างจังหวัดที่เข้าข่าย: หลายจังหวัดทั่วประเทศ — ไม่จำกัดเฉพาะภาคใต้ เช่น มีทั้งจังหวัดในภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคใต้ (ดูรายชื่อครบในประกาศของปภ.)

 

ประเด็นที่ควรระวัง / ข้อจำกัด

-เงินช่วยเหลือ 9,000 บาท เป็น “เหมาจ่ายอัตราเดียว” ไม่ได้คำนวณตามจำนวนสมาชิกในครัวเรือน ดังนั้น หากบ้านมีหลายคน ก็จะได้ 9,000 บาททั้งหมด ไม่ใช่ 9,000 × คน

-ถ้าที่อยู่อาศัยนั้นเป็น “บ้านเช่า” หรือ “ไม่ใช่บ้านตามทะเบียนบ้าน” อาจต้องใช้เอกสารเพิ่มเติม เช่น สัญญาเช่า หรือหนังสือรับรองจากท้องถิ่น เพื่อยืนยันว่าเป็นที่อยู่อาศัยจริง

-การลงทะเบียนและยื่นเอกสาร ถ้าไม่ครบตามเงื่อนไข (เอกสารไม่ครบ, ผูกพร้อมเพย์ไม่ถูกต้อง ฯลฯ) อาจทำให้ไม่มีสิทธิได้รับเงิน


เรื่อง : นายหัวไทร

 

ค้างค่านมโรงเรียน ทำเอกชนเดือดร้อนหนัก ขาดสภาพคล่อง จี้ ‘ดร.นฤมล’ รีบแก้ปัญหา

(3 ธ.ค. 68) นายเฉลียว คงตุก หรือ “นายหัวแมน” หรือที่รู้จักกันในนาม “นายหัวไทร” โพสต์เฟซบุ๊กว่า รายงานข่าวจากผู้ประกอบการโรงงานผลิตนมโรงเรียนเปิดเผยว่า จนถึงขณะสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานการศึกษาเอกชน (สช.) ยังไม่จ่ายเงินเพื่อชำระค่านมโรงเรียนให้กับผู้ประกอบการ สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ประกอบการเป็นอย่างยิ่ง

“การที่ สพฐ. และ สช.ไม่จ่ายค่านมโรงเรียนให้กับผู้ประกอบการ ทำให้ผู้ประกอบการเดือดร้อนอย่างหนัก ขาดสภาพคล่อง และบางรายที่กู้เงินมาก็ต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยอีกต่างหาก”

ผู้ประกอบการโรงนมโรงเรียนรายหนึ่ง กล่าววิงวอนไปยังนายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล และ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึึกษาธิการสั่งการ เร่งรัดให้หน่วยงานรับผิดชอบจ่ายเงินค่านมโรงเรียนเป็นการด่วน

 “ค้างค่านมโรงเรียน” สำหรับโรงเรียนเอกชน (สังกัด สํานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน — สช. และโรงเรียนรัฐสังกัด สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน — สพฐ.) มีข้อกำหนดตามระเบียบของ โครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน (school-milk) ค่อนข้างชัดเจน แต่ “ยอดค้าง” ที่เป็นตัวเลขแน่นอนอาจขึ้นกับแต่ละโรงเรียน/จังหวัด 

ทั้งนี้โรงเรียน ไม่ว่าของรัฐ (สพฐ.) หรือเอกชน (สช.) ที่เข้าร่วมโครงการ จะได้รับงบอุดหนุนเพื่อให้เด็กนักเรียนได้รับนมตามสิทธิ 260 วันต่อปีการศึกษา (200 วันเรียน + 60 วันช่วงปิดภาค) ตามเกณฑ์ของโครงการ   

งบประมาณเพื่อจ่ายค่านมจะถูก “โอน” ไปยังบัญชีเงินอุดหนุนของโรงเรียน โดยโรงเรียนต้องเปิดบัญชีเฉพาะ และเมื่อได้รับโอนแล้ว ภายใน 5 วันทำการ โรงเรียนต้องออก “ใบสำคัญรับเงินในนามโรงเรียน” และเก็บเป็นหลักฐานการรับงบอุดหนุนไว้   
 
โรงเรียนจึงใช้เงินนั้นซื้อ “ผลิตภัณฑ์นมโรงเรียน”และแจกจ่ายให้เด็กตามจำนวนนักเรียนที่มีสิทธิตามเงื่อนไขของโครงการ  

การที่มีข่าว “โรงเรียนเอกชน/รัฐ ค้างค่านม” มักมาจากปัญหาการเบิกจ่ายงบ, การโอนงบที่ล่าช้า, หรือความยุ่งยากด้านเอกสาร มากกว่าปัญหาเชิงมาตรฐานของโครงการเอง

สาเหตุอาจรวมถึง:
 -งบอุดหนุนยังไม่ถูกโอนเข้าบัญชีโรงเรียน ทำให้โรงเรียนไม่สามารถซื้อและแจกจ่ายนมได้ตามกำหนด
 -โรงเรียน อาจไม่ยื่นเอกสารตามแบบฟอร์ม (เช่น แบบ นม.1 / นม.2 / นม.5) หรือยื่นล่าช้า ทำให้เงิน “ค้าง” จนกว่าจะดำเนินการครบถ้วนตามระเบียบ

เพราะฉะนั้น “ค้างค่านมโรงเรียน” ต่าง ๆ มักเป็นประเด็นเฉพาะโรง ไม่ได้มีฐานข้อมูลกลางที่รวบรวมว่า “ค้างรวมกี่บาททั่วประเทศ”

ช่วงเวลาที่ปกติต้องจ่าย / โอนเงินอุดหนุน

สำหรับโรงเรียนเอกชนที่ได้รับการอุดหนุนจาก สช.:
 -การขอรับงบอุดหนุนปีละ 2 ครั้ง — โดยขอครั้งที่ 1 ภายใน 10 กรกฎาคม และครั้งที่ 2 ภายใน 10 กุมภาพันธ์ของแต่ละปีการศึกษา   
 -หลังจากหน่วยงานโอนงบมาให้โรงเรียน โรงเรียนต้องออกใบสำคัญรับเงินภายใน 5 วัน
 
นำเรียนไปยัง ดร.นฤมล ช่วยตอบคำถามผู้ประกอบการโรงนมด้วยว่า ทำไมเบิกจ่ายล่าช้า และเมื่อไหร่จะได้ เพราะยิ่งนานวันเข้าผู้ประกอบการก็ยิ่งเดือดร้อน ขาดสภาพคล่อง ผู้ประกอบการก็ต้องใช้เงินสดหมุนเวียน เพื่อซื้อน้ำนมดิบเช่นเดียวกัน

#THESTATESTIMES
#NewsFeed
#นายหัวไทร
#ทำเฒ่าเรื่องเพื่อน
#นมโรงเรียน
#นฤมลภิญโญสินวัฒน์
#กระทรวงศึกษาธิการ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top