Thursday, 4 June 2026
จีน

จีนเดินหน้า Moon Mission 2030 ปักกิ่งเร่งเกมอวกาศ ส่งนักบินอยู่เทียนกง 1 ปี ศึกษาร่างกายมนุษย์ระยะยาว ทดสอบขีดจำกัดมนุษย์ก่อนเหยียบจันทร์ ขณะ NASA–SpaceX เร่งแผน Artemis

จีนส่งนักบินขึ้นสู่ห้วงอวกาศ 1 ปี สานฝันไปดวงจันทร์ 2030

จีนส่งสามนักบินขึ้้นสู่สถานีอวกาศ หนึ่งในนั้นต้องอยู่หนึ่งปี นานที่สุดของประเทศ เพื่อศึกษาสรีระมนุษย์ระยะยาว รองรับแผนส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์ภายในปี 2030

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงาน จีนใช้จรวดนำส่งลองมาร์ช-2F Y23 ปล่อยยานอวกาศเสิ่นโจว-23 พร้อมนักบินอวกาศสามคน จากศูนย์ปล่อยดาวเทียมจิ่วฉวน ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ ขึ้นสู่อวกาศเมื่อเวลา 23.08 น. วันอาทิตย์ (24 พ.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น หรือ 22.08 น. ตามเวลาประเทศไทย

นักบินอวกาศทั้งสามคนประกอบด้วย หลี เจียหยิง ผู้เชี่ยวชาญด้านการบรรทุกในอวกาศ อดีตผู้บังคับการตำรวจฮ่องกง เป็นนักบินอวกาศคนแรกของฮ่องกงที่ได้ร่วมภารกิจอวกาศของจีน อีกสองคนคือจู หยางชู ผู้บังคับการ และจาง หยวนจี้ นักบิน ทั้งคู่มาจากแผนกอวกาศของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (พีแอลเอ)

สำนักงานอวกาศจีนแถลงเมื่อวันเสาร์ (23 พ.ค.) ว่า นักบินหนึ่งในสามคนนี้จะต้องอยู่ในสถานีอวกาศเทียนกงเป็นเวลาหนึ่งปี นานที่สุดของประเทศจีน แต่ยังสั้นกว่าสถิติ 14 เดือนครึ่ง ที่นักบินอวกาศรัสเซียเคยทำไว้เมื่อปี 1995 ส่วนจะเป็นใครนั้นค่อยตัดสินใจทีหลังขึ้นอยู่กับความก้าวหน้าของภารกิจ

ที่ผ่านมาจีนเคยส่งนักบินไปยังสถานีอวกาศของตนมาเกือบ 12 ครั้ง แต่ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่จีนกำลังเร่งภารกิจไปดวงจันทร์แข่งกับสหรัฐ ที่กล่าวหาว่า รัฐบาลปักกิ่งกำลังมีแผนล่าอาณานิคมบนดวงจันทร์เพื่อทำเหมืองแร่และทรัพยากรอื่นๆ ซึ่งปักกิ่งปฏิเสธเสียงแข็งต่อข้อกล่าวหานี้

องค์การการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐ (NASA) ต้องการส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์ในปี 2028 ก่อนจีนสองปี โดยสหรัฐมีเป้าหมายสร้างฐานปฏิบัติการระยะยาวบนดวงจันทร์เพื่อเป็นก้าวแรกสู่การสำรวจดาวอังคารโดยมนุษย์ในอนาคต

ในเดือน เม.ย. นักบินอวกาศสี่คนของ NASA เดินทางรอบดวงจันทร์ครั้งประวัติศาสตร์ ส่วนหนึ่งของภารกิจอาร์เทมิส 2 (Artemis II) ซึ่งเป็นการสำรวจดวงจันทร์โดยมนุษย์ไกลที่สุดของโลกในรอบห้าสิบปี

เมื่อวันศุกร์ (22 พ.ค.) บริษัทสเปซเอ็กซ์ของอีลอน มัสก์ ก็ประสบความสำเร็จอย่างมากในการทดสอบบินจรวดสตาร์ชิปรุ่นใหม่ไร้มนุษย์  ออกแบบมาเพื่อช่วยให้สามารถปล่อยดาวเทียม Starlink ได้ถี่ขึ้น และเพื่อนำส่งภารกิจของ NASA ไปยังดวงจันทร์ได้ในอนาคต

สำหรับจีนซึ่งเหลือเวลาไม่ถึงสี่ปีจะถึงเส้นตาย 2030 กำลังเผชิญความท้าทายอย่างยิ่งยวดในการพัฒนาฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์สำหรับภารกิจดวงจันทร์ใหม่ทั้งหมด เพื่อพิสูจน์ถึงความพร้อมต่อภารกิจนี้ ซึ่งจะทำให้มั่นใจได้ว่านักบินอวกาศคุ้นเคยกับความปลอดภัยระดับหนึ่งของสถานีอวกาศเทียนกงในวงโคจรต่ำ สามารถเปลี่ยนผ่านไปยังพื้นผิวดวงจันทร์ที่มีความเสี่ยงมากกว่าได้อย่างปลอดภัย

ภารกิจเสิ่นโจวของจีนเคยส่งนักบินอวกาศสามคนไปอยู่บนสถานีอวกาศเทียนกงนานหกเดือนตั้งแต่ปี 2021 ขณะนี้สำนักงานอวกาศจีนกำลังฝึกนักบินอวกาศปากีสถานสองคน หนึ่งในนั้นคาดว่าจะร่วมภารกิจไปเทียนกงในปีนี้ในช่วงเวลาสั้นๆ

ที่มา : https://www.facebook.com/bangkokbiznews/posts/pfbid0DDEgMEdSrXVReNyiESBNJn3wbs1vmLmtFjqeoUHPEFnVCuofHHEe7z38yBHB1Tobl

ทูตจีนประจำไทยย้ำ “จีนต้องรวมชาติ” ชี้หลักการจีนเดียวคือรากฐานมิตรภาพจีน–ไทย จาง เจี้ยนเว่ย เขียนบทความย้ำไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน ชี้ปัญหาไต้หวันคือกิจการภายใน ย้ำ “เอกราชไต้หวัน” อยู่ร่วมกับสันติภาพไม่ได้

ฯพณฯ จาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยได้ตีพิมพ์บทความ “จีนต้องรวมชาติ และไม่มีสิ่งใดขัดขวางได้” ในสื่อไทย

วันที่ 21 พฤษภาคม ฯพณฯ จาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยได้ตีพิมพ์บทความ “จีนต้องรวมชาติ และไม่มีสิ่งใดขัดขวางได้” ในสื่อไทย ซึ่งมีข้อความดังนี้

ในช่วงที่ผ่านมา สายตาของโลกต่างจับจ้องมายังตะวันออก วันที่ 10 เมษายน 2026 ฯพณฯ สี จิ้นผิง เลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้พบปะอย่างเป็นกันเองที่กรุงปักกิ่งกับคณะผู้แทนพรรคก๊กมินตั๋งของจีนที่นำโดยนางเจิ้ง ลี่เหวิน หัวหน้าพรรค และระหว่างวันที่ 13–15 พฤษภาคม ตามคำเชิญของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐอเมริกาก็ได้เดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการ เหตุการณ์สำคัญทั้งสองนี้ทำให้สายตาของโลกหันกลับมาให้ความสนใจกับ “ปัญหาไต้หวัน” อีกครั้ง

1.กระแสของประวัติศาสตร์แห่งความเป็นเอกภาพและการรวมชาติของประชาชาติจีนไม่มีสิ่งใดขัดขวางได้

เดือนเมษายนของกรุงปักกิ่ง เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งฤดูใบไม้ผลิ การพบกันครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างเลขาธิการใหญ่สี จิ้นผิง กับนางเจิ้ง ลี่เหวิน หัวหน้าพรรคก๊กมินตั๋ง ได้ส่งเสียงอันทรงพลังถึงความมุ่งมั่นของประชาชาติจีนในการธำรงความสามัคคีและความเป็นเอกภาพของชาติ เลขาธิการใหญ่สี จิ้นผิง ชี้ให้เห็นอย่างลุ่มลึกว่า พี่น้องสองฝั่งช่องแคบไต้หวัน ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของประชาชาติจีน  ประชาชาติจีนซึ่งรวมถึงชาวไต้หวันได้ร่วมกันสร้างรัฐพหุชนชาติที่เป็นเอกภาพ ร่วมกัน จารึกประวัติศาสตร์อันรุ่งโรจน์ของจีน ร่วมกันสร้างอารยธรรมจีนอันงดงาม และร่วมกันหล่อหลอมความเชื่อร่วมกันว่า “แผ่นดินจีนไม่อาจแบ่งแยก ประเทศจีนต้องไม่วุ่นวาย ประชาชาติจีนจะไม่แตกแยก และอารยธรรมจีนต้องได้รับการสืบทอด”

ในการพบหารือครั้งดังกล่าว เลขาธิการใหญ่สี จิ้นผิง ได้เสนอแนวทาง 4 ประการต่อการพัฒนาความสัมพันธ์สองฝั่งช่องแคบ ได้แก่

(1) ยืนหยัดใช้การยอมรับอัตลักษณ์ที่ถูกต้องเพื่อสร้างความใกล้ชิดทางจิตใจ

(2) ยืนหยัดใช้การพัฒนาอย่างสันติเพื่อพิทักษ์บ้านหลังเดียวกัน

(3) ยืนหยัดใช้การแลกเปลี่ยนและหลอมรวมเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน

(4) ยืนหยัดใช้ความสามัคคีและการต่อสู้อย่างมุมานะเพื่อบรรลุการฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของประชาชาติจีน ท่านยังเน้นย้ำว่า ไม่ว่าสถานการณ์ระหว่างประเทศและสถานการณ์ของช่องแคบไต้หวันจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร กระแสแห่งการฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของประชาชาติจีนจะไม่เปลี่ยนแปลง และกระแสแห่งการเดินเข้าหากันและเดินไปด้วยกันของพี่น้องทั้งสองฝั่งช่องแคบจะไม่เปลี่ยนแปลง ภายใต้กรอบของการยึดมั่นใน “ฉันทามติปี 1992” และการคัดค้าน “เอกราชไต้หวัน” ฝ่ายจีนยินดีที่จะทำงานร่วมกับพรรคการเมือง องค์กร และบุคคลทุกภาคส่วนของไต้หวัน เพื่อเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนและการหารือ ร่วมสร้างสันติภาพให้สองฝั่งช่องแคบ สร้างความผาสุกแก่พี่น้องร่วมชาติ และสร้างการฟื้นฟูแก่ประชาชาติจีน โดยกุมอนาคตของความสัมพันธ์สองฝั่งช่องแคบไว้ในกำมือของประชาชาติจีนอย่างมั่นคง

2. “ปัญหาไต้หวันคือรากฐานสำคัญที่สุดของพื้นฐานทางการเมืองในความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ”

ในการพบหารือระหว่างผู้นำจีนและสหรัฐฯ ที่กรุงปักกิ่ง ปัญหาไต้หวันถือเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญ นายหวัง อี้ กรรมการกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน ได้แถลงต่อสื่อมวลชนภายหลังการพบหารือ โดยย้ำจุดยืนพื้นฐาน 3 ประการของจีน ได้แก่ ประการแรก ปัญหาไต้หวันเป็นกิจการภายในของจีน และการบรรลุการรวมชาติอย่างสมบูรณ์คือความปรารถนาร่วมกันของชาวจีนทุกคน ประการที่สอง ปัญหาไต้หวันเป็นประเด็นสำคัญที่สุดในความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ หากจัดการไม่เหมาะสม อาจนำไปสู่การเผชิญหน้าหรือการปะทะระหว่างสองประเทศ และผลักให้ความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ ตกสู่สถานการณ์ที่อันตรายอย่างยิ่ง ประการที่สาม การรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวันคือจุดร่วมสูงสุดของทั้งสองฝ่าย และเงื่อนไขสำคัญในการทำเช่นนั้นคือ “ต้องไม่สนับสนุนและไม่ละเลยต่อพฤติกรรมแยกเอกราชของไต้หวัน” สหรัฐฯ มีจุดยืนเช่นเดียวกับประชาคมโลก นั่นก็คือไม่เห็นด้วยและไม่ยอมรับการก้าวสู่เอกราชของไต้หวัน  ประธานาธิบดีทรัมป์เองก็ได้กล่าวหลังจากเดินทางกลับประเทศแล้วว่า สหรัฐฯ ไม่ต้องการเข้าสู่สงครามเพื่อไต้หวัน สิ่งนี้สะท้อนอย่างชัดเจนว่า “หลักการจีนเดียว” เป็นฉันทามติของประชาคมโลก และความพยายามใด ๆ ที่จะแบ่งแยกดินแดนจีน ไม่เพียงไร้ผู้สนับสนุน แต่ยังขัดกับความคาดหวังหลักของประชาคมระหว่างประเทศ

3. หลักการจีนเดียวคือหลักการอันเด็ดขาดที่ไม่อาจท้าทาย และเป็นรากฐานอันมั่นคงของมิตรภาพจีน–ไทย

ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนจีนอันศักดิ์สิทธิ์มาแต่โบราณและไม่อาจแบ่งแยกได้ ตั้งแต่ “ปฏิญญาไคโร” จนถึง “ปฏิญญาพ็อทซ์ดัม” เอกสารระหว่างประเทศที่มีผลทางกฎหมายหลายฉบับต่างระบุอย่างชัดเจนว่า ไต้หวันซึ่งถูกญี่ปุ่นยึดครองนั้นจะต้องส่งคืนแก่จีน ขณะที่มติสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่ 2758 เมื่อปี 1971 ก็ได้รับการรับรองด้วยเสียงข้างมากอย่างท่วมท้น เพื่อยืนยันหลักการจีนเดียว โดยในเอกสารทางการของสหประชาชาติเรียกไต้หวันว่า “มณฑลไต้หวันของจีน” มาโดยตลอด

“จีน-ไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” ทั้งสองประเทศได้ร่วมฟันฝ่าอุปสรรคเคียงข้างกันมากว่าครึ่งศตวรรษ นับตั้งแต่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต รัฐบาลไทยทุกรัฐบาลต่างยืนหยัดดำเนินนโยบายจีนเดียวอย่างแน่วแน่ ในแถลงการณ์ร่วมระหว่างรัฐบาลจีนและรัฐบาลไทยเมื่อปี ค.ศ. 2025 ฝ่ายไทยได้ย้ำอีกครั้งว่า ไทยยึดมั่นในนโยบายจีนเดียวอย่างแน่วแน่ และยอมรับว่ารัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนคือรัฐบาลตามกฎหมายเพียงรัฐบาลเดียวที่เป็นตัวแทนของจีนทั้งหมด ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ รวมทั้งจะไม่สนับสนุนการเรียกร้องใดๆ เรื่อง “เอกราชไต้หวัน” ฝ่ายจีนชื่นชมอย่างสูงต่อจุดยืนอันถูกต้องและยุติธรรมของไทยในการยึดมั่นหลักการจีนเดียว ข้อเท็จจริงได้พิสูจน์แล้วว่า การยึดมั่นหลักการจีนเดียวไม่เพียงปกป้องความยุติธรรมระหว่างประเทศ แต่ยังวางรากฐานอันมั่นคงให้แก่การพัฒนาความสัมพันธ์จีน–ไทยให้ก้าวหน้าอีกด้วย

4. ขอเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนของไทยยึดมั่นในหลักการจีนเดียว และสนับสนุนภารกิจรวมชาติเป็นเอกภาพของจีน

จีนแผ่นดินใหญ่และไต้หวันต่างเป็นจีนเดียวกัน นี่คือข้อเท็จจริงตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และเป็นสถานะที่แท้จริงของช่องแคบไต้หวัน “เอกราชไต้หวัน” ไม่อาจอยู่ร่วมกับสันติภาพของช่องแคบไต้หวันได้ ดังนั้น การรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวัน จำเป็นต้องคัดค้าน “เอกราชไต้หวัน” อย่างชัดเจน ฝ่ายจีนเชื่อมั่นว่า ชาวจีนทั้งสองฝั่งช่องแคบมีทั้งสติปัญญาและความสามารถเพียงพอในการจัดการเรื่องของตนเอง ในโอกาสนี้ ข้าพเจ้าขอเรียกร้องอย่างจริงจังต่อบุคคลผู้มีวิสัยทัศน์จากทุกภาคส่วนของไทย รวมถึงชาวจีนโพ้นทะเลในประเทศไทย ให้ร่วมส่งเสียงและยืนหยัดไปในทิศทางเดียวกัน ดังนี้

ประการแรก ขอให้ทุกท่านร่วมกันส่งเสียงสนับสนุนหลักการจีนเดียว ยึดมั่นในจุดยืนที่เป็นกลางและยุติธรรม เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าปัญหาไต้หวันเป็นกิจการภายในของจีนโดยสมบูรณ์ ไม่อาจยอมให้มีการแทรกแซงจากภายนอกได้ พร้อมสนับสนุนจุดยืนของรัฐบาลจีนในปัญหาไต้หวันอย่างมั่นคง และคัดค้านการกระทำใด ๆ ที่ส่งเสริมหรือสนับสนุน “เอกราชไต้หวัน”

ประการที่สอง ขอให้ทุกท่านร่วมกันสร้างแนวป้องกันต่อต้านการแบ่งแยก การยึดมั่นในหลักการจีนเดียวคือการปกป้องเส้นแดงแห่งความยุติธรรมของประชาคมระหว่างประเทศและหลักการพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คือการพิทักษ์สันติภาพ ความรุ่งเรือง และเสถียรภาพของช่องแคบไต้หวัน คือการสนับสนุนอนาคตเอเชียแปซิฟิกที่มั่นคงและรุ่งเรืองยิ่งขึ้น

ประการที่สาม ขอให้ทุกท่านร่วมเป็นสักขีพยานและสนับสนุนการบรรลุการรวมชาติอย่างสมบูรณ์ของจีน ขอให้เป็นผู้ส่งเสริมที่มั่นคงและผู้มีส่วนร่วมเชิงบวกต่อภารกิจการรวมชาติเป็นเอกภาพของจีนต่อไป ไม่ว่าสถานการณ์จะผันผวนหรือเผชิญคลื่นลมเพียงใด จีนจะต้องรวมชาติ และจะสามารถรวมชาติเป็นเอกภาพได้อย่างแน่นอน

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1404895451668464&id=100064440681953&rdid=Oq8zO7pwVXUfE7IO#

“หัวเว่ย” ประกาศทางรอดชิปจีน หัวเว่ยเดินเกมชิปยุคใหม่ ไม่ง้อ EUV ชู Tau Scaling Law เพิ่มพลังประมวลผลด้วยสถาปัตยกรรมใหม่ จุดความหวังอุตสาหกรรมจีน

Nikkei Asia รายงาน หัวเว่ยประกาศความก้าวหน้าครั้งสำคัญด้านชิปเซมิคอนดักเตอร์ โดยระบุว่าสามารถพัฒนาแนวทางออกแบบและผลิตชิปแบบใหม่ที่อาจช่วยให้บริษัทก้าวข้ามมาตรการคว่ำบาตรด้านเทคโนโลยีของสหรัฐ และลดช่องว่างทางเทคโนโลยีกับผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของโลกอย่าง Taiwan Semiconductor Manufacturing Co. และ Intel ได้

การประกาศดังกล่าวมีขึ้นในงานสัมมนาด้านชิปที่นครเซี่ยงไฮ้ โดย “เหอ ถิงปัว” หัวหน้าฝ่ายเซมิคอนดักเตอร์ของหัวเว่ย ซึ่งปกติไม่ค่อยออกสื่อ ได้ขึ้นเวทีอธิบายถึงการฟื้นฟูสายผลิตภัณฑ์ชิปของบริษัท หลังถูกตัดขาดจากเทคโนโลยีสหรัฐมาตั้งแต่ 6 ปีก่อน

เหอกล่าวว่า ในช่วงแรกเธอรู้สึกหมดหวังเพราะมองไม่เห็นทางออก แต่ภายหลังเปลี่ยนแนวคิด โดยมองว่าหัวเว่ยเพียงแค่ต้องเผชิญข้อจำกัดของ “กฎของมัวร์” เร็วกว่าบริษัทอื่นราว 10 ปี พร้อมเปรียบเทียบบริษัทว่าแม้จะไม่ได้เกิดมาพร้อมสภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์ แต่หากพยายามก็ยังสามารถหาหนทางเติบโตได้

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นแรงหนุนสำคัญต่ออุตสาหกรรมชิปของจีน โดยหุ้นของ Semiconductor Manufacturing International Corp. หรือ SMIC ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักของหัวเว่ย พุ่งขึ้นเกือบ 20% ในตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้เมื่อวันจันทร์ และปรับตัวขึ้นต่ออีก 13% ในการซื้อขายช่วงเช้าวันอังคาร

หัวเว่ยระบุว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้า ผลิตภัณฑ์ด้านโมบายคอมพิวติ้งและปัญญาประดิษฐ์ของบริษัทจะมีศักยภาพแข่งขันได้ในระดับโลก

หัวใจสำคัญของการประกาศครั้งนี้คือแนวคิดใหม่ที่เรียกว่า “Tau Scaling Law” หรือที่หัวเว่ยเรียกว่า “Her’s Law” เพื่อยกย่องบทบาทของเหอ ถิงปัว โดยเป็นแนวคิดที่แตกต่างจากกฎของมัวร์แบบดั้งเดิม ซึ่งมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพชิปผ่านการย่อขนาดทรานซิสเตอร์ให้เล็กลงเรื่อยๆ

แทนที่จะพึ่งการย่อขนาดชิป หัวเว่ยเลือกใช้วิธีลดเวลาการเคลื่อนที่ของข้อมูลและสัญญาณภายในวงจร ชิป และระบบคอมพิวเตอร์ทั้งหมด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการประมวลผล

พร้อมกันนี้ บริษัทยังเปิดตัวเทคนิคออกแบบชิปใหม่ชื่อ “LogicFolding” ซึ่งเป็นการซ้อนวงจรดิจิทัล วงจรอนาล็อก และหน่วยความจำในแนวตั้ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความหนาแน่นของชิป และการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า เหอเปรียบเทียบแนวคิดนี้ว่าเหมือนการสร้าง “ลิฟต์ 50 ล้านตัว” เชื่อมเมืองสองเมืองที่พับซ้อนกันในแนวตั้ง ทำให้ข้อมูลเคลื่อนที่ได้รวดเร็วขึ้นมาก

หัวเว่ยระบุว่า เทคโนโลยีดังกล่าวเริ่มถูกนำมาใช้แล้วในชิปสมาร์ตโฟน Kirin รุ่นใหม่ ซึ่งจะถูกติดตั้งในสมาร์ตโฟนเรือธงของบริษัทตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป และชิปตระกูล Kirin ในอนาคตทั้งหมดจะใช้แนวคิดออกแบบแบบซ้อนแนวตั้งนี้

บริษัทระบุว่า การพัฒนาแนวคิดใหม่ดังกล่าวใช้เวลานาน 6 ปี และอาศัยวิศวกรหลายพันคนจากทั้งเครือข่ายอุตสาหกรรมชิป ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตชิป ผู้ผลิตอุปกรณ์ ซัพพลายเออร์ซอฟต์แวร์ออกแบบชิป หรือ EDA รวมถึงนักพัฒนาระบบต่างๆ

เหอยังยืนยันว่า แนวทางใหม่ของหัวเว่ยไม่จำเป็นต้องพึ่งเครื่อง EUV หรือเครื่องลิโธกราฟีอัลตราไวโอเลตขั้นสูง ซึ่งจีนถูกห้ามเข้าถึงมานานจากมาตรการสหรัฐ

ปัจจุบันผู้ผลิตชิปรายใหญ่ เช่น TSMC, Intel และ Samsung Electronics ต่างใช้เครื่อง EUV จาก ASML ของเนเธอร์แลนด์ในการผลิตชิปขั้นสูง แต่สหรัฐกดดันให้ ASML หยุดขายเครื่องดังกล่าวแก่จีนตั้งแต่ปี 2019

เหอกล่าวว่า เครื่องลิโธกราฟีกำลังเข้าใกล้ขีดจำกัดทางกายภาพ อีกทั้งเครื่อง EUV ยังมีราคาสูงมากจนทำให้ต้นทุนการผลิตเวเฟอร์เพิ่มขึ้นอย่างมาก พร้อมระบุว่าจีนไม่มีเครื่อง EUV เลยแม้แต่เครื่องเดียวภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน ดังนั้นเส้นทางเทคโนโลยีใหม่ของหัวเว่ยจึงไม่ขึ้นอยู่กับเครื่องจักรประเภทนี้

เธอยังเปิดเผยว่า LogicFolding ช่วยเพิ่มความหนาแน่นของทรานซิสเตอร์ในชิป Kirin 2026 SoC ได้ถึง 55% โดยไม่ได้เกิดจากกระบวนการลิโธกราฟีแบบใหม่ แต่เกิดจากการจัดวางวงจรใหม่ในเชิงพื้นที่

หัวเว่ยประเมินว่า ภายในปี 2031 ชิปที่ใช้แนวคิดใหม่นี้อาจมีศักยภาพเทียบเท่าเทคโนโลยีระดับ 1.4 นาโนเมตร หรือ 14 อังสตรอม ซึ่งถือว่าตามหลังแผนพัฒนาของ TSMC และ Intel เพียงไม่กี่ปี

สำหรับเหอ ถิงปัว เธอถือเป็นหนึ่งในผู้หญิงไม่กี่คนที่มีบทบาทระดับสูงในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลก เธอเข้าร่วมงานกับหัวเว่ยตั้งแต่ปี 1996 และใช้เวลากว่า 30 ปีผลักดันธุรกิจชิปของบริษัท จากนักวิจัยและวิศวกร สู่ประธานบริษัทลูกด้านชิป HiSilicon หัวหน้าห้องปฏิบัติการ 2012 Laboratories และปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการนักวิทยาศาสตร์และประธานธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ของหัวเว่ย

ต่างจากผู้บริหารชิปจีนหลายคนที่เคยศึกษาในสหรัฐ เหอได้รับการศึกษาส่วนใหญ่ในจีน โดยจบด้านฟิสิกส์และวิศวกรรมสื่อสารจากมหาวิทยาลัยไปรษณีย์และโทรคมนาคมปักกิ่ง

ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เธอมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้ธุรกิจชิปของหัวเว่ยเติบโตจากทีมออกแบบขนาดเล็ก สู่ผู้พัฒนาชิปที่ล้ำหน้าที่สุดของจีน โดยสร้างผลิตภัณฑ์หลากหลายทั้งชิปสมาร์ตโฟน Kirin, ซีพียูเซิร์ฟเวอร์ Kunpeng และชิป AI ตระกูล Ascend ที่ใช้ในสมาร์ตโฟน เครือข่ายโทรคมนาคม คลาวด์ และยานยนต์ รวมถึงชิปสำหรับทีวีและกล้องวงจรปิด

ก่อนถูกคว่ำบาตร หัวเว่ยเคยเป็นลูกค้ารายใหญ่อันดับสองของ TSMC รองจาก Apple แต่หลังมาตรการสหรัฐ บริษัทต้องหันไปพึ่งซัพพลายเออร์ในประเทศมากขึ้น เช่น SMIC ซึ่งกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญให้จีนเร่งสร้างห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีของตนเอง

อย่างไรก็ตาม หัวเว่ยยอมรับว่า Her’s Law ยังไม่ใช่ระบบที่สมบูรณ์ และต้องใช้เวลาอีกหลายปีในการพัฒนา รวมถึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งอุตสาหกรรม โดยเฉพาะซอฟต์แวร์ EDA ที่จำเป็นต้องออกแบบใหม่ให้รองรับสถาปัตยกรรมแบบใหม่

บริษัทยังเตือนว่า การเพิ่มพลังประมวลผลจะทำให้การใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างมาก จึงจำเป็นต้องพัฒนาเทคโนโลยีประหยัดพลังงานและระบบจัดการความร้อนใหม่เพื่อรองรับชิปและระบบ AI ที่ทรงพลังขึ้น

เหอกล่าวว่า ก่อนหน้านี้เธอคิดว่าอาจต้องใช้เวลาถึง 10 ปีในการเตรียมความพร้อมด้านเครื่องมือ EDA และวิธีการออกแบบต่างๆ แต่สุดท้ายสามารถพัฒนาได้ภายใน 6 ปี

หัวเว่ยยังเปิดเผยว่า ชิป AI รุ่นล่าสุด Ascend 950 เริ่มส่งมอบให้ลูกค้าแล้วและได้รับเสียงตอบรับที่ดี แต่บริษัทยอมรับว่ายังมีปัญหาเรื่องกำลังการผลิตและการเพิ่มปริมาณซัพพลายให้เพียงพอต่อความต้องการที่สูงกว่าคาด

ขณะเดียวกัน บริษัทคาดว่าอาจต้องใช้เวลาถึงปี 2030 จึงจะสามารถนำแนวคิด LogicFolding ไปใช้กับชิปสำคัญสายอื่น เช่น ชิป AI Ascend และซีพียู Kunpeng ได้อย่างเต็มรูปแบบ

การประกาศของหัวเว่ยเกิดขึ้นในช่วงที่อุตสาหกรรมชิปทั่วโลกกำลังเผชิญข้อจำกัดของกฎของมัวร์ บริษัทชั้นนำอย่าง TSMC และ Intel ต่างเร่งพัฒนาเทคโนโลยีแพ็กเกจจิ้งรูปแบบใหม่เพื่อเชื่อมต่อและซ้อนชิปหลายชนิดเข้าด้วยกัน ขณะที่บริษัทด้าน AI อย่าง Nvidia, Google และ Amazon ก็กำลังพัฒนาเทคโนโลยีเชื่อมต่อ GPU, CPU และหน่วยความจำให้ทำงานร่วมกันได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นักวิเคราะห์มองว่า หากหัวเว่ยสามารถผลิตชิป Kirin รุ่นใหม่ในระดับอุตสาหกรรมได้สำเร็จ จะสะท้อนว่าจีนค้นพบแนวทางใหม่ในการพัฒนาเทคโนโลยีชิปขั้นสูงโดยไม่ต้องพึ่งพาสหรัฐอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนว่าหัวเว่ยและพันธมิตรการผลิตจะสามารถเพิ่มอัตราผลิตสำเร็จและขยายกำลังผลิตได้รวดเร็วเพียงพอสำหรับรองรับความต้องการด้าน AI และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ภายในจีนหรือไม่

เหอทิ้งท้ายว่า แม้อาจต้องใช้เวลาอีก 10 ปี แต่ตอนนี้บริษัทเชื่อว่าได้ค้นพบ “เส้นทางที่ถูกต้อง” แล้ว

“จีน” เมินสาร ‘ทากาอิจิ’!! สะท้อนรอยร้าว ปักกิ่ง–โตเกียว ปมไต้หวันและญี่ปุ่นหวนเสริมกำลังทหาร ปักกิ่งเลี่ยงรับสารทากาอิจิ ขณะรายงานสีจิ้นผิงฉุนหนักถึงทรัมป์

Nikkei Asia ออกบทวิเคราะห์ “จีนเมินสารแสดงความเสียใจของทากาอิจิ เหตุเหมืองถ่านหินระเบิด

สี จิ้นผิง ฉุนทรัมป์ ปมญี่ปุ่น “หวนติดอาวุธ” ภายใต้รัฐบาลทากาอิจิ ถูกปิดเงียบ

ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับจีนกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง หลังเกิดความเคลื่อนไหวทางการทูตหลายด้านภายหลังการพบกันระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่กรุงปักกิ่งเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา โดยจุดที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือท่าทีของจีนต่อคำแสดงความเสียใจจากนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซานาเอะ ทากาอิจิ ต่อเหตุระเบิดเหมืองถ่านหินในมณฑลซานซี ซึ่งคร่าชีวิตคนงานจำนวนมากและถูกมองว่าเป็นอุบัติเหตุเหมืองร้ายแรงที่สุดของจีนในรอบ 17 ปี

ทากาอิจิส่งสารแสดงความเสียใจถึงสี จิ้นผิง และนายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม โดยระบุว่าขอแสดงความเสียใจต่อผู้เสียชีวิตและครอบครัว พร้อมอวยพรให้ผู้บาดเจ็บฟื้นตัวโดยเร็ว และหวังว่าจะสามารถช่วยเหลือผู้ประสบเหตุได้มากที่สุด ข้อความดังกล่าวถูกเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์สถานทูตญี่ปุ่นในกรุงปักกิ่ง รวมถึงสถานกงสุลญี่ปุ่นทั่วจีน และทากาอิจิยังโพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X เป็นภาษาญี่ปุ่น อังกฤษ และจีนเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนไม่ได้ประกาศรับสารแสดงความเสียใจดังกล่าวอย่างเป็นทางการ ขณะที่สื่อหลักของจีนก็ไม่ได้รายงานเรื่องนี้ ทำให้ถูกมองว่าปักกิ่งจงใจเพิกเฉยต่อท่าทีจากผู้นำญี่ปุ่น

รายงานระบุว่า หน่วยงานควบคุมข้อมูลข่าวสารของจีนได้จำกัดการเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับทากาอิจิ ทั้งในเสิร์ชเอนจินและแพลตฟอร์ม AI ของจีน เพื่อควบคุมกระแสความคิดเห็นภายในประเทศ โดยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา หากค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสารแสดงความเสียใจดังกล่าว ระบบจะขึ้นข้อความปฏิเสธว่าไม่สามารถให้ข้อมูลได้

ต่อมาในวันอังคาร ระบบค้นหาและ AI ของจีนเริ่มแสดงสัญญาณว่าจะเปิดเผยข้อมูลบางส่วน แต่กลับเปลี่ยนไปเป็นข้อความปฏิเสธอีกครั้งในเวลาไม่กี่วินาที สะท้อนความลังเลของฝ่ายจีนในการจัดการประเด็นนี้

แม้จีนจะไม่รายงานสารแสดงความเสียใจอย่างเป็นทางการ แต่กลับอนุญาตให้ปรากฏข่าวเกี่ยวกับโพสต์ X ของทากาอิจิที่อ้างอิงจากสื่อญี่ปุ่นและฮ่องกง เพียงแต่ข้อมูลเหล่านี้ถูกกดไม่ให้ขึ้นมาอยู่ในอันดับต้นของผลการค้นหา นอกจากนี้ยังมีบทความวิจารณ์ทากาอิจิเกี่ยวกับประเด็นไต้หวัน ซึ่งอ้างอิงความเห็นจากสื่อรัฐบาลจีนปรากฏอยู่ด้วย

ความขัดแย้งระหว่างจีนกับทากาอิจิเริ่มรุนแรงขึ้นหลังเธอกล่าวต่อรัฐสภาญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายนว่า หากจีนโจมตีไต้หวัน อาจถือเป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของญี่ปุ่น และอาจเปิดทางให้ญี่ปุ่นใช้สิทธิการป้องกันตนเองร่วมกับพันธมิตรได้ คำพูดดังกล่าวสร้างความไม่พอใจอย่างมากให้กับรัฐบาลสี จิ้นผิง จนความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศทรุดตัวลงอย่างรวดเร็ว และจีนเริ่มโจมตีตัวทากาอิจิอย่างต่อเนื่อง

รายงานวิเคราะห์ว่า การตอบสนองของจีนต่อสารแสดงความเสียใจครั้งนี้สะท้อนยุทธศาสตร์ที่ซับซ้อนของปักกิ่ง ซึ่งพยายามรักษาท่าทีแข็งกร้าวต่อญี่ปุ่น ขณะเดียวกันก็เปิดช่องให้ประชาชนจีนเห็นว่า ญี่ปุ่นอาจกำลังส่งสัญญาณปรับท่าทีบางอย่างต่อจีน และยังใช้โอกาสนี้ย้ำจุดยืนต่อต้านญี่ปุ่นในประเด็นไต้หวันอีกครั้ง โดยจีนถือว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนจีน

ในอดีต การส่งสารแสดงความเสียใจระหว่างผู้นำญี่ปุ่นและจีนเคยช่วยประคับประคองความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่าย แม้ในช่วงที่เกิดความขัดแย้งหนัก โดยในสมัยนายกรัฐมนตรีจุนอิจิโร โคอิซูมิ ซึ่งเดินทางไปศาลเจ้ายาสุกุนิทุกปีและสร้างความไม่พอใจให้จีนอย่างมาก อดีตนายกรัฐมนตรีเวิน เจียเป่า ของจีนก็ยังส่งโทรเลขแสดงความเสียใจถึงญี่ปุ่นถึงสองครั้งในปี 2004 จากเหตุไต้ฝุ่นและแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในจังหวัดนีงาตะ ซึ่งช่วยให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศผ่อนคลายลงชั่วคราว แม้จีนในเวลานั้นจะพยายามไม่ให้สื่อภายในประเทศรายงานเรื่องดังกล่าวมากนักก็ตาม

อีกพัฒนาการสำคัญเกิดขึ้นก่อนทากาอิจิส่งสารแสดงความเสียใจเพียงหนึ่งวัน เมื่อรัฐมนตรีเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น เรียวเซ อาคาซาวะ ได้พบพูดคุยสั้น ๆ กับรัฐมนตรีพาณิชย์จีน หวัง เหวินเทา ระหว่างการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปกที่เมืองซูโจว มณฑลเจียงซู ถือเป็นการติดต่อระดับรัฐมนตรีครั้งแรกนับตั้งแต่กรณีคำพูดเรื่องไต้หวันของทากาอิจิเมื่อเดือนพฤศจิกายน

ขณะเดียวกัน อิวาโอะ โฮริอิ รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศญี่ปุ่น ก็ได้พบกับหวัง เหวินเทา เช่นกัน และเรียกร้องให้จีนดูแลความปลอดภัยของชาวญี่ปุ่นในจีน หลังเกิดเหตุคนร้ายใช้มีดทำร้ายผู้คนในร้านอาหารญี่ปุ่นที่นครเซี่ยงไฮ้เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 3 คน รวมถึงชาวญี่ปุ่น 2 คน

อีกประเด็นที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่น คือรายงานของหนังสือพิมพ์ Financial Times ที่ระบุว่า สี จิ้นผิง แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อทากาอิจิระหว่างการหารือกับทรัมป์ที่ปักกิ่งเมื่อวันที่ 14-15 พฤษภาคม โดยกล่าวโจมตี “การกลับมาสร้างกองทัพ” ของญี่ปุ่นภายใต้รัฐบาลทากาอิจิ และทรัมป์ได้ออกมาปกป้องผู้นำญี่ปุ่น

รายงานระบุว่า สี จิ้นผิง มีท่าทีรุนแรงและใช้อารมณ์มากเป็นพิเศษเมื่อพูดถึงญี่ปุ่น จนเจ้าหน้าที่สหรัฐรู้สึกประหลาดใจ และถือเป็นช่วงที่ตึงเครียดที่สุดของการประชุมสุดยอดตลอดสองวัน

รัฐบาลญี่ปุ่นตอบโต้รายงานดังกล่าวทันที โดยโยชิมาสะ ฮายาชิ หัวหน้าเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ยืนยันว่า ญี่ปุ่นยังคงยึดหลักนโยบายป้องกันประเทศเพื่อการป้องกันตนเองเท่านั้น และรักษาขีดความสามารถทางทหารไว้เพียงเท่าที่จำเป็น

ด้านเหมา หนิง โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีน ถูกผู้สื่อข่าว Reuters ถามตรง ๆ ว่า ญี่ปุ่นเป็นประเด็นในการหารือระหว่างทรัมป์กับสี จิ้นผิง หรือไม่ และทรัมป์ได้ปกป้องทากาอิจิตามที่มีรายงานจริงหรือไม่ แต่เหมาตอบเพียงว่า รายงานดังกล่าว “ไม่สอดคล้องกับข้อมูลที่ฝ่ายจีนมี” พร้อมย้ำว่าจุดยืนของจีนต่อญี่ปุ่นมีความชัดเจน

บทวิเคราะห์มองว่า จีนหลีกเลี่ยงการยืนยันรายงานของ Financial Times เพราะไม่ต้องการยอมรับว่าทรัมป์เข้าข้างทากาอิจิ เนื่องจากจะกระทบต่อภาพลักษณ์ที่จีนพยายามสร้างว่า การประชุมสุดยอดที่ปักกิ่งประสบความสำเร็จ และสหรัฐเข้าใจจุดยืนของจีนต่อไต้หวัน

รายงานยังระบุว่า ทรัมป์ได้โทรศัพท์ถึงทากาอิจิจากเครื่องบิน Air Force One ระหว่างเดินทางกลับกรุงวอชิงตัน เพื่อสรุปผลการหารือกับสี จิ้นผิง ทำให้จีนกังวลว่าสหรัฐอาจแบ่งปันรายละเอียดสำคัญให้ญี่ปุ่นรับรู้

เหตุการณ์ทั้งหมด ตั้งแต่การควบคุมข้อมูลของ AI จีน การหลีกเลี่ยงตอบคำถามของกระทรวงต่างประเทศจีน ไปจนถึงรายงานว่าทรัมป์ปกป้องทากาอิจิ ล้วนสะท้อนความซับซ้อนของความสัมพันธ์สามเส้าระหว่างจีน ญี่ปุ่น และสหรัฐ ที่กำลังเผชิญแรงกดดันทางการทูตและความมั่นคงอย่างหนักในเวลานี้

ที่มา : https://www.facebook.com/100004281102701/posts/3667666416719359/?rdid=57JNypSETrHZM7ht#

“แคนตันทาวเวอร์” จัดงสนท่องเที่ยว กว่างโจวเจ้าภาพหลัก เปิดไฟร่วมหอคอยโลก 18 แห่ง จัดแสดงวัฒนธรรมหลิงหนาน เสริมท่องเที่ยวครบวงจรคุณภาพสูง

"แคนตันทาวเวอร์" พลิกบทบาทจากแลนด์มาร์กของกว่างโจว สู่เวทีระดับชาติ จัดงานวันท่องเที่ยวจีน ปี 2569 อย่างยิ่งใหญ่

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 วันท่องเที่ยวจีน (China Tourism Day) ครั้งที่ 16 ได้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในเขตท่องเที่ยวแคนตันทาวเวอร์ (Canton Tower Tourism Area) ภายใต้การบริหารของ Guangzhou City Construction Investment Group โดยนับตั้งแต่มีการจัดงานดังกล่าวในปี 2554 นับเป็นครั้งแรกที่นครกว่างโจวได้รับเกียรติให้เป็นเมืองเจ้าภาพหลักของงานนี้

ในโอกาสสำคัญนี้ Guangzhou City Construction Investment Group ได้เชิญหอคอยสมาชิก 18 แห่งของสหพันธ์หอคอยโลก (WFGT) รวมถึงหอวิทยุและโทรทัศน์กลาง กรุงปักกิ่ง, หอไข่มุกตะวันออก นครเซี่ยงไฮ้ และ Willis Tower/Skydeck Chicago สหรัฐอเมริกา มาร่วมเปิดไฟพร้อมกันในพิธีเปิดงาน นอกจากนี้ ยังจัดการแสดงโดรนสุดตระการตาจำนวน 5,190 ลำ ประดับท้องฟ้ายามค่ำคืนเหนือนครกว่างโจวอย่างสว่างไสวสวยงาม

การที่เทศกาลท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมระดับชาติครั้งนี้จัดขึ้น ณ นครกว่างโจว สะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับในศักยภาพและสถานะของเมือง ขณะเดียวกันยังเป็นการยกย่องความมุ่งมั่นและความทุ่มเทอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่าทศวรรษของ Guangzhou City Construction Investment Group ในการพัฒนาและยกระดับนครกว่างโจวอย่างไม่หยุดยั้ง

กิจกรรมตื่นตาตื่นใจสามรูปแบบ เติมชีวิตชีวาให้กับเมือง

ในระหว่างวันที่ 19-31 พฤษภาคม Guangzhou City Construction Investment Group ได้รังสรรค์ประสบการณ์หลากหลายรูปแบบทั้งสำหรับประชาชนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือน โดยครอบคลุมทั้งความงดงามทางทัศนียภาพ กิจกรรมที่เปิดให้มีส่วนร่วม และอาหารอันหลากหลาย ภายใต้แนวคิด "เพลิดเพลินกับการท่องเที่ยวคุณภาพสูง สำรวจภูมิทัศน์อันงดงาม"

นิทรรศการสมบัติทางวัฒนธรรมหลิงหนาน สะท้อนมรดกภูมิปัญญาอันทรงคุณค่า

มีการจัดแสดงมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมจำนวน 37 รายการ พร้อมผลงานชิ้นเอก 102 ชิ้น อาทิ เครื่องเคลือบกวางตุ้ง งานปักผ้ากวางตุ้ง ผ้าไหมกวางตุ้ง และงานแกะสลักงาช้าง อีกทั้งยังมีผู้สืบทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับชาติจำนวน 13 ท่านมาร่วมสาธิตงานหัตถศิลป์อย่างใกล้ชิด เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และสืบสานคุณค่าภูมิปัญญาดั้งเดิมให้คงอยู่สืบไป

เทศกาลอาหาร Greater Bay Area

ภายในงานมีการจัดบูธอาหารจำนวน 59 บูธ กระจายอยู่ตลอดถนนสามสายหลัก พร้อมด้วยการแสดงสดดนตรีป๊อปฮ่องกงและคอนเสิร์ตต่อเนื่องตลอด 6 คืน รวมถึงโซนกิจกรรมอินเทอร์แอคทีฟ "One Thought of Dunhuang" และตลาดสินค้าสร้างสรรค์เชิงวัฒนธรรม ซึ่งเปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมกิจกรรมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ถ่ายทอดเสน่ห์ของนครแห่งอาหารที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวา ณ บริเวณเขตท่องเที่ยวแคนตันทาวเวอร์

มอบสิทธิพิเศษทั่วเมือง เพลิดเพลินกับการท่องเที่ยวคุณภาพสูง

เขตท่องเที่ยวแคนตันทาวเวอร์ เรือสำราญล่องแม่น้ำเพิร์ล โรงละครแคนตันทาวเวอร์ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำกว่างโจวโอเชียนเวิลด์ อุทยานวัฒนธรรมหลิงหนานอิมเพรสชัน ตลอดจนโรงแรม Mountain Villa, Hotel Indigo และ China Mayors Plaza รวมถึงศูนย์การประชุม Yuexiu International Convention Center และสถานที่สำคัญอีกหลายแห่ง ได้ผนึกกำลังร่วมกันนำเสนอแพ็กเกจการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เพื่อมอบสิทธิประโยชน์และประสบการณ์อันคุ้มค่าแก่ผู้มาเยือนนับหมื่นคน

เสริมสร้างความเข้มแข็งและความเชื่อมั่น ยกระดับจาก "การบริหารหอคอย" สู่ "การบริหารเมือง"

การที่แคนตันทาวเวอร์ก้าวขึ้นมาเป็นเวทีระดับชาติได้อย่างสง่างามในวันนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากแต่เป็นผลลัพธ์จากวิสัยทัศน์อันแน่วแน่และการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่าทศวรรษของ Guangzhou City Construction Investment Group ในการพัฒนาและยกระดับเมืองอย่างต่อเนื่อง

Guangzhou City Construction Investment Group บูรณาการพื้นที่ทั้งหมดให้เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน โดยไม่ได้มองแคนตันทาวเวอร์เป็นเพียงแหล่งท่องเที่ยวแบบแยกส่วน แต่กำหนดให้เป็นแกนกลางสำคัญของเมือง เพื่อทำหน้าที่เชื่อมโยงพื้นที่สาธารณะและพื้นที่เชิงพาณิชย์ทั่วเมืองเข้าด้วยกัน ก่อเกิดเป็นเครือข่ายการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมระดับภูมิภาคที่ครอบคลุมทั้ง "หอคอย แม่น้ำ สะพาน เมือง เกาะ และสวนสาธารณะ" อันประกอบด้วยจัตุรัสหัวเฉิง เกาะไห่ซินซา อุทยานวัฒนธรรมหลิงหนานอิมเพรสชัน พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำกว่างโจวโอเชียนเวิลด์ และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอื่น ๆ โดยแลนด์มาร์กเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทางที่กระจัดกระจาย แต่ถูกร้อยเรียงกันเสมือน "สร้อยคอไข่มุก" อันงดงาม

ตลอดระยะเวลาสามปีที่ผ่านมา ตัวชี้วัดการดำเนินงานที่สำคัญของแคนตันทาวเวอร์มีการเติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจ โดยมีจำนวนผู้เยี่ยมชมต่อปีสม่ำเสมอที่ระดับ 2.5 ล้านคน อย่างไรก็ดี Guangzhou City Construction Investment Group มิได้มุ่งเน้นการแสวงหาผลประโยชน์ในระยะสั้น แต่ได้นำกำไรกลับมาลงทุนพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จากจุดเริ่มต้นของหอชมวิวเพียงแห่งเดียว ได้ยกระดับสู่การเป็นระบบนิเวศด้านวัฒนธรรม การค้า และการท่องเที่ยวแบบครบวงจรในปัจจุบัน โดยทุกก้าวของการพัฒนาล้วนสะท้อนถึงการสั่งสมเชิงยุทธศาสตร์อย่างเป็นระบบและต่อเนื่องในระยะยาว

นอกจากนี้ Guangzhou City Construction Investment Group ยังได้ขยายศักยภาพครอบคลุมระบบนิเวศการท่องเที่ยวแบบครบวงจร โดยเรือสำราญล่องแม่น้ำเพิร์ลของแคนตันทาวเวอร์ได้ขยายการดำเนินงานไปยังเมืองชิงหยวนและจ้านเจียง ขณะเดียวกัน ผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์เชิงวัฒนธรรม กิจกรรม และการแสดงสดต่าง ๆ ก็กำลังได้รับการพัฒนาให้เป็นสินทรัพย์ที่สามารถส่งออกได้ในเชิงพาณิชย์ สิ่งที่ Guangzhou City Construction Investment Group กำลังสร้างขึ้นคือ ฉากทัศน์การใช้ชีวิตในเมืองแบบ "4 in 1" ที่ผสานศิลปวัฒนธรรม การใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยว การเที่ยวชมเมือง และการพบปะทางสังคมเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน จากจุดเริ่มต้นของหอคอยเพียงแห่งเดียว สู่การยกระดับเป็นระบบนิเวศการท่องเที่ยวที่ครอบคลุมและเชื่อมโยงทั้งเมืองอย่างสมบูรณ์

แนวคิดและการดำเนินงานดังกล่าวได้ผลักดันให้แคนตันทาวเวอร์ก้าวกระโดดจากการเป็น "แลนด์มาร์กสำคัญ" ไปสู่ "ตัวชี้วัดด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม" และยกระดับสู่การเป็น "เวทีระดับชาติ" อย่างแท้จริงในปัจจุบัน

อนาคตที่สดใสยิ่งขึ้น ภายใต้กลยุทธ์ "New Life" เมืองแห่งความสุข

"เวทีระดับชาติ" ไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของการพัฒนา ในอนาคต Guangzhou City Construction Investment Group จะเดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์ "New Life" อย่างเข้มข้นยิ่งขึ้น เพื่อปลดล็อกมูลค่าเพิ่มจากสินทรัพย์ที่มีอยู่ พร้อมสร้างสรรค์รูปแบบการบริโภคและผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีศักยภาพในการแข่งขัน ตลอดจนยกระดับพอร์ตการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมให้แข็งแกร่งและครบวงจรมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีการยกระดับระบบนิเวศ "Culture & Tourism+" ให้เป็นกลไกใหม่ในการขับเคลื่อนการบริโภคระดับภูมิภาค โดยขยายจากโครงการเดี่ยวไปสู่การบูรณาการทรัพยากรและการสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างครอบคลุม พร้อมทั้งเปลี่ยนกระแสนักท่องเที่ยวจากแลนด์มาร์กให้ต่อยอดไปสู่การบริโภคในหลากหลายรูปแบบ ครอบคลุมทั้งการค้าปลีก เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ (Low-altitude economy) อสังหาริมทรัพย์ และสุขภาพ ตลอดจนผลักดันรูปแบบใหม่ของการผสานวัฒนธรรม การค้า การท่องเที่ยว กีฬา และนิทรรศการเข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบ

ขณะเดียวกัน ยังมีการดำเนินการเพื่อเปลี่ยนพื้นที่ริมแม่น้ำเพิร์ลให้กลายเป็นแกนกลางที่เชื่อมโยงวิถีชีวิตของเมือง โดยมีแคนตันทาวเวอร์เป็นศูนย์กลางในการบูรณาการทรัพยากรด้านวัฒนธรรม การค้า การท่องเที่ยว และนิทรรศการทั้งสองฝั่งแม่น้ำ เติมเต็มด้วยองค์ประกอบต่าง ๆ เช่น นิทรรศการศิลปะ พื้นที่สาธารณะสำหรับพบปะพูดคุย กิจกรรมนันทนาการสำหรับครอบครัว และเศรษฐกิจยามค่ำคืน เพื่อยกระดับพื้นที่ริมน้ำให้กลายเป็น "เส้นเลือดใหญ่" ที่หล่อเลี้ยงทั่วเมือง เปิดโอกาสให้ผู้คนเข้ามาเยี่ยมชม พักผ่อน และจับจ่ายใช้สอย อันนำไปสู่การพัฒนาระบบนิเวศการบริโภครูปแบบใหม่อย่างยั่งยืน

เพื่อเปลี่ยนจาก "การตามกระแส" ไปสู่ "การสร้างกระแส" City Salon ระดับโลก ได้มีการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างประเทศ การประชุมสุดยอดระดับนานาชาติ และเวทีเสวนาระดับโลกด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม เพื่อรวบรวมทรัพยากรระดับโลกและผลงานชั้นนำจากนานาประเทศ โดยใช้สถานที่สำคัญ อาทิ แคนตันทาวเวอร์ เกาะไห่ซินซา และศูนย์การประชุม Yuexiu International Conference Center เป็นเวทีในการถ่ายทอดเรื่องราวของนครกว่างโจวและประเทศจีนอย่างทรงพลัง

จากหอคอยเพียงแห่งเดียวสู่ทั่วทั้งเมือง จากแลนด์มาร์กของเมืองสู่เวทีระดับชาติ จากนี้ไป Guangzhou City Construction Investment Group จะยังคงจับมือกับนักท่องเที่ยวนับล้านคน เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์ภูมิทัศน์อันงดงาม และขับเคลื่อนอนาคตอันรุ่งโรจน์ไปด้วยกัน

ที่มา: เขตท่องเที่ยวแคนตันทาวเวอร์

‘สีหศักดิ์’ พบ ‘หวัง อี้’ !! ไทย–จีน ชูพหุภาคีนิยมกลางเวทีนิวยอร์ก เดินหน้าเสริมบทบาทยูเอ็นและธรรมาภิบาลโลก ย้ำจีนพร้อมแสดงบทบาทสร้างสรรค์ หนุนไทย–กัมพูชาแก้ข้อพิพาทชายแดนด้วยสันติวิธี

นายหวัง อี้ พบปะกับนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ตามเวลาท้องถิ่น นายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน ได้พบปะกับนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ที่นครนิวยอร์ก นอกรอบการประชุมระดับสูงของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

นายหวัง อี้ กล่าวขอบคุณนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ที่เข้าร่วมการประชุมระดับสูงครั้งนี้เป็นการเฉพาะ โดยระบุว่า ทั้งจีนและไทยต่างเป็นผู้ปกป้องและผู้ปฏิบัติพหุภาคีนิยม และเป็นผู้มีส่วนร่วมและผู้ได้รับประโยชน์จากระบบธรรมาภิบาลโลก ฝ่ายไทยได้เสนอ “การทูตไทย 2.0” ที่มียุทธศาสตร์ มองการณ์ไกล และยั่งยืนยิ่งขึ้น และฝ่ายจีนยินดีที่ฝ่ายไทยมีบทบาทมากขึ้นในเวทีระหว่างประเทศ ร่วมกันมุ่งมั่นที่จะฟื้นฟูและเสริมสร้างบทบาทของสหประชาชาติ ส่งเสริมการปฏิรูปและปรับปรุงระบบธรรมาภิบาลโลก และทำคุณูปการต่อสันติภาพและการพัฒนาของมนุษยชาติ ฝ่ายจีนชื่นชมฝ่ายไทยยึดมั่นในหลักการจีนเดียว และยินดีที่จะเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนระดับสูงกับฝ่ายไทย เพื่อกระชับความสัมพันธ์ “จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ทั้งสองฝ่ายควรเร่งจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์จีน-ไทยฉบับใหม่ วางแผนความร่วมมืออย่างครอบคลุมในด้านต่างๆ และผลักดันให้การสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกันได้เกิดความสำเร็จใหม่ๆ ฝ่ายจีนสนับสนุนฝ่ายไทยและฝ่ายกัมพูชายึดมั่นในการเจรจาและปรึกหารือ เสริมสร้างความมั่นคงของการหยุดยิง ฟื้นฟูความไว้วางใจซึ่งกันและกันอย่างเป็นขั้นตอน และแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติ ฝ่ายจีนยินดีที่จะแสดงบทบาทเชิงสร้างสรรค์ต่อไป

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว กล่าวว่า ฝ่ายจีนริเริ่มจัดการประชุมระดับสูงครั้งนี้ เป็นสิ่งที่เหมาะสมกับสถานการณ์ สถานการณ์อิหร่านไม่เพียงส่งผลกระทบต่อตะวันออกกลางเท่านั้น แต่ยังลุกลามไปยังประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วย โลกต้องการกฎเกณฑ์ ไม่ใช่เอกภาคีนิยม และการร่วมกันปกป้องอำนาจของสหประชาชาติเป็นสิ่งที่เร่งด่วนอย่างยิ่งในขณะนี้ ฝ่ายไทยยึดมั่นในนโยบายจีนเดียวโดยตลอด และยินดีที่จะกระชับการแลกเปลี่ยนระดับสูงกับฝ่ายจีน เสริมสร้างความร่วมมือในด้านต่างๆ และส่งเสริมการสร้างประชาคมไทย-จีนที่มีอนาคตร่วมกันให้ลึกซึ้งและเป็นรูปธรรมยึ่งขึ้น ฝ่ายไทยชื่นชมความพยายามของจีนในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทไทย-กัมพูชา และจะยังคงรักษาการเจรจาและการสื่อสารกับฝ่ายกัมพูชาต่อไป เพื่อบรรลุสันติภาพและเสถียรภาพในพื้นที่ชายแดน

ที่มา : https://www.facebook.com/100064440681953/posts/1409799971178012/?rdid=CsOIBSfkOP339eu1#

“จีน” ไฟเขียวส่งเมล็ดกาแฟ!! จีนอนุญาตส่งออกจาก 53 ประเทศ เริ่ม 20 ก.ค. 2569 เน้นแอฟริกาเป็นตลาดใหม่ เร่งเปิดทางการค้าเกษตร

จีนไฟเขียว 'เมล็ดกาแฟ' จาก 53 ประเทศในแอฟริกา ส่งออกสู่ตลาดจีน

สำนักบริหารศุลกากรทั่วไปของจีนประกาศว่าจีนจะอนุญาตให้เมล็ดกาแฟที่ผ่านเกณฑ์จาก 53 ประเทศในแอฟริกาที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน เข้าสู่ตลาดจีนได้ตั้งแต่วันที่ 20 ก.ค. 2026 เป็นต้นไป โดยเมล็ดกาแฟ ซึ่งเป็นผลผลิตการเกษตรที่มีเอกลักษณ์และเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจของหลายประเทศในแอฟริกา เป็นสินค้าเกษตรประเภทที่ 2 ของแอฟริกาที่ได้รับอนุญาตให้เข้าสู่ตลาดจีนอย่างเต็มรูปแบบภายใต้มาตรการกักกันโรค ต่อจากพริกแห้ง

สำนักบริหารฯ เผยว่าประเทศในแอฟริกาหลายแห่ง ซึ่งรวมถึงเอธิโอเปียและบุรุนดี ได้รับการอนุมัติให้ส่งออกเมล็ดกาแฟไปยังจีนแล้ว ขณะที่ประเทศอื่นๆ เช่น มอริเชียส แองโกลา โตโก กินี ไลบีเรีย และเซาตูเมและปรินซิปีได้ยื่นคำขอส่งออกแล้ว

หลังจากประเมินระบบการผลิตเมล็ดกาแฟและกรอบงานควบคุมความเสี่ยงจากศัตรูพืชในแอฟริกาอย่างรอบด้านแล้ว สำนักบริหารฯ ได้ออกข้อกำหนดด้านสุขอนามัยพืชที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยยกเลิกแนวปฏิบัติเดิมที่ต้องเจรจาข้อตกลงกักกันทวิภาคีแยกต่างหากกับแต่ละประเทศผู้ยื่นคำขอส่งออก และปรับปรุงขั้นตอนการเข้าถึงให้คล่องตัวยิ่งขึ้น

กลุ่มคนวงในอุตสาหกรรมระบุว่าการเข้าถึงตลาดอย่างเต็มรูปแบบภายใต้มาตรการกักกันโรค ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับการยกเว้นจากการตรวจสอบที่ชายแดน เนื่องจากสินค้าทุกรายการต้องเป็นไปตามข้อกำหนดที่ระบุไว้ในประกาศของสำนักบริหารฯ ฉบับที่ 68 ปี 2026 อีกทั้งสำนักบริหารฯ จะยังคงดำเนินการตามมาตรการ "ช่องทางสีเขียว" เพื่อนำสินค้าเกษตรและอาหารที่มีคุณภาพสูงและปลอดภัยจากแอฟริกาเข้าสู่ตลาดจีนมากขึ้น

ที่มา : Xinhua


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top