Friday, 5 June 2026
จีน

จีนดันดิจิทัล!! เปิดร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปี เน้น AI+ สร้างจีนดิจิทัลเต็มรูปแบบ หนุนไทยยกระดับเทคโนโลยีและการเกษตร ขยายความร่วมมือยานยนต์ไฟฟ้าในอาเซียน

ร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15 ของจีน เปิดโอกาสไทยยกระดับเทคโนโลยีดิจิทัล

จีนได้เปิดเผยร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (2026-2030) ของประเทศระหว่าง "การประชุมสองสภา" เมื่อไม่นานนี้ โดยเอกสารดังกล่าวนำเสนอทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจีนในช่วง 5 ปีข้างหน้า ซึ่งให้ความสำคัญกับการเสริมสร้าง "จีนดิจิทัล" (Digital China) โดยยกระดับการพัฒนาความฉลาดทางดิจิทัลผ่านการขยับขยายการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์พลัส (AI+) ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงการบริหารปกครองบ้านเมือง

คณะอาจารย์และนักศึกษาชาวไทยจำนวนมากมองว่าแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15 ของจีนกำหนดให้ปัญญาประดิษฐ์เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนากำลังการผลิตใหม่ที่มีคุณภาพ พร้อมส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศและการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านปัญญาประดิษฐ์ ขณะไทยเร่งการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์เช่นเดียวกัน ซึ่งมุ่งเน้นที่โครงสร้างพื้นฐานการประมวลผล การประยุกต์ใช้งานจริง และการบ่มเพาะผู้มีความรู้ความสามารถ โดยมีเป้าหมายก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางทางดิจิทัลแห่งอาเซียน

ด้วยเหตุนี้ จีนและไทยมีแนวทางการพัฒนาที่สอดคล้องกันและจุดแข็งที่เกื้อหนุนกัน โดยจีนสามารถแบ่งปันเทคโนโลยีที่พัฒนาดีแล้ว แนวทางการประยุกต์ใช้งาน และบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อช่วยไทยยกระดับภาคการเกษตร การขนส่ง พลังงาน โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมอื่นๆ ด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ หลังจากทั้งสองประเทศส่งเสริมความร่วมมือเชิงปฏิบัติด้านการขนส่งอัจฉริยะอย่างลึกซึ้งต่อเนื่องจนเกิดผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรมมากมายตลอดหลายปีที่ผ่านมา

เมื่อเดือนมกราคม 2026 บริษัท หนานหนิง เรล ทรานซิท อินเวสต์เมนต์ กรุ๊ป จำกัด (NNRT) และเทศบาลนครขอนแก่นได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) ด้านการลงทุนและความร่วมมือในการสนับสนุนการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนอัจฉริยะ (Mobility as a Service - MaaS) ของเทศบาลนครขอนแก่น โดยประยุกต์ใช้โครงสร้างที่พัฒนาแล้วของ "หนานหนิง เรล วัน-โคด แอคเซส" (Nanning Railway One-Code Access) เพื่อสร้างประสบการณ์เดินทางไร้รอยต่อโดยอาศัยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และคลังข้อมูลขนาดใหญ่ (big data)

ฟิล์มหรือหลี่หลิงไฉ่ นักศึกษาชาวไทยในเมืองหนานหนิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีน กล่าวว่าระบบการเดินทางที่สะดวกสบายและชาญฉลาดเป็นสิ่งที่ประทับใจมากที่สุดในการใช้ชีวิตในจีน โดยแค่ระบุจุดหมายปลายทางที่ต้องการ แอปพลิเคชันของจีนจะเสนอตัวเลือกการเดินทางที่หลากหลายและที่ดีที่สุดให้ทันที หรือในเมืองหนานหนิงก็สามารถสแกนรหัสคิวอาร์เพื่อใช้จักรยานแชร์ใช้และขึ้นรถไฟใต้ดินได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ชอบมากที่สุด จึงหวังว่าอนาคตไทยจะมีระบบการเดินทางที่สะดวกสบายเช่นนี้

จีนและไทยยังเดินหน้าความร่วมมือด้านการเกษตรอัจฉริยะภายใต้แผนริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) และความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง เช่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แห่งประเทศจีนจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจีน-ไทยในจังหวัดนครปฐมเพื่อส่งเสริมการใช้เครื่องจักรและระบบอัจฉริยะในการปลูกข้าวและอ้อย หรือบริษัทจากจีนร่วมพัฒนาโครงการการเกษตรอัจฉริยะในแหล่งปลูกทุเรียนของไทย ซึ่งใช้ระบบควบคุมน้ำและปุ๋ยเชิงอัจฉริยะ การตรวจสอบสภาพดินแบบเรียลไทม์ และการจัดการผ่านอินเทอร์เน็ตแห่งสรรพสิ่ง (IoT)

ร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15 จะเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีทางการเกษตร รวมถึงอุปกรณ์การเกษตร ผ่าน "ปัญญาประดิษฐ์พลัส" อย่างเต็มรูปแบบเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมต่างๆ ในทุกมิติ พร้อมส่งเสริมการพัฒนาที่มีคุณภาพสูงของแผนริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง การหมุนเวียนทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และการแบ่งปันโอกาสแก่นานาประเทศทั่วโลกเพื่อบรรลุการพัฒนาร่วมกัน โดยคณะอาจารย์และนักศึกษาชาวไทยในจีนคาดหวังว่าปัญญาประดิษฐ์ของจีนจะเกื้อหนุนการพัฒนาการเกษตรอัจฉริยะในไทยยิ่งขึ้น

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จีนและไทยได้กระชับความร่วมมือด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV) มีกลุ่มผู้ผลิตยานยนต์ชั้นนำของจีน เช่น บีวายดี (BYD) เกรทวอลล์มอเตอร์ (GWM) ฉางอัน ออโตโมบิล (Changan Automobile) และจีเอซี กรุ๊ป (GAC Group) เปิดฐานการผลิตในไทย ทำให้เกิดการพัฒนาชิ้นส่วน โครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ และเทคโนโลยีอัจฉริยะ ซึ่งยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ของไทย โดยพนัส สืบยุบล หรือหลี่เล่อ นักศึกษาปริญญาเอกสาขาบริหารธุรกิจในจีน เผยว่าเขาใช้รถของฉางอันที่มีระบบล้ำสมัย สั่งงานด้วยเสียงภาษาไทยได้

ร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15 ยังระบุการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมเกิดใหม่เชิงยุทธศาสตร์ เช่น ยานพาหนะพลังงานใหม่เชื่อมต่ออัจฉริยะและการบินอวกาศ รวมถึงการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น เทคโนโลยีควอนตัมและส่วนต่อประสานสมอง-คอมพิวเตอร์ ซึ่งนิศาชล ไทยทอง หรือไท่ลู่ลู่ นักวิจัยชาวไทยประจำสถาบันวิจัยจีน-อาเซียนแห่งมหาวิทยาลัยกว่างซี กล่าวว่าจีนพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์อย่างก้าวกระโดด ประยุกต์ใช้อย่างกว้างขวาง สร้างข้อได้เปรียบด้านพลังการประมวลผล ระบบอุตสาหกรรมครบวงจร และประสิทธิภาพสูง

นิศาชลกล่าวว่าไทยมีแผนพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เช่นเดียวกับจีน โดยตั้งเป้าหมายประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อขับเคลื่อนการยกระดับกลุ่มอุตสาหกรรมดั้งเดิม ดังนั้นจีนสามารถช่วยส่งเสริมการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์และบ่มเพาะบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาในไทย ซึ่งจะยกระดับจุดแข็งของทั้งสองฝ่ายและมอบผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน

ที่มา : Xinhua

รัสเซียรุกตลาดพลังงานใหม่ ปูตินย้ำบทบาทผู้จัดหาเชื่อถือได้ ราคาน้ำมัน-ก๊าซพุ่งเพราะฮอร์มุซปิด 90% ส่งออกไปจีน-อินเดียเป็นหลัก โอกาสขยายตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

(11 มี.ค. 69) วลาดิเมียร์ ปูติน นายกรัฐมนตรีรัสเซีย เน้นย้ำความจำเป็นที่รัสเซียต้องมุ่งไปยังตลาดพลังงานใหม่ เพื่อสร้างฐานและบทบาทสำคัญในภูมิภาคเหล่านั้น ขณะเดียวกันราคาน้ำมันและก๊าซในตลาดโลกก็ปรับตัวสูงขึ้นตามสถานการณ์ความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซ

สตานิสลาฟ มิตรัคโควิช ผู้เชี่ยวชาญชาวรัสเซียกล่าวกับสำนักข่าวสปุตนิกว่า "ในอนาคต สิ่งนี้จะกลายเป็นทั้งจุดยุทธศาสตร์และจุดทางจิตวิทยาที่สำคัญสำหรับบรรดาประเทศคู่ค้าของเรา ที่จะได้เห็นว่าพวกเขาสามารถปิดดีลทางธุรกิจกับเราได้" ปูตินยังยืนยันว่ารัสเซียเป็น "ผู้จัดหาพลังงานที่เชื่อถือได้" และเตือนถึงความพยายามที่จะก่อความไม่สงบในตะวันออกกลางซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาคพลังงานโลก

มิตรัคโควิช ระบุว่าน้ำมันราว 90% ของรัสเซียถูกส่งออกไปยังจีนและอินเดีย ขณะที่จีนยังคงเป็นผู้ซื้อก๊าซรายใหญ่ที่สุด หากยุโรปจะกลับมานำเข้าพลังงานรัสเซีย ต้องมี "แรงกระแทกทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่" ในยุโรปก่อน นอกจากนี้ รัสเซียยังมีโอกาสขยายตลาดก๊าซธรรมชาติเหลวไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เช่น ไทยและเวียดนาม

เขาคาดว่า อาจเกิด "การผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนและเป็นการชั่วคราว" แม้สหรัฐฯ ยังตั้งเป้าขับรัสเซียออกจากตลาดพลังงานโลก และถ้าความขัดแย้งกับอิหร่านลุกลาม สหรัฐฯ อาจจำเป็นต้องยอมรับอิทธิพลพลังงานของรัสเซียในพื้นที่มากขึ้น

ที่มา : Sputnik

จีนดันนโยบายเด็ก!! คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปจีน ออกแนวปฏิบัติส่งเสริมสวัสดิภาพเด็ก ผสานนโยบายสังคมและบริการสาธารณะ เน้นคุ้มครองสิทธิและสร้างสภาพแวดล้อมดี

(18 มี.ค. 69) เมื่อวันอังคารที่ 17 มี.ค. คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน ร่วมกับสำนักงานคณะทำงานแห่งชาติด้านเด็กและสตรี ภายใต้คณะรัฐมนตรีจีน ประกาศแนวปฏิบัติใหม่เพื่อส่งเสริมการพัฒนาในเชิงสร้างสรรค์ที่เป็นมิตรกับเด็กทั่วประเทศ เป้าหมายหลักเพื่อคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์ของผู้เยาว์ตามกฎหมาย พร้อมสนับสนุนการเติบโตที่สมบูรณ์และสุขภาวะของเด็กอย่างรอบด้าน

แนวปฏิบัติดังกล่าวอาศัยประสบการณ์จากโครงการนำร่องในเมืองต่างๆ ที่เน้นการเป็นมิตรกับเด็ก โดยเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมมือขับเคลื่อนนโยบายและมาตรการทุกด้าน ทั้งในสังคม การให้บริการสาธารณะ การคุ้มครองสิทธิ รวมถึงพื้นที่และสภาพแวดล้อมการพัฒนาของเด็ก

ในแง่การปฏิบัติจริง แนวปฏิบัตินี้สนับสนุนการปรับปรุงบริการสาธารณะและนโยบายเด็กให้ได้รับสิทธิประโยชน์โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย รวมถึงมาตรการในด้านการศึกษา การแพทย์ การเดินทาง กีฬา และกิจกรรมนันทนาการ เพื่อให้เด็กได้รับการดูแลอย่างเต็มที่

ทั้งนี้ยังเน้นการเสริมสร้างความปลอดภัยของเด็กโดยประสานงานระหว่างครอบครัว โรงเรียน สังคม อินเทอร์เน็ต ภาครัฐ และระบบยุติธรรม พร้อมขยายกลไกป้องกันและลดความเสี่ยงอย่างลึกซึ้ง นายกฯจีนกล่าวว่า "อย่ามองยอดใช้เหนือความปลอดภัย" ซึ่งเป็นแนวทางในการดูแลเด็กอย่างรัดกุม

คณะกรรมการฯ และสำนักงานคณะทำงานแห่งชาติเหล่านี้จะยกระดับการประสานงานกับรัฐบาลท้องถิ่น เพื่อบูรณาการนโยบาย งบประมาณ และโครงการที่เกี่ยวข้องกับเด็กอย่างครอบคลุม ทั้งนี้ เพื่อสร้างความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องในการพัฒนาด้านนี้ที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

ที่มา : Xinhua

ไทยรุกตลาดอาหารจีน “จิตรเทพ” นำทีมไทยร่วม China Food Trade Fair 2026 เร่งจับคู่ธุรกิจอาหาร ขยายตลาดจีน ชูศักยภาพไทยฐานผลิตอาหารคุณภาพ หนุนผู้ประกอบการไทยเชื่อมผู้ซื้อ-นักลงทุนทั่วโลก

“จิตรเทพ เนื่องจำนงค์” ร่วมเวทีระดับโลก China Food Trade Fair 2026 เชิญชวนนักลงทุนจีนจับคู่ธุรกิจอาหารไทย

คุณจิตรเทพ เนื่องจำนงค์ ประธานที่ปรึกษา สมาคมผู้ส่งออกและผู้ผลิตไทย และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท ซีดีไอพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้รับเกียรติในฐานะแขก VIP เข้าร่วมงาน China Food Trade Fair 2026 (The 14th Liang Zhi Long China Food Trade Fair) ณ เมืองอู่ฮั่น สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 28–31 มีนาคม 2569 เพื่อร่วมบรรยายและเชิญชวนนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนและจับคู่ธุรกิจด้านอุตสาหกรรมอาหารกับผู้ประกอบการไทย

งาน China Food Trade Fair ถือเป็นหนึ่งในงานแสดงสินค้าและอุตสาหกรรมอาหารที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน โดยมีพื้นที่จัดงานกว่า 350,000 ตารางเมตร มีผู้แสดงสินค้ากว่า 6,000 บริษัทจากทั่วโลก และคาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานมากกว่า 450,000 คน รวมถึงนักลงทุน ผู้นำอุตสาหกรรม และผู้ซื้อรายสำคัญจากหลายประเทศ

การเข้าร่วมครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่าง สมาคมผู้ส่งออกและผู้ผลิตไทย และ อิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อผลักดันสินค้าอาหารและผลิตภัณฑ์จากประเทศไทยเข้าสู่ตลาดจีน พร้อมเปิดโอกาสให้เกิดการเจรจาธุรกิจ การจับคู่ทางการค้า (Business Matching) และการขยายเครือข่ายการค้าในระดับนานาชาติ

คณะผู้แทนจากประเทศไทยนำโดย

ว่าที่ร้อยตรี กิตติพันธ์ มูลศรีชัย

นายกสมาคมผู้ส่งออกและผู้ผลิตไทย (Thai Exporter and Manufacturer Association)

พร้อมด้วยนายชนาธิป โอสถวาณิชย์

ที่ปรึกษาสมาคมผู้ส่งออกและผู้ผลิตไทย และกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจริญรุ่งเรือง ฟาร์มา 168 จำกัด

รวมถึงผู้ประกอบการไทยจากหลากหลายอุตสาหกรรมกว่า 20 บริษัท ที่เข้าร่วมเดินทางมาเพื่อนำเสนอสินค้าและศักยภาพของอุตสาหกรรมอาหารไทยต่อผู้ซื้อและนักลงทุนจากทั่วโลก

ในการบรรยายครั้งนี้ คุณจิตรเทพ เนื่องจำนงค์ ได้กล่าวถึงศักยภาพของประเทศไทยในฐานะหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตอาหารของโลก โดยประเทศไทยมีความพร้อมทั้งด้านวัตถุดิบ คุณภาพการผลิต มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร และนวัตกรรมด้านอาหาร ซึ่งสามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

“ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกอาหารของภูมิภาคเอเชีย เราอยากเชิญชวนนักลงทุนและพันธมิตรทางธุรกิจจากทั่วโลกให้มาร่วมลงทุน จับคู่ธุรกิจ และร่วมพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่ตลาดโลก” คุณจิตรเทพ กล่าว

การเข้าร่วมงานในครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดันผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ตลาดจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดอาหารที่ใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างเครือข่ายธุรกิจระดับนานาชาติ พร้อมขยายศักยภาพของสินค้าอาหารไทยสู่เวทีโลก

ปากีสถานลุยเจรจาจีน รัฐมนตรีต่างประเทศเดินทางเยือนจีน ถกปัญหาความขัดแย้งภูมิภาค เสริมแกร่งความสัมพันธ์ทวิภาคี ตั้งเป้าส่งเสริมสันติภาพร่วมกัน

รมว.ต่างประเทศปากีสถานเตรียมเยือนจีน หารือปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาค

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีนเปิดเผยว่าโมฮัมหมัด อิสฮัก ดาร์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของปากีสถาน จะเดินทางเยือนจีนในวันอังคาร (31 มี.ค.) ตามคำเชิญของหวังอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน และกรรมการกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน เพื่อหารือเกี่ยวกับประเด็นปัญหาระหว่างประเทศ ความขัดแย้งระดับภูมิภาค ตลอดจนความสัมพันธ์ทวิภาคี

แถลงการณ์จากกระทรวงการต่างประเทศของปากีสถานที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์ (30 มี.ค.) ระบุว่าการเยือนจีนครั้งนี้ของดาร์มีขึ้นขณะที่ปากีสถานยกระดับความพยายามไกล่เกลี่ยความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และจะเปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายได้หารือเชิงลึกเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาค ตลอดจนประเด็นทวิภาคีและประเด็นระดับโลกที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสนใจร่วมกัน

ก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีต่างประเทศทั้งสองได้สนทนาทางโทรศัพท์เกี่ยวกับสถานการณ์ในอิหร่านเมื่อวันศุกร์ (27 มี.ค.) โดยหวังระบุว่าจีนยินดีเสริมสร้างการสื่อสารและการประสานงานเชิงยุทธศาสตร์กับปากีสถาน และทำงานร่วมกันเพื่อส่งเสริมสันติภาพและยุติความขัดแย้ง

ที่มา : Xinhua

จีนคุมราคาน้ำมัน!! ประกาศควบคุมราคาน้ำมันต่อเนื่อง ลดผลกระทบจากราคาน้ำมันโลกผันผวน ปรับราคาน้ำมันเบนซิน-ดีเซลต่ำกว่ากลไก สั่งเข้มงวดตรวจสอบตลาดน้ำมันภายในประเทศ

คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน (NDRC) ประกาศว่าจะยังคงใช้มาตรการควบคุมราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลในประเทศตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อลดผลกระทบจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ผันผวนสูง

ตามกลไกราคาน้ำมัน ราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลควรจะปรับขึ้น 800 หยวน และ 770 หยวนต่อตันตามลำดับ แต่ด้วยมาตรการควบคุมที่ใช้ ราคาจะถูกปรับขึ้นเพียง 420 หยวนสำหรับเบนซิน และ 400 หยวนสำหรับดีเซลเท่านั้น

ผู้ประกอบการน้ำมันรายใหญ่ 3 บริษัทของจีน รวมถึงโรงกลั่นน้ำมัน ได้รับคำสั่งให้รักษาการผลิตและดูแลการขนส่งอย่างเข้มงวดเพื่อคงเสถียรภาพของอุปทาน ขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบตลาดและปราบปรามการละเมิดนโยบายราคาน้ำมัน เพื่อรักษาความเป็นระเบียบของตลาด

มาตรการดังกล่าวสะท้อนความพยายามของจีนในการควบคุมผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันโลกและคุ้มครองตลาดภายในประเทศอย่างเข้มงวด "จีนให้ความสำคัญกับความมั่นคงด้านพลังงานและเสถียรภาพของตลาดในประเทศ" ตามรายงาน

ที่มา :  Xinhua

จีนเร่งส่งสัญญาณสันติภาพ ปักกิ่งขานรับดีลหยุดยิงอิหร่าน 2 สัปดาห์ หนุนเจรจา สันติภาพในตะวันออกกลาง หวังทุกฝ่ายร่วมมือฟื้นช่องแคบฮอร์มุซ เล็งเสถียรภาพตะวันออกกลางยั่งยืน

จีนหนุนข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวสหรัฐฯ-อิหร่าน เรียกร้องเปิดช่องแคบฮอร์มุซตามปกติ

เหมาหนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน แถลงว่า จีนยินดีที่อิหร่านและฝ่ายที่เกี่ยวข้องประกาศบรรลุข้อตกลงหยุดยิงเป็นเวลา 2 สัปดาห์ พร้อมสนับสนุนความพยายามไกล่เกลี่ยระหว่างประเทศ เช่น ปากีสถาน ที่เข้ามามีบทบาทในเรื่องนี้

เหมาหนิงกล่าวว่า "จีนสนับสนุนให้ยุติปฏิบัติการทางทหารและแก้ไขข้อพิพาทด้วยวิธีทางการเมืองและการทูต" และได้พยายามเต็มที่ในการสร้างสันติภาพและเสถียรภาพอย่างยั่งยืนในตะวันออกกลางและอ่าวเปอร์เซีย

นอกจากนี้ เหมาได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับรายงานอิหร่านและโอมานอาจเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเรือที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยระบุว่า "จีนหวังให้ทุกฝ่ายทำงานร่วมกัน เพื่อเอื้อให้การสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว"

ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางค้าสำคัญของพลังงานโลก ความปลอดภัยและเสถียรภาพในภูมิภาคนี้จึงเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของนานาชาติ ขณะที่อิหร่านกับสหรัฐฯ ได้ตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์ และจะเจรจาที่ปากีสถานก่อนถึงกำหนดเส้นตายของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ที่มา : Xinhua

ดราม่า! รถจีนระดับเวิลด์คลาส ช่างญี่ปุ่นชำแหละ BYD Sealion 7 ก่อนยอมรับ “ของเขามาดีจริง” ช่างดังชี้ฮาร์ดแวร์ไม่ธรรมดา เทียบชั้น Benz-BMW ได้

ดราม่าวงการยานยนต์ญี่ปุ่น เมื่อช่างระดับโปรชำแหละ BYD Sealion 7 เพื่อพิสูจน์คำสบประมาท “รถจีน = รถญี่ปุ่นเมื่อ 30 ปีก่อน”

เกิดกระแสดราม่าในวงการยานยนต์ญี่ปุ่น เมื่อช่างผู้เชี่ยวชาญด้านช่วงล่างจากสำนักแต่งชื่อดัง 'Sanko Works' รื้อรถไฟฟ้า BYD Sealion 7 ของจีนอย่างละเอียดเพื่อตอบโต้คำสบประมาทที่ว่ารถจีนล้าหลังเหมือนรถญี่ปุ่นเมื่อ 30 ปีก่อน

ผลการตรวจสอบเผยว่า BYD Sealion 7 มาพร้อมฮาร์ดแวร์ระดับยุโรป เช่น ช่วงล่างหน้าแบบ Double Wishbone วัสดุอะลูมิเนียม พร้อมเบรก 4 Pot และจานเบรกเจาะรู โครงสร้างแข็งแกร่ง ช่างญี่ปุ่นบอกว่า "เหมือนเอาข้อดีของ Benz และ BMW มารวมกัน" พร้อมโช้คอัพที่ผลิตโดย BYD ใช้วัสดุเกรดพรีเมียมซึ่ง "ดีกว่าของญี่ปุ่นบางรุ่น" และงานเก็บรายละเอียดใต้ท้องรถที่ประณีตและจัดการอากาศพลศาสตร์ได้ดีเยี่ยม

ช่างญี่ปุ่นสรุปว่า ปัญหาที่มีไม่ใช่เรื่องคุณภาพชิ้นส่วน แต่เป็นเรื่องประสบการณ์การปรับจูนเซ็ตช่วงล่างที่เริ่มต้นหนืดแข็งเกินไป ส่งผลให้การกระจายน้ำหนักตอนเข้าโค้งไม่ดีพอ แก้ไขได้ง่ายโดยลงทุนจูนเซ็ตช่วงล่างใหม่ภายในงบไม่ถึง 1 แสนเยน (ราว 2 หมื่นกว่าบาท) ทำให้รถนุ่มนวลและเกาะถนนขึ้นอย่างชัดเจน

เหตุการณ์นี้สะท้อนว่ารถยนต์ไฟฟ้าจีนรุ่นใหม่มีคุณภาพฮาร์ดแวร์ที่ก้าวหน้าและเทียบเท่ากับรถยุโรปพรีเมียมได้แล้ว และสิ่งที่ต้องตามมาคือการเพิ่มประสบการณ์ด้านการปรับจูนเพื่อพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=957853813813493&id=100087666501033&rdid=EajIujGcjyu62E5k#

Honda ลุยฟื้นยุทธศาสตร์!! ยกเลิกโครงการรถไฟฟ้า ยอมรับสู้จีนไม่ไหว เร่งเพิ่มทักษะและประสิทธิภาพ ขีดความสามารถต้องกลับมา


Honda ดูจะอยู่ในสภาวะเมาหมัด หลังประกาศยกเลิกโครงการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง แม้จะเริ่มดำเนินงานมาระยะหนึ่งแล้ว โดยมี Honda 0 Series ครอบคลุมตัวถัง SUV และ Sedan รวมไปถึง Afeela ที่พัฒนาร่วมกับ Sony ด้วย ซึ่งมีการประมาณการว่า นี่ทำให้เกิดความเสียหายมูลค่า 15,800 ล้าน USD (ราว 505,000 ล้านบาท) Honda จึงอยู่ระหว่างการตั้งตัวใหม่ และดูเหมือนว่าหนึ่งในสิ่งที่ทำคือ การไปดูงานจากวงการยานยนต์ของจีน และสิ่งที่พวกเขาพบ ถึงกับทำให้ CEO ของ Honda กล่าวว่า ‘เราสู้เขาไม่ได้เลย’

Nikkei Asia รายงานว่า Toshihiro Mibe ตำแหน่ง President และ CEO ของ Honda ประเทศญี่ปุ่น ได้เดินทางไปยังประเทศจีน เพื่อศึกษาดูงานจากโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในเซี่ยงไฮ้ โดยเขาพบว่าโรงงานเหล่านั้นไม่มีมนุษย์ในส่วนการผลิตเลย ทั้งยังสามารถดำเนินงานได้รวดเร็วและใช้ต้นทุนต่ำ พร้อมทั้งสร้างชิ้นงานที่มีคุณภาพ จนเขาถึงกับเอ่ยออกมาว่า ‘เราไม่มีโอกาสที่จะเอาชนะสิ่งนี้ได้เลย’ (We have no chance against this.)

อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ใช่การประกาศยอมแพ้ของ Honda เพราะสิ่งที่ Mibe ทำหลังกลับจากดูงาน คือการออกคำสั่งให้บริษัทและผู้ผลิตชิ้นส่วน ปรับปรุงทักษะและเพิ่มความเร็วในการทำงาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมทั้งย้ายโอนฝ่ายวิจัยและพัฒนาหรือ R&D กลับมาอยู่ภายใต้การควบคุมของส่วนกลาง เฉกเช่นดังที่เคยเป็นมาในอดีต ซึ่งเชื่อว่านั่นจะทำให้ดำเนินงานได้รวดเร็วขึ้น และสามารถสรรสร้างนวัตกรรมที่มีชื่อเสียงก้องโลกได้อีกครั้ง อย่างที่เคยทำมาแล้วกับเครื่องยนต์ CVCC และระบบ VTEC

อนาคตของ Honda นับจากนี้จึงน่าติดตามว่า จะสามารถพลิกฟื้นกลับมาต่อสู้กับคู่แข่งจากจีนได้หรือไม่ ซึ่งไม่ใช่แค่ในตลาดโลกเท่านั้น แต่ยังมีตลาดจีนด้วยที่ Honda ยอดขายตก 5 ปีซ้อน จากเดิมที่เคยมียอดขายสูงถึง 1.62 ล้านคัน ในปี 2020 ก่อนที่จะยอดจะลดลงเหลือ 640,000 คัน ในปี 2025 และคาดว่าจะลดเหลือไม่ถึง 600,00 คันในปี 2026 ทำให้ Honda ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายโรงงานผลิตรถยนต์ เพราะดำเนินการผลิตแค่ครึ่งหนึ่งของกำลังสูงสุด ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของการทำผลกำไรคือต้องผลิตให้ได้ 70 – 80% ของกำลังผลิตสูงสุด

ต้องยอมรับว่าธุรกิจยานยนต์จากจีนนั้นได้รุดหน้าไวมาก จนกลายเป็นภัยคุกคามในสายตาของผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติอื่น เพราะร่นระยะเวลาการพัฒนาได้ไวกว่าวัฎจักรทั่วไปถึงครึ่งหนึ่ง ซึ่งผู้บริหารค่ายอื่นเคยแสดงความกังวลเช่นกันอย่าง Jim Farley ตำแหน่ง CEO ของ Ford ระบุว่า ‘พวกเขามีกำลังการผลิตในจีนสูงพอที่จะกินตลาดอเมริกาเหนือทั้งตลาด และทำให้เราเจ๊งได้เลย’ แม้แต่ Koji Sato อดีต CEO ของ Toyota ยังกล่าวว่า ‘เราไม่รอดแน่นอน ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ผมอยากให้ทุกคนรับรู้ถึงวิกฤตในครั้งนี้’

ที่มา: carbuzz, motor1

 

เทศกาลสาดน้ำจิ่งหง สนุกสนานงานสาดน้ำเมืองจิ่งหง แคว้นสิบสองปันนาเฉลิมฉลอง น้ำเป็นสัญลักษณ์แห่งโชคลาภ ประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมคึกคัก

ย้อนชมบรรยากาศความสนุกสนานของเทศกาลสาดน้ำในเมืองจิ่งหง แคว้นปกครองตนเองสิบสองปันนา กลุ่มชาติพันธุ์ไท มณฑลอวิ๋นหนาน (ยูนนาน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ซึ่งมีประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมอย่างคึกคัก

เทศกาลสาดน้ำจัดเป็นหนึ่งในเทศกาลสำคัญที่สุดของหลายกลุ่มชาติพันธุ์ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน โดยน้ำถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นสิริมงคล และประชาชนสาดน้ำใส่กันและกันเพื่อเป็นคำอวยพรให้มีความสุขและความโชคดีมีชัย

ที่มา : Xinhua


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top