Friday, 5 June 2026
จีน

ตอบประเด็นผลการเยือนจีนของทรัมป์ครั้งนี้ สหรัฐฯต้องการอะไร และผลการหารือกับสีจิ้นผิงจะจบสวยหรือไม่ อย่างไร

ประธานาธิบดีทรัมป์ให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวดกับการไปเยือนจีนและพบสี จิ้นผิงมาโดยตลอด ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งสมัยที่สอง

กำหนดการเยือนจีนต้องเลื่อนออกไปเนื่องจากความผิดพลาดของทรัมป์ในการโจมตีอิหร่าน จนเกิดวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ

สถานการณ์นี้ทำให้สี จิ้นผิงได้เปรียบในการเจรจา โดย The Economist ยังชี้ว่าความผิดพลาดของทรัมป์คือโอกาสของจีน

จีนยังแสดงให้เห็นว่าไม่ได้รับผลกระทบมากนักจากวิกฤตพลังงาน เนื่องจากมีพลังงานสำรอง เส้นทางเลือก และการลงทุนในพลังงานสะอาด (energy security)

ผลการเยือนครั้งนี้มีแนวโน้มที่จะออกมาในเชิงบวกและชื่นมื่น แต่เป็นเพียง "เกมซื้อเวลา"
.
รองศาสตราจารย์ ดร. อักษรศรี พานิชสาส์น 
คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

พญามังกรบุกยุโรป!! JPMorgan ฟันธงปี 2028 รถจีนยึดถนนยุโรป 20% เขย่าบัลลังก์ยานยนต์เจ้าถิ่น สัญญาณชัดรถจีนกำลังเปลี่ยนเกม EV โลก

พญามังกรกินรวบ! JPMorgan ฟันธง 2028 รถจีนยึดถนนยุโรป 20% แซงหน้าเจ้าถิ่นขาดลอยยุโรปที่เคยเป็น “เจ้าแห่งยานยนต์” วันนี้กำลังโดนบุกถึงหน้าบ้าน 

เจพีมอร์แกนฟัน: ปี 2028 ค่ายรถจีนครองยุโรปตะวันตก  20%  ส่งมอบ  2.5 ล้านคัน  
หลักฐานปี 2025 ชัดยิ่งกว่าชัด: ยอดขายรถจีนในยุโรปโต  99%  ขายไป 8.1 แสนคัน แตะ 10% แล้ว

 เมื่อ “เสือดาวยุโรป” วิ่งตาม “มังกรจีน” ไม่ทัน
 เจาะตัวเลข “ขาขึ้น” ของค่ายจีน  
-  2025 : โต 99% ส่วนแบ่ง 10% เร็วกว่าที่ทุกคนคาด 
-  2028 : JPMorgan ชี้เป้า 20% = ถนนยุโรป 1 ใน 5 คันจะเป็นรถจีน

 ศึกสายเลือด EV :  BYD น็อก Tesla คาบ้าน
ก.ค. 2025 BYD แซง Tesla ในยุโรปสำเร็จ 
-  BYD : ส่วนแบ่ง 1.2% จดทะเบียน 1.3 หมื่นคัน รถมีตั้งแต่ Seagull ราคาประหยัดยัน SUV หรู 
-  Tesla : ร่วง 40% เหลือ 0.8% รุ่นน้อย ราคาสูง คนยุโรปรัดเข็มขัดเลือกไม่ลง 

 MG หัวหอกพญามังกร
SAIC ดัน MG ขายยุโรปปี 2025 ทะลุ **3 แสนคัน โต 30%** ติด Top 20 แบรนด์ยุโรป 
สูตรสำเร็จ “Glocal”: เทคจีน + หน้าตายุโรป คนซื้อไม่รู้สึกว่าขับรถจีน
ตรงนี้ลองคิดดู ถ้าคุณเป็นคนยุโรป เงินเฟ้อ ค่าไฟแพง ต้องเลือก
A: BMW 1.5 ล้าน ได้เทคปี 2020 
B: BYD 8 แสน ได้แบตเบลด ชาร์จ 15 นาที แถมซอฟต์แวร์ฉลาดกว่า 
คนรุ่นใหม่เลือก B ไม่ต้องคิด

มุมคัดข่าว: ยุโรปกำลัง “แพ้ภัยตัวเอง”
1.  ช้ากว่า 1 ก้าว : ยุโรปยังง่วนกับเครื่องยนต์สันดาป จีนสร้างนิเวศ EV+แบต+ซอฟต์แวร์จบไปแล้ว
2.  กำแพงภาษีใช้ไม่ได้ : EU ตั้งภาษี EV จีน จีนแก้เกมตั้งโรงงานในฮังการี โปแลนด์ ลบภาษีทิ้ง จบ
3.  ความคุ้มค่าฆ่าแบรนด์ : ยุคเศรษฐกิจฝืด คนซื้อเพราะ “คุ้ม” ไม่ใช่ “โลโก้” รถจีนถูกกว่าครึ่ง ออปชั่นจัดเต็ม

เมื่อก่อนยุโรปขาย “ความหรู” 
วันนี้จีนขาย “ความคุ้ม + เทคล้ำ” 
นวัตกรรมไม่เคยรอใคร และรอบนี้ มังกรวิ่งเร็วกว่าเสือดาวยุโรปไปหลายช่วงตัวแล้ว

**ทีนี้ตาเราบ้าง**
1. ปี 2028 ถนนปารีส ลอนดอน เบอร์ลิน เต็มไปด้วย BYD + MG คุณคิดว่า VW, BMW, Mercedes จะ
A: ปรับตัวทัน  
  หรือ
B: กลายเป็น Nokia แห่งวงการรถยนต์  ที่เคยยิ่งใหญ่แต่หายไป?
2. ไทยเป็นฐานผลิตญี่ปุ่นมาตลอด ถ้ารถจีนยึดยุโรปได้ ไทยควร  ผูกมิตรจีนเพิ่ม  หรือ  อุ้มญี่ปุ่นให้รอด หรือทำทั้ง 2 อย่าง แท็กเพื่อนสายยานยนต์มาคิด
12 พฤษภาคม 2569 / คัดข่าว - หาดใหญ่

ที่มา: JPMorgan Research, ACEA, JATO Dynamics, ข้อมูลจดทะเบียน EU 2025
https://www.facebook.com/100044307350059/posts/1533851104768453/?rdid=7R0PlAsecxHBQZGM#

“ทรัมป์ผู้สร้างชาติจีน” ? ชาวเน็ตจีนแซวทรัมป์ “ชวน เจี้ยนกัว” ผู้สร้างชาติจีน หลังนโยบายแข็งกร้าวดันโลกหันเข้าหาปักกิ่ง นโยบายข่มพันธมิตร–ถล่มอิหร่าน ถูกมองช่วยปักกิ่งเพิ่มอิทธิพลโลก

ใครคือ ผู้สร้างชาติ (จีน) !! ชาวเน็ตจีน เรียกทรัมป์ว่า "Chuan Jian Guo” ชวน เจี้ยนกัว" (川建国) คำเรียกชื่อเล่นเชิงเสียดสี แปลว่า 🇺🇸 "#ทรัมป์ผู้สร้างชาติ (จีน) 🇨🇳

เพราะสิ่งที่ทรัมป์ทำ เช่น การขึ้นภาษีประเทศอื่น ชอบข่มขู่ทำกร่างใส่พันธมิตรเดิมของตัวเอง ความผิดพลาดไปถล่มอิหร่านและนโยบายอื่นๆ  ของทรัมป์ ล้วนส่งผลเสียต่อสหรัฐฯ โดยไม่ได้ตั้งใจ และกลับมีกระแสตีกลับส่งผลให้ประเทศต่างๆ สนใจเปลี่ยนมาคบกับจีน #ถนนทุกสายมุ่งสู่จีน  🇨🇳 ในสายตาชาวเน็ตจีน  ทรัมป์จึงเป็นผู้สร้างชาติ (จีน) โดยแทร่ 🤭 ช่วยให้จีนกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง Make China Great Again !!

เครดิตภาพ : มิตรสหายชาวจีนท่านหนึ่ง

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid02w3zCey6m8PuK2wu6cSwSkEP5H7ESbKb96cDiRWRTgP7SfGKNnygRmZRXLGFw8AyWl&id=1037140385&mibextid=wwXIfr

‘สีจิ้นผิง’ ย้ำสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ เผยผลหารือเศรษฐกิจลุล่วง เน้นประโยชน์ร่วมและความเท่าเทียม ชี้สงครามการค้าไม่มีผู้ชนะ เรียกร้องรักษาแรงขับเคลื่อนบวก

สายสัมพันธ์เศรษฐกิจและการค้าจีน-สหรัฐฯ เอื้อประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย

วันพฤหัสบดี (14 พ.ค.) สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน กล่าวระหว่างหารือกับโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ณ กรุงปักกิ่ง ว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างจีนกับสหรัฐฯ นั้นเกื้อหนุนและเอื้อประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย

สีจิ้นผิงระบุว่าเมื่อวันพุธ (13 พ.ค.) คณะทำงานด้านเศรษฐกิจและการค้าจีน-สหรัฐฯ บรรลุผลลัพธ์เชิงบวกและสมดุลในภาพรวม ซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับประชาชนของทั้งสองประเทศและของโลก

นอกจากนี้ สีจิ้นผิงเผยว่าข้อเท็จจริงได้พิสูจน์หลายครั้งแล้วว่าสงครามการค้าไม่มีผู้ชนะ และการหารือบนพื้นฐานของความเท่าเทียมคือหนทางที่ถูกต้องเพียงหนึ่งเดียวในยามที่มีความเห็นต่างและข้อขัดแย้ง พร้อมเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายร่วมกันรักษาแรงขับเคลื่อนเชิงบวกที่ร่วมสร้างขึ้นมาอย่างยากลำบาก

ที่มา : Xinhua

มหาอำนาจจับตา!! จีน–สหรัฐฯ ถกตะวันออกกลาง ยูเครน เกาหลี และไต้หวันบนโต๊ะเดียว จีนย้ำ “ไต้หวัน” คือประเด็นสำคัญสุดในสัมพันธ์สหรัฐฯ เตือนจัดการพลาดเสี่ยงปะทะตรง

แถลงการณ์จากกระทรวงต่างประเทศจีน

“ผู้นำทั้งสองได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับประเด็นระหว่างประเทศและภูมิภาคที่สำคัญ เช่น สถานการณ์ในตะวันออกกลาง วิกฤตยูเครน และคาบสมุทรเกาหลี

ผู้นำทั้งสองยังเห็นพ้องที่จะสนับสนุนซึ่งกันและกันในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC Economic Leaders’ Meeting) และการประชุมสุดยอด G20 ในปีนี้ให้ประสบความสำเร็จ”
ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กล่าวว่าโลกกำลังเผชิญ “ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ไม่เคยพบในรอบศตวรรษ” และตั้งคำถามสำคัญว่า จีนกับสหรัฐฯ จะสามารถหลีกเลี่ยง “กับดักทูซิดิดีส” (Thucydides Trap) และสร้างรูปแบบความสัมพันธ์มหาอำนาจแบบใหม่ได้หรือไม่
ประธานาธิบดีสี ยังอีกกล่าวว่า เขาและทรัมป์เห็นพ้องร่วมกันในการสร้าง “ความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ ที่มีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์แบบสร้างสรรค์” (constructive China-U.S. relationship of strategic stability)

โดยจีนอธิบายว่า หมายถึง
-ความร่วมมือเป็นแกนหลัก
-การแข่งขันต้องอยู่ในขอบเขตที่ควบคุมได้
-ความขัดแย้งต้องบริหารจัดการได้
-และรักษาสันติภาพระยะยาวที่คาดการณ์ได้

จีนยังย้ำว่า ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศเป็นแบบ “ได้ประโยชน์ร่วมกัน” และความขัดแย้งต่าง ๆ ควรแก้ผ่าน “การหารืออย่างเท่าเทียม”

อีกประเด็นสำคัญคือ จีนย้ำชัดว่า “ไต้หวัน” เป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดในความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ พร้อมเตือนว่า หากจัดการผิดพลาด อาจนำไปสู่ “การปะทะหรือแม้แต่ความขัดแย้งโดยตรง” ระหว่างสองประเทศ

ฝั่งทรัมป์กล่าวว่า เขารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เยือนจีน พร้อมชื่นชมสี จิ้นผิง ว่าเป็น “ผู้นำที่ยิ่งใหญ่” และบอกว่า ความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างเขากับสี จิ้นผิง เป็นความสัมพันธ์ที่ดีที่สุดและยาวนานที่สุดระหว่างผู้นำของสองประเทศ
ทรัมป์ยังกล่าวว่า สหรัฐฯ ต้องการเห็นจีนประสบความสำเร็จ และต้องการร่วมมือกับจีนเพื่อผลักดันความสัมพันธ์ทวิภาคีให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น

“กับดักทูซิดิดีส” (Thucydides Trap) คือแนวคิดที่อธิบายว่า เมื่อมหาอำนาจเดิมรู้สึกถูกท้าทายจากมหาอำนาจใหม่ที่กำลังเติบโต ความหวาดระแวงและการแข่งขันระหว่างทั้งสองฝ่ายอาจนำไปสู่สงครามได้ แม้ไม่มีใครต้องการสงครามตั้งแต่แรก

แนวคิดนี้มาจาก “ทูซิดิดีส” (Thucydides) นักประวัติศาสตร์กรีกโบราณ ที่อธิบายว่าสงครามระหว่าง “สปาร์ตา” (Sparta) และ “เอเธนส์” (Athens) เกิดจากการที่สปาร์ตาหวาดกลัวอำนาจที่เพิ่มขึ้นของเอเธนส์ ปัจจุบันคำนี้มักถูกใช้เปรียบเทียบกับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ ซึ่งเป็นมหาอำนาจเดิม กับจีนที่กำลังผงาดขึ้นมาแข่งขันในเวทีโลก

แถลงการณ์จากกระทรวงต่างประเทศจีน:
https://www.fmprc.gov.cn/.../202605/t20260514_11910330.html

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1295882209366803/?rdid=lGkd9MGA8n0DYS53#

ฟีฟ่ากุมขมับ!! ‘จีน–อินเดีย’ ตกรอบบอลโลก แถมเมินซื้อลิขสิทธิ์ จากหวังโกยเงิน ‘จีน–อินเดีย’ สู่ดีลล่ม ทำรายได้ตลาดยักษ์สะดุด

ฟีฟ่ากุมขมับ 'จีน-อินเดีย' ตกรอบ แถมเมินซื้อลิขสิทธิ์บอลโลก

สื่ออังกฤษ เดอะการ์เดียน รายงานว่าจานนี อินฟานติโน (Gianni Infantino) ประธานฟีฟ่า (#FIFA) ถึงกับ “นอนไม่หลับ” ในช่วงนี้ เพราะปวดหัวอย่างหนักหลังจีนและอินเดียปฏิเสธที่จะเซ็นสัญญาซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก

เดิมทีการเพิ่มจำนวนทีมในฟุตบอลโลกเป็น 48 ทีม ก็เพื่อปูทางให้จีนและอินเดียผ่านเข้ารอบ หวังจะกอบโกยผลกำไรมหาศาลจากค่าลิขสิทธิ์และสปอนเซอร์จากตลาดประชากรรวม 2.7 พันล้านคน แต่ผลปรากฏว่านอกจากจีนและอินเดียจะไม่ผ่านเข้ารอบแล้ว ทั้งสองประเทศยังไม่ยอมทุ่มเงินซื้อลิขสิทธิ์ในราคาสูงอีกด้วย

ในทางกลับกัน ประเทศเล็กๆ อย่าง กาบูเวร์ดี (Cape Verde) ประเทศเกาะที่ตั้งอยู่บริเวณนอกชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของแอฟริกา (ประชากร 5.7 แสนคน) และ กือราเซา (Curaçao) (ประชากร 1.5 แสนคน) กลับทะลุเข้าสู่รอบสุดท้ายเป็นครั้งแรก ทำเอาฟีฟ่าถึงกับเหงื่อตก

จีน: ฟีฟ่าเสนอราคาเริ่มต้นที่ 250-300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อทัวร์นาเมนต์ (ก่อนจะยอมลดลงเหลือ 120-150 ล้านดอลฯ) แต่สถานีโทรทัศน์ CCTV ของจีนตั้งราคาในใจไว้เพียง 60-80 ล้านดอลฯ เท่านั้น การเจรจาจึงล่มไม่เป็นท่า

อินเดีย: แพ็กเกจลิขสิทธิ์รวม 2 ทัวร์นาเมนต์ถูกหั่นราคาจาก 100 ล้านดอลลาร์ฯ เหลือเพียง 35 ล้านดอลลาร์ฯ แต่ JioStar สื่อท้องถิ่นของอินเดียยอมจ่ายสูงสุดแค่ 20 ล้านดอลฯ ดีลนี้จึงถูกปัดตกไป

ความเจ็บปวดของฟีฟ่าคือการขาดจีนและอินเดียไป ทำให้สูญเสียรายได้ส่วนเพิ่มจากค่าลิขสิทธิ์ไปถึง 30% แม้จะมี 175 ประเทศทั่วโลกเซ็นสัญญาซื้อลิขสิทธิ์ไปแล้ว แต่กลับขาดตลาดใหญ่อันดับ 1 และ 2 ของโลกที่มีประชากรรวมกันเกือบ 3 พันล้านคนไปเสียอย่างนั้น

แม้จะอ้าง "โลกาภิวัตน์ ฟุตบอลไร้พรมแดน" แต่ความในใจที่แท้จริงคือฟีฟ่าต้องการคือทีมชาติจากประเทศมหาอำนาจที่ทำเงินได้ ไม่ใช่ทีมน้องใหม่จากประเทศเล็กๆ

ที่มา : Jeenthainews

https://www.facebook.com/100059514523438/posts/1347620260565112/?rdid=W7slyLXZFG3HDitJ#

จีนลุยปรับทัศน์โลก!! หลีกกับดักธูซิดิดีส เสนอทางเลือกอยู่ร่วมกัน เน้นภูมิปัญญาดั้งเดิมจีน ต้านเกมแข่งเบอร์หนึ่งโลก

ออกจากกับดักธูซิดิดีส (Thucydides Trap)

สู่กระบวนทัศน์แบบจีน. : อยู่ร่วมกันภายใต้ฟ้า มิใช่แข่งกันเป็นเบอร์หนึ่ง

โลกถูกครอบงำด้วยตรรกะแห่ง "ตัวเลข"  ใครเป็นเบอร์หนึ่ง ใครเป็นเบอร์สอง นี่คือกรอบคิดที่งอกงามบนแผ่นดินตะวันตก และถูกทำให้ดูเหมือนเป็น "ธรรมชาติ" เหลือเกินของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความจริงไม่ใช่อย่างนั้น

ผมเชื่อว่า จีนไม่ควรเล่นเกมนี้ และดูเหมือนจีนก็ไม่คิดจะเล่น เพราะการยอมรับว่าตนเป็น "หมายเลขสอง" ก็เท่ากับยอมรับว่าเกมการจัดอันดับที่อีกฝ่ายกำหนดขึ้นมานั้นชอบธรรมแล้ว การดิ้นรนเป็น "หมายเลขหนึ่ง" คือการวิ่งตามเงื่อนไขที่คนอื่นวางไว้ต่างหาก

ถึงเวลาที่เราทั้งโลกควรพิจารณา การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ จากกรอบคิดแข่งขันชิงอันดับ ไปสู่แนวทางการต่างประเทศที่ต่างก็มีรากฐานมาจากอารยธรรมของตนเอง

กับดักธูซิดิดีส: มายาคติจากกรอบคิดตะวันตก

เกรแฮม แอลลิสัน ศาสตราจารย์จากฮาร์วาร์ดชี้ว่าเมื่อมหาอำนาจเกิดใหม่เผชิญหน้ากับมหาอำนาจเดิม สงครามเกิดขึ้นใน 12 จาก 16 กรณีที่ศึกษา

แต่คำถามที่ควรตั้งอย่างถึงรากคือ: ทำไมต้องยอมรับว่าตนคือ "ผู้ท้าทาย"? กับดักนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าทุกรัฐต้องการเป็น "เบอร์หนึ่ง" ในระบบพีระมิด นี่คือวิธีคิดแบบตะวันตกที่ถูกทำให้ดูเป็นสากล กับดักธูซิดิดีสจึงเป็นกับดักทางความคิดเป็นเสียยิ่งกว่าอาวุธทางความคิดและเคล็ดลับเชิงยุทธศาสตร์

เหตุใดจึงเชื่อว่าจีนจะไม่เดินตามเกมนี้

หนึ่ง: ประวัติศาสตร์การต่างประเทศที่ต่างออกไปมาก งานศึกษาประวัติศาสตร์หลายชิ้นชี้ว่า แม้ในยุครุ่งเรือง จีนก็ไม่ได้ส่งกองเรือและผู้คนไปตั้งอาณานิคมในต่างแดนแบบชาติตะวันตก การเดินทางของ แม่ทัพเรือเจิ้งเหอ ในศตวรรษที่ 15 เป็นไปเพื่อการทูตและการค้า มากกว่าการยึดครอง

สอง: ภูมิปัญญาดั้งเดิมที่ยังมีชีวิต ภูมิปัญญาจีนโบราณมิใช่ซากปรักหักพังหรือเป็นโบราณวัตถุล้ำค่าในพิพิธภัณฑ์ หากแต่ยังมีชีวิตในวิธีคิดและวิธีตัดสินใจของผู้นำจีนร่วมสมัย ตัวอย่างที่ชัดเจนคือคำสอนของเล่าจื๊อและขงจื่อ

เล่าจื๊อสอนว่า "ผู้รู้จักพอจะไม่ต้องอับอาย" หลักการนี้แปลเป็นการต่างประเทศได้ว่า: มหาอำนาจที่ไม่รู้จัก "พอ" ต้องการขยายอำนาจไปทุกภูมิภาค ต้องการเป็นผู้นำในทุกเรื่อง ต้องการให้ทุกประเทศยอมรับตนเป็นศูนย์กลาง จะลงเอยด้วยความอัปยศและการล่มสลายเช่นเดียวกับทุกจักรวรรดิที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์

ตรงกันข้าม การรู้จักที่จะ "พอ" ในการต่างประเทศหมายถึงการรู้ว่าขอบเขตอิทธิพลที่เหมาะสมของตนอยู่ตรงไหน การไม่พยายามครอบงำทุกเรื่อง และการปล่อยให้ประเทศอื่นมีพื้นที่ของตนเอง นี่คือวิธีคิดที่อธิบายว่าทำไมจีนจึงไม่ส่งทหารไปทั่วโลกแบบสหรัฐ แม้จะมีศักยภาพทางเศรษฐกิจและการทหารที่จะทำเช่นนั้นได้

ขงจื่อสอนว่า "อย่าทำแก่ผู้อื่นในสิ่งที่ตนไม่ปรารถนา" ในการต่างประเทศ หลักการนี้แปลว่า: จีนรู้ว่าการถูกมหาอำนาจอื่นย่ำยีเป็นอย่างไร จากสนธิสัญญานานกิงหลังสงครามฝิ่น ไปจนถึงการถูกญี่ปุ่นรุกรานในสงครามโลกครั้งที่สอง ความเจ็บปวดจากการตกเป็นเหยื่อของจักรวรรดินิยมนี้เองที่ทำให้จีน "ไม่อยาก" เป็นจักรวรรดิ และไปทำแบบนั้นกับประเทศอื่นที่เข้มแข็งทางการทหารน้อยกว่า

ผมคิดว่านี่มิใช่แค่ศีลธรรมที่กล่าวลอย ๆ แต่เป็นรูปธรรมในการกำหนดนโยบาย: การไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น การไม่ส่งออกระบอบการเมืองของตน และการเน้นความสัมพันธ์แบบประโยชน์ร่วมกัน ทั้งหมดนี้สามารถโยงกลับไปหาหลักการ "อย่าทำแก่ผู้อื่นในสิ่งที่ตนไม่ปรารถนา" ของขงจื่อได้

คำสอนเหล่านี้ไม่ใช่แค่ "คำพูด" ในตำรา ผู้นำจีนร่วมสมัยอ้างอิงคำสอนเหล่านี้ในสุนทรพจน์สำคัญหลายครั้ง โดยเฉพาะเมื่อกล่าวถึงนโยบายต่างประเทศและการสร้างภาพลักษณ์ของจีนในเวทีโลก

สาม: จุดยืนที่ปรากฏมาต่อเนื่อง จีนเสนอแนวคิด "ประชาคมร่วมอนาคตมนุษยชาติ" และ "หลักการอยู่ร่วมกันอย่างสันติห้าประการ" มาตั้งแต่ทศวรรษ 1950 ก่อนจะมีกำลังทางเศรษฐกิจและการทหารมากมายเช่นทุกวันนี้

.

สี่: ความเสี่ยงที่สูงเกินรับได้ ในยุคอาวุธนิวเคลียร์ การเล่นเกมชิงความเป็นเบอร์หนึ่งตามบทธูซิดิดีส แม้ "ชนะ" ก็คือการแพ้ ซุนวูสอนไว้ว่า "การชนะโดยไม่ต้องรบคือยอดแห่งยุทธศาสตร์" ต่างหาก

กระบวนทัศน์การต่างประเทศแบบจีน: สามแนวคิดหลัก

หนึ่ง: "ใต้หล้า" (เทียนเซี่ย) ทุกสิ่งภายใต้ฟ้าเดียวกัน

แนวคิดโบราณนี้มองโลกเป็นหนึ่งเดียวภายใต้ฟ้า ไม่มีรัฐใดเป็นเจ้าของฟ้า จักรพรรดิจีนถูกเรียกว่า "โอรสแห่งสวรรค์" (เทียนจื่อ)  ซึ่งแปลว่า "ผู้รับใช้สวรรค์" มากกว่า "เจ้าแห่งฟ้า"

เหตุใดภายใต้ฟ้านี้จึงไม่มีใครเป็นจ้าวได้? เพราะฟ้าในที่นี้หมายถึงระเบียบธรรมชาติที่สมบูรณ์ในตัวเอง ไม่ต้องการผู้ปกครอง ฟ้ากว้างใหญ่เกินกว่าใครจะครอบครอง แม้แต่จักรพรรดิก็เป็นเพียงผู้รับมอบหมายชั่วคราว ที่สามารถถูกถอดถอนได้หากไร้คุณธรรม การอ้างตนเป็นจ้าวคือต้นตอของสงครามและความพินาศ ดังที่ทุกจักรวรรดิล้วนล่มสลายจากการแผ่ขยายเกินตัว

สอง: "วิถีราชา" (หวางเต้า) ปกครองด้วยคุณธรรม ไม่ใช่กำลัง

ขงจื่อแยกแยะระหว่าง "วิถีราชา" — ปกครองด้วยคุณธรรมและความชอบธรรม กับ "วิถีอำนาจ" (ป้าเต้า) 

ปกครองด้วยกำลังบังคับ ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา สหรัฐมักถูกวิจารณ์ว่าใช้แนวทางหลังผ่านการตั้งฐานทัพทั่วโลกและการใช้มาตรการทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือ

แนวคิด "วิถีราชา" เสนอทางเลือก: การทำให้ประเทศอื่นสมัครใจร่วมมือ เพราะเห็นประโยชน์ร่วมกัน โดยไม่ต้องประกาศตนเป็นผู้นำ

สาม: "ความสมานฉันท์" (เหอ) อยู่ร่วมในความแตกต่าง

"ความสมานฉันท์" แบบจีนยอมรับความแตกต่างหลากหลาย แต่แสวงหาการอยู่ร่วมอย่างสงบ คล้ายอาหารจีนที่ใช้เครื่องปรุงหลากรส แต่เมื่อผสมแล้วกลายเป็นรสสมดุล

นัยของแนวคิดนี้คือ: ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนระบอบการเมืองของใคร ไม่ต้องกำหนดให้ผู้อื่นเป็นเหมือนตน แต่ยอมรับว่าโลกมีหลายระบบและทั้งหมดสามารถอยู่ร่วมกันได้ ความคิดนี้ก้าวหน้ามาก แม้จะคิดมาเมื่อหลายพันปีแล้ว

จากพีระมิดสู่จักรวาลแห่งดวงดาว

อาจกล่าวได้ว่า โลกแบบอเมริกันคือ พีระมิด มีจุดยอดเดียว ทุกสิ่งลดหลั่นกันลงมา

ส่วนโลกตามแนวคิดนี้คือ จักรวาลแห่งดวงดาว ทุกดวงมีแสงในตัวเอง ไม่มีใครเป็นศูนย์กลาง แต่ทุกดวงส่งอิทธิพลถึงกัน

ในระบบนี้ เราไม่จำเป็นต้องเป็นศูนย์กลาง อาจเป็นเพียง "ดาวเหนือ" ดาวที่ไม่ได้สว่างที่สุด แต่เป็นที่หมายในการเดินทาง เพราะดาวดวงนี้ นิ่ง และ มั่นคง

แนวคิดเหล่านี้อธิบายจีนทุกวันนี้อย่างไร?

อาจถามกันว่า ก็แล้วหลักการโบราณเหล่านี้จะช่วยให้เราเข้าใจท่าทีของจีนในปัจจุบันได้จริงหรือ คำตอบคือ ได้ และอาจอธิบายได้ดีกว่าการมองผ่านกรอบคิดตะวันตกเสียด้วยซ้ำ ขอให้ทำใจเป็นกลาง คิดต่อไป

ประการแรก: การไม่ส่งทหารไปรบในต่างแดน

นับจากสงครามกับเวียดนามในปี 1979 จีนไม่เคยส่งกำลังทหารเข้าสู่ความขัดแย้งขนาดใหญ่ในต่างประเทศอีกเลย — ผิดกับสหรัฐ ขออภัยที่ต้องเอ่ยถึง — ที่ผ่านสงครามอ่าวเปอร์เซีย อัฟกานิสถาน อิรัก และปฏิบัติการทางทหารในลิเบีย ซีเรีย และเร็วนี้ต่อสู้กับอิหร่าน

ในทางตรงข้าม ยิ่งจีนแข็งแกร่งยิ่งขึ้นทางเศรษฐกิจและการทหารมากเท่าใด ดูจีนจะ "ระมัดระวัง" มากขึ้นเท่านั้น

นี่ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่สอดคล้องกับหลัก "วิถีราชา" และคำสอนของซุนวูที่ว่า "การชนะโดยไม่ต้องรบคือยอดแห่งยุทธศาสตร์"

ประการที่สอง: ยุทธศาสตร์ "หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง"

แทนที่จะตั้งฐานทัพเหมือนมหาอำนาจตะวันตก จีนเลือกที่จะสร้างถนน ท่าเรือ ทางรถไฟ และโครงสร้างดิจิทัล ในประเทศยากจนหรือกำลังพัฒนา ใช้การลงทุนและการค้าเป็นเครื่องมือหลัก แทนการใช้กำลังทหาร นักวิจารณ์อาจมองว่านี่คือ "กับดักหนี้" หรือการขยายอิทธิพลรูปแบบใหม่ ต้องดูต่อไป แต่จากมุมมองของกระบวนทัศน์จีน นี่คือการเดินตาม "วิถีราชา" — ทำให้ประเทศอื่นเห็นประโยชน์ร่วมกัน และสมัครใจร่วมมือ โดยไม่ต้องใช้กำลังบังคับ และผู้นำอัฟริกาและละตินอเมริกาจำนวนไม่น้อยออกมาแสดงทัศนะเช่นนี้เองเสียด้วยซ้ำ

ประการที่สาม: ท่าทีต่อความขัดแย้งในทะเลจีนใต้

แม้จะมีข้อพิพาททางดินแดนทางทะเลกับหลายประเทศในอาเซียน จีนเลือกที่จะเจรจาทวิภาคีและผลักดัน "แนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้" แทนการใช้กำลัง แม้จะมีปฏิบัติการสร้างเกาะที่ถูกวิจารณ์หนัก แต่จีนก็ยังไม่เคยเปิดฉากยิงก่อน

นี่สะท้อนแนวคิด "ความสมานฉันท์" การยอมรับว่ามีความขัดแย้ง แต่เลือกที่จะจัดการผ่านการเจรจา ไม่ใช่สงคราม

ประการที่สี่: การตอบสนองต่อแรงกดดันจากสหรัฐ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมื่อสหรัฐใช้มาตรการกีดกันทางการค้า คว่ำบาตรบริษัทเทคโนโลยีจีน และเสริมกำลังในอินโดแปซิฟิก จีนตอบโต้ด้วยมาตรการทางเศรษฐกิจและการทูต แต่หลีกเลี่ยงการปะทะทางทหารโดยตรง นับตั้งแต่ปี 1979 เป็นต้นมา สงครามกับเวียดนามในปีนั้น เป็นต้นมา จีนไม่มีสงครามกับประเทศใด เว้นแต่การปะทะตามชายแดนบ้าง

นี่คือ "อู๋เหวย" หรือ "การไม่ฝืนธรรมชาติ" "เข้าใจกระแส เข้าใจทิศทาง" ก็สำเร็จผลแล้ว โดยไม่ต้องทำอะไร ในทางปฏิบัติคือไม่ตอบสนอง ไม่ถลำทำตามบทที่อีกฝ่ายคาดหวัง หรือวางหลุมพรางเอาไว้ ไม่ตกหลุมพรางทางความคิดที่ยกระดับความขัดแย้งให้อาจบานปลายไปสู่สงครามได้

ประการที่ห้า: "ประชาคมร่วมอนาคตมนุษยชาติ"

นี่ไม่ใช่แค่วาทกรรมทางการทูต หากแต่เป็นการแปลแนวคิด "ใต้หล้า" ให้เป็นภาษาสมัยใหม่ โลกที่ทุกประเทศอยู่ร่วมกันภายใต้ฟ้าเดียวกัน โดยไม่มีใครเป็นเจ้าของหรือเป็นเบอร์หนึ่งแต่เพียงผู้เดียว

ท่าทีที่เป็นไปได้ต่อสหรัฐ

ภายใต้แนวคิดนี้ ท่าทีที่อาจเกิดขึ้นคือ:

"เราอยู่ภายใต้ฟ้าเดียวกัน ท่านมีวิถีของท่าน เรามีวิถีของเรา เราอาจอยู่ร่วมกันด้วยความเคารพซึ่งกันและกัน และช่วยกันดูแลโลกใบนี้"

นี่คือการเสนอทางเลือกที่สาม ไม่ยอมจำนน ไม่ต่อต้าน แต่ "อยู่ร่วมอย่างเสมอภาคในความแตกต่าง"

บทสรุป

การเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการแข่งขันเป็นเบอร์หนึ่ง ไปสู่การอยู่ร่วมภายใต้ฟ้า ไม่ใช่การ "ถอย" แต่คือการ "ก้าวข้าม" กรอบคิดเดิม

กับดักธูซิดิดีสเป็นเรื่องจริงสำหรับผู้ที่เล่นเกมแห่งอำนาจ แต่สำหรับผู้ที่เลือกอยู่นอกเกม มันไม่มีกับดักใด ๆ ให้ติด

นี่คือหลัก "อู๋เหวย" หรือ "การไม่ฝืนธรรมชาติ" ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: การไม่ตอบสนองตามบทที่อีกฝ่ายคาดหวัง การไม่กระทำตามแรงยั่วยุ

หากมองในทางปฏิบัติ นี่คือการเสนอให้ระบบระหว่างประเทศเปลี่ยนจากสนามประลองที่มีผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว ไปเป็นพื้นที่ที่อำนาจกระจายตัว ต่างฝ่ายต่างรักษาเกียรติภูมิของตนโดยไม่ต้องหักล้างอีกฝ่ายให้ย่อยยับ

สุดท้ายแล้ว คำถามไม่ใช่ "ใครจะเป็นเบอร์หนึ่ง" หากแต่เป็น: เราจะอยู่ร่วมกันในโลกที่ไม่มีใครเป็นเบอร์หนึ่งได้หรือไม่

ความตั้งใจของผู้เขียน

บทความนี้เขียนขึ้นด้วยความหวังว่า สหรัฐจะเข้าใจจีนมากขึ้น — ไม่ใช่ในฐานะ "ศัตรู" หรือ "คู่ท้าทาย" ตามกรอบคิดแบบธูซิดิดีส แต่ในฐานะอารยธรรมที่มีวิธีคิด ภูมิปัญญา และจารีตการต่างประเทศเป็นของตนเอง

การเข้าใจจีนจากวิธีคิดของจีน ไม่ใช่จากการคาดเดาด้วยกรอบคิดตะวันตก อาจเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่ไม่มีใครต้องการ และนำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างมีเกียรติและเท่าเทียมในโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านนี้

เอนก เหล่าธรรมทัศน์

ภาคีราชบัณฑิต

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1487547926078596&id=100044702075274&post_id=100044702075274_1487547926078596&rdid=sy8dIYxAsUR2Jz5g#

พญาอินทรีย์ไม่ควรกลัวมังกร!! ฟ้ากว้างพอให้สองมหาอำนาจ จากความกลัวจีนสู่ทางออกใหม่ สหรัฐฯ ต้องเลิกยึดติดเบอร์หนึ่ง แล้วแข่งกันสร้างคุณูปการต่อมนุษยชาติ

พญาอินทรีย์กับมังกร: เหตุใดอเมริกาจึงไม่ควรกลัวจีน

ผมเฝ้ามองความหวาดกลัวที่กำลังก่อตัวขึ้นในจิตวิญญาณของสหรัฐอเมริกาด้วยความรู้สึกสลดใจ

สหรัฐคือมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ร่วมสมัย แต่วันนี้ เสียงกระพือปีกของมังกรจากบูรพาทิศกลับทำให้หัวใจของพญาอินทรีย์สั่นไหว ความกลัวที่จะสูญเสียตำแหน่งหมายเลขหนึ่งของโลกกำลังกัดกร่อนจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่ของอเมริกาให้หดเล็กลงทุกขณะ

ถามด้วยความเคารพว่า เหตุใดจึงต้องกลัว

หนึ่ง: จีนไม่ใช่ "ภัยเหลือง" และสหรัฐไม่ใช่ชาติผิวขาว

ความกลัวจีนที่กำลังแพร่ระบาดในวาทกรรมตะวันตกมีรากเหง้าลึก ๆ มาจากปมทางประวัติศาสตร์ นั่นคือภาพหลอนเรื่อง "ภัยเหลือง" ที่หลอกหลอนจิตสำนึกตะวันตกมานับร้อยปี นี่คืออคติ มิใช่ความจริง จีนไม่ใช่ภัยคุกคามจากชนชาติอื่นที่เป็นอื่นโดยสิ้นเชิง จีนคืออารยธรรมเก่าแก่ที่สอนคนให้รู้จักความพอดี รู้จักกาลเวลา รู้จักรอคอย จีนในปัจจุบันคือผลผลิตของการฟื้นตัวจากความเจ็บปวดนับร้อยปีจากการถูกเหยียบย่ำโดยมหาอำนาจตะวันตกนั่นเอง การที่จีนลุกขึ้นยืนได้อีกครั้ง ไม่ใช่การลุกขึ้นมาเพื่อแก้แค้น หากแต่คือการทวงคืนศักดิ์ศรีที่สูญหายและสหรัฐเองก็ไม่ใช่ชาติผิวขาว สหรัฐคือชาติที่สร้างขึ้นจากความคิด จากอุดมการณ์ จากความฝันของผู้อพยพทุกสีผิวที่หนีการกดขี่มาแสวงหาอิสรภาพ หากสหรัฐหลงลืมสิ่งนี้แล้วหันไปยึดติดกับความเป็นหนึ่งบนฐานของความเหนือกว่าทางชาติพันธุ์ นั่นคือการทรยศต่อจิตวิญญาณของตนเอง ทั้งพุทธธรรมและคำสอนของพระเยซูต่างชี้ตรงกันว่า การยึดติดในอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์เป็นบ่อเกิดแห่งความมืดบอดทางจิตวิญญาณ เปาโลอัครทูตสอนไว้ในจดหมายถึงคริสตจักรกาลาเทียว่า "ไม่มียิวหรือกรีก ไม่มีทาสหรือไท" เพราะเมื่อเข้ามาอยู่ในพระคริสต์แล้ว อัตลักษณ์ที่โลกใช้แบ่งแยกมนุษย์ล้วนหมดความหมาย ทุกคนมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน นี่คือหัวใจของความเป็นสากลที่สหรัฐควรยึดถือ

สอง: ความกลัวเป็นเครื่องพันธนาการที่ใหญ่หลวงที่สุด

ในทัศนะของพุทธศาสนานิกายเซ็น จิตที่หวาดกลัวคือจิตที่ถูกพันธนาการ

สหรัฐในวันนี้กำลังถูกพันธนาการด้วยความกลัวการสูญเสียสถานะ กลัวการถูกแทนที่ กลัวว่ามังกรจะบินสูงกว่าอินทรีย์ ความกลัวนี้ทำให้การตัดสินใจหลายอย่างผิดพลาด ตั้งแต่สงครามการค้าที่ทำร้ายทั้งสองฝ่าย ไปจนถึงการสร้างภาพศัตรูที่เกินจริงท่านเล่าจื๊อสอนว่า ผู้ที่รู้จักผู้อื่นนั้นถือว่าดี แต่ผู้ที่รู้จักตัวเองอย่างถ่องแท้ด้วยนั้น ดีกว่าเสียอีก ถือเป็นผู้ตื่นรู้ที่แท้จริง สหรัฐต้องรู้จักตนเองให้ลึกซึ้งกว่านี้ ไม่ใช่เพียงรู้จักจีนในฐานะศัตรู การปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นในตำแหน่งหมายเลขหนึ่งมิใช่การยอมแพ้ มันคือการหลุดพ้นจากกรงขังที่ตนเองสร้างขึ้น เมื่อใดที่จิตใจเป็นอิสระจากความกลัว เมื่อนั้นการกระทำจึงจะเต็มเปี่ยมด้วยปัญญาและพลัง

สาม: วิถีแห่งเต๋ากับการอยู่ร่วมของสองขั้วอำนาจ

โลกไม่ได้มีที่ทางให้เพียงหนึ่งมหาอำนาจอีกต่อไป นี่คือความจริงที่เราต้องยอมรับ

ในคัมภีร์เต๋า ทุกสิ่งในจักรวาลดำรงอยู่เป็นคู่ตรงข้ามที่ส่งเสริมกัน หยินและหยางมิได้มีไว้ทำลายกัน แต่มีไว้ถ่วงดุลและเติมเต็มซึ่งกันและกัน หากสหรัฐเป็นหยางที่แข็งแกร่ง หนักแน่น จีนก็เป็นหยินที่อ่อนนุ่ม ยืดหยุ่น แต่แฝงไว้ด้วยพลังมหาศาลผมขอเสนอดังนี้ : แทนที่พญาอินทรีย์จะเสียเรี่ยวแรงไปกับการพยายามโฉบมังกรให้ร่วงลงจากฟ้า อินทรีย์ควรเรียนรู้ที่จะบินเคียงคู่ไปกับมังกร ฟ้ากว้างใหญ่พอสำหรับทั้งสองการแข่งขันกันอย่างสันติด้วยเกียรติยศคือหนทาง มิใช่การพยายามทำลายล้างกัน

สี่: Moral Hegemony ที่แท้จริงคือการแข่งขันเพื่อโลก มิใช่เพื่อตน

ผมขอเสนอให้สหรัฐทบทวนความหมายของคำว่า "ความเป็นที่หนึ่ง" เสียใหม่

ความเป็นที่หนึ่งที่แท้จริงมิได้วัดกันที่ขนาดของเศรษฐกิจหรือจำนวนเรือรบ แต่วัดกันที่คุณูปการต่อมวลมนุษยชาติ สหรัฐเคยเป็นที่หนึ่งในใจคนทั้งโลกมาแล้ว มิใช่เพราะระเบิดปรมาณู แต่เพราะแผนมาร์แชลล์ที่ช่วยฟื้นฟูยุโรป เพราะการส่งมนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์ในนามของมวลมนุษย์ ลองคิดดูเถิด หากสหรัฐและจีนเปลี่ยนการแข่งขันจากการสะสมอาวุธมาเป็นการแข่งขันกันแก้ปัญหาโลกร้อน แข่งขันกันขจัดความอดอยากในแอฟริกา แข่งขันกันพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อคนยากจน นั่นจะเป็นการแข่งขันที่สูงส่งเพียงใด นี่คือ Moral Hegemony ที่ผมเสนอ คือการเป็นมหาอำนาจทางศีลธรรม ที่ยิ่งใหญ่เพราะโลกต้องการ มิใช่เพราะโลกเกรงกลัว

ห้า: ความภูมิใจที่แท้จริงของพญาอินทรีย์

ผมอยากเรียนต่อพี่น้องชาวอเมริกันด้วยความจริงใจว่า การเป็นส่วนหนึ่งของสองมหาอำนาจที่แข่งขันกันเพื่อความดีงามของโลกนั้น น่าภูมิใจกว่าการเป็นมหาอำนาจเดียวที่ครอบครองโลกด้วยความหวาดระแวง

โลกหมุนไปข้างหน้า การเปลี่ยนผ่านอำนาจเป็นเรื่องธรรมดาของประวัติศาสตร์ ผู้ที่เข้าใจและโอบรับความเปลี่ยนแปลงด้วยจิตใจที่สงบและกว้างขวางต่างหากคือผู้ที่ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง สหรัฐไม่ต้องกลัวจีนและสหรัฐไม่ต้องกลัวการเป็นที่สองเพราะในโลกที่ซับซ้อนใบนี้ ไม่มีใครเป็นที่หนึ่งหรือที่สองอย่างสมบูรณ์อีกต่อไป เราทุกคนล้วนต้องพึ่งพากันและกัน จีนต้องการสหรัฐ และสหรัฐก็ต้องการจีน นี่คือความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ พญาอินทรีย์จะยังคงยิ่งใหญ่ หากมันเข้าใจว่าความยิ่งใหญ่ที่แท้จริงอยู่ที่การโอบอุ้มโลกด้วยปีกที่แข็งแกร่ง มิใช่การกางปีกปกคลุมโลกด้วยเงามืดแห่งความกลัวและนั่นคือสิ่งที่ผมภาวนาอยากให้เกิดขึ้น ด้วยความรักและความปรารถนาดี จากมิตรจากแดนไกลและทายาททางความคิดของตะวันตกที่บัดนี้ผสานเข้ากับความคิดตะวันออก

เอนก เหล่าธรรมทัศน์

ภาคีราชบัณฑิต

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1487547662745289&id=100044702075274&post_id=100044702075274_1487547662745289&rdid=TFeQONxa0E3og0g6#

‘สีจิ้นผิง’ เตรียมเยือนสหรัฐฯ !! ฤดูใบไม้ร่วงนี้ ตามคำเชิญ ‘ทรัมป์’ หลังประชุมปักกิ่งจบด้วยสัญญาณบวก เดินหน้าสานต่อสัมพันธ์ จีน–สหรัฐฯ หวังสร้างผลลัพธ์ใหม่สองมหาอำนาจ

สีจิ้นผิงเตรียมเยือนสหรัฐฯ ช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ ตามคำเชิญจากทรัมป์

เมื่อวันศุกร์ (15 พ.ค.) หวังอี้ นักการทูตระดับสูงของจีน เปิดเผยว่าสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน จะเดินทางเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการในช่วงฤดูใบไม้ร่วงของปีนี้ตามคำเชิญจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งเยือนจีนอย่างเป็นทางการในวันที่ 13-15 พ.ค. ที่ผ่านมา

หวังเปิดเผยเรื่องดังกล่าวขณะแถลงข่าวเกี่ยวกับการพบปะหารือระหว่างสีจิ้นผิงกับทรัมป์ที่เพิ่งเสร็จสิ้นในกรุงปักกิ่ง โดยหวังเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายทำงานร่วมกันเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับปฏิสัมพันธ์และการแลกเปลี่ยนระหว่างผู้นำสองประเทศ บ่มเพาะบรรยากาศที่เกื้อหนุน และสร้างผลลัพธ์เพิ่มขึ้น

ที่มา : Xinhua

‘ปูติน’ เยือนจีน!! เปิดฉากความร่วมมือรอบด้าน รัสเซีย–จีน ยกระดับสัมพันธ์ไร้ขีดจำกัด ‘ปูติน’ ชูความไว้ใจ ความร่วมมือแบบได้ประโยชน์ร่วมกัน ชี้ศักยภาพความร่วมมือยังไร้ขีดจำกัด

ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย เดินทางเยือนกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีน ตามคำเชิญของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในฐานะส่วนหนึ่งของความพยายามร่วมกันเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์รอบด้านระหว่างสองประเทศ และปลดล็อกศักยภาพที่แทบไร้ขีดจำกัดของความร่วมมือรัสเซีย–จีน

ปูตินกล่าวว่า “ปัจจุบัน ความสัมพันธ์รัสเซีย–จีนได้ก้าวขึ้นสู่ระดับที่ไม่เคยมีมาก่อนอย่างแท้จริง ลักษณะพิเศษของความสัมพันธ์นี้สะท้อนผ่านบรรยากาศแห่งความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ความมุ่งมั่นในการดำเนินความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกันและเป็นธรรม การเจรจาด้วยความเคารพ และการสนับสนุนซึ่งกันและกันในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์หลักของทั้งสองประเทศ รวมถึงการปกป้องอธิปไตยและเอกภาพแห่งรัฐ”

ประธานาธิบดีรัสเซียย้ำว่า “การค้าระหว่างรัสเซียกับจีนยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยได้ทะลุระดับ 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐไปนานแล้ว ขณะที่การชำระเงินระหว่างกันในปัจจุบันดำเนินการเกือบทั้งหมดด้วยสกุลเงินรูเบิลและหยวน”

รัสเซียมีความสนใจที่จะทำให้ประชาชนของจีนและรัสเซียใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น ส่งเสริมความเข้าใจซึ่งกันและกัน และเปิดรับสิ่งดีงามจากขนบธรรมเนียมและมรดกทางวัฒนธรรมอันรุ่มรวยของทั้งสองประเทศ
ปูตินกล่าวเพิ่มเติมว่า “ด้วยเหตุนี้ เราจึงยินดีต่อการริเริ่มระบบยกเว้นวีซ่าระหว่างกันของสองประเทศ ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกต่อการแลกเปลี่ยนทางธุรกิจและการท่องเที่ยว รวมถึงเปิดโอกาสใหม่ ๆ สำหรับการสื่อสารและการติดต่อระหว่างประชาชนรัสเซียและจีน”

เขายังเน้นย้ำว่า รัสเซียและจีนสนับสนุนความร่วมมือเชิงรุกผ่านองค์การสหประชาชาติ องค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ กลุ่ม BRICS และกลไกพหุภาคีอื่น ๆ โดยมีส่วนสำคัญในการแก้ไขความท้าทายเร่งด่วนทั้งในระดับโลกและระดับภูมิภาค

ที่มา : Sputnik


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top