Thursday, 4 June 2026
จีน

จีนเปิดเกมสันติภาพ!! เมื่อมังกรกับพญาอินทรีต้องอยู่ร่วมโลก ‘สีจิ้นผิง’ เสนอ ‘เคารพกัน อยู่ร่วมกัน ร่วมมือกัน’ อ้างภูมิปัญญาโบราณ หนุนสัมพันธ์สร้างสรรค์กับสหรัฐฯ

สีจิ้นผิงอ้างอิงปรัชญาความสามัคคี ส่งเสริม 'จีน-สหรัฐฯ' ดำรงอยู่ร่วมกัน

ปักกิ่ง, 18 พ.ค. (ซินหัว) -- หอสักการะฟ้าเทียนถาน อายุมากกว่า 600 ปี ณ ใจกลางกรุงปักกิ่งของจีน ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของความเชื่อเกี่ยวกับความกลมกลืนระหว่างฟ้ากับดินมาแต่โบราณ ได้ต้อนรับสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อวันพฤหัสบดี (14 พ.ค.) โดยสีจิ้นผิงอธิบายให้ทรัมป์ฟังว่าผู้ปกครองจีนในยุคโบราณจัดพิธีกรรมระดับรัฐที่นี่เพื่อขอให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง สังคมสมัครสมานสามัคคี และสภาพอากาศเอื้ออำนวยต่อการเก็บเกี่ยวพืชผลได้อุดมสมบูรณ์

หอสักการะฟ้าเทียนถานเป็นสัญลักษณ์ของปรัชญาจีนโบราณ "เหอเหอ" ซึ่งหมายถึงสันติภาพ ความสามัคคี และการดำรงอยู่ร่วมกัน ขณะที่สีจิ้นผิงมักกล่าวถึงวัฒนธรรมจีนดั้งเดิมให้บรรดาผู้นำชาวต่างชาติได้รู้จัก ซึ่งตอกย้ำการให้คุณค่ากับมรดกทางวัฒนธรรมของจีนอย่างลึกซึ้ง โดยสีจิ้นผิงมองว่าปรัชญา "เหอเหอ" เป็นหนึ่งในแก่นแท้ของวัฒนธรรมอันโดดเด่นที่บรรพบุรุษชาวจีนสร้างสรรค์ขึ้นมา และถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะส่งเสริมความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ เชิงสร้างสรรค์และมีเสถียรภาพในอนาคตข้างหน้า

ค่านิยมแห่งสันติภาพ

หอสักการะฟ้าเทียนถานนั้นประกอบด้วย 3 ตำหนักหลัก ได้แก่ ตำหนักไท่เหอ ตำหนักจงเหอ และตำหนักเป่าเหอ ซึ่งต่างมีตัวอักษรภาษาจีน "เหอ" อยู่ในชื่อ สะท้อนความปรารถนาสันติภาพและความสามัคคีที่มีมานานของประชาชนชาวจีน โดยทรัมป์ที่ยืนอยู่กับสีจิ้นผิงข้างในหอสักการะฟ้าเทียนถานเมื่อวันพฤหัสบดี (14 พ.ค.) กล่าวชมสถานที่แห่งนี้ว่ายิ่งใหญ่และน่าอัศจรรย์ มีความวิจิตรบรรจงทางศิลปะของสถาปัตยกรรมจีนโบราณและความรุ่มรวยของวัฒนธรรมจีนดั้งเดิม

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สีจิ้นผิงได้ดำเนินพันธกิจทางการทูตโดยอาศัยภูมิปัญญาโบราณของจีนมาสื่อสารความมุ่งมั่นสู่สันติภาพของจีน โดยสันติภาพถือเป็นค่านิยมหลักที่หยั่งรากลึกอยู่ในอารยธรรมจีน สีจิ้นผิงเคยกล่าวว่าสันติภาพ ความปรองดอง และความสามัคคีเป็นแนวคิดที่ชนชาติจีนยึดมั่นและสืบสานมานานกว่า 5,000 ปี และชนชาติจีนไม่ได้มีนิสัยก้าวร้าวหรือชอบครอบงำผู้อื่นอยู่ในสายเลือด

ตอนเริ่มต้นหารือกับทรัมป์ที่อาคารมหาศาลาประชาชนในกรุงปักกิ่งเมื่อวันพฤหัสบดี (14 พ.ค.) สีจิ้นผิงตั้งคำถามว่าจีนและสหรัฐฯ จะสามารถก้าวข้ามกับดักทูซิดิดีส (Thucydides Trap) และสร้างกระบวนทัศน์ใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศใหญ่ได้หรือไม่ พร้อมเสริมว่าจีนและสหรัฐฯ จะได้รับผลประโยชน์หากร่วมมือกัน แต่จะสูญเสียผลประโยชน์หากเผชิญหน้ากัน ดังนั้นทั้งสองประเทศควรเป็นหุ้นส่วนมากกว่าคู่แข่งกัน

บางโอกาสสีจิ้นผิงยังใช้ภูมิปัญญาจากตำราจีนโบราณในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคณะเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เพื่อเน้นย้ำมุมมองของสีจิ้นผิงต่อความรอบคอบในการทำสงครามสู้รบ โดยเมื่อปี 2018 ขณะหารือกับเจมส์ แมตทิส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ในตอนนั้น ณ กรุงปักกิ่ง สีจิ้นผิงอ้างอิงคำพังเพยจีนที่ว่าผู้เชี่ยวชาญการทหารที่แท้จริงไม่ได้อยากใช้วิธีการทางทหารมาแก้ไขปัญหา

ทั้งนี้ โลกจับตามองการพบปะหารือของสีจิ้นผิงและทรัมป์อย่างใกล้ชิดเพื่อดูว่าทั้งสองประเทศใหญ่จะสามารถค้นหาวิถีทางที่ถูกต้องในการก้าวสู่การดำรงอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้หรือไม่ ซึ่งเป็นคำถามที่มีนัยยะลึกซึ้งต่อสันติภาพและเสถียรภาพของโลก โดยประธานาธิบดีทั้งสองเห็นพ้องกับวิสัยทัศน์ใหม่ของความสัมพันธ์ทวิภาคีที่มีความสำคัญมากที่สุดในโลก นั่นคือการสร้าง "ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ เชิงสร้างสรรค์ที่มีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์" ซึ่งเป็นการบรรลุฉันทามติทางการเมืองที่มีความสำคัญมากที่สุดระหว่างการประชุมสุดยอดครั้งนี้

ความแข็งแกร่งส่วนรวม

สีจิ้นผิงมองว่า "สรรพสิ่งทั้งหลายอาจเติบโตเคียงข้างกันโดยไม่เบียดเบียนกันและเส้นทางที่แตกต่างกันอาจอยู่คู่ขนานกันโดยไม่แทรกแซงกัน" โดยสีจิ้นผิงเคยหยิบยกสุภาษิตจีนโบราณนี้มาสื่อสารว่าความเจริญรุ่งเรืองและความมั่นคงที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นเมื่อประเทศต่างๆ แสวงหาผลประโยชน์ส่วนรวม ดำรงอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์ และมีส่วนร่วมในความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ซึ่งกันและกัน ซึ่งความร่วมมือจีน-สหรัฐฯ นั้นยังมีโอกาสรออยู่มากมาย ทั้งสองฝ่ายสามารถช่วยส่งเสริมความสำเร็จซึ่งกันและกัน รวมถึงสร้างผลลัพธ์ที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์

ณ งานเลี้ยงต้อนรับทรัมป์ที่อาคารมหาศาลาประชาชนเมื่อวันพฤหัสบดี (14 พ.ค.) สีจิ้นผิงกล่าวว่าหากมองย้อนดูความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ที่ผ่านมา กุญแจสำคัญที่ทำให้ความสัมพันธ์นี้เดินหน้าอย่างมั่นคงคือการเคารพซึ่งกันและกัน การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และความร่วมมือที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ต่อจากนั้นเมื่อวันศุกร์ (15 พ.ค.) สีจิ้นผิงกล่าวกับทรัมป์ระหว่างการพบปะแบบจำกัดวงที่เรือนรับรองจงหนานไห่ในกรุงปักกิ่งว่าขณะทรัมป์หวังให้สหรัฐฯ กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง สีจิ้นผิงมุ่งมั่นนำพาประชาชนชาวจีนก้าวสู่การฟื้นฟูชาติ

สำหรับปี 2026 เป็นจุดเริ่มต้นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (2026-2030) ของจีน ขณะเดียวกันสหรัฐฯ เตรียมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 250 ปี การก่อตั้งประเทศ โดยท่ามกลางบริบทของการเปลี่ยนแปลงระดับโลกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หลายฝ่ายต่างคาดหวังว่าจีนและสหรัฐฯ จะทำงานร่วมกันเพื่อรับมือกับความท้าทายเร่งด่วนระดับโลก

เมื่อปี 2024 ขณะพบปะกับแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ในตอนนั้น ณ กรุงปักกิ่ง สีจิ้นผิงหยิบยกอีกหนึ่งแนวคิดจากปรัชญาจีนโบราณที่ว่า "ลงเรือลำเดียวกันแล้วควรช่วยเหลือซึ่งกันและกัน" โดยสีจิ้นผิงกล่าวว่าผู้อยู่อาศัยบนโลกใบเดียวกันควรช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่มีใครหรือประเทศใดสามารถแยกตัวโดดเดี่ยวจากความท้าท้ายที่กำลังเผชิญร่วมกันได้ หนทางเดียวในการก้าวต่อไปคือความสามัคคีและการอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนปรองดอง

การประชุมสุดยอดระหว่างสีจิ้นผิงกับทรัมป์ครั้งล่าสุดนี้ ทั้งสองฝ่ายแสดงความพร้อมดำเนินการแลกเปลี่ยนด้านต่างๆ เพิ่มขึ้น ทั้งการทูต การทหาร เศรษฐกิจ การค้า สาธารณสุข การเกษตร การท่องเที่ยว การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและระหว่างประชาชน และการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งเพิ่มแรงกระตุ้นใหม่สู่ปฏิสัมพันธ์ของสองประเทศในอนาคต

สีจิ้นผิงกล่าวว่าประชาชนของจีนและสหรัฐฯ ต่างเป็นประชาชนที่ยอดเยี่ยม โดยการฟื้นฟูชนชาติจีนที่ยิ่งใหญ่และการทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งนั้นสามารถดำเนินควบคู่กันไปได้ ทั้งสองฝ่ายสามารถช่วยเหลือกันและกันเพื่อบรรลุผลสำเร็จและเดินหน้าความเป็นอยู่ที่ดีของทั้งโลก

ที่มา : Xinhua

‘ทรัมป์-สี’ จับมือส่งสัญญาณบวก!! แต่โลกยังต้องจับตาเกม 2 มหาอำนาจ “รศ.ดร.ปณิธาน” ชี้ “สหรัฐฯ-จีน” อาจกำลังติด ‘กับดักความมั่งคั่ง’ ก่อนลามสู่ ‘กับดักความมั่นคง’ เขย่าโลก

การประชุมสุดยอดระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนที่เพิ่งปิดฉากลง ถูกจับตามองอย่างกว้างขวางในฐานะเวทีสำคัญของสองมหาอำนาจโลก ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก สงครามในหลายภูมิภาค และการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ที่ยังดำเนินต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเด็นการค้า เทคโนโลยี และความมั่นคง

เมื่อไม่นานมานี้ รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญอิสระด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ “TNN ข่าวเที่ยง” วิเคราะห์กรณีการประชุมระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยชี้ว่า แม้ภาพภายนอกของการประชุมจะสะท้อนความพยายามประคับประคองความสัมพันธ์ แต่เบื้องลึกยังเต็มไปด้วยการแข่งขันเพื่อรักษาความมั่งคั่งและความมั่นคงของตนเอง

ประเด็นแรกที่ รศ.ดร.ปณิธาน หยิบยกขึ้นมาคือ การประชุมครั้งนี้อาจสะท้อนภาพของ “กับดักความมั่งคั่ง” ซึ่งเป็นด้านหนึ่งของเหรียญสองหน้าในความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน

รศ.ดร.ปณิธาน ระบุว่า “สิ่งที่จีนและสหรัฐฯ ไม่ได้บอก แต่แทบทุกประเทศก็เห็นคล้ายกันว่าทั้งสองยักษ์ใหญ่ มีเป้าหมายในการประชุมสุดยอดในครั้งนี้คล้ายกันในทิศทางเดียวกัน คือต้องการสร้างความมั่งคั่งให้กับตนเองให้ได้มากที่สุด ทั้งนี้ เพื่อให้ตนเอง "เข้มแข็งที่สุด" และ “ปลอดภัยที่สุด””

พร้อมอธิบายต่อถึงโครงสร้างของระบบโลกปัจจุบันว่า “ในระบบโลกแบบตัวใครตัวมัน (Anarchical System) ที่ไม่มีกฎกติกาชัดเจนและไม่มีใครเป็นใหญ่ที่สุด (No Rules, No Masters) สิ่งที่จำเป็นที่สุดคือ จะต้องพึ่งพาตนเองให้อยู่รอดปลอดภัยให้ได้ ทั้งมั่งคั่งและมั่นคง ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกัน แต่อยู่คนละด้านของเหรียญ และทุกประเทศก็จะต้องทำอย่างเดียวกัน ซึ่งก็จะนำไปสู่ “กับดักของความมั่นคง” (Thucydides Trap หรือ Security Dilemma) ในที่สุด”

อีกด้านหนึ่ง แม้สหรัฐฯ และจีนจะเป็นคู่แข่งเชิงยุทธศาสตร์ แต่ในทางเศรษฐกิจ ทั้งสองประเทศยังคงเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง และต่างฝ่ายต่างยังต้องอาศัยกันในระบบทุนนิยมโลกเดียวกัน

รศ.ดร.ปณิธาน ระบุต่อว่า “ในความเป็นจริง จีนและสหรัฐฯ ไม่ได้เป็นอิสระต่อกัน เพราะต่างก็เป็นคู่ค้าสำคัญซึ่งกันและกันในระบบเดียวกัน และทั้งสองก็อยู่ในระดับต้น ๆ ของโลก (ปธน.จีนตอกย้ำประเด็นนี้ในการกล่าวเปิดการประชุมสุดยอดในครั้งนี้ด้วย) แม้ว่าสหรัฐฯ จะลดการค้ากับจีนลงมากในปัจจุบัน (ลดลงจากกว่า 20% เป็นต่ำกว่า 10%) แต่ทั้งสองประเทศก็ยังต้องพึ่งพากันและกัน เพื่อให้ได้ประโยชน์จากระบบทุนนิยมเดียวกันให้ได้มากที่สุด (สหรัฐฯ ส่งออกสูงเป็นอันดับสองของโลก จีนส่งออกเกือบ 4 ล้านล้านเหรียญ สูงกว่าสหรัฐฯ กว่าเท่าตัว) ที่สำคัญ ต่างก็นำความมั่งคั่งของตน (World GDP: สหรัฐฯ - 42% จีน - 34%) ไปสร้างอิทธิพลทางการเมืองและการทหารที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองเป็นอันมาก (สหรัฐฯ ใช้จ่ายด้านการทหารถึง 33% ของโลก จีนประมาณ 12%)”

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์แบบพึ่งพากันนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนของระบบโลก ทั้งสงครามใหญ่ในยุโรป ตะวันออกกลาง ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับจีนในหลายประเด็น รวมถึงความไม่แน่ใจของนานาประเทศต่อบทบาทผู้นำโลกของทั้งสองฝ่าย

รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวต่อว่า “แต่ในขณะนี้ ทั้งสองประเทศมีความกังวลถึงความมั่งคั่งและมั่นคงของตน เพราะระบบทุนนิยมแบบ “การค้าเสรี” กำลังมีความแปรปรวนและไม่แน่นอน เกิดสงครามใหญ่ในยุโรปและตะวันออกกลาง เกิดความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับจีนในหลาย ๆ เรื่อง ทั้งเรื่องภาษี เรื่องเทคโนโลยีชั้นสูง และเรื่องไต้หวัน (3Ts) และเกิดความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอีกหลายประเทศ เช่น กับอิหร่าน ลาตินอเมริกัน ยุโรป แคนาดา จึงทำให้ทั่วโลกไม่แน่ใจในการเป็นผู้นำของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ และทำให้ทั้งจีนและสหรัฐฯ ต้องหันหน้าเข้าหากันเพื่อประคับประคองสถานการณ์และระบบของตน”

ด้วยเหตุนี้ การประชุมสุดยอดครั้งนี้จึงมีนัยสำคัญในเชิงสัญญาณมากกว่าการประกาศชัยชนะของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะทั้งสองประเทศจำเป็นต้องแสดงให้โลกเห็นว่า ความสัมพันธ์ยังอยู่ในกรอบที่ควบคุมได้

รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวเพิ่มเติมว่า “ในการพบกันครั้งนี้ จีนและสหรัฐฯ จึงต้องการส่งสัญญาณเชิงบวกว่ามีความพยายามแก้ปัญหาหลายอย่าง มีความคืบหน้าในหลายด้าน ทั้งเรื่องภาพรวมความสัมพันธ์ การค้าการลงทุน ความมั่นคง และอื่นๆ ทั้งนี้ เพื่อให้คู่ค้า มิตรประเทศ บริวาร แม้แต่ศัตรูหรือคู่แข่งของตน ได้รับรู้รับทราบว่าทั้งสองมหาอำนาจยังมุ่งมั่นที่จะรักษาระบบ ร่วมมือกันแก้ไขปัญหา เพิ่มพูนการค้าการลงทุน โดยเฉพาะในด้านใหม่ ๆ ที่ประเทศอื่น ๆ จะได้รับอานิสงส์หรือผลดีตามไปด้วย”

ส่วนประเด็นที่ถูกมองว่าเป็น “ข่าวดี” จากการประชุมครั้งนี้ มีทั้งเรื่องการซื้อเครื่องบินโดยสาร การเพิ่มการนำเข้าสินค้าเกษตรของสหรัฐฯ จากจีน ตลอดจนความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและห่วงโซ่การผลิตในอนาคต

รศ.ดร.ปณิธาน ระบุว่า “ข่าวดีจากการประชุมสุดยอดในครั้งนี้มีหลายประการ เช่น เรื่องจีนจะซื้อเครื่องบินโดยสารนับร้อย ๆ ลำ (ข่าวระบุว่าเป็น Boeing 200 ลำ แต่น้อยกว่า 500 ลำที่คาดไว้ ทำให้หุ้นของบริษัท Boeing ตก 4% ในสัปดาห์ก่อน แต่ ปธน.ทรัมป์ ก็ให้ข่าวแก้ว่าอาจจะถึง 750 ลำได้ในอนาคต) หรือที่จีนจะซื้อสินค้าเกษตรของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นในอีก 3 ปีข้างหน้า (ข่าวระบุว่าเป็น เนื้อสัตว์ ถั่ว ถั่วเหลือง และอื่น ๆ) รวมทั้งที่จีนจะเปิดโอกาสให้บริษัทเทคโนโลยีชั้นสูง บริษัทรถยนต์ไฟฟ้า บริษัทคอมพิวเตอร์ และอื่น ๆ ร่วมมือกันมากขึ้น ทั้งการซื้อชิปคอมพิวเตอร์ H200 ของ Nvida การเข้าถึงตลาดรถยนต์ของ Tesla การเพิ่มห่วงโซ่การผลิตของ Apple โดยสหรัฐฯ เสนอให้มีการจัดตั้ง Board of Trade และ Board of Investment เพื่อเปิดช่องทางการค้าขายให้มากขึ้น เป็นต้น”

แต่ในอีกมุมหนึ่ง ข้อตกลงที่ถูกนำเสนอในเชิงบวกเหล่านี้ ยังมีข้อสังเกตสำคัญ เพราะไม่ได้ปรากฏรายละเอียดอย่างเป็นทางการในเอกสารแถลงผลการประชุมของทั้งสองประเทศ

รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวว่า “แต่ก็มีการตั้งข้อสังเกตว่า ข้อตกลงต่าง ๆ ตาม “ข่าวดี” นั้น ไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการในเอกสารแถลงผลการประชุมของสองประเทศ ไม่มีรายละเอียดเฉพาะเรื่อง เช่น จีนไม่ได้ยืนยันเรื่องการซื้อเครื่องบิน สินค้าเกษตร หรือสินค้าอื่น ๆ ถ้อยแถลงที่เป็นทางการของจีนนั้น ส่วนใหญ่เน้นเรื่องหลักการ เช่น “ความสัมพันธ์ที่ต่างก็เป็นประโยชน์ต่อกัน” (win-win in nature) และเห็นด้วยในเรื่องวิสัยทัศน์ที่จะสร้างความสัมพันธ์ทาง “ยุทธศาสตร์ที่มีเสถียรภาพ” (Strategic Stability) ในอีกสามปีข้างหน้า ขณะที่แถลงการณ์สหรัฐฯ ไม่ได้ยืนยันถึงเรื่อง “เสถียรภาพทางยุทธศาสตร์” นี้ที่จีนแถลงในเอกสาร เพียงแต่มีรายละเอียดที่ ปธน.ทรัมป์ได้ให้ข่าวเท่านั้น”

ขณะเดียวกัน ภาพการพบปะที่ดูเป็นมิตรระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศ ก็ถูกตั้งคำถามว่าเป็นเพียงการแสดงออกทางการทูตเพื่อสร้างบรรยากาศเชิงบวก หรือสะท้อนความคืบหน้าที่แท้จริงในประเด็นใหญ่ของโลก

รศ.ดร.ปณิธาน ระบุเพิ่มเติมว่า “การ “จับมือถือแขน” และ “เอาอกเอาใจ” กันหรือชื่นชมกันเป็นพิเศษในการเยือนจีนของปธน.ทรัมป์ในรอบ 9 ปีเพื่อประชุมสุดยอดนัดประวัติศาสตร์นี้ หลายฝ่ายมองว่าเป็นการสร้างภาพถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน (โดยเฉพาะปธน.ทรัมป์ที่ทำให้โลกปั่นป่วน แต่กลับสงบเสงี่ยมเรียบร้อยผิดสังเกตในการประชุมครั้งนี้) เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตน แต่ไม่มีความคืบหน้าในเรื่องที่สำคัญอย่างชัดเจน”

แม้จะยังมีข้อจำกัดหลายด้าน แต่การประชุมครั้งนี้อย่างน้อยได้ช่วยลดแรงกดดันในความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจ และทำให้หลายฝ่ายเห็นว่าทั้งสหรัฐฯ และจีนยังไม่ต้องการให้สถานการณ์เดินไปสู่จุดแตกหัก

รศ.ดร.ปณิธาน ระบุต่อว่า “ในการประชุมสุดยอดครั้งนี้ ทั้งสองผู้นำโลกได้ส่งสัญญาณเชิงบวกต่อการพูดคุยเจรจาเพื่อแก้ปัญหา มีนัดหมายจะคุยกันต่อไป ส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้าการลงทุนในหลายด้าน ทำให้เกิดความมั่นใจในระดับหนึ่งว่าความสัมพันธ์จะไม่เลวร้ายลง และจะนำไปสู่เสถียรภาพ ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของทั้งสองประเทศ และได้รับการตอบรับกันพอสมควรทั้งสองฝ่ายและในเวทีระหว่างประเทศ”

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ท่าทีประนีประนอม ทั้งสองประเทศยังคงเป็นคู่แข่งสำคัญในเวทีโลก โดยต่างฝ่ายต่างต้องการรักษาและขยายอิทธิพลของตนเอง ขณะที่ระบบเศรษฐกิจโลกยังทำให้ทั้งคู่ไม่สามารถตัดขาดจากกันได้

รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวต่อว่า “แต่การที่ทั้งสองประเทศ ซึ่งแท้จริงแล้วไม่ได้เป็นมิตรต่อกัน แต่มีเป้าหมายแข่งขันกันเพื่อสร้างอิทธิพลในเวทีโลก โดยเฉพาะต้องการที่จะเป็นมหาอำนาจหมายเลขหนึ่งแต่เพียงผู้เดียวนั้น จำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับตนและให้กับระบบที่สร้างความมั่งคั่งให้กับตนเช่นนี้ จึงกล่าวได้ว่าทั้งจีนและสหรัฐฯ ต่างก็ติดกับดักเดียวกันทางเศรษฐกิจ คือต่างก็ยังต้องพึ่งพากันและกันเพื่อความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจในขณะที่ต่างฝ่ายต่างก็ยังไม่สามารถที่จะกำจัดหรือทำลายกันได้ ทั้งสองประเทศ ซึ่งมั่งคั่งเป็นลำดับที่หนึ่งและที่สองของโลกนั้น จึงกำลังติด “กับดักความมั่งคั่ง” ของตนเอง”

ในตอนท้าย รศ.ดร.ปณิธาน ทิ้งประเด็นสำคัญที่โลกยังต้องจับตา คือความสัมพันธ์ของสองมหาอำนาจจะหยุดอยู่เพียงการแข่งขันทางเศรษฐกิจ หรือจะขยับไปสู่ “กับดักด้านความมั่นคง” ที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงในอนาคต

“ในอนาคต สองยักษ์ใหญ่นี้จะติด “กับดักด้านความมั่นคง” (Thucydides Trap) ด้วยหรือไม่ จะทำลายกันเองอย่างที่ปธน.สี จิ้นผิงได้เตือนไว้ในการประชุมครั้งนี้หรืออย่างไร ไม่มีใครจะหยั่งรู้อนาคต แต่ในการพูดคุยกันของทั้งสองมหาอำนาจในเรื่องไต้หวัน อิหร่าน อาวุธนิวเคลียร์ และความมั่นคงอื่นๆ ในการประชุมครั้งนี้ มีสิ่งบอกเหตุพอสมควรว่าสหรัฐฯ และจีนจะนำพาโลกไปสู่โศกนาฏกรรมสงครามโลกอีกหรือไม่” รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวทิ้งท้าย

ขอบคุณที่มา: TNN ข่าวเที่ยง / YouTube

Facebook Panitan Wattanayagorn (ปณิธาน วัฒนายากร)

ผู้เชี่ยวชาญชี้ ‘ทรัมป์’ ส่งสัญญาณชัด!! ไม่เปิดทางไต้หวันประกาศเอกราช ผู้เชี่ยวชาญจีนชี้สะเทือน DPP ไต้หวันคือแกนกลางจีน–สหรัฐฯ สองมหาอำนาจต้องคุมเส้นแดงเพื่อสันติภาพ

ผู้เชี่ยวชาญจากแผ่นดินใหญ่ชี้คำพูดทรัมป์ สกัดกระแส 'ภาพฝันเอกราชไต้หวัน'

ปักกิ่ง, 19 พ.ค. (ซินหัว) -- ผู้เชี่ยวชาญจากแผ่นดินใหญ่ของจีนหลายรายระบุว่าถ้อยแถลงล่าสุดของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เกี่ยวกับไต้หวัน ยิ่งทำลายภาพฝัน "เอกราชไต้หวัน" ของขบวนการแบ่งแยกดินแดน

"สหรัฐฯ ไม่ต้องการให้ใครพูดว่าสามารถประกาศเอกราชได้เพราะสหรัฐฯ หนุนหลังอยู่" ทรัมป์กล่าวในการให้สัมภาษณ์ หลังเสร็จสิ้นการเยือนจีนอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 13-15 พ.ค.

ในการแถลงสรุปการประชุมสุดยอดจีน-สหรัฐฯ เมื่อวันศุกร์ (15 พ.ค.) หวังอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน กล่าวว่าภาพรวมที่สะท้อนจากการประชุมสุดยอดครั้งนี้คือฝ่ายสหรัฐฯ เข้าใจจุดยืนของจีน ให้ความสำคัญกับข้อกังวลของจีน และไม่ได้เห็นด้วยหรือยอมรับความพยายามประกาศเอกราชของไต้หวันเฉกเช่นเดียวกับประชาคมระหว่างประเทศ

หลิวเซียงผิง ผู้เชี่ยวชาญด้านไต้หวันศึกษาจากมหาวิทยาลัยหนานจิง กล่าวว่าคำพูดของทรัมป์แสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ ไม่เห็นด้วย ไม่สนับสนุน และไม่ยอมรับ "เอกราชไต้หวัน" ยิ่งไปกว่านั้น ยังไม่ยอมให้ขบวนการแบ่งแยกดินแดน "เอกราชไต้หวัน" ใช้สหรัฐฯ เป็นผู้หนุนหลัง ซึ่งเรื่องดังกล่าวถือเป็นแรงกระแทกครั้งใหญ่ต่อไล่ชิงเต๋อ ผู้นำภูมิภาคไต้หวัน และพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (DPP) ที่ยังคงยืนกรานผลักดันเอกราชไต้หวัน

หวังอิงจิน ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบแห่งมหาวิทยาลัยเหรินหมินของจีน เห็นว่าต้นตอของความตึงเครียดข้ามช่องแคบในปัจจุบัน มาจากการที่ทางการพรรคฯ ยังคงแสวงหาการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ต่อวาระ "เอกราช" ของตน ขณะเดียวกันยังมีแรงกดดันจากภายนอกบางส่วนที่พยายามใช้ไต้หวันเพื่อสกัดจีน แต่คำพูดของทรัมป์ส่งสัญญาณชัดเจนว่าสหรัฐฯ จะไม่รับผิดชอบต่อการผลักดัน "เอกราชไต้หวัน" อย่างหุนหันพลันแล่นของใครบางคน และไม่ต้องการถูกดึงเข้าสู่สงครามข้ามมหาสมุทร

หวังอิงจินเสริมว่าข้อความดังกล่าวของทรัมป์ทำลายภาพฝันของ "เอกราชไต้หวัน" และยังเป็นคำเตือนต่อทางการพรรคฯ รวมถึงทุกฝ่ายที่ยังยึดติดกับภาพลวงดังกล่าว

ระหว่างการประชุมสุดยอดจีน-สหรัฐฯ ผู้นำทั้งสองประเทศเห็นพ้องต่อวิสัยทัศน์ใหม่ในการสร้างความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ เชิงสร้างสรรค์ที่มีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งบรรดาผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าจะช่วยวางรากฐานที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นต่อสันติภาพข้ามช่องแคบไต้หวัน

สวีเสี่ยวเฉวียน นักวิจัยจากสถาบันไต้หวันศึกษา สังกัดสถาบันสังคมศาสตร์จีน กล่าวว่าปัญหาไต้หวันเป็นประเด็นแกนกลางที่สำคัญสูงสุดในความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ซึ่งไม่อาจมองข้าม และมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับการสร้างความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ เชิงสร้างสรรค์ที่มีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์

สวีระบุว่าการร่วมกันรักษาเส้นแดงของสันติภาพข้ามช่องแคบไต้หวัน ไม่เพียงสร้างเงื่อนไขต่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติและความร่วมมือแบบได้ประโยชน์ร่วมกันระหว่างจีนกับสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังถือเป็นทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์สำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อโลก และเป็นก้าวจำเป็นที่ทั้งสองประเทศใหญ่ต้องดำเนินการเพื่อปฏิบัติตามความรับผิดชอบของตน

เซิ่งจิ่วหยวน ผู้อำนวยการศูนย์ไต้หวันศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้ เจียวทง ระบุว่าจีนและสหรัฐฯ มีเป้าหมายร่วมกันในการรักษาสันติภาพข้ามช่องแคบไต้หวัน โดยฝ่ายสหรัฐฯ ต้องการเห็นทั้งสองฝั่งของช่องแคบแก้ไขปัญหาผ่านการเจรจาและการหารืออย่างสันติ

ด้านสวีกล่าวเสริมว่าการประชุมสุดยอดจีน-สหรัฐฯ ครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าแนวทางของสหรัฐฯ ต่อประเด็นที่เกี่ยวข้องกับไต้หวันมีความเป็นเหตุเป็นผลและเป็นรูปธรรมมากขึ้น ซึ่งช่วยหักล้างวาทกรรมเท็จที่ทางการพรรคฯ พยายามเผยแพร่มาโดยตลอด

ทั้งนี้ หลิวระบุเพิ่มเติมว่าหากมองในระยะยาว แผ่นดินใหญ่ของจีนมีพื้นฐานทรัพยากรที่แข็งแกร่งกว่า มีขีดความสามารถสูงกว่า และอยู่ในจุดยืนทางยุทธศาสตร์ที่ได้เปรียบกว่าในการแก้ไขปัญหาไต้หวัน พร้อมเสริมว่าประชาชนทั้งสองฝั่งช่องแคบควรร่วมกันต่อต้านแนวคิด "เอกราชไต้หวัน" ของขบวนการแบ่งแยกดินแดนอย่างเด็ดขาด ขยายการแลกเปลี่ยนและปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน ตลอดจนร่วมกันส่งเสริมการรวมชาติอีกครั้ง

ที่มา : Xinhua

‘ปูติน’ เยือนจีนอย่างเป็นทางการ เยือนจีนครั้งที่ 25 รัสเซีย–จีนกระชับสัมพันธ์ ยกระดับความร่วมมือรัสเซีย–จีน ท่ามกลางโลกผันผวน เดินหน้าหุ้นส่วนยุทธศาสตร์และความร่วมมือรอบด้าน ตอกย้ำหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รัสเซีย–จีนในวาระครบรอบ 30 ปี

ปูตินเดินทางถึงกรุงปักกิ่ง เยือนจีนอย่างเป็นทางการ

เมื่อคืนวันอังคาร (19 พ.ค.) วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย เดินทางถึงกรุงปักกิ่งเพื่อเยือนจีนอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 19-20 พ.ค. ตามคำเชิญจากสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน

กระทรวงการต่างประเทศของจีนระบุว่านี่เป็นการเยือนจีนครั้งที่ 25 ของปูติน โดยประธานาธิบดีทั้งสองจะแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทวิภาคี ความร่วมมือด้านต่างๆ รวมถึงประเด็นระหว่างประเทศและภูมิภาคที่สนใจร่วมกัน

สำหรับปี 2026 นั้นตรงกับวาระครบรอบ 30 ปี การสถาปนาการเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์จีน-รัสเซีย และวาระครบรอบ 25 ปี การลงนามสนธิสัญญาการเป็นเพื่อนบ้านที่ดีและความร่วมมือฉันมิตรจีน-รัสเซีย

กระทรวงฯ เสริมว่าทั้งสองฝ่ายจะใช้โอกาสนี้ส่งเสริมและยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับรัสเซียอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มพูนเสถียรภาพความมั่นคงและพลังงานเชิงบวกแก่โลก

ที่มา : Xinhua

จีนยกระดับรับมืออุทกภัย 7 มณฑล!! ฝนถล่มจีนตอนใต้–ตอนกลาง กระทรวงน้ำสั่งเฝ้าระวังน้ำท่วม แม่น้ำเล็กเสี่ยงล้นตลิ่ง ยกระดับมาตรการคุมอ่างเก็บน้ำ

20 พ.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันอังคาร (19 พ.ค.) กระทรวงทรัพยากรน้ำของจีนสั่งการรับมือเหตุฉุกเฉินระดับ 4 เพื่อควบคุมอุทกภัยใน 7 ภูมิภาคระดับมณฑล ได้แก่ เจียงซี หูเป่ย หูหนาน กว่างตง (กวางตุ้ง) กว่างซี กุ้ยโจว และไห่หนาน (ไหหลำ) หลังจากมีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง

มีการคาดการณ์ว่าตอนเหนือของเจียงซี หูหนาน ฝั่งตะวันออกของกุ้ยโจว ตอนเหนือและพื้นที่ชายฝั่งของกว่างซี ตอนเหนือและพื้นที่ชายฝั่งของกว่างตง และตอนใต้ของไห่หนาน จะเผชิญฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องระหว่างวันที่ 19-21 พ.ค. นี้

ฝนที่ตกหนักมีแนวโน้มส่งผลให้แม่น้ำบางสายในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำจูเจียงและแม่น้ำแยงซีมีระดับน้ำสูงขึ้น ขณะเดียวกันแม่น้ำสายเล็กและสายกลางในพื้นที่ที่มีพายุฝนอาจเกิดน้ำหลากท่วมสูงเกินเกณฑ์เตือนภัย

กระทรวงฯ กระตุ้นหน่วยงานทรัพยากรน้ำในท้องถิ่นและหน่วยงานทางการในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำสายต่างๆ เฝ้าติดตามปริมาณน้ำฝน ระดับน้ำ และสถานการณ์น้ำท่วมอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับปรุงการเฝ้าติดตาม พยากรณ์ และเตือนภัยล่วงหน้า รวมถึงเตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนั้นกระทรวงฯ สั่งให้ดำเนินการควบคุมอุทกภัยของโครงการอนุรักษ์น้ำอย่างแม่นยำตามหลักการ ยกระดับมาตรการความปลอดภัยของอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กและขนาดกลาง รวมถึงโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง และเพิ่มความพยายามป้องกันอุทกภัยตามแม่น้ำสายเล็กและสายกลาง รวมถึงน้ำป่าไหลหลาก

ขณะเดียวกันหน่วยงานทางการท้องถิ่นควรประกาศเตือนภัยอย่างทันท่วงที จัดการอพยพย้ายประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงอันตราย พร้อมดำเนินมาตรการเตือนภัยและรับมือแบบมุ่งเป้า เพื่อคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ที่มา : Xinhua

จีน–รัสเซีย กระชับสัมพันธ์!! “สีจิ้นผิง–ปูติน” หารือใกล้ชิด ชูความร่วมมือแบบได้ประโยชน์ร่วมกัน ปูตินชื่นชมเยือนจีนสำเร็จเป็นรูปธรรม เดินหน้าประสานยุทธศาสตร์กับสีจิ้นผิง


สีจิ้นผิง-ปูตินร่วมดื่มชาพูดคุยกันในปักกิ่ง 

ปักกิ่ง, 21 พ.ค. (ซินหัว) -- เมื่อคืนวันพุธ (20 พ.ค.) สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ดื่มน้ำชาและพูดคุยร่วมกัน ณ อาคารมหาศาลาประชาชน ในกรุงปักกิ่งของจีน

สีจิ้นผิงกล่าวว่าเขาและปูตินติดต่อแลกเปลี่ยนกันอย่างใกล้ชิดและสม่ำเสมอตลอดหลายปีที่ผ่านมา พร้อมร่วมกันสร้างรูปแบบใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศใหญ่ที่ตั้งอยู่บนหลักความเคารพซึ่งกันและกัน ความเป็นธรรมและความยุติธรรม ตลอดจนความร่วมมือที่ก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งมีส่วนช่วยเสริมเสถียรภาพที่จำเป็นอย่างยิ่งให้แก่โลกที่กำลังผันผวนและเปลี่ยนแปลง

สีจิ้นผิงระบุว่าทั้งสองฝ่ายได้บรรลุฉันทามติสำคัญครั้งใหม่ในการส่งเสริมการเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านจีน-รัสเซีย พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าความพยายามอย่างไม่หยุดยั้งของทั้งสองฝ่ายจะเกื้อหนุนให้ความสัมพันธ์จีน-รัสเซียเดินหน้าต่อยอดแนวโน้มการพัฒนาที่มีคุณภาพสูง และก้าวสู่ระดับใหม่ได้อย่างแน่นอน

ด้านปูตินกล่าวชื่นชมการเยือนครั้งนี้ว่าเป็นไปอย่างเป็นรูปธรรม มีประสิทธิภาพ และบรรลุผลลัพธ์งอกงาม โดยระบุว่าเขาและสีจิ้นผิงได้ร่วมกันทบทวนพัฒนาการของความสัมพันธ์รัสเซีย-จีน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงลึกในหลากหลายประเด็น และกำหนดทิศทางสำหรับความร่วมมือในอนาคต ซึ่งจะช่วยรักษาแรงขับเคลื่อนอันแข็งแกร่งของความสัมพันธ์ทวิภาคี

ทั้งนี้ ปูตินกล่าวเสริมว่ารัสเซียมุ่งหวังรักษาการสื่อสารอย่างใกล้ชิดกับจีน เสริมสร้างการประสานงานเชิงยุทธศาสตร์ รวมทั้งอาศัยความแน่นอนและเสถียรภาพของความสัมพันธ์รัสเซีย-จีนในการสนับสนุนสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองของโลก

ที่มา : Xinhua

สถานทูตจีนขอสอบสวนถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรม คดีเรียกค่าไถ่พลเมืองจีนในไทย จีนเรียกร้องไทยเข้มบังคับใช้กฎหมาย หลังพลเมืองถูกกักขังเรียกค่าไถ่ในจังหวัดสระแก้ว หลังเกิดคดีกักขังเรียกค่าไถ่ในไทย

โฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยตอบคำถามผู้สื่อข่าว กรณีพลเมืองจีนถูกกักขังหน่วงเหนี่ยวและเรียกค่าไถ่ในจังหวัดสระแก้ว ประเทศไทย

ถาม: เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้เกิดเหตุการณ์ที่พลเมืองจีนถูกกักขังหน่วงเหนี่ยวและเรียกค่าไถ่ในจังหวัดสระแก้ว ประเทศไทย สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยมีความคิดเห็นต่อกรณีดังกล่าวอย่างไร?

ตอบ: สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยได้ให้ความสำคัญต่อกรณีดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง โดยได้ติดต่อสอบถามรายละเอียดของคดีจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของฝ่ายไทยในทันที พร้อมทั้งเรียกร้องให้ฝ่ายไทยดำเนินการสอบสวนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เป็นธรรม และโปร่งใส เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงของคดีโดยเร็ว และนำตัวผู้กระทำผิดที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ฝ่ายจีนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าฝ่ายไทยจะเสริมสร้างการกำกับดูแลด้านการบังคับใช้กฎหมายและการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศอย่างเข้มงวดยิ่งขึ้น เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนสิทธิและผลประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมายของพลเมืองจีนในประเทศไทย  รักษาสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเดินทางไปมาหาสู่ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ รวมถึงความร่วมมือฉันมิตรระหว่างจีนและไทย

สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยได้ออกประกาศเตือนพลเมืองจีนที่พำนักอยู่ในประเทศไทยหรือผู้ที่วางแผนจะเดินทางมายังประเทศไทยอีกครั้ง ให้ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของไทยอย่างเคร่งครัด เพิ่มความระมัดระวังด้านความปลอดภัย และใส่ใจต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตน หากเกิดเหตุฉุกเฉิน โปรดรีบแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ และติดต่อสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่จีนประจำประเทศไทยเพื่อขอความช่วยเหลือโดยเร็ว

ที่มา : Chinese Embassy Bangkok สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย 

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1402355991922410&id=100064440681953&rdid=zdJRAug9jdp3CzMx#

“จีน” ย้ำพร้อมทำงานกับ “รัสเซีย”!! เดินหน้าเพิ่มพูนความร่วมมือ บนฐานเคารพและผลประโยชน์ร่วมกัน เสริมความไว้วางใจ–ขยายความร่วมมือหลังปูตินเยือนปักกิ่ง เดินหน้าโครงการพลังงานและความร่วมมือรอบด้าน

กรุงปักกิ่ง (Sputnik) — จีนพร้อมทำงานร่วมกับรัสเซียเพื่อดำเนินการตามข้อตกลงที่ผู้นำของทั้งสองประเทศได้บรรลุไว้ และเดินหน้าเพิ่มพูนความร่วมมือระหว่างกัน กัว เจียคุน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดี ขณะให้ความเห็นต่อการเดินทางเยือนจีนของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย

นักการทูตจีนรายนี้กล่าวระหว่างการแถลงข่าวว่า รัสเซียและจีนจำเป็นต้องเดินไปตามแนวโน้มของการพัฒนาอย่างสันติ และความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน เพื่อส่งเสริมให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศพัฒนาไปในทิศทางที่ดียิ่งขึ้น

กัว เจียคุน กล่าวว่า “จีนพร้อมทำงานร่วมกับรัสเซีย เพื่อดำเนินการตามข้อตกลงสำคัญที่ผู้นำทั้งสองประเทศได้บรรลุไว้ ใช้ประโยชน์จากโอกาสทางประวัติศาสตร์อย่างเต็มที่ เพื่อเสริมสร้างรากฐานความไว้วางใจซึ่งกันและกันระหว่างสองประเทศให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และเพิ่มพูนความร่วมมือให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น”

เมื่อให้ความเห็นเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างสองประเทศในโครงการท่อส่งก๊าซ Power of Siberia-2 โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนระบุว่า จีนพร้อมเดินหน้าความร่วมมือกับรัสเซียต่อไป บนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกันและผลประโยชน์ร่วมกัน

ที่มา : Sputnik

จีนไม่รับดีลชิพทรัมป์!! จีนเมินชิพ H200 เอ็นวีเดีย เดินหน้าพึ่ง Huawei ลดเสี่ยงถูกสหรัฐฯ ใช้เทคโนโลยีเป็นตัวประกัน ชี้จีนไม่ปิดประตูใส่เอ็นวีเดีย แต่สหรัฐฯ ต่างหากที่ตัดสะพานเทคโนโลยีเอง

เจนเซ่น หวง ซีอีโอเอ็นวีเดีย บริษัทผลิตชิพยักษ์ใหญ่ของโลก ให้สัมภาษณ์สื่อเอ็นบีซี ถึงดีลกับจีนหลังร่วมเดินทางไปปักกิ่งกับทรัมป์

แม้ทรัมป์จะยอมอนุญาตให้ เอ็นวีเดียขายชิพ H200 ให้แก่จีน แต่จีนกลับไม่ตอบรับดีลที่ทรัมป์เสนอ

เขายอมรับว่าบริษัทฯ สูญเสียโอกาสขายชิพเอไอในจีนให้แก่ หัวเหวย

เขาวิเคราะห์ว่า จีนปฏิเสธชิพเอไอของเอ็นวีเดีย มิใช่เพราะรังเกียจเอ็นวีเดีย แต่น่าจะมาจากวอชิงตัน ใช้ชิพเป็นเครื่องต่อรองผลประโยชน์

จีนเรียนรู้อย่างชัดเจนแล้วว่า ประเทศจีนจะไร้ซึ่งอิสรภาพในการพัฒนาฮาร์ดแวร์ ที่ต้องพึ่งพาคู่แข่งในการเติบโต หากว่าทำข้อตกลงใดๆก็ตามที่มันสามารถยกเลิกได้ทุกเมื่อ

แม้ตัวเขาจะเป็นมิตรต่อจีน, บริษัทจะผลิตชิพที่ดีเลศ และตลาดที่อุปสงค์มหาศาลของจีนจะน่าดึงดูดเพียงใดก็ตาม แต่ทุกอย่างที่กล่าวมาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความจริงทางยุทธศาสตร์

หากแกนกลางของอุตสาหกรรมเอไอของจีน ต้องพึ่งพาการควบคุมอุปทานโดยการเมืองระหว่างประเทศ อุตสาหกรรมนั้นก็เหมือนถูกจับเป็นตัวประกัน

ดังนั้นจีนจึงดำเนินนโยบาย ที่รัฐบาลในโลกเจริญแล้วเขาทำกัน

- จีนสร้างทางเลือกเพิ่มขึ้นมา

- จีนกัดฟันทนความยากลำบาก ระหว่างรอทางเลือกข้างต้น

- จีนสร้างหัวเหวยให้เติบโต จากช่องแคบเล็กๆที่วอชิงตันเหลือไว้ให้(พยายามปิด แต่ไม่มิด)

เป็นที่มาของเหตุผล ที่ว่าเอ็นวีเดียยอมรับความพ่ายแพ้ ในการยึดตลาดชิพเอไอในจีน แก่หัวเหวย

เขาปิดท้ายว่า ไม่ใช่ว่าจีนปิดประตูใส่หน้าเอ็นวีเดีย แต่เป็นสหรัฐที่ทำกับจีน โดยตัดสัมพันธ์ด้านเทคโนโลยีกับจีนแล้ว ทำเป็นตกอกตกใจเมื่อพบว่าจีนสามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเองแล้ว

จีนถูกจับตา “บูรณาการในเงามืด”!! จีน–อิหร่าน ขยายเครือข่ายเศรษฐกิจในดอนบาส เสริมฐานอิทธิพลรัสเซียผ่านเหมือง–หยวน–โลจิสติกส์ หลังบริษัท 17 แห่งลุยธุรกิจโดเนตสก์–ลูฮันสก์ ขณะมอสโกเร่งผนวกเศรษฐกิจเข้าระบบตนเอง

จีน–อิหร่าน ปั้นเครือข่ายเศรษฐกิจในดินแดนยูเครนที่รัสเซียยึดครองจากเหมืองหิน–เหมืองถ่านหิน ถึงระบบเงินหยวน-โลจิสติกส์ใหม่ เสริมฐานอิทธิพลมอสโกในดอนบาส

สำนักข่าว Al Jazeera รายงานว่า บริษัทจากจีนและอิหร่านกำลังกลายเป็นผู้เล่นหลักในโครงข่ายเศรษฐกิจของพื้นที่ยูเครนที่รัสเซียยึดครอง โดยมีบริษัทจีนอย่างน้อย 17 แห่งเข้าไปดำเนินธุรกิจในโดเนตสก์และลูฮันสก์ ครอบคลุมตั้งแต่เหมืองหิน เหมืองถ่านหิน การก่อสร้าง ระบบโทรคมนาคม ไปจนถึงบริการทางการเงิน ข้อตกลงจัดหาเครื่องจักรบดหินของ Zhongxin Heavy Industrial Machinery และ Amma Construction Machinery ให้กับเหมืองหิน Karansky ถูกใช้ขับเคลื่อนโครงการก่อสร้างในเมืองที่เสียหายจากสงครามอย่างมาริอูโปล รวมถึงพื้นที่อื่นที่รัสเซียยึดครอง

ในขณะที่รัสเซียผนวกดินแดนทั้งสี่ภูมิภาคในปี 2022 และสร้าง “ภาพลวงตา” ของเอกราชผ่านคณะรัฐมนตรีและด่านพรมแดน กลไกจริงกลับอยู่ภายใต้การควบคุมจากมอสโก พร้อมข้อกล่าวหาการทรมานและกำจัดนักกิจกรรมหรือธุรกิจที่ไม่ยอมร่วมมือ ท่ามกลางการล่มสลายของเศรษฐกิจดั้งเดิมในดอนบาส เหมืองถ่านหินกว่า 90 แห่งเหลือดำเนินการเพียงห้าแห่ง ซึ่งหันมาปรับตัวทำงานร่วมกับจีนและรัสเซียอย่างเต็มรูปแบบ ขนานไปกับการ “ใช้เงินหยวนเต็มรูปแบบ” ผ่านระบบชำระเงินดิจิทัลของจีน บริการแลกเปลี่ยนบน Telegram และการกระจายสกุลเงินหยวนผ่านธนาคารเกือบ 80 แห่งในพื้นที่

แมกซิม บุตเชนโก จาก Eastern Human Rights Group นิยามกระบวนการนี้ว่าเป็น “การบูรณาการในเงามืด” เนื่องจากจีนยังคงย้ำจุดยืนบนเวทีทางการเมืองเรื่องบูรณภาพดินแดนของยูเครนและความเป็นกลางต่อสงคราม แต่ในทางปฏิบัติกลับเปิดพื้นที่ให้บริษัทของตนเข้าไปครอบครองตลาดในดินแดนยึดครอง ทั้งในรูปชิ้นส่วนโดรน อุปกรณ์สื่อสาร และบริการทางการเงิน โดยที่รัฐปักกิ่ง “หลับตาข้างหนึ่ง” ต่อความเสี่ยงด้านการคว่ำบาตร ขณะที่ยูเครนออกมาตรการจำกัดการทำธุรกิจกับบริษัทจีนหลายราย รวมถึงผู้เล่นรายใหญ่ด้านเทคโนโลยีและพลังงาน แต่ก็เผชิญข้อจำกัดทั้งจากความพึ่งพาเทคโนโลยีราคาต่ำและข้อจำกัดด้านทางเลือกทดแทน

ด้านอิหร่าน รัสเซียถูกระบุว่ากำลังผลักดันให้ดินแดนยึดครองบูรณาการเข้าสู่ห่วงโซ่โลจิสติกส์ของเตหะราน ผ่านการส่งออกถ่านหิน ธัญพืช และผลิตภัณฑ์อย่างเคซีนจากดอนบาสไปยังอิหร่าน อาศัยบริษัทเหมืองอย่าง Donskiye Ugli เป็นตัวกลาง ภายใต้เครือข่ายผลประโยชน์ที่เชื่อมโยงกับนักการเมืองยูเครนสาย亲รัสเซียที่ใกล้ชิดเครมลิน สถานการณ์นี้ทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนเตือนว่า การขยายตัวของบริษัทอิหร่านในพื้นที่ยึดครองไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ที่รัสเซีย “อนุญาตและส่งเสริม” เพื่อสร้างโครงสร้างเศรษฐกิจคู่ขนานให้ดินแดนที่ยึดครองอยู่นอกระเบียบเศรษฐกิจสากลหลัก

#imctnews รายงาน

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122306975924234582&id=61557037466190&rdid=siGvKU522iW9C6n8#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top