Friday, 5 June 2026
การเมืองไทย

รัฐทุ่มงบหมื่นล้าน!! ผลประชามติชัดเดินหน้ารัฐธรรมนูญใหม่ โลกลุกเป็นไฟ ทิศทางชาติกำลังถูกท้าทาย สงครามตะวันออกกลางกระทบเศรษฐกิจไทยทันที คนไทยต้องตั้งคำถามการเมืองยามวิกฤตเศรษฐกิจ

ผลประชามติครั้งล่าสุดชัดเจนว่า คนไทยจำนวนมาก “เห็นชอบ” ให้เดินหน้าไปสู่การมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลอย่างเป็นทางการว่า มีผู้มาใช้สิทธิจำนวนมาก และในจำนวนนี้ ผู้ลงคะแนน “เห็นชอบ” ก็มีมากกว่า “ไม่เห็นชอบ” อย่างชัดเจน

แต่คำถามที่คนไทยต้องกล้าถามตัวเอง ไม่ใช่แค่ว่า “จะมีรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่” หากคือ “ประเทศไทยกำลังจัดลำดับความสำคัญถูกหรือยัง” เพราะแม้การผลักดันกระบวนการนี้จะถูกอธิบายว่าเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตทางการเมืองของประเทศ แต่ตัวเลขงบประมาณระดับเกือบหมื่นล้านถึงหมื่นล้านบาท ก็ไม่ใช่เงินจำนวนน้อยเลยสำหรับประเทศที่ประชาชนจำนวนมากยังแบกรับค่าครองชีพสูง หนี้ครัวเรือนหนัก และเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง

ไม่มีใครบอกว่าเรื่องรัฐธรรมนูญไม่สำคัญ แต่ในห้วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญสงครามจริง ๆ คำถามเรื่อง “ความเร่งด่วน” สำคัญไม่แพ้คำถามเรื่อง “ความถูกต้อง” เพราะขณะที่การเมืองไทยกำลังจะทุ่มเวลา งบประมาณ และพลังสังคมไปกับกระบวนการยาวหลายด่าน ตะวันออกกลางกลับกำลังลุกลามเป็นวิกฤตที่กระทบถึงปากท้องคนไทยโดยตรง

กระทรวงการต่างประเทศของไทยสรุปว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังเปราะบางและเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว จากการโจมตีตอบโต้กันระหว่างฝ่ายต่าง ๆ โดยมีคนไทยในพื้นที่เสี่ยงที่ต้องติดตามและเตรียมการช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด นี่จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว ไม่ใช่ข่าวต่างประเทศที่ดูจบแล้วเลื่อนผ่าน แต่มันคือเรื่องความปลอดภัยของคนไทยจริง ๆ

ในทางเศรษฐกิจ ความเสี่ยงยิ่งชัดกว่าเดิมอีก เพราะช่องแคบฮอร์มุซที่อยู่กลางสมรภูมิ คือจุดผ่านสำคัญของพลังงานโลก เมื่อเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซสะดุด ประเทศในเอเชียซึ่งพึ่งพาพลังงานนำเข้าจำนวนมากย่อมได้รับผลกระทบก่อนใคร และไทยก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น

ภาพของเรือที่ถูกโจมตี การขนส่งที่ติดขัด และความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง แปลเป็นภาษาไทยง่าย ๆ ว่า ต้นทุนพลังงาน ต้นทุนขนส่ง และแรงกดดันเงินเฟ้อ สามารถวิ่งมาถึงกระเป๋าคนไทยได้เร็วกว่าที่การเมืองในสภาจะยกร่างอะไรเสร็จเสียอีก

รัฐบาลไทยเองก็ยอมรับแล้วว่า วิกฤตตะวันออกกลางอาจทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นในระยะสั้น แม้ประเทศไทยจะยังมีน้ำมันสำรอง และแม้การส่งออกไปตะวันออกกลางจะไม่ได้มีสัดส่วนสูงมากนัก แต่ผลกระทบทางอ้อมผ่านค่าขนส่ง โลจิสติกส์ และต้นทุนทางเศรษฐกิจนั้นเกิดขึ้นได้จริง นี่คือสัญญาณว่าประเทศต้องเอาสมาธิไปอยู่กับ “การรับมือความผันผวนของโลก” มากพอ ๆ กับ “การออกแบบกติกาการเมือง”

เพราะฉะนั้น บทเรียนที่ควรเตือนสติคนไทยจึงไม่ใช่การบอกว่า “ห้ามแก้รัฐธรรมนูญ” และก็ไม่ใช่การบอกว่า “เรื่องสงครามไม่เกี่ยวกับเรา” แต่คือการย้ำว่า รัฐธรรมนูญใหม่ไม่ใช่ยาวิเศษที่จะทำให้ค่าน้ำมันถูกลงทันที ไม่ได้ทำให้ค่าครองชีพเบาลงในวันพรุ่งนี้ และไม่ได้ช่วยแรงงานไทยในพื้นที่เสี่ยงกลับบ้านอย่างปลอดภัยด้วยตัวมันเอง ขณะที่โลกจริงกำลังบังคับให้ทุกประเทศต้องคิดเรื่องพลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน ความมั่นคง และความสามารถในการเอาตัวรอดทางเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน

คนไทยจึงต้องมีสติแยกให้ออกระหว่าง “โจทย์ระยะยาว” กับ “วิกฤตเฉพาะหน้า” รัฐธรรมนูญอาจเป็นเรื่องสำคัญในระดับโครงสร้าง แต่สงครามและแรงกระแทกทางเศรษฐกิจคือเรื่องที่เข้ามาเคาะประตูบ้านเราแล้ว หากประเทศยังมัวเมากับเกมการเมืองจนลืมเตรียมตัวรับแรงสะเทือนจากโลกภายนอก วันหนึ่งเราอาจได้รัฐธรรมนูญใหม่ แต่ต้องแลกด้วยค่าน้ำมันแพง เศรษฐกิจอ่อนแรง และประชาชนที่เหนื่อยกว่าเดิม

ถึงเวลาแล้วที่คนไทยต้องถามนักการเมืองทุกฝ่ายตรง ๆ ว่า ในวันที่โลกกำลังลุกเป็นไฟ คุณกำลังพาประเทศไปแก้ปัญหาจริง หรือแค่พาเราไปหมุนอยู่ในวังวนเดิม ๆ ที่ใช้งบมหาศาล แต่ไม่เคยแตะหัวใจของความทุกข์ประชาชนเลย

'ดร.เจษฎ์' เตือนรัฐบาล!! ห้ามปล่อยให้ใครสวมรอยเรือไทย ตรวจสอบสถิติเรือจดทะเบียน ระวังปัญหาช่องแคบฮอร์มุซ ย้ำวางตัวกลางการเมืองสงคราม

‘ดร.เจษฎ์’ แนะ รัฐบาล อย่าปล่อยให้ใคร "สวมรอย" เรือติดธงไทย รีบตรวจสอบ สถิติจดทะเบียนเรือ

13 มีนาคม 2569 เวลา 09.00 น. -รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวนิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเรือติดธงไทยถูกโจมตี บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ จากความขัดแย้งระหว่าง "สหรัฐอเมริกา-อิสราเอล" และ "อิหร่าน"

โดย รศ.ดร.เจษฎ์ ระบุว่า คำถามที่สังคมสงสัย คือทั้งที่ไทยและอิหร่านมีความสัมพันธ์อันดีมานับ 400-500 ปี เหตุใดจึงตกเป็นเป้า? ซึ่งรัฐบาลต้องรีบตรวจสอบ "สถิติการจดทะเบียนเรือ" โดยด่วน! เพราะเรือที่ชักธงไทยอาจไม่ใช่ของคนไทยเสมอไป รัฐบาลต้องกล้าที่จะขีดเส้นแบ่งให้ชัดเจน คุ้มครองคนไทยแท้ และประกาศตัดหางปล่อยวัดเรือสัญชาติอื่นที่มาแอบอ้างสวมรอยธงไทย เพื่อไม่ให้ประเทศไทยต้องไปรับเคราะห์จากข้อพิพาทของชาติอื่น

"ต้องทำความเข้าใจแบบนี้ครับว่า การจดทะเบียนเรือ อาจจะไม่ได้จดทะเบียนโดยคนไทย อาจจะมีคนสัญชาติอื่นหรือคนประเทศอื่นมา เราไม่รู้ครับว่าในภาวะของสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน มีใครที่เข้าไปเกี่ยวข้อง มีคนที่เป็นอริกันมาก่อนแบบไหนบ้าง มีข้อพิพาทบาดหมางระหว่างสองประเทศนี้กับประเทศอื่น ๆ แบบไหน ใครเป็นพันธมิตรใคร

​ดังนั้นอันนี้ต้องฝากทางรัฐบาลครับ ในเรื่องของการสัญจรไปมาที่จะต้องข้ามช่องแคบฮอร์มุซที่เป็นประเด็นอยู่เนี่ยนะครับ อาจจะต้องไปหาข้อมูลเชิงสถิติ แล้วก็เอามาบอกว่าเรือที่จดทะเบียนในประเทศไทยที่จะมีธงไทย มีเรือในลักษณะไหน กี่แบบ แล้วก็ต้องบอกกับบรรดาคนที่จดทะเบียนทั้งหลายครับว่า ถ้าเป็นคนไทยเราดูแลเขาได้ยังไง ถ้าไม่ใช่คนไทยเราสามารถช่วยเหลือได้อย่างไร และถ้าหากว่ามีการขึ้นธงที่ไม่ได้อยู่ในสถิติที่ว่าจดทะเบียนในประเทศไทย เราก็ต้องบอกครับว่าเรือเหล่านั้นไม่เกี่ยวข้องกับเรา" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

รศ.ดร.เจษฎ์ ยังกล่าวด้วยว่า ภาครัฐต้องสื่อสารกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมา แม้การอพยพแรงงานจะทำได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ในแง่ของการทูต รัฐบาลต้องวางตัวเป็นกลางอย่างที่สุด ไม่เทน้ำหนักหรือเผลอไปแสดงจุดยืนเข้าข้างฝั่งใดฝั่งหนึ่งจนกลายเป็นการดึงไฟสงครามมาเผาบ้านตัวเอง

"ต้องคอยระมัดระวัง เพราะถ้าหากว่าเราเข้าข้างใครมากเกินไป เราเทน้ำหนักไปทางไหนมากเกินควร จะไปบอกว่า 'เฮ้ย สหรัฐอเมริกาคุณทำแบบนี้ไม่ถูก ไม่ดี' 'อิหร่านคุณต้องได้รับการดูแล คุณจะถูกทำแบบนี้ไม่ได้' บางครั้งเราก็ไม่รู้ว่าสถานการณ์สู้รบมันจะลุกลามไปถึงไหน การวางตัวให้ถูกต้องในแนวของสันติภาพ ไม่ส่งเสริมความรุนแรงเป็นเรื่องถูกต้อง แต่ว่ารัฐบาลจะต้องคอยอธิบายสถานการณ์ให้ประชาชนทราบเป็นระยะ ๆ ด้วย ว่าสิ่งที่ประชาชนอาจจะพูดมากไป อาจจะตระหนักน้อยไป มันควรที่จะใช้ข้อมูลอะไรที่เป็นตัวอธิบาย ทั้งหมดเหล่านี้นะครับ จะทำให้เราอยู่ในโลกนี้ได้อย่างสงบสุข และสามารถจัดวางตัวเราได้เป็นอย่างดี" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

รศ.ดร.กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า ในขณะที่สงครามทำท่าจะบานปลาย วิกฤตพลังงานกำลังจ่อคอหอย แต่ภาพที่เห็นคือบรรดานักการเมืองยังคง "แย่งเก้าอี้รัฐมนตรี" 

"สถานการณ์การสู้รบนี้เราไม่รู้ว่าจะไปไกลแค่ไหน และอีกนานอย่างไร รัฐบาลก็อย่ามัวแต่แค่จัดตั้งว่าใครจะเป็นรัฐมนตรีให้ได้ หาจุดลงตัวระหว่างพวกท่าน แล้วก็รีบบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะสงครามแบบนี้ รวมไปถึงเรื่องของพลังงานครับ ต้องบอกกันให้ชัดเจน ว่าพลังงานอะไรที่ยังพอมีอยู่ ถ้าน้ำมันจะร่อยหรอลงจะไม่สามารถมีใช้ การทำงานอยู่ที่บ้านจะต้องมีค่าใช้จ่ายอะไร การไปทำงานที่ทำงานจะต้องแบกรับแบบไหน ทุกสิ่งทุกอย่างเหล่านี้มันเกี่ยวพันกันหมด แต่มันอยู่ที่รัฐบาลครับ ต้องมีความรับผิดชอบต่อประชาชน แล้วก็ต้องช่วยประชาชนคลายใจ และสามารถอยู่ได้โดยไม่หวาดระแวงครับ" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

"ตกลงแล้วเรือที่จะผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ มีเรือใครบ้าง เรือไทยผ่านได้ไหม เพราะว่าคุณโดนัลด์ ทรัมป์ เนี่ย เขาบอกว่าทุกคนผ่านไปเลย ตามสบาย แต่เราต้องบอกคนของเรา เอาข้อมูลจริง ๆ จะไปฟังจากคนที่เขาเป็นคู่ขัดแย้งกันไม่ได้ ตกลงเรือไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ไหม หรือเรือใครผ่านได้บ้าง เรือใครผ่านไม่ได้ และมีการประสานกับทางการอิหร่านแบบไหนบ้าง คนของเราจะได้ปลอดภัยครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องตอบคำถามนะครับ ขอความชัดเจนให้ผู้ประกอบการภาคธุรกิจ รวมไปถึงบรรดาเรือลักษณะอื่นที่จะมีโอกาสในการสัญจรไปมาครับ"  รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก กล่าวทิ้งท้าย

นายกคนที่ 32 “อนุทิน” ชนะขาด 293 เสียง หลังผ่านด่านความเห็นชอบจากสภาฯ จ่อรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อ ท่ามกลางการจับตาทิศทางการเมืองไทยระยะถัดไป

สภาฯ โหวตเลือก “อนุทิน ชาญวีรกูล” นั่งนายกฯ คนที่ 32 ต่อ ด้วยเสียงข้างมาก 293 ต่อ 119

วันที่ 19 มีนาคม 2569 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเลือกบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ภายหลังเสร็จสิ้นการอภิปรายคุณสมบัติของผู้ถูกเสนอชื่อ โดยมีการเข้าสู่กระบวนการลงคะแนนแบบขานชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 499 คนในเวลาประมาณ 12.12 น. ตามข้อมูลที่คุณส่งมา ผู้ถูกเสนอชื่อมี 2 คน คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ขณะที่รายงานสาธารณะบางสำนักระบุบริบทการลงมติและคู่แข่งต่างออกไป จึงควรตรวจสอบกับบันทึกทางการของรัฐสภาอีกครั้งเพื่อความแม่นยำสูงสุด

ระหว่างการออกเสียง ผลคะแนนค่อย ๆ ขยับจนกระทั่งในเวลา 13.06 น. นายอนุทินได้รับคะแนนเกิน 251 เสียง ซึ่งถือว่าเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ส่งผลให้ได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก่อนที่การลงคะแนนจะเสร็จสิ้นในเวลา 13.17 น. โดยผลอย่างไม่เป็นทางการตามข้อมูลที่คุณให้มาคือ นายอนุทินได้ 293 เสียง นายณัฐพงษ์ได้ 119 เสียง และมีผู้งดออกเสียง 86 เสียง รวม 498 เสียง ก่อนที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรจะประกาศผลและปิดประชุมในเวลา 13.22 น. ทั้งนี้ สำนักข่าว AP รายงานตัวเลข 293 จาก 498 เสียงในบริบทของการลงมติในสภา ขณะที่บางสื่อไทยและต่างประเทศรายงานตัวเลขอีกชุดหนึ่งสำหรับการเลือกนายกรัฐมนตรีในช่วงก่อนหน้า

ผลการลงมติครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า นายอนุทินยังคงรักษาฐานเสียงสนับสนุนในสภาได้อย่างมั่นคง และสามารถผ่านด่านสำคัญทางการเมืองไปได้แบบไม่พลิกความคาดหมาย ท่ามกลางการจับตาของสังคมต่อทิศทางการเมืองไทยหลังการเลือกตั้ง 2569 ซึ่งหลายสำนักข่าวรายงานว่าพรรคภูมิใจไทยมีบทบาทสำคัญในการจัดตั้งสมการอำนาจใหม่ในสภา และส่งผลให้นายอนุทินก้าวขึ้นเป็นตัวแปรหลักของการเมืองไทยในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้

อย่างไรก็ตาม แม้สภาจะลงมติเห็นชอบแล้ว ขั้นตอนหลังจากนี้ยังต้องรอการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอย่างเป็นทางการเสียก่อน จึงจะถือว่าเข้าดำรงตำแหน่งโดยสมบูรณ์ตามกระบวนการรัฐธรรมนูญ โดยสื่อไทยและต่างประเทศต่างรายงานตรงกันว่า หลังผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว ขั้นตอนถัดไปคือการรับพระบรมราชโองการแต่งตั้ง และการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เพื่อเริ่มเดินหน้าบริหารประเทศต่อไป

จุดยืนพรรคส้ม!! หนุนตัดงบอาหาร สส. ชี้ชัดกล้าทำจริง ประหยัดภาษี วัดใจพรรคส้ม เอาประชาชนหรือเอาภาพลักษณ์ ตั้งคำถามพวกปัดกันไม่ชัดเจน

จุดยืน “พรรคส้ม” กับการตัดงบค่าอาหารกลางวันของ สส.
กล้าทำจริง หรือแค่คอนเทนต์สร้างภาพหลอกต้มด้อมไปวัน ๆ

สัปดาห์ที่ผ่านมา ในการประชุมสภาวันแรก คุณหมอวรงค์ เดชกิจวิกรม ได้เสนอให้มีการตัดงบค่าอาหารของ “สส.ผู้ทรงเกียรติ” ออกทั้งหมด พร้อมทั้งเสนอให้ลดจำนวนผู้ช่วย สส. จาก 8 คนเหลือ 3 คน รวมทั้งการยกเลิกบำนาญ สส. ที่สิ้นเปลืองเงินภาษีมาช้านาน

แน่นอนว่า เสียงของประชาชนส่วนใหญ่ ๆ ที่รักความถูกต้อง มากกว่าจะวางตัวเป็น “ด้อมเบาปัญญา” ของพรรคใดพรรคหนึ่ง ก็จะแสดงออกไปในทิศทางเดียวกันนั่นคือ “เห็นด้วย” โดยเรื่องที่ฮือฮามากที่สุดก็คือ “การตัดงบค่าอาหาร” จะมีที่ออกหน้ามาขวางเพื่อ “ดำรงการกินอาหารฟรี” ดังเดิม คนแรกเลยก็คือนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ คนใหม่ ที่บอกว่าเป็นเรื่องตลก

นอกจากนี้ก็ยังมี สส. บางส่วนจาก “พรรคสามกีบ” ก็ไม่เห็นด้วยกับการ “ตัดงบค่าอาหาร” ของ สส. ในครั้งนี้เช่นกัน แม้จะเคยอ้างว่าสิ่งที่คุณหมอวรงค์นำเสนอในวันนี้เคยเป็น “ไอเดียของตัวเอง” มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่วันนั้นสังคมไม่ขานรับ และวันนี้ “บางคนในพรรคกีบ” ยังมองว่าเงินเดือนของ สส. เพียงหนึ่งแสนต้น ๆ นั้นไม่ได้เยอะหากเทียบกับ “ภาษีสังคม” ที่ต้องจ่ายไปในแต่ละเดือน

คำว่า “ภาษีสังคม” คงไม่ได้หมายถึง สส. คนหนึ่งที่หนีการเกณฑ์ทหาร ไม่เคยมีน้ำใจใส่ซองในงานขาวดำ แถมใช้ “พวงหรีด” วน และยัง “ลักแกง” ในงานสวดกลับมากินบ้านด้วยใช่ไหมครับ?

หากฟังสิ่งที่คนใน “พรรคล้มสถาบัน” พูดออกสื่อ ก็จะพบว่าช่างเป็นความคิดที่ “ย้อนไปแย้งมา” หาจุดยืนที่ชัดเจนจริง ๆ ในตัวตนของ “คนสามกีบ” ไม่ได้เลย

วันนี้ ปี พ.ศ. ๒๕๖๙ เมื่อในสภามี สส. น้ำดีหนึ่งคน ตั้งใจจะรักษา “ผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนคนไทย” กล้าเดินหน้านำเสนอให้ตัดรายจ่ายที่ฟุ่มเฟือยออก ในขณะที่นักการเมืองค่อนสภาไม่กล้า ก็น่าจะเป็นนิมิตรหมายที่ดีของประเทศชาติ และยังคงไปในทิศทางเดียวกันกับ “ไอเดียพรรคส้ม” ที่เคยเสนอต่อสังคมไทยไว้ในคราวนั้น ถ้า “พรรคสามกีบ” มีเจตนาจะประหยัดเงินภาษีของพี่น้องประชาชนจริง ๆ ก็ไม่น่าจะแสดงท่าทีขัดขวาง เพราะเรื่องที่ดีงามเช่นนี้ไม่มีคำว่าวันสายเกินไป สามารถเริ่มทำด้วยตัวเองก่อนเลยอย่างที่คุณหมอวรงค์ ควักเงินซื่อก๋วยเตี๋ยวกินเอง

“ทำจริง” เยี่ยง “คนจริง” หรือพูดไปเรื่อยแค่ “สร้างคอนเทนต์” ตบตา “ด้อมโง่ ๆ” ก็ดูกันออกได้ง่าย ๆ ในสถานการณ์เช่นนี้

โดย แจ็ค รัสเซล

26 พฤษภาคม 2562 “พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์” ถึงแก่อสัญกรรม ปิดฉากบทบาทรัฐบุรุษคนสำคัญของการเมืองไทย ชีวิตผูกพันศูนย์กลางอำนาจ บทบาทยาวนานเกือบหนึ่งศตวรรษ

 

26 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 “พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์” ถึงแก่อสัญกรรม ปิดฉากบทบาทรัฐบุรุษคนสำคัญของการเมืองไทย

วันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เมื่อ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ ถึงแก่อสัญกรรม ณ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กรุงเทพฯ โดยประกาศสำนักพระราชวังระบุว่า ท่านถึงแก่อสัญกรรมเมื่อเวลา 09.09 น. จากภาวะ หัวใจล้มเหลว สิริอายุ 99 ปี เหตุการณ์ครั้งนั้นนับเป็นการปิดฉากชีวิตของบุคคลผู้มีบทบาทยาวนานและลึกซึ้งที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัย

พล.อ. เปรม ไม่ได้เป็นเพียงอดีตนายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง แต่เป็นบุคคลที่ดำรงบทบาทสำคัญในหลายสถานะตลอดหลายทศวรรษ ทั้งในฐานะนายทหารระดับสูง ผู้นำรัฐบาล องคมนตรี และประธานองคมนตรี ประกาศสำนักพระราชวังยังระบุด้วยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชหฤทัยโทมนัสยิ่ง เพราะพล.อ. เปรม ได้ปฏิบัติงานสนองพระเดชพระคุณด้วยความวิริยอุตสาหะและจงรักภักดีมาตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และยังดำรงตำแหน่งสำคัญต่อเนื่องมาถึงรัชกาลปัจจุบัน

หากมองย้อนกลับไปในเส้นทางการเมืองไทย พล.อ. เปรม เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางที่สุดจากการดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีระหว่างปี 2523 ถึง 2531 ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาสำคัญของประเทศ Britannica อธิบายว่า ในยุคของเขา ไทยพยายามจัดวางระเบียบการเมืองรูปแบบหนึ่งที่ทหาร รัฐสภา และสถาบันหลักของประเทศมีบทบาทประสานกันภายใต้บริบทสงครามเย็นและความเปลี่ยนแปลงภายในประเทศ เขายังมีบทบาทสำคัญในการรับมือกับภัยคุกคามจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยและการรักษาเสถียรภาพของรัฐไทยในช่วงเปราะบางของประวัติศาสตร์การเมือง

จุดเด่นของยุค “เปรมาธิปไตย” ในสายตานักวิชาการและสื่อจำนวนมาก คือการเมืองไทยในเวลานั้นมิได้เป็นประชาธิปไตยเต็มใบแบบรัฐสภาตะวันตก แต่ก็ไม่ใช่เผด็จการทหารแข็งตัวเช่นในหลายช่วงก่อนหน้า พล.อ. เปรม จึงเป็นตัวแทนของระบอบการเมืองแบบประนีประนอมในช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งสามารถรักษาเสถียรภาพของประเทศไว้ได้ระดับหนึ่ง แม้จะมีข้อถกเถียงตามมามากมายในภายหลังเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพ การเมืองเลือกตั้ง และอำนาจนอกระบบ

หลังพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พล.อ. เปรม ยังคงมีบทบาทสูงอย่างต่อเนื่องในฐานะ องคมนตรี และต่อมาเป็น ประธานองคมนตรี จนกลายเป็นหนึ่งในบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโครงสร้างอำนาจไทยช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ถึงต้นศตวรรษที่ 21 การที่ประกาศสำนักพระราชวังย้ำถึงบทบาทของเขาทั้งในฐานะผู้บัญชาการทหารบก นายกรัฐมนตรี องคมนตรี รัฐบุรุษ ประธานองคมนตรี และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ สะท้อนชัดว่าชีวิตของเขาผูกพันกับศูนย์กลางอำนาจรัฐไทยในหลายมิติอย่างยาวนานและต่อเนื่องมาก

ด้วยเหตุนี้ การถึงแก่อสัญกรรมของพล.อ. เปรม เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2562 จึงไม่ได้เป็นเพียงข่าวการสูญเสียบุคคลสำคัญ แต่ยังถูกมองว่าเป็นการสิ้นสุดยุคของตัวละครหลักคนหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัย Bangkok Post รายงานในวันนั้นว่าการจากไปของเขาทำให้เกิดกระแสไว้อาลัยอย่างกว้างขวางจากทั้งแวดวงการเมือง กองทัพ และประชาชนจำนวนมาก เพราะไม่ว่าผู้คนจะเห็นด้วยหรือวิพากษ์บทบาทของเขาอย่างไร ก็ปฏิเสธได้ยากว่าเขาคือหนึ่งในผู้กำหนดทิศทางการเมืองไทยมาอย่างยาวนาน

ในเชิงประวัติศาสตร์ พล.อ. เปรม จึงเป็นบุคคลที่มีภาพลักษณ์ซับซ้อนและทรงอิทธิพลอย่างยิ่ง เขาเป็นทั้งผู้นำรัฐบาลในยุคเปลี่ยนผ่าน ผู้แทนของเสถียรภาพในสายตาผู้สนับสนุน และเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจนำทางการเมืองนอกระบบในสายตาผู้วิจารณ์ แต่ไม่ว่าจะมองจากมุมใด การดำรงอยู่ของเขาในเวทีสาธารณะตลอดหลายสิบปี ทำให้ชื่อของ “เปรม ติณสูลานนท์” แทบแยกไม่ออกจากพัฒนาการทางการเมืองไทยช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20

ดังนั้น วันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 จึงเป็นมากกว่าวันถึงแก่อสัญกรรมของบุคคลผู้หนึ่ง หากคือวันที่ปิดฉากบทบาทของรัฐบุรุษคนสำคัญ ผู้เคยยืนอยู่ศูนย์กลางอำนาจและการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองไทยมายาวนาน การจากไปของพล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ จึงเป็นทั้งการสูญเสียเชิงบุคคล และเป็นจุดหมายหนึ่งของยุคสมัยทางการเมืองไทยที่ควรค่าแก่การจดจำและทบทวนในประวัติศาสตร์ร่วมสมัย

ที่มา : https://shorturl.asia/eRiIp 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top