Friday, 5 June 2026
การเมืองไทย

พรรคกลางเสี่ยงสุด: “หลุมกลางตลาดการเมือง” ที่ใหญ่ก็ไม่สุด เล็กก็ไม่ชัด

บทเรียนจากกรณี ชาติไทยพัฒนา-ภูมิใจไทย, พรรคกล้า-ชาติพัฒนา
และชาติพัฒนาไม่ส่งผู้สมัครเลือกตั้งปี 2569
.
การเมืองไทยกำลังเดินเข้า “ยุคกระจุกตัว” แบบที่คนจำนวนมากตัดสินใจจากตัวเลือกหลักไม่กี่พรรค - เพราะเห็นบ่อย จำง่าย และรู้สึกว่า “เลือกแล้วไม่เสียเปล่า” ผลข้างเคียงคือ คนที่เหนื่อยที่สุดไม่ใช่พรรคเล็กเสมอไป แต่คือ “พรรคกลาง”: พรรคที่ไม่ใหญ่พอจะติดชอร์ตลิสต์ของคนส่วนใหญ่ และไม่เล็กพอจะอยู่แบบนิชอย่างชัดเจน
.
พูดให้ชัดกว่านั้น: พรรคกลางคือกลุ่มที่โดนบีบทั้งบนและล่างพร้อมกัน
ทำไมพรรคกลางถึง “เสี่ยงสุด”
ลองนึกภาพตลาดที่มีแบรนด์ใหญ่ 2-3 แบรนด์ครองชั้นวางหลักในห้าง ส่วนแบรนด์เล็กไปยืนโซนเฉพาะทาง คนยังพอหาเจอ แต่แบรนด์ที่ “อยู่ตรงกลาง” มักเจอปัญหา 3 ชั้น
.
ชั้นที่ 1: แพ้พรรคใหญ่เรื่องการมองเห็น (Visibility)
พรรคใหญ่มีพื้นที่สื่อ มีทีม มีงบ และมี “ภาพจำ” ชัดกว่า พรรคกลางพยายามพูดทุกเรื่อง แต่สุดท้ายคนจำไม่ได้ว่า “คุณเด่นเรื่องอะไร”
.
ชั้นที่ 2: แพ้พรรคเล็กเรื่องความชัด (Clarity)
พรรคเล็กที่อยู่รอดได้มักมีฐานเฉพาะ - พื้นที่เฉพาะ กลุ่มเฉพาะ หรือประเด็นเฉพาะ แต่พรรคกลางกลับกลายเป็น “คล้าย ๆ กัน” กับพรรคอื่นไปหมด
.
ชั้นที่ 3: แพ้ทุกฝ่ายเรื่องการโหวตเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic voting)
เมื่อคนรู้สึกว่า “เลือกพรรคที่ไม่ติดลุ้น = คะแนนอาจสูญเปล่า” คะแนนจะไหลไปหาพรรคใหญ่ พรรคกลางยิ่งถูกดูดคะแนนออก เพราะอยู่ในจุดที่คนลังเลที่สุด
.
กรณีศึกษา: พรรค/กลุ่มการเมืองที่ “ตัดสินใจ” เพื่อหนีหลุมกลาง
หมายเหตุสั้น ๆ กันสับสน: “ชาติไทยพัฒนา” กับ “ชาติพัฒนา” เป็นคนละพรรคกัน
.
เคส 1) ชาติไทยพัฒนา “ย้ายยกกลุ่ม” ไปอยู่ภูมิใจไทย: ทางรอดแบบ “เกาะสเกล”
หนึ่งในภาพที่สะท้อนแรงบีบของตลาดการเมืองคือการ “ย้ายค่ายทั้งกลุ่ม” วราวุธ ศิลปอาชา นำอดีต สส.ชาติไทยพัฒนา 10 คน ลงสมัครในนามภูมิใจไทย และรายงานผลอย่างไม่เป็นทางการระบุว่าได้ไปต่อ 9 จาก 10 ที่นั่ง
.
นี่คือ “สูตรหนีหลุมกลาง” แบบตรงที่สุด: แทนที่จะเสี่ยงอยู่ในตำแหน่งกึ่งกลางที่กระแสไม่พอ ก็เลือกไปอยู่กับแบรนด์ใหญ่ที่มีสเกลและโอกาสชนะสูงกว่า - แลกกับการปรับสีเสื้อ/แบรนด์ แต่ได้ความมั่นคงทางการเมืองมากขึ้น
.
เคส 2) พรรคกล้าไปจับมือกับชาติพัฒนา จนรีแบรนด์เป็น “ชาติพัฒนากล้า”: ทางรอดแบบ “รีโพสิชัน”
อีกสูตรคือ “รวมทรัพยากร + รีแบรนด์” เพื่อให้พ้นจากความเป็นพรรคกลางที่ไม่ชัด ปี 2565 มีรายงานว่า กรณ์ จาติกวณิช และทีมจากพรรคกล้าไปร่วมงานกับพรรคชาติพัฒนา เสริมทีมเศรษฐกิจ และมีมติปรับเปลี่ยนชื่อเป็น “พรรคชาติพัฒนากล้า” (โดยย้ำว่าเป็นการมาร่วมงาน/รีแบรนด์ ไม่ใช่การรวมพรรคแบบทางการ)
.
นัยสำคัญของเคสนี้คือ พรรคกลางบางพรรคพยายาม “หนีหลุม” ด้วยการสร้างจุดขายใหม่ให้ชัดขึ้น (เช่น ทีมเศรษฐกิจ/ภาพลักษณ์ใหม่) แต่ก็สะท้อนอีกด้านว่า “รีแบรนด์อย่างเดียวไม่พอ” ถ้าโครงสร้างฐานเสียงและความเป็นเอกภาพยังไม่แน่น - เพราะต่อมาในปี 2566 มีรายงานว่า กรณ์ จาติกวณิช ยื่นลาออกจากสมาชิกพรรคชาติพัฒนากล้า
.
เคส 3) ชาติพัฒนา “เว้นวรรค” ไม่ส่งผู้สมัครเลือกตั้ง 2569: ทางรอดแบบ “พักเกม” เมื่อสนามแพงเกินคุ้ม
กรณีนี้สะท้อนแรงบีบของยุค “สามขั้ว” ชัดมาก สุวัจน์ ลิปตพัลลภ ระบุว่าการเมืองกำลังเข้าสู่ยุค 3 ขั้ว แข่งขันสูง พรรคเล็กเสียเปรียบ และพรรคชาติพัฒนามีมติไม่ส่งผู้สมัครเลือกตั้ง 2569 พร้อม “เปิดทางอดีต สส. ย้ายสังกัดตามดุลยพินิจ”
.
นี่คือการยอมรับความจริงแบบนักบริหาร: เมื่อ “ต้นทุนลงสนาม” แพงกว่าผลลัพธ์ที่คาดหวัง บางพรรคเลือกถอยหนึ่งก้าว เพื่อไม่ให้ทรัพยากรหมดไปกับเกมที่เสียเปรียบเชิงโครงสร้าง
.
บทเรียนจาก 3 เคส: พรรคกลางมี 3 ทางเลือกเท่านั้น
จากทั้งสามกรณี เราจะเห็นว่า “พรรคกลาง” ถ้าจะรอด ต้องเลือกทางให้ชัด (ทำพร้อมกันทุกทางมักยิ่งหลุมลึก)
สิ่งที่อันตรายที่สุดคือ “อยู่กลาง ๆ ต่อไป” โดยหวังว่าเดี๋ยวคนจะเห็นเอง - เพราะในยุคที่คนตัดสินใจจากชอร์ตลิสต์ไม่กี่ตัวเลือก ความไม่ชัด = การหายไปอย่างเงียบ ๆ
•    โตให้สุด (Scale up) - รวมกับพรรคใหญ่/เกาะสเกล เพื่อชนะในสนามจริง
•    เล็กให้ชัด (Niche down) - เป็น specialist: ยึดพื้นที่/กลุ่ม/ประเด็นให้แน่น
•    พักเกม (Pause/Exit temporarily) - ไม่ลงแข่ง เมื่อสนามแพงและเสียเปรียบโครงสร้าง
.

เลือกตั้งวันเดียวกัน แต่คนละวิธี: ไทยกากบาท X vs ญี่ปุ่นเขียนชื่อ เทียบระบบลงคะแนนให้เห็นข้อดี-ข้อเสีย และบทเรียนที่ไทยหยิบใช้ได้โดยไม่ต้องรื้อทั้งระบบ

สิ่งที่หลายคนมองข้ามคือ ประชาธิปไตยไม่ได้อยู่แค่รัฐธรรมนูญหรือกติกาใหญ่ แต่ซ่อนอยู่ในรายละเอียดบนกระดาษหนึ่งใบ เพราะ “วิธีลงคะแนน” กำหนดว่า ประชาชนต้องใช้ความรู้-ความจำ-ความมั่นใจระดับไหนกว่าจะส่งเจตจำนงของตัวเองไปถึงหีบเลือกตั้ง

1) ไทย: เลือกด้วยการทำเครื่องหมายให้ชัด - เร็ว ง่าย และลดความผิดพลาด
ระบบไทยคุ้นเคยกับการ “กากบาท X” ในช่องที่กำหนด ซึ่งข้อดีเชิงปฏิบัติการคือ:
•    ตัดสินใจแล้วทำได้ทันที ลดภาระการเขียน
•    นับคะแนนได้เร็วและเป็นมาตรฐาน
•    ลดความเสี่ยงสะกดผิดหรือชื่อคล้าย
แต่ด้านกลับคือ มันเปิดพื้นที่ให้การเมืองแบบ “จำเบอร์/จำสัญลักษณ์/จำภาพ” เติบโตได้ง่าย เพราะประชาชนจำนวนหนึ่งอาจไปถึงหน่วยโดยยังไม่รู้รายละเอียดมากนัก แล้วตัดสินใจจากสิ่งที่จำได้เร็วที่สุด

2) ญี่ปุ่น: เลือกด้วยการเขียนชื่อ - ย้ำตัวตนคน/พรรค แต่แลกกับต้นทุนความผิดพลาด
ญี่ปุ่นในหลายการเลือกตั้งใช้แนวทางให้ผู้มีสิทธิเขียน “ชื่อผู้สมัคร” (ในเขต) และ “ชื่อพรรค” (ในแบบสัดส่วน) แทนการกาในช่อง ซึ่งเปลี่ยนพฤติกรรมการเลือกตั้งทันที
ข้อดีหลัก ๆ คือ:
•    บีบให้ผู้มีสิทธิ “จำชื่อ” และรู้จักคน/พรรคมากขึ้นในเชิงรูปธรรม
•    เพิ่มแรงกดดันให้ผู้สมัครสร้างความน่าเชื่อถือรายบุคคล ไม่ใช่พึ่งกระแสอย่างเดียว
•    ทำให้การเลือกแบบ “ให้คะแนนคน” กับ “ให้คะแนนพรรค” แยกจากกันชัด
แต่ข้อเสียก็หนักและจับต้องได้:
•    เสี่ยงบัตรเสียจากการเขียนผิด เขียนไม่ชัด หรือสะกดไม่ถูก
•    ชื่อคล้ายกันอาจสร้างความกำกวมและเพิ่มภาระการตรวจนับ
•    คนดังหรือชื่อจำง่ายได้เปรียบ ขณะที่คนทำงานเงียบ ๆ อาจเสียเปรียบ
•    ต้นทุนระบบสูงขึ้น: ต้องใช้เวลานับคะแนนมากขึ้นและจัดการข้อโต้แย้งมากขึ้น

3) 3 จุดต่างที่ทำให้ “วันเลือกตั้ง” ให้ผลทางการเมืองไม่เหมือนกัน
3.1 เกมหาเสียง: จาก “จำเบอร์” ไปสู่ “จำชื่อ”
เมื่อวิธีลงคะแนนต่างกัน เกมสื่อสารก็เปลี่ยน: ระบบกากบาทเอื้อต่อการตลาดที่ทำให้จำง่ายเร็ว ส่วนระบบเขียนชื่อบังคับให้สร้างการจดจำแบบลึกขึ้น แต่ก็เพิ่มความได้เปรียบของคนที่ชื่อดังอยู่แล้ว
3.2 บัตรเสีย: ใครถูกตัดออกจากประชาธิปไตยมากกว่า
บัตรเสียไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือเสียงของคนที่หล่นหายไปจากระบบ ระบบเขียนชื่ออาจเพิ่มความเสี่ยงกับผู้สูงอายุ ผู้ที่เขียนช้า หรือไม่มั่นใจในการสะกด ขณะที่ระบบกากบาทลดภาระนี้ แต่ก็ยังต้องออกแบบบัตรให้ชัด ลดความสับสน และสื่อสารให้ตรง
3.3 ความเร็วประกาศผล vs ความมั่นใจในเจตนา
ระบบกากบาทมักนับง่ายและประกาศผลเร็วกว่า ส่วนระบบเขียนชื่อใช้ทรัพยากรและเวลามากกว่า แต่ให้ความรู้สึกว่า “ฉันระบุคน/พรรคเอง” ชัดเจนกว่า นี่คือการแลกเปลี่ยนระหว่างประสิทธิภาพกับความละเอียดของเจตนาที่รัฐต้องชั่งน้ำหนัก

‘ช่อ’ ปลุกม็อบกดดัน กกต.นับคะแนนเลือกตั้งใหม่ ลั่นทางเดียวที่จะสู้กับระบบเฮงซวยได้คือ อย่ายอม! ขู่อาจจะไม่ใช่แค่น้ำผึ้งหยดเดียว แต่เป็นน้ำมันที่ไฟถูกจุดแล้ว

เมื่อวันที่ 10 ก.พ. 2569 ช่อ-พรรณิการ์ วานิช โพสต์ข้อความผ่านแอปพลิเคชัน X ชื่อบัญชี @Pannika_FWP ระบุว่า " .... ตอนนี้ชัดเจนแล้วว่า กกต.จะไม่ยอมนับใหม่เลยสักเขต เตะถ่วงให้มวลชนอ่อนแรง เรื่องเงียบไปเอง ทางเดียวที่เราจะสู้กับระบบเฮงซวยนี้ได้คือ อย่ายอม! ประชาชนอย่ายอม สื่อมวลชนอย่ายอม พรรคประชาชนอย่ายอม

'อ.อุ๋ย' ชี้ การระดมมวลชนกดดันนับคะแนนใหม่สะท้อนไม่ยอมรับกติกาในสนามที่ตนเองเต็มใจลง ยกตัวอย่างข้อพิพาทโกงเลือกตั้ง 'จอร์จ บุช' กับ 'อัล กอร์' ต้องจบลงที่ศาลไม่ใช่ท้องถนน

นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรือ อาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายและนักวิเคราะห์การเมือง สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า “แพ้–ชนะไม่สำคัญเท่ากติกา: ถ้าเชื่อประชาธิปไตย ต้องจบที่กฎหมาย ไม่ใช่พวกมากลากไป”

การตั้งคำถามต่อความโปร่งใสของการเลือกตั้งไม่ใช่เรื่องผิด หากแต่สิ่งที่สังคมประชาธิปไตยต้องให้ความสำคัญมากกว่าคือ วิธีการใช้สิทธิในการตรวจสอบ เพราะวิธีการนั้นสะท้อนโดยตรงว่าเราเคารพกติกา เคารพหลักนิติรัฐนิติธรรม และยอมรับระบอบประชาธิปไตยจริงหรือไม่ หากผู้สนับสนุนพรรคประชาชนเห็นว่าการนับคะแนนเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม กฎหมายไทยได้วางช่องทางไว้ชัดเจน มิต้องให้มวลชนต้องออกมากดดันแต่อย่างใด

ทั้งนี้ ตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 หมวด 7 มาตรา 140 บัญญัติให้ ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สามารถร้องเรียนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ หากเห็นว่าการเลือกตั้งหรือการนับคะแนนมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม และให้อำนาจ กกต. ดำเนินการไต่สวน ตรวจสอบ รวมถึงสั่งนับคะแนนใหม่ หรือสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ในกรณีที่พบการกระทำอันมีผลต่อความสุจริตเที่ยงธรรมของการเลือกตั้ง

นอกจากนี้ หากคู่กรณีไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของ กกต. และมองว่า กกต. ทำหน้าที่ไม่ถูกต้อง ก็ยังสามารถใช้สิทธิทางศาล โดยร้องต่อ ปปช. หรือนำเรื่องยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชชอบ หรือตามมาตรา 69 แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 ซึ่งเป็นกลไกตามหลักนิติรัฐ ไม่ใช่ใช้การตัดสินด้วยอารมณ์หรือแรงกดดันจากมวลชน

การระดมมวลชนเพื่อกดดันกระบวนการนับคะแนน แม้อาจอ้างความชอบธรรมทางการเมือง แต่ในเชิงหลักการแล้วกลับสะท้อนการไม่ยอมรับกติกาในสนามที่ตนเองเต็มใจลงแข่ง และเป็นการบ่อนทำลายความศรัทธาต่อระบบกฎหมาย ซึ่งเป็นรากฐานของประชาธิปไตย ที่พรรคประชาชนพยายามอ้างเป็นหลักการของพรรคมาโดยตลอด 

ยกตัวอย่างตัวอย่างในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่เป็นต้นแบบของการปกครองประชาธิปไตยที่เห็นชัดคือ การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ปี 2000 ระหว่าง จอร์จ ดับเบิลยู บุช และ อัล กอร์ แม้จะมีข้อกล่าวหาเรื่องการโกงเลือกตั้ง แต่ข้อพิพาททั้งหมดต้องจบลงในศาล ไม่ใช่บนท้องถนน เพราะสังคมประชาธิปไตยยอมรับร่วมกันว่า กระบวนการยุติธรรมคือคำตอบสุดท้าย 

และในปี 2004 ก็เกิดข้อครหาในการโกงการเลือกตั้งอีก แต่คราวนี้ คู่ท้าชิงของ จอร์จ ดับเบิลยู บุช คือ จอห์น เคอรี่ แสดงสปิริตโดยการประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ โดยไม่ต้องส่งเรื่องถึงศาล โดยให้เหตุผลว่าต้องการให้ประเทศเดินหน้า แม้สมาชิกพรรคบางส่วนจะขอให้เขาสู้ต่อก็ตาม  

2 เดือนการกลับมาของ อภิสิทธิ์ กับ “ว่าที่ 22 สส.” และคะแนนบัญชีรายชื่อรวมที่พาประชาธิปัตย์กลับสู่เกมสภา

สองเดือนก่อนวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 คือ “สปรินต์” ที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับมาขึ้นเวที—ไม่ใช่แค่กลับมาเป็นข่าว แต่กลับมารีเซ็ตภาพพรรคสีฟ้าให้ยืนอยู่บนคำใหญ่ 2 คำ: การเมืองสุจริต และไล่เทา
คำถามคือ…สปรินต์ 2 เดือนนี้ ได้อะไรจริงในสนามเลือกตั้ง? คำตอบเชิงตัวเลขคือ “ว่าที่ 22 สส.” แต่คำตอบเชิงการเมืองคือ “ได้สิทธิ์กลับมาอยู่ในเกม” แม้ยังไม่ใช่ตัวหลักของเกมก็ตาม

1) สองเดือนของการรีแบรนด์: ทำให้คำว่า “สุจริต” จับต้องได้
ช่วงเวลาสั้น ๆ ถูกใช้เพื่อย้ำจุดขายเดิมที่ประชาธิปัตย์ถนัด—ความเป็นสถาบันการเมืองที่พยายามยืนบนมาตรฐาน และพยายามแปลงมันให้เป็นภาษาการเมืองร่วมสมัยมากขึ้น: ต่อต้านทุนเทา สแกมเมอร์ อาชญากรรมข้ามชาติ และคอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง
ในเชิงการสื่อสาร มันคือความพยายามเปลี่ยนจาก “พรรคเก่า” เป็น “พรรคเก่าที่พูดเรื่องใหม่ด้วยคำใหม่” ให้คนเมืองและชนชั้นกลางกลับมาหันมาฟังอีกครั้ง

2) ว่าที่ 22 สส. + คะแนนบัญชีรายชื่อรวม: ตัวเลขที่บอกว่า ‘กลับมาแล้ว’ แต่ยังไม่ถึงขั้น ‘กลับมาเป็นแกน’
ผลสรุปเบื้องต้น (ก่อนประกาศรับรองอย่างเป็นทางการ) ระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์มีว่าที่ สส.เขต 10 คน และว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ 12 คน รวม 22 คน
เมื่อเติม “คะแนนบัญชีรายชื่อรวม” เข้าไป ภาพชัดขึ้นว่า พรรคยังมีฐานคะแนนระดับ “ทำงานต่อได้จริง” โดยคะแนนบัญชีรายชื่อรวมอยู่ที่ 3,662,606 คะแนน (อัปเดตผลอย่างไม่เป็นทางการจากสื่อที่สรุปผลเลือกตั้ง)

ตีความแบบไม่หลอกตัวเอง:
•    22 ที่นั่ง คือ “พอมีเสียง” แต่ยังไม่ถึงขั้น “ตัวแปรที่ใครก็ขาดไม่ได้”
•    คะแนนบัญชีรายชื่อรวมระดับ 3.66 ล้าน ช่วยยืนยันว่าพรรคยังมีฐานเสียงพอให้ยึดพื้นที่อภิปราย/กรรมาธิการ สร้างบทบาทตรวจสอบแบบมีน้ำหนัก และไม่หลุดจากวงสนทนาในจังหวะประเทศกำลังต่อรองตั้งรัฐบาลผสม

3) 22 ที่นั่งจะมีค่าแค่ไหน อยู่ที่ “บทบาท” ไม่ใช่ “จำนวน”
หลังเลือกตั้ง การเมืองไม่ได้จบที่การนับคะแนน แต่มักเริ่มต้นที่การต่อรองและความชอบธรรมของรัฐบาลใหม่

‘พรรครักชาติ’ ขอบคุณทุกคะแนนบริสุทธิ์ พร้อมจี้ กกต. แก้ไข “คะแนนตกน้ำ”

[กรุงเทพฯ] 12 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 09.00 น. คณะกรรมการบริหาร และสมาชิกพรรครักชาติ ร่วมกันแถลงขอบคุณคะแนนบริสุทธิ์ จากประชาชนทั่วประเทศที่พร้อมใจกันลงคะแนนให้ โดยนายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เลขาธิการพรรครักชาติ ได้กล่าวขอบคุณ ทุกคะแนนเสียงที่มอบให้กับเบอร์ 35 พร้อมเน้นย้ำว่าพรรคนี้เกิดขึ้นจากอุดมการณ์บริสุทธิ์ของคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง ปราศจากการซื้อเสียง และการครอบงำจากกลุ่มทุน ซึ่งยืนยันว่าพรรครักชาติจะยังคงเดินหน้าตามเจตนารมณ์ “รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน” ต่อไปอย่างมั่นคง และฝากไปถึง กกต. กรณี “คะแนนตกน้ำ” และความโปร่งใส ซึ่งระบบการเลือกตั้งที่ทำให้เกิด “คะแนนตกน้ำ” โดยเฉพาะกรณีที่ประชาชนเกิดความสับสนในการจำเบอร์ผู้สมัคร ส.ส. เขต กับเบอร์พรรค (Party List) จนทำให้เจตนารมณ์ของผู้ลงคะแนนผิดเพี้ยนไป
.
“พวกเราพรรครักชาติทุกคน ต้องกราบขอบพระคุณ คะแนนเสียงทุกคะแนน ที่เลือกพรรคของเราเบอร์ 35 เราเป็นพรรคใหม่ที่ไม่มีนายทุน เรามีอุดมการณ์ที่ต้องการที่จะรักษาชาติ พระมหากษัตริย์ ประชาชน และเป็นการเปลี่ยนแปลงของคนรุ่นใหม่ที่ไม่ต้องการซื้อเสียง พรรคของเรามาจากอุดมการณ์ ที่พ่อแม่พี่น้องเลือกเราด้วยความเต็มใจ เบอร์ 35 ไม่มี ส.ส. เขต เบอร์ 35 ดังนั้นเราจะไม่มีคะแนนเสียงที่ตกน้ำครับ เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เราอยากจะฝากไปถึง กกต. อยากจะให้หาวิธีที่ทำให้การเลือกนั้นไม่มีคะแนนเสียงตกน้ำ ที่คนตั้งใจจะไปเลือก ส.ส. เขต แล้วเลือกผิดไปเลือกเบอร์พรรคเป็นเบอร์เดียวกันกับ ส.ส. เขตด้วยครับ” นายฐิติพันธุ์ กล่าว
.
ด้านนายฐิติพัฒณ์ จันทร์แก้ว กรรมการบริหารพรรค กล่าวถึงกลุ่มผู้สนับสนุน และกลุ่ม IO (Information Operation) ที่ติดตามการทำงานของพรรครักชาติ โดยขอให้ทุกคนช่วยกันสร้าง “วัฒนธรรมทางการเมืองใหม่” ที่เน้นการวิพากษ์วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ และพรรครักชาติ แม้จะไม่ได้ที่นั่งในสภาฯ  แต่สมาชิกพรรค กรรมการบริหาร จะยังคงสานต่อนโยบายต่าง เพื่อทำให้ทุกคนเห็นว่า สิ่งที่เราทำนั้นมันไม่ใช่เป็นเพียงแค่คำพูด แต่เราจะทำให้ทุกคนได้เห็นจริง ๆ ว่านโยบายของเราคืออะไร 
.
“เราจะทำให้ทุกคนได้เห็นครับว่าสิ่งที่เราทำนั้น มันไม่ใช่เป็นเพียงแค่คำพูด แต่เราจะทำให้ทุกคนได้เห็นจริง ๆ  ครับ ว่านโยบายของเราคืออะไร และสุดท้าย ผมอยากจะฝากไปถึง กกต. สิ่งที่กำลังเป็นประเด็นอยู่ตอนนี้  ไม่ว่าจะทั้งเรื่องของหน่วยที่ชลบุรีเองก็ตาม ผมอยากจะฝากไปถึงพ่อแม่พี่น้องประชาชนเองก็ดี สิ่งไหนที่กำลังทำอยู่ มันอาจจะเข้าข่ายเรื่องของการผิดกฎหมาย ทั้งนี้ทั้งนั้นเราต้อง ทำทุกอย่างให้อยู่ในกฎ ในกรอบ เพราะไม่งั้นนะ สิ่งที่กำลังทำอยู่นี่ มันจะเป็นผลเสียต่อคนทั้งประเทศ และหมู่มากก็ได้” นายฐิติพัฒณ์ กล่าว

ความชอบธรรมไม่ได้จบที่ผลโหวต แต่มาจบที่ “ความเข้าใจร่วมกัน” หลังประชามติรัฐธรรมนูญ: เมื่อความชอบธรรมต้องชนะด้วยความเข้าใจ ไม่ใช่แค่ตัวเลข

ผลประชามติรอบแรกว่าด้วย “ควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ออกมาค่อนข้างชัด - นับแล้ว 94% ฝ่าย “เห็นชอบ” 19,882,882 เสียง “ไม่เห็นชอบ” 10,502,889 เสียง ผู้มาใช้สิทธิ 34,137,009 คน (64.50%) ตามรายงานของ Thai PBS.
แต่ถ้าตีความว่า “ชนะแล้วจบ” เราจะพลาดบทเรียนใหญ่ที่สุดของการเมืองไทย: ความชอบธรรมของกติกา ไม่ได้เกิดจากตัวเลขเพียงอย่างเดียว มันเกิดจาก “ความเข้าใจร่วมกัน” ว่ากำลังทำอะไร ทำไปเพื่ออะไร ใครได้เสียอะไร และยอมรับกติกาเดียวกันในการเดินต่อ - แม้เมื่อเห็นต่าง

1) ผลโหวตคือ “ใบอนุญาตเริ่มต้น” ไม่ใช่ “ใบปิดเกม”
การได้เสียงข้างมากให้เดินหน้ารัฐธรรมนูญใหม่ เป็นแค่การยืนยันว่า “ประชาชนส่วนใหญ่ให้เริ่มกระบวนการ” แต่กระบวนการนี้ยังยาว และยังมีด่านที่ต้องกลับไปถามประชาชนอีก ตามรายงานของ Reuters ว่าจะมี “อีก 2 ประชามติ” สำหรับกรอบการยกร่างและการรับรองร่างสุดท้าย และทั้งกระบวนการอาจกินเวลาอย่างน้อย 2 ปี
เมื่อเกมยังยาว “เสียงไม่เห็นชอบ” ระดับสิบล้านเสียงจึงไม่ใช่ตัวเลขที่แพ้แล้วหายไป แต่คือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ถ้าไม่ถูกพาให้ “เข้าใจ” และ “ยอมรับความเป็นธรรมของกระบวนการ” ก็มีพลังพอจะทำให้ทุกด่านถัดไปติดหล่มได้

2) จุดที่ทำให้ไทยยังไม่เกิด “ความเข้าใจร่วมกัน” (และจะกลายเป็นระเบิดเวลาทางการเมือง)
ความเข้าใจร่วมกันพัง ไม่ใช่เพราะคนไทยคิดไม่เหมือนกัน (นั่นเป็นเรื่องปกติ) แต่เพราะ “ฐานข้อมูลร่วม” และ “ภาษากลาง” ยังไม่แข็งแรงพอ โดยเฉพาะ 3 จุดนี้

(ก) คำถามเดียว - แต่ความหมายในหัวคนละเรื่อง
คำว่า “จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” กับ “แก้ไขทั้งฉบับ” หลายคนใช้แทนกัน แต่จริง ๆ กระบวนการและนัยทางอำนาจต่างกันมาก จนมีการชี้ว่าเอกสารข้อมูลบางชุดใช้ถ้อยคำปะปน เสี่ยงทำให้ประชาชนเข้าใจคลาดเคลื่อน
ถ้าฐานความเข้าใจยังไม่ตรงกันตั้งแต่ต้น ต่อให้ผ่านประชามติ ก็จะทะเลาะกันต่อว่า “สรุปตอนนั้นประชาชนอนุมัติอะไรแน่”

(ข) ประชาชนจำนวนมากยังงงว่า “ต้องทำประชามติกี่ครั้ง”
บางการสรุประบุเป็น 2 ครั้ง บางการสรุประบุเป็น 3 ครั้ง - และแต่ละแบบนำไปสู่ความคาดหวังคนละชุดทันที จนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องตอบคำถามเรื่อง “ขั้นตอน” อยู่เรื่อย ๆ
ความสับสนแบบนี้คือเชื้อเพลิงของความไม่ไว้วางใจ: คนที่ไม่เห็นด้วยจะเชื่อว่า “ถูกลากเกม” ส่วนคนที่เห็นด้วยจะเชื่อว่า “อีกฝั่งตั้งใจทำให้งง”

(ค) ประชาชนอยากมีส่วนร่วมมาก - แต่ข้อจำกัดเรื่อง “ใครเป็นคนร่าง” ยังเป็นปม
ประเด็นที่ทำให้เกิดอารมณ์ทางการเมืองสูงสุด คือ “ใครจะเป็นคนเขียนกติกาใหม่” เพราะถ้าคนส่วนหนึ่งรู้สึกว่าไม่ได้มีส่วนร่วมจริง ความชอบธรรมจะตกตั้งแต่ยังไม่เริ่มร่าง
นี่โยงตรงกับบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญ และการออกแบบกลไกในรัฐสภาว่าสุดท้ายสังคมจะยอมรับร่วมกันได้แค่ไหน

3) “การสื่อสาร” คือสนามรบของความชอบธรรม - ไม่ใช่งานประชาสัมพันธ์
ถ้าความชอบธรรมต้องมาจบที่ความเข้าใจร่วมกัน แปลว่า “การสื่อสาร” ต้องเปลี่ยนสถานะจากงานประกาศผล ไปเป็น “โครงสร้างของความไว้ใจ” โดยมีบทบาทของ 3 ฝ่ายชัด ๆ

3.1 รัฐ: สื่อสารเพื่อทำให้ ‘กติกา’ ถูกเข้าใจแบบเดียวกัน
สิ่งที่รัฐควรทำไม่ใช่แค่บอกว่า “ขั้นตอนเป็นอย่างไร” แต่ต้องทำให้ประชาชน “ตรวจสอบได้” และ “เข้าใจได้” เช่น ใช้ถ้อยคำให้คงเส้นคงวา แยกให้ชัดว่า “ทำฉบับใหม่” ต่างจาก “แก้ทั้งฉบับ” ตรงไหน ทำไทม์ไลน์แบบภาษาคน พร้อมคำถาม-คำตอบ และเปิดข้อมูลผลคะแนน/บัตรเสีย/ผู้มาใช้สิทธิแบบอ่านง่าย

3.2 สื่อ: แยก “ข้อเท็จจริง - ความเห็น - การคาดการณ์” ให้ชัด
สื่อไม่ควรทำให้ประชามติกลายเป็นสงครามเชียร์ เพราะถ้าคนดูรู้สึกว่าถูก “ชี้นำ” เขาจะไม่เชื่อข้อมูลที่จำเป็นต่อการตัดสินใจในรอบถัดไป จึงควรรายงานให้ชัดว่าอะไร “ยืนยันแล้ว” อะไรคือ “กติกาที่คาดว่าจะเกิด” และอะไรเป็น “ความเห็นเชิงบรรณาธิการ”

3.3 ภาคประชาชน: สร้างพื้นที่คุยแบบไม่ทำให้อีกฝั่งเป็นศัตรู
ถ้าเรายังใช้ภาษาว่า “ฝ่ายฉันคือประชาธิปไตย ฝ่ายเธอคือศัตรู” สุดท้ายรัฐธรรมนูญใหม่จะถูกมองเป็น “อาวุธของฝ่ายชนะ” ไม่ใช่ “บ้านร่วมกัน” งานของภาคประชาชนคือทำให้คนที่ไม่เห็นด้วย “ยังอยู่ในวงสนทนา” ไม่ถูกผลักออกไปเป็นก้อนต่อต้านถาวร

จับตาชายแดนไทย-กัมพูชา หลังเลือกตั้งจบแต่ความเจ็บปวดยังไม่จาง เมื่อนักการเมืองได้แต้ม แต่คนชายแดนได้ 'ระเบิด' และ 'บ้านแตก'

ปลุกชาตินิยมเอาคะแนน แต่ชายแดนเอาชีวิต: ไทย-กัมพูชาอย่าให้การเมืองลากประเทศไปติดกับดัก

ความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชาไม่ใช่ดราม่าในโซเชียลอีกต่อไป เพราะหลังการปะทะหนักในเดือนธันวาคม 2568 แม้จะมีการหยุดยิง แต่ยังมีคนจำนวนมากต้องอยู่ในศูนย์พักพิง บ้านและที่ดินจำนวนมากเข้าไม่ถึง และยังมีความเสี่ยงจากทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดตกค้าง

ความจริงในพื้นที่ที่ถูกกลบด้วยวาทกรรม
• มีผู้พลัดถิ่นฝั่งกัมพูชาหลายพันคนยังไม่สามารถกลับบ้านได้ เพราะพื้นที่ถูกกั้น/เข้าไม่ถึง
• เหตุปะทะทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และทิ้งปัญหาระเบิดตกค้างที่กระทบโรงเรียน วัด โรงพยาบาล และเส้นทางทำมาหากิน
• ความเสียหายยังลามถึงพื้นที่มรดกโลก เช่นบริเวณปราสาทพระวิหารที่ได้รับผลกระทบจากการปะทะ

เมื่อ "ชาตินิยม" กลายเป็นเครื่องมือหาเสียง
• กระแสชาตินิยมสามารถดึงคะแนนได้เร็วกว่าเรื่องปากท้อง และทำให้การเมืองหลบคำถามยาก ๆ เรื่องเศรษฐกิจได้ง่ายขึ้น
• เมื่อการเมืองแข่งกัน "แข็ง" ประชาชนในพื้นที่กลับเป็นคนที่จ่ายราคา ทั้งความปลอดภัย รายได้ และอนาคตของลูกหลาน
• งานวิเคราะห์ชี้ว่าชาตินิยมของทั้งสองฝ่ายถูกจัดวางต่างกัน แต่ต่างก็ถูกใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมทางการเมืองในแบบของตน

ข้อพิพาทเก่า แต่บทเรียนใหม่: ยิ่งซับซ้อน ยิ่งต้องใช้สติ
• กรณีปราสาทพระวิหารเคยไปถึงศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) มีคำพิพากษาสำคัญในอดีต และมีคำวินิจฉัยเรื่องการตีความเพิ่มเติมในเวลาต่อมา
• ข้อพิพาทแนวชายแดนจึงไม่ใช่เรื่องที่จะตัดสินด้วยอารมณ์แบบ "บุก/ไม่บุก" แต่ต้องวางบนข้อเท็จจริง กฎหมายระหว่างประเทศ และความปลอดภัยของประชาชน

ทางออกที่ "รักชาติจริง" ต้องกล้าทำ
• ลดความร้อนแรงของวาทกรรม: เลิกขายคะแนนด้วยการปลุกอารมณ์จนความเสี่ยงบานปลาย
• ย้ำหลักความปลอดภัยประชาชน: เร่งกวาดล้างทุ่นระเบิด/วัตถุระเบิดตกค้าง เปิดทางให้คนกลับบ้านและกลับไปทำมาหากิน
• ใช้การทูตและกลไกเจรจาในพื้นที่: ทำมาตรการร่วม ลดโอกาสปะทะซ้ำ และสร้างกติกาในพื้นที่ที่ทุกฝ่ายยอมรับได้

เลือกตั้ง’69 EP#8 แพ้แล้วพาล (Sore loser)

อาการ “แพ้แล้วพาล (Sore loser)” ของสาวกพรรคส้มคือ บทสรุปจากผลการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งปรากฏชัดเจนแล้วว่า สาวกพรรคส้มออกมาแสดงตัวคัดค้านผลการเลือกตั้งมากมายหลายวิธี พยายามปลุกระดมมวลชน กระทั้งชักจูงให้องค์การนิสิต-นักศึกษาหลายสถาบันออกมาเรียกร้องให้มีการนับคะแนนใหม่ ทำให้สังคมไทยได้รู้ได้เห็นว่า หากพรรคส้มแพ้การเลือกตั้งนั้นไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม แต่การเลือกตั้งปี 2566 พรรคส้มชนะไม่ปรากฏว่า พรรคการเมืองไหนออกมามาประท้วงการนับคะแนนหรือผลการเลือกตั้งเลย และองค์การนิสิต-นักศึกษาทั้งหลายต้องออกมาเฝ้าสังเกตุการเลือกตั้งแต่แรกเริ่ม ไม่ใช่เพียงแค่รับข้อมูลแล้วออกมาประท้วง เพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความไม่รับผิดชอบ ไม่สนใจการเมือง ขาดเหตุและผล และถูกมองว่า องค์กรเหล่านั้นกลายเป็นเครื่องมือของพรรคส้มไป

สำหรับ QR Code บนบัตรเลือกตั้งนั้นเป็นเพียงเครื่องมือคุมเอกสาร ไม่ใช่เครื่องมือที่ใช้สำหรับสืบสาวตามตัวบุคคลที่ใช้สิทธิเลือกตั้งแต่อย่างใด จากกระแสในโซเชียลที่มีการตั้งข้อสงสัยว่า QR Code หรือบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งอาจถูกนำไปใช้ในการระบุตัวตนของผู้ลงคะแนน ขัดหลัก “บัตรลับ” ตามกฎหมายไทย แต่คุณปฐม อินโรดม ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีและสื่อสารมวลชนแถวหน้าของไทย ด้วยประสบการณ์กว่า 20 ปี อดีตผู้บริหารสื่อไอทีรายใหญ่ที่สุด (ARIP) และอดีตกรรมการผู้จัดการ บมจ. เออาร์ไอพี ปัจจุบันมีบทบาทสำคัญเป็นที่ปรึกษาธุรกิจดิจิทัล, กรรมการ Creative Digital Economy สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมบล็อกเชนไทย และกรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้อธิบายว่า ความกังวลว่าระบบจะ “รู้หมดว่าใครเลือกใคร” มักเกิดจากความไม่ไว้วางใจทางการเมือง มากกว่าข้อเท็จจริงเชิงเทคนิค พร้อมย้ำว่าประชาชนมีสิทธิ์ตั้งคำถามต่อ คณะกรรมการการเลือกตั้ง แต่ควรตั้งอยู่บนความเข้าใจระบบจริง

QR Code ทำหน้าที่อะไรในกระบวนการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยหลักแล้ว QR Code บนบัตรเลือกตั้งใช้เพื่อ
-    ควบคุมจำนวนบัตร ป้องกันบัตรปลอม
-    แยกประเภทเขต/หน่วยเลือกตั้ง
-    ช่วยบริหารการนับคะแนนหรือ audit เอกสาร
-    ตรวจสอบเส้นทางเอกสาร (document tracking)
จึงทำหน้าที่เพียงเป็น “ตัวระบุเอกสาร” ไม่ใช่ “ตัวระบุบุคคล” แต่อย่างใด ถ้าหากจะตามว่าใครเลือกใคร ต้องทำอย่างไร? ในทางทฤษฎี การสาวกลับไปหาผู้ลงคะแนนต้องมีเงื่อนไขซ้อนกันหลายชั้น เช่น
1.    มีฐานข้อมูลว่าบัตรหมายเลขใดแจกให้ใคร
2.    มีการบันทึกหมายเลขก่อนหย่อนบัตร
3.    มีการเก็บลำดับเวลาการหย่อนเทียบกับรายชื่อผู้มาใช้สิทธิ
4.    ต้องเชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมดแบบเรียลไทม์

ซึ่งในทางปฏิบัติของการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ไม่มีระบบในลักษณะดังกล่าวรองรับอยู่แต่อย่างใด และการจะทำย้อนหลัง ต้อง “รื้อบัตรทั้งหมด” นำมาเทียบ QR Code กับข้อมูลการแจกบัตรตามลำดับผู้ใช้สิทธิทีละใบ ซึ่งทำได้ในทางทฤษฎี แต่มีความซับซ้อนและยุ่งยากมากมาก ต้องใช้ทรัพยากรมหาศาล และแทบเป็นไปไม่ได้ในการปฏิบัติจริง โดยเฉพาะเมื่อบัตรที่ลงคะแนนได้ถูกผสมรวมกันในหีบคะแนนแล้ว เข้าใจง่าย ๆ คือ QR Code อย่างเดียว จะไม่สามารถบอกได้ว่าใครลงคะแนนให้ใคร หากไม่มีฐานข้อมูลจับคู่กับตัวบุคคลตั้งแต่ต้น

พรรคการเมืองหรือแหล่งรวมคดี? คำถามดัง ๆ ถึง "พรรคสามกีบ" กับวาทกรรมลวงโลก "มีเราไม่มีเทา" อ้างจุดยืนใสสะอาดแต่วีรกรรมเพียบ

พรรคการเมืองสามกีบ “วันสต็อปเซอร์วิส”
เลือกพรรคเรา มีบริการครบทุกความเลว
คงไม่ใช่แค่ในประเทศไทย แต่พูดได้โดยไม่กระดากปากว่าทุกประเทศทั่วโลกรวมกันน่าจะมีแค่ “พรรคการเมืองสามกีบ” เพียงหนึ่งเดียวของไทยแลนด์ที่ผลิต “นักการเมืองระดับโฉดชั่ว” ออกมาให้สังคมส่ายหัวติด ๆ กันมากที่สุด

ที่น่าอับอายประเทศตัวเองมากกว่านั้น คือยังมีเหล่า “สาวกผู้ใจบอด” ที่ไม่ว่า “พรรคล้มเจ้า” จะมีพฤติกรรมเทา ๆ ดำ ๆ และต่ำเตี้ยในเรื่องจริยธรรม คุณธรรมขนาดไหน ก็ยังคงหลับหูหลับตาสนับสนุนไม่เลิกรา

สังคมไทยได้เดินทางมาถึงในวันที่มีผู้คนจำนวนไม่น้อย ไม่สนใจความถูกต้อง แต่กลับเดินหน้าโอบอุ้มสิ่งที่ถูกใจหน้าตาเฉย ด้วยการหันไปชื่นชม สนับสนุน กลุ่มคนที่ไม่ต่างจาก “อาชญากร” ที่ซ่อนรูปมาในคราบ “นักการเมืองคนรุ่นใหม่”

วาทกรรมเท็จสารพัดที่ “พรรคการเมืองสามกีบ” โปรยสู่สังคมเพื่อหลอกต้ม “ด้อมสมองน้อย” ให้หลงคล้อยและเชื่อตามว่า “มีเราไม่มีเทา” และเดินหน้าตำหนิ ก่นด่า พรรคการเมืองอื่น ๆ ในทางเสื่อมเสีย แต่เพียงไม่นานนักในทุก ๆ ความโสมมที่คนไทยจะนึกออก กลับไปรวมอยู่ใน “พรรคการเมืองสามกีบ” เพียงพรรคเดียว คล้ายกับ “เลวดึงดูดเลว” ให้มารวมกันเพื่อรอวัน “ตายหมู่” ในไม่นานจากนี้

ระหว่างที่สังคมไทยกำลังจับตามองว่า “พรรคส้มเน่า” จะถูกยุบพรรคเป็นครั้งที่สามหรือไม่ ใครที่สนับสนุนพรรคการเมืองสามกีบอยู่ในห้วงเวลานี้ ก็จะได้รับบริการประเภท “วันสต็อปเซอร์วิส” เรียกว่าเลือกพรรคเดียวได้รับทั้ง สส.เว็บพนัน สส.ฟอกเงิน สส.โดนคดี ๑๑๒ สส.หนีการเกณฑ์ทหาร และ สส.ข่มขืนหญิงสาว รวม ๆ แล้วมีทั้งเทาไปจนถึงดำมืดยั้วเยี้ยเต็มพรรคไปหมด

ยังไม่นับเรื่องที่ “อำมหิตในระดับคลาสสิd” นั่นก็คือการหลอกเด็กไปติดคุกจนต้องเสียอนาคตมากมาย ความชั่วระดับนี้มีแค่ที่นี่..ประเทศไทย

โดย แจ็ค รัสเซล


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top