Friday, 5 June 2026
การเมืองไทย

ยุบสภา อภิปราย เลือกตั้ง พรรค ‘ส้ม-แดง-น้ำเงิน’ ระวัง!! อย่าลากกันไปแหกโค้ง โอกาสมี..อย่าติดประมาท

(1 ธ.ค. 68) พลันที่เกิดกรณีน้ำท่วมหาดใหญ่ทำเอารัฐบาลเหมือนจะจมน้ำไปด้วย ทำให้ไทม์ไลน์การเมืองที่จะดูเหมือนจะตกผลึกในเชิงลึกระหว่างสีส้ม-แดง-น้ำเงิน ออกอาการกระเพื่อมว่าจะเปลี่ยนแปลงไปด้วย..

ตกผลึกการเมืองสามสีที่ว่านั้นก็คือ..วันที่ 10-11 ธ.ค.เปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 2  เมื่อผ่านวาระ2ทิ้งไว้ 15 วัน  ก็จะไปลงมติวาระ 3 ในวันศุกร์ที่ 26 ธ.ค.หรือ จันทร์ 29 ธ.ค.

จากนั้นหลังปีใหม่พรรคส้ม..ประชาชน /พรรคแดง.เพื่อไทย จะคิดอ่านประการใดเกี่ยวกับการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจก็ว่ากันไป  ถ้าจะยื่นอภิปรายตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 แบบลงมติ อนุทิน  ชาญวีรกูล นายกฯชิงยุบสภาก่อนแน่  แต่ถ้ายื่นอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ ตามามาตรา 152 จะอภิปรายกันกี่วันกี่คืนรัฐบาลอนุทินก็ไม่ขัดข้อง..จะได้ฉวยโอกาสชี้แจงไปด้วย..

แต่พอเกิดกรณีน้ำท่วมที่รัฐบาลอยู่ในอาการซวนเซ  พรรคเพื่อไทยบางส่วนเห็นว่าควรจะใช้เป็นนาทีทองกระหน่ำให้หมอบราบคาบแก้ว  เปิดสมัยประชุมรัฐสภาวันที่ 12 ธ.ค.2568 ปั๊บ ก็ยื่นอภิปรายตามม.151ปุ๊บ  หากอนุทินยุบสภาไม่ทันต้องเปิดอภิปราย...หรือยุบได้ทันก็น่าจะเสียรังวัด..ถูกประชาชนด่า..ที่ไม่กล้าถูกตรวจสอบ

แต่สส.พรรคเพื่อไทยจำนวนไม่น้อยเห็นว่า  หากยื่นตามม. 151 เกิดการยุบสภา  พรรคอาจจะถูกด่าว่าเป็นต้นเหตุการยุบสภา...ในขณะที่ประเทศกำลังอยู่ในโหมดการฟื้นฟูเยียวยา  และดีไม่ดีอาจมีปัญหาไทย-กัมพูชาแทรกซ้อนเข้ามาอีกปัญหา...อีกทั้งพรรคอาจถูกด่าว่าละทิ้งภารกิจแก้รัฐธรรมนูญอีกต่างหาก..

สรุปพรรคเพื่อไทยก็ติดกับดักตัวเอง  ชักเข้าชักออก หากให้ฟันธงก็อยากจะชี้ว่าคงได้แต่ฮึ่มๆ ต่อไป..ในขณะที่พรรคประชาชนนั้นชัดเจนว่า..รอจนกว่าจะมีการลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 3 ช่วงปลายเดือนธ.ค. 

ในช่วงที่พรรคส้ม-แดงอยู่ในช่วงรอเปิดสมัยวิสามัญ  มีหลายกลุ่มเสนอสูตรให้พรรคส้ม-แดง ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามม. 152 คือยื่นอภิปรายแบบไม่ลงมติในช่วงกลางหรือปลายเดือนม.ค.2569 ซึ่งรับประกันซ่อมฟรีว่าได้อภิปรายแน่   สูตรนี้กล่าวได้ว่าวิน-วินทุกฝ่าย ฝ่ายค้านได้อภิปราย  รัฐบาลได้ชี้แจง  ประชาชนได้ข้อมูล อภิปรายเสร็จก็ยุบสภา ตามไทม์ไลน์เดิม 31 ม.ค.และเลือกตั้ง 29 มี.ค.

ตามสูตรอภิปรายทั่วไปตามม.152ช่วงปลายเดือนม.ค.2569 นักเคลื่อนไหว-นักวิชาการอย่าง จตุพร  พรหมพันธุ์ และดร.ธนพร  ศรียางกูล ประสานเสียงเห็นพ้องว่าทุกฝ่ายได้ประโยชน์และทำให้ระบบรัฐสภาดูงดงาม..แต่ท้ายสุดบรรดาพรรคการเมือง-นักเลือกตั้ง จะเลือกหนทางไหนก็ต้องตามไปดู 

อย่างไรก็ตาม  ไม่ว่าจะเลือกหนทางใดผลการเลือกตั้งต้นปี 2569 ก็ยังจะออกมาตามที่หลายโพลหลายฝ่ายคาดหมาย..นั่นคือ 3 พรรคแรกจะประกอบด้วยพรรคประชาชน-ภูมิใจไทย-เพื่อไทย   

ส่วนพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทยใครจะมาอันดับ 1 ก็ดูกันนาทีสุดท้าย แต่เดิมนั้นคาดว่าภูมิใจไทยจะปาดหน้าไปถึง 150 เสียง  แต่ตอนนี้อาจจะลำบาก

สรุปทิศทางการเมืองระยะใกล้ๆ
1)หลังเปิดสมัยประชุมรัฐสภาสมัยสามัญ วันที่ 12 ธ.ค. พรรคเพื่อไทยขยับยื่นอภิปรายฯ -สูตรนี้เป็นไปได้ แต่ไม่น่าจะเกิน 10%
2)มีการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญวาระ 3 ช่วงปลายเดือนธ.ค.2568  จากนั้นต้นเดือนม.ค.มีการยื่นอภิปรายฯตามม.151  แต่ถูกชิงยุบสภา ไม่มีการอภิปราย  แนวทางนี้เป็นไปได้40-50%
3)มีการยื่นอภิรายทั่วไปตามม.152   ช่วงปลายเดือนม.ค.2569  แล้วยุบสภาตามไทม์ไลน์ 31 ม.ค.2569  มีโอกาสเป็นไปได้สูงเกิน50%
4)เกิดสถานการณ์ผิดปกติ เครื่องบินแหกโค้งออกนอกรันเวย์...โอกาสมี แต่น้อยมากถึงน้อยที่สุด..แต่อย่าประมาท!!??


เรื่อง : เล็ก เลียบด่วน
 

อันต่ำเตี้ยของพรรคการเมืองไทย ศาลตัดสินแล้วว่าผิด แต่ก็ยังใช้เอกสิทธิ์ ทำงานกินเงินเดือนต่อ

ถึงวันนี้ เด็กวัยรุ่น วัยเรียน รวมถึงผู้ใหญ่ “คิดน้อย” จำนวนหนึ่งที่อยากมีที่ยืนในสังคมและเคยออกไปร่วม “ชูสามนิ้ว” จาบจ้าง ล่วงละเมิด ดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ตามท้องถนน คดีถึงที่สุดแล้วหลายคน โดนกันไปคนละหลายปี กรรมไล่ล่าทันในชาตินี้ ต่างเดินคอตกเข้าคุกรายวัน ชีวิตดับมืดเพราะหลงเชื่อคำปลุกปั่น ยกยอ แผนร้ายหลอกใช้ให้มาทำผิด 112  

เมื่อเลือกจะเป็นเหยื่อ ก็อย่าร้องคร่ำครวญเวลาต้องนอนในตะราง

เหยื่อผู้หลงผิด บ้างมาขอโอกาส ก็รีบเอาตัวออกห่าง “พรรคการเมืองปีศาจ” และก็มีไม่น้อยก่อนที่คดีจะสิ้นสุด ศาลเห็นใจให้ประกันตัวออกมาโดยหวังว่าจะสำนึก กลับใจเป็น “พลเมืองที่คิดเป็น” ของประเทศชาติ แต่เปล่าเลย ไปกระทำผิดซ้ำ ๆ เพิ่มโทษเพิ่มคดีอีกไม่รู้เท่าไหร่

เมื่อศาลหมดความเห็นใจยกเลิกการให้ประกันตัวเหยื่อไร้สำนึก ฝ่าย “ลัทธิตี๋เกลียดกษัตริย์” ก็รีบไปปลุกปั่นให้ “สามกีบสมองกลวง” กล่าวหาว่าศาลนั้นเป็นอันตราย และพุ่งโจมตีว่ามาตรา 112 เป็นปัญหาต่อสังคมไทย สมควรต้องยกเลิก หรือช่วยกันกระทืบให้อ่อนปวกเปียกเหมือนมะเขือเผา เพื่อที่ “สามกีบสมุนตะวันตก” จะได้เคี้ยวและกลืนสถาบันลงคอไปได้ง่าย ๆ

เหยื่อ ที่เป็นสามัญชนคนธรรมดา ติดคุกรายวัน เพราะไม่มี “เอกสิทธิ์” คุ้มครอง ผิดกับ “นักการเมืองสามกีบ” ขนาดศาลตัดสินว่าผิดจริง ต้องโทษจำคุกหลายปี แต่ก็ยังแสดงออกถึงการเป็นคนไร้ศักดิ์ศรี ไร้จริยธรรม ไร้ความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างน่าละอาย หน้าด้านใช้ “เอกสิทธิ์ สส.” คุ้มครองตนเองให้ทำงานกินเงินเดือนจากภาษีของประชาชนต่อไปหน้าตาเฉย เปลือยธาตุแท้ให้เห็นว่าไม่ได้แคร์ประชาชน ไม่ได้แคร์สังคม ไม่ได้แคร์เกียรติยศของตนเอง

คดีเดียวกัน แสดงพฤติกรรมเลว ๆ เหมือนกัน แต่การเป็น สส. ทำให้ไม่ต้องติดคุก จึงรีบฉวยใช้โอกาสของการอยู่นอก “กรงขังกีบ” เร่งหาวิธีแก้กฎหมาย หวังให้พวกพ้องที่โดนคดี 112 พ้นผิดแบบเท่ ๆ 

ประเทศไทยถ้าอยากเจริญ ควรยกเลิก “เอกสิทธิ์บาป” นี้ก่อนโดยเร็ว มิเช่นนั้น “สส. โจร” จะไม่มีทางเข็ดหลาบ แต่ใครล่ะจะจริงใจมาแก้กฎหมายให้สังคมไทยได้ประโยชน์ ประเทศไทยจะมีนักการเมืองที่คิดดีเช่นนี้สักคนจริง ๆ หรือ?

คงจะเป็นไปได้ยากสำหรับประเทศไทย


โดย : แจ็ค รัสเซล

ย้อนรอยวิกฤตการเมืองไทยในอดีต เมื่อ "ยุบสภา" ถูกเสนอเป็นทางออก แต่ผู้มีอำนาจไม่ยอมกดปุ่ม บางครั้งจบด้วยชีวิตและเลือดเนื้อ

ในระบอบรัฐสภา "การยุบสภา" คือปุ่มรีเซ็ตความชอบธรรมที่ตรงที่สุด โดยคืนอำนาจตัดสินใจให้ประชาชนอย่างรวดเร็ว เพื่อลดแรงปะทะบนถนนและตัดข้อครหาเรื่องรัฐบาลที่หมดสภาพทางการเมือง แต่ประวัติศาสตร์การเมืองไทยหลายช่วงสะท้อนภาพซ้ำๆ เมื่อวิกฤตปะทุและเสียงเรียกร้องให้ยุบสภาดังกระหึ่ม รัฐบาลจำนวนไม่น้อย "ไม่ยอมยุบ" แล้วประเทศจบที่ทางออกอื่น ไม่ว่าจะเป็นศาล รัฐประหาร การปราบปราม หรือการเปลี่ยนขั้วในสภา ซึ่งมักทิ้งบาดแผลยาวกว่า

พฤษภาทมิฬ 2535: เลือดออกก่อนยอมยุบ

วิกฤตปี 2535 เกิดจากการเมืองหลังเลือกตั้งที่นำไปสู่การตั้งนายกรัฐมนตรีที่สังคมจำนวนมากมองว่าขาดความชอบธรรม จนเกิดการชุมนุมใหญ่และการสลายการชุมนุมอย่างรุนแรงในเดือนพฤษภาคม สิ่งที่น่าสังเกตคือ "ทางออกแบบยุบสภา" ไม่ได้ถูกกดตั้งแต่แรก ความขัดแย้งลากไปจนเกิดความสูญเสีย ก่อนจะไปจบที่การตั้งรัฐบาลรักษาการและการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ในเวลาต่อมา

บทเรียนชัดเจน เมื่อรัฐเลือก "ดื้อ" แทน "คืนอำนาจประชาชน" ต้นทุนที่จ่ายมักเป็นเลือด และสุดท้ายก็หนีไม่พ้นการกลับไปหา "ความชอบธรรมจากการเลือกตั้ง" อยู่ดี

วิกฤต 2551: ศาลตัดสินแทนประชาชน

ปี 2551 การเมืองร้อนแรงจากแรงกดดันบนถนนและความขัดแย้งในสภา ข้อเสนอให้ยุบสภามีอยู่ในพื้นที่สาธารณะ แต่ประเทศไม่ได้เดินไปตามเส้นทาง "เลือกตั้งใหม่ให้ประชาชนตัดสิน" ปลายทางของวิกฤตกลับไปจบที่กลไกอื่น เช่น กระบวนการทางศาลและการยุบพรรค พร้อมการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ผ่านสมการเสียงในสภา ซึ่งแม้ถูกกฎหมาย แต่ทำให้ข้อถกเถียงเรื่องความชอบธรรมไม่หายไป เพียงเปลี่ยนรูปและสะสมแรงปะทุรอบใหม่

เม.ย.-พ.ค. 2553: ปฏิเสธยุบสภา จบด้วยเลือด

วิกฤตปี 2553 เป็นภาพชัดของการยื่น "ทางออกยุบสภา" แล้วไม่ถูกยอมรับ ความขัดแย้งยกระดับและจบลงด้วยการใช้กำลัง พร้อมความสูญเสียจำนวนมาก และรอยแผลทางสังคมที่ยืดเยื้อ การไม่ยุบสภาอาจทำให้รัฐบาล "อยู่ต่อ" ได้ในเชิงเวลา แต่ทำให้ประเทศ "จ่ายแพงกว่า" ทั้งต่อชีวิตคน ความไว้วางใจ และความชอบธรรมของสถาบันการเมือง

ม็อบเยาวชน 2563-2564: คุมด้วยกฎหมายและคดี

การชุมนุมระลอกปี 2563 เริ่มด้วยข้อเรียกร้องที่ชัด รวมถึง "ยุบสภา" เพื่อเปิดทางให้ระบบการเมืองรีเซ็ตผ่านการเลือกตั้ง แต่รัฐเลือกเดินเกมประคองอำนาจและคุมสถานการณ์ด้วยการบังคับใช้กฎหมายและการดำเนินคดีเป็นหลัก ผลที่ตามมาคือ ทั้งรัฐและผู้ชุมนุมถูกดึงเข้าสู่สงครามความชอบธรรมระยะยาว รัฐอาจชนะพื้นที่บางวัน แต่เสียความไว้วางใจทีละนิด

เคสปี 2568: วนกลับมาที่ยุบสภาอยู่ดี

ภาพที่ชวนคิดคือ เมื่อการเมืองเข้าสู่จุดที่แรงกดดันสูง การยืนยัน "ไม่ลาออก ไม่ยุบสภา" อาจช่วยยื้อเวลา แต่หากแก่นปัญหาคือฉันทามติในสภาแตกและความชอบธรรมถูกท้าทายหนัก การเมืองมักวนกลับมาหาทางเลือกเดิม คือการคืนอำนาจให้ประชาชน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง การ "ไม่ยุบ" อาจยื้อได้ แต่ไม่ใช่การแก้ปัญหา หากเงื่อนไขของวิกฤตยังอยู่เหมือนเดิม

ไม่ยุบสภา = เปลี่ยนสนามรบ ไม่ได้หนีปัญหา

ประวัติศาสตร์ไทยบอกเราอย่างเจ็บปวดว่า เมื่อวิกฤตสุกงอมและมีข้อเสนอ "ยุบสภา" เป็นทางออก แต่รัฐเลือก "ไม่ยุบ" ปัญหาไม่ได้หายไป มันแค่ย้ายสนามจากถนนไปศาล จากศาลไปสมการอำนาจ จากสภาไปความรุนแรง หรือท้ายที่สุดก็วนกลับมาที่การยุบสภาในวันที่ต้นทุนแพงกว่าเดิม

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ "ยุบหรือไม่ยุบ" อย่างเดียว แต่คือ ยุบเมื่อไหร่จึงจะลดต้นทุนประเทศ และยื้อเมื่อไหร่จึงกลายเป็นการผลักประเทศไปสู่ทางตันที่แพงกว่า

บทเรียนซ้ำๆ ของไทยคือ การไม่ยุบสภาไม่ได้ทำให้ปัญหาหายไป แต่มักทำให้ "ต้นทุนประเทศ" แพงขึ้น ทั้งในรูปของชีวิตคน ความเชื่อมั่นทางการเมือง และความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมที่สะสมไปอีกนาน การเลือกทางออกที่เหมาะสมและทันท่วงทีจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้นำการเมืองควรพิจารณาอย่างรอบคอบ ไม่ใช่เพื่อการอยู่รอดทางการเมืองของตนเอง แต่เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชนอย่างแท้จริง

ยังไม่เชื่อใจนักการเมือง!! วิเคราะห์ตัวเลข 40.60% ยังไร้คนเหมาะเป็นนายกฯ สะท้อน "ความไม่ไว้วางใจ" ตอกหน้าการเมืองวนลูป สัญญาณเตือนว่า "รัฐบาลตั้งได้ แต่ประเทศอาจเดินไม่ได้" แคนดิเดตนายกฯ ต้องพิสูจน์กึ๋นก้าวข้ามวังวนเดิม ๆ

“40.60% ยังไม่เจอนายกฯที่ใช่” ไม่ใช่ความเฉย—แต่มันคือคำฟ้องของประชาชนต่อ ‘การเมืองทั้งระบบ’

ถ้ามีตัวเลขหนึ่งที่สะท้อนอารมณ์ประเทศได้ชัดกว่าคำปราศรัย มันคือตัวเลขจากนิด้าโพลที่สำรวจ 4–12 ธ.ค. 2568 (ตัวอย่าง 2,500 คน สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์) แล้วถามตรงๆ ว่า “วันนี้จะสนับสนุนใครเป็นนายกฯ” คำตอบอันดับหนึ่งคือ “ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้” 40.60%

นี่ไม่ใช่ “ไม่สนใจการเมือง” แต่มันคือ “ไม่ไว้ใจการเมือง” — เพราะโพลเดียวกันยังพบว่าเวลาถามเรื่องพรรคการเมือง คนก็ “ยังหาพรรคที่เหมาะสมไม่ได้” 32.36%

แปลไทยเป็นไทย: คนจำนวนมากมองว่า ปัญหาไม่ใช่ชื่อใครคนหนึ่ง แต่คือพฤติกรรมและกลไกของทั้งระบบพรรคการเมืองที่ทำให้ประเทศวนลูปเดิม

ทำไมคนไทยถึง “ยังไม่เลือกใคร” มากขนาดนี้?

1) เพราะคนไทยเริ่ม “ตัดสินจากการกระทำ” ไม่ใช่ป้ายหาเสียง
สวนดุสิตโพล (สำรวจ 2–5 ธ.ค. 2568, ตัวอย่าง 1,186 คน ออนไลน์+ภาคสนาม) บอกสเปกนายกฯที่คนต้องการชัดมากว่าเป็นชุดคุณค่าที่เรียกว่า “4 ก.”
- ก้าวหน้า/วิสัยทัศน์/กล้าทำสิ่งใหม่ 40.71%
- ไม่เล่นเกมการเมือง ทำเพื่อประชาชนจริง 30.09%
- ไม่โกง ไม่เทา ซื่อสัตย์สุจริต 29.20%
สรุป: คนไทยไม่ได้ขอ “คนพูดเก่ง” — เขาขอ “คนที่ไม่เล่นเกม” และ “ไม่โกง” พร้อมพาประเทศออกจากกับดักเดิม

2) เพราะประสบการณ์หลายปีทำให้คนเห็นว่า “รัฐบาลตั้งได้ ≠ ประเทศเดินได้”
เมื่อคนเห็นการเมืองเปลี่ยนสูตรไปมา ดีลแตก-ดีลใหม่ เสถียรภาพแกว่ง การตัดสินใจเชิงนโยบายกลายเป็น “ของต่อรอง” ความหวังจึงไม่ไปเกาะที่ชื่อเดียวง่ายๆ อีกแล้ว
ผลคือ “ขอรอดูการบ้านก่อน” กลายเป็นพฤติกรรมของประชาชนจำนวนมาก — และมันโผล่มาในตัวเลข 40.60% นั่นเอง

แล้ว “ชื่อคนที่ถูกเลือก” ตอนนี้ บอกอะไรเรา?
ถ้าตัด “ยังไม่เจอคนที่ใช่” ออก แล้วดูเฉพาะรายชื่อบุคคลที่ได้คะแนนนำ จะมี 3 ชื่อหลักในนิด้าโพล:
1) ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ 17.20%
2) อนุทิน ชาญวีรกูล 12.32%
3) อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 10.76%

อย่าเพิ่งรีบสรุปว่า “ใครชนะ” — ให้ดูว่าแต่ละชื่อเป็นสัญลักษณ์ของ “ความคาดหวังคนละแบบ”
A) ณัฐพงษ์ = กระแส “เปลี่ยนวิธีคิดประเทศ”
คะแนนนำในกลุ่มที่เป็นชื่อ (17.20%) บอกว่า คนจำนวนหนึ่งยังอยากเห็น “การเมืองแบบไม่เหมือนเดิม”
แต่คำถามเชิงเหตุผลที่ประชาชนต้องถามคือ:
- จะทำให้ “ก้าวหน้า” เป็น “ผลงาน” ได้ยังไง ไม่ให้หยุดอยู่ที่วาทกรรม?
- ไม่เล่นเกมการเมืองจริงไหม หรือแค่เกมใหม่ที่พูดว่าไม่เล่นเกม?

B) อนุทิน = กระแส “ขอคนคุมเกม-คุมหน้างาน”
คะแนน 12.32% สะท้อนว่า คนอีกกลุ่มให้ค่ากับ “ความสามารถในการคุมสถานการณ์” มากกว่าความฝัน
คำถามที่ต้องถามแบบไม่อ้อมคือ:
- คุมเกมเพื่อพาประเทศไปข้างหน้า หรือคุมเกมเพื่อให้เกมเดิมอยู่รอด?
- ความเด็ดขาดอยู่ฝั่งประชาชน หรืออยู่ฝั่งดีล? (เพราะคนไทยอยากได้ผู้นำ “ไม่เล่นเกม”)

C) อภิสิทธิ์ = กระแส “อยากได้มือเก๋า-ภาพความเป็นสถาบัน”
คะแนน 10.76% บอกว่ามีคนจำนวนหนึ่ง “อยากได้ความนิ่ง/ความเป็นทางการ/ความคุ้นเคย” กลับมาเป็นตัวเลือก
คำถามเชิงเหตุผลคือ:
- มือเก๋าพอจะพาประเทศ “พ้นกับดัก” หรือจะพาประเทศ “กลับไปคุ้นเคยกับกับดักเดิม”?
- ตอบโจทย์ 4 ก. ของประชาชนได้ไหม โดยเฉพาะ “ก้าวหน้า-กล้าทำใหม่”?

โพลไม่ได้บอกว่าใครจะเป็นนายกฯ—โพลบอกว่า “ประชาชนไม่เชื่อ” ใครง่ายๆ อีกแล้ว
ตัวเลข 40.60% ไม่ได้แปลว่าคนไทยไม่รู้จะเลือกใคร แต่มันแปลว่า คนไทยเริ่มฉลาดพอที่จะไม่ฝากชีวิตไว้กับโปสเตอร์

และถ้าจะเลือกให้เป็น “ตรรกะ” จริง ตามสเปกดุสิตโพล ให้ลองใช้ 3 ด่านนี้เป็นเกณฑ์ตัดสิน (จำง่าย โคตรใช้ได้)
1) ก้าวหน้า: มีวิสัยทัศน์ + แผนทำได้จริง (ไม่ใช่ฝันลอยๆ)
2) ไม่เล่นเกม: ไม่เอาชีวิตคนไปเป็นตัวประกันของดีล
3) ไม่โกง: ทีม-นโยบาย-โครงสร้างตรวจสอบ ต้องชัด ไม่ใช่ “เชื่อผมสิ”

สุดท้าย…ถ้าพรรคไหน/คนไหนทำให้ประชาชน “ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้” ทะลุ 40% อีกครั้ง นั่นไม่ใช่ปัญหาของประชาชน
มันคือใบแดงทางศีลธรรมของการเมืองไทย

แยกขั้วชัดเจน!! ศึกประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่

ทีมเห็นชอบ: ประชาชน, เพื่อไทย, ภูมิใจไทย, ปชป. ขณะที่ ทีมไม่เห็นชอบ: รักชาติ,รทสช., พปชร., ไทยภักดี และคุณล่ะอยู่ทีมไหน?

เช็กชื่อชัดๆ! พรรคไหน ‘เอา’ หรือ ‘ไม่เอา’ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่” สรุปจุดยืนล่าสุด ของพรรคการเมืองไทยต่อการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ใครอยู่ฝั่งไหน ดูได้ในภาพเดียว!

เลือกตั้ง’69 EP#4 ระวัง...กับดัก “ประชามติ”

สิ่งหนึ่งซึ่งจะเกิดขึ้นในการเลือกตั้งที่จะมาถึง วันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ คือ  พี่น้องประชาชนคนไทยจะต้องออกเสียงประชามติสำหรับคำถามเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ? 
หากเห็นชอบมากกว่าจะทำให้มีการร่าง/จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หากไม่เห็นชอบจะได้ใช้รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ต่อไป

ด้วยเหตุที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ซึ่งมีฉายาว่าเป็น “รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง” สะท้อนเจตนารมณ์ของคณะผู้ร่างที่ต้องการให้รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดได้เป็นกลไกหลักในการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น อันถือเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ ด้วยมีบทบัญญัติที่กำหนดให้ 
-    คดีทุจริตไม่มีอายุความ และห้ามเดินทางออกนอกประเทศระหว่างการดำเนินคดี
-    โทษสูงสุดในการทุจริตโกงกินคือ ประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต
-    ร่ำรวยผิดปกติ หรือฟอกเงิน จำคุกสูงสุด 30 ปี และถูกยึดทรัพย์
-    บริหารประเทศจนเกิดความเสียหาย จำคุกสูงสุด 30 ปี

จึงเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่นักการเมืองไม่พึงปรารถนา แต่จะปราบโกงได้หรือไม่นั้น เมื่อพิจารณาจากผลของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำให้นายกรัฐมนตรีต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่แล้ว 3 คน โดย 2 คนต้องพ้นจากตำแหน่ง กอปรกับฝ่ายปฏิกษัตริย์นิยมได้เคลื่อนไหวอย่างเต็มที่เพื่อให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งแนวคิดของคนเหล่านั้นเป็นภัยคุกคามต่อสถาบันหลักของไทยที่ดำรงคงความเป็นชาติมาแล้วกว่า 800 ปี ดังข้อเขียนของรองศาสตราจารย์อาวิน อินทรังษี คณบดี คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่เขียนไว้ใน Facebook “Arwin Intrungsi” ว่า

ไม่มีสถาบันกษัตริย์ใดในโลกพังลงเพราะประชาชนตื่นขึ้นมาเกลียดกษัตริย์พร้อมกันทั้งประเทศ แต่ทุกสถาบันที่ล่ม ล้วนถูกทำให้ล้มทีละชิ้น อย่างเป็นระบบและแนบเนียน ประวัติศาสตร์ไม่ได้เตือนเราด้วยคำพูด แต่มันเตือนเราด้วยซากประเทศที่แตกเป็นเสี่ยง และสูตรนั้นกำลังถูกใช้ซ้ำอีกครั้ง เริ่มจาก “กติกา” ก่อนเสมอ ทุกครั้งที่ฝ่ายซ้ายในโลกต้องการล้มสถาบันกษัตริย์ พวกเขาไม่เริ่มจากการโค่นกษัตริย์ แต่เริ่มจากการบอกว่า “เราขอแค่แก้รัฐธรรมนูญ”
-    สเปน ปี 1931: รัฐธรรมนูญใหม่ถูกเสนอในนามของความก้าวหน้า แต่เนื้อแท้คือการตัดอำนาจเชิงโครงสร้างของสถาบัน ผลลัพธ์ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่งดงาม แต่คือสงครามกลางเมือง เลือด และความแตกแยกยาวนาน
-    รัสเซีย ปี 1917: ซาร์ยังอยู่ แต่ไม่มีอำนาจ และเมื่อสถาบันกลายเป็นเพียงเงา การล้มก็เป็นเพียงพิธีกรรมขั้นสุดท้าย

รัฐธรรมนูญคือด่านแรก ใครก็ตามที่บอกว่า “ไม่เกี่ยวกับสถาบัน” ควรถูกตั้งคำถามก่อนเสมอ
ทำให้กองทัพ “แพ้” โดยไม่ต้องรบ ไม่มีระบอบกษัตริย์ใดอยู่ได้ หากกองทัพอ่อนแอ และไม่มีฝ่ายซ้ายใดโง่พอจะปะทะกองทัพตรง ๆ วิธีที่ใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือ ด้อยค่ากองทัพ ตัดงบประมาณ ทำให้คำว่า “ทหาร” กลายเป็นภาพลบในสังคม
-    ฝรั่งเศสก่อนปี 1789: กองทัพขาดงบ ไร้เกียรติ นายทหารถูกวาดภาพเป็นศัตรูของประชาชน เมื่อการปฏิวัติมาถึง กองทัพไม่เหลือพลังจะปกป้องอะไรเลย
-    อิหร่าน ปี 1979: กองทัพของพระเจ้าชาห์ไม่ได้แพ้ในสนามรบ แต่แพ้ในสนามศีลธรรม และเมื่อทหารลังเล ระบอบก็จบ

สูตรอันตรายที่สุด: แยกทหารผู้น้อยออกจากกองทัพ ถ้ามียุทธศาสตร์ใดที่การปฏิวัติทุกครั้งต้องใช้ มันคือการทำให้ทหารไม่เชื่อฟังผู้บังคับบัญชา
-    รัสเซีย ปี 1917: เกิด “สภาทหาร” ของทหารชั้นผู้น้อย คำสั่งกลายเป็นเรื่องต่อรอง กองทัพกลายเป็นฝูงชนติดอาวุธ
-    จีนคอมมิวนิสต์ คำว่า “ทหารของประชาชน” ถูกใช้เพื่อดึงทหารออกจากความจงรักภักดีเดิม เมื่อกองทัพไม่ขึ้นกับสถาบันใด สถาบันนั้นย่อมพัง นี่ไม่ใช่อุดมการณ์ นี่คือเทคนิค

และเมื่อโจมตีสถาบันไม่ได้ ก็โจมตี “คุณค่า” ในโลกสมัยใหม่ การล้มสถาบันไม่จำเป็นต้องล้มตัวบุคคล แค่ทำให้คุณค่าที่สถาบันยืนอยู่ กลายเป็นของน่ารังเกียจ ยุโรปทำลายศีลธรรมศาสนา ก่อนโค่นกษัตริย์ คอมมิวนิสต์ทำลาย “วัฒนธรรมเก่า” ก่อนยึดอำนาจ ในประเทศไทย ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่นโยบาย แต่คือ สายใยทางศีลธรรม ระหว่างสถาบันกับประชาชน กลับถูกบิดเบือนให้กลายเป็น “การกดให้จน” “เครื่องมือชนชั้นนำ” นั่นไม่ใช่การวิจารณ์ แต่นั่นคือการตัดราก

เหตุผลที่นักการเมืองกลัวรัฐธรรมนูญปี 60

ถูกปลุกปั่นให้กลายเป็นกฎหมายเผด็จการ แต่หากมองเหตุผลอย่างถ่องแท้ ก็เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 สร้างความ 'หวาดกลัว' ต่อบรรดานักการเมือง จนต้องต้องหาแนวร่วม 'ประชาชน' มาช่วยกัน 'ล้มล้าง' ให้สิ้น

“ครม.ดรีมทีม” หลังเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 สูตรสมานฉันท์ที่วางคน “ตรงงาน” มาก่อน “ตรงขั้ว” โดย กองบรรณาธิการ THE STATES TIMES

 

หมายเหตุความชัดเจน: บทความนี้จัดทำในกรอบ “ฉากทัศน์/โผ ครม.ดรีมทีม” ตามรายชื่อที่ได้รับ (ไม่ใช่ประกาศแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ)

หลังการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. 2569 ประเทศไทยจะเดินต่อได้ไกลแค่ไหน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า “ใครชนะ” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่า รัฐบาลชุดใหม่จะจัดทีมบริหารประเทศได้มีเสถียรภาพ มีประสิทธิภาพ และประสานพลังให้เดินไปในทิศเดียวกันได้หรือไม่

ในมุมของกองบรรณาธิการ THE STATES TIMES “ครม.ดรีมทีม” ชุดนี้มีจุดเด่นที่การตั้ง “แกนยุทธศาสตร์” ก่อน แล้วค่อยให้กระทรวงเดินตามแกน ผ่าน 3 หลักการสำคัญดังนี้

• สมานฉันท์ + ความสามารถ

• ประเทศไทยต้องไปต่อ

• การเมืองประสาน + คิดเดินหน้า

1) นายกฯ อนุทิน: คุมทีมผสมให้เดินไปทางเดียวกัน

การวาง “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรีในฉากทัศน์นี้ สะท้อนแนวคิดใช้ผู้นำที่มีประสบการณ์การบริหารและการเมือง โดยภารกิจหลักไม่ใช่เพียงสั่งการ แต่คือ “ประสาน” ให้ทีมที่หลากหลายสามารถขับเคลื่อนนโยบายได้จริง ลดแรงเสียดทานในรัฐบาลผสม และรักษาความต่อเนื่องเชิงนโยบายในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประเทศ.

2) 5 รองนายกฯ = 5 แกนยุทธศาสตร์คุมเกมรัฐบาล

หัวใจของโครงสร้างนี้คือการตั้งรองนายกฯ แบบมีโจทย์ชัดเจนรอบด้าน เพื่อให้ “นโยบายข้ามกระทรวง” วิ่งได้จริง ไม่สะดุดที่เส้นแบ่งอำนาจ.

• สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ (โครงสร้างพื้นฐาน): เหมาะกับการเร่งสปีดโปรเจกต์ใหญ่ที่ต้องเอาอยู่ทั้งระบบ ตั้งแต่คมนาคม โลจิสติกส์ ไปจนถึงการเชื่อมเศรษฐกิจภูมิภาค.

• ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (ดิจิทัล): โจทย์ดิจิทัลยุคใหม่ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่คือการเปลี่ยนผ่านระบบรัฐให้บริการประชาชนเร็วขึ้น โปร่งใสขึ้น และลดต้นทุนประเทศ.

• เจษฎ์ โทณะวณิก (กฎหมายและลิขสิทธิ์ทางปัญญา): ยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ AI ต้องมีกติกาทันสมัยด้าน IP และกฎหมายเศรษฐกิจใหม่ วางคนสายกฎหมายเชิงระบบช่วยลดรอยรั่วเชิงนิติกรรมของรัฐ.

• กรณ์ จาติกะวณิช (เศรษฐกิจ): ช่วยคุมภาพใหญ่เรื่องวินัยการคลัง ความเชื่อมั่น และการสื่อสารกับตลาด—โดยเฉพาะช่วงที่ประเทศต้องการ “ความนิ่ง” ทางนโยบาย.

• พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ (ความมั่นคง): ความมั่นคงยุคใหม่คือชายแดน ภัยคุกคามรูปแบบใหม่ และการบริหารวิกฤตให้สัมพันธ์กับการต่างประเทศและเศรษฐกิจ.

3) กระทรวงเศรษฐกิจ: ผสม “เทคโนแครต + นักการเมืองทำงาน” ให้เกิดผลลัพธ์

ทีมเศรษฐกิจในฉากทัศน์นี้โดดเด่นที่การผสม “สายมหภาค/นโยบาย” กับ “สายภาคสนาม/การเมือง” เพื่อให้การตัดสินใจเร็วขึ้น แต่ยังอยู่ในกรอบความยั่งยืน และสื่อสารกับภาคธุรกิจได้ตรงภาษา.

• การคลัง: กอบศักดิ์ ภูตระกูล (รมช. อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี, รมช. ศิริกัญญา ตันสกุล): เป็นภาพทีมการคลังที่มีทั้งมุมมองการเงิน–นโยบาย–การเมือง ช่วยให้แพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจไม่หลุดกรอบความรับผิดชอบทางการคลัง.

• พาณิชย์: ศุภจี สุธรรมพันธุ์: การให้ผู้บริหารเอกชนคุมพาณิชย์คือสัญญาณว่า “แข่งขันได้จริง” จะสำคัญกว่าการบริหารแบบเดิม และช่วยเชื่อมรัฐกับเอกชนได้เร็ว.

• คมนาคม: สามารถ ราชพลสิทธิ์: คมนาคมคือเส้นเลือดของเศรษฐกิจ การวางคนที่เข้าใจงานระบบและการประสานหลายหน่วยงานช่วยลดคอขวดด้านโลจิสติกส์.

• อุตสาหกรรม: เอกนัฏ พร้อมพันธุ์: อุตสาหกรรมยุคใหม่ต้องชนะด้วยมาตรฐาน ความปลอดภัย และห่วงโซ่อุปทาน วางคนที่ผลักงานเชิงระบบได้ช่วยยกระดับภาคผลิต.

• พลังงาน: พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค: พลังงานเป็นตัวแปรต้นทุนประเทศ ทั้งค่าไฟและความมั่นคงทางพลังงาน บทบาทนี้ต้องคุมโครงสร้างและกติกาให้สมดุล.

• เกษตรฯ: ธรรมนัส พรหมเผ่า: กระทรวงฐานรากที่ต้องทำถึงพื้นที่—ทั้งการจัดการน้ำ การตลาด และการประกันรายได้ ต้องอาศัยคนที่เอางานภาคสนามอยู่.

• แรงงาน: พงษ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ: แรงงานคือการจ้างงาน ค่าจ้าง ทักษะ และสวัสดิการ บทบาทนี้ต้องเชื่อมเอกชน-ลูกจ้าง-รัฐ ให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้.

4) ความมั่นคง–ยุติธรรม–ต่างประเทศ: ทำให้รัฐ “แข็งแรง” และ “น่าเชื่อถือ”

• กลาโหม: พลเอกบุญสิน พาดกลาง: ช่วยยึดภาพความมั่นคงและการบริหารกำลังพล โดยเฉพาะมิติภาคสนามและการจัดการสถานการณ์ชายแดน.

• ยุติธรรม: ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล: หากรัฐบาลตั้งใจยกระดับกระบวนการยุติธรรม การวางคนที่ยืนบนมาตรฐานและความเป็นธรรมช่วยคืนความเชื่อมั่นของสังคม.

• การต่างประเทศ: สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว: ยุคที่ไทยต้องกลับเข้าจอเรดาร์โลก การทูตต้องคมและต่อเนื่อง เพื่อดึงโอกาสเศรษฐกิจและความร่วมมือกลับเข้าประเทศ.

• มหาดไทย: ไชยชนก ชิดชอบ (รมช. สุชาติ ชมกลิ่น, รมช. วราวุธ ศิลปอาชา): มหาดไทยเป็นกลไกบริหารพื้นที่ วาระสำคัญคือบริการประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ และทำให้รัฐ “ถึงมือประชาชน” มากขึ้น.

5) คุณภาพชีวิต: สาธารณสุข–การศึกษา–สังคม–วัฒนธรรม–สิ่งแวดล้อม ต้องทำจริง วัดผลได้

การเมืองจะลดความขัดแย้งได้ยั่งยืน ต้องทำให้ประชาชนเห็นผลลัพธ์ในชีวิตจริง—สุขภาพ การศึกษา โอกาส และสภาพแวดล้อม.

• สาธารณสุข: ศ.นพ. อภิชาติ อัศวมงคลกุล: การให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์คุมระบบสุขภาพ เป็นสัญญาณว่ามาตรฐานวิชาชีพจะนำหน้าการเมืองในระบบบริการ.

• ศึกษาธิการ: สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์: หากจะยกระดับทักษะคนไทย ต้องเริ่มจากระบบโรงเรียน ครู และหลักสูตรให้ตอบโจทย์เศรษฐกิจใหม่อย่างเป็นระบบ.

• การอุดมศึกษาฯ: ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์: มหาวิทยาลัยต้องผลิตคนให้สอดคล้องตลาดแรงงานและนวัตกรรม บทบาทนี้ต้องเร่งเชื่อมงานวิจัยกับเศรษฐกิจจริง.

• พัฒนาสังคมฯ: ศุภมาศ อิสรภักดี: การคุ้มครองคนเปราะบางและลดความเหลื่อมล้ำเป็นงานแกนของรัฐสวัสดิการยุคใหม่ ต้องทำให้ถึงมือและวัดผลได้.

• วัฒนธรรม: ซาบีดา ไทยเศรษฐ์: วัฒนธรรมยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ต้องเชื่อมกับซอฟต์พาวเวอร์และรายได้ชุมชน ให้ “ความเป็นไทย” กลายเป็นมูลค่าเพิ่ม.

• ทรัพยากรธรรมชาติฯ: วีระศักดิ์ โควสุรัตน์: สิ่งแวดล้อมคือโจทย์เมือง PM2.5 และท่องเที่ยวยั่งยืน ต้องขับเคลื่อนเชิงระบบร่วมกับท้องถิ่นและเอกชน.

• ท่องเที่ยวและกีฬา: ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์: ท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์ฟื้นเศรษฐกิจ ต้องเร่งยกระดับคุณภาพและความปลอดภัย พร้อมกระจายรายได้สู่เมืองรอง

• ดิจิทัลฯ: การดี เลียวไพโรจน์: ถ้ากระทรวงดีอีขยับจาก “งานกำกับ” สู่ “งานยกระดับรัฐดิจิทัล” ประเทศจะได้ประโยชน์เชิงระบบ ทั้งบริการรัฐและเศรษฐกิจดิจิทัล

6) ทีมที่ปรึกษาและโฆษก: เติมสมอง–ความน่าเชื่อถือ–การสื่อสาร

ฉากทัศน์นี้ยังเพิ่ม “ทีมที่ปรึกษานายก” เพื่อเติมมุมมองเชิงยุทธศาสตร์จากผู้มีประสบการณ์หลากมิติ และ “ทีมโฆษกรัฐบาล” เพื่อทำให้การสื่อสารของรัฐชัดขึ้น ลดความสับสนของสังคม.

ทีมที่ปรึกษานายก (ตามรายชื่อที่เสนอ):

• อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (เศรษฐกิจ)

• นพ.ยง ภู่วรวรรณ (สาธารณสุข)

• วิกรม กรมดิษฐ์ (อุตสาหกรรม)

• จรีพร จารุกรสกุล (การลงทุน)

• เศรษฐา ทวีสิน (การค้าต่างประเทศ)

• สมคิด จิรานันตรัตน์ (โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล)

• คณิศ แสงสุพรรณ (การลงทุนอุตสาหกรรมขนาดใหญ่)

ทีมโฆษกรัฐบาล (ตามรายชื่อที่เสนอ):

• ไตรศุลี ไตรสรณกุล

• ศึกษิษฎ์ ศรีจอมขวัญ

• จูรี นุ่มแก้ว

บทสรุปของกองบรรณาธิการ THE STATES TIMES

กองบรรณาธิการฯ เห็นว่า “ครม.ดรีมทีม” ชุดนี้ถูกออกแบบเพื่อแก้ 3 จุดอ่อนเรื้อรังของการเมืองไทยพร้อมกัน ได้แก่ (1) รัฐบาลผสมเดินคนละทิศ → เปลี่ยนเป็นรัฐบาลผสมที่มีแกนยุทธศาสตร์ชัด (2) กระทรวงทำงานเป็นเกาะ → เปลี่ยนเป็นระบบส่งไม้ต่อกัน (3) นโยบายสวยแต่ทำไม่ถึง → เปลี่ยนเป็นนโยบายที่มีทั้งคนทำงานและคนคุมกติกา.

อย่างไรก็ตาม รายชื่อที่ดีเป็นเพียงจุดเริ่มต้น สิ่งที่ประชาชนต้องการคือผลลัพธ์—ค่าครองชีพที่ลดลง งานและรายได้ที่เพิ่มขึ้น บริการรัฐที่เร็วขึ้น ความปลอดภัยที่มั่นใจได้ และความเชื่อมั่นของโลกที่กลับมาอยู่ข้างประเทศไทย

หมายเหตุ: บทความนี้เป็น ความเห็นของกองบรรณาธิการ THE STATES TIMES เท่านั้นและจัดทำในกรอบ “ฉากทัศน์/โผ ครม.” ตามรายชื่อที่ได้รับ ไม่ใช่การประกาศแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ

พัฒนาการที่ดีขึ้นมากของไทย ก่อนเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 เมื่อข้อมูล–กติกา–การตรวจสอบ “เข้าถึงได้” มากกว่าเดิม

ในวันที่การเมืองไทยยังถูกเล่าด้วยคำว่า “แตกขั้ว” “ดราม่า” และ “ความไม่ไว้วางใจ” มีอีกด้านหนึ่งที่ค่อยๆ โตขึ้นเงียบๆ และน่าจะเป็นความหวังแบบจับต้องได้ของสังคมไทย—คือ “วัฒนธรรมการเลือกตั้ง” ที่เริ่มขยับจากการเชื่อตาม ไปสู่การตรวจสอบเองมากขึ้น

การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 (พร้อมการทำประชามติในวันเดียวกัน) จึงไม่ใช่แค่วันหย่อนบัตร แต่คือบททดสอบความเป็นผู้ใหญ่ของระบอบ ว่าเราจะบริหารความเห็นต่างด้วยระบบได้แค่ไหน [1]
1) “ข้อมูลอยู่ในมือประชาชน” มากกว่ายุคก่อน
สัญญาณที่ดีขึ้นชัดที่สุด คือภาครัฐเริ่มผลัก “ข้อมูลเลือกตั้ง” ให้คนตรวจสอบเองได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรายชื่อผู้สมัคร รายชื่อบุคคลที่พรรคเสนอเป็นแคนดิเดตนายกฯ ไปจนถึงข้อมูลหน่วยเลือกตั้ง โดยสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งระบุช่องทางตรวจสอบผ่านเว็บไซต์และแอปฯ (เช่น Smart Vote) อย่างเป็นทางการ [2]

ในทางปฏิบัติ นี่คือการลดช่องว่างอำนาจข้อมูล เพราะเมื่อประชาชนเข้าถึงชุดข้อมูลเดียวกันได้มากขึ้น การตัดสินใจย่อมพึ่งพาข้อเท็จจริงมากกว่าคำบอกเล่าหรือกระแสรายวัน
2) กติกาชัดขึ้น และโยงกับความปลอดภัยมากขึ้น
กติกาไม่ได้อยู่ในความคลุมเครือเหมือนเดิม ตัวอย่างที่เห็นชัดคือแนวทางเรื่อง “ป้ายหาเสียง” ที่เน้นความปลอดภัย ไม่บดบังทัศนวิสัย และไม่กีดขวางการจราจร—สื่อสารตรงๆ แบบเป็นเอกสารอ้างอิงได้ [3]

สารสำคัญไม่ใช่แค่มีข้อห้าม แต่คือการทำให้สังคมเริ่มเข้าใจว่า “การเลือกตั้งที่ดี ต้องไม่แลกด้วยความเสี่ยงและความเดือดร้อนของคนส่วนรวม”
3) ความโปร่งใสเริ่มเป็น “ระบบ” ไม่ใช่แค่ “ความรู้สึก”
ความไว้วางใจในผลเลือกตั้งไม่ได้เกิดจากคำว่า “เชื่อเถอะ” แต่มาจาก “ตรวจได้” การมีระบบรายงานผลรวมศูนย์ให้ติดตามคะแนนได้สะดวกขึ้น (เช่น ECT Score) คือทิศทางที่ถูกต้องในเชิงโครงสร้าง เพราะอย่างน้อยทำให้สาธารณะเห็นว่า การรายงานผลถูกออกแบบให้ตามตรวจได้ในระดับระบบ [4]

แน่นอน ระบบไม่ทำให้ทุกข้อกังขาหายไปทันที แต่การยอมรับร่วมจะเกิดง่ายขึ้น เมื่อคนรู้สึกว่าเกมนี้มีกลไกตรวจสอบจริง ไม่ใช่การเล่าเรื่องฝ่ายเดียว
4) เลือกตั้ง + ประชามติวันเดียวกัน: บทเรียน “จัดการความซับซ้อน” ของประเทศ
รอบนี้ไม่ใช่แค่เลือกผู้แทน แต่มีคำถามใหญ่เรื่องทิศทางรัฐธรรมนูญ การตัดสินใจเชิงโครงสร้างของประเทศถูกนำมาวางไว้บนคูหาในวันเดียวกับการเลือกตั้ง [1]

ความสำคัญอยู่ตรงนี้: เมื่อสังคมเอาความเห็นต่างมาวางบนคูหา แทนการเอาไปวางบนท้องถนน มันคือพัฒนาการของประเทศ—อย่างน้อยคือการยอมรับว่า ความขัดแย้งใหญ่ต้องถูกตัดสินด้วยกระบวนการ
5) “ไม้บรรทัดมาตรฐานสากล” ช่วยยกระดับความคาดหวังของสังคม
องค์กรติดตามการเลือกตั้งอย่าง ANFREL วิเคราะห์การเลือกตั้งไทยปี 2026 ในกรอบความน่าเชื่อถือ ความโปร่งใส และความเชื่อมั่นของสาธารณะ พร้อมชี้ตัวชี้วัดตั้งแต่ความเท่าเทียมในการแข่งขัน การเข้าถึงการลงคะแนน ไปจนถึงผลที่ตรวจสอบได้ [5]

เลือกผู้นำผิด “ชาติพัง” ไม่ใช่คำขู่—คือใบเสร็จที่โลกเคยจ่ายมาแล้ว

โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง มักทำให้คนตัดสินใจด้วย “อารมณ์” มากกว่า “ข้อเท็จจริง”
แต่ประชาธิปไตยไม่ได้พังเพราะประชาชน “โง่” — มันพังเพราะประชาชนจำนวนมาก “ถูกเร่งให้เลือก” โดยไม่ทันมองความเสี่ยงของคนที่จะได้อำนาจ

คำว่า “ชาติพัง” ในโลกจริง ไม่ได้แปลว่าตึกถล่มในวันเดียว
มันแปลว่า ค่าครองชีพพัง, เงินออมพัง, สถาบันพัง, ความเชื่อมั่นพัง และ “เวลา” ของประเทศหายไปเป็นสิบปี

ต่อไปนี้คือบทเรียนที่ “ใส่ชื่อผู้นำชัดๆ” ว่าความผิดพลาดของคนบนยอดพีระมิด สามารถลากทั้งชาติลงเหวได้อย่างไร

บทเรียนจากต่างประเทศ 
1) ศรีลังกา: เมื่อผู้นำ “หักดิบ” นโยบายจนระบบรับไม่ไหว
ยุคประธานาธิบดี โกตาบายา ราชปักษา มีการตัดสินใจแบนปุ๋ยเคมีแบบฉับพลัน จนผลผลิตการเกษตรตกหนัก กระทบต้นทุนอาหารและความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ก่อนจะลุกลามเป็นวิกฤตการเมือง-เศรษฐกิจใหญ่ที่ประชาชนออกมาประท้วงต่อเนื่อง และนายกฯ มหินทรา ราชปักษา ต้องลาออกท่ามกลางความปั่นป่วน [1]

เตือนใจ: “ตั้งใจดี” ไม่พอ ถ้านโยบายไม่มีข้อมูลรองรับ ไม่มีแผนเปลี่ยนผ่าน และไม่ยอมถอยเมื่อเห็นสัญญาณพัง

2) เลบานอน: เมื่อการเมืองล็อกประเทศ จนรัฐ “ตัดสินใจไม่ได้”
World Bank Group ประเมินว่าวิกฤตเศรษฐกิจ-การเงินเลบานอน “รุนแรงระดับต้นๆ ของโลก” ในเชิงประวัติศาสตร์เศรษฐกิจสมัยใหม่—สะท้อนภาพรัฐที่ติดหล่มการเมืองและการบริหาร [2]

เตือนใจ: ประเทศพังได้แม้ไม่มีสงคราม ถ้าผู้นำทำให้รัฐ “ตัดสินใจไม่ได้—รับผิดชอบไม่ได้—ฟื้นความเชื่อมั่นไม่ได้”

3) เวเนซุเอลา: เศรษฐกิจที่ “หลอกตัวเอง” จนเงินกลายเป็นกระดาษ
ในยุคประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร International Monetary Fund เคยประเมินเงินเฟ้ออาจพุ่งถึงระดับ 1,000,000% ในปี 2018 เพื่อสะท้อนความรุนแรงของวิกฤต [3] และมีรายงานตัวเลขเงินเฟ้อรายปีแตะระดับ “หลักล้านเปอร์เซ็นต์” ในช่วงวิกฤตไฮเปอร์อินเฟลชัน [4]

เตือนใจ: แจกได้ชั่วคราว แต่ถ้าฐานเศรษฐกิจพังและวินัยการคลังพัง “เงินทั้งประเทศ” ก็พังตาม

4) ตุรกี: เมื่อผู้นำ “ดื้อกับข้อมูล” ค่าครองชีพจะลงโทษประชาชน
ประธานาธิบดี เรเจป ไตยิป แอร์โดอัน เคยยืนยันแนวทางลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง ทั้งที่เงินเฟ้อสูงมาก โดย Reuters รายงานช่วงหนึ่งว่าเงินเฟ้อเกิน 70% และผู้นำยัง “เล่นลง” ความรุนแรงของปัญหา [5]

เตือนใจ: เมื่อผู้นำเอาความเชื่อส่วนตัวนำวิชาการ เศรษฐกิจจะตอบโต้ด้วยราคาอาหาร ค่าเดินทาง ค่าเงิน และคนตัวเล็กเจ็บก่อน

5) ฮังการี: อำนาจรวมศูนย์จนกลไกเสรีภาพอ่อนแรง
Freedom House ติดตามแนวโน้มประชาธิปไตยถดถอยในฮังการีภายใต้รัฐบาล วิกตอร์ ออร์บาน [6] และข่าวร่วมสมัยยังสะท้อนความตึงเครียดเรื่องสิทธิและเสรีภาพ [7]

เตือนใจ: ประเทศไม่ได้พังแค่เพราะเศรษฐกิจ—มันพังได้เมื่อ “เบรก” และ “ไฟแดง” ของสังคมถูกทำให้อ่อนแรงทีละนิด

6) ยูเครน: ความพังที่เริ่มจากการตัดสินใจของผู้นำแบบไม่เคารพกติกาโลก
ต้องพูดให้แฟร์: ยูเครนไม่ใช่ประเทศที่ “พังเพราะเลือกผู้นำผิด” แบบสูตรสำเร็จ แต่ยูเครนคือภาพชัดว่า เมื่อผู้นำของประเทศมหาอำนาจตัดสินใจผิดแบบไม่เคารพกติกาโลก—คนทั้งภูมิภาคต้องจ่าย

ภายใต้การตัดสินใจทำสงครามของประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน โลกตอบโต้ด้วยกำแพงมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซียอย่างกว้างขวาง [8] ขณะเดียวกัน การประเมินร่วมโดยรัฐบาลยูเครน ธนาคารโลก สหภาพยุโรป และสหประชาชาติ ระบุว่าค่าฟื้นฟูและบูรณะใน 10 ปีอยู่ที่ราว 524 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (อ้างอิงสถานะความเสียหายถึง 31 ธ.ค. 2024) [9]

อีกด้านหนึ่ง สงครามยัง “บิดรูปประชาธิปไตย” เพราะยูเครนอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก ซึ่ง Reuters อธิบายว่าเลือกตั้งถูกห้ามภายใต้กฎอัยการศึก และทำให้ประธานาธิบดี โวโลดีมีร์ เซเลนสกี ต้องบริหารแรงกดดันทางการเมืองไปพร้อมกับภารกิจความอยู่รอดของรัฐ [10]

เตือนใจ: อย่าหลงเสน่ห์ “ผู้นำที่ชอบเดิมพันใหญ่” เพราะเดิมพันของเขา อาจกลายเป็นบ้าน เมือง เศรษฐกิจ และอนาคตของคนทั้งชาติ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top