Thursday, 10 September 2026
กองบรรณาธิการ

อนาคตอันสดใสของปาล์มน้ำมันทั้งระบบ ด้วย กม.ใหม่ของ ‘พีระพันธุ์’ รับมือเลิกชดเชยไบโอดีเซล

ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมมายาวนาน กระทั่งเป็นที่ยอมรับกันในระดับสากลว่า ไทยเป็นแหล่งอู่ข้าวอู่น้ำแห่งหนึ่งของโลก แต่ในความเป็นจริงตลอดเวลาที่ผ่านมาการเกษตรของไทยในภาพยังขาดการบริหารจัดการให้เกิดประสิทธิภาพอย่างเป็นระบบเลย แม้กระทั่ง ‘ข้าว’ อันเป็นผลผลิตทางการเกษตรหลักซึ่งถือเป็นเรือธง (Flagship) ของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มสินค้าทางการเกษตรก็ตาม โดยพิจารณาจากความทุกข์ยากลำบากของชาวนาส่วนใหญ่ซึ่งเป็นเกษตรกรที่มีจำนวนมากที่สุดของไทยแต่รายได้จากการทำนาปลูกข้าวกลับไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต ทั้ง ๆ ที่ข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของประเทศ ชาวนาส่วนใหญ่ต้องตกเป็นลูกหนี้ของพ่อค้า นายทุน และธกส. เรื่อยมาโดยตลอด ทั้ง ๆ ที่อยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงที่ดูแลรับผิดชอบเกี่ยวข้องตรงทั้งกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์ 

ในขณะที่ ‘อ้อย’ พืชเศรษฐกิจที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งของประเทศ ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงอุตสาหกรรมโดยสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ทำหน้าที่ในการควบคุมดูแลการผลิตอุตสาหกรรมอ้อย และ น้ำตาลทราย ศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับการผลิตอ้อย น้ำตาลทราย และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง การใช้และการจำหน่ายภายในประเทศและต่างประเทศ และ วางแผนการการปลูกและผลิตอ้อยเพื่อใช้ในการผลิตน้ำตาลทราย รวมไปถึง วิเคราะห์ วิจัย เพื่อเพิ่มคุณภาพและประสิทธิภาพผลิตอ้อยและน้ำตาลทราย และ เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการผลิต การใช้ และการจำหน่ายอ้อยและน้ำตาลทราย

และมีสำนักงานกองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายภายใต้คณะรัฐมนตรี ทำหน้าที่สนับสนุน ส่งเสริม ศึกษา วิจัย และพัฒนา อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ให้เป็นไปตามนโยบายของประเทศในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย เพื่อผลประโยชน์ของชาวไร่อ้อย โรงงาน และผู้บริโภค เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้น ‘อ้อย’ จึงเป็นพืชเศรษฐกิจที่ได้รับการดูแลจากสองหน่วยงานดังกล่าว และวงจรของพืชเศรษฐกิจชนิดนี้แทบจะไม่มีปัญหาและสร้างรายได้มหาศาลแก่ทุกภาคส่วนในวงจรดังกล่าว ซึ่งแตกต่างไปจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับข้าวโดยสิ้นเชิง เพราะวงจรธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับข้าวผู้ที่ได้รับประโยชน์อย่างมากมายคือ ผู้ประกอบการโรงสี ผู้ค้าข้าว ส่วนชาวนาผู้ข้าวยังคงทุกข์ยากลำบากและมีหนี้สินเช่นที่ได้เล่าแล้ว

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับปาล์มน้ำมันในไทยก็มีความคล้ายคลึงกับข้าว แต่ด้วยเป็นพืชที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่าและแปรรูปเป็นผลผลิตได้มากกว่าเช่นกัน โดยสามารถนำมาแปรรูปทำเป็นทั้งในรูปแบบของน้ำมันพืชที่ใช้ในการประกอบอาหาร และเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหารต่าง ๆ เช่น ขนมขบเคี้ยว บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป นมข้นหวาน ครีมและเนยเทียม เป็นวัตถุดิบในการผลิตพลังงานทดแทน ไบโอดีเซล รวมถึงเป็นส่วนผสมเพื่อช่วยลดการใช้น้ำมันดีเซล เพิ่มความมั่นคงทางด้านพลังงานให้กับประเทศ อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมด้วย ทั้งยังสามารถแปรรูปเป็น สบู่ ผงซักฟอก เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ต่าง ๆ ตลอดจนอาหารสัตว์ ด้วยการนำใบมาบดเป็นอาหารสัตว์ กะลาปาล์มสามารถทำเป็นวัตถุดิบเชื้อเพลิง ทะลายปาล์มใช้เพาะเห็ด และกระทั่งการปลูกลงดินไปแล้วก็ช่วยในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ในการช่วยลดภาวะโลกร้อนได้อีกด้วย

การผลิตและจำหน่ายไบโอดีเซลเชิงพาณิชย์ของไทยเริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2550 ในระยะแรกภาครัฐกำหนดให้มีการผสมในอัตรา 2-3% เรียกว่า B2 ในปี พ.ศ. 2555 การผสมไบโอดีเซลเพิ่มเป็น 5% (B5) และเพิ่มเป็น 7% (B7) ในปี พ.ศ. 2557 ส่งผลให้ปริมาณการใช้ไบโอดีเซลเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้ปรับลดสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลลงในบางช่วงที่ผลผลิตปาล์มน้ำมันในประเทศมีไม่เพียงพอ (ปี พ.ศ. 2558-59) และปรับเพิ่มสัดส่วนในช่วงที่มีผลผลิตส่วนเกินของปาล์มน้ำมัน (ปี พ.ศ. 2561-62) ทั้งนี้ ไบโอดีเซลจะเน้นผลิตเพื่อใช้ในประเทศเป็นส่วนใหญ่ 

การนำไบโอดีเซลมาผสมในดีเซล ในความเป็นจริงแล้วไม่ได้ทำเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร แต่ต้องการนำมาผสมเพื่อได้ปริมาณน้ำมันเพิ่มขึ้นเป็นการช่วยลดต้นทุนราคาน้ำมัน ลดรายจ่ายจากการนำเข้าน้ำมันให้ประเทศ เนื่องจากกระบวนการอุดหนุนเกิดขึ้นต่อเนื่องยาวนานจนทำให้กลายเป็นความเข้าใจทั่วไปว่า กระบวนการดังกล่าวเกิดขึ้นเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ทั้งที่ความจริงแล้วความช่วยเหลือต่อเกษตรกรเป็นเพียงผลพลอยได้ ด้วยภารกิจของกระทรวงพลังงานไม่ได้มีบทบาทหลักในการช่วยเหลือเกษตรกรเลย แต่ต้องรับผิดชอบดูแลสืบเนื่องมาจากนโยบายเชื้อเพลิงชีวภาพได้ถูกดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องและยาวนานมาแล้ว ทั้งยังไม่มีหน่วยงานอื่นใดร่วมช่วยคิดเพื่อแก้ปัญหา กระทรวงพลังงานจึงต้องรับหน้าที่ดังกล่าวเพื่อช่วยหาทางออกให้กับเกษตรกรต่อเนื่องมาจนทุกวันนี้

ปัจจุบัน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องชดเชยราคาเชื้อเพลิงชีวภาพ ซึ่งได้แก่ ไบโอดีเซล และเอทานอล โดยปี พ.ศ. 2569 จะเป็นปีสุดท้ายที่กองทุนน้ำมันฯ จะชดเชย ซึ่ง ‘รองพีร์’ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เห็นว่า ‘ปาล์มน้ำมัน’ เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ แต่ยังไม่มีการจัดการวงจรของปาล์มน้ำมันอย่างเป็นระบบ จึงมักจะเกิดปัญหาต่าง ๆ ขึ้น ซึ่งหากปล่อยไว้โดยเฉพาะปาล์มน้ำมันจะได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก โดยที่ ‘รองพีร์’ และคณะทำงานจึงได้ทำการศึกษาแล้วเห็นว่า การนำรูปแบบการแก้ปัญหาเรื่องอ้อยกับน้ำตาล ตามพ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 มาปรับใช้เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาเรื่องอ้อยและน้ำตาล จึงมีการเตรียมพร้อมเพื่อยกร่างกฎหมายที่คล้ายกันกับพ.ร.บ. อ้อยและน้ำตาลฯ ให้เป็นกฎหมายสำหรับปาล์มน้ำมัน โดยจะมีการจัดตั้งหน่วยงานที่ที่มีลักษณะเช่นเดียวกับ ‘สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย’ และ ‘สำนักงานกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย’ ในบริบทของ ‘ปาล์มน้ำมัน’ เพื่อกำกับ ดูแล และสนับสนุนวงจร ‘ปาล์มน้ำมัน’ และ ‘อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องทั้งระบบ’ จะทำให้ ‘ปาล์มน้ำมัน’ เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีอนาคตที่สดใสต่อไป

ไทยต้องปรับเกมใหญ่!! หลัง 14 ต.ค. 16 เกิดกระแสเรียกร้อง ถอนฐานทัพสหรัฐฯ ให้ออกไปภายในปี 19 สัมพันธ์จีน-ไทยขยายหลัง 75 จีนสู้รบเวียดนามปี 79 ไทยได้ประโยชน์

บทบาทของ “สหรัฐฯ” กับ “จีน” ในสถานะ “มิตรประเทศ” ของไทย (EP.7)

ภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา พ.ศ.2516 กระแสการขับไล่ฐานทัพสหรัฐฯ ให้ออกไปจากประเทศไทยก่อตัวขึ้น โดยขบวนการนักศึกษา ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) พรรคการเมืองฝ่ายซ้าย และประชาชน ได้เริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับ Sovereignty (อธิปไตย) ของไทย ด้วยมองว่า การมีฐานทัพต่างชาติทำให้ไทยเสี่ยงตกเป็นเป้าโจมตี อีกทั้งเห็นว่าสหรัฐฯ สนับสนุนรัฐบาลเผด็จการทหารไทยในอดีต กอปรกับ เหตุการณ์เรือมายาเกซ (Mayaguez Incident)* ซึ่งถือเป็น "ฟางเส้นสุดท้าย" เมื่อสหรัฐฯ ละเมิดอธิปไตยของไทย โดยการใช้ฐานทัพอู่ตะเภาเป็นจุดส่งกำลังบุกชิงเรือสินค้าอเมริกันคืนจากเขมรแดง โดยที่รัฐบาลไทยในขณะนั้น (นำโดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช) ได้คัดค้านและปฏิเสธแล้ว สร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงให้แก่สาธารณชนและรัฐบาลไทย
*ย้อนรอย 48 ปี วิกฤตการณ์ Mayaguez อันเป็นปัจฉิมบทของฐานทัพของสหรัฐฯ ในไทย และปฐมบทแห่งความสัมพันธ์ไทย-จีน https://thestatestimes.com/post/2023051918

กระบวนการผลักดันและการถอนกำลังการเรียกร้องของประชาชน โดยขบวนการนักศึกษาและประชาชนจัดชุมนุมประท้วงใหญ่อย่างต่อเนื่อง เรียกร้องให้ถอนทหารอเมริกันออกไปภายในกำหนดเวลา และรัฐบาลไทยกำหนดเส้นตายให้สหรัฐฯ ถอนกำลังพลและฐานทัพทั้งหมดออกจากประเทศไทย สหรัฐฯ ยินยอมปฏิบัติตามคำขอ และได้ทำการถอนทหาร อุปกรณ์สงคราม และเครื่องบินรบทั้งหมดออกจากประเทศไทยจนเสร็จสิ้นอย่างเป็นทางการในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2519 (ค.ศ. 1976)

"ภัยคุกคามทางทหารจากเวียดนาม" ปลายปี 1978 กองทัพเวียดนามเปิดการรุกเข้าสู่เขมร และในเดือนมกราคม 1979 สามารถโค่นรัฐบาลเขมรแดงได้ ผลที่เกิดกับไทยคือ ไทยต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่กองทัพเวียดนามซึ่งมีประสบการณ์จากสงครามอินโดจีนจำนวนมาก อยู่ห่างจากชายแดนไทยเพียงไม่มาก เมื่อ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นได้รับทราบจากผู้บัญชาการระดับสูงของกองทัพไทย สรุปได้ว่า: "หากเวียดนามยกกำลังบุกไทยเต็มอัตราศึก กองทัพไทยจะสามารถยับยั้งและต้านทานไว้ได้ประมาณ 4-7 วัน"

หลังจีนกับไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 1975 ความสัมพันธ์ค่อย ๆ เปลี่ยนจากความหวาดระแวงในยุคสงครามเย็น ไปสู่ความร่วมมือด้านความมั่นคงมากขึ้น เมื่อเวียดนามเข้ายึดเขมร จีนมองว่า การรักษาแรงกดดันต่อเวียดนามเป็นผลประโยชน์ร่วมกับไทย จีนจึงสนับสนุนกลุ่มต่อต้านเวียดนามในเขมร ขณะที่ไทยเปิดพื้นที่ชายแดนสำหรับการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการดำเนินงานของฝ่ายต่อต้านบางส่วน ซึ่งไม่ได้หมายความว่า ไทยกับจีนเป็นพันธมิตรทางทหารอย่างเป็นทางการ แต่ผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของทั้งสองประเทศในช่วงนั้นมีความสอดคล้องต้องกันเป็นอันมาก

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 1979 จีนส่งกองทัพขนาดใหญ่ข้ามพรมแดนเข้าเวียดนามเหนือ สงครามจีนสั่งสอนเวียดนาม ในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนทางยุทธศาสตร์การเมืองและการทูตที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของไทยยุคสงครามเย็น แม้ไทยจะไม่ได้ส่งกำลังทหารเข้าร่วมการสู้รบโดยตรง แต่ไทยเป็น "ปัจจัยศูนย์กลาง" ที่ทำให้เกิดสงครามครั้งนี้ และเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ทางความมั่นคงอย่างมหาศาล
1.บริบทก่อนสงคราม: วิกฤตการณ์ภัยคุกคามไทย (ค.ศ. 1978–1979) ช่วงปลายปี 1978 กองทัพเวียดนามบุกยึดเขมรและโค่นล้มรัฐบาลเขมรแดงได้สำเร็จ ทำให้ประชิดชายแดนไทยที่จังหวัดสระแก้วและปราจีนบุรี
· ทฤษฎีโดมิโน: ไทยเสี่ยงตกเป็นเป้าหมายต่อไปตามแนวคิด "สหพันธรัฐอินโดจีน" ของเวียดนาม
· ภัยสองด้าน: ขณะนั้นไทยกำลังเผชิญการสู้รบภายในกับ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) และต้องรับศึกนอกติดชายแดน
2. การเดินทางลับของ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ไปปักกิ่ง ก่อนที่จีนจะบุกเวียดนาม นายกรัฐมนตรีของไทยในขณะนั้น พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ได้ดำเนินทางการทูตอย่างชาญฉลาดและเด็ดขาด:
· เจรจาพันธมิตรใหม่: พล.อ.เกรียงศักดิ์ เดินทางเยือนจีนเพื่อเข้าพบ เติ้ง เสี่ยวผิง ผู้นำจีน
· ข้อตกลงยุทธศาสตร์:
-จีนสัญญาว่าจะช่วยถ่วงดึงกำลังเวียดนามไว้ไม่ให้บุกเข้าไทย
-ไทยยินยอมเปิดทางให้จีนส่งเสบียงและอาวุธผ่านดินแดนไทยไปสนับสนุนกองกำลังเขมรแดงที่ถอยร่นมาอยู่ตามชายแดนไทย-เขมร เพื่อสู้รบแบบกองเวียดนามในเขมร

3. ผลกระทบสำคัญต่อประเทศไทย
1) การรอดพ้นจากการถูกเวียดนามบุกยึด การที่จีนเปิดสงครามบุกทางเหนือของเวียดนามในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1979 ทำให้เวียดนามต้องตรึงกำลังทหารส่วนใหญ่ไว้ทางพรมแดนจีน และไม่สามารถทุ่มกำลังทั้งหมดมาบุกไทยทางชายแดนเขมรได้ตามที่หลายฝ่ายหวั่นเกรง

2) จุดจบของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) "ผลพลอยได้ทางยุทธศาสตร์" ที่สำคัญที่สุดของไทย:
- เพื่อแลกกับการที่ไทยให้ความช่วยเหลือจีนในการส่งเสบียงให้เขมรแดง ไทยได้ขอให้จีน ยุติการสนับสนุน พคท
- จีนยอมสั่งปิดสถานีวิทยุ เสียงประชาชนแห่งประเทศไทย (สปท.) ที่เคยส่งสัญญาณออกจากมณฑลยูนนาน และตัดการส่งอาวุธ/งบประมาณให้ พคท. เมื่อขาดการสนับสนุนจากจีน ประกอบกับนโยบาย 66/23 ของไทยในเวลาต่อมา พคท. จึงล่มสลายลงอย่างรวดเร็ว ปัญหาคอมมิวนิสต์ในไทยจึงยุติลง

3) วิกฤตผู้ลี้ภัยและการตั้ง "พันธมิตร 3 ฝ่าย"
- เกิดคลื่น ผู้ลี้ภัยชาวเขมร นับแสนคนทะลักเข้าสู่ชายแดนไทย
- ไทยได้ร่วมมือกับจีนและชาติตะวันตก ผลักดันให้เกิดการรวมกลุ่มของฝ่ายต่อต้านเวียดนาม (เขมรสามฝ่าย) เพื่อรักษาเก้าอี้ของเขมรในสหประชาชาติ เพื่อไม่ให้รัฐบาลหุ่นเชิดที่เวียดนามตั้งขึ้นได้รับการยอมรับ

หลังจากกองทัพจีนบุกเวียดนามเหนือในเดือนกุมภาพันธ์ 1979 ด้วยกำลังพลจำนวนมาก มีการสู้รบกันอย่างหนักในพื้นที่ชายแดน เช่น เมืองลางเซิน (Lạng Sơn) และเมืองอื่นๆ ใกล้ชายแดน หลังจากเริ่มปฏิบัติการผ่านไปประมาณ 1 เดือน จีนได้ถอนทัพกลับ โดยประกาศว่าได้ "สั่งสอน" เวียดนามสำเร็จแล้ว โดยทั้งสองฝ่ายอ้างว่าตนเองเป็นฝ่ายชนะ แม้ว่า จีนสามารถบีบให้เวียดนามต้องถอนกำลังบางส่วนจากเขมรกลับไปป้องกันชายแดนจีน และสามารถลดแรงกดดันที่มีต่อกองกำลังต่อต้านเวียดนามตามชายแดนไทย-เขมร ซึ่งทั้งจีนและไทยต่างให้การสนับสนุนอยู่ แต่นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่มองว่าเป็นความสูญเสียหนักทั้งคู่ และจีนไม่สามารถบรรลุเป้าหมายหลักคือการบีบให้เวียดนามถอนกำลังทั้งหมดจากเขมรได้ มีการปะทะชายแดนย่อยๆ ต่อเนื่องไปอีกหลายปีหลังจากนั้น (จนถึงปลายทศวรรษ 1980) ความสัมพันธ์จีน-เวียดนามเป็นปฏิปักษ์กันยาวนาน กว่าจะฟื้นฟูความสัมพันธ์ปกติก็ล่วงเข้าปี 1991 แล้ว

ถึงแม้เป้าหมายหลักของจีนคือการปกป้องชายแดนตัวเองและคานอำนาจเวียดนาม แต่การกระทำดังกล่าวก็ส่งผลให้ไทยได้รับประโยชน์อย่างมาก แม้ไทยจะไม่ได้เข้าร่วมรบกับเวียดนามโดยตรง แต่สงครามครั้งนี้ได้เปลี่ยนสมการภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค ทำให้ไทยกลายเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญของจีน และช่วยปกป้องประเทศไทยจากภัยคุกคามของเวียดนามในยุคนั้น ด้วยความสูญเสียหน่วยทหารชั้นดีและมีประสบการณ์มากมายของเวียดนาม ขีดความความสามารถในการรบของกองทัพเวียดนามจึงลดลงเป็นอันมาก และทำให้ภัยคุกคามของเวียดนามต่อไทยลดลงตามไปด้วยเช่นเดียวกัน

‘หว่อง’ ชูภาษามลายู!! พลิกมุมมองภาษามลายูในสิงคโปร์ เชื่อมวัฒนธรรมสู่ทุนเศรษฐกิจใหม่ ธุรกิจ SME ใช้ภาษาเปิดตลาดอาเซียน ไทยควรเรียนรู้จากแนวคิดนี้

เมื่อ ‘ภาษามลายู’ ไม่ได้เป็นแค่ภาษา

นายกฯ สิงคโปร์ชวนคนทั้งชาติเรียนภาษาของเพื่อนบ้าน เปิดประตูเศรษฐกิจอาเซียน

หนึ่งในช่วงที่น่าสนใจของ National Day Rally 2026 ของสิงคโปร์ อาจไม่ใช่เรื่องเงินช่วยเหลือครอบครัว บ้าน หรือเทคโนโลยี AI

แต่กลับเป็นช่วงที่ ลอว์เรนซ์ หว่อง (Lawrence Wong) นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เลือกกล่าวสุนทรพจน์เป็นภาษามลายู และส่งสารที่มีความหมายไกลกว่าเรื่องภาษา

เขาย้ำว่า ภาษามลายูคือภาษาประจำชาติ เป็นภาษาของเพลงชาติ เป็นภาษาที่ใช้ในการออกคำสั่งของกองทัพ และเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์สิงคโปร์ ก่อนจะเสนอแนวคิดที่น่าสนใจว่า จากที่ตั้งของสิงคโปร์ในภูมิภาคนี้ การที่ชาวสิงคโปร์เรียนภาษามลายูและเข้าใจวัฒนธรรมมลายูมากขึ้น ย่อมมีคุณค่าอย่างยิ่งและนี่คือประโยคสำคัญ

ความเชื่อมโยงดังกล่าว ไม่ได้มีความหมายเฉพาะในเรื่องมรดกทางวัฒนธรรม แต่ยังช่วยให้สิงคโปร์สร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน และเปิดโอกาสเพิ่มเติมให้แก่ประชาชนและธุรกิจสิงคโปร์ได้อีกด้วย

พูดอีกแบบหนึ่งคือสิงคโปร์กำลังมอง “ภาษาและวัฒนธรรมมลายู” ไม่เพียงในฐานะอัตลักษณ์ แต่ในฐานะทุนทางเศรษฐกิจของประเทศ 

‘ภาษามลายู’ จากเรื่องวัฒนธรรม สู่ประตูของตลาดภูมิภาค

สิงคโปร์ตั้งอยู่ท่ามกลางโลกมลายู

ทางเหนือคือมาเลเซีย ขณะที่อินโดนีเซียซึ่งมีประชากรกว่า 280 ล้านคนอยู่รอบพื้นที่ทางใต้และตะวันตกของประเทศ ส่วนบรูไนก็เป็นอีกตลาดที่มีความใกล้ชิดทางภาษาและวัฒนธรรม

ดังนั้น สิ่งที่หว่องกำลังพูดถึงจึงไม่ใช่การเรียนภาษาเพื่ออนุรักษ์วัฒนธรรมเพียงอย่างเดียว

แต่คือการมองว่า คนที่เข้าใจภาษา เข้าใจอาหาร เข้าใจวัฒนธรรม และเข้าใจวิธีคิดของเพื่อนบ้าน ย่อมมีต้นทุนในการทำธุรกิจข้ามพรมแดนต่ำกว่าคนที่ไม่เข้าใจ

นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ถึงกับนำตัวอย่างธุรกิจจริงมาเล่าในสุนทรพจน์ นั่นคือ Pondok Abang

ธุรกิจซึ่งเริ่มต้นจากร้านอาหาร hawker เพียงหนึ่งร้านของ Abdul Rahman bin Yad Ali ก่อนขยายเป็นหลายสาขา พัฒนาเป็นครัวกลางและผู้ผลิตอาหารฮาลาล และปัจจุบันบริหารต่อโดย Hasan ลูกชายของเขา

เมื่อมองเห็นว่าตลาดอาหารมลายูแบบดั้งเดิมกำลังเติบโต Pondok Abang จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ตลาดสิงคโปร์

ปัจจุบันธุรกิจเข้าไปทำตลาดใน มาเลเซียและบรูไน และมีแผนขยายไปยังประเทศเพื่อนบ้านอื่นต่อไป

นี่เป็นเหตุผลที่หว่องเลือกยกธุรกิจเล็ก ๆ แห่งนี้ขึ้นพูดบนเวทีระดับชาติเพราะมันสะท้อนแนวคิดว่า

วัฒนธรรมท้องถิ่น สามารถเปลี่ยนเป็นความสามารถในการแข่งขันระดับภูมิภาคได้ไม่ได้พูดอย่างเดียว แต่เริ่มเชื่อม ‘ชุมชน’ กับ ‘SME’ สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคำพูด คือรัฐบาลสิงคโปร์กำลังสร้างกลไกให้แนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นจริง

หว่องกล่าวถึงความร่วมมือระหว่าง PERGAS หรือสมาคมนักวิชาการและครูสอนศาสนาอิสลามแห่งสิงคโปร์ กับ Association of Small & Medium Enterprises หรือ ASME โมเดลนี้มีสองด้าน กิจการที่ดำเนินการโดยกลุ่ม asatizah สามารถเข้าถึง คำปรึกษาธุรกิจ เครื่องมือดิจิทัล และเครือข่ายธุรกิจ ในอีกด้านหนึ่ง ธุรกิจทั่วไปก็สามารถใช้ ความเชี่ยวชาญด้านภาษาและวัฒนธรรมของชุมชนมลายู–มุสลิม เพื่อช่วยในการขยายตลาดออกไปยังประเทศในภูมิภาคได้

จุดนี้สะท้อนวิธีคิดของสิงคโปร์อย่างชัดเจนแทนที่จะมองชุมชนชนกลุ่มน้อยเพียงในมิติว่า “รัฐจะช่วยเหลือชุมชนนี้อย่างไร” สิงคโปร์กำลังถามเพิ่มอีกคำถามว่า “ความสามารถที่มีอยู่ในชุมชนนี้ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้ประเทศได้อย่างไร” จาก Diversity จึงกลายเป็น Economic Capability เตรียมคนรุ่นใหม่มลายูเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่

อีกด้านหนึ่ง สิงคโปร์กำลังตั้ง Committee for Economic Resilience ซึ่งนำโดย ส.ส. Wan Rizal และ Saktiandi Supaat เพื่อทำงานกับชุมชนมลายู–มุสลิมโดยเฉพาะ

เป้าหมายสำคัญคือช่วยเยาวชนพัฒนาทักษะ เพิ่มประสบการณ์ และเข้าไปคว้าโอกาสจาก อุตสาหกรรมใหม่และอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต

CNA รายงานเพิ่มเติมว่า คณะกรรมการกำลังพิจารณาทั้งเรื่องการเพิ่ม employability การเชื่อมคนรุ่นใหม่กับอุตสาหกรรม และแม้กระทั่งการสนับสนุนด้านสุขภาพจิตสำหรับคนที่กำลังเปลี่ยนอาชีพ

นั่นหมายความว่า สิงคโปร์ไม่ได้ต้องการเพียงรักษาอัตลักษณ์มลายูไว้แต่ต้องการให้คนในชุมชนสามารถก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ไปพร้อมกัน ‘ความเป็นมลายู’ จึงเป็นเรื่องของสิงคโปร์ทั้งประเทศ คำพูดอีกช่วงหนึ่งที่มีนัยสำคัญคือ หว่องไม่ได้บอกว่า “คนมลายูควรเรียนภาษามลายู” แต่พูดว่าชาวสิงคโปร์ควรเรียนภาษามลายู และเข้าใจวัฒนธรรมมลายูให้มากขึ้น

ความแตกต่างอยู่ตรงนี้ เพราะเมื่อผู้นำประเทศพูดแบบนี้ ภาษามลายูจึงไม่ได้ถูกวางไว้เป็นเรื่องของประชากรกลุ่มหนึ่งอีกต่อไป แต่ถูกยกระดับให้เป็น ความรู้ที่มีคุณค่าสำหรับคนสิงคโปร์ โดยเฉพาะเมื่อประเทศต้องอาศัยตลาดที่อยู่รอบตัวเองในการเติบโต

มาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน รวมถึงตลาดมุสลิมและอุตสาหกรรมฮาลาลที่กว้างออกไป ล้วนเป็นพื้นที่ซึ่งความเข้าใจด้านภาษา ศาสนา วัฒนธรรม และพฤติกรรมผู้บริโภคสามารถกลายเป็นข้อได้เปรียบทางธุรกิจได้

ประเทศเล็ก จึงต้องใช้ ‘ทุกอย่างที่มี’ ให้เป็นข้อได้เปรียบ หากมองให้ลึกกว่าสุนทรพจน์เรื่องภาษา สิ่งที่ลอว์เรนซ์ หว่องกำลังสื่ออาจเป็นวิธีคิดแบบสิงคโปร์ที่เห็นได้มาตลอด ประเทศที่มีประชากรและพื้นที่จำกัด ไม่สามารถปล่อยให้ทรัพยากรใดเป็นเพียง “ของที่มีอยู่” แต่ต้องคิดต่อว่า สิ่งนั้นสามารถเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้อย่างไรท่าเรือกลายเป็น Logistics Hub ตำแหน่งที่ตั้งกลายเป็น Financial Hub

ความหลากหลายทางเชื้อชาติกลายเป็นความสามารถในการเชื่อมต่อกับโลก และครั้งนี้ ภาษาและวัฒนธรรมมลายู ก็กำลังถูกเชื่อมเข้ากับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจระดับภูมิภาค

แล้วประเทศไทยล่ะ?

เรื่องนี้จึงน่าสนใจสำหรับไทยไม่น้อย ประเทศไทยมีพรมแดนเชื่อมต่อกับหลายประเทศ มีความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์กับทั้งลาว กัมพูชา เมียนมา มาเลเซีย และจีนตอนใต้ เรามีชุมชนที่พูดภาษาต่าง ๆ มีวัฒนธรรมท้องถิ่นจำนวนมาก และยังอยู่ตรงกลางของภูมิภาคอาเซียนแผ่นดินใหญ่

คำถามจึงอาจไม่ใช่เพียงว่า เราจะรักษาความหลากหลายเหล่านี้อย่างไร แต่อาจต้องถามต่อว่า

เราจะเปลี่ยนความหลากหลายที่มี ให้กลายเป็นความสามารถของประเทศไทยในการทำธุรกิจ เชื่อมตลาด และสร้างอิทธิพลในภูมิภาคได้อย่างไร

เพราะสิ่งที่สิงคโปร์กำลังแสดงให้เห็นคือ Soft Power อาจไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการส่งวัฒนธรรมของตัวเองออกไปขายให้โลกเสมอไป บางครั้ง Soft Power และ Economic Power อาจเริ่มจากการ “เข้าใจคนที่อยู่รอบตัวเราให้ดีกว่าคนอื่น” และเปลี่ยนความเข้าใจนั้นให้เป็นโอกาส

นี่อาจเป็นสารสำคัญที่สุดที่ซ่อนอยู่ในสุนทรพจน์ภาษามลายูของนายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง ใน National Day Rally 2026

THE STATES TIMES

เวียดนาม รื้อกติกาที่ดิน!! เซ็ตเป้าหมาย GDP โต 10% ลดขั้นตอนเวนคืนที่ดินทันใจ ปลดล็อกโรงงาน ถนน ดึงทุนลงทุน เปิดเกมแข่งไทยในอาเซียนธุรกิจ

ไทยปลูกกล้วย เวียดนามรื้อกติกาที่ดิน

เพื่อนบ้านเดิมพัน GDP 10% ปลดล็อกที่ดิน เร่งโรงงาน–ถนน–เงินลงทุนเดินหน้า

ขณะที่หลายประเทศในเอเชียกำลังถามว่า จะกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไรให้โตท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

เวียดนามกลับกำลังตั้งเป้าที่แรงกว่านั้น เศรษฐกิจต้องโตระดับ 10% และสิ่งที่รัฐบาลเวียดนามเลือกทำ ไม่ได้มีแค่แจกเงิน ลดภาษี หรือออกมาตรการกระตุ้นระยะสั้นแต่กำลังหันไปรื้อ “คอขวดของระบบ” ที่ทำให้โครงการลงทุนเดินช้า หนึ่งในนั้นคือ กติกาเรื่องที่ดิน

เวียดนามกำลังเดินหน้าปรับกฎหมายและกลไกด้านที่ดินครั้งใหญ่ เพื่อเร่งการจัดหาที่ดิน ลดขั้นตอนเวนคืน แก้ปัญหาการชดเชย และปลดล็อกโครงการที่ติดค้างอยู่ในระบบ

เป้าหมายสำคัญคือ

ทำให้ที่ดินพร้อมใช้เร็วขึ้น ทำให้โรงงานเริ่มสร้างเร็วขึ้น ทำให้ถนนและโครงสร้างพื้นฐานเดินหน้าเร็วขึ้น

และทำให้เงินลงทุนเปลี่ยนเป็นการเติบโตทางเศรษฐกิจได้เร็วกว่าเดิม

สิ่งที่เวียดนามกำลังทำจึงไม่ใช่เพียงการ “แก้กฎหมายที่ดิน” แต่กำลังพยายามแก้คำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่าทำอย่างไรให้ประเทศเดินได้เร็วขึ้น ปัญหาของเวียดนาม ไม่ใช่ไม่มีนักลงทุน

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เวียดนามกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับความสนใจสูงที่สุดจากนักลงทุนต่างชาติในเอเชีย โรงงานใหม่เข้ามา, นิคมอุตสาหกรรมขยายตัว, ธุรกิจเทคโนโลยีตั้งฐาน, เมืองขนาดใหญ่เติบโต รวมถึงโครงการโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมากที่กำลังเกิดขึ้นทั่วประเทศ แต่การมี “เงินลงทุน” ไม่ได้หมายความว่าโครงการจะเดินหน้าได้ทันที เพราะหนึ่งในปัญหาที่เวียดนามเผชิญมานานคือ การได้มาซึ่งที่ดิน หลายโครงการต้องติดอยู่กับขั้นตอนการเวนคืน การเจรจาค่าชดเชย การจัดหาพื้นที่ทดแทน

การตั้งถิ่นฐานใหม่ และกระบวนการราชการที่กินเวลายาวนาน

บางโครงการมีเงินพร้อม ผู้ลงทุนพร้อม แบบพร้อมแต่สร้างไม่ได้เพราะ “ที่ดินยังไม่พร้อม” นี่คือจุดที่เวียดนามกำลังพยายามรื้อใหม่ เวียดนามกำลังเปลี่ยนวิธีคิดเรื่อง ‘ที่ดิน’ แนวคิดสำคัญของรัฐบาลเวียดนามคือ ไม่มองที่ดินเพียงในฐานะทรัพย์สินที่รัฐต้องควบคุมหรือบริหาร แต่ต้องมองว่า ที่ดินคือทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ เพราะที่ดินเชื่อมโยงโดยตรงกับ โรงงาน, นิคมอุตสาหกรรม, บ้าน, เมือง, ถนน, รถไฟ, สนามบิน, ท่าเรือ, Data Center, คลังสินค้า, พลังงาน และอุตสาหกรรมใหม่หากขั้นตอนเกี่ยวกับที่ดินใช้เวลานานเกินไป สิ่งที่เสียไปจึงไม่ใช่แค่เวลาของเจ้าของโครงการ แต่คือโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศนี่คือเหตุผลที่รัฐบาลเวียดนามกำลังพยายามทำให้กลไกการจัดหาที่ดินและการดำเนินโครงการมีความคล่องตัวมากขึ้น

เป้าหมาย GDP 10% ทำให้ ‘ความเร็ว’ กลายเป็นเรื่องใหญ่ถ้าเวียดนามตั้งเป้าเศรษฐกิจโตเพียง 5-6% การปล่อยให้โครงการหนึ่งล่าช้าอาจยังพอยอมรับได้

แต่เมื่อเป้าหมายถูกยกระดับขึ้นไปถึง 10% ต่อปี ทุกคอขวดจะกลายเป็นปัญหาทันที เพราะเศรษฐกิจจะโตระดับนั้นไม่ได้ หากโรงงานใช้เวลาหลายปีกว่าจะเริ่มสร้าง ถนนสร้างไม่ได้เพราะเวนคืนไม่เสร็จ

นิคมอุตสาหกรรมมีนักลงทุนรอ แต่ไม่มีพื้นที่พร้อมหรือโครงการเมืองใหม่ติดอยู่กับข้อพิพาทเรื่องที่ดินรัฐบาลเวียดนามจึงกำลังเชื่อมเรื่อง “ที่ดิน” เข้ากับเรื่อง “GDP” โดยตรง พูดง่าย ๆ คือ

ถ้าที่ดินเดินช้า เศรษฐกิจก็เดินช้า เร็วขึ้น แต่ต้องไม่สร้างความขัดแย้งเพิ่ม

อย่างไรก็ตาม เรื่องที่ดินเป็นหนึ่งในประเด็นอ่อนไหวของเวียดนามมานานเพราะทุกครั้งที่มีโครงการขนาดใหญ่เกิดขึ้น ย่อมมีประชาชนจำนวนหนึ่งที่ต้องย้ายออกจากพื้นที่เดิมดังนั้นโจทย์ของรัฐบาลจึงไม่ได้มีแค่

“ทำอย่างไรให้เวนคืนเร็ว” แต่ต้องตอบอีกคำถามว่า “ทำอย่างไรให้คนที่เสียที่ดิน ยังสามารถมีชีวิตที่ดีหลังการพัฒนา” แนวทางใหม่จึงให้ความสำคัญกับการชดเชยที่เหมาะสม พื้นที่ตั้งถิ่นฐานใหม่ ที่อยู่อาศัยทดแทนและการลดความแตกต่างของค่าชดเชยในพื้นที่ที่มีเงื่อนไขใกล้เคียงกัน

นี่เป็นจุดสำคัญ เพราะหากรัฐเร่งโครงการอย่างเดียว แต่ไม่สามารถจัดการผลกระทบต่อประชาชนได้ดี

ความเร็วที่ได้มา อาจแลกด้วยความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นอีกเกมหนึ่งคือ ‘ข้อมูลที่ดิน’

เวียดนามไม่ได้แก้เฉพาะตัวกฎหมายแต่ยังเดินหน้าสร้างระบบข้อมูลที่ดินระดับประเทศเป้าหมายคือทำให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิการใช้ที่ดิน ราคา, ผังเมือง, การใช้ประโยชน์ เขตพัฒนาและพื้นที่ลงทุน เชื่อมโยงกันมากขึ้นในระบบดิจิทัลหากทำได้จริง ประโยชน์จะมีมากกว่าแค่ลดเอกสารราชการ เพราะจะช่วยให้ นักลงทุนตัดสินใจเร็วขึ้น รัฐวางผังได้แม่นขึ้น ประเมินราคาได้โปร่งใสขึ้น ลดข้อมูลซ้ำซ้อน และลดพื้นที่ของการใช้ดุลพินิจในโลกที่นักลงทุนเปรียบเทียบประเทศแบบวันต่อวัน ข้อมูลที่ช้า ข้อมูลไม่ตรงกัน หรือการต้องวิ่งหลายหน่วยงาน อาจกลายเป็นเหตุผลให้เงินลงทุนเลือกไปที่อื่นได้ทันที

เวียดนามไม่ได้เปลี่ยนเจ้าของที่ดิน แต่เปลี่ยนวิธีใช้ที่ดินแม้จะเดินหน้าปฏิรูปครั้งใหญ่ เวียดนามยังคงหลักการพื้นฐานเดิมไว้ที่ดินยังเป็นทรัพย์สินของประชาชนโดยรวม โดยรัฐเป็นตัวแทนในการบริหารจัดการดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่การเปิดเสรีกรรมสิทธิ์ที่ดินแบบเต็มรูปแบบแต่คือการพยายามทำให้

ทรัพยากรที่ดินถูกนำไปใช้ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเปลี่ยนจาก“มีที่ดินแต่ใช้ไม่ได้” ไปสู่ “มีที่ดินและพร้อมนำไปใช้สร้างเศรษฐกิจ”

สิ่งที่น่าสนใจสำหรับไทย ไม่ใช่ว่าเราต้องทำเหมือนเวียดนามประเทศไทยกับเวียดนามกำลังแข่งขันกันมากขึ้นในหลายด้านไม่ว่าจะเป็นการดึงโรงงานจากจีน EV, อิเล็กทรอนิกส์, Data Center, โลจิสติกส์, พลังงาน, อุตสาหกรรมอาหาร และฐานการผลิตเพื่อส่งออก การแข่งขันเหล่านี้ไม่ได้วัดกันแค่ว่า ใครให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีมากกว่าแต่กำลังวัดกันด้วยว่าใครทำให้โครงการเริ่มได้เร็วกว่า หากประเทศหนึ่งลดภาษีให้นักลงทุน 5% แต่อีกประเทศทำให้โรงงานเริ่มก่อสร้างได้เร็วกว่า 2 ปี นักลงทุนอาจเลือกประเทศที่สองเพราะสำหรับธุรกิจระดับโลกเวลา คือ ต้นทุน

ไทยปลูกกล้วย เวียดนามรื้อกติกาที่ดินพาดหัวนี้อาจฟังดูแรงแต่สารสำคัญไม่ได้อยู่ที่ “กล้วย” และไม่ได้หมายความว่าไทยไม่ควรทำภาคเกษตร สิ่งที่ควรถามคือ

ในวันที่เราออกโครงการใหม่ ๆ กันอยู่เรื่อย ๆ

เราได้ใช้พลังมากพอหรือยังกับการแก้ระบบเดิมที่ทำให้โครงการเหล่านั้นเดินไม่ได้?

เพราะสิ่งที่เวียดนามกำลังทำคือแทนที่จะถามเพียงว่า “ปีนี้จะมีโครงการอะไรเพิ่ม?” เขากำลังย้อนกลับไปถามว่า “อะไรคือสิ่งที่ทำให้โครงการเดิมเดินช้า?” และเมื่อพบว่าหนึ่งในคำตอบคือ “ที่ดิน” รัฐบาลก็เลือกแตะปัญหานั้นโดยตรง ถ้าอยากโตเร็ว ต้องกล้ารื้อสิ่งที่ทำให้เดินช้า นี่อาจเป็นบทเรียนสำคัญที่สุดจากเวียดนาม

การเติบโตระดับสูงไม่ได้เกิดจากการมีโครงการจำนวนมากเพียงอย่างเดียวแต่เกิดจากความสามารถของรัฐในการทำให้ เงิน, คน, ที่ดิน, กฎหมาย, โครงสร้างพื้นฐานและระบบราชการทำงานไปในทิศทางเดียวกัน

เวียดนามกำลังเดิมพันว่าถ้าปลดล็อกที่ดินได้โรงงานจะมาเร็วขึ้น การลงทุนจะเกิดเร็วขึ้นโครงสร้างพื้นฐานจะเดินเร็วขึ้นและ GDP จะโตเร็วขึ้นตามไปด้วยผลสุดท้ายจะสำเร็จหรือไม่ ยังต้องพิสูจน์

เพราะการปฏิรูปที่ดินเป็นเรื่องซับซ้อน และมีความเสี่ยงทั้งด้านสิทธิประชาชน ราคาที่ดิน การเก็งกำไร และความโปร่งใส

แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือเวียดนามไม่ได้กำลังรอให้เศรษฐกิจโตเองเขากำลังพยายามรื้อสิ่งที่เชื่อว่า “ขวางไม่ให้ประเทศโต” และนี่คือสิ่งที่ประเทศไทยน่าจับตามอง เพราะในสมรภูมิใหม่ของอาเซียน การแข่งขันอาจไม่ได้อยู่ที่ว่า ใครมีโครงการมากกว่า แต่อยู่ที่ว่า ใครสามารถเปลี่ยนโครงการให้เกิดขึ้นจริงได้เร็วกว่า

THE STATES TIMES

หมายเหตุ: แนวทางแก้ไขกฎหมายและกลไกด้านที่ดินของเวียดนามบางส่วนยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาและจัดทำรายละเอียด จึงต้องติดตามตัวบทสุดท้ายและการบังคับใช้ต่อไป

ไทยรักษาสมดุลมหาอำนาจ!! จากสมดุลสงครามเย็น สู่โจทย์ใหม่ในยุคพื้นที่ไม่เลือกข้างแคบลง สนับสนุนกันในสถานการณ์ยุทธศาสตร์ จีนเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจหลัก สหรัฐฯ คุมด้านความมั่นคงสืบเนื่อง

บทบาทของ “สหรัฐฯ” กับ “จีน” ในสถานะ “มิตรประเทศ” ของไทย (ตอนจบ)

ขณะที่ไทยเผชิญกับ "ภัยคุกคามทางทหารจากเวียดนาม" อันเนื่องมาจาก การขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์ ความพ่ายแพ้ของรัฐบาลที่สหรัฐฯ ให้การสนับสนุนในเวียดนาม ลาว และเขมร กอปรกับความเจ็บแค้นของเวียดนามจากการที่ไทยยอมให้สหรัฐฯ เข้ามาใช้ฐานทัพอากาศแล้วส่งเครื่องบินรบไปโจมตีทิ้งระเบิดในเวียดนามจนเสียหายย่อยยับอย่างมากมายมหาศาล ทำให้ไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนในปี 1975 หลังจากนั้น จีนส่งกองทัพขนาดใหญ่ข้ามพรมแดนเข้าเวียดนามเหนือ เปิดฉาก สงครามจีนสั่งสอนเวียดนาม

ซึ่งแม้เป้าหมายหลักของจีนคือ การปกป้องชายแดนตัวเองและคานอำนาจของเวียดนาม แต่ผลของสงครามครั้งนี้ได้เปลี่ยนสมการภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค ทำให้ไทยกลายเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญของจีน และช่วยปกป้องประเทศไทยจากภัยคุกคามของเวียดนามในยุคนั้น จากการสูญเสียหน่วยทหารชั้นดีและมีประสบการณ์มากมายของเวียดนาม ขีดความความสามารถในการรบของกองทัพเวียดนามจึงลดลงเป็นอันมาก และทำให้ภัยคุกคามของเวียดนามต่อไทยลดลงตามไปด้วยเช่นเดียวกัน

ในเวลานั้น สหรัฐฯ ซึ่งถอนตัวออกจากภูมิภาคอินโดจีนด้วยความบอบช้ำ คงเหลือแต่ฐานทัพอากาศและฐานทัพเรือในฟิลิปปินส์เท่านั้น และได้ขนเอาอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมากโดยเฉพาะอากาศยานที่ทหารเวียตนามใต้ใช้บินหนีมายังไทยกลับไปด้วย โดยความช่วยเหลือของสหรัฐอเมริกาในขณะนั้นได้แก่

- ด้านการทหารและยุทโธปกรณ์: สหรัฐฯ ได้เร่งส่งมอบอาวุธและยุทโธปกรณ์ตามแผนความช่วยเหลือทางทหารให้แก่ไทย รวมถึงการจัดหาเครื่องบินรบ F-5E และอาวุธต่อต้านรถถัง เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องกันประเทศ ซึ่งอาวุธยุทโธปกรณ์จากสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ รัฐบาลไทยต้องจัดซื้อ (ไม่ได้ฟรีเหมือนในอดีตที่ผ่านมา) ด้วยสหรัฐฯ ได้ตัดลดความช่วยเหลือแบบให้เปล่าสำหรับไทยลงเป็นอันมาก

- ด้านข่าวกรองและการเฝ้าติดตาม: มีการแลกเปลี่ยนข่าวกรองเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของกองทัพเวียดนามในเขมร รวมถึงการสนับสนุนการเฝ้าติดตามทางอากาศและอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้ไทยสามารถประเมินสถานการณ์และเตรียมรับมือได้อย่างทันท่วงที

- ด้านการทูตและการเมืองระหว่างประเทศ: สหรัฐฯ ได้แสดงจุดยืนทางการทูตที่แข็งกร้าวต่อการรุกรานเขมรของเวียดนาม พร้อมทั้งให้การสนับสนุนไทยในเวทีระหว่างประเทศ เช่น องค์การสหประชาชาติ (UN) เพื่อกดดันให้เวียดนามถอนกำลังทหารออกจากเขมร

- ด้านกำลังพลและยุทธศาสตร์ร่วม: สหรัฐฯ ไม่ได้ส่งกองกำลังภาคพื้นดินเข้ามาประจำการในไทยโดยตรงในช่วงเวลานั้น แต่ได้เพิ่มความถี่ในการซ้อมรบร่วมและแผนการส่งกำลังบำรุง ซึ่งถือเป็นการส่งสัญญาณทางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน อาทิ การฝึกซ้อมรบร่วมภายใต้รหัส Cobra Gold (คอบร้าโกลด์) ในปี 1982 (พ.ศ. 2525) เมื่อสหรัฐฯ พิจารณาแล้วว่า "ภัยคุกคามทางทหารจากเวียดนาม" ต่อไทยได้ลดลงจนไม่น่าที่จะทำให้เกิดสงครามขนาดใหญ่ อันจะส่งผลทำให้สหรัฐฯ ต้องเข้ามายุ่งเกี่ยว

ความสัมพันธ์ระหว่างไทย สหรัฐอเมริกา และจีน ตั้งแต่ปี 1975 จนถึงปัจจุบัน สะท้อนถึงนโยบายทางการทูตแบบ "ไผ่ลู่ลม" (Bamboo Diplomacy) ที่เน้นสร้างความสมดุลและความยืดหยุ่นระหว่างสองมหาอำนาจ เพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ

ความสัมพันธ์ไทยกับ "สองขั้วมหาอำนาจ" นี้เป็นเรื่องที่มีความน่าสนใจมาก เพราะไทยไม่เคยเลือกข้างเด็ดขาด แต่ปรับสมดุลไปตามสถานการณ์โลกตลอด 50 ปีที่ผ่านมา สามารถสรุปเป็นช่วงๆ ได้ดังนี้:
1975–1991: จุดเริ่มต้นของ "สองขา" ปี 1975 ไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน (ในยุค ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช) ท่ามกลางความกังวลเรื่องภัยคุกคามจากเวียดนามและการแพร่ขยายคอมมิวนิสต์ในอินโดจีนหลังไซง่อนแตก จีนกลายเป็น "หลังพิง" ทางยุทธศาสตร์ที่ช่วยกดดันเวียดนามในกรณีกัมพูชา (สงครามเวียดนาม-กัมพูชา 1978-79) แม้ไทยจะยังเป็นพันธมิตรสนธิสัญญากับสหรัฐฯ (ผ่าน SEATO และแถลงการณ์ถนัด-รัสก์ 1962) มาตั้งแต่สงครามเย็น ที่น่าสนใจคือ ช่วงนี้จีน-สหรัฐฯ เองก็ประสานผลประโยชน์กันในการต้านโซเวียต-เวียดนาม ทำให้ไทยสามารถเดิน "สองขา" ได้อย่างราบรื่นโดยไม่ขัดแย้งกัน

1991–2014: ยุคเปิดกว้างและเศรษฐกิจนำ หลังสงครามเย็นจบ ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ยังคงเป็นแกนหลักด้านความมั่นคง (ไทยได้สถานะ "พันธมิตรนอกนาโต" หรือ Major Non-NATO Ally ปี 2003) แต่ความสัมพันธ์กับจีนเติบโตเร็วมากด้านเศรษฐกิจและการค้า โดยเฉพาะหลังจีนเข้า WTO (2001)
2014–2023: จุดเปลี่ยนหลังรัฐประหาร 2014 เป็นจุดหักเหสำคัญ สหรัฐฯ ลดระดับความร่วมมือทางทหารตลอดจนแทรกแซงและกดดันเรื่องประชาธิปไตย โดยเฉพาะบทบาทในการสนับสนุนฝ่ายปฏิกษัตริย์นิยม ทั้งที่สหรัฐฯ เคยให้การสนับสนุนรัฐบาลเผด็จการทหารของไทยในอดีตอย่างมากมาย และทุกวันนี้ยังคงสนับสนุนพันธมิตรของสหรัฐฯ ที่ไม่เป็นประชาธิปไตย โดยบางประเทศไม่เคยมีการเลือกตั้งเลยเสียด้วยซ้ำขณะที่ จีนไม่เข้ามาแทรกแซงกิจการภายในและยังคงกระชับสัมพันธ์กับรัฐบาลไทยต่อเนื่อง ไทยจึงเอียงไปทางจีนมากขึ้น ทั้ง การซื้อเรือดำน้ำจากจีน โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน และการเข้าร่วม Belt and Road Initiative แต่ก็ไม่ได้ตัดขาดสหรัฐฯ เพราะยังคงซ้อมรบ Cobra Gold ร่วมกันทุกปี
2023–ปัจจุบัน: "ไผ่ลู่ลม" ท่ามกลางแรงกดดันที่รุนแรงขึ้น ในช่วงนี้ การแข่งขันจีน-สหรัฐฯ ทวีความเข้มข้นขึ้นมาก ทำให้พื้นที่การ "ไม่เลือกข้าง" ของไทยแคบลงเรื่อยๆ

ปัจจัยสำคัญ ได้แก่
- มาตรการภาษีทรัมป์: ต้นปี 2026 สหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีทรัมป์สร้างแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจต่อเนื่อง ซึ่งกระทบไทยโดยตรงในฐานะประเทศส่งออก ทำให้รัฐบาลไทยต้องเจรจาต่อรองการค้ากับสหรัฐฯ อย่างระมัดระวัง ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาสมดุลกับจีนที่เป็นคู่ค้าและแหล่งลงทุนสำคัญ
- ความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ: มีนักวิเคราะห์ชี้ว่า การเมืองภายในทำให้ผู้กำหนดนโยบายไทยไม่มีเวลาลงลึกหรือผลักดันนโยบายความมั่นคงระหว่างประเทศอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ซึ่งลดทอนบทบาทไทยในเวทีภูมิภาค
- แรงกดดันให้เลือกข้างชัดขึ้น: มีการประเมินว่า อาเซียนเป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ความขัดแย้งจีน-สหรัฐฯ กำลังกดดันให้ต้องเลือกข้าง ทำให้เกิดวงเสวนาระดับชาติ เช่น Policy Watch Connect และ Economic Forum เพื่อหาทางออกเชิงยุทธศาสตร์ให้ไทย
- สหรัฐฯ ยังคงบทบาทหลักด้านความมั่นคงในภูมิภาค: จากการประชุม Shangri-La Dialogue 2026 มีการประเมินว่าสหรัฐฯ ยังคงความเป็นผู้นำด้านความมั่นคงในแปซิฟิกอยู่ ขณะที่จีนขยายอิทธิพลด้านเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง

การรักษาสมดุลของไทยในยุคการแข่งขันมหาอำนาจ:
- ไม่เลือกข้าง (Non-alignment): ดำเนินนโยบายเป็นมิตรกับทุกฝ่ายเพื่อหลีกเลี่ยงการตกเป็นเครื่องมือในความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
- แสวงหาจุดร่วม: ดึงจุดแข็งของสหรัฐฯ ในด้านเทคโนโลยี ความมั่นคงมาตรฐานสากล และธรรมาภิบาล มาคานกับจุดแข็งของจีนในด้านโครงสร้างพื้นฐาน การค้าขนาดใหญ่ และการท่องเที่ยว
- การเชื่อมโยงระดับภูมิภาค: ผลักดันให้ทั้งสองมหาอำนาจมีบทบาทสร้างสรรค์ผ่านกรอบความร่วมมือของอาเซียน (ASEAN-led Mechanisms)

ภาพรวมเชิงโครงสร้างของความสัมพันธ์ระหว่างไทย สหรัฐอเมริกา และจีน ตั้งแต่ปี 1975 จนถึงปัจจุบัน:
- สหรัฐฯ ยังเป็นหลักประกันด้านความมั่นคง (สนธิสัญญาพันธมิตร, การซ้อมรบร่วม, อาวุธยุทโธปกรณ์บางส่วน) จุดแข็งของสหรัฐฯ คือ โครงสร้างพันธมิตรที่มีรากฐานยาวนาน โดยไทยเป็น Treaty Ally ของสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 1954 และได้รับสถานะ Major Non-NATO Ally ในปี 2003 ขณะที่ความร่วมมือทางทหาร เช่น Cobra Gold ช่วยสร้าง ความสามารถในการทำงานร่วมกัน (Interoperability) ระหว่างกองทัพทั้งสองประเทศ ความสัมพันธ์จึงไม่ได้เริ่มต้นในปี 1975 แต่ปี 1975 เป็นจุดที่ไทยเริ่ม กระจายความสัมพันธ์ไปยังจีนอย่างจริงจัง ขณะที่ยังคงโครงสร้างพันธมิตรกับสหรัฐฯ ในยุคปัจจุบัน ไทย–สหรัฐฯ ยืนยันรากฐานของ Treaty Alliance และขยายไปสู่ความมั่นคงรูปแบบใหม่ เช่น Cyber, Maritime Security, Humanitarian Assistance และ ความมั่นคงในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก
- จีนเป็นหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ นับตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 1975 ไทยกับจีนสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ โดยทั้งสองฝ่ายยืนยันหลักการเคารพอธิปไตย ไม่แทรกแซงกิจการภายใน และอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ปัจจุบันจีนมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมากในด้าน การค้า การลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน การท่องเที่ยว ห่วงโซ่อุปทาน และ Connectivity โดยเฉพาะแนวคิด One Belt and One Road และโครงการรถไฟไทย–จีน

แต่เส้นแบ่งนี้เริ่มแคบลงเรื่อยๆ เพราะจีนก็ขยายบทบาทด้านความมั่นคงมากขึ้น (เช่น การซื้ออาวุธจากจีน การซ้อมรบร่วมกับจีน) ขณะที่สหรัฐฯ ก็ใช้เครื่องมือเศรษฐกิจ (ภาษี การเจรจาการค้า) เป็นแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้นเช่นกัน ดังนั้น ความท้าทายใหญ่ของไทยตอนนี้คือตวามพยายามในการรักษา "นโยบายไผ่ลู่ลม" (Bamboo Diplomacy) เพื่อให้อยู่รอดได้ ในยุคที่พื้นที่สีเทาสำหรับการไม่เลือกข้างกำลังหดแคบลงทุกที

เมื่อ AI เลิกเลียนแบบมนุษย์!! หุ่นยนต์จีน ‘Tiangong Omni’ คว้าแชมป์ 400 ม. ค้นพบท่าวิ่งไม่เหมือนมนุษย์ เกิดจาก Reinforcement Learning สะท้อนยุทธศาสตร์หุ่นยนต์จีน

เมื่อ AI เลิกเลียนแบบมนุษย์

‘Tiangong Omni’ หุ่นยนต์จีนผู้คิดค้นท่าวิ่งของตัวเอง จนคว้าแชมป์ 400 เมตร

คลิปหุ่นยนต์ตัวเล็กวิ่งด้วยท่าทางประหลาด ก้มตัวไปข้างหน้า พร้อมยกแขนทั้งสองข้างขึ้นใกล้ใบหน้า จนชาวเน็ตพากันแซวว่าเป็นการวิ่งแบบ “ขี้อาย” หรือ Shy Run กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งภาพไวรัลจากประเทศจีน

แต่เบื้องหลังท่าวิ่งที่ดูน่าขำนี้ กลับซ่อนเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับอนาคตของ Artificial Intelligence เอาไว้

เพราะสิ่งที่น่าทึ่งไม่ใช่เพียงหุ่นยนต์ตัวนี้ “วิ่งเร็ว” แต่มันคือการที่ AI ค้นพบท่าวิ่งนี้ขึ้นมาด้วยตัวเอง

หุ่นยนต์ดังกล่าวคือ Tiangong Omni หรือ Tien Kung Omni หุ่นยนต์ Humanoid ขนาดเล็กที่พัฒนาโดย Beijing Humanoid Robot Innovation Center หรือ X-Humanoid ของจีน

ในการแข่งขัน World Humanoid Robot Games ครั้งที่ 2 ที่กรุงปักกิ่ง Tiangong Omni ลงแข่งขันวิ่ง 400 เมตร ประเภทหุ่นยนต์ขนาดเล็ก ก่อนเข้าเส้นชัยเป็นอันดับหนึ่งด้วยเวลา 45.66 วินาที

สิ่งที่ทำให้คนสนใจกลับไม่ใช่เพียงเวลา 45.66 วินาที แต่เป็นคำถามว่า “ทำไมมันต้องวิ่งท่านี้?”

ตอนแรกมนุษย์ก็สอนให้มันวิ่งเหมือนมนุษย์ โดยปกติ เมื่อเราสร้างหุ่นยนต์ที่มีรูปร่างเหมือนคน แนวคิดพื้นฐานก็คือพยายามสอนให้มันเคลื่อนไหวเหมือนคน มนุษย์วิ่งด้วยการแกว่งแขนซ้าย-ขวาสลับกับขา เพื่อช่วยรักษาสมดุลของร่างกาย ในช่วงแรก ทีมพัฒนา Tiangong ก็ใช้แนวคิดในลักษณะเดียวกัน

แต่เมื่อหุ่นถูกนำไปฝึกในระบบจำลองด้วยวิธีที่เรียกว่า Reinforcement Learning หรือการเรียนรู้ผ่านการลองผิดลองถูก สิ่งที่เกิดขึ้นกลับน่าสนใจมาก

ทีมวิศวกรไม่ได้กำหนดว่า “เวลาวิ่ง แขนต้องอยู่ตรงนี้” หรือ “ต้องวิ่งให้เหมือนนักกีฬามนุษย์” แต่กำหนด “เป้าหมาย” ให้ระบบเรียนรู้ เช่น วิ่งให้เร็ว รักษาสมดุล และจัดการข้อจำกัดของตัวหุ่นเอง จากนั้นปล่อยให้ AI ทดลองการเคลื่อนไหวซ้ำแล้วซ้ำอีกใน Simulation ท้ายที่สุด AI กลับค้นพบว่า สำหรับ “ร่างกายของมัน” การวิ่งแบบมนุษย์อาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด

CGTN รายงานโดยอ้างคำอธิบายของ Han Gang ผู้เชี่ยวชาญด้าน Motion Control ว่า ท่าวิ่งที่เห็นไม่ได้ถูกโปรแกรมไว้ล่วงหน้า แต่เกิดขึ้นจาก Reinforcement Learning และการปรับปรุงการเคลื่อนไหวของหุ่นยนต์เอง

เพราะหุ่นยนต์ไม่ได้มีร่างกายเหมือนมนุษย์ นี่คือหัวใจสำคัญ แม้ Tiangong Omni จะมีหัว แขน ขา และลำตัวคล้ายมนุษย์ แต่ระบบภายในไม่ได้เหมือนเรา มนุษย์มีกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อต่อ และระบบประสาท แต่หุ่นยนต์ใช้มอเตอร์ ชุดขับเคลื่อน เซนเซอร์ และระบบควบคุม ดังนั้น “ท่าที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์” จึงไม่จำเป็นต้องเป็น “ท่าที่ดีที่สุดสำหรับหุ่นยนต์”

ข้อมูลจากผู้พัฒนาระบุว่า Tiangong Omni สูงประมาณ 135 เซนติเมตร หนัก 39.5 กิโลกรัม และในรุ่น Flagship มีข้อต่อที่ควบคุมได้ถึง 31 Degrees of Freedom พร้อมความสามารถด้านการเดิน วิ่ง การเคลื่อนไหวแบบไดนามิก และการหลบสิ่งกีดขวาง

ระหว่างการฝึก AI พบว่าการแกว่งแขนแบบมนุษย์สร้างภาระกับระบบบริเวณหัวไหล่มากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อหุ่นต้องวิ่งต่อเนื่องในระยะ 400 เมตร มอเตอร์ที่ต้องทำงานหนักจะเกิดความร้อน ใช้พลังงาน และอาจทำให้ประสิทธิภาพลดลง ระบบจึงค่อย ๆ พัฒนาวิธีของตัวเองขึ้นมา แทนที่จะใช้แขนแกว่งหน้า-หลังแรง ๆ มันยกแขนขึ้นใกล้ใบหน้า ลดภาระบางส่วนของหัวไหล่ แล้วใช้การหมุนของเอวและสะโพกเข้ามาช่วยควบคุมโมเมนตัมและรักษาสมดุลของร่างกายแทน นี่จึงเป็นที่มาของท่าวิ่งประหลาดที่คนทั่วโลกกำลังเห็นอยู่

ที่เห็นเหมือน “ท่าวิ่งตลก” ความจริงคือผลลัพธ์ของ Optimization

ลองคิดง่าย ๆ ว่า ถ้าเราบอกมนุษย์คนหนึ่งว่า “นี่คือวิธีวิ่งที่ถูกต้อง เพราะทุกคนวิ่งแบบนี้” มนุษย์อาจทำตาม แต่ถ้าเราบอก AI เพียงว่า “ไปถึงเส้นชัยให้เร็วที่สุด ภายใต้ข้อจำกัดของร่างกายที่มี” AI ไม่ได้สนใจว่าท่าของมันจะดูสวย ดูเหมือนมนุษย์ หรือถูกคนหัวเราะ มันสนใจเพียงว่าวิธีไหนให้ผลลัพธ์ดีที่สุด นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Emergent Behavior หรือพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากการเรียนรู้ของระบบ โดยไม่ได้ถูกมนุษย์กำหนดรายละเอียดของพฤติกรรมนั้นเอาไว้ตั้งแต่แรกและนี่อาจเป็นส่วนที่สำคัญกว่าเรื่องการแข่งขันเสียอีก

ผู้สร้าง Tiangong ไม่ใช่บริษัทหุ่นยนต์ธรรมดา

Beijing Humanoid Robot Innovation Center ก่อตั้งขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2023 ก่อนจะได้รับสถานะเป็นศูนย์นวัตกรรมหุ่นยนต์ Embodied Intelligence ที่ร่วมสร้างโดยรัฐบาลกลางและกรุงปักกิ่งในปี 2024 เบื้องหลังยังมีบริษัทเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมรายใหญ่ของจีนเข้ามาเกี่ยวข้อง

ข้อมูลจาก UBTECH ระบุว่า ศูนย์ดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือของ Beijing Yizhuang Investment Holdings, UBTECH Robotics, Xiaomi และ Beijing Jingcheng Machinery Electric นั่นทำให้เรื่องของ Tiangong ไม่ใช่เพียงเรื่องของ “หุ่นยนต์หนึ่งตัว” แต่สะท้อนยุทธศาสตร์ของจีนที่กำลังเร่งสร้างอุตสาหกรรม Humanoid Robot + Embodied AI อย่างจริงจังและการแข่งขันหุ่นยนต์ก็กลายเป็นหนึ่งในสนามทดลองเทคโนโลยีเหล่านั้น

แต่มนุษย์ไม่ควรเลียนแบบท่าวิ่งนี้ เมื่อคลิปแพร่กระจาย มีการตีความไปถึงขั้นว่า “มนุษย์อาจวิ่งผิดมาตลอด” ข้อสรุปนี้ต้องระมัดระวังอย่างมาก Tiangong Omni พบวิธีที่เหมาะกับ โครงสร้างทางกลของ Tiangong Omni

ไม่ได้หมายความว่ามันค้นพบท่าวิ่งที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ 

มนุษย์กับหุ่นยนต์มีระบบการสร้างแรง การเก็บและคืนพลังงาน การควบคุมสมดุล ตลอดจนข้อจำกัดของข้อต่อแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนั้น สิ่งที่เราควรเรียนรู้จากหุ่นตัวนี้จึงไม่ใช่ “เราควรวิ่งเหมือนหุ่นยนต์หรือไม่?”

แต่เป็นคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า

“เมื่อ AI ไม่ถูกบังคับให้คิดเหมือนมนุษย์ มันจะค้นพบอะไรที่มนุษย์ไม่เคยคิดถึงอีก?”

วันนี้คำตอบคือ “ท่าวิ่ง”

วันข้างหน้าอาจเป็นวิธีออกแบบโรงงาน วิธีจัดการ Logistics วิธีใช้พลังงาน วิธีสร้างเครื่องจักร หรือแม้กระทั่งวิธีแก้ปัญหาบางอย่างที่มนุษย์ทำแบบเดิมกันมานับร้อยปี

เรื่องของ Tiangong Omni จึงอาจเป็นภาพเล็ก ๆ ของการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่กว่ามาก เพราะที่ผ่านมา เราพยายามสร้าง AI ให้ “คิดและทำเหมือนมนุษย์” แต่ยุคต่อไปอาจเป็นยุคที่มนุษย์เริ่มถามว่า ถ้าเราไม่บอก AI ว่าคำตอบควรหน้าตาเป็นอย่างไรมันจะหาคำตอบที่ดีกว่าของเราเจอหรือไม่? และบางที… ท่าวิ่งแปลก ๆ ของหุ่นยนต์ตัวนี้

อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น


THE STATES TIMES

ลดดอกเบี้ยอย่างเดียวไม่พอ!! ผู้ว่าฯ ธปท. เปิดคำตอบ ทำไมแบงก์ปล่อยกู้รายใหญ่ง่ายกว่า SME ชี้ Credit Cost ต่างกัน 9.7% ต่อ 2% ย้ำต้องทำให้เงินไปถึง SME ที่มีศักยภาพจริง

ทำไมแบงก์ชอบปล่อยกู้ธุรกิจใหญ่?

ผู้ว่าฯ ธปท. เปิดตัวเลข SME เสี่ยง 9.7% เทียบรายใหญ่แค่ 2% พร้อมชี้ “ลดดอกเบี้ย” อย่างเดียวไม่พอ ต้องแก้ให้เงินไปถึงคนตัวเล็ก

หนึ่งในปัญหาที่เจ้าของธุรกิจ SME ไทยพูดกันมานาน คือ “ทำไมบริษัทใหญ่กู้เงินง่าย ดอกเบี้ยถูก แต่พอเป็น SME กลับกู้ยากขึ้นเรื่อย ๆ?”

ล่าสุด วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาพูดถึงปัญหานี้อย่างตรงไปตรงมา บนเวทีสัมมนา Beyond ESG : Thailand Transition #เปลี่ยนอนาคตประเทศไทย จัดโดยประชาชาติธุรกิจ เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 และมีตัวเลขหนึ่งที่อธิบายเรื่องนี้ได้แทบทั้งหมด ต้นทุนความเสี่ยง หรือ Credit Cost ของ SME อยู่ที่ประมาณ 9.7% ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่ อยู่ที่เพียงประมาณ 2% ความแตกต่างตรงนี้เองที่ทำให้ธนาคารมีแรงจูงใจที่จะปล่อยสินเชื่อให้กับบริษัทใหญ่มากกว่า SME

Credit Cost 9.7% หมายความว่าอะไร?

อธิบายแบบง่ายที่สุดเวลาธนาคารปล่อยเงินกู้ 100 บาท ธนาคารไม่ได้ดูแค่ว่าจะได้ดอกเบี้ยเท่าไร แต่ต้องคิดด้วยว่า “เงิน 100 บาทนี้ มีโอกาสไม่ได้คืนมากแค่ไหน?” 

ถ้าลูกค้ากลุ่มหนึ่งมีโอกาสกลายเป็นหนี้เสียสูง ธนาคารก็ต้องกันเงินสำรองไว้มากขึ้น และนั่นกลายเป็น “ต้นทุน” ของการปล่อยสินเชื่อ

ดังนั้น เมื่อ SME มี Credit Cost สูงถึงประมาณ 9.7% แต่ลูกค้ารายใหญ่มีเพียง 2%

ถ้าเป็นธนาคารและต้องเลือกว่าจะปล่อยเงิน 100 ล้านบาทให้ใคร คำตอบก็ไม่ยาก ปล่อยให้บริษัทใหญ่ ความเสี่ยงน้อยกว่า ใช้เงินกองทุนน้อยกว่า และบริหารง่ายกว่า นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่องว่า “ธนาคารไม่อยากช่วย SME” แต่เป็นปัญหาของ โครงสร้างแรงจูงใจในระบบสินเชื่อ ยิ่งเศรษฐกิจไม่ดี SME ยิ่งเสี่ยง

ยิ่งเสี่ยง ธนาคารยิ่งไม่อยากปล่อย ยิ่งไม่ได้สินเชื่อ SME ก็ยิ่งไม่มีเงินลงทุนหรือปรับตัว สุดท้ายธุรกิจยิ่งอ่อนแอ กลายเป็นวงจรที่แก้ยากขึ้นเรื่อย ๆ

เงินไม่ได้หายไป แต่กำลังไหลไปหาคนที่แข็งแรงกว่า

ผู้ว่าฯ ธปท. ระบุว่า สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่เริ่มกลับมาฟื้นตัว ขณะที่สินเชื่อ SME ยังคงติดลบต่อเนื่องหลายไตรมาสและถึงขั้นตั้งข้อสังเกตว่า ธนาคารอาจปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจรายใหญ่ “มากเกินไป” พร้อมกับให้ดอกเบี้ยต่ำเกินไป เพราะต้นทุนความเสี่ยงของลูกค้ากลุ่มนี้ต่ำกว่ามากภาพที่เกิดขึ้นจึงคล้ายกับว่าคนที่แข็งแรงอยู่แล้ว เข้าถึงเงินได้ง่ายขึ้น แต่คนที่กำลังต้องการเงินเพื่อปรับตัว กลับเข้าถึงเงินยากกว่าเดิมและนี่เป็นเรื่องใหญ่กว่าปัญหาของ SME แต่ละราย เพราะ SME คือฐานของการจ้างงานและระบบเศรษฐกิจไทย ถ้าธุรกิจเล็กทยอยหายไปเรื่อย ๆ สุดท้ายระบบเศรษฐกิจจะเหลือผู้เล่นรายใหญ่จำนวนไม่มาก ผู้ว่าฯ ธปท. เองก็เตือนว่า หากเศรษฐกิจไทยยังเติบโตต่ำ รายได้ของประชาชนและธุรกิจลดลงต่อเนื่อง สุดท้ายบริษัทขนาดเล็กจะทยอยปิด และเหลือบริษัทใหญ่ที่สามารถอยู่รอดได้ แล้วทำไมไม่ลดดอกเบี้ยไปเลย?

นี่เป็นอีกประเด็นที่ผู้ว่าฯ ธปท. อธิบายไว้น่าสนใจหลายคนอาจคิดว่า SME กู้ยาก → ก็ลดดอกเบี้ยสิ แต่ปัญหาคือ การลดดอกเบี้ยนโยบายเป็นการลดดอกเบี้ย ทั้งระบบคนที่ได้ประโยชน์ไม่ได้มีเฉพาะ SME

บริษัทใหญ่ที่มีเงินกู้อยู่แล้วก็ได้ประโยชน์

คนซื้อบ้านก็ได้ประโยชน์ธุรกิจทุกประเภทก็ได้ประโยชน์ ในขณะที่ SME ที่ธนาคารไม่กล้าปล่อยเงินให้อยู่ดี ต่อให้ดอกเบี้ยลดลง ก็อาจจะยัง “ไม่ได้กู้” เหมือนเดิม

นอกจากนี้ ผู้ว่าฯ ระบุว่า การส่งผ่านนโยบายดอกเบี้ยต้องใช้เวลาประมาณ 8-12 เดือน และไม่สามารถเลือกช่วยเฉพาะกลุ่มได้เพราะฉะนั้น โจทย์ของ SME วันนี้จึงไม่ใช่แค่ “ดอกเบี้ยแพงเกินไป” แต่คือ “ทำอย่างไรให้ธนาคารกล้าปล่อยเงินให้ SME มากขึ้น”

ทางแก้ที่ 1 : SMEs Credit Boost — ช่วยแบงก์รับความเสี่ยง

นี่คือหนึ่งในมาตรการสำคัญที่ ธปท. กระทรวงการคลัง และธนาคารพาณิชย์กำลังใช้แนวคิดง่ายมาก ในเมื่อเหตุผลที่ธนาคารไม่อยากปล่อย SME เพราะ ความเสี่ยงสูงก็ต้องหาวิธี แบ่งความเสี่ยงกับธนาคาร

โครงการ SMEs Credit Boost จึงถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นกลไกค้ำประกันหรือแชร์ความเสี่ยงของ “สินเชื่อใหม่” เพื่อให้ธนาคารมั่นใจและกล้าปล่อยสินเชื่อให้ธุรกิจที่มีศักยภาพมากขึ้น

เงินสำหรับกลไกนี้มาจากการลดเงินนำส่งเข้ากองทุน FIDF ของธนาคารพาณิชย์ประมาณ 20,000 ล้านบาท โดยตั้งเป้าว่าจะช่วยให้เกิดสินเชื่อใหม่ประมาณ 100,000 ล้านบาท ภายใน 1-2 ปี และล่าสุด ธปท. ระบุว่า ยอดอนุมัติสินเชื่อภายใต้ SMEs Credit Boost อยู่ที่ประมาณ 50,000 ล้านบาทแล้ว กลุ่มที่ต้องการสนับสนุน ไม่ได้มีเฉพาะธุรกิจใหญ่หรืออุตสาหกรรมไฮเทค แต่รวมถึง SME ในหลายสาขา เช่น

-ท่องเที่ยว

-การแพทย์และสุขภาพ

-เกษตรและเกษตรแปรรูป

-ยานยนต์และชิ้นส่วน

-อิเล็กทรอนิกส์

-การค้า

-โลจิสติกส์

รวมถึง SME ที่ต้องการลงทุนเพื่อ Digital Transformation, Green, Innovation หรือเพิ่ม Productivity ของธุรกิจตัวเอง

พูดง่าย ๆ คือ ถ้าคุณเป็น SME ที่ยังมีอนาคต แต่ติดตรงที่ธนาคารมองว่าคุณเสี่ยงเกินไป รัฐกำลังพยายามช่วยลดความเสี่ยงตรงนั้น

ทางแก้ที่ 2 : SMEs Secure+ — มีทรัพย์ ก็ใช้ทรัพย์ช่วยเปิดทางสินเชื่อ

อีกปัญหาหนึ่งของ SME ไทยคือ บางบริษัทมีโรงงาน มีอาคาร มีที่ดิน มีทรัพย์สิน แต่ช่วงเศรษฐกิจไม่ดี Cash Flow ลดลงเมื่อธนาคารดูความสามารถในการชำระหนี้จากกระแสเงินสดเป็นหลัก SME ก็อาจกู้ไม่ผ่าน แม้จะมีทรัพย์สินอยู่ จึงเกิดมาตรการ SMEs Secure+ หรือ “มีทรัพย์เพิ่ม เติมสภาพคล่อง”

หลักการคือ เปิดทางให้ธนาคารสามารถพิจารณา มูลค่าหลักประกันควบคู่กับกระแสเงินสด ของลูกหนี้ได้มากขึ้นเป็นการชั่วคราว

ภาษาชาวบ้านคืออย่าดูแค่วันนี้บริษัทกำไรเท่าไร แต่ดูด้วยว่าธุรกิจยังมีทรัพย์ มีฐาน และมีโอกาสฟื้นหรือไม่เพื่อให้ SME สามารถนำสินทรัพย์ที่มีอยู่ มาเปลี่ยนเป็นสภาพคล่องสำหรับประคองหรือปรับธุรกิจได้

ทางแก้ที่ 3 : SMEs Credit Portal — เพิ่มประตูให้ SME เข้าถึงเงิน

ธปท. ยังเดินหน้า SMEs Credit Portal ควบคู่กับ Credit Boost และ Secure+ เป้าหมายคือเพิ่มช่องทางให้ SME ที่มีศักยภาพสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อใช้ลงทุน ปรับธุรกิจ และรักษาการจ้างงานทั้งหมดสะท้อนแนวคิดใหม่ที่สำคัญมาก จากเดิมที่เรามักคิดว่า เศรษฐกิจไม่ดี = ลดดอกเบี้ย วันนี้โจทย์กำลังเปลี่ยนเป็น เงินอยู่ตรงไหน และทำอย่างไรให้เงินไปถึงธุรกิจที่ต้องการมันจริง ๆ SME ต้องเปลี่ยนวิธีคิดด้วย

อย่างไรก็ตาม มาตรการเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่า SME ทุกบริษัทจะเดินเข้าแบงก์แล้วได้เงินทันที

คำสำคัญที่ปรากฏอยู่หลายครั้งในนโยบายของ ธปท. คือ “SME ที่มีศักยภาพ” นั่นหมายความว่า ในโลกสินเชื่อยุคใหม่ เจ้าของกิจการต้องตอบธนาคารให้ได้ว่า ถ้าได้เงินไปแล้ว ธุรกิจจะดีขึ้นอย่างไร?

ไม่ใช่เพียง “ยอดขายตก ขอเงินมาหมุน” แต่ควรตอบให้ได้ว่า ได้เงินไปแล้วจะลดต้นทุนอย่างไร เพิ่ม Productivity อย่างไร ใช้ Digital หรือ AI อย่างไร เพิ่มรายได้ใหม่จากไหน ปรับเครื่องจักรหรือกระบวนการอย่างไร ลดค่าไฟหรือเปลี่ยนผ่านสู่ Green อย่างไร หรือทำอย่างไรให้ความสามารถในการชำระหนี้ดีขึ้น

.

เพราะหัวใจของนโยบายครั้งนี้ไม่ใช่การ “แจกเงินให้ SME” แต่คือการทำให้ “SME ที่ไปต่อได้ มีโอกาสได้เงินไปต่อ” จาก 9.7% ให้เข้าใกล้ 2% คือโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทย ตัวเลข 9.7% กับ 2% ที่ผู้ว่าฯ ธปท. เปิดเผยบนเวทีประชาชาติธุรกิจ จึงมีความหมายมากกว่าตัวเลขทางการเงินสองตัว มันกำลังบอกเราว่า วันนี้ระบบการเงินมองเห็นความเสี่ยงของ “คนตัวเล็ก” สูงกว่า “คนตัวใหญ่” หลายเท่า ถ้าไม่แก้ปัญหานี้ เงินก็จะไหลไปหาคนที่แข็งแรงอยู่แล้วมากขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่ SME ซึ่งจำเป็นต้องลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่าน กลับไม่มีเงินสำหรับเปลี่ยนตัวเอง และเมื่อ SME ปรับตัวไม่ได้ประเทศก็เพิ่ม Productivity ไม่ได้การจ้างงานลดลง การแข่งขันลดลง สุดท้ายเศรษฐกิจไทยก็เติบโตต่ำต่อไป

ดังนั้น สิ่งที่ ธปท. กำลังพยายามทำ อาจสรุปได้ง่าย ๆ เพียงประโยคเดียวว่า “ไม่ใช่ทำให้เงินถูกลงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้เงินไปถึงคนที่ควรได้ใช้มันด้วย” และสำหรับเจ้าของ SME นี่อาจเป็นจังหวะสำคัญที่จะกลับไปดูธุรกิจตัวเองอีกครั้งว่าวันนี้เราแค่กำลัง “ขอสินเชื่อ” หรือเรามี “แผนธุรกิจที่ทำให้ธนาคารอยากปล่อยสินเชื่อให้เรา” เพราะสองอย่างนี้ ในสายตาธนาคาร แตกต่างกันมาก

THE STATES TIMES

แหล่งข้อมูล: การกล่าวของนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ในงาน Beyond ESG : Thailand Transition #เปลี่ยนอนาคตประเทศไทย จัดโดยประชาชาติธุรกิจ วันที่ 3 กันยายน 2569 และข้อมูลมาตรการ SMEs Credit Boost / SMEs Secure+ จากธนาคารแห่งประเทศไทย

 

SME เจอวิกฤตเงินทุน!! คนกู้แพงต้องปล่อยกู้ถูกกว่า SME ไทยถูกบังคับให้ให้เครดิต ทำงานเสร็จแต่เงินช้า 90 วันขึ้นไป ต้องพึ่งกู้เงินต้นทุนสูงหมุนธุรกิจ

คนกู้แพง กลับต้องปล่อยกู้ให้คนกู้ถูก

ความย้อนแย้งของ SME ไทย เมื่อคนตัวเล็กต้องออกเงินทุนหมุนเวียนให้ทั้งบริษัทใหญ่และภาครัฐ
ลองนึกภาพธุรกิจหนึ่ง
-มีลูกค้า
-มีออร์เดอร์
-มีงานให้ทำ
-มีใบสั่งซื้ออยู่ในมือ

แต่กลับขาดเงินสด ฟังดูแปลก แต่สำหรับ SME ไทยจำนวนไม่น้อย นี่อาจเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทุกเดือน
เพราะเวลารับงานจากลูกค้ารายใหญ่ SME ต้องซื้อวัตถุดิบก่อน จ่ายเงินเดือนก่อน จ่ายค่าขนส่ง ค่าเช่า ค่าผลิต และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ก่อน แต่กว่าจะได้เงินจากลูกค้า อาจต้องรออีก 60 วัน 90 วัน หรือบางกรณีมีเสียงร้องเรียนถึง 120–180 วัน ผลก็คือ SME ทำงานเสร็จแล้ว แต่เงินยังไม่มา และระหว่างที่รอเงินนั้น SME ต้องหา “เงินของตัวเอง” มาหมุนธุรกิจต่อนี่คือจุดที่เกิดความย้อนแย้งที่น่าสนใจมากในระบบเศรษฐกิจไทย

คนที่เข้าถึงเงินทุนแพงกว่ากลับต้องเป็นคนให้เครดิตกับคนที่เข้าถึงเงินทุนถูกกว่า SME กู้ยากกว่ารายใหญ่

วันที่ 3 กันยายน 2569 นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวบนเวที Beyond ESG Thailand Transition ของประชาชาติธุรกิจถึงปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อของ SME

ตัวเลขที่น่าสนใจคือ Credit Cost ของ SME อยู่ที่ประมาณ 9.7% ขณะที่ธุรกิจรายใหญ่อยู่ที่ประมาณ 2% ความแตกต่างนี้ทำให้ธนาคารมีแรงจูงใจที่จะปล่อยสินเชื่อให้ลูกค้ารายใหญ่มากกว่า เพราะมีความเสี่ยงต่ำกว่า ขณะที่สินเชื่อ SME ยังคงหดตัวต่อเนื่องหลายไตรมาส แปลเป็นภาษาคนทำธุรกิจง่าย ๆ คือ
ถ้าธนาคารมีเงิน 100 ล้านบาท และต้องเลือกระหว่าง บริษัทใหญ่ที่งบการเงินแข็งแรง ความเสี่ยงต่ำ
กับ SME ที่รายได้ผันผวนกว่า หลักประกันน้อยกว่า และมีโอกาสกลายเป็นหนี้เสียสูงกว่า
ธนาคารย่อมมีเหตุผลทางธุรกิจที่จะเลือกคนแรก

เรื่องนี้เข้าใจได้ แต่สิ่งที่น่าสนใจกำลังเกิดขึ้นหลังจากนั้นบริษัทใหญ่กู้เงินถูกกว่า แต่ SME กลับต้องให้บริษัทใหญ่ “ยืมเงิน” เวลาบริษัทใหญ่ซื้อสินค้า หรือจ้างบริการจาก SME แล้วกำหนด Credit Term 90 วัน ในเชิงบัญชี นี่คือเงื่อนไขการชำระเงินตามปกติของการค้า แต่ถ้ามองในมุม Cash Flow สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ บริษัทใหญ่ได้รับสินค้าและบริการไปใช้ก่อน แต่ยังเก็บเงินสดของตัวเองไว้ได้อีก 90 วัน ขณะที่ SME เป็นคนออกเงินไปก่อนทั้งหมด

ลองสมมติว่า SME ขายสินค้าให้ลูกค้ารายใหญ่เดือนละ 1 ล้านบาท และได้รับเงินหลังส่งงาน 90 วัน
เดือนที่ 1 ออกเงิน 1 ล้านบาท
เดือนที่ 2 ออกอีก 1 ล้านบาท
เดือนที่ 3 ออกอีก 1 ล้านบาท
ระหว่างนั้นยังต้องมีเงินสำหรับทำงานของเดือนต่อไป

ธุรกิจจึงอาจต้องเตรียม Working Capital หลายล้านบาท ทั้งที่ยอดขายดูดี และมีลูกค้าอยู่แล้วปัญหาจึงไม่ใช่ “ไม่มีงานทำ” แต่คือ “ทำงานแล้ว เงินยังไม่กลับมา” Credit Term 120–180 วัน ยังเกิดขึ้นจริง
ประเทศไทยมีแนวทางเรื่อง Credit Term สำหรับ SME มาตั้งแต่ปี 2564 โดยกำหนดมาตรฐานทั่วไปไว้ที่ไม่เกิน 30 วันสำหรับสินค้าเกษตรบางประเภท และ 45 วันสำหรับสินค้าและบริการของ SME เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านอำนาจต่อรองระหว่าง SME กับธุรกิจขนาดใหญ่

แต่ในทางปฏิบัติ ปัญหายังไม่หมดไป
ข้อมูลจากสมาพันธ์ SME ไทยที่เปิดเผยกับกรุงเทพธุรกิจล่าสุด ระบุว่ายังได้รับข้อร้องเรียนจาก SME ในกลุ่มค้าปลีก-ค้าส่ง แพลตฟอร์ม ขนส่ง และภาคเกษตร ว่าบางรายถูกยืด Credit Term ไปถึง 120 หรือ 180 วัน ขณะที่ความพยายามล่าสุดของคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า กำลังมุ่งยกระดับการบังคับใช้กติกา Credit Term กับธุรกิจรายใหญ่และธุรกิจค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ โดยมีการประเมินว่าปัญหาเงินค้างชำระดังกล่าวเกี่ยวข้องกับเม็ดเงิน SME มากกว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี

ตัวเลขนี้ทำให้เห็นว่า Credit Term ไม่ใช่แค่เรื่องเงื่อนไขในใบเสนอราคาแต่มันคือเรื่องว่า “เงินทุนของระบบเศรษฐกิจอยู่ในมือใคร” แล้วถ้าลูกค้าเป็น “ภาครัฐ” ล่ะ?

ภาพคล้ายกันสามารถเกิดขึ้นกับผู้รับจ้างและ Vendor ของภาครัฐได้เช่นกัน แม้กลไกจะไม่เหมือน Credit Term ของภาคเอกชนโดยตรง ผู้ประกอบการที่รับงานรัฐต้องทำงานก่อน สำรองต้นทุนก่อน จ่าย Supplier ก่อน จ่ายคนงานก่อน

จากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอนตรวจรับ เอกสาร และเบิกจ่ายหากกระบวนการส่วนใดล่าช้า เงินก็ยังไม่กลับมาหาผู้ประกอบการ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเคยยกตัวอย่างในปี 2569 ว่า มีสมาชิกทำงานให้รัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งเสร็จไปแล้ว 8 เดือน แต่ยังไม่ได้รับเงิน และเมื่อผู้รับเหมาหลักยังไม่ได้รับเงิน ก็อาจกระทบต่อเนื่องไปยังผู้รับเหมาช่วง Supplier และแรงงาน กลายเป็นปัญหา Cash Flow แบบลูกโซ่ทั้ง Supply Chain

ขณะเดียวกันรัฐบาลและกรมบัญชีกลางเองก็มีมาตรการติดตามและเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดยังมีหนังสือเร่งรัดการเบิกจ่ายในไตรมาส 4 ปีงบประมาณ 2569 เมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา สะท้อนว่าความเร็วในการนำเงินงบประมาณลงสู่ระบบเศรษฐกิจยังเป็นเรื่องที่ภาครัฐให้ความสำคัญ

ต้องย้ำว่าไม่ได้หมายความว่าบริษัทใหญ่ทุกแห่งจ่ายช้าและไม่ได้หมายความว่าหน่วยงานรัฐทุกแห่งเบิกจ่ายช้า แต่กรณีที่เกิดขึ้นเพียงพอที่จะทำให้เรื่องนี้กลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ควรถูกตั้งคำถาม
ความย้อนแย้งอยู่ตรงนี้ ลองเอา 3 เรื่องมาต่อกัน

1. SME ไปหาเงินจากธนาคาร ธนาคารบอกว่า SME เสี่ยง Credit Cost สูง กู้ยากกว่า ต้นทุนทางการเงินสูงกว่า

2. SME ขายของให้บริษัทใหญ่ บริษัทใหญ่ขอ Credit Term SME ต้องส่งของก่อน แล้วรอรับเงินทีหลัง

3. SME รับงานภาครัฐ ต้องออกค่าใช้จ่ายทำงานก่อนเช่นกัน หากตรวจรับหรือเบิกจ่ายล่าช้า SME ก็ต้องหาเงินมาหมุนระหว่างรอ สุดท้ายจึงเกิดคำถามว่า ทำไมคนที่หาเงินได้ยากที่สุด
กลับต้องเป็นคนสำรองเงินให้คนที่หาเงินได้ง่ายกว่า?

นี่คือความย้อนแย้งที่ควรได้รับการแก้ไข

Credit Term ไม่ได้ “ฟรี”
บางคนอาจมองว่า 60 หรือ 90 วันเป็นเพียงธรรมเนียมทางธุรกิจแต่สำหรับ SME เวลาเหล่านี้มีราคาเพราะระหว่างที่เงิน 1 ล้านบาทยังไม่ถูกจ่าย SME อาจต้อง กู้ OD
ใช้สินเชื่อระยะสั้น ทำ Factoring นำเงินเจ้าของมาเติม ยืดการจ่าย Supplier ของตัวเอง หรือในกรณีเลวร้าย อาจต้องพึ่งเงินกู้นอกระบบ ดังนั้น Credit Term 90 วัน จึงไม่ใช่เพียง “รอเงินอีก 3 เดือน” แต่มันคือ
“ใครเป็นคนจ่ายต้นทุนทางการเงินของ 3 เดือนนั้น?”

ถ้าผู้ซื้อเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่สามารถกู้เงินได้ในต้นทุนต่ำ แต่เลือกให้ Supplier ซึ่งมีต้นทุนเงินสูงกว่าเป็นคนสำรองเงินแทนต้นทุนก็ถูกผลักย้อนจากคนแข็งแรงกว่า ไปอยู่กับคนที่อ่อนแอกว่า และมันอาจทำให้ SME ยิ่งกู้ยากขึ้นอีกนี่คือส่วนที่น่ากังวลที่สุด

Credit Term ยาว

เงินสด SME ลด

ต้องกู้เงิน Working Capital เพิ่ม

ดอกเบี้ยเพิ่ม

กำไรลด

ฐานะการเงินแย่ลง

ธนาคารมองว่าความเสี่ยงสูงขึ้น

กู้ยากขึ้น

ต้นทุนทางการเงินยิ่งแพง

แล้ว SME ก็กลับไปอยู่ที่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง
นี่จึงอาจเป็นหนึ่งในกลไกที่ทำให้ความเหลื่อมล้ำระหว่างธุรกิจใหญ่กับธุรกิจเล็กขยายตัวไปเรื่อย ๆ ถ้าอยากช่วย SME อาจไม่ต้องเริ่มจาก “ให้เงิน” ประเทศไทยมีมาตรการช่วย SME จำนวนมาก

สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ
ค้ำประกันสินเชื่อ
กองทุน
มาตรการลดภาษี
โครงการเพิ่ม Productivity
Digital Transformation

ทั้งหมดมีประโยชน์
แต่มีคำถามง่ายกว่านั้นที่อาจควรถามก่อน เงินที่ SME หาได้จากการขายของและทำงานเสร็จแล้ว เราทำให้มันกลับมาหา SME เร็วขึ้นได้หรือไม่? เพราะเงินที่ดีที่สุดสำหรับผู้ประกอบการ
-ไม่ใช่เงินกู้
-ไม่ใช่เงินอุดหนุน
-และไม่ใช่เงินจากโครงการรัฐ

แต่คือ “เงินจากลูกค้าที่ควรได้รับตามงานที่ทำเสร็จแล้ว” หากบริษัทขนาดใหญ่สามารถลด Credit Term ลงได้ หากภาครัฐสามารถตรวจรับและเบิกจ่ายได้รวดเร็วขึ้น Working Capital ที่ SME ต้องหาเพิ่มก็จะลดลงทันที

-SME กู้น้อยลง
-ดอกเบี้ยน้อยลง
-Cash Flow ดีขึ้น
-ความเสี่ยงลดลง
และในระยะยาว ธนาคารก็อาจมอง SME ว่าน่าปล่อยสินเชื่อมากขึ้นด้วย

บางทีโจทย์อาจไม่ใช่ “ทำอย่างไรให้ SME กู้เงินได้มากขึ้น”
แต่ควรเปลี่ยนคำถามเป็น “ทำอย่างไรให้ SME ไม่ต้องกู้เงินมากขนาดนี้?” หากประเทศไทยต้องการให้ SME แข็งแรงขึ้นจริง การแก้เรื่องสินเชื่อเป็นเรื่องสำคัญแต่การทำให้เงินหมุนกลับมาหา SME เร็วขึ้น ก็สำคัญไม่แพ้กันเพราะในระบบเศรษฐกิจที่สมเหตุสมผลคนที่มีต้นทุนเงินสูงกว่า ไม่ควรต้องทำหน้าที่เป็นแหล่งเงินทุนราคาถูกให้คนที่มีต้นทุนเงินต่ำกว่าและนี่อาจเป็นหนึ่งในโจทย์ที่ทั้ง
-ธนาคาร
-บริษัทขนาดใหญ่
-ภาครัฐ
-และผู้กำหนดนโยบาย

ควรช่วยกันตอบเพราะสุดท้ายแล้ว SME ไทยอาจไม่ได้ต้องการให้ใคร “ช่วยจ่ายเงินให้” แต่อาจต้องการเพียงแค่ “จ่ายเงินที่ควรได้ ให้ตรงเวลา” เท่านั้นเอง

THE STATES TIMES

จากเด็กไทยสู่เวทีโลก ‘เนเน่ รอยัล’ ‘ธนินท์ เจียรวนนท์’ ชี้โอกาสทุนการศึกษาต่อเนื่อง ร่วม True สร้างระบบสนับสนุนคนเก่งไทยวัยรุ่น เปลี่ยน Talent เป็น Global Asset สู่ระดับโลก เปิดแนวคิดลงทุน "Talent Capital" อย่างยั่งยืน

เจ้าสัวธนินท์มองเห็นอะไรใน ‘เนเน่ รอยัล’

เมื่อการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด อาจไม่ใช่ธุรกิจ แต่คือ “คน” เรื่องของ “เนเน่ รอยัล” หรือ แพรว–รัตติกานต์ อำลอย เด็กสาวไทยวัย 16 ปี ที่ก้าวขึ้นไปแสดงความสามารถบนเวที America’s Got Talent 2026 อาจดูเผิน ๆ เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวของเด็กไทยเก่งที่ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทใหญ่

แต่ถ้ามองลึกลงไปอีกนิดเรื่องนี้อาจกำลังสะท้อน “วิธีคิด” ของนักธุรกิจคนหนึ่งที่ใช้เวลาทั้งชีวิตสร้างธุรกิจจากร้านขายเมล็ดพันธุ์ จนกลายเป็นเครือธุรกิจขนาดใหญ่ระดับโลก คนนั้นคือ “ธนินท์ เจียรวนนท์”

คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าทำไมเจ้าสัวธนินท์ถึงสนับสนุนเนเน่?

แต่อาจต้องถามใหม่ว่า “เจ้าสัวกำลังมองเห็นอะไรในเด็กคนนี้?” ไม่ได้มองเห็นแค่ “เด็กเก่ง” แต่มองเห็น “ของดีที่พร้อมโต” ก่อนหน้าที่เรื่องราวของเนเน่จะได้รับความสนใจในวงกว้าง True Corporation ได้เข้าไปเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการรายแรกของเนเน่ในการเดินทางไปแข่งขัน America’s Got Talent 2026 โดย True ระบุแนวคิดไว้ชัดเจนว่า นอกจากพรสวรรค์แล้ว “โอกาสและแรงสนับสนุน” คือพลังสำคัญที่ช่วยให้เด็กไทยไปได้ไกลขึ้น

ต่อมา วันที่ 6 กันยายน 2569 ศุภชัย เจียรวนนท์ ร่วมกับ True และมูลนิธิปลูกปัญญา ประกาศมอบ “ทุนการศึกษา เนเน่ รอยัล” อย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนเยาวชนไทยที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศ

หากมองด้วยสายตาธุรกิจ นี่น่าสนใจมากเพราะเนเน่ไม่ใช่เด็กที่มีคนมาหยิบขึ้นมาสร้างตั้งแต่ศูนย์

-เธอมี Talent

-เธอฝึกฝน

-เธอเดินทางไปแข่งขัน

-เธอพิสูจน์ตัวเองต่อผู้ชมต่างประเทศ

พูดภาษาธุรกิจง่าย ๆ คือ ตลาดเริ่มบอกแล้วว่า “ของชิ้นนี้มีศักยภาพ” หน้าที่ของคนที่มีทุนและเครือข่าย จึงไม่จำเป็นต้องกลับไปเริ่มต้นสร้างใหม่ทั้งหมด แต่คือ ทำอย่างไรให้สิ่งที่ดีอยู่แล้ว โตได้เร็วกว่าเดิม และนี่อาจเป็นวิธีคิดที่ธนินท์ เจียรวนนท์ คุ้นเคยมาทั้งชีวิต

คำถามหนึ่งของเจ้าสัว บอกอะไรได้มาก

“นิค วิเชียร ฤกษ์ไพศาล” คนทำงานวงการเพลงมายาวนาน เล่าถึงโอกาสที่ได้พูดคุยกับธนินท์ เจียรวนนท์ เป็นเวลาราว 2-3 ชั่วโมง เรื่องหนึ่งที่น่าสนใจคือ เจ้าสัวธนินท์ไม่ได้เพียงถามสารทุกข์สุกดิบของศิลปิน แต่สนใจถึงการเปลี่ยนแปลงของวงการบันเทิงยุค Social Media และ TikTok

ที่สำคัญคือ เขาตั้งคำถามว่า

จะทำอย่างไรให้ศิลปินประสบความสำเร็จได้เร็วขึ้นและพร้อมที่จะให้การสนับสนุน โดยฝากแนวคิดเรื่องความทุ่มเท ความต่อเนื่อง และความอดทนไว้กับศิลปินรุ่นใหม่ด้วย ลองคิดดูดี ๆ คำถามนี้ไม่ใช่คำถามของ “ผู้บริจาค” แต่เป็นคำถามแบบเดียวกับที่นักธุรกิจถามกับกิจการหนึ่งว่า “ของดีอยู่แล้ว แล้วเราจะทำให้มัน Scale ได้อย่างไร?”

นี่จึงอาจเป็นหัวใจของเรื่องทั้งหมด จาก Venture Capital สู่ “Talent Capital” เวลา Startup รายหนึ่งมีเทคโนโลยีดี มีทีมดี และเริ่มมีลูกค้านักลงทุน Venture Capital ไม่ได้เข้าไปคิดสินค้าให้ใหม่ตั้งแต่ต้น

-เขาเติม

-เงินทุน

-Connection

-ความรู้

-ตลาด

-Technology

และ Network

เพื่อให้บริษัทที่น่าจะใช้เวลา 10 ปีในการเติบโต อาจโตได้ใน 3-5 ปี แล้วถ้าเราเปลี่ยนคำว่า Startup เป็น “คน” ล่ะ? เด็กคนหนึ่งมี Talent ทำไมเราจะสร้างระบบแบบเดียวกันไม่ได้?

**Talent

+ Capital

+ Media

+ Network

+ Technology

+ Opportunity

= Global Talent**

นี่อาจเป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นและถ้ามองแบบนี้ สิ่งที่ CP หรือ True สนับสนุนเนเน่จึงไม่ใช่เพียง Sponsorship แต่มันใกล้เคียงกับการทำหน้าที่เป็น “Talent Accelerator” หรือในภาษาธุรกิจอาจเรียกได้ว่า Talent Capital สิ่งที่น่าสนใจคือ นี่ไม่ได้เกิดกับเนเน่คนเดียว ใน True Academy Fantasia 2026 ผู้สมัครที่ไม่ได้ผ่านเข้าสู่ 12 คนสุดท้ายถึง 84 คน ได้รับทุนการศึกษาคนละ 50,000 บาท รวม 4.2 ล้านบาท จากศุภชัย เจียรวนนท์

เดือนกันยายน 2569 True ยังเดินหน้าเปิด “The Voice TRUEgether” ซึ่งรวม The Voice Thailand, The Voice Celebrity และครั้งแรกกับ The Voice Teens สำหรับเยาวชนอายุ 13-19 ปี อีกด้วย

เมื่อเอาเรื่องเหล่านี้มาต่อกันภาพเริ่มเปลี่ยนจาก “บริษัทสนับสนุนรายการบันเทิง” เป็น “บริษัทกำลังสร้างระบบค้นหาและพัฒนา Talent” และยิ่งน่าสนใจเมื่อย้อนกลับไปดูว่า CP ให้ความสำคัญกับเรื่อง “สร้างคน” มานานแล้ว ในโอกาสครบรอบ 100 ปีของเครือ CP ธนินท์ยังพูดถึงภารกิจของตัวเองในการสร้างคนและปรับองค์กรให้พร้อมกับโลกยุคใหม่ โดยมองไปถึงการขยายธุรกิจระดับโลกในอีก 100 ปีข้างหน้า

ดังนั้นเรื่องเนเน่อาจเป็นเพียง “ภาพเล็ก” ของความคิดที่ใหญ่กว่านั้น ประเทศไทยอาจไม่ได้ขาด Talent

คำถามที่น่าคิดต่อสำหรับประเทศไทยคือตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา เรามักพูดว่า “เด็กไทยเก่ง” “คนไทยมีความสามารถ” “เด็กไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก” แต่เมื่อมีเด็กเก่งเกิดขึ้นจริง เรามีระบบอะไรช่วยเขาบ้าง?

เด็กบางคนร้องเพลงเก่ง บางคนเล่นกีฬาเก่ง บางคนเขียนโปรแกรมเก่ง บางคนวาดรูปเก่ง บางคนคิดธุรกิจเก่ง บางคนสร้าง Content เก่ง แต่กว่าจะถูกค้นพบ อาจต้องดิ้นรนด้วยตัวเองเป็นสิบปี บางคนเลิกเสียก่อน บางคนไม่มีเงิน บางคนไม่มี Connection บางคนไม่รู้ว่าจะเดินทางต่ออย่างไร สุดท้ายประเทศไทยจึงอาจไม่ได้มีปัญหาเรื่อง “ไม่มีคนเก่ง” แต่มีปัญหาว่า “เรามองเห็นคนเก่งช้าเกินไป” และเมื่อเห็นแล้ว “เราเร่งให้เขาโตไม่เป็น”

สิ่งที่เจ้าสัวอาจกำลังเห็น

หากอ่านจากสิ่งที่ธนินท์ เจียรวนนท์ สนใจและตั้งคำถามกับคนในวงการบันเทิง ผนวกกับการเคลื่อนไหวของธุรกิจในเครือ สิ่งหนึ่งที่พอจะตีความได้คือคนเก่งหนึ่งคนอาจมีมูลค่าต่อประเทศมากกว่าที่เราเคยคิด

ในอดีต เวลาเราพูดถึงทรัพย์สินของประเทศ เราคิดถึง ที่ดิน โรงงาน น้ำมัน แร่ธาตุ เครื่องจักร แต่เศรษฐกิจใหม่มีสินทรัพย์อีกประเภทหนึ่งที่จับต้องไม่ได้ นั่นคือ

-Talent

-Creativity

-Intellectual Property

-Content

-Brand

และ Attention

ศิลปินหนึ่งคนอาจขายเพลงให้คนทั่วโลก นักกีฬาเพียงคนเดียวอาจสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศมหาศาล Creator คนหนึ่งอาจมีผู้ติดตามมากกว่าสถานีโทรทัศน์ทั้งสถานี นี่คือเศรษฐกิจที่ “คนหนึ่งคน” สามารถกลายเป็น Global Asset ได้

เจ้าสัวอาจไม่ได้กำลัง “ให้ปลา” มีคำพูดคลาสสิกว่า ให้ปลาใครกิน เขาอิ่มหนึ่งวันสอนเขาจับปลา เขาอิ่มไปตลอดชีวิตแต่ในโลกปัจจุบันอาจมีขั้นที่สาม คือ เจอคนที่จับปลาเก่งอยู่แล้ว แล้วเอาเรือ เครื่องมือ เทคโนโลยี เงินทุน และตลาดโลกให้เขา จากคนจับปลาเก่งคนหนึ่ง เขาอาจสร้างอุตสาหกรรมขึ้นมาได้

นี่ต่างหากอาจเป็นบทเรียนจากเรื่องของเนเน่

และนี่อาจเป็นสิ่งที่ “เจ้าสัวไทย” คนอื่นทำได้เช่นกัน ลองจินตนาการว่าประเทศไทยมีนักธุรกิจและบริษัทขนาดใหญ่ 100 ราย ถ้าแต่ละรายไม่ได้ทำ CSR เพียงการแจกทุนทั่วไป แต่เลือกค้นหาเด็กหรือคนไทยที่มีศักยภาพจริง ๆ บริษัทละ 10 คน เท่ากับประเทศไทยจะมี Talent 1,000 คน ที่ได้รับ ทุน Mentor Network Media Technology และตลาด

บางคนอาจไม่สำเร็จแต่นั่นเป็นธรรมชาติของการลงทุนถ้ามีเพียง 5% ก้าวขึ้นเป็น Global Talent ประเทศไทยก็จะได้คนระดับโลกถึง 50 คน และบางทีนี่อาจสร้างผลตอบแทนต่อประเทศมากกว่าโครงการประชาสัมพันธ์จำนวนมากเสียอีก

จาก “ทุนการศึกษา” สู่ “ทุนสร้างคน” สิ่งที่น่าคิดต่อที่สุดจากเรื่องธนินท์–เนเน่ จึงอาจไม่ใช่จำนวนเงินที่สนับสนุน แต่คือ “วิธีคิด” เราเคยชินกับการให้ทุนเพื่อให้เด็กเรียน แต่โลกใหม่อาจต้องมีทุนอีกประเภทหนึ่งทุนเพื่อทำให้คนเก่ง ไปได้ไกลที่สุดเท่าที่ศักยภาพของเขาจะพาไป เด็กเรียนเก่ง ส่งไปมหาวิทยาลัยระดับโลกเด็กเทคโนโลยี ส่งเข้าห้อง Lab ระดับโลก นักกีฬา ส่งไป Academy ระดับโลก

Creator ให้ทุนสร้าง Content ระดับโลก นักดนตรี ให้ Producer และ Network ระดับโลกนักธุรกิจรุ่นใหม่ ให้ Capital และ Mentor ระดับโลกเพราะสุดท้ายแล้ว ประเทศที่มีคนเก่งมากที่สุด อาจไม่ใช่ประเทศที่เกิดคนเก่งมากที่สุด แต่อาจเป็น ประเทศที่มองเห็นคนเก่งเร็วที่สุด และสร้างระบบให้คนเหล่านั้นเติบโตได้ดีที่สุด

เรื่องของ “เนเน่ รอยัล” จึงอาจไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวของเด็กหญิงคนหนึ่งที่ได้รับการสนับสนุนจากเจ้าสัวใหญ่แต่มันกำลังโยนคำถามที่ใหญ่กว่านั้นกลับมายังประเทศไทยว่า ถ้าเรามีคนเก่งอยู่เต็มประเทศแล้ว

เรามี “ระบบ” ที่ดีพอที่จะทำให้เขาไปถึงระดับโลกหรือยัง? และบางที นี่อาจเป็นสิ่งที่นักธุรกิจวัยเก๋าอย่างธนินท์ เจียรวนนท์ มองเห็นก่อนคนอื่นอีกครั้ง เพราะตลอดชีวิตของนักธุรกิจ สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการรู้ว่า

“อะไรดี” แต่คือการมองให้ออกว่า “อะไรดี แล้วถ้าเราเติมสิ่งที่ขาดเข้าไป มันจะโตได้อีกแค่ไหน”

วันนี้สิ่งนั้นอาจไม่ใช่ไก่ ไม่ใช่เมล็ดพันธุ์ ไม่ใช่ร้านสะดวกซื้อ และไม่ใช่โทรคมนาคม แต่อาจเป็นสิ่งที่เรียบง่ายที่สุด “คน” และหากประเทศไทยเริ่มมอง “คนเก่ง” เป็นการลงทุนระยะยาวของประเทศอย่างจริงจัง เรื่องของเนเน่ อาจไม่ได้สร้างเพียงศิลปินระดับโลกหนึ่งคน แต่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของวิธีคิดใหม่ว่า

“อย่ารอให้คนไทยเก่งไปถึงโลกด้วยตัวเอง ถ้าเรามีพลังพอ ก็ควรช่วยส่งเขาไปให้ถึง”

THE STATES TIMES

ถอดรหัสเรือรบต่างชาติเยือนไทย!! USS Abraham Lincoln แวะไทย จุดคำถามบทบาทเรือรบต่างชาติ จากพักกำลังพลสู่ความสัมพันธ์ทางทหาร สะท้อนบทบาทภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อน

เรื่องราวความเป็นมาในการเยือนไทยของเรือรบต่างชาติ

วันที่ 2–6 กันยายน 2026 ที่ผ่านมา เรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ USS Abraham Lincoln พร้อมกำลังพลประมาณ 5,000 นาย ได้แวะเยือนไทยบริเวณแหลมฉบัง–พัทยา ก่อนเดินทางกลับสหรัฐอเมริกา หลังจากปฏิบัติภารกิจต่อเนื่องยาวนานกว่า 7 เดือนในตะวันออกกลาง โดยโฆษกกระทรวงกลาโหมยืนยันว่าการมาของ USS Abraham Lincoln เป็นเพียงการแวะพักและฟื้นฟูกำลังพล ไม่ใช่การฝึกหรือปฏิบัติการร่วมกับกองทัพเรือไทย และไม่ได้เข้ามาเติมอาวุธยุทโธปกรณ์แต่อย่างใด

“การเยือนไทยของเรือรบต่างชาติ” ในภาพรวม สามารถมองได้ทั้งในมิติการทูต ความมั่นคง การฝึกทางทหาร และเศรษฐกิจ โดยการเยือนไทยของเรือรบต่างชาติ เป็นไปตามรูปแบบหลัก 5 ประเภท
1. Port Visit เป็นเข้าจอดท่าเรือไทย เพื่อสร้างความสัมพันธ์/พักกำลังพล
2. Official Visit เป็นการเยี่ยมเยือนอย่างเป็นทางการ เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์การทูตทางการทหาร
3. PASSEX เป็นการฝึกระยะสั้น ๆ ระหว่างเรือรบของมิตรประเทศที่มาพบกัน เพื่อเป็นการเพิ่มความคุ้นเคยในการปฏิบัติการร่วม
4. Joint Exercise เป็นการร่วมการฝึกกับกองทัพไทย เพื่อเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในการปฏิบัติงานร่วมกัน
5. Logistics / R&R เป็นการเติมสิ่งอุปกรณ์หรือพักฟื้นกำลังพล เพื่อสนับสนุนการเดินเรือในระยะทางไกล

ในอดีตมีการใช้การเยือนของเรือรบเพื่อแสดงแสนยานุภาพหรือกดดันทางเมืองระหว่างประเทศ ซึ่งเรียกกว่า การทูตด้วยเรือรบ หรือ การทูตเรือปืน (Gunboat Diplomacy) โดยแนวคิดนี้เกิดขึ้นอย่างชัดเจนในยุคจักรวรรดินิยม (Imperialism) ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 อันเป็นหนึ่งในวิธีการที่ชาติตะวันตกนักล่าอาณานิคมนิยมนำมาใช้ในการล่าเมืองขึ้น ด้วยการที่ประเทศมหาอำนาจตะวันตก ส่งเรือรบที่ติดอาวุธปืนใหญ่ (Gunboat) ไปทอดสมออยู่บริเวณชายฝั่งหรือแม่น้ำของประเทศที่อ่อนแอกว่า มีเป้าหมายเพื่อบีบบังคับ เป็นการส่งสัญญาณข่มขู่ทางทหารอย่างชัดเจน บีบให้รัฐบาลท้องถิ่นยอมรับข้อตกลงทางการค้า ยอมจำนนต่อข้อเรียกร้อง หรือปกป้องผลประโยชน์และพลเมืองของตน โดยไม่ต้องประกาศสงครามเต็มรูปแบบ

สำหรับไทยเราเคยเจอ "วิกฤตการณ์ปากน้ำ" (ร.ศ. 112) เผชิญกับการทูตด้วยเรือรบของฝรั่งเศส ทำให้เสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง (พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศลาวในปัจจุบัน) ให้แก่ฝรั่งเศส ทั้งยังต้องจ่ายเงินค่าปรับและค่าปฏิกรรมสงครามรวม 3 ล้านฟรังก์ (แบ่งเป็นเงินปรับและค่าเสียหายให้ฝรั่งเศส รวมถึงค่าทำขวัญทหารที่เสียชีวิต) ซึ่งทำให้เงินในท้องพระคลังหมดเกลี้ยง จนต้องนำ "เงินถุงแดง" ที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) เก็บสะสมไว้มาใชไถ่บ้านไถ่เมือง และต้องเสียอธิปไตยทางทหารชั่วคราว จาการที่ฝรั่งเศสบีบให้ไทย หรือสยามในสมัยนั้น ห้ามมีกองทหารในระยะ 25 กิโลเมตรจากฝั่งขวาแม่น้ำโขง รวมถึงเสียเมืองจันทบุรีให้ฝรั่งเศสยึดครองไว้เป็นหลักประกันนานหลายปีจนกว่าจะทำตามสัญญาครบ โดยมีทหารและราษฎรไทยเสียชีวิตประมาณ 10-15 นายจากการปะทะกันที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา

การเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน มีการเปลี่ยนแปลงเป็นการข่มขู่สู่ "การสร้างพันธมิตร" หลังจากการก่อตั้งองค์การสหประชาชาติและกฎหมายระหว่างประเทศที่เข้มงวดขึ้น การส่งเรือรบเพื่อไปข่มขู่โดยตรงแบบในอดีตทำได้ยากขึ้น ทุกวันนี้จึงเป็นการแสดงสัญลักษณ์ทางยุทธศาสตร์ ในปัจจุบัน การวางแผนการเยือนของเรือรบ ไม่ใช่แค่การทอดสมอแล้วให้ลูกเรือขึ้นบกเหมือนในอดีต แต่เป็นกระบวนการทางลอจิสติกส์ การทูต และการรักษาความปลอดภัยที่มีความซับซ้อนอย่างมาก ซึ่งต้องใช้เวลาวางแผนล่วงหน้าหลายเดือน โดยมีขั้นตอนหลักดังนี้:
1. การกำหนดเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์และการทูต โดย มีการอนุมัติระดับรัฐบาล และ การเลือกท่าเรือตามวัตถุประสงค์
2. การประสานงานด้านความมั่นคงและการป้องกันภัย โดย มีการประเมินภัยคุกคาม และการกำหนดมาตรการป้องกันภัย
3. ลอจิสติกส์และการสนับสนุนจากฝั่ง โดย มีการจัดจ้างตัวแทนท่าเรือเพื่อจัดการความต้องการทั้งหมดของเรือ และการจัดการเสบียงอาหารและการส่งกำลังบำรุง
4. การวางแผนกิจกรรมมวลชนสัมพันธ์และการทูต โดย มีการจัดงานเลี้ยงอย่างเป็นทางการ การจัดกิจกรรมเพื่อสังคม และการเปิดให้ประชาชนเข้าชม
5. การบริหารจัดการลูกเรือ โดย มีการให้ข้อมูลแก่ลูกเรือก่อนขึ้นฝั่ง และมีระบบดูแลความปลอดภัยของลูกเรือ ด้วยทีมสารวัตรทหารเรือ "Shore Patrol"

ปัจจุบัน การเยือนไทยของเรือรบต่างชาติเปลี่ยนรูปแบบเป็นการทูตเชิงสร้างสรรค์ การฝึกร่วมทางทหาร (เช่น Cobra Gold) และการกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างเห็นได้ชัด และไม่จำกัดเฉพาะเรือรบของสหรัฐฯ เท่านั้น โดย:

การเยือนของกองทัพเรือจีน: ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กองทัพเรือจีน (PLAN) ได้ส่งเรือรบและเรือยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่เข้ามาเยือนฐานทัพเรือสัตหีบอยู่บ่อยครั้ง เพื่อร่วมการฝึกผสม (เช่น Blue Strike) สะท้อนถึงดุลอำนาจและการทูตทางเรือที่สมดุลของไทยกับมหาอำนาจต่างๆ ในวาระ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน กองเรือที่ 83 สังกัดกองทัพเรือแห่งกองทัพปลดแอกประชาชนจีน (PLA) เดินทางถึงฐานทัพเรือสัตหีบ (จุกเสม็ด) จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 16 ต.ค. เพื่อการเยือนประเทศไทยระยะ 4 วัน จนถึงวันที่ 20 ตุลาคม โดยกองเรือประกอบด้วยเรือ "ชีจี้กวง" (เรือฝึก หมายเลข 83) และเรือ "อี๋เหมิงซาน" (เรือยกพลขึ้นบก หมายเลข 988) มีกำลังพลรวม 1,207 นาย

การเยือนของเรือรบรัสเซีย (Russia) มีประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่ยุครัชกาลที่ 5 โดยเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 1863 เรือรบจักรวรรดิรัสเซีย "Gaydamak" และ "Novik" ได้เข้ามาทอดสมอที่ท่าเรือกรุงเทพฯ ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศแน่นแฟ้นเป็นพิเศษในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 โดยรัสเซียสนับสนุนเอกราชของสยามท่ามกลางการขยายอำนาจอาณานิคมของยุโรป รัสเซียยังส่งกองเรือมาร่วมฉลองครบรอบ 100 ปีราชวงศ์จักรีในปี 1882 ด้วย การเยือนไทยของเรือรบรัสเซียเป็นไปอย่างสม่ำเสมอนับตั้งแต่ปี 2005 ในเดือนมีนาคม 2015 ไทยต้อนรับเรือพิฆาตชั้น Udaloy "Admiral Panteleyev" และในเดือนธันวาคม 2017 ต้อนรับเรือ "Admiral Tributs" และ "Admiral Panteleyev" โดย Admiral Panteleyev ยังได้เข้าร่วมพิธีสวนสนามทางเรือที่พัทยาเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2017 ในโอกาสครบรอบ 50 ปีอาเซียนด้วย การเยือนล่าสุด (2023 และ 2025) เมื่อ 22 พ.ย. 2023 เรือพิฆาต Admiral Panteleyev ของกองเรือแปซิฟิกรัสเซียแวะจอดที่ท่าเรือสัตหีบ พร้อมโปรแกรมวัฒนธรรมพาชมสถานที่ทางประวัติศาสตร์ และแข่งฟุตบอลกระชับมิตรกับทหารเรือไทย โดยนับเป็นการเยือนครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2019 และล่าสุดในเดือนตุลาคม 2025 กองเรือแปซิฟิกรัสเซียซึ่งเดินทางออกจากวลาดิวอสต็อกตั้งแต่ 2 ต.ค. ได้แวะจอดที่ฐานทัพเรือสัตหีบระหว่างวันที่ 21-26 ต.ค. ก่อนเดินทางต่อผ่านช่องแคบมะละกา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจเดินเรือในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ครอบคลุมเวียดนาม เมียนมา และอินโดนีเซีย

เดือนสิงหาคม 2026 HMAS Perth เรือฟริเกตชั้น Anzac ของกองทัพเรือออสเตรเลีย เข้าเทียบท่าสัตหีบประมาณหนึ่งสัปดาห์ โดยมีการทำกิจกรรมและฝึกร่วมกับกองทัพเรือไทย ถือเป็นส่วนหนึ่งของการวางกำลังเรือในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกของออสเตรเลีย

การเยือนไทยของเรือรบต่างชาติจึงเป็นเพียงนัยยะที่แสดงถึงการมีความสัมพันธ์ทางการทูตเท่านั้น โดยไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับประเด็นความขัดแย้งทางทหารของชาติเจ้าของเรือรบที่มาเยือนแต่อย่างใด ด้วยไทยจะไม่มีการสนับสนุนด้านอาวุธหรือยุทโธปกรณ์ใดๆ แก่เรือรบเหล่านั้น การเยือนของเรือรบสหรัฐฯ ในครั้งนี้ เป็นเพียงการสนับสนุนด้านการพักฟื้นกำลังพลเท่านั้น และการอนุญาตให้เรือต่างชาติเข้าจอดพักในไทย การดำเนินการจะเป็นไปภายใต้หลักเกณฑ์เดียวกันทุกประเทศ ไม่ว่าสหรัฐฯ จีน รัสเซีย หรือชาติอื่น แม้แต่อิหร่าน เพราะทุกประเทศล้วนแล้วแต่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย โดยไม่มีประเทศใดได้รับสิทธิพิเศษที่เหนือกว่า รวมทั้งกำลังพลของเรือรบเหล่านั้นต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทยเช่นเดียวกับบุคคลธรรมดาทั่วไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top