จากเด็กไทยสู่เวทีโลก ‘เนเน่ รอยัล’ ‘ธนินท์ เจียรวนนท์’ ชี้โอกาสทุนการศึกษาต่อเนื่อง ร่วม True สร้างระบบสนับสนุนคนเก่งไทยวัยรุ่น เปลี่ยน Talent เป็น Global Asset สู่ระดับโลก เปิดแนวคิดลงทุน "Talent Capital" อย่างยั่งยืน
เจ้าสัวธนินท์มองเห็นอะไรใน ‘เนเน่ รอยัล’
เมื่อการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด อาจไม่ใช่ธุรกิจ แต่คือ “คน” เรื่องของ “เนเน่ รอยัล” หรือ แพรว–รัตติกานต์ อำลอย เด็กสาวไทยวัย 16 ปี ที่ก้าวขึ้นไปแสดงความสามารถบนเวที America’s Got Talent 2026 อาจดูเผิน ๆ เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวของเด็กไทยเก่งที่ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทใหญ่
แต่ถ้ามองลึกลงไปอีกนิดเรื่องนี้อาจกำลังสะท้อน “วิธีคิด” ของนักธุรกิจคนหนึ่งที่ใช้เวลาทั้งชีวิตสร้างธุรกิจจากร้านขายเมล็ดพันธุ์ จนกลายเป็นเครือธุรกิจขนาดใหญ่ระดับโลก คนนั้นคือ “ธนินท์ เจียรวนนท์”
คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าทำไมเจ้าสัวธนินท์ถึงสนับสนุนเนเน่?
แต่อาจต้องถามใหม่ว่า “เจ้าสัวกำลังมองเห็นอะไรในเด็กคนนี้?” ไม่ได้มองเห็นแค่ “เด็กเก่ง” แต่มองเห็น “ของดีที่พร้อมโต” ก่อนหน้าที่เรื่องราวของเนเน่จะได้รับความสนใจในวงกว้าง True Corporation ได้เข้าไปเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการรายแรกของเนเน่ในการเดินทางไปแข่งขัน America’s Got Talent 2026 โดย True ระบุแนวคิดไว้ชัดเจนว่า นอกจากพรสวรรค์แล้ว “โอกาสและแรงสนับสนุน” คือพลังสำคัญที่ช่วยให้เด็กไทยไปได้ไกลขึ้น
ต่อมา วันที่ 6 กันยายน 2569 ศุภชัย เจียรวนนท์ ร่วมกับ True และมูลนิธิปลูกปัญญา ประกาศมอบ “ทุนการศึกษา เนเน่ รอยัล” อย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนเยาวชนไทยที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศ
หากมองด้วยสายตาธุรกิจ นี่น่าสนใจมากเพราะเนเน่ไม่ใช่เด็กที่มีคนมาหยิบขึ้นมาสร้างตั้งแต่ศูนย์
-เธอมี Talent
-เธอฝึกฝน
-เธอเดินทางไปแข่งขัน
-เธอพิสูจน์ตัวเองต่อผู้ชมต่างประเทศ
พูดภาษาธุรกิจง่าย ๆ คือ ตลาดเริ่มบอกแล้วว่า “ของชิ้นนี้มีศักยภาพ” หน้าที่ของคนที่มีทุนและเครือข่าย จึงไม่จำเป็นต้องกลับไปเริ่มต้นสร้างใหม่ทั้งหมด แต่คือ ทำอย่างไรให้สิ่งที่ดีอยู่แล้ว โตได้เร็วกว่าเดิม และนี่อาจเป็นวิธีคิดที่ธนินท์ เจียรวนนท์ คุ้นเคยมาทั้งชีวิต
คำถามหนึ่งของเจ้าสัว บอกอะไรได้มาก
“นิค วิเชียร ฤกษ์ไพศาล” คนทำงานวงการเพลงมายาวนาน เล่าถึงโอกาสที่ได้พูดคุยกับธนินท์ เจียรวนนท์ เป็นเวลาราว 2-3 ชั่วโมง เรื่องหนึ่งที่น่าสนใจคือ เจ้าสัวธนินท์ไม่ได้เพียงถามสารทุกข์สุกดิบของศิลปิน แต่สนใจถึงการเปลี่ยนแปลงของวงการบันเทิงยุค Social Media และ TikTok
ที่สำคัญคือ เขาตั้งคำถามว่า
จะทำอย่างไรให้ศิลปินประสบความสำเร็จได้เร็วขึ้นและพร้อมที่จะให้การสนับสนุน โดยฝากแนวคิดเรื่องความทุ่มเท ความต่อเนื่อง และความอดทนไว้กับศิลปินรุ่นใหม่ด้วย ลองคิดดูดี ๆ คำถามนี้ไม่ใช่คำถามของ “ผู้บริจาค” แต่เป็นคำถามแบบเดียวกับที่นักธุรกิจถามกับกิจการหนึ่งว่า “ของดีอยู่แล้ว แล้วเราจะทำให้มัน Scale ได้อย่างไร?”
นี่จึงอาจเป็นหัวใจของเรื่องทั้งหมด จาก Venture Capital สู่ “Talent Capital” เวลา Startup รายหนึ่งมีเทคโนโลยีดี มีทีมดี และเริ่มมีลูกค้านักลงทุน Venture Capital ไม่ได้เข้าไปคิดสินค้าให้ใหม่ตั้งแต่ต้น
-เขาเติม
-เงินทุน
-Connection
-ความรู้
-ตลาด
-Technology
และ Network
เพื่อให้บริษัทที่น่าจะใช้เวลา 10 ปีในการเติบโต อาจโตได้ใน 3-5 ปี แล้วถ้าเราเปลี่ยนคำว่า Startup เป็น “คน” ล่ะ? เด็กคนหนึ่งมี Talent ทำไมเราจะสร้างระบบแบบเดียวกันไม่ได้?
**Talent
+ Capital
+ Media
+ Network
+ Technology
+ Opportunity
= Global Talent**
นี่อาจเป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นและถ้ามองแบบนี้ สิ่งที่ CP หรือ True สนับสนุนเนเน่จึงไม่ใช่เพียง Sponsorship แต่มันใกล้เคียงกับการทำหน้าที่เป็น “Talent Accelerator” หรือในภาษาธุรกิจอาจเรียกได้ว่า Talent Capital สิ่งที่น่าสนใจคือ นี่ไม่ได้เกิดกับเนเน่คนเดียว ใน True Academy Fantasia 2026 ผู้สมัครที่ไม่ได้ผ่านเข้าสู่ 12 คนสุดท้ายถึง 84 คน ได้รับทุนการศึกษาคนละ 50,000 บาท รวม 4.2 ล้านบาท จากศุภชัย เจียรวนนท์
เดือนกันยายน 2569 True ยังเดินหน้าเปิด “The Voice TRUEgether” ซึ่งรวม The Voice Thailand, The Voice Celebrity และครั้งแรกกับ The Voice Teens สำหรับเยาวชนอายุ 13-19 ปี อีกด้วย
เมื่อเอาเรื่องเหล่านี้มาต่อกันภาพเริ่มเปลี่ยนจาก “บริษัทสนับสนุนรายการบันเทิง” เป็น “บริษัทกำลังสร้างระบบค้นหาและพัฒนา Talent” และยิ่งน่าสนใจเมื่อย้อนกลับไปดูว่า CP ให้ความสำคัญกับเรื่อง “สร้างคน” มานานแล้ว ในโอกาสครบรอบ 100 ปีของเครือ CP ธนินท์ยังพูดถึงภารกิจของตัวเองในการสร้างคนและปรับองค์กรให้พร้อมกับโลกยุคใหม่ โดยมองไปถึงการขยายธุรกิจระดับโลกในอีก 100 ปีข้างหน้า
ดังนั้นเรื่องเนเน่อาจเป็นเพียง “ภาพเล็ก” ของความคิดที่ใหญ่กว่านั้น ประเทศไทยอาจไม่ได้ขาด Talent
คำถามที่น่าคิดต่อสำหรับประเทศไทยคือตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา เรามักพูดว่า “เด็กไทยเก่ง” “คนไทยมีความสามารถ” “เด็กไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก” แต่เมื่อมีเด็กเก่งเกิดขึ้นจริง เรามีระบบอะไรช่วยเขาบ้าง?
เด็กบางคนร้องเพลงเก่ง บางคนเล่นกีฬาเก่ง บางคนเขียนโปรแกรมเก่ง บางคนวาดรูปเก่ง บางคนคิดธุรกิจเก่ง บางคนสร้าง Content เก่ง แต่กว่าจะถูกค้นพบ อาจต้องดิ้นรนด้วยตัวเองเป็นสิบปี บางคนเลิกเสียก่อน บางคนไม่มีเงิน บางคนไม่มี Connection บางคนไม่รู้ว่าจะเดินทางต่ออย่างไร สุดท้ายประเทศไทยจึงอาจไม่ได้มีปัญหาเรื่อง “ไม่มีคนเก่ง” แต่มีปัญหาว่า “เรามองเห็นคนเก่งช้าเกินไป” และเมื่อเห็นแล้ว “เราเร่งให้เขาโตไม่เป็น”
สิ่งที่เจ้าสัวอาจกำลังเห็น
หากอ่านจากสิ่งที่ธนินท์ เจียรวนนท์ สนใจและตั้งคำถามกับคนในวงการบันเทิง ผนวกกับการเคลื่อนไหวของธุรกิจในเครือ สิ่งหนึ่งที่พอจะตีความได้คือคนเก่งหนึ่งคนอาจมีมูลค่าต่อประเทศมากกว่าที่เราเคยคิด
ในอดีต เวลาเราพูดถึงทรัพย์สินของประเทศ เราคิดถึง ที่ดิน โรงงาน น้ำมัน แร่ธาตุ เครื่องจักร แต่เศรษฐกิจใหม่มีสินทรัพย์อีกประเภทหนึ่งที่จับต้องไม่ได้ นั่นคือ
-Talent
-Creativity
-Intellectual Property
-Content
-Brand
และ Attention
ศิลปินหนึ่งคนอาจขายเพลงให้คนทั่วโลก นักกีฬาเพียงคนเดียวอาจสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศมหาศาล Creator คนหนึ่งอาจมีผู้ติดตามมากกว่าสถานีโทรทัศน์ทั้งสถานี นี่คือเศรษฐกิจที่ “คนหนึ่งคน” สามารถกลายเป็น Global Asset ได้
เจ้าสัวอาจไม่ได้กำลัง “ให้ปลา” มีคำพูดคลาสสิกว่า ให้ปลาใครกิน เขาอิ่มหนึ่งวันสอนเขาจับปลา เขาอิ่มไปตลอดชีวิตแต่ในโลกปัจจุบันอาจมีขั้นที่สาม คือ เจอคนที่จับปลาเก่งอยู่แล้ว แล้วเอาเรือ เครื่องมือ เทคโนโลยี เงินทุน และตลาดโลกให้เขา จากคนจับปลาเก่งคนหนึ่ง เขาอาจสร้างอุตสาหกรรมขึ้นมาได้
นี่ต่างหากอาจเป็นบทเรียนจากเรื่องของเนเน่
และนี่อาจเป็นสิ่งที่ “เจ้าสัวไทย” คนอื่นทำได้เช่นกัน ลองจินตนาการว่าประเทศไทยมีนักธุรกิจและบริษัทขนาดใหญ่ 100 ราย ถ้าแต่ละรายไม่ได้ทำ CSR เพียงการแจกทุนทั่วไป แต่เลือกค้นหาเด็กหรือคนไทยที่มีศักยภาพจริง ๆ บริษัทละ 10 คน เท่ากับประเทศไทยจะมี Talent 1,000 คน ที่ได้รับ ทุน Mentor Network Media Technology และตลาด
บางคนอาจไม่สำเร็จแต่นั่นเป็นธรรมชาติของการลงทุนถ้ามีเพียง 5% ก้าวขึ้นเป็น Global Talent ประเทศไทยก็จะได้คนระดับโลกถึง 50 คน และบางทีนี่อาจสร้างผลตอบแทนต่อประเทศมากกว่าโครงการประชาสัมพันธ์จำนวนมากเสียอีก
จาก “ทุนการศึกษา” สู่ “ทุนสร้างคน” สิ่งที่น่าคิดต่อที่สุดจากเรื่องธนินท์–เนเน่ จึงอาจไม่ใช่จำนวนเงินที่สนับสนุน แต่คือ “วิธีคิด” เราเคยชินกับการให้ทุนเพื่อให้เด็กเรียน แต่โลกใหม่อาจต้องมีทุนอีกประเภทหนึ่งทุนเพื่อทำให้คนเก่ง ไปได้ไกลที่สุดเท่าที่ศักยภาพของเขาจะพาไป เด็กเรียนเก่ง ส่งไปมหาวิทยาลัยระดับโลกเด็กเทคโนโลยี ส่งเข้าห้อง Lab ระดับโลก นักกีฬา ส่งไป Academy ระดับโลก
Creator ให้ทุนสร้าง Content ระดับโลก นักดนตรี ให้ Producer และ Network ระดับโลกนักธุรกิจรุ่นใหม่ ให้ Capital และ Mentor ระดับโลกเพราะสุดท้ายแล้ว ประเทศที่มีคนเก่งมากที่สุด อาจไม่ใช่ประเทศที่เกิดคนเก่งมากที่สุด แต่อาจเป็น ประเทศที่มองเห็นคนเก่งเร็วที่สุด และสร้างระบบให้คนเหล่านั้นเติบโตได้ดีที่สุด
เรื่องของ “เนเน่ รอยัล” จึงอาจไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวของเด็กหญิงคนหนึ่งที่ได้รับการสนับสนุนจากเจ้าสัวใหญ่แต่มันกำลังโยนคำถามที่ใหญ่กว่านั้นกลับมายังประเทศไทยว่า ถ้าเรามีคนเก่งอยู่เต็มประเทศแล้ว
เรามี “ระบบ” ที่ดีพอที่จะทำให้เขาไปถึงระดับโลกหรือยัง? และบางที นี่อาจเป็นสิ่งที่นักธุรกิจวัยเก๋าอย่างธนินท์ เจียรวนนท์ มองเห็นก่อนคนอื่นอีกครั้ง เพราะตลอดชีวิตของนักธุรกิจ สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการรู้ว่า
“อะไรดี” แต่คือการมองให้ออกว่า “อะไรดี แล้วถ้าเราเติมสิ่งที่ขาดเข้าไป มันจะโตได้อีกแค่ไหน”
วันนี้สิ่งนั้นอาจไม่ใช่ไก่ ไม่ใช่เมล็ดพันธุ์ ไม่ใช่ร้านสะดวกซื้อ และไม่ใช่โทรคมนาคม แต่อาจเป็นสิ่งที่เรียบง่ายที่สุด “คน” และหากประเทศไทยเริ่มมอง “คนเก่ง” เป็นการลงทุนระยะยาวของประเทศอย่างจริงจัง เรื่องของเนเน่ อาจไม่ได้สร้างเพียงศิลปินระดับโลกหนึ่งคน แต่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของวิธีคิดใหม่ว่า
“อย่ารอให้คนไทยเก่งไปถึงโลกด้วยตัวเอง ถ้าเรามีพลังพอ ก็ควรช่วยส่งเขาไปให้ถึง”
THE STATES TIMES










