ลดดอกเบี้ยอย่างเดียวไม่พอ!! ผู้ว่าฯ ธปท. เปิดคำตอบ ทำไมแบงก์ปล่อยกู้รายใหญ่ง่ายกว่า SME ชี้ Credit Cost ต่างกัน 9.7% ต่อ 2% ย้ำต้องทำให้เงินไปถึง SME ที่มีศักยภาพจริง
ทำไมแบงก์ชอบปล่อยกู้ธุรกิจใหญ่?
ผู้ว่าฯ ธปท. เปิดตัวเลข SME เสี่ยง 9.7% เทียบรายใหญ่แค่ 2% พร้อมชี้ “ลดดอกเบี้ย” อย่างเดียวไม่พอ ต้องแก้ให้เงินไปถึงคนตัวเล็ก
หนึ่งในปัญหาที่เจ้าของธุรกิจ SME ไทยพูดกันมานาน คือ “ทำไมบริษัทใหญ่กู้เงินง่าย ดอกเบี้ยถูก แต่พอเป็น SME กลับกู้ยากขึ้นเรื่อย ๆ?”
ล่าสุด วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาพูดถึงปัญหานี้อย่างตรงไปตรงมา บนเวทีสัมมนา Beyond ESG : Thailand Transition #เปลี่ยนอนาคตประเทศไทย จัดโดยประชาชาติธุรกิจ เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 และมีตัวเลขหนึ่งที่อธิบายเรื่องนี้ได้แทบทั้งหมด ต้นทุนความเสี่ยง หรือ Credit Cost ของ SME อยู่ที่ประมาณ 9.7% ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่ อยู่ที่เพียงประมาณ 2% ความแตกต่างตรงนี้เองที่ทำให้ธนาคารมีแรงจูงใจที่จะปล่อยสินเชื่อให้กับบริษัทใหญ่มากกว่า SME
Credit Cost 9.7% หมายความว่าอะไร?
อธิบายแบบง่ายที่สุดเวลาธนาคารปล่อยเงินกู้ 100 บาท ธนาคารไม่ได้ดูแค่ว่าจะได้ดอกเบี้ยเท่าไร แต่ต้องคิดด้วยว่า “เงิน 100 บาทนี้ มีโอกาสไม่ได้คืนมากแค่ไหน?”
ถ้าลูกค้ากลุ่มหนึ่งมีโอกาสกลายเป็นหนี้เสียสูง ธนาคารก็ต้องกันเงินสำรองไว้มากขึ้น และนั่นกลายเป็น “ต้นทุน” ของการปล่อยสินเชื่อ
ดังนั้น เมื่อ SME มี Credit Cost สูงถึงประมาณ 9.7% แต่ลูกค้ารายใหญ่มีเพียง 2%
ถ้าเป็นธนาคารและต้องเลือกว่าจะปล่อยเงิน 100 ล้านบาทให้ใคร คำตอบก็ไม่ยาก ปล่อยให้บริษัทใหญ่ ความเสี่ยงน้อยกว่า ใช้เงินกองทุนน้อยกว่า และบริหารง่ายกว่า นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่องว่า “ธนาคารไม่อยากช่วย SME” แต่เป็นปัญหาของ โครงสร้างแรงจูงใจในระบบสินเชื่อ ยิ่งเศรษฐกิจไม่ดี SME ยิ่งเสี่ยง
ยิ่งเสี่ยง ธนาคารยิ่งไม่อยากปล่อย ยิ่งไม่ได้สินเชื่อ SME ก็ยิ่งไม่มีเงินลงทุนหรือปรับตัว สุดท้ายธุรกิจยิ่งอ่อนแอ กลายเป็นวงจรที่แก้ยากขึ้นเรื่อย ๆ
เงินไม่ได้หายไป แต่กำลังไหลไปหาคนที่แข็งแรงกว่า
ผู้ว่าฯ ธปท. ระบุว่า สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่เริ่มกลับมาฟื้นตัว ขณะที่สินเชื่อ SME ยังคงติดลบต่อเนื่องหลายไตรมาสและถึงขั้นตั้งข้อสังเกตว่า ธนาคารอาจปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจรายใหญ่ “มากเกินไป” พร้อมกับให้ดอกเบี้ยต่ำเกินไป เพราะต้นทุนความเสี่ยงของลูกค้ากลุ่มนี้ต่ำกว่ามากภาพที่เกิดขึ้นจึงคล้ายกับว่าคนที่แข็งแรงอยู่แล้ว เข้าถึงเงินได้ง่ายขึ้น แต่คนที่กำลังต้องการเงินเพื่อปรับตัว กลับเข้าถึงเงินยากกว่าเดิมและนี่เป็นเรื่องใหญ่กว่าปัญหาของ SME แต่ละราย เพราะ SME คือฐานของการจ้างงานและระบบเศรษฐกิจไทย ถ้าธุรกิจเล็กทยอยหายไปเรื่อย ๆ สุดท้ายระบบเศรษฐกิจจะเหลือผู้เล่นรายใหญ่จำนวนไม่มาก ผู้ว่าฯ ธปท. เองก็เตือนว่า หากเศรษฐกิจไทยยังเติบโตต่ำ รายได้ของประชาชนและธุรกิจลดลงต่อเนื่อง สุดท้ายบริษัทขนาดเล็กจะทยอยปิด และเหลือบริษัทใหญ่ที่สามารถอยู่รอดได้ แล้วทำไมไม่ลดดอกเบี้ยไปเลย?
นี่เป็นอีกประเด็นที่ผู้ว่าฯ ธปท. อธิบายไว้น่าสนใจหลายคนอาจคิดว่า SME กู้ยาก → ก็ลดดอกเบี้ยสิ แต่ปัญหาคือ การลดดอกเบี้ยนโยบายเป็นการลดดอกเบี้ย ทั้งระบบคนที่ได้ประโยชน์ไม่ได้มีเฉพาะ SME
บริษัทใหญ่ที่มีเงินกู้อยู่แล้วก็ได้ประโยชน์
คนซื้อบ้านก็ได้ประโยชน์ธุรกิจทุกประเภทก็ได้ประโยชน์ ในขณะที่ SME ที่ธนาคารไม่กล้าปล่อยเงินให้อยู่ดี ต่อให้ดอกเบี้ยลดลง ก็อาจจะยัง “ไม่ได้กู้” เหมือนเดิม
นอกจากนี้ ผู้ว่าฯ ระบุว่า การส่งผ่านนโยบายดอกเบี้ยต้องใช้เวลาประมาณ 8-12 เดือน และไม่สามารถเลือกช่วยเฉพาะกลุ่มได้เพราะฉะนั้น โจทย์ของ SME วันนี้จึงไม่ใช่แค่ “ดอกเบี้ยแพงเกินไป” แต่คือ “ทำอย่างไรให้ธนาคารกล้าปล่อยเงินให้ SME มากขึ้น”
ทางแก้ที่ 1 : SMEs Credit Boost — ช่วยแบงก์รับความเสี่ยง
นี่คือหนึ่งในมาตรการสำคัญที่ ธปท. กระทรวงการคลัง และธนาคารพาณิชย์กำลังใช้แนวคิดง่ายมาก ในเมื่อเหตุผลที่ธนาคารไม่อยากปล่อย SME เพราะ ความเสี่ยงสูงก็ต้องหาวิธี แบ่งความเสี่ยงกับธนาคาร
โครงการ SMEs Credit Boost จึงถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นกลไกค้ำประกันหรือแชร์ความเสี่ยงของ “สินเชื่อใหม่” เพื่อให้ธนาคารมั่นใจและกล้าปล่อยสินเชื่อให้ธุรกิจที่มีศักยภาพมากขึ้น
เงินสำหรับกลไกนี้มาจากการลดเงินนำส่งเข้ากองทุน FIDF ของธนาคารพาณิชย์ประมาณ 20,000 ล้านบาท โดยตั้งเป้าว่าจะช่วยให้เกิดสินเชื่อใหม่ประมาณ 100,000 ล้านบาท ภายใน 1-2 ปี และล่าสุด ธปท. ระบุว่า ยอดอนุมัติสินเชื่อภายใต้ SMEs Credit Boost อยู่ที่ประมาณ 50,000 ล้านบาทแล้ว กลุ่มที่ต้องการสนับสนุน ไม่ได้มีเฉพาะธุรกิจใหญ่หรืออุตสาหกรรมไฮเทค แต่รวมถึง SME ในหลายสาขา เช่น
-ท่องเที่ยว
-การแพทย์และสุขภาพ
-เกษตรและเกษตรแปรรูป
-ยานยนต์และชิ้นส่วน
-อิเล็กทรอนิกส์
-การค้า
-โลจิสติกส์
รวมถึง SME ที่ต้องการลงทุนเพื่อ Digital Transformation, Green, Innovation หรือเพิ่ม Productivity ของธุรกิจตัวเอง
พูดง่าย ๆ คือ ถ้าคุณเป็น SME ที่ยังมีอนาคต แต่ติดตรงที่ธนาคารมองว่าคุณเสี่ยงเกินไป รัฐกำลังพยายามช่วยลดความเสี่ยงตรงนั้น
ทางแก้ที่ 2 : SMEs Secure+ — มีทรัพย์ ก็ใช้ทรัพย์ช่วยเปิดทางสินเชื่อ
อีกปัญหาหนึ่งของ SME ไทยคือ บางบริษัทมีโรงงาน มีอาคาร มีที่ดิน มีทรัพย์สิน แต่ช่วงเศรษฐกิจไม่ดี Cash Flow ลดลงเมื่อธนาคารดูความสามารถในการชำระหนี้จากกระแสเงินสดเป็นหลัก SME ก็อาจกู้ไม่ผ่าน แม้จะมีทรัพย์สินอยู่ จึงเกิดมาตรการ SMEs Secure+ หรือ “มีทรัพย์เพิ่ม เติมสภาพคล่อง”
หลักการคือ เปิดทางให้ธนาคารสามารถพิจารณา มูลค่าหลักประกันควบคู่กับกระแสเงินสด ของลูกหนี้ได้มากขึ้นเป็นการชั่วคราว
ภาษาชาวบ้านคืออย่าดูแค่วันนี้บริษัทกำไรเท่าไร แต่ดูด้วยว่าธุรกิจยังมีทรัพย์ มีฐาน และมีโอกาสฟื้นหรือไม่เพื่อให้ SME สามารถนำสินทรัพย์ที่มีอยู่ มาเปลี่ยนเป็นสภาพคล่องสำหรับประคองหรือปรับธุรกิจได้
ทางแก้ที่ 3 : SMEs Credit Portal — เพิ่มประตูให้ SME เข้าถึงเงิน
ธปท. ยังเดินหน้า SMEs Credit Portal ควบคู่กับ Credit Boost และ Secure+ เป้าหมายคือเพิ่มช่องทางให้ SME ที่มีศักยภาพสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อใช้ลงทุน ปรับธุรกิจ และรักษาการจ้างงานทั้งหมดสะท้อนแนวคิดใหม่ที่สำคัญมาก จากเดิมที่เรามักคิดว่า เศรษฐกิจไม่ดี = ลดดอกเบี้ย วันนี้โจทย์กำลังเปลี่ยนเป็น เงินอยู่ตรงไหน และทำอย่างไรให้เงินไปถึงธุรกิจที่ต้องการมันจริง ๆ SME ต้องเปลี่ยนวิธีคิดด้วย
อย่างไรก็ตาม มาตรการเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่า SME ทุกบริษัทจะเดินเข้าแบงก์แล้วได้เงินทันที
คำสำคัญที่ปรากฏอยู่หลายครั้งในนโยบายของ ธปท. คือ “SME ที่มีศักยภาพ” นั่นหมายความว่า ในโลกสินเชื่อยุคใหม่ เจ้าของกิจการต้องตอบธนาคารให้ได้ว่า ถ้าได้เงินไปแล้ว ธุรกิจจะดีขึ้นอย่างไร?
ไม่ใช่เพียง “ยอดขายตก ขอเงินมาหมุน” แต่ควรตอบให้ได้ว่า ได้เงินไปแล้วจะลดต้นทุนอย่างไร เพิ่ม Productivity อย่างไร ใช้ Digital หรือ AI อย่างไร เพิ่มรายได้ใหม่จากไหน ปรับเครื่องจักรหรือกระบวนการอย่างไร ลดค่าไฟหรือเปลี่ยนผ่านสู่ Green อย่างไร หรือทำอย่างไรให้ความสามารถในการชำระหนี้ดีขึ้น
.
เพราะหัวใจของนโยบายครั้งนี้ไม่ใช่การ “แจกเงินให้ SME” แต่คือการทำให้ “SME ที่ไปต่อได้ มีโอกาสได้เงินไปต่อ” จาก 9.7% ให้เข้าใกล้ 2% คือโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทย ตัวเลข 9.7% กับ 2% ที่ผู้ว่าฯ ธปท. เปิดเผยบนเวทีประชาชาติธุรกิจ จึงมีความหมายมากกว่าตัวเลขทางการเงินสองตัว มันกำลังบอกเราว่า วันนี้ระบบการเงินมองเห็นความเสี่ยงของ “คนตัวเล็ก” สูงกว่า “คนตัวใหญ่” หลายเท่า ถ้าไม่แก้ปัญหานี้ เงินก็จะไหลไปหาคนที่แข็งแรงอยู่แล้วมากขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่ SME ซึ่งจำเป็นต้องลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่าน กลับไม่มีเงินสำหรับเปลี่ยนตัวเอง และเมื่อ SME ปรับตัวไม่ได้ประเทศก็เพิ่ม Productivity ไม่ได้การจ้างงานลดลง การแข่งขันลดลง สุดท้ายเศรษฐกิจไทยก็เติบโตต่ำต่อไป
ดังนั้น สิ่งที่ ธปท. กำลังพยายามทำ อาจสรุปได้ง่าย ๆ เพียงประโยคเดียวว่า “ไม่ใช่ทำให้เงินถูกลงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้เงินไปถึงคนที่ควรได้ใช้มันด้วย” และสำหรับเจ้าของ SME นี่อาจเป็นจังหวะสำคัญที่จะกลับไปดูธุรกิจตัวเองอีกครั้งว่าวันนี้เราแค่กำลัง “ขอสินเชื่อ” หรือเรามี “แผนธุรกิจที่ทำให้ธนาคารอยากปล่อยสินเชื่อให้เรา” เพราะสองอย่างนี้ ในสายตาธนาคาร แตกต่างกันมาก
THE STATES TIMES
แหล่งข้อมูล: การกล่าวของนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ในงาน Beyond ESG : Thailand Transition #เปลี่ยนอนาคตประเทศไทย จัดโดยประชาชาติธุรกิจ วันที่ 3 กันยายน 2569 และข้อมูลมาตรการ SMEs Credit Boost / SMEs Secure+ จากธนาคารแห่งประเทศไทย










