‘หว่อง’ ชูภาษามลายู!! พลิกมุมมองภาษามลายูในสิงคโปร์ เชื่อมวัฒนธรรมสู่ทุนเศรษฐกิจใหม่ ธุรกิจ SME ใช้ภาษาเปิดตลาดอาเซียน ไทยควรเรียนรู้จากแนวคิดนี้

เมื่อ ‘ภาษามลายู’ ไม่ได้เป็นแค่ภาษา

นายกฯ สิงคโปร์ชวนคนทั้งชาติเรียนภาษาของเพื่อนบ้าน เปิดประตูเศรษฐกิจอาเซียน

หนึ่งในช่วงที่น่าสนใจของ National Day Rally 2026 ของสิงคโปร์ อาจไม่ใช่เรื่องเงินช่วยเหลือครอบครัว บ้าน หรือเทคโนโลยี AI

แต่กลับเป็นช่วงที่ ลอว์เรนซ์ หว่อง (Lawrence Wong) นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เลือกกล่าวสุนทรพจน์เป็นภาษามลายู และส่งสารที่มีความหมายไกลกว่าเรื่องภาษา

เขาย้ำว่า ภาษามลายูคือภาษาประจำชาติ เป็นภาษาของเพลงชาติ เป็นภาษาที่ใช้ในการออกคำสั่งของกองทัพ และเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์สิงคโปร์ ก่อนจะเสนอแนวคิดที่น่าสนใจว่า จากที่ตั้งของสิงคโปร์ในภูมิภาคนี้ การที่ชาวสิงคโปร์เรียนภาษามลายูและเข้าใจวัฒนธรรมมลายูมากขึ้น ย่อมมีคุณค่าอย่างยิ่งและนี่คือประโยคสำคัญ

ความเชื่อมโยงดังกล่าว ไม่ได้มีความหมายเฉพาะในเรื่องมรดกทางวัฒนธรรม แต่ยังช่วยให้สิงคโปร์สร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน และเปิดโอกาสเพิ่มเติมให้แก่ประชาชนและธุรกิจสิงคโปร์ได้อีกด้วย

พูดอีกแบบหนึ่งคือสิงคโปร์กำลังมอง “ภาษาและวัฒนธรรมมลายู” ไม่เพียงในฐานะอัตลักษณ์ แต่ในฐานะทุนทางเศรษฐกิจของประเทศ 

‘ภาษามลายู’ จากเรื่องวัฒนธรรม สู่ประตูของตลาดภูมิภาค

สิงคโปร์ตั้งอยู่ท่ามกลางโลกมลายู

ทางเหนือคือมาเลเซีย ขณะที่อินโดนีเซียซึ่งมีประชากรกว่า 280 ล้านคนอยู่รอบพื้นที่ทางใต้และตะวันตกของประเทศ ส่วนบรูไนก็เป็นอีกตลาดที่มีความใกล้ชิดทางภาษาและวัฒนธรรม

ดังนั้น สิ่งที่หว่องกำลังพูดถึงจึงไม่ใช่การเรียนภาษาเพื่ออนุรักษ์วัฒนธรรมเพียงอย่างเดียว

แต่คือการมองว่า คนที่เข้าใจภาษา เข้าใจอาหาร เข้าใจวัฒนธรรม และเข้าใจวิธีคิดของเพื่อนบ้าน ย่อมมีต้นทุนในการทำธุรกิจข้ามพรมแดนต่ำกว่าคนที่ไม่เข้าใจ

นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ถึงกับนำตัวอย่างธุรกิจจริงมาเล่าในสุนทรพจน์ นั่นคือ Pondok Abang

ธุรกิจซึ่งเริ่มต้นจากร้านอาหาร hawker เพียงหนึ่งร้านของ Abdul Rahman bin Yad Ali ก่อนขยายเป็นหลายสาขา พัฒนาเป็นครัวกลางและผู้ผลิตอาหารฮาลาล และปัจจุบันบริหารต่อโดย Hasan ลูกชายของเขา

เมื่อมองเห็นว่าตลาดอาหารมลายูแบบดั้งเดิมกำลังเติบโต Pondok Abang จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ตลาดสิงคโปร์

ปัจจุบันธุรกิจเข้าไปทำตลาดใน มาเลเซียและบรูไน และมีแผนขยายไปยังประเทศเพื่อนบ้านอื่นต่อไป

นี่เป็นเหตุผลที่หว่องเลือกยกธุรกิจเล็ก ๆ แห่งนี้ขึ้นพูดบนเวทีระดับชาติเพราะมันสะท้อนแนวคิดว่า

วัฒนธรรมท้องถิ่น สามารถเปลี่ยนเป็นความสามารถในการแข่งขันระดับภูมิภาคได้ไม่ได้พูดอย่างเดียว แต่เริ่มเชื่อม ‘ชุมชน’ กับ ‘SME’ สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคำพูด คือรัฐบาลสิงคโปร์กำลังสร้างกลไกให้แนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นจริง

หว่องกล่าวถึงความร่วมมือระหว่าง PERGAS หรือสมาคมนักวิชาการและครูสอนศาสนาอิสลามแห่งสิงคโปร์ กับ Association of Small & Medium Enterprises หรือ ASME โมเดลนี้มีสองด้าน กิจการที่ดำเนินการโดยกลุ่ม asatizah สามารถเข้าถึง คำปรึกษาธุรกิจ เครื่องมือดิจิทัล และเครือข่ายธุรกิจ ในอีกด้านหนึ่ง ธุรกิจทั่วไปก็สามารถใช้ ความเชี่ยวชาญด้านภาษาและวัฒนธรรมของชุมชนมลายู–มุสลิม เพื่อช่วยในการขยายตลาดออกไปยังประเทศในภูมิภาคได้

จุดนี้สะท้อนวิธีคิดของสิงคโปร์อย่างชัดเจนแทนที่จะมองชุมชนชนกลุ่มน้อยเพียงในมิติว่า “รัฐจะช่วยเหลือชุมชนนี้อย่างไร” สิงคโปร์กำลังถามเพิ่มอีกคำถามว่า “ความสามารถที่มีอยู่ในชุมชนนี้ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้ประเทศได้อย่างไร” จาก Diversity จึงกลายเป็น Economic Capability เตรียมคนรุ่นใหม่มลายูเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่

อีกด้านหนึ่ง สิงคโปร์กำลังตั้ง Committee for Economic Resilience ซึ่งนำโดย ส.ส. Wan Rizal และ Saktiandi Supaat เพื่อทำงานกับชุมชนมลายู–มุสลิมโดยเฉพาะ

เป้าหมายสำคัญคือช่วยเยาวชนพัฒนาทักษะ เพิ่มประสบการณ์ และเข้าไปคว้าโอกาสจาก อุตสาหกรรมใหม่และอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต

CNA รายงานเพิ่มเติมว่า คณะกรรมการกำลังพิจารณาทั้งเรื่องการเพิ่ม employability การเชื่อมคนรุ่นใหม่กับอุตสาหกรรม และแม้กระทั่งการสนับสนุนด้านสุขภาพจิตสำหรับคนที่กำลังเปลี่ยนอาชีพ

นั่นหมายความว่า สิงคโปร์ไม่ได้ต้องการเพียงรักษาอัตลักษณ์มลายูไว้แต่ต้องการให้คนในชุมชนสามารถก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ไปพร้อมกัน ‘ความเป็นมลายู’ จึงเป็นเรื่องของสิงคโปร์ทั้งประเทศ คำพูดอีกช่วงหนึ่งที่มีนัยสำคัญคือ หว่องไม่ได้บอกว่า “คนมลายูควรเรียนภาษามลายู” แต่พูดว่าชาวสิงคโปร์ควรเรียนภาษามลายู และเข้าใจวัฒนธรรมมลายูให้มากขึ้น

ความแตกต่างอยู่ตรงนี้ เพราะเมื่อผู้นำประเทศพูดแบบนี้ ภาษามลายูจึงไม่ได้ถูกวางไว้เป็นเรื่องของประชากรกลุ่มหนึ่งอีกต่อไป แต่ถูกยกระดับให้เป็น ความรู้ที่มีคุณค่าสำหรับคนสิงคโปร์ โดยเฉพาะเมื่อประเทศต้องอาศัยตลาดที่อยู่รอบตัวเองในการเติบโต

มาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน รวมถึงตลาดมุสลิมและอุตสาหกรรมฮาลาลที่กว้างออกไป ล้วนเป็นพื้นที่ซึ่งความเข้าใจด้านภาษา ศาสนา วัฒนธรรม และพฤติกรรมผู้บริโภคสามารถกลายเป็นข้อได้เปรียบทางธุรกิจได้

ประเทศเล็ก จึงต้องใช้ ‘ทุกอย่างที่มี’ ให้เป็นข้อได้เปรียบ หากมองให้ลึกกว่าสุนทรพจน์เรื่องภาษา สิ่งที่ลอว์เรนซ์ หว่องกำลังสื่ออาจเป็นวิธีคิดแบบสิงคโปร์ที่เห็นได้มาตลอด ประเทศที่มีประชากรและพื้นที่จำกัด ไม่สามารถปล่อยให้ทรัพยากรใดเป็นเพียง “ของที่มีอยู่” แต่ต้องคิดต่อว่า สิ่งนั้นสามารถเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้อย่างไรท่าเรือกลายเป็น Logistics Hub ตำแหน่งที่ตั้งกลายเป็น Financial Hub

ความหลากหลายทางเชื้อชาติกลายเป็นความสามารถในการเชื่อมต่อกับโลก และครั้งนี้ ภาษาและวัฒนธรรมมลายู ก็กำลังถูกเชื่อมเข้ากับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจระดับภูมิภาค

แล้วประเทศไทยล่ะ?

เรื่องนี้จึงน่าสนใจสำหรับไทยไม่น้อย ประเทศไทยมีพรมแดนเชื่อมต่อกับหลายประเทศ มีความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์กับทั้งลาว กัมพูชา เมียนมา มาเลเซีย และจีนตอนใต้ เรามีชุมชนที่พูดภาษาต่าง ๆ มีวัฒนธรรมท้องถิ่นจำนวนมาก และยังอยู่ตรงกลางของภูมิภาคอาเซียนแผ่นดินใหญ่

คำถามจึงอาจไม่ใช่เพียงว่า เราจะรักษาความหลากหลายเหล่านี้อย่างไร แต่อาจต้องถามต่อว่า

เราจะเปลี่ยนความหลากหลายที่มี ให้กลายเป็นความสามารถของประเทศไทยในการทำธุรกิจ เชื่อมตลาด และสร้างอิทธิพลในภูมิภาคได้อย่างไร

เพราะสิ่งที่สิงคโปร์กำลังแสดงให้เห็นคือ Soft Power อาจไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการส่งวัฒนธรรมของตัวเองออกไปขายให้โลกเสมอไป บางครั้ง Soft Power และ Economic Power อาจเริ่มจากการ “เข้าใจคนที่อยู่รอบตัวเราให้ดีกว่าคนอื่น” และเปลี่ยนความเข้าใจนั้นให้เป็นโอกาส

นี่อาจเป็นสารสำคัญที่สุดที่ซ่อนอยู่ในสุนทรพจน์ภาษามลายูของนายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง ใน National Day Rally 2026

THE STATES TIMES