Wednesday, 21 October 2026
กองทัพเรือ

“กองทัพเรือ” เดินหน้าการทูตทหารเรือ!! “ไทย–เวียดนาม” จับมือแน่นด้านทะเล เสริมความปลอดภัยเดินเรือและผลประโยชน์ร่วมในอ่าวไทย เชื่อมความร่วมมืออาเซียนเพื่อความมั่นคงทางทะเล ย้ำความร่วมมือเพื่อสันติภาพในภูมิภาค

กองทัพเรือเดินหน้าการทูตทหารเรือ กระชับความร่วมมือทางทะเลกับกองทัพเรือเวียดนาม เสริมเสถียรภาพและความมั่นคงในอ่าวไทย

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 พลเรือโท วศิน สระศรีดา เจ้ากรมยุทธการทหารเรือ เป็นผู้แทนกองทัพเรือให้การรับการเยี่ยมคำนับของรองเสนาธิการทหารเรือเวียดนาม ในโอกาสเดินทางเข้าร่วมการประชุม Navy to Navy Talk (NTNT) ระหว่างกองทัพเรือไทยและกองทัพเรือเวียดนาม โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในบรรยากาศที่เป็นมิตร สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น ความไว้วางใจ และความร่วมมือที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องระหว่างกองทัพเรือของทั้งสองประเทศ

ในการหารือ ฝ่ายไทยได้กล่าวขอบคุณกองทัพเรือเวียดนามที่ให้ความสำคัญกับการประชุม Navy to Navy Talk ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความเข้าใจ การประสานงาน และการพัฒนาความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทะเล พร้อมแจ้งให้ฝ่ายเวียดนามทราบว่า กองทัพเรือไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมผู้บัญชาการทหารเรืออาเซียน ครั้งที่ 20 ระหว่างวันที่ 18–21 สิงหาคม 2569 และเชิญกองทัพเรือเวียดนามเข้าร่วมกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ การประชุม ASEAN Navy Young Officers' Interaction (ANYOI) ในปี 2570 การสัมมนา Naval Medicine Seminar ภายใต้กรอบ Western Pacific Naval Symposium (WPNS) และการฝึก ASEAN–Republic of Korea Exercise ซึ่งกองทัพเรือไทยร่วมเป็นเจ้าภาพกับกองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลี จัดต่อเนื่องจากการฝึก ASEAN Multilateral Naval Exercise (AMNEX) ที่ประเทศสิงคโปร์

โฆษกกองทัพเรือกล่าวว่า ประเทศไทยและเวียดนามเป็นประเทศชายฝั่งที่มีผลประโยชน์ร่วมกันในอ่าวไทย ความร่วมมือระหว่างกองทัพเรือทั้งสองประเทศจึงมีบทบาทสำคัญต่อการรักษาความปลอดภัยในการเดินเรือ การคุ้มครองผลประโยชน์ทางทะเล การต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และการบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนความมั่นคงและการพัฒนาเศรษฐกิจของภูมิภาค

นอกจากนี้ ความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้านและมิตรประเทศในอ่าวไทย ถือเป็นส่วนหนึ่งของการเสริมสร้างสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่เอื้อต่อการรักษาผลประโยชน์ของชาติ และการแก้ไขความเห็นต่างระหว่างรัฐด้วยการเจรจาและกฎหมายระหว่างประเทศ อันจะช่วยลดความเสี่ยงจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างบรรยากาศแห่งความไว้วางใจ และส่งเสริมให้อ่าวไทยเป็นพื้นที่แห่งสันติภาพ เสถียรภาพ และความร่วมมือ เพื่อประโยชน์ร่วมกันของทุกประเทศและประชาชนในภูมิภาค

“กองทัพเรือ” คว้ารางวัลโซเชียลภาครัฐครั้งแรก!! คว้า Outstanding Government Entity on Social Media ย้ำสื่อสารด้วยข้อเท็จจริง โปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นประชาชน เป็นอีกอีกหนึ่งหมุดหมายกองทัพเรือ

กองทัพเรือคว้ารางวัล Outstanding Government Entity on Social Media เป็นครั้งแรก ย้ำสื่อสารด้วยข้อเท็จจริงและโปร่งใส พร้อมพัฒนาสู่มาตรฐานที่สูงยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นของประชาชน

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองทัพเรือรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัล Outstanding Government Entity on Social Media จาก Thailand Social Government Awards ซึ่งนับเป็น ครั้งแรกที่กองทัพเรือได้รับรางวัลด้านการสื่อสารบนสื่อสังคมออนไลน์ในลักษณะดังกล่าว และถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการพัฒนางานด้านการสื่อสารสาธารณะของกองทัพเรือ

รางวัลดังกล่าวมอบให้แก่หน่วยงานภาครัฐที่มีผลงานด้านการสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์โดดเด่น โดยพิจารณาจากเกณฑ์ Social Metric for Government ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างความไว้วางใจของประชาชน (Public Trust) ผ่านการสื่อสารที่เกี่ยวเนื่องกับพันธกิจ มีความสม่ำเสมอ และสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที

รางวัลครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกองทัพเรือในการพัฒนาการสื่อสารองค์กรให้มีความถูกต้อง โปร่งใส และรวดเร็ว โดยยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ พร้อมนำเสนอข้อมูลข่าวสารบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อการปฏิบัติภารกิจของกองทัพเรือในทุกมิติ

โฆษกกองทัพเรือกล่าวว่า ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงความภาคภูมิใจของกองทัพเรือเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงผลักดันให้กองทัพเรือเดินหน้ายกระดับการสื่อสารสาธารณะให้ดียิ่งขึ้น ทั้งในเรื่องความถูกต้องของข้อมูล ความรวดเร็วในการชี้แจงข้อเท็จจริง การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ตลอดจนการสื่อสารในภาวะวิกฤต เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และทันต่อสถานการณ์

“กองทัพเรือขอขอบคุณประชาชน สื่อมวลชน และผู้ติดตามทุกช่องทาง ที่ให้ความไว้วางใจและติดตามการสื่อสารของกองทัพเรือมาโดยตลอด รวมถึงขอขอบคุณผู้จัดงาน Thailand Social Government Awards คณะที่ปรึกษา และคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ได้ให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานการสื่อสารของหน่วยงานภาครัฐ และมอบรางวัลอันทรงคุณค่านี้แก่กองทัพเรือ”

“การได้รับรางวัลเป็นครั้งแรกในครั้งนี้ ถือเป็นทั้งความภาคภูมิใจและความรับผิดชอบ ความเชื่อมั่นของประชาชนคือกำลังใจสำคัญของเรา กองทัพเรือจะไม่หยุดพัฒนา จะยึดมั่นในการสื่อสารด้วยข้อเท็จจริง โปร่งใส และน่าเชื่อถือ พร้อมปรับปรุงการทำงานให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สมกับความเชื่อมั่นและความภาคภูมิใจที่ประชาชนมีต่อกองทัพเรือ”

“กองทัพเรือ” สกัดลักลอบข้ามแดน!! จันทบุรีปิดด่าน100% เข้มงวด จับกุมผู้นำพาชายไทย 1 คน คนกัมพูชาโดนควบคุมดำเนินคดี เพิ่มมาตรการป้องกันแนวชายแดนเข้มข้น

กองทัพเรือเดินหน้ามาตรการ “ปิดด่าน 100%” สกัดผู้นำพาลักลอบข้ามแดนพื้นที่จันทบุรี

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2569 เวลา 17.00 น. กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) โดยหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี จัดกำลังลาดตระเวนในพื้นที่รับผิดชอบ ตั้งแต่ฐานปฏิบัติการยูคาถึงบริเวณสระหลวง ใกล้ป่าระเบิด จังหวัดจันทบุรี ตามมาตรการ “ปิดด่าน 100%” และการเฝ้าระวังการลักลอบข้ามแดนผ่านช่องทางธรรมชาติอย่างเข้มงวด ระหว่างการลาดตระเวน เจ้าหน้าที่ตรวจพบรถจักรยานยนต์ 2 คัน มีบุคคลรวม 4 คน ในลักษณะต้องสงสัย จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ สามารถควบคุมรถจักรยานยนต์ได้ 1 คัน พร้อมบุคคล 2 คน ได้แก่ ชายไทยอายุ 20 ปี ซึ่งเป็นผู้นำพา และชายชาวกัมพูชาอายุ 41 ปี ซึ่งมีเอกสารแสดงตนแต่หมดอายุ ส่วนรถจักรยานยนต์อีกคันพร้อมบุคคลที่โดยสารมาสามารถหลบหนีไปได้

จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้นำพาชาวไทยให้การว่า ได้รับการว่าจ้างจากชาวกัมพูชาให้ไปรับชาวกัมพูชา 2 คน เพื่อนำไปส่งบริเวณสามแยกจางวาง โดยได้รับค่าจ้างคนละ 1,300 บาท ขณะที่ชายชาวกัมพูชาให้การว่า เดินทางมาจากกุมเรียง ประเทศกัมพูชา เพื่อเข้ามาหางานทำในสวนลำไยบริเวณจางวาง เนื่องจากต้องการหนีสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำภายในประเทศกัมพูชา โดยเสียค่าเดินทาง 8,000 บาท และเดินทางมาพร้อมบุตรสาวอายุ 13 ปี ซึ่งโดยสารมากับรถจักรยานยนต์อีกคันที่หลบหนีไปได้

เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวบุคคลทั้ง 2 ราย ส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านแปลง และเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดจันทบุรี เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย พร้อมเร่งขยายผลติดตามบุคคลและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงติดตามบุตรสาวอายุ 13 ปีที่เดินทางมาด้วย ทั้งนี้ การควบคุมตัวและส่งมอบได้ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายอย่างเคร่งครัด

โฆษกกองทัพเรือกล่าวว่า กองทัพเรือยังคงดำเนินมาตรการ “ปิดด่าน 100%” ควบคู่กับการเพิ่มความเข้มข้นในการลาดตระเวนและเฝ้าตรวจพื้นที่ช่องทางธรรมชาติ เพื่อป้องกันการลักลอบข้ามแดนและขบวนการรับจ้างนำพา โดยจะบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบังคับใช้กฎหมายและรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง

“สร้างรั้วไม่ยาก” แต่ต้องไม่พลาด!! กองทัพเรือนำสื่อดูรั้วชายแดนจันทบุรี รั้วมั่นคงไทย–กัมพูชาเฟสแรกเสร็จ 1.3 กม. กองทัพเรือเตรียมขยายต่ออีก 7.07 กม. ยันสร้างด้วยความรอบคอบและโปร่งใส

กองทัพเรือเปิดให้สื่อชมรั้วมั่นคงชายแดนจันทบุรีเฟสแรก ย้ำ “การสร้างรั้วไม่ยาก แต่ยากกว่าคือทำอย่างไรให้สร้างได้โดยเรียบร้อย”

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 23–24 สิงหาคม 2569 สำนักงานโฆษกกองทัพเรือได้นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่แนวชายแดนไทย–กัมพูชา จังหวัดจันทบุรี เพื่อเยี่ยมชมความสำเร็จของการก่อสร้าง “รั้วมั่นคง” ระยะที่ 1 บริเวณหลักเขตแดนที่ 52–54 อำเภอโป่งน้ำร้อน ซึ่งดำเนินการแล้วเสร็จเป็นระยะทางประมาณ 1.3 กิโลเมตร

รั้วมั่นคงดังกล่าวเป็นรั้วคอนกรีตเสริมเหล็กติดตั้งลวดหนามหีบเพลง มีความสูงรวมประมาณ 3.35 เมตร มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมพื้นที่ ลดช่องทางการลักลอบข้ามแดน ป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ และสนับสนุนการเฝ้าตรวจของเจ้าหน้าที่ตามแนวชายแดน

สำหรับการดำเนินงานในระยะต่อไป กองทัพเรือเตรียมขยายแนวรั้วจากหลักเขตแดนที่ 54–59 ระยะทางประมาณ 7.07 กิโลเมตร เพื่อให้การรักษาความมั่นคงในพื้นที่มีความต่อเนื่องและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

โฆษกกองทัพเรือกล่าวว่า ความสำคัญของโครงการนี้ไม่ได้อยู่เพียงการก่อสร้างรั้วให้แล้วเสร็จ แต่อยู่ที่กระบวนการทำให้สามารถดำเนินการได้อย่างเรียบร้อย โดยต้องผ่านขั้นตอนการพิจารณาร่วมกันของทั้งสองประเทศบนพื้นฐานของความเข้าใจร่วมกัน ทั้งในด้านข้อกำหนดทางเทคนิค (Technical Instruction) การสำรวจและกำหนดแนวพื้นที่ ตลอดจนการจัดระเบียบชายแดน เพื่อป้องกันการกระทบกระทั่งที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้ง

ขณะเดียวกัน การดำเนินงานยังต้องอาศัยการบูรณาการระหว่างหน่วยงานของไทยและการประสานงานในระดับพื้นที่ เพื่อให้ทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างรอบคอบ และไม่กระทบต่อสิทธิและวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่

“การสร้างรั้วอาจไม่ใช่เรื่องยาก แต่สิ่งที่ยากกว่าคือการทำอย่างไรให้สามารถสร้างรั้วได้โดยเรียบร้อย เพราะทุกเมตรของแนวรั้วเกี่ยวข้องทั้งกับอธิปไตย ความมั่นคง วิถีชีวิตของประชาชน และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ”

รั้วมั่นคงจึงไม่ใช่เพียงสิ่งป้องกันทางกายภาพ แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบรักษาความมั่นคงชายแดนที่เชื่อมโยงทั้งถนนตรวจการณ์ จุดเฝ้าตรวจ บังเกอร์ หลุมบุคคล หลุมหลบภัย การลาดตระเวน การข่าว และกำลังพลที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างต่อเนื่อง

ภายหลังเยี่ยมชมแนวรั้ว คณะสื่อมวลชนได้ลงพื้นที่จุดผ่านแดนถาวรบ้านเขาแหลมและจุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด เพื่อรับฟังสถานการณ์และมาตรการควบคุมช่องทางผ่านแดน โดยกองทัพเรือยังคงดำเนินมาตรการ “ปิดด่าน 100%” ควบคู่กับการลาดตระเวนและเฝ้าตรวจช่องทางธรรมชาติ เพื่อป้องกันการลักลอบข้ามแดนและการกระทำผิดกฎหมาย

นอกจากนี้ คณะยังได้ลงพื้นที่ “รูปตัว ก” ระหว่างหลักเขตแดนที่ 64–65 บ้านผักกาด อำเภอโป่งน้ำร้อน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กองทัพเรือได้เข้าแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงเส้นทางน้ำกั้นเขตแดน รวมถึงเยี่ยมชมบังเกอร์ที่ได้รับการปรับปรุง ณ ฐานปฏิบัติการที่ 6 และติดตามการปฏิบัติงานของกำลังพลแนวหน้า เพื่อให้เห็นภาพว่าการรักษาความมั่นคงชายแดนจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเชื่อมโยงกันทั้งระบบ

การนำสื่อมวลชนลงพื้นที่ครั้งนี้ กองทัพเรือมุ่งให้สาธารณชนได้รับทราบข้อเท็จจริงจากพื้นที่จริง และเห็นภาพการดำเนินงานด้านความมั่นคงชายแดนอย่างรอบด้าน ตั้งแต่การจัดระเบียบพื้นที่ การป้องกันการลักลอบกระทำผิด ไปจนถึงการดูแลอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชน

กองทัพเรือยืนยันว่าจะดำเนินการพัฒนาระบบรักษาความมั่นคงชายแดนอย่างรอบคอบ โปร่งใส และคำนึงถึงผลกระทบทุกด้าน เพื่อรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ ควบคู่กับการดูแลสิทธิและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่อย่างเหมาะสม

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ

24 สิงหาคม 2569

บุหรี่เถื่อนเต็มคันรถ!! ปิดด่าน 100% แต่เฝ้าระวังไม่หยุด กองทัพเรือยึดบุหรี่เถื่อนเต็มคัน รวบผู้เกี่ยวข้อง 7 ราย ที่ชายแดนจันทบุรี ย้ำไม่ให้สิ่งผิดกฎหมายเล็ดลอดเข้าประเทศ

“ปิดด่าน 100% แต่การเฝ้าระวังไม่เคยปิด” ทหารพรานนาวิกโยธินสกัด 3 รถต้องสงสัย ยึดบุหรี่เถื่อนเต็มคัน มูลค่ากว่า 65 ล้านบาท รวบ 7 ราย ชายแดนจันทบุรี

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) โดยหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดจันทบุรี และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านแปลง ปฏิบัติการลาดตระเวนและเฝ้าตรวจการลักลอบกระทำผิดกฎหมายตามแนวชายแดน

กระทั่งเวลาประมาณ 23.30 น. เจ้าหน้าที่ตรวจพบรถยนต์ต้องสงสัยจำนวน 3 คันผ่านเข้ามาในพื้นที่ จึงเข้าตรวจสอบและตรวจค้น พบรถยนต์ 1 คันบรรทุกบุหรี่ต้องสงสัยผิดกฎหมายมาเต็มคันรถ มูลค่าของกลางประมาณ 65 ล้านบาท เจ้าหน้าที่จึงควบคุมรถยนต์ทั้ง 3 คัน พร้อมบุคคลที่เกี่ยวข้องรวม 7 ราย นำไปตรวจสอบและสอบสวนเพิ่มเติม ณ ฐานปฏิบัติการคลองตาดำ ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบจำนวนและรายละเอียดของบุหรี่ที่ตรวจยึด ตลอดจนขยายผลถึงที่มา เส้นทางการลำเลียง และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ก่อนส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

แม้ปัจจุบันพื้นที่ชายแดนในความรับผิดชอบของกองทัพเรือจะดำเนินมาตรการ “ปิดด่าน 100%” แต่การปิดด่านมิได้หมายความว่าความพยายามลักลอบข้ามแดนหรือขนส่งสิ่งผิดกฎหมายจะหมดไป เจ้าหน้าที่ยังคงเฝ้าระวังทั้งช่องทางธรรมชาติและเส้นทางที่อาจถูกใช้หลีกเลี่ยงจุดผ่านแดนอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง กองทัพเรือจึงยังคงบูรณาการกำลังร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ ทั้งการข่าว การลาดตระเวน การตั้งจุดสกัด และการซุ่มเฝ้าตรวจ เพื่อป้องกันและสกัดกั้นการลักลอบและอาชญากรรมทุกรูปแบบ

“ปิดด่าน 100% ไม่ได้หมายถึงแค่ปิดประตูชายแดน แต่หมายถึงต้องเฝ้าทุกช่องทาง ไม่ให้สิ่งผิดกฎหมายเล็ดลอดเข้ามาได้”

กองทัพเรือ ย้ำ “ปิดด่าน 100%” !! ลาดตระเวนชายแดนจันทบุรี ตรวจยึดบุหรี่ 4,000 ซอง มูลค่า 360,000 บาท ปิดด่าน 100% เพิ่มความเข้มข้นลาดตระเวน สกัดลักลอบสินค้าไม่เสียภาษีแนวชายแดน

กองทัพเรือย้ำมาตรการ “ปิดด่าน 100%” ลาดตระเวนชายแดนจันทบุรี ตรวจยึดบุหรี่หนีภาษี 4,000 ซอง

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 เวลา 10.00 น. กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) โดยหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี ร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ตรวจยึดบุหรี่ซิกาแรตที่มิได้เสียภาษี จำนวน 7 ถุงดำ รวม 4,000 ซอง หรือ 80,000 มวน

เจ้าหน้าที่ตรวจพบของกลางดังกล่าวระหว่างปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนตามแนวรั้วกำแพง บริเวณพื้นที่ปฏิบัติการฐานที่ 4 หมู่ที่ 4 ตำบลเทพนิมิต อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี โดยคาดว่าเป็นความพยายามลักลอบนำสินค้าเข้ามายังพื้นที่ตลาดบ้านแหลม แต่ไม่พบตัวผู้กระทำความผิด เจ้าหน้าที่จึงร่วมกันตรวจยึดของกลาง ประกอบด้วย
บุหรี่ซิกาแรตยี่ห้อ 235 จำนวน 1,000 ซอง
บุหรี่ซิกาแรตยี่ห้อ TEXAS 5 ชนิดซองอ่อน จำนวน 620 ซอง
บุหรี่ซิกาแรตยี่ห้อ D&J จำนวน 500 ซอง
บุหรี่ซิกาแรตยี่ห้อ GOLD SEAL จำนวน 500 ซอง
บุหรี่ซิกาแรตยี่ห้อ LUXURY จำนวน 500 ซอง
บุหรี่ซิกาแรตยี่ห้อ ORIS จำนวน 500 ซอง
บุหรี่ซิกาแรตยี่ห้อ TEXAS 5 ชนิดซองแข็ง จำนวน 380 ซอง

บุหรี่ทั้งหมดบรรจุซองละ 20 มวน รวมจำนวน 4,000 ซอง หรือ 80,000 มวน หากประเมินตามราคาจำหน่ายทั่วไปในท้องตลาด คิดเป็นมูลค่าประมาณ 360,000 บาท เบื้องต้นเข้าข่ายความผิดฐาน “มีไว้เพื่อขายซึ่งสินค้าที่มิได้เสียภาษี และมีไว้ในครอบครองซึ่งสินค้าที่มิได้เสียภาษี” เจ้าหน้าที่ได้นำของกลางทั้งหมดส่งมอบให้สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่จันทบุรี เพื่อดำเนินการตามกฎหมายและสืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดที่เกี่ยวข้องต่อไป

การตรวจยึดครั้งนี้เป็นผลจากการปฏิบัติตามมาตรการ “ปิดด่าน 100%” ควบคู่กับการเพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวนและเฝ้าระวังช่องทางธรรมชาติ ตลอดจนพื้นที่เสี่ยงตามแนวชายแดน เพื่อป้องกันมิให้มีการฉวยโอกาสลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย

กองทัพเรือ โดยกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด จะยังคงบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจตราพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่องและเข้มงวด เพื่อสกัดกั้นการลักลอบเข้าเมือง การลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย และอาชญากรรมข้ามชาติ อันเป็นการรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน

ทัพเรือปิดด่านเข้มชายแดนจันทบุรี!! รวบ 5 ผู้ต้องสงสัยลักลอบส่งรถโจรกรรมข้ามแดน ของกลางยึด 4 จยย. 1 รถยนต์ ยาเสพติดและโทรศัพท์มือถือ 6 เครื่อง สกัดขบวนการข้ามชาติทุกรูปแบบ

“กองทัพเรือสกัดขบวนการโจรกรรมรถจักรยานยนต์ข้ามชาติ ชายแดนจันทบุรี จับผู้ต้องหา 5 ราย ยึดรถจักรยานยนต์ 4 คัน พร้อมยาไอซ์”

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด โดยหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี ได้จัดกำลังเฝ้าตรวจและสกัดกั้นขบวนการลักลอบนำรถจักรยานยนต์ที่ได้มาจากการโจรกรรมออกนอกราชอาณาจักร บริเวณพื้นที่เขาเสือหมอบ ตำบลคลองใหญ่ อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี

เจ้าหน้าที่ตรวจพบรถจักรยานยนต์ 2 คัน และรถยนต์ 1 คัน เข้ามาในพื้นที่เป้าหมาย จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบและสามารถควบคุมบุคคลที่เกี่ยวข้องได้ 4 ราย พร้อมตรวจยึดยานพาหนะไว้เป็นของกลาง จากนั้นได้ขยายผลเข้าตรวจสอบที่พักในพื้นที่บ้านบึงชนัง ตำบลเทพนิมิต อำเภอโป่งน้ำร้อน สามารถควบคุมบุคคลที่เกี่ยวข้องเพิ่มอีก 1 ราย รวมทั้งสิ้น 5 ราย เป็นชาย 4 ราย หญิง 1 ราย ในจำนวนนี้เป็นบุคคลสัญชาติกัมพูชา 1 ราย

ของกลางที่ตรวจยึดได้ ประกอบด้วย รถจักรยานยนต์ 4 คัน รถยนต์กระบะ 1 คัน โทรศัพท์มือถือ 6 เครื่อง และยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) จำนวนหนึ่ง โดยผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า รถจักรยานยนต์ 2 คัน มีการแจ้งเหตุโจรกรรมไว้ในพื้นที่สถานีตำรวจภูธรแกลงและสถานีตำรวจภูธรนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง ส่วนรถจักรยานยนต์อีก 2 คัน และรถยนต์กระบะอยู่ระหว่างการตรวจสอบประวัติและแหล่งที่มา
จากการสืบสวนเบื้องต้นพบพฤติการณ์เป็นขบวนการ มีการแบ่งหน้าที่ตั้งแต่การตระเวนโจรกรรมรถจักรยานยนต์ตามความต้องการของผู้สั่งการ การลำเลียงรถจากพื้นที่จังหวัดระยองมารวบรวมในพื้นที่ชายแดนจังหวัดจันทบุรี ตลอดจนการนัดหมายเพื่อเตรียมลักลอบนำรถออกนอกราชอาณาจักรผ่านช่องทางธรรมชาติไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวบุคคลที่เกี่ยวข้อง พร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรโป่งน้ำร้อน เพื่อดำเนินการสอบสวน ขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการ และดำเนินคดีตามกฎหมายในข้อหาที่เกี่ยวข้อง อาทิ ลักทรัพย์หรือรับของโจร มียาเสพติดไว้ในครอบครอง เสพยาเสพติดโดยไม่ได้รับอนุญาต และขับขี่ยานพาหนะขณะมีสารเสพติด ทั้งนี้ ผู้ถูกกล่าวหายังถือเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด

โฆษกกองทัพเรือกล่าวว่า การจับกุมครั้งนี้สะท้อนถึงความเข้มงวดของมาตรการควบคุมชายแดนและการ “ปิดด่าน 100%” เพื่อสกัดกั้นการลักลอบข้ามแดนและการกระทำผิดกฎหมายทุกรูปแบบ กองทัพเรือจะยังคงบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เฝ้าระวัง ตรวจสอบ และขยายผลเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความมั่นคง ความสงบเรียบร้อย และความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน

ในการควบคุมตัวและส่งมอบผู้ถูกจับกุม เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตามกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชน โดยถือปฏิบัติตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 อย่างเคร่งครัด มิได้กระทำการทรมาน การปฏิบัติที่โหดร้าย หรือการกระทำที่เป็นการย่ำยีศักดิ์ศรีของผู้ถูกจับกุมแต่อย่างใด

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ

โฆษกกองทัพเรือชี้แจงเพิ่มเติม กรณีข้อสงสัยเกี่ยวกับคำว่า “ต่อเรือในประเทศ 100%”
การต่อเรือรบสมรรถนะสูงภายในประเทศให้ได้ในสัดส่วนที่สูงขึ้น ไม่อาจเกิดขึ้นได้ในทันที แต่ต้องพัฒนาขีดความสามารถของอู่ต่อเรือ บุคลากร องค์ความรู้ เทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง

สำหรับโครงการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูง กองทัพเรือกำหนดไว้ในขอบเขตของงาน (TOR) ว่า เรือลำแรกต้องมีสัดส่วนการดำเนินงานในประเทศไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของโครงสร้างตัวเรือทั้งหมด และหากมีการจัดหาเรือลำที่สอง ต้องเพิ่มขึ้นเป็นไม่น้อยกว่าร้อยละ 30
ทั้งนี้ ร้อยละ 20 เป็นเพียงเกณฑ์ขั้นต่ำ หากผู้เสนอรายใดสามารถเสนอให้มีสัดส่วนการดำเนินงานภายในประเทศได้สูงกว่าเกณฑ์ โดยมีความเป็นไปได้และไม่กระทบต่อมาตรฐาน คุณภาพ ระยะเวลาส่งมอบ และความพร้อมรบของเรือ ย่อมช่วยให้กองทัพเรือบรรลุเจตนารมณ์ในการพึ่งพาตนเองได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และทำให้ประเทศได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้น ทั้งในด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร การจ้างงาน และการยกระดับอุตสาหกรรมต่อเรือภายในประเทศ

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มสัดส่วนการต่อเรือภายในประเทศจะต้องดำเนินควบคู่กับการพัฒนาขีดความสามารถและความพร้อมของอู่ต่อเรือไทย ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน เครื่องมือ บุคลากร มาตรฐานการผลิต และระบบควบคุมคุณภาพ เพื่อให้สามารถรองรับการต่อเรือรบสมรรถนะสูงได้อย่างแท้จริง มิใช่เป็นเพียงการกำหนดตัวเลขในเอกสาร

ดังนั้น คำว่า “ต่อเรือในประเทศ 100%” จึงเป็น เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาว ที่ประเทศไทยต้องร่วมกันพัฒนาไปให้ถึง มิได้หมายความว่าเรือฟริเกตลำที่อยู่ระหว่างการจัดหาในปัจจุบันจะต่อภายในประเทศทั้งหมดในทันที

กองทัพเรือยืนยันว่า เป้าหมายของโครงการมิใช่เพียงการจัดหาเรือมาใช้งาน แต่คือการใช้ทุกโอกาสจากการจัดหาเพื่อสร้างองค์ความรู้ เทคโนโลยี และขีดความสามารถให้แก่อุตสาหกรรมต่อเรือไทยอย่างเป็นขั้นเป็นตอน

เพื่อให้ประเทศไทยสามารถพึ่งพาตนเอง
ได้มากขึ้นอย่างมั่นคงและยั่งยืน
“กองทัพเรือได้เรือ ประเทศก็ได้ด้วย”

ที่มา :https://www.facebook.com/photo/?fbid=1096795599379528&set=a.180070871052010

“กำหนด TOR บนมาตรฐานสากล เพื่อให้ได้เรือที่ตอบโจทย์ภารกิจ”

“กำหนด TOR บนมาตรฐานสากล เพื่อให้ได้เรือที่ตอบโจทย์ภารกิจ”

แนวคิดสำคัญในการจัดทำขอบเขตของงาน (TOR) โครงการจัดหาเรือฟริเกต มุ่งกำหนดคุณลักษณะของเรือให้มีคุณภาพและได้มาตรฐานสากล โดยอ้างอิง Naval Ship Rules ของสมาคมจัดชั้นเรือที่ได้รับการยอมรับ (Recognized Classification Society) ควบคู่กับมาตรฐาน NATO

เพื่อให้เรือมีความปลอดภัย เชื่อถือได้ และมีขีดความสามารถรองรับการปฏิบัติภารกิจของกองทัพเรือได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1095797472812674&set=a.180070871052010

“Offset Policy เปลี่ยนการจัดหายุทโธปกรณ์ ให้เกิดประโยชน์กลับคืนสู่ประเทศ”

“Offset Policy เปลี่ยนการจัดหายุทโธปกรณ์ ให้เกิดประโยชน์กลับคืนสู่ประเทศ”

พลเรือตรี ศราวุธ ชิยางคบุตร ประธานกรรมการพิจารณาดำเนินการตามนโยบายจัดซื้อจัดจ้างแบบชดเชย (Offset) กล่าวถึงแนวคิดของ Offset Policy ว่า มุ่งให้มูลค่าจากการจัดหาเรือไม่ได้สิ้นสุดเพียงการซื้อยุทโธปกรณ์ แต่ให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการลงทุนกลับคืนสู่ประเทศ

เพื่อสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของอุตสาหกรรมภายในประเทศ และต่อยอดประโยชน์จากการจัดหาให้เกิดคุณค่าต่อประเทศในระยะยาว

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1095807492811672&set=a.180070871052010


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top