Friday, 5 June 2026
กองทัพเรือ

ย้ำไม่ถอยก้าวเดียวเสริมกำลัง!! กองทัพเรือลุยชายแดน ยกระดับความพร้อมรับภัยคุกคามทุกด้าน ผู้บัญชาการทหารเรือชื่นชมความสำเร็จ มุ่งมั่นปกป้องอธิปไตยในพื้นที่ตะวันออก

“กองทัพเรือย้ำจุดยืนไม่ถอยแม้ก้าวเดียว เสริมกำลังชายแดนตะวันออก ยกระดับความพร้อมรบรับทุกภัยคุกคาม”

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า วันนี้ (16 เมษายน 2569) เวลา 0800 พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เดินทางไปตรวจความพร้อมของกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ซึ่งเป็นหน่วยกำลังหลักในการรักษาอธิปไตยของชาติบริเวณชายแดนด้านตะวันออก โดยมีผู้บังคับบัญชาและกำลังพลให้การต้อนรับอย่างพร้อมเพรียง ในการนี้ ผู้บัญชาการทหารเรือได้เน้นย้ำบทบาทสำคัญของ กปช.จต. ในฐานะ “ปราการด่านหน้าสุดของประเทศ” ที่มีภารกิจปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง และผลประโยชน์ของชาติ ทั้งในมิติทางบกและทางทะเล พร้อมชี้ให้เห็นว่า ความสำเร็จที่ผ่านมาเกิดจากการทำงานเป็นทีมอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ระดับยุทธการจนถึงกำลังพลหน้าแนวทุกนาย

ผู้บัญชาการทหารเรือได้กล่าวชื่นชมผลการปฏิบัติที่ผ่านมา โดยเฉพาะความสำเร็จในการขับไล่ผู้รุกรานและยึดคืนพื้นที่อธิปไตยของชาติ ซึ่งเป็นผลจากการบูรณาการในทุกมิติ ทั้งด้านข่าวกรอง การส่งกำลังบำรุง ระบบสื่อสาร และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ตลอดจนการปฏิบัติการร่วมกับทุกเหล่าทัพอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกันนี้ ได้กำชับให้ทุกหน่วยเตรียมความพร้อมใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ ด้านองค์บุคคล พัฒนาขีดความสามารถและเสริมสร้างขวัญกำลังใจของกำลังพล ด้านองค์วัตถุ ตรวจสอบความพร้อมของอาวุธ ยุทโธปกรณ์ และระบบสนับสนุน และด้านองค์ยุทธวิธีปรับแผนและการฝึกให้สอดคล้องกับสถานการณ์ภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลง และจากสถานการณ์ปัจจุบันที่ฝ่ายตรงข้ามยังคงมีการเสริมกำลังทั้งทางบกและทางทะเลอย่างต่อเนื่อง กองทัพเรือจึงได้สั่งการให้หน่วยในพื้นที่ยกระดับความพร้อมรบ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ

ในด้านความมั่นคงภายใน ผู้บัญชาการทหารเรือได้เน้นย้ำความสำคัญของการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลข่าวสารทางราชการ โดยเฉพาะการป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลที่อาจกระทบต่อภารกิจทางทหาร พร้อมกำชับให้เพิ่มความเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัยของที่ตั้ง การเคลื่อนย้ายกำลัง และยุทโธปกรณ์

นอกจากนี้ ยังได้กล่าวถึงสถานการณ์ข้อมูลข่าวสารในสังคม ซึ่งอาจมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยยืนยันว่ากองทัพเรือรับฟังทุกเสียงของพี่น้องประชาชน และยึดมั่นในข้อเท็จจริง ความโปร่งใส และการปฏิบัติหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

ในตอนท้าย ผู้บัญชาการทหารเรือได้ย้ำจุดยืนอย่างชัดเจนว่า กองทัพเรือจะยืนหยัดปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเต็มกำลังความสามารถ ไม่อ่อนข้อในประเด็นด้านความมั่นคง พร้อมคงการวางกำลังอย่างมั่นคง และจะไม่ยอมให้มีการกระทำผิดกฎหมายเล็ดรอดผ่านพื้นที่ชายแดนทั้งทางบกและทางทะเล การตรวจเยี่ยมในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกองทัพเรือในการเสริมสร้างความพร้อมรบ รักษาอธิปไตย และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่า กองทัพเรือยังคงเป็นกำลังหลักในการปกป้องประเทศชาติอย่างเข้มแข็ง

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ

16 เมษายน 2569

เสริมกำลังรบทางทะเล!! ทร. เตรียมจัดหา AWAV 8x8 เพิ่ม ยกระดับขีดความสามารถกองทัพเรือ AWAV 8x8 ฝีมือคนไทยพร้อมตอบโจทย์ทุกภารกิจ เสริมความมั่นคงทั้งทหารและเศรษฐกิจ

กองทัพเรือเสริมศักยภาพยุทธสะเทินน้ำสะเทินบก เตรียมจัดหา AWAV 8x8 ฝีมือคนไทย หนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและการพึ่งพาตนเอง

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ชี้แจงถึงความจำเป็นในการจัดหารถยานเกราะล้อยางสะเทินน้ำสะเทินบกแบบ AWAV 8x8 เพิ่มเติม จากบริษัท ชัยเสรีเม็ททอลแอนด์รับเบอร์ จำกัด ว่าเป็นการดำเนินการต่อเนื่องเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของกองทัพเรือให้สอดคล้องกับสถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดนด้านตะวันออกในปัจจุบัน การป้องกันอธิปไตยทางทะเล และการตอบสนองต่อภัยคุกคามรูปแบบใหม่ รวมถึงภารกิจช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ฉุกเฉิน

ยานเกราะ AWAV 8x8 ได้รับการออกแบบโดยทีมวิศวกรคนไทย และผลิตโดยแรงงาน รวมถึงเครื่องมือเครื่องจักรภายในประเทศ สะท้อนศักยภาพของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีการใช้วัสดุภายในประเทศในสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของมูลค่าการผลิต อันเป็นการสนับสนุนห่วงโซ่อุตสาหกรรมในประเทศ ลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ และสร้างความมั่นคงทางอุตสาหกรรมในระยะยาว

ตัวรถเป็นระบบขับเคลื่อน 8x8 มีความคล่องตัวสูง สามารถปฏิบัติการได้ในทุกภูมิประเทศ รองรับการปฏิบัติการร่วมกับเรือยกพลขึ้นบก (LPD) ของกองทัพเรือได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

ด้านการป้องกันและอำนาจการยิง AWAV มีมาตรฐานการป้องกันกระสุนและแรงระเบิดตามเกณฑ์ STANAG พร้อมติดตั้งปืนกลและระบบควบคุม อีกทั้งยังติดตั้งระบบสื่อสารซึ่งสามารถเชื่อมโยงเข้ากับโครงข่ายสื่อสารทางทหารของกองทัพเรือได้อย่างสมบูรณ์ ยานเกราะดังกล่าวยังผ่านมาตรฐานด้านความคงทนต่อสภาพแวดล้อมตาม MIL-STD ซึ่งเป็นมาตรฐานทางทหารสากล สะท้อนถึงความพร้อมในการใช้งานในทุกสภาพแวดล้อมการรบ ทั้งในทะเลและบนบก

กองทัพเรือได้จัดหารถ AWAV เข้าประจำการแล้วจำนวน 7 คัน และจากผลการใช้งานพบว่าสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความพร้อมรบสูง และตอบสนองต่อภารกิจได้ตรงตามความต้องการของหน่วยปฏิบัติ จึงมีความจำเป็นในการจัดหาเพิ่มเติม เพื่อให้เพียงพอต่อการจัดกำลังและรองรับแผนการปฏิบัติการในอนาคต

การจัดหา AWAV เพิ่มเติมในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการยกระดับขีดความสามารถของกองทัพเรือเท่านั้น แต่ยังเป็นการขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยอย่างเป็นรูปธรรม และเสริมสร้างขีดความสามารถของบุคลากรไทยให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว อันจะนำไปสู่ความมั่นคงของชาติทั้งในมิติทางทหารและเศรษฐกิจ

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ

27 เมษายน 2569

กองทัพเรือลุยจัดหาเรือน้ำมัน ทดแทนเรือหลวงจุฬากว่า 45 ปี เสริมขีดความสามารถส่งกำลังบำรุงทางทะเล ส่งเสริมอุตสาหกรรมต่อเรือในประเทศ จ้างสร้างกับบริษัทไทยในปี 2571

กองทัพเรือจัดหาเรือน้ำมัน 1 ลำ ทดแทนเรือหลวงจุฬา เสริมขีดความสามารถส่งกำลังบำรุงในทะเล และส่งเสริมอุตสาหกรรมต่อเรือในประเทศ

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองทัพเรือได้ดำเนินโครงการจัดหาเรือน้ำมัน จำนวน 1 ลำ เพื่อทดแทนเรือหลวงจุฬา ซึ่งขึ้นระวางประจำการเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2523 และมีอายุการใช้งานมากกว่า 45 ปี ปัจจุบันอยู่ในช่วงปลายอายุการใช้งานตามเกณฑ์ และมีแผนปลดระวางประจำการในปี พ.ศ. 2570 ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นไปตามยุทธศาสตร์กองทัพเรือ พ.ศ. 2560 – 2580 (ทบทวน พ.ศ. 2566) เพื่อคงไว้ซึ่งขีดความสามารถด้านการส่งกำลังบำรุงทางทะเลในพื้นที่ทัพเรือภาคต่างๆ

การจัดหาเรือน้ำมันครั้งนี้ มุ่งเน้นการเสริมสร้างศักยภาพด้านส่งกำลังบำรุงในภารกิจทางทหารและการช่วยเหลือประชาชน โดยเป็นการจัดจ้างอู่ต่อเรือภายในประเทศ ซึ่งเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและการพัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีของไทย เรือน้ำมันลำใหม่ได้รับการออกแบบและก่อสร้างตามมาตรฐานสากลและข้อกำหนดของกองทัพเรือ ได้แก่ มาตรฐานของสถาบันจัดชั้นเรือ RINA อนุสัญญา SOLAS และ MARPOL รวมทั้งมาตรฐานวิศวกรรมทางเรือที่เกี่ยวข้อง โดยติดตั้งระบบขนถ่ายน้ำมันที่มีความปลอดภัยสูง สามารถปฏิบัติการรับ–ส่งน้ำมันเชื้อเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงต่อการรั่วไหล และสอดคล้องกับข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมในระดับสากล

สำหรับความคืบหน้าโครงการ เมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหมได้อนุมัติให้กองทัพเรือดำเนินการจ้างสร้างเรือน้ำมัน จำนวน 1 ลำ จากบริษัท ไทยอินเตอร์เนชั่นแนล ด๊อคยาร์ด จำกัด (TINDY) โดยวิธีคัดเลือก วงเงินรวมทั้งสิ้น 434,634,000 บาท กำหนดส่งมอบในปี พ.ศ. 2571 และในวันนี้ กองทัพเรือได้มีการลงนามในสัญญาว่าจ้างกับบริษัท TINDY ซึ่งเป็นบริษัทต่อเรือของคนไทยที่มีประสบการณ์และเคยมีผลงานร่วมกับกองทัพเรือมาก่อน เป็นที่เรียบร้อย

กองทัพเรือยืนยันว่า โครงการนี้จะเป็นกำลังสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงทางทะเล เพิ่มขีดความสามารถด้านการส่งกำลังบำรุง และสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของกองทัพเรือให้สามารถรองรับสถานการณ์ด้านความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ

วันที่ 28 เมษายน 2569

หนีตกงานหวังเข้าไทย!! ทัพเรือเข้มชายแดนจันทบุรี สกัดแรงงานกัมพูชาลอบเข้าไทยผิดกฎหมาย ทัพเรือรวบ 6 กัมพูชา ลอบข้ามแดนจันทบุรี อ้างตกงาน-เศรษฐกิจฝืด หวังเข้าไทยหางาน

'จับรายวัน' กองทัพเรือเข้มชายแดนจันทบุรี สกัดแรงงานกัมพูชาลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย สะท้อนปัญหาเศรษฐกิจในประเทศ

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ยังคงเพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวน ซุ่มเฝ้าตรวจ และสกัดกั้นการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง โดยวันนี้ (18 พฤษภาคม 2569) เวลา 16.00 น. กปช.จต. โดยหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี กองร้อยทหารพรานนาวิกโยธินที่ 521 จับกุมชาวกัมพูชาจำนวน 6 ราย พร้อมสัมภาระ เป็นชาย 2 ราย หญิง 1 ราย และเยาวชน 3 ราย โดยทั้งหมดไม่มีเอกสารการเดินทางเข้าราชอาณาจักร จากการสอบสวนเบื้องต้น ชาวกัมพูชาทั้งหมดให้การว่า เดินทางมาจากพื้นที่จังหวัดบันเตียเมียนเจย และจังหวัดกำปงจาม ประเทศกัมพูชา โดยประสบปัญหาเศรษฐกิจและตกงาน จึงตัดสินใจลักลอบเข้ามาในประเทศไทยเพื่อหางานทำในพื้นที่ตอนใน เช่น จังหวัดฉะเชิงเทรา และจังหวัดขอนแก่น ผ่านขบวนการนายหน้าลักลอบข้ามแดน โดยเสียค่าใช้จ่ายคนละ 8,000 บาท ก่อนถูกเจ้าหน้าที่ตรวจพบและควบคุมตัวไว้ได้

โฆษกกองทัพเรือ กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ปัจจุบันยังคงมีขบวนการลักลอบขนคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย และเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่อาศัยช่องทางธรรมชาติตามแนวชายแดนในการเคลื่อนย้ายบุคคลเข้าออกประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับปัญหาการใช้แรงงานผิดกฎหมาย เครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ และกิจกรรมผิดกฎหมายข้ามชาติในพื้นที่ชายแดน

กองทัพเรือยืนยันว่าจะยังคงบูรณาการกำลังร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคง ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และสกัดกั้นการลักลอบข้ามแดน การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมข้ามชาติทุกรูปแบบอย่างเข้มงวด เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศและความปลอดภัยของประชาชน พร้อมย้ำว่าการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยเป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชน และปฏิบัติตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 อย่างเคร่งครัด

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ

กองทัพเรือจับมือ ปตท. !! เรือหลวง–UAV–ระบบ C4ISR พร้อมรบ ทัพเรือซ้อมคุ้มกันเรือพาณิชย์ในอ่าวไทยตอนบน ปตท. ใช้ระบบ Real-Time ติดตามเรือพาณิชย์–รับมือภัยทางทะเล ย้ำกำลังทางเรือคือเกราะมั่นคงเศรษฐกิจไทย

กองทัพเรือฝึกคุ้มครองเรือพาณิชย์และเส้นทางคมนาคมทางทะเล ร่วม ปตท. ย้ำความสำคัญกำลังทางเรือต่อความมั่นคงเศรษฐกิจของประเทศ

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า วันนี้ (22 พฤษภาคม 2569) ระหว่างเวลา 08.00 – 12.00 น. กองทัพเรือได้ดำเนินการฝึกควบคุมเรือ (Harbor Control) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกภาคสนาม/ภาคทะเล (FTX) ร่วมกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เพื่อพัฒนาขั้นตอนการประสานการปฏิบัติ และซักซ้อมความเข้าใจในกลไกการควบคุมและการประสานงานระหว่างกองทัพเรือ บริษัท ปตท. บริษัทเจ้าของเรือ และเรือพาณิชย์ ตลอดจนเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการร่วมกันรักษาความปลอดภัยของเส้นทางคมนาคมทางทะเลเข้า–ออกประเทศ

ในการฝึกครั้งนี้ บริษัท ปตท.ฯ ได้จัดเรือบรรทุกน้ำมัน Eagle Kuching สัญชาติมาเลเซีย ระวางขับน้ำ 107,481 ตัน เข้าร่วมการฝึก โดยกองทัพเรือภาคที่ 1 ได้จัดกำลังเข้าร่วม ประกอบด้วย เรือหลวงเจ้าพระยา เรือหลวงคำรณสินธุ์ เรือ ต.112 และอากาศยานไร้คนขับ (UAV) พื้นที่การฝึกอยู่บริเวณอ่าวไทยตอนบน โดยมีการใช้ระบบติดตามเป้าในทะเล และระบบ C4ISR ของกองทัพเรือ มาใช้ในการควบคุมสั่งการและติดตามสถานการณ์การฝึกแบบ Real-Time โดยมีผู้แทนจากศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล และบริษัท ปตท.ฯ เข้าร่วมติดตามการฝึก ณ ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือภาคที่ 1 ซึ่งการฝึกเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

โฆษกกองทัพเรือกล่าวเพิ่มเติมว่า การฝึกดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของความมั่นคงทางทะเล ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงการคุ้มครองเรือพาณิชย์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการรักษาความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานทางทะเลที่สำคัญของประเทศ อาทิ แท่นขุดเจาะน้ำมัน ท่อส่งพลังงาน ท่าเรือน้ำลึก และเส้นทางลำเลียงสินค้าและพลังงานทางทะเล ซึ่งล้วนมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ

จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางในช่วงที่ผ่านมา แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า หากเกิดความไม่มั่นคงในเส้นทางเดินเรือที่สำคัญ ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อการขนส่งสินค้า ราคาพลังงาน และเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง ประเทศไทยในฐานะประเทศที่พึ่งพาการค้าทางทะเลและการนำเข้าพลังงาน จึงจำเป็นต้องมีกำลังทางเรือที่มีความพร้อม มีขีดความสามารถในการควบคุมสถานการณ์ และสามารถคุ้มครองผลประโยชน์ของชาติทางทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กองทัพเรือจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังทางเรือ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการรักษาความมั่นคงทางทะเล การคุ้มครองเส้นทางคมนาคมทางทะเล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคเศรษฐกิจ การขนส่ง และความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในทุกสถานการณ์

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ

กองทัพเรือฝึกป้องกัน “แท่นบงกชเหนือ” เรือหลวง–อากาศยาน–ชุดปฏิบัติการพิเศษ พร้อมฝึกป้องกันแท่นขุดเจาะสำคัญของประเทศ รับมือโดรน–เรือติดอาวุธ เสริมความมั่นคงพลังงานชาติ ย้ำพลังงานกลางทะเลคือเส้นเลือดเศรษฐกิจชาติ

กองทัพเรือฝึกป้องกันแหล่งผลิตพลังงานกลางทะเล รับมือภัยคุกคามยุคใหม่ เสริมความมั่นคงพลังงานของชาติ

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 23 - 24 พฤษภาคม 2569 ทัพเรือภาคที่ 2 ได้จัดการฝึกป้องกันแหล่งผลิตพลังงานกลางทะเล “แท่นบงกชเหนือ” ในห้วงการฝึกปฏิบัติการร่วมภาคสนาม/ภาคทะเล (FTX) การฝึกกองทัพเรือ ประจำปี 2569 รหัสการฝึก “ทร.69” เพื่อทดสอบความพร้อมในการป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญทางทะเล โดยเฉพาะแหล่งผลิตพลังงาน และเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงทางพลังงานของชาติ

การฝึกครั้งนี้ มุ่งเน้นการรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ทั้งการป้องกันการโจมตีจากอากาศยานไร้คนขับ การรับมือเรือขนาดเล็กติดอาวุธ และการป้องกันการก่อวินาศกรรมบนแท่นขุดเจาะกลางทะเล ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่มีความสำคัญต่อประเทศ โดยทัพเรือภาคที่ 2 ได้จัดกำลังเข้าร่วมการฝึก ประกอบด้วย เรือหลวงนราธิวาส เรือ ต.995 เฮลิคอปเตอร์ลำเลียงแบบที่ 4 เครื่องบินลาดตระเวนแบบที่ 1 และชุดปฏิบัติการพิเศษ บูรณาการร่วมกับเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการของแท่นบงกชเหนือ เพื่อซักซ้อมขั้นตอนการปฏิบัติร่วมในสถานการณ์วิกฤตอย่างสมจริง

โอกาสนี้ พลเรือโท เทพฤทธิ์ ลาภเหลือ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 2 ได้เดินทางไปร่วมสังเกตการณ์การฝึก และร่วมทดลองการขนส่งบุคลากรด้วยระบบ Capsule ที่เจ้าหน้าที่ประจำแท่นใช้ในการขนส่ง เพื่อทดสอบความปลอดภัย ศึกษาขั้นตอนการปฏิบัติ และใช้ประกอบการออกแบบวางแผนการปฏิบัติการในสถานการณ์จริง พร้อมทั้งตรวจเยี่ยมกำลังพลและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานบนแท่นอย่างใกล้ชิด สะท้อนถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติการทางทะเลร่วมกับภาคเอกชน และการสร้างความเข้าใจสภาพการปฏิบัติงานจริงในพื้นที่กลางทะเล

กองทัพเรือให้ความสำคัญกับการคุ้มครองโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานและเส้นทางคมนาคมทางทะเล ซึ่งถือเป็นผลประโยชน์แห่งชาติที่สำคัญ โดยการฝึกในครั้งนี้นอกจากจะเป็นการยกระดับขีดความสามารถในการปฏิบัติการร่วมระหว่างกองทัพเรือกับภาคพลังงานแล้ว ยังเป็นการเตรียมความพร้อมในการรับมือภัยคุกคามทางทะเลที่มีแนวโน้มซับซ้อนมากขึ้นในอนาคต

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ

ชายแดนโขงเดือด!! กองทัพเรือ–ตำรวจ สกัดยาไอซ์เกือบ 200 กก. ริมโขงมุกดาหาร คาดลอบลำเลียงจากชายแดนเข้าไทย กองทัพเรือย้ำลำน้ำโขงยังเป็นเส้นทางลำเลียงยา เดินหน้าปราบเครือข่ายข้ามชาติ

กองทัพเรือบูรณาการสกัดยาไอซ์เกือบ 200 กิโลกรัม ริมแม่น้ำโขง จ.มุกดาหาร เดินหน้าปราบปรามเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 เวลา 02.00 น. หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) เขตนครพนม โดยสถานีเรือมุกดาหาร บูรณาการร่วมกับสถานีตำรวจภูธรหว้านใหญ่ ดำเนินการปฏิบัติภารกิจบังคับใช้กฎหมายตามพระราชบัญญัติยาเสพติด ในพื้นที่บริเวณริมถนนหมายเลข 3010 ตำบลหว้านใหญ่ อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร

จากการปฏิบัติ เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดยาไอซ์ได้จำนวน 5 ลัง น้ำหนักรวมประมาณ 196 กิโลกรัม พร้อมรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า จำนวน 1 คัน ซึ่งเชื่อว่าเป็นของกลางที่ใช้ในการลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ โดยไม่พบผู้ต้องหาในที่เกิดเหตุ ภายหลังการตรวจยึด เจ้าหน้าที่ได้นำของกลางทั้งหมดกลับไปยังสถานีเรือมุกดาหาร เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย และขยายผลติดตามเครือข่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป

กองทัพเรือยังคงบูรณาการกำลังร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อสกัดกั้นและปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ ซึ่งยังคงพยายามใช้พื้นที่ชายแดนและลำน้ำโขงเป็นเส้นทางลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้าสู่ประเทศไทย อันเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชน

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top