Friday, 5 June 2026
กองทัพเรือ

กปช.จต. จับแรงงานกัมพูชา 46 คน ลักลอบเข้าไทย สารภาพสิ้นโดนรัฐบาลหลอก!! ไม่ให้งานทำตามที่สัญญา

(14 ส.ค. 68) กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด จับกุมแรงงานกัมพูชาลักลอบเข้าไทย 46 คน พร้อมคนไทยผู้พานำ 1 คน เมื่อคืนวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ที่บ้านคลองบอน หมู่ 4 ตำบลหนองตาคง อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี โดยเจ้าหน้าที่ทหารพรานนาวิกโยธินร่วมกับตำรวจตรวจคนเข้าเมืองและตำรวจท้องที่ เข้าจับกุมและนำผู้ต้องหาทั้งหมดส่งดำเนินคดีที่ สภ.บ้านแปลง

พลเรือตรีปารัช รัตนไชยพันธ์ รองโฆษกกองทัพเรือเผยว่า การลักลอบเข้าเมืองยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง แม้รัฐบาลกัมพูชาจะเชิญชวนให้แรงงานกลับประเทศช่วงสถานการณ์ความขัดแย้งไทย–กัมพูชา พร้อมสัญญาว่าจะมีงานให้ทำและมีรายได้ แต่เมื่อกลับไปจริงกลับไม่เป็นตามที่ประกาศไว้

แรงงานบางส่วนจึงชักชวนกันลักลอบกลับเข้าไทยผ่านช่องทางธรรมชาติ เพื่อหางานทำในประเทศ ทำให้หน่วยงานด้านความมั่นคงต้องเพิ่มการตรวจตราเข้มข้นตลอดแนวชายแดน เพื่อสกัดการเข้าเมืองผิดกฎหมาย

รองโฆษกกองทัพเรือย้ำว่า ประชาชนไทยที่รับหรือนำแรงงานต่างชาติเข้ามาทำงาน ต้องคำนึงถึงความมั่นคงของประเทศ หากตรวจพบจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างสูงสุด พร้อมยืนยันว่าฝ่ายความมั่นคงจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดทุกกรณี

กองทัพเรือ รับมอบปืนใหญ่ 155 มม.ระยะยิง 40 กม.เพื่อป้องกันและรักษาอธิปไตยของประเทศ

(21 ส.ค.68) ที่หน้ากองบัญชาการ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพ ค่ายกรมหลวงชุมพร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 

พลเรือเอก ณัฏฐพล เดี่ยววานิช ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ ผู้แทนผู้บัญชาการทหารเรือ รับมอบปืนใหญ่ ขนาด 155 มิลลิเมตร แบบอัตตาจรล้อยาง จากศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธ ศูนย์อุตสหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร จำนวน 6 กระบอก 

โดยมี พลเรือโท ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล รองเสนาธิการทหารเรือและประธานกรรมการบริหารโครงการจัดหาปืนใหญ่ฯ นายทหารชั้นผู้ใหญ่  ตลอดจนข้าราชการ กำลังพล เข้าร่วมในพิธี 

การดำเนินโครงการจัดหาปืนใหญ่ ขนาด 155 มิลลิเมตร แบบอัตตาจร ล้อยาง (ATMG) นับเป็นการดำเนินการ เพื่อสนับสนุน การเสริมสร้างกำลังรบหลักของกองทัพเรือ ให้มีขีดความสามารถในการป้องกันและรักษาอำนาจอธิปไตยทางบกของประเทศ ทั้งในลักษณะการแสดงกำลังเพื่อการป้องปรามและป้องกัน เป็นสำคัญ

สำหรับการจัดหาในครั้งนี้ เป็นการผูกพันงบประมาณระหว่างปีงบประมาณ 2566 ถึง 2568  รวม 3  ปี โดยให้ ศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธ ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร เป็นหน่วยจัดหาและเบิกจ่ายงบประมาณแทน ทร. ในวงเงิน 929,486,100.00 บาท (เก้าร้อยยี่สิบเก้าล้านสี่แสนแปดหมื่นหกพันหนึ่งร้อยบาท) ประกอบด้วย ระบบปืนใหญ่ จำนวน 6  กระบอก สำหรับกองร้อย, ระบบควบคุมการยิงอัตโนมัติ, ระบบเรดาร์ตรวจสภาพอากาศ, อะไหล่ พร้อมอุปกรณ์ประกอบอื่น ๆ และการถ่ายทอดเทคโนโลยี ซึ่งได้ดำเนินการ ผลิตในประเทศไทย โดยศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธ ร่วมกับ บริษัท Elbit Systems ของอิสราเอล บูรณาการระบบ ATMOS เข้ากับรถบรรทุก Tatra 6x6 จากสาธารณรัฐเช็ก มีระยะยิงไกลกว่า 40 กม. และอัตราการยิง 6 นัดต่อนาที การใช้งานจริงในครั้งนี้ นับเป็นหมุดหมายสำคัญด้านความมั่นคง และสะท้อนความก้าวหน้าของไทย ในการพึ่งพาตนเองด้านยุทโธปกรณ์ ซึ่งผลการดำเนินโครงการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีการทดสอบทดลองตามสัญญาถูกต้องครบถ้วน ตลอดจนการฝึกอบรมและการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่ กำลังพลของกองทัพเรือ เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว จนกระทั่งสามารถส่งมอบให้แก่ กองทัพเรือ ได้ในวันนี้

กองทัพเรือ พร้อมญาตินำอัฐิ  5 ครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา ลอยอังคารส่งดวงวิญญาณ กลางอ่าวสัตหีบ

(24 ส.ค. 68) เวลา 08.45 น. กองทัพเรือ นำโดย พล.ร.ต. บรรณวิตร์ เฉลิมทอง ผู้แทนผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ ได้อำนวยความสะดวกจัดงานพิธีลอยอังคารของครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ ความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา จำนวน 5 ครอบครัว ณ กองเรือยุทธการ  อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยกองทัพเรือได้สนับสนุนเรือ กร.702 ในการประกอบพิธี

โดยครอบครัวผู้เสียชีวิตได้เดินทางจากจังหวัดศรีสะเกษมายังสัตหีบ โดยได้รับการสนับสนุนที่พักและการอำนวยความสะดวกจากหน่วยต่าง ๆ ของกองทัพเรือ รวมทั้งการจัดเรือสำหรับให้ญาติลงประกอบพิธีลอยอังคาร โดยเป็นเรือขนาดใหญ่ รองรับได้ 45 คน

การจัดพิธีครั้งนี้ เป็นการแสดงความห่วงใยและช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ กัมพูชายิงจรวดข้ามแดนที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีทั้งผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ ประกอบด้วย ครอบครัวประชัน ซึ่งสูญเสีย นางสาวรุ่งรัศ เด็กหญิงทักษพร และเด็กชายพงศภัค ประชัน ครอบครัวเด็กชายกิตติศักดิ์ คำวัง ครอบครัวนางสาวอรุณรัตน์ วันศรี ครอบครัว นายสมศรี ลาภบุญ และครอบครัว นางสาวสาวิตรี อ่อนทรวง โดยกองทัพเรือ ได้ดำเนินการประสานงานและอำนวยความสะดวกอย่างรอบด้าน ทำให้พิธีเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมเกียรติ

นาย นันทวัตร ทราธรณ์ และ น.ส.เนาวรัตน์ ทราธรณ์ น้องชาย-น้องสาว ผู้เสียชีวิตครอบครัวประชัน กล่าวว่า หลังจากพิธีลอยอังคารแล้วทางครอบครัวจะกลับไปประกอบพิธีทางศาสานา ที่บ้านต่อไป หลังครบ 1 เดือน ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสภาพจิตใจของทุกคนในครอบครัวยังทำใจไม่ได้กับการสูญเสียที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่มีใครได้ตั้งตัว ทางครอบครัว อาทิ พ่อและแม่ยังอาศัยอยู่ที่ศรีสะเกษ ส่วนพี่เขยที่สูญเสียภรรยาและลูก ยังทำใจไม่ได้ยังคงพักอาศัยอยู่ที่จังหวัดระยอง อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวอยากให้รัฐบาล รีบจบปัญหาโดยสันติวิธีและไม่อยากให้มีการปะทะกันอีก ด้วยไม่อยากให้เกิดการสูญเสียเพิ่มกับใครอีกแล้ว บางทีหากไม่โดนกับครอบครัวเราก็จะไม่ทราบถึงการสูญเสียที่เกิดขึ้น

ส่วนการเยียวยา ณ ขณะนี้รัฐบาล ได้มีการเยียวยามาบางส่วนแล้ว อีกส่วนอยู่ระหว่างดำเนินการทั้งเรื่องยื่นเอกสาร หลักฐานต่าง ๆ 

สำหรับ การนำอัฐิของครอบครัวประชัน มาลอยอังคารที่สัตหีบ เนื่องจาก พี่สาวและลูก ๆ ชอบเดินทางมาเที่ยวทะเลสัตหีบ ซึ่งจะเดินทางมาท่องเที่ยวช่วงปิดเทอมทุกปี ทั้งนี้ขอขอบคุณทุกหน่วยงาน ที่อำนวยความสะดวกให้กับทุกครอบครัวในการเดินทางมาทำพิธีลอยอังคาร ส่งดวงวิญญาณ ในครั้งนี้

นิราช ทิพย์ศรี /นันทพล  ทิพย์ศรี  อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 0909535645,0945565622/086-3684323 

4 กันยายน พ.ศ. 2480 กองทัพเรือ รับมอบเรือดำน้ำ 2 ลำแรกจากญี่ปุ่น พร้อมกำหนดให้วันนี้เป็น ‘วันเรือดำน้ำ’ ของไทย

วันนี้ เมื่อ 88 ปีก่อน กองทัพเรือไทย มีพิธีรับมอบเรือดำน้ำจากบริษัทญี่ปุ่น 2 ลำ คือ เรือหลวงมัจฉาณุ และเรือหลวงวิรุณ ที่เมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 4 กันยายน พ.ศ.2480 จึงถือเอาเป็นวันเรือดำน้ำไทย

เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2480 บริษัท มิตซูบิชิ โชยีไกชา จำกัด แห่งเมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นบริษัทคู่สัญญาการว่าจ้างต่อเรือดำน้ำจำนวน 4 ลำ ให้กับกองทัพเรือ ได้สร้างเรือดำน้ำ 2 ลำแรก เสร็จสมบูรณ์ ได้แก่ เรือหลวงมัจฉาณุ และเรือหลวงวิรุณ และได้ทำพิธีส่งมอบเรือดำน้ำทั้ง 2 ลำ ให้แก่กองทัพเรือ นับว่าเป็นวันสำคัญยิ่งอีกวันหนึ่งในประวัติศาสตร์กองทัพเรือ ต่อมาวันที่ 25 พฤษภาคม 2481 บริษัท มิตซูบิชิฯ สร้างเรือดำน้ำอีก 2 ลำ คือ เรือหลวงสินสมุทร และเรือหลวงพลายชุมพลเสร็จสมบูรณ์

เรือดำน้ำทั้ง 4 ลำได้ออกเดินทางจากประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2481 และเดินทางถึงประเทศไทย เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2481 ตามลำพังโดยปราศจากเรือพี่เลี้ยง ซึ่งยังความประหลาดใจแก่ชาวญี่ปุ่นและชาวอเมริกันเป็นอันมาก

เพราะเรือดำน้ำขนาดเล็กเช่นนี้ต่างประเทศย่อมมีเรือพี่เลี้ยงทั้งสิ้น นี้เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความกล้าหาญและความสามารถของกำลังพลประจำเรือดำน้ำของกองทัพเรือ และเข้าประจำการเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2481 ได้ออกปฏิบัติการในสงครามอินโดจีนกับฝรั่งเศส และสงครามโลกครั้งที่ 2

เรือหลวงมัจฉาณุปลดประจำการเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2494 พร้อมกันทั้ง 4 ลำ เนื่องจากขาดแคลนชิ้นส่วนอะไหล่ หลังจากญี่ปุ่นพ่ายแพ้สงครามโลก และไม่ได้รับอนุญาตให้ผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ และโรงงานแบตเตอรี่ของไทยที่ตั้งขึ้นก็ไม่สามารถผลิตแบตเตอรี่สำหรับใช้ประจำเรือได้ ประกอบกับเหตุการณ์กบฏแมนฮัตตัน เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2494 ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างขนาดใหญ่ในกองทัพเรือ มีคำสั่งยุบหมวดเรือดำน้ำ โอนย้ายไปรวมกับหมวดเรือตรวจฝั่งที่ตั้งขึ้น ซึ่งเรือดำน้ำทั้ง 4 ลำ ได้รับใช้ราชการในกองทัพเรือเป็นเวลากว่า 14 ปีเต็ม

ภายหลังปลดประจำการ เรือทั้งสี่ลำได้นำมาจอดเทียบกันที่ท่าเรือในแม่น้ำเจ้าพระยา ใกล้กับโรงพยาบาลศิริราช ต่อมาได้มีการขายเรือให้กับบริษัทปูนซีเมนต์ไทย เพื่อทำการศึกษาและ Reverse engineering คงเหลือแต่หอบังคับการ อาวุธปืน และกล้องส่อง ทางกองทัพเรือได้นำมาจัดสร้างสะพานเรือจำลอง จัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ทหารเรือ หน้าโรงเรียนนายเรือ และที่ป้อมพระจุลจอมเกล้า จังหวัดสมุทรปราการ

ต่อมากองทัพเรือได้กำหนดให้วันที่ 4 กันยายน ของทุกปีเป็น “วันเรือดำน้ำ” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้สมาชิก อดีตทหารเรือ ที่เคยเป็นนักดำเรือดำน้ำ กลุ่มชมรมเรือดำน้ำ และนายทหารประจำการที่เคยศึกษาวิชาเรือดำน้ำยุคใหม่ได้พบปะสังสรรค์ แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน รวมทั้งได้ร่วมทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับนักดำเรือดำน้ำไทยในอดีตที่ล่วงลับไปแล้ว

ผบ.ศฝท.ยศ.ทร.  “สร้างเหล็กในคน” ฝึกพายเรือกระเชียงในทะเล ให้น้องเล็กกองทัพเรือ 

(11 ก.ย.68) น.อ.ทิวา อ่อนละออ ผู้บังคับการศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ (ผบ.ศฝท.ยศ.ทร.) พร้อมคณะผู้บังคับบัญชา ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจนักเรียนพลกองประจำการ หลักสูตรทหารใหม่ ภาคสาธารณศึกษา ผลัดที่ 2/68 จำนวน 120 นาย ที่ทำการฝึกพายเรือกระเชียงในทะเล เป็นครั้งแรก โดยมี น.อ.ฐิติวัชร ภัทรเกียรติวงศ์ รองผู้บังคับการศูนย์ฝึกทหารใหม่ฯ (สายงานการศึกษา) เป็นผู้ควบคุมการฝึกฯ ณ บริเวณท่าเรือ อ่าวเกล็ดแก้ว โรงเรียนชุมพลทหารเรือ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

ผบ.ศฝท.ยศ.ทร. ได้ให้โอวาทแก่ ทหารใหม่ที่ทำการฝึกฯ ว่า ความสำคัญของการฝึกความเป็นชาวเรือ ที่ทหารทุกนายต้องมีคือ "ความอดทน ความสามัคคี เสมือนการสร้างเหล็กในคน"

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้อยู่ภายใต้กรอบของความปลอดภัยตามนโยบายผู้บัญชาการทหารเรือ ที่กำหนดให้เป็นปีแห่งความปลอดภัยของกองทัพเรือ (NAVY-SAFETY 2025)

รองโฆษกกองทัพเรือยืนยัน ไล่ชาวเขมรออกจากพื้นที่บ้านชำรากแล้ว หลังรุกล้ำพื้นที่มาหลายปี!! แต่ยังไม่ได้ถอนสิ่งปลูกสร้างหรือกลบคูเลต

(16 ก.ย. 68) พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ รองโฆษกกองทัพเรือ ชี้แจงกรณีมีกระแสข่าวว่าฝ่ายกัมพูชารุกล้ำพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณบ้านชำราก ตำบลชำราก อำเภอเมือง จังหวัดตราด รวม 3 จุด โดยมีทั้งการตั้งฐานปฏิบัติการ การปลูกบ้านเรือน และทำเกษตรในพื้นที่ที่เป็นอธิปไตยของไทย ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นต่อเนื่องหลายปี แม้ไทยได้ประท้วงแล้วแต่ยังไม่มีการรื้อถอน

รองโฆษกกองทัพเรือยืนยันว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตที่ไทยอ้างสิทธิ์ตามบันทึกความเข้าใจ MOU43 และกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ได้ยื่นหนังสือประท้วงไปยังฝ่ายกัมพูชาหลายครั้ง เพื่อเรียกร้องให้ถอนกำลังและออกจากพื้นที่ที่ยังไม่ได้มีการปักปันเขตแดนอย่างชัดเจน

ล่าสุดในการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ไทย-กัมพูชา ฝ่ายไทยได้หยิบยกประเด็นนี้อีกครั้ง และขณะนี้ กปช.จต. สามารถผลักดันกำลังฝ่ายกัมพูชาออกจากพื้นที่รุกล้ำแล้ว แต่สิ่งปลูกสร้างและคูเลตที่กัมพูชาทำไว้ยังไม่ได้รับการรื้อถอน

ทั้งนี้ กองทัพไทยย้ำว่ากำลังพลในพื้นที่ยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด พร้อมเตรียมยกระดับมาตรการ หากฝ่ายกัมพูชาไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง โดยยืนยันว่าการแก้ปัญหาจะทำภายใต้กรอบความร่วมมือทวิภาคีและการรักษาอธิปไตยของไทยเป็นสำคัญ

อดีตโฆษกกองทัพเรือ พร้อมคณะ ร่วมแสดงความยินดีเจ้ากรมแพทย์ทหารเรือ คนใหม่

พลเรือเอก เชษฐา ใจเปี่ยม อดีตโฆษกกองทัพเรือ พร้อมคณะหุ่นยนต์ดินสอ นำโดย ดร.เฉลิมพล ปุณโณทก และ ดร.พิมพ์พันธุ์ ศรีพิพิธ ร่วมแสดงความยินดีกับ พลเรือตรี สมชาย จันโรธร ผอ.รพ.สมเด็จพระปิ่นเกล้า กรมแพทบ์ทหารเรือ ในโอกาสได้รับโปรดเกล้าฯ เป็น เจ้ากรมแพทย์ทหารเรือ ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2568

บรรยากาศอบอุ่น เต็มไปด้วยคำอวยพรและกำลังใจ

ทัพเรือเร่งยกระดับขีดความสามารถ ส่งคณะเยือนสเปน ติดตามโครงการปรับปรุงเรือ ร.ล.ปัตตานี

เมื่อวันที่ 18–25 กันยายน 2568 พลเรือโท ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล รองเสนาธิการทหารเรือ ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารโครงการปรับปรุงขีดความสามารถเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชุด ร.ล.ปัตตานี พร้อมคณะ ได้เดินทางไปยังประเทศสเปน เพื่อร่วมประชุมทบทวนและติดตามความก้าวหน้าของโครงการดังกล่าว โดยมี นาวาเอก ยุทธนาวี มุ่งธัญญา ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารเรือไทยประจำกรุงมาดริด และกำลังพลในสำนักงานให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

ระหว่างการเยือน คณะได้เข้าชมศูนย์ฝึกอบรมกำลังพลเรือ (NTC) ของบริษัท Navantia เมืองกาดิซ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโครงการปรับปรุงขีดความสามารถ พร้อมรับฟังบรรยายสรุปจากผู้บริหารระดับสูงของบริษัท เพื่อเสริมความเข้าใจด้านการดำเนินงานและการพัฒนาศักยภาพกำลังพลทางเรือ

นอกจากนี้ คณะยังได้เยี่ยมชมโรงงานผลิตเรดาร์และระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ของบริษัท Indra ในกรุงมาดริด ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการเสริมประสิทธิภาพของกองทัพเรือไทย เพื่อให้โครงการปรับปรุงเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง ร.ล.ปัตตานี ดำเนินไปตามแผนและสอดคล้องกับมาตรฐานสากลต่อไป

ศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ จัดพิธีส่งทหารใหม่ ผลัดที่ 2/68 จำนวน 2,977 นาย ไปปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยต่าง ๆ ของกองทัพเรือ

เมื่อวานนี้ (1 ต.ค.68) น.อ.ทิวา อ่อนละออ ผู้บังคับการศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ (ผบ.ศฝท.ยศ.ทร.) เป็นประธานในพิธีส่งนักเรียนพลกองประจำการ ผลัดที่ 2/68 จำนวน 2,977 นาย ให้แก่หน่วยต่าง ๆ ของกองทัพเรือ จำนวน 33 หน่วย โดยมีคณะผู้บังคับบัญชา ครูฝึกและครูประจำหมวดวิชา เข้าร่วมพิธีฯ ณ ลานสวนสนาม ศูนย์ฝึกทหารใหม่ฯ ต.บางเสร่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

พิธีดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างความภาคภูมิใจ และให้แนวทางในการนำความรู้ที่ได้รับจากการฝึกอบรมไปใช้ในการปฏิบัติงาน รวมถึงเน้นย้ำการประพฤติตนให้ถูกต้องตามแบบธรรมเนียมทหาร  การเป็นแบบอย่างของความเป็นสุภาพบุรุษ สามารถเป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกโอกาส ให้สมกับปณิธานที่ว่า "ทหารเรือจะอยู่เคียงข้างประชาชน"

ทั้งนี้กองทัพเรือได้มอบหมายให้ ศูนย์ฝึกทหารใหม่ฯ ฝึกอบรมหลักสูตรทหารใหม่ฯ ผลัดที่ 2/68 ตั้งแต่ 1 ส.ค.68 - 30 ก.ย.68 รวมระยะเวลา 8 สัปดาห์ บัดนี้การฝึกอบรมได้เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว นักเรียนพลกองประจำการผ่านมาตรฐานการฝึกอบรมทุกนาย พร้อมส่งมอบให้แก่หน่วยต่างๆ ของกองทัพเรือ เพื่อไปปฏิบัติราชการตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายต่อไป

ทั้งนี้ตลอดการฝึกอบรมฯ ศูนย์ฝึกทหารใหม่ฯ ได้ปฏิบัติตามกรอบของนโยบายผู้บัญชาการทหารเรือ ที่กำหนดให้เป็นปีแห่งความปลอดภัยของกองทัพเรือ 'Navy-Safety 2025' อย่างเคร่งครัดทุกด้าน

‘กองทัพเรือ’ ย้ายนายทหารเอี่ยวทุจริตน้ำมัน ออกนอกพื้นที่ จ.ตราด ยันสอบเข้ม!! ไม่ละเว้นแม้ระดับสูง

(3 ต.ค. 68) กองทัพเรือมีคำสั่งโยกย้ายนายทหารที่ถูกกล่าวหาพัวพันการลักลอบนำน้ำมันออกจากหน่วยและการทุจริตจัดซื้อจัดจ้างในจังหวัดตราด หลังคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยข้อมูลว่ามีการเบิกน้ำมันครั้งละ 1,000 ลิตร เพื่อนำไปส่งต่อให้กับผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนข้อเท็จจริง และย้ำว่าจะไม่มีการปกป้องผู้กระทำผิดไม่ว่าระดับใดก็ตาม

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ระบุว่า ประเด็นการใช้พลทหารไปทำงานนอกภารกิจนั้นได้มีการตรวจสอบและลงโทษทางวินัยผู้เกี่ยวข้องแล้ว ส่วนกรณีการลักลอบนำน้ำมันและการแสวงหาประโยชน์จากการจัดซื้อจัดจ้าง ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวน พร้อมสั่งย้ายผู้ถูกกล่าวหาออกจากพื้นที่ เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างโปร่งใส หากพบว่ามีความผิดจริงจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

ด้านนายเชตวัน เตือประโคน สส.ปทุมธานี และนายศักดินัย นุ่มหนู สส.ตราด พรรคประชาชน ในฐานะ กมธ.ทหาร ระบุว่าขณะนี้มีข้อสงสัยถึง 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การส่งพลทหารไปทำงานให้เอกชน การเบิกน้ำมันผิดปกติครั้งละ 1,000 ลิตร และการจัดซื้อจัดจ้างที่อาจเข้าข่ายใช้ใบเสร็จเท็จ โดยยืนยันว่าต้องมีการตรวจสอบให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้กระทบต่อเกียรติภูมิของกองทัพและผลประโยชน์ของชาติ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top