Friday, 5 June 2026
กองทัพเรือ

ย้อนรอยหมุดหมายกองทัพเรือ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อ ‘กรมทหารเรือ’ เป็น ‘กองทัพเรือ’ สัญลักษณ์ยุทธศาสตร์ชาติที่มั่นคงและทันสมัย

เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2476 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อหน่วยกำลังทางเรือของไทยจาก "กรมทหารเรือ" เป็น "กองทัพเรือ" ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้กองกำลังทางทะเลของชาติมีโครงสร้างที่ทันสมัยและเหมาะสมกับภารกิจการป้องกันประเทศในยุคใหม่

ก่อนหน้านั้น หน่วยกำลังทางเรือของไทยมีชื่อว่า "กรมทหารเรือ" ที่ทำหน้าที่หลักคือปกป้องชายฝั่งและเส้นทางเดินเรือ หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 ประเทศไทยได้ปฏิรูประบบกองทัพให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ และเล็งเห็นความสำคัญของการใช้คำว่า "กองทัพ" เพื่อแสดงสถานะกองกำลังหลักระดับยุทธศาสตร์ของชาติ พร้อมกับกองทัพบกและกองทัพอากาศ

ในพระบรมราชโองการของรัชกาลที่ 7 ระบุว่า "กรมทหารเรือ เปลี่ยนชื่อเป็น กองทัพเรือ" ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาและบังคับใช้ทันที การเปลี่ยนชื่อครั้งนี้ยังส่งผลในการยกระดับสถานะของกองทัพเรือไทย การจัดโครงสร้างใหม่ที่ทันสมัย รวมทั้งส่งเสริมการฝึกอบรมและพัฒนายุทธภัณฑ์ เช่น การจัดซื้อเรือดำน้ำชุดแรกในปี พ.ศ. 2479 และการนำเข้าเรือรบจากต่างประเทศ

กองทัพเรือไทยจึงมีบทบาทสำคัญในการปกป้องอธิปไตยทางทะเลของประเทศ ดูแลพื้นที่น่านน้ำกว่า 300,000 ตารางกิโลเมตร รวมถึงสนับสนุนภารกิจด้านมนุษยธรรมและความมั่นคงภายในภูมิภาค การเปลี่ยนชื่อในปี พ.ศ. 2476 จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนายุทธศาสตร์ทางทะเลที่มีผลต่อเนื่องมายาวนานจนถึงปัจจุบัน

ผู้ประสบอุทกภัยใน จ.สงขลา ต่อเนื่อง มอบถังออกซิเจนทางการแพทย์ 200 ถัง ให้ รพ.สงขลานครินทร์ และ รพ.หาดใหญ่ มอบเครื่องฉีดน้ำ 30 เครื่อง ให้กองทัพเรือ

บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. สนับสนุนการช่วยเหลือ ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่และพื้นที่อื่น ๆ ในจังหวัดสงขลาอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้มอบถังออกซิเจนทางการแพทย์ขนาด 0.5 คิว จำนวน 200 ถัง ให้แก่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ และโรงพยาบาลหาดใหญ่ โดยประสานความร่วมมือกับกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ในการลำเลียงถังออกซิเจนเข้าไปในพื้นที่ เพื่อส่งเสริมการรักษาพยาบาลผู้ป่วยที่ต้องการอุปกรณ์ช่วยชีวิต นอกจากนี้ ยังได้มอบเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง จำนวน 30 เครื่อง ให้กับกองทัพเรือ เพื่อสนับสนุนภารกิจฟื้นฟูที่อยู่อาศัยให้กับผู้ประสบภัย

ในช่วงเวลาที่เกิดอุทกภัย ปตท.สผ. ได้ร่วมบรรเทาความเดือนร้อนให้กับผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วน โดยสนับสนุนเครื่องอุปโภคบริโภคต่าง ๆ เพื่อการยังชีพ เช่น อาหารแห้ง น้ำดื่ม และเครื่องใช้อื่น ๆ ลำเลียงไปกับเรือหลวงจักรีนฤเบศร รวมถึงสนับสนุนชุดเครื่องนอน ผ้าห่ม และเสื้อผ้า ให้แก่ศูนย์พักพิง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ นอกจากนี้ ในด้านการปฏิบัติงานเชิงเทคนิค ปตท.สผ. ได้ร่วมกับบริษัท เอไอ แอนด์ โรโบติกส์ เวนเจอร์ส จำกัด หรือ เออาร์วี ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ส่งโดรนเพื่อการขนส่ง และโดรนเพื่อการสำรวจและเฝ้าระวัง พร้อมทั้งทีมผู้เชี่ยวชาญ เพื่อสนับสนุนภารกิจของศูนย์บรรเทาสาธารณภัย มณฑลทหารบกที่ 42 ให้สามารถเข้าถึงพื้นที่ที่ประสบปัญหาที่ยากต่อการเข้าถึงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 

ปตท.สผ. ยังคงทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือ ฟื้นฟู และส่งกำลังใจ โดยมุ่งหวังให้ผู้ประสบอุทกภัยสามารถฟื้นตัวและกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด

กองทัพเรือประกาศใช้สถาปัตยกรรมองค์กร มุ่งสู่ “กองทัพเรือดิจิทัล”

กองทัพเรือให้ความสำคัญกับการพัฒนาการบริหารจัดการองค์กรให้มีความทันสมัย เป็นระบบ และโปร่งใส เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงทางทะเล การช่วยเหลือประชาชน และการคุ้มครองผลประโยชน์ของชาติทางทะเลอย่างยั่งยืน

ภายใต้กรอบดังกล่าว กองทัพเรือได้พัฒนาสถาปัตยกรรมองค์กร (Enterprise Architecture: EA) เพื่อจัดระเบียบกระบวนการทำงาน การบริหารข้อมูล และระบบสนับสนุนให้เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียว ลดความซ้ำซ้อน เพิ่มความรวดเร็วในการสั่งการ และยกระดับการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นมาตรฐานเดียวกัน

การดำเนินการดังกล่าวจะช่วยเสริมสร้างความพร้อมของกองทัพเรือในการรับมือกับสถานการณ์ด้านความมั่นคงและภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ควบคู่กับการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาลของภาครัฐ

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า วันนี้ (5 กุมภาพันธ์ 2569) กองทัพเรือได้จัดแถลงแผนการจัดทำสถาปัตยกรรมองค์กร (EA) อย่างเป็นทางการ โดยมี พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธาน และประกาศใช้ EA เป็นกรอบการพัฒนาการทำงานของกองทัพเรือในทิศทางเดียวกัน เชื่อมโยงทุกหน่วยงานอย่างเป็นระบบ พร้อมขับเคลื่อนสู่องค์กรที่ทันสมัย ภายใต้มอตโต “B R I G H T” ซึ่งสะท้อนการบริหารจัดการด้วยข้อมูล ความเท่าทันเทคโนโลยี และการปรับตัวสู่ยุคดิจิทัล

กองทัพเรือยึดมั่นถ้อยแถลงการณ์ร่วม สนับสนุน ฉก.นย.ตราด เก็บกู้ทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม สร้างความปลอดภัยแนวชายแดน

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองทัพเรือ โดยหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม กองทัพเรือ (นปท.ทร.) ได้ดำเนินการสนับสนุนกองกำลังเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด (ฉก.นย.ตราด) ในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดตามแนวชายแดน ภายใต้การยึดมั่นกรอบและหลักการตามถ้อยแถลงการณ์ร่วม เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยให้แก่ประชาชนและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 นปท.ทร. สามารถเก็บกู้ทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดได้เพิ่มเติมในพื้นที่บ้านชำราก ตำบลชำราก อำเภอเมือง จังหวัดตราด ประกอบด้วย ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 จำนวน 4 ทุ่น สภาพค่อนข้างใหม่ และยังพบระเบิดแสวงเครื่อง (Improvised Explosive Device: IED) ซึ่งไม่ใช่วัตถุระเบิดที่ผลิตจากโรงงาน แต่เป็นวัตถุระเบิดที่ถูก ดัดแปลงจากสิ่งที่มีอยู่เดิม เช่น หัวลูกปืนใหญ่ เพื่อนำมาใช้เพื่อก่อเหตุรุนแรง อีกจำนวน 2 ชุด ซึ่งเป็นการใช้วัตถุระเบิดที่ขัดต่ออนุสัญญาออตตาวา (Ottawa Convention) ว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิต และโอนทุ่นระเบิดสังหารบุคคล และยังขัดต่อหลักมนุษยธรรมและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (IHL) อีกด้วย

ไทยพบหลักฐานเพิ่มเติม ชัด กัมพูชาใช้ “ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล” ในพื้นที่ชายแดนไทย ขัดอนุสัญญาออตตาวาและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ได้ดำเนินการปฏิบัติภารกิจเก็บกู้วัตถุระเบิดและปรับปรุงพื้นที่ให้มีความปลอดภัย บริเวณ ฐานปฏิบัติการตากสินพิชิตไพรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เดิมฝ่ายกัมพูชารุกล้ำอธิปไตยเบ้ามาตั้งฐานที่มั่นทางทหารในพื้นที่ บ้านหนองรี ตำบลชำราก อำเภอเมือง จังหวัดตราด

จากการตรวจสอบพื้นที่ พบ ฐานปฏิบัติการของฝ่ายกัมพูชา (กพช.) จำนวน 3 แห่ง เชื่อมต่อถึงกันด้วยแนวคูเลต สะท้อนถึงการจัดตั้งและใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นฐานทางทหารอย่างชัดเจน โดยหน่วยสามารถตรวจยึด สรรพาวุธที่ถูกละทิ้ง (AXO) ภายในฐานดังกล่าว ได้จำนวน 4 รายการ ได้แก่
- ลำกล้องและขาหยั่งปืนกลขนาด 12.7 มม. จำนวน 1 ชุด
- กระสุนปืนกลขนาด 12.7 มม. จำนวน 1,744 นัด
- กระสุนปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลัง ขนาด 75 มม. จำนวน 30 นัด
- ลูกระเบิดขว้างแบบ RGD-5 จำนวน 1 ลูก

กองทัพเรือ แฉเครือข่ายจีนเทาชายแดนทมอดา หลอกลวงและกักตัวแรงงานต่างชาติบังคับทำสแกมเมอร์ ตรวจพบหลบหนีต่อเนื่องตอกย้ำภัยคุกคามข้ามชาติ

(19 ก.พ. 69) พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองทัพเรือ โดยกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ตรวจพบชาวต่างชาติหลบหนีออกจากชุมชนในฝั่งตรงข้ามบริเวณเขตเศรษฐกิจพิเศษทมอดา ประเทศกัมพูชา อย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 สามารถจับกุมชาว เวียดนาม 6 ราย หลบหนีออกจากชุมชนชาวจีน ข้ามแนววางกำลังเข้ามา (Troop Deployment Line) โดยให้ข้อมูลว่าถูกหลอกลวงมากักขังและบังคับใช้แรงงาน เอกสารเดินทางถูกแก๊งชาวจีนเทายึดไว้ และต้องการเดินทางกลับประเทศ และเมื่อวานนี้ (18 กุมภาพันธ์ 2569) จับกุมชาวจีนอีก 4 ราย หลบหนีออกจากพื้นที่เดียวกัน พร้อมให้ข้อมูลว่าถูกบังคับให้ทำงานในขบวนการหลอกลวงออนไลน์ (Cyber Scam)

ทั้งนี้ หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด (ฉก.นย.ตราด) ได้ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเบื้องต้น ทั้งอาหาร น้ำดื่ม และการปฐมพยาบาลบาดแผลที่เกิดระหว่างการหลบหนี พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าสู่กระบวนการคัดกรองและดำเนินการตามกฎหมาย รวมทั้งขยายผลด้านการข่าวเพื่อตรวจสอบโครงสร้างเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติต่อไป

โฆษกกองทัพเรือระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องสะท้อนรูปแบบการหลอกลวง กักตัว และบังคับใช้แรงงานต่างชาติของกลุ่มธุรกิจสีเทาในพื้นที่ชายแดน ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงรูปแบบใหม่ โดยกองทัพเรือจะเพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าตรวจและบูรณาการกับทุกหน่วยงานเพื่อสกัดกั้นเครือข่ายดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง

เชิดชูเกียรติผู้เสียสละ ‘กองทัพเรือ’ ดูแลกำลังพล เยี่ยมทหารบาดเจ็บถึงบ้าน มอบเงินบำรุงขวัญและทุนการศึกษา ย้ำไม่ทอดทิ้งแม้พ้นหน้าที่

กองทัพเรือไม่ทอดทิ้ง ดูแลกำลังพลอย่างดีที่สุดแม้พ้นหน้าที่ ยังคงเคียงข้างอย่างมั่นคง

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า วันที่ 24 มีนาคม 2569 เวลา 14.00 น. พลเรือโท รัตนะ เรืองรุ่ง รองเสนาธิการทหารเรือ (สายงานกำลังพล) เป็นผู้แทน พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้เดินทางเข้าเยี่ยมบำรุงขวัญ พันจ่าโท เหล็กไหล ทองไชย อดีตอาสาสมัครทหารพรานนาวิกโยธิน ซึ่งได้รับบาดเจ็บจนพิการทุพพลภาพจากการปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศ จากกรณีปฏิบัติภารกิจสำรวจพื้นที่ต้องสงสัยการลักลอบตัดไม้ในพื้นที่รับผิดชอบของกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ณ บ้านพัก ตำบลบางพูด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

การนี้ ผู้แทน ผบ.ทร. ได้มอบเงินบำรุงขวัญจากกองทุนสวัสดิการน้ำใจไทยเพื่อผู้เสียสละในจังหวัดชายแดนภาคใต้และพื้นที่รับผิดชอบของกองทัพเรือ พร้อมทั้งมอบกระบี่เชิดชูเกียรติทหารผ่านศึก จาก ผบ.ทร. เพื่อยกย่องเกียรติภูมิแห่งความเสียสละ ตลอดจนมอบทุนการศึกษาแก่บุตรของกำลังพลผู้เสียสละ เพื่อใช้การดูแลทั้งตัวกำลังพลและครอบครัว โอกาสนี้ รองเสนาธิการทหารเรือได้กล่าวแสดงความขอบคุณต่อ พันจ่าโท เหล็กไหล ทองไชย ที่ได้อุทิศตน เสียสละความสุขส่วนตน และยอมเสี่ยงชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อรักษาอธิปไตยของชาติ ความมั่นคงของประเทศ และความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน พร้อมทั้งได้อวยพรให้มีสุขภาพแข็งแรง และยืนยันว่ากองทัพเรือยังคงระลึกถึงคุณความดีและจะดูแลกำลังพลทุกนายอย่างเต็มกำลัง แม้จะพ้นหน้าที่ไปแล้วก็ตาม

กองทัพเรือยึดมั่นในหลักการ “ไม่ทอดทิ้งกัน” โดยได้ดำเนินการเยี่ยมเยียนและดูแลทหารผ่านศึกอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาระดับสูงได้แสดงความห่วงใยอย่างใกล้ชิด อันเป็นการเสริมสร้างขวัญกำลังใจและยืนยันถึงความผูกพันระหว่างองค์กรกับกำลังพลทุกนาย

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ

25 มีนาคม 2569

“กองทัพเรือ” ช่วยเรือเกยหิน เรือประมงเกยหินที่เกาะตะรุเตา กู้เร่งด่วนด้วยทีมปฏิบัติการ ลูกเรือปลอดภัย ไม่มีผู้บาดเจ็บ ยืนยันพร้อมช่วยเหลือตลอด 24 ชม.

กองทัพเรือเร่งช่วยเรือประมงเกยหินใกล้เกาะตารุเตา ปลอดภัยทั้งลำและลูกเรือ

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 เวลาประมาณ 03.20 น. ศูนย์ปฏิบัติการทัพเรือภาคที่ 3 ได้สั่งการให้เรือตรวจการณ์หมายเลข 994 (ต.994) เข้าเ

ให้การช่วยเหลือเรือประมงที่ประสบเหตุชนกองหินในพื้นที่รับผิดชอบ บริเวณเกาะตะรุเตา จังหวัดสตูล  โดยต่อมาเมื่อเวลา 05.30 น. ได้พบเรือประมงชื่อ “ชลสิน 18” เกยหินบริเวณทิศใต้ของเกาะตารุเตา โดยเป็นเรือประมงประเภทอวนลาก มีลูกเรือรวม 4 นาย เจ้าหน้าที่ประจำเรือ ต.994 จึงได้จัดชุดปฏิบัติการพร้อมเรือยางและเครื่องสูบน้ำจำนวน 2 เครื่อง เข้าดำเนินการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

การช่วยเหลือเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ทำการสูบน้ำออกจากท้องเรือ พร้อมทั้งอุดรอยรั่วและค้ำจุนโครงสร้างเรือ เพื่อป้องกันความเสียหายเพิ่มเติม กระทั่งระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นจนสามารถพยุงเรือให้ลอยตัวได้ จากนั้นได้ประสานเรือประมงในบริเวณใกล้เคียงเข้าช่วยลากเรือ “ชลสิน 18” ไปยังชายหาดทางทิศใต้ของเกาะตารุเตา เพื่อดำเนินการซ่อมแซมต่อไป ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือสูญเสียแต่อย่างใด

กองทัพเรือขอยืนยันถึงความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเลอย่างทันท่วงที และมุ่งมั่นดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน รวมทั้งปกป้องผลประโยชน์ของชาติทางทะเลอย่างเต็มขีดความสามารถตลอด 24 ชั่วโมง สายด่วนศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือ โทร.1696

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ

31 มีนาคม 2569

โยกย้ายนาวาเอก!! พล.ร.ท.อภิชาติชี้เหตุผล มั่นใจไม่ใช่กลั่นแกล้ง นาวาเอกธรรมนูญเหมาะสม ย้ำหมุนเวียนตามตำแหน่งปกติ

พลเรือโท อภิชาติ ทรัพย์ประเสริฐ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธินและ ผู้บัญชาการ ป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด

กล่าวถึงการโยกย้ายนาวาเอกธรรมนูญ วรรณา จาก ผบ.หน่วยเฉพาะนาวิกโยธินตราด (ผบ.ฉก.นย.ตราด) ไปเป็น ผบ.หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม กองทัพเรือ (นปท.ทร. ) ว่า  ผมเข้าใจดีว่าพี่น้องประชาชนคนไทยชื่นชม ทหารนักรบ  และ ถือว่า นาวาเอก ธรรมนูญ  ที่นำการสู้รบกับกัมพูชา นำ แผ่นดินไทยกลับคืนมา

นาวาเอก ธรรมนูญ ก็เป็นลูกน้องผม  ผมเป็นคนเลือกเขามาเป็น ผบ.ฉก.นย.ตราด เอง ผมเอง ก็ร่วมรบอยู่กับเขา ตลอดกว่า 20 วันที่ผ่านมา อยู่กับเขา  ช่วยกันคิดวางแผนแก้ปัญหาตลอด ไม่ได้นอนด้วยกัน  จึงไม่ใช่เป็นการกลั่นแกล้ง หรือโยกย้าย เพราะมีความผิดแต่อย่างใด ไม่มีความผิด แต่เป็นการโยกย้าย  หลังจาก มีการขยับ  ผบ.นปท.ทร. คนเดิม  ไปเป็นรองนายพล  ตำแหน่งนี้ว่างลง ผมก็ได้พิจารณาแล้วว่า นาวาเอกธรรมนูญ  เหมาะสมเพราะทำงานชายแดน มาตลอดตั้งแต่ชายแดนใต้  มีความรู้เรื่องระเบิด จนมาอยู่ ฉก.นย.ตราด  โดยตำแหน่งนี้ คุมทั้ง จันทบุรีและ ตราด  และต้องทำงานร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ  (กองบัญชาการกองทัพไทย หรือ TMAC ด้วย

“ ตอนผม เป็น ผบ.ฉก.นย.ตราด ผมก็เป็น6  เดือน    มันเป็นตำแหน่งสนามที่มีการหมุนเวียน  เพราะผู้บังคับบัญชาก็ต้องขยับให้เหมาะสมกับสถานการณ์  ผมเป็นคน ตั้ง นาวาเอกธรรมนูญ  มาเป็น  ผู้การ ตราด เอง มาเตรียมการรบด้วยกัน และผมก็อยู่กับเขาตลอดในห้วงการรบ 20 วัน  ที่ผ่านมา เขาก็เป็นลูกน้องผม ไม่ใช่จะไปกลั่นแกล้ง และไม่ใช่ย้าย เพราะมีความผิดใดๆ  แต่มีผลงาน รบเพื่อชาติมา แต่ตำแหน่งก็ต้องหมุนเวียนขยับกันไปตามวงรอบ  เพราะ “ผมไม่ได้เปลี่ยนม้ากลางศึก  แต่ช่วงนี้ น.อ.ธรรมนูญ รบเสร็จ รบชนะแล้ว ยึดคืนแผ่นดินไทยได้แล้ว  สถานการณ์ก็เปลี่ยนไป จึงให้นาวาเอกธรรมนูญ  ได้เปลี่ยนหน้าที่ เพราะการประจำอยู่หน้าแนวในสถานการณ์แบบนี้  ก็ย่อมเครียด และมีปัญหาให้แก้ไขตลอด และตำแหน่ง “ผบ.นปท.ทร.” จะได้ “พสร. ” ด้วย  แล้วผมกำลัง จะเสนอเพิ่มขั้น ให้ด้วย  ผมดูแลลูกน้อง”

ผมรู้อยู่แล้วว่า ถ้าโยกย้าย นาวาเอกธรรมนูญ  ก็คงมีประชาชนไม่พอใจ หรือทัวร์ลงผม แต่มันเป็นการจัดวางตัวบุคคลให้เหมาะสมกับสถานการณ์ และเป็นการหมุนเวียน ตำแหน่งตามปกติของนาวิกโยธิน และ กปชจต. และยืนยันว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องเผชิญหน้า อะไรกับฝ่ายทหารกัมพูชา เพราะถือว่า นาวาเอกธรรมนูญ ได้ทำหน้าที่ ตามสไตล์ของเขา ที่เป็นแนวนักรบ อยู่แล้ว  แต่มันเป็นวงรอบ พอดี
ให้นาวาเอกธรรมนูญ  ได้ไปทำหน้าที่  “ผบ.นปท.ทร” ที่ดูแลทั้ง จันทบุรีและตราดรวมถึงต้องทำงานประสานกับศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ  กองบัญชาการกองทัพไทย หรือTMAC ด้วย
ขณะที่ นาวาเอก ธรรมนูญ  วรรณา  กล่าวขอบคุณชาว จันทบุรี-ตราด ที่ช่วยให้เราสามารถนำบ้าน 3 หลัง กลับคืนมาได้


ส่วนสาเหตุที่แท้จริง นั้น ผมตอบไม่ได้  ว่าเพราะอะไร
แต่ยอมรับว่า  บางครั้ง ผมก็ดื้อเหมือนกัน แต่ก็ทำไป เพื่ออธิปไตยของประเทศชาติ ที่ผ่านมา ผมก็ทำในสิ่งที่เหมาะสม  เพราะผมต้องดูแลลูกน้อง ให้ปลอแภัยและ ภารกิจสำเร็จ“  นาวาเอก ธรรมนูญ  กล่าว


ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=26505379069093867&id=100001454030105&rdid=qf9mV5vTTuJqxKiD#

 

“เรือฟริเกต” ไทยคืบหน้า กองทัพเรือเร่งโครงการเรือฟริเกต ชูต่อในประเทศไม่น้อยกว่า 20% เปิดแข่งขันเป็นธรรม 11 บริษัททั่วโลกเข้าชิง โปร่งใส เปิดกว้าง ใช้ผู้สังเกตการณ์

กองทัพเรือเดินหน้าโครงการจัดหาเรือฟริเกต กำหนดต่อเรือในประเทศไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 พร้อมเปิดภาคประชาชนร่วมสังเกตการณ์ทุกขั้นตอน

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ขอชี้แจงความก้าวหน้าของโครงการจัดหาเรือฟริเกต ซึ่งเป็นยุทโธปกรณ์หลักในการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศทางทะเล โดยขณะนี้กองทัพเรือได้ดำเนินการจัดทำ ขอบเขตของงาน (Terms of Reference: TOR) แล้วเสร็จเรียบร้อย โดยครอบคลุมทั้งด้านยุทธการ เทคโนโลยี ความคุ้มค่า และความสอดคล้องกับภารกิจของกองทัพเรือในปัจจุบันและอนาคต

ทั้งนี้ ใน TOR ดังกล่าว กองทัพเรือได้กำหนดเงื่อนไขสำคัญเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะ
การกำหนดให้มีการชดเชยทางด้านเศรษฐกิจและการส่งเสริมอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ เช่น สัดส่วนการต่อเรือภายในประเทศไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมต่อเรือของไทย สร้างงาน สร้างรายได้ และพัฒนาศักยภาพบุคลากรภายในประเทศ เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี และยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยในระยะยาว

ภายหลังการจัดทำ TOR แล้วเสร็จ กองทัพเรือได้มีหนังสือเชิญบริษัทที่มีศักยภาพในการต่อเรือฟริเกต และมีประสบการณ์ในระดับสากลจากทั้งยุโรปและเอเชีย จำนวน 11 บริษัท เข้าร่วมยื่นข้อเสนอ ได้แก่ DAMEN NAVAL (เนเธอร์แลนด์) NAVANTIA (สเปน) FINCANTIERI (อิตาลี) TAIS Shipyards และ ASFAT (ตุรกี) ST Engineering Marine (สิงคโปร์) Hanwha Ocean, SK Oceanplant และ Hyundai Heavy Industries (สาธารณรัฐเกาหลี) CSTC (จีน) และ ROSOBORONEXPORT (รัสเซีย) โดยกำหนดรับข้อเสนอใน 21 เมษายนนี้

การดำเนินโครงการดังกล่าวเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่มุ่งเน้น ความโปร่งใส เปิดกว้าง และการแข่งขันอย่างเป็นธรรม เพื่อให้กองทัพเรือได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด ทั้งในด้านขีดความสามารถของเรือ ความคุ้มค่าในระยะยาว และผลประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ นอกจากนี้ กองทัพเรือยังให้ความสำคัญกับความโปร่งใส โดยได้เปิดให้มี ผู้สังเกตการณ์ภาคประชาชนจากองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ตามข้อตกลงคุณธรรมที่กองทัพเรือได้ลงนามร่วมกับกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง เพื่อติดตามกระบวนการจัดหาตั้งแต่ขั้นตอนการจัดทำ TOR การเชิญชวน การยื่นข้อเสนอ การพิจารณาคัดเลือก ตลอดจนถึงขั้นตอนการบริหารสัญญา เพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างความเชื่อมั่นแก่สาธารณชน

กองทัพเรือขอยืนยันว่า โครงการจัดหาเรือฟริเกตครั้งนี้ เป็นการดำเนินการอย่างมีขั้นตอน ชัดเจน ตรวจสอบได้ และยึดถือ ผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ พร้อมมุ่งเสริมสร้างความมั่นคงทางทะเล และพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ
8 เมษายน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top