Friday, 5 June 2026
กรุงเทพมหานคร

29 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ‘ตึกมหานคร’ แลนด์มาร์กสูงเสียดฟ้าเปิดใช้งานครั้งแรก ปัจจุบันรั้งอันดับ 2 อาคารสูงที่สุดในประเทศไทย

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2559 'ตึกมหานคร' ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นอาคารสูงที่สุดในประเทศไทยในเวลานั้น (314.2 เมตร 77 ชั้น) ได้เปิดใช้งานอย่างเป็นทางการ ด้วยงาน “มหานคร แบงคอก ไรซ์ซิ่ง เดอะ ไนท์ ออฟ ไลท์” พร้อมการแสดงแสง สี เสียง สุดอลังการ ทำให้ตึกแห่งนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ใหม่ใจกลางกรุงเทพฯ

ตึกมหานคร หรือชื่อปัจจุบัน 'คิง เพาเวอร์ มหานคร' ถูกออกแบบให้เป็นคอมเพล็กซ์ครบวงจร ทั้งโรงแรมแบงคอก เอดิชัน ห้องชุดพักอาศัยสุดหรูโดยกลุ่มริทซ์-คาร์ลตัน รวมถึง 'มหานคร สกายวอล์ก' จุดชมวิว 360 องศา และสกายบาร์บนชั้น 74–78 ที่กลายเป็นจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2561 แชมป์อาคารสูงที่สุดของไทยตกไปอยู่กับ “แมกโนเลียส์ วอเตอร์ฟร้อนท์ เรสซิเดนเซส” (ไอคอนสยาม เรสซิเดนเซส ทาวเวอร์ A) ที่สูงถึง 317.95 เมตร ทำให้ตึกมหานครกลายเป็นอาคารสูงอันดับ 2 ของประเทศ แต่ยังคงโดดเด่นด้วยดีไซน์แหว่งเสมือนริบบิ้น 3 มิติที่เป็นเอกลักษณ์

ปัจจุบัน คิง เพาเวอร์ เข้ามาบริหารและพัฒนาตึกมหานครเต็มรูปแบบ พร้อมผลักดันให้แลนด์มาร์กแห่งนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของกรุงเทพฯ ทั้งในด้านการชมวิว ชอปปิง และไลฟ์สไตล์ระดับโลก สร้างสีสันให้กับเมืองหลวงของไทย

‘ชัชชาติ’ ลงพื้นที่ตรวจถนนทรุดหน้า รพ.วชิรพยาบาล สั่งตั้งวอร์รูมเฝ้าระวัง!! หวั่นฝนตกซ้ำทำดินทรุดเพิ่ม

(24 ก.ย. 68) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ตรวจสอบถนนทรุดหน้ารพ.วชิรพยาบาล พร้อมเปิดเผยว่าจุดเกิดเหตุเกิดจากการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายม่วงใต้ โดยเป็นจุดรอยต่อระหว่างอุโมงค์กับสถานี ทำให้ดินยุบตัวและไหลเข้ามาในอุโมงค์ ส่งผลให้ท่อประปาแตกและเกิดหลุมลึกบริเวณสถานี

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ระบุว่า อุโมงค์และอาคารรอบข้างส่วนใหญ่มีความมั่นคง แต่สถานีตำรวจสามเสนยังถือเป็นจุดเสี่ยง เพราะไม่มีกำแพงกันดิน ทำให้เห็นเสาเข็มชัดเจน และอาจเกิดอันตรายหากฝนตกซ้ำ จึงสั่งตั้งวอร์รูมประเมินสถานการณ์ พร้อมสั่งการให้หยุดจ่ายน้ำ ตัดไฟ และติดตั้งกล้อง CCTV เพื่อตรวจสอบความเคลื่อนตัวของดิน

นอกจากนี้ กทม. ร่วมกับผู้รับเหมาและการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ประเมินอาคารรอบพื้นที่และตรวจสอบท่อประปา เพื่อป้องกันความเสียหายเพิ่มเติม และวางมาตรการความปลอดภัยรอบจุดอันตราย ขณะที่ถนนบางส่วนยังสามารถเบี่ยงเลี่ยงได้ ทำให้การจราจรไม่ติดขัดมากนัก

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ระบุเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บ และยังไม่สามารถสรุปสาเหตุแน่ชัด ต้องเฝ้าติดตามและป้องกันดินทรุดเพิ่มเติม โดยเฉพาะพื้นที่ลึกประมาณ 50–100 เมตร ซึ่งถือเป็นจุดเสี่ยงหลัก และจะใช้เวลาในการแก้ไขค่อนข้างนาน เน้นความปลอดภัยเป็นลำดับแรก

สำหรับผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลวชิรพยาบาลจะงดให้บริการชั่วคราวประมาณ 2 วันเพื่อความปลอดภัย ขณะที่ผู้ป่วยในยังให้บริการตามปกติ ส่วนผู้ป่วยนอกจะถูกนัดไปโรงพยาบาลอื่น ทั้งนี้ กทม. ยืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและแจ้งความคืบหน้าให้ทราบต่อไป

อุโมงค์-เครื่องสูบน้ำ-ท่อครบ แต่คนยังต้องลุยน้ำไม่เปลี่ยน งบระบายน้ำ "หลายหมื่นล้าน" หายไปไหน? ถึงเวลาถามหาความจริงจากผู้มีอำนาจ

กรุงเทพน้ำท่วมซ้ำจุดเดิม: งบระบายน้ำหลายหมื่นล้านหายไปไหน?
ทุกครั้งที่ฝนเทลงมากลางกรุงเทพฯ ภาพที่คนเมืองเห็นไม่ค่อยเปลี่ยนเท่าไหร่  

- แจ้งวัฒนะ หน้าห้าง–หน้าด่านทางด่วน กลายเป็นคลองเฉพาะกิจ  
- รัชดาภิเษก แถวหน้าธนาคารใหญ่ น้ำท่วมซ้ำจนคนจำได้โดยไม่ต้องเปิดข่าว  
- พระราม 9 ซอยลึก ๆ อย่างซอย 7–ทวีมิตร กลายเป็นสระน้ำภาคบังคับของคนทำงานย่านนั้น  

คำถามที่ดังขึ้นทุกปีคือ  
 
> “ในเมื่อ กทม. ประกาศทุ่มงบระบายน้ำ–ป้องกันน้ำท่วมไปแล้วหลายหมื่นล้าน  
> ทำไมคนกรุงยังต้องเดินลุยน้ำจุดเดิมซ้ำ ๆ อยู่ดี?”  

บทความชิ้นนี้ไม่ได้จะบอกว่า “งบหาย” ในความหมายทางคดี  
แต่จะชวนผู้อ่าน TST ถามพร้อมกันว่า  
**เมื่อโครงสร้างพื้นฐาน–เครื่องสูบน้ำ–อุโมงค์ระบายน้ำ–โครงการระบายน้ำรวม ๆ กันแตะหลัก “หลายหมื่นล้านบาท” แล้ว  
ทำไมประสบการณ์ของคนกรุงเทพยังรู้สึกว่าเมืองนี้ “น้ำท่วมซ้ำจุดเดิม” แทบไม่เปลี่ยน**

งบหลายหมื่นล้าน: ตัวเลขบนกระดาษที่คนกรุงไม่ค่อยได้เห็นหน้า

ถ้าดูเฉพาะ “ตัวเลขงบประมาณ” ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่า กทม. ไม่ได้ขาดเงินด้านนี้เลย  

- งบประมาณปี 2568 (FY2025) ของ กทม. รวมกว่า **90,770 ล้านบาท**  
 โดย “สำนักการระบายน้ำ” ได้งบราว **7,080 ล้านบาท** ซึ่งเป็นหนึ่งใน 3 หน่วยที่ได้งบมากที่สุดร่วมกับโยธาและการแพทย์  
- นอกจากนี้ ป.ป.ช. ยังเปิดข้อมูลว่า  
 มีโครงการของ **สำนักการโยธา, สำนักการระบายน้ำ และสำนักสิ่งแวดล้อม** รวม **31 โครงการ**  
 ใช้งบร่วมกันถึง **43,460 ล้านบาท** อยู่ในขอบเขตการประเมินด้านความโปร่งใสกับเอกชนคู่สัญญา  

แปลไทยเป็นไทยคือ  
> แค่กลุ่มงานโยธา–ระบายน้ำ–สิ่งแวดล้อมของ กทม.  
> ก็มีเม็ดเงินวิ่งอยู่ในระบบ **ระดับหลายหมื่นล้านบาท** ในช่วงไม่กี่ปีนี้  

ถามกลับมาที่คนอ่านง่าย ๆ  
 
- ในฐานะคนกรุงเทพ เรารู้สึกไหมว่า “เมืองระบายน้ำดีขึ้นเยอะตามระดับตัวเลขงบประมาณ”?  
- หรือเรายังจำจุดเดิมที่ต้องลุ้นทุกครั้งที่กรมอุตุฯ ประกาศ “ฝนหนักในกรุงเทพและปริมณฑล” ได้เหมือนเดิมทุกปี?

เครื่องมือพร้อมกว่าที่เคย: อุโมงค์ 4 แห่ง ปั๊ม 200 สถานี แต่…  
 
ฝั่งตัวเลข “เครื่องมือ” กทม. ก็ไม่ได้น้อยหน้าใครเหมือนกัน  
 
รายงานล่าสุดของสำนักการระบายน้ำระบุว่า เมืองนี้มีอาวุธหลัก ๆ เช่น  

- **อุโมงค์ระบายน้ำ 4 แห่ง**  
- **สถานีสูบน้ำราว 200 แห่ง**  
- **ประตูระบายน้ำกว่า 240 จุด**  
- **บ่อพักน้ำ–บ่อสูบน้ำกว่า 300 บ่อ**  
- โครงการเสริมแนวคันกั้นน้ำริมเจ้าพระยา–คลองสายหลัก ความยาวกว่า **80 กิโลเมตร** สูงกว่าน้ำท่วมปี 54  
- แผน “เปิดทางน้ำ” ใน **1,300 คลอง** และล้างท่อระบายน้ำยาวรวม **4,300 กิโลเมตร**  
- ประกาศว่า “ปิดจุดเสี่ยงน้ำท่วมกว่า 60 จุดทั่วกรุงเทพฯ แล้ว”  

ถ้าดูจากเอกสารและงานแถลงข่าว เมืองนี้เหมือน “เตรียมพร้อมเต็มระบบ”  

แต่ในโลกจริง คนขับรถ–ไรเดอร์–แม่ค้า–มนุษย์ออฟฟิศยังต้องถามตัวเองทุกปีว่า  
 
> “ถ้าอุปกรณ์พร้อมขนาดนี้ แล้วทำไมแยกเดิม ซอยเดิมยังท่วมภายในเวลาไม่กี่สิบนาทีหลังฝนตก?” 


น้ำท่วมซ้ำจุดเดิม: ปัญหารั่วไหลที่ไม่ได้อยู่แค่ในท่อ
 
ลองดูตัวอย่าง “จุดท่วมซ้ำซาก” ตามข้อมูลทั้งจากสำนักการระบายน้ำ และสื่อหลายแห่ง  

**แจ้งวัฒนะ**  
 ช่วงคลองประปา–คลองเปรมประชากร, หน้าแม็คโคร–ห้างใหญ่–ทางขึ้นทางด่วน  
 กลายเป็นภาพจำทุกครั้งที่ฝนมาหนัก  
- **รัชดาภิเษก**  
 แถวหน้าธนาคารใหญ่/แยกสำคัญ น้ำขังเร็ว เพราะพื้นผิวถนนเป็นแอ่งและท่อรับน้ำรองไม่ทัน  
- **พระราม 9 – ซอยเอกชน**  
 อย่างซอย 7 (ทวีมิตร) เคยถูกชี้ว่าเป็นพื้นที่เอกชนที่ กทม. ช่วยได้จำกัด ต้องอาศัยการสูบน้ำหน้าปากซอยเป็นหลัก  
- **โซนตะวันออก–โซนเหนือของกรุงเทพฯ**  
 ถูกขึ้นทะเบียนเป็น “พื้นที่ลุ่มรับน้ำ–จุดเสี่ยงน้ำท่วม” ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในรายงานต่าง ๆ รวมถึงแผนที่เสี่ยงอุทกภัยของ กทม. เอง  

จุดร่วมของพื้นที่เหล่านี้คืออะไร?
 
1. **ถูกบันทึกเป็น “จุดเสี่ยง–จุดเฝ้าระวัง” มาหลายปี**  
2. **มีการลงแก้ไขเชิงโครงการอยู่บ้าง** – ขยายท่อ, เสริมปั๊ม, ทำบ่อพัก  
3. แต่ในสายตาคนใช้ถนน–คนอยู่แถวนั้น “สภาพหลังฝนหนักยังเหมือนเดิม”  

นี่คือช่องว่างระหว่างคำว่า  
 
> “เรามีแผนแก้ไขและดำเนินการแล้ว”  
> กับ  
> “คนในพื้นที่รู้สึกว่าปัญหาถูกแก้จริงหรือยัง”

4 รูรั่วของระบบ ที่เงินอย่างเดียวอาจอุดไม่ได้
 
เมื่อมองจากมุมคนเมือง จะเห็น “รูรั่ว” ของระบบระบายน้ำกรุงเทพอย่างน้อย 4 จุดใหญ่ ๆ  

1) ผังเมือง–การถมที่–ถนนที่กลายเป็นเขื่อน
 
แม้จะมีท่อ–ปั๊ม–บ่อพักมากขึ้น แต่ถ้าผังเมืองยังเปิดทางให้  
 
- ถมที่สูงบังทางน้ำ  
- สร้างหมู่บ้าน–คอนโด–ศูนย์การค้า โดยไม่เว้นพื้นที่รับน้ำ  
- สร้างถนนแบบ “คันกั้นน้ำ” แต่ลืมทำช่องระบายให้เพียงพอ  
 
น้ำก็จะวนกลับมาท่วมอยู่ดี  
และนี่คือโจทย์ที่ “งบระบายน้ำ” จัดการไม่ได้ ถ้าไม่กล้าปรับกติกาเรื่องการใช้ที่ดินอย่างจริงจัง

2) พื้นที่เอกชนที่รัฐเข้าไปแทบไม่ได้
 
บางจุดท่วมซ้ำซาก เพราะอยู่ในที่เอกชนลึก ๆ  
- ท่อสาธารณะเข้าไม่ถึง  
- รถสูบน้ำเข้าได้เฉพาะหน้าปากซอย  
- การจะทำท่อ–บ่อพักเพิ่ม ต้องเจรจาเจ้าของที่ ซึ่งไม่ใช่ทุกคนจะยอม  
 
สุดท้าย กทม. แก้ได้แค่ “ปลายท่อ”  
แต่ต้นเหตุอยู่ในที่เอกชน ที่คนในซอยต้องรับชะตากรรมเอง

3) การบำรุงรักษา–ขยะ–การใช้งานจริง
 
หลายครั้งปัญหาไม่ใช่ว่า “ไม่มีท่อ” หรือ “ไม่มีปั๊ม”  
แต่คือ  
 
- ตะแกรงท่ออุดตันด้วยขยะ  
- คลองเต็มไปด้วยวัชพืช–สิ่งปลูกสร้างรุกล้ำ  
- ปั๊มบางจุดเก่า–เสีย–กำลังไม่พอ ในวันที่ฝนเกินค่าที่ออกแบบไว้  
 
ภาพเจ้าหน้าที่คุ้ยขยะหน้าท่อ ดูดน้ำออกจากฝาท่อทุกครั้งที่ฝนตกหนัก คือหลักฐานว่า  
 
> เงินซื้อเครื่องมือได้  
> แต่การดูแลเครื่องมือในชีวิตจริงไม่เคยง่าย และไม่ค่อยถูกพูดถึงเท่ารูปพิธีเปิดโครงการ

4) ความโปร่งใส–การติดตามผลที่คนทั่วไปแตะไม่ถึง
 
แม้ ป.ป.ช. จะเปิดข้อมูลว่าโครงการด้านโยธา–ระบายน้ำ–สิ่งแวดล้อมของ กทม. มูลค่ารวมกว่า **43,460 ล้านบาท** ถูกนำเข้ากรอบประเมินความโปร่งใสและวัฒนธรรมต้านคอร์รัปชันแล้ว  

คำถามคือ  
 
- คนกรุงเทพ **เข้าถึงข้อมูลระดับ “โครงการไหน ทำอะไร ที่ไหน งบเท่าไหร่ ผลลัพธ์คืออะไร” ได้ขนาดไหน?**  
- มีระบบติดตามผลแบบเปิดเผยให้คนในพื้นที่ร่วมให้คะแนนหรือไม่  
- หรือทุกอย่างยังจบที่ไฟล์ PDF ในเว็บไซต์ราชการกับงานแถลงข่าวไม่กี่ครั้งต่อปี
 
ถ้าเราไม่รู้ว่าโครงการ 1,000 ล้านทำอะไรที่ไหน  
ก็ยากจะถามต่อได้ว่า “เงินที่ลงไป แก้ปัญหาจริงไหม หรือแค่เปลี่ยนจากน้ำท่วมเป็นป้ายโครงการสวย ๆ”

งบไม่หาย แต่คำตอบหาย: 4 คำถามที่คนกรุงควรต้องได้คำตอบ
 
เวลาพูดว่า “งบระบายน้ำหลายหมื่นล้านหายไปไหน”  
เราควรแปลงประโยคให้คมและแฟร์ขึ้นเป็นคำถาม 4 ข้อแบบตรง ๆ ว่า  
 
1. **งบที่ลงไปแล้ว เปลี่ยนสถิติ “จุดท่วมซ้ำซาก” ได้แค่ไหน?**  
  - มีจุดไหนบ้างที่เคยติดลิสต์เสี่ยง แล้ววันนี้หลุดออกจากลิสต์อย่างยั่งยืน  
2. **โครงการใหญ่ ๆ ที่ใช้เงินก้อนโต มีตัวชี้วัดผลลัพธ์ที่คนกรุงสัมผัสได้ชัดเจนหรือไม่?**  
  - เช่น เวลาระบายน้ำลดลงจากกี่ชั่วโมงเหลือกี่นาที ไม่ใช่แค่รูปตัดริบบิ้น  
3. **ข้อมูลโครงการ–พื้นที่–งบประมาณ เปิดให้คนในพื้นที่ตรวจสอบได้จริงแค่ไหน?**  
  - ถ้าเราเป็นคนแจ้งวัฒนะ จะเข้าไปดูได้ไหมว่า “ตรงหน้าบ้านเรา ปีนี้มีโครงการอะไรลงมาบ้าง”  
4. **การถอดบทเรียนหลังฝนใหญ่แต่ละครั้ง ถูกแปลงเป็น action จริงแค่ไหน?**  
  - หลังเหตุการณ์ 3–4 พ.ย. 2568 ที่แจ้งวัฒนะ–เมืองทองจมอีกครั้ง มีอะไรเปลี่ยนจริงบ้างนอกจากโพสต์รายงานสถานการณ์ในเพจ?  

ถ้ารัฐตอบได้ดี  
คำว่า “งบหาย” จะค่อย ๆ แปรรูปเป็นความเชื่อมั่นว่า “งบถูกใช้”  
 
แต่วันนี้ คนกรุงเทพจำนวนไม่น้อยยังรู้สึกว่า  
 
> งบอยู่ในเอกสาร  
> แต่น้ำอยู่ในรองเท้าเรา  

จาก “ท่อ–ปั๊ม–อุโมงค์” สู่ “เมืองที่กล้าปรับกติกาให้คนอยู่กับน้ำได้”
 
สุดท้ายแล้ว ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพไม่ใช่แค่เรื่องขนาดท่อ หรือจำนวนปั๊ม  

มันคือสามเหลี่ยมระหว่าง  
 
1. **ผังเมือง–การใช้ที่ดิน**  
2. **โครงสร้างพื้นฐาน–ระบบระบายน้ำ**  
3. **ธรรมาภิบาล–การมีส่วนร่วมของประชาชน**
 
ถ้าโฟกัสแต่ข้อ 2 แล้วไม่แตะข้อ 1 และ 3 เลย  
ต่อให้งบระบายน้ำโตแค่ไหน คนกรุงเทพก็จะยืนอยู่จุดเดิมเวลาเข้าฤดูฝน  
 
คำถามที่ควรโยนกลับไปถึงผู้มีอำนาจในเมืองนี้จึงไม่ใช่แค่  
 
> “จะเพิ่มปั๊มอีกกี่เครื่อง จะขุดอุโมงค์อีกกี่เส้น?”  


แต่ต้องรวมถึงว่า  
 
- **จะกล้าปรับผังเมือง–กติกาการถมที่–การออกใบอนุญาตก่อสร้าง อย่างที่ให้ “น้ำมีทางไป” จริง ๆ หรือไม่?**  
- **จะเปิดข้อมูลทุกโครงการ–ทุกบาท ให้คนกรุงเทพช่วยกันจับผิดและชี้จุดปรับปรุงได้แค่ไหน?**  

เพราะสุดท้าย  
 
> น้ำท่วมซ้ำจุดเดิม…ไม่ได้แปลว่า “ท่อไม่มี”  
> แต่มันอาจกำลังบอกเราว่า **“เมืองนี้กล้าเปลี่ยนได้แค่งบประมาณ แต่ยังไม่กล้าเปลี่ยนกติกา”**  

และตราบใดที่คำตอบเหล่านี้ยังไม่ชัด  
หัวข้ออย่าง **“กรุงเทพน้ำท่วมซ้ำจุดเดิม: งบระบายน้ำหลายหมื่นล้านหายไปไหน?”**  
ก็จะยังเป็นคำถามที่คนกรุงเทพต้องถามซ้ำ…พอ ๆ กับที่น้ำท่วมซ้ำจุดเดิมทุกปี

31 ธันวาคม 2549 ปีใหม่ที่ไม่ได้มีแค่พลุ ย้อนคืนระเบิดป่วนกรุง เคาท์ดาวน์กรุงเทพฯจบด้วยเสียงไซเรน คดีไม่มีคำตอบ ผู้คนยังจดจำเหตุการณ์

คืนวันที่ 31 ธันวาคม 2549 กรุงเทพมหานครถูกสั่นสะเทือนจากเหตุระเบิดหลายจุดทั่วเมือง ก่อนงานเคาท์ดาวน์ที่จะจัดขึ้น ส่งผลให้คืนสิ้นปีเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความสับสนในหมู่ประชาชน

ระเบิดแรกเกิดขึ้นประมาณ 18.00 น. ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ แยกสะพานควาย ตลาดคลองเตย รวมถึงฝั่งชานเมืองอย่างซีคอนสแควร์และแคราย ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย บาดเจ็บกว่า 30 คน ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ สร้างความวุ่นวายและทำลายภาพลักษณ์ความปลอดภัยของกรุงเทพฯ

หลังเคาท์ดาวน์ มีระเบิดเพิ่มอีก 2 จุดบริเวณย่านประตูน้ำและใกล้ห้าง CentralWorld ส่งผลให้ต้องยกเลิกหรือปรับลดขนาดงานปีใหม่ในหลายพื้นที่ ผู้ว่าฯ กทม.ขอให้ประชาชนนับถอยหลังปีใหม่แบบสั้น ๆ และรีบแยกย้ายกลับบ้านเพื่อความปลอดภัย พร้อมย้ำ "นี่ไม่ใช่คืนแห่งความสุข แต่เป็นคืนที่ต้องระวัง"

เหตุการณ์นี้ยังไม่มีคำตอบชัดเจนเกี่ยวกับผู้ก่อเหตุ สังคมตั้งคำถามและความสงสัยหลากหลายถึงแรงจูงใจ เบื้องหลังเหตุการณ์ยังเป็นปริศนาไม่เคยคลี่คลาย การจัดงานปีใหม่ในกรุงเทพฯ หลังจากนั้นจึงเข้มงวดเรื่องความปลอดภัยมากขึ้น การวางกำลังตำรวจทหารและตรวจสอบอย่างเข้มงวดกลายเป็นมาตรฐานใหม่

ภาพจำของคืนปีใหม่ 2549 ยังคงฝังลึกในใจผู้ที่เผชิญเหตุการณ์ดังกล่าว และกลายเป็นบทเรียนสำคัญของการจัดงานเคาท์ดาวน์ในประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน

ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%9E%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3_%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2549

'ชัชชาติ' เผยข่าวดี!! สถานการณ์ PM2.5 ปีนี้ดีขึ้นชัดเจน ชี้มาตรการคุมรถ-พื้นที่สีเขียว-WFH เริ่มเห็นผล จับมือ 'อุตสาหกรรม' สกัดฝุ่นจากโรงงาน เดินหน้าคืนอากาศบริสุทธิ์ให้คนกรุง

กทม. เผยสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ปีนี้แนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่อง จำนวนวันเกินมาตรฐานลดลง 40% ค่าเฉลี่ยฝุ่นลดลง 12% เพราะความร่วมมือทุกภาคส่วนทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดรอบข้าง

(6 ม.ค. 69) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม แถลงข่าว “การยกระดับมาตรการจัดการมลพิษทางอากาศในพื้นที่กรุงเทพมหานคร” เดินหน้าแก้ปัญหา PM2.5 ทั้งระบบ ครอบคลุมยานพาหนะ โรงงาน และการคุ้มครองสุขภาพประชาชน ณ ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) เขตพระนคร

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เผยว่าภาพรวมสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในปีนี้ พบว่ามีแนวโน้มดีขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ทั้งในด้านจำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานและค่าเฉลี่ย      ความเข้มข้นของฝุ่น โดยเป็นผลจากการดำเนินมาตรการเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน      ทั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดโดยรอบ

ตัวเลขสะท้อนผลลัพธ์ที่ดีขึ้น
จากการติดตามและประมวลผลข้อมูลคุณภาพอากาศ พบว่า จำนวนวันที่ค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐาน ลดลงร้อยละ 40 ขณะที่ค่าเฉลี่ยความเข้มข้นของ PM2.5 ลดลงร้อยละ 12 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงประสิทธิผลของมาตรการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษและการบริหารจัดการสถานการณ์ฝุ่นของกรุงเทพมหานครในภาพรวม

ความร่วมมือข้ามจังหวัด ลดฝุ่นจากต้นทาง
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้สถานการณ์ฝุ่นดีขึ้น คือความร่วมมือระหว่างกรุงเทพมหานครกับจังหวัดในภาคกลางและภาคตะวันออก ในการควบคุมการเผาในพื้นที่เกษตร โดยข้อมูลจุดความร้อน (Hotspot) พบว่า จำนวนจุดเผาในพื้นที่ดังกล่าวลดลงร้อยละ 28 ความร่วมมือเชิงบูรณาการระหว่างหลายจังหวัดช่วยลดผลกระทบของฝุ่นจากพื้นที่ต้นลมที่ส่งผลต่อกรุงเทพมหานครได้อย่างเป็นรูปธรรม

คุมรถเข้ม ลดฝุ่นจากการจราจร
กรุงเทพมหานครได้ยกระดับความเข้มงวดในการควบคุมรถควันดำ โดยปรับค่ามาตรฐานควันดำจากเดิมไม่เกินร้อยละ 30 เหลือไม่เกินร้อยละ 20 ส่งผลให้การตรวจจับมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสามารถจับกุมรถที่มีค่าควันดำเกินมาตรฐานเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 3.5 เท่า

นอกจากนี้ ยังได้ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านโครงการ “รถคันนี้ #ลดฝุ่น” ซึ่งปัจจุบันมีรถเข้าร่วมโครงการแล้ว 186,095 คัน สามารถช่วยลดการปล่อยมลพิษจากภาคการจราจรได้ประมาณร้อยละ 9.3

WFH ช่วยลดรถ ลดฝุ่น
มาตรการ Work From Home ที่กรุงเทพมหานครประกาศใช้ในช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม มีส่วนช่วยลดปริมาณการจราจรในพื้นที่กรุงเทพมหานครอย่างเห็นผล โดยพบว่าสามารถลดปริมาณการจราจรเฉลี่ยได้ร้อยละ 8.5 ส่งผลให้ค่าฝุ่น PM2.5 ลดลงจากค่าเฉลี่ย 47.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม เหลือ 19.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ในวันที่ 5 ธันวาคม หรือคิดเป็นการลดลงร้อยละ 58

เพิ่มพื้นที่สีเขียว เสริมการป้องกันฝุ่น
ในส่วนของการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ภายใต้นโยบายปลูกต้นไม้ล้านต้น ปัจจุบันกรุงเทพมหานครปลูกต้นไม้ไปแล้วรวม 2,326,667 ต้น เป็นไม้ยืนต้น 1,377,340 ต้น โดยในจำนวนนี้มี 932,452 ต้น ที่ปลูกเชิงยุทธศาสตร์ในพื้นที่กรุงเทพฯ     ฝั่งตะวันออก เพื่อทำหน้าที่เป็นกำแพงสีเขียวช่วยลดฝุ่นที่พัดมาจากจังหวัดต้นลม นอกจากนี้ ยังได้เพิ่มสวน 15 นาทีแล้วรวมทั้งสิ้น 441 แห่ง

เดินหน้ามาตรการต่อเนื่อง
กรุงเทพมหานครยืนยันว่าจะเดินหน้ามาตรการจัดการปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างต่อเนื่อง ทั้งการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษในเมือง การทำงานร่วมกับจังหวัดรอบข้าง และการส่งเสริมความร่วมมือจากประชาชน เพื่อยกระดับคุณภาพอากาศของกรุงเทพมหานครให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน โดยย้ำว่า ตัวเลขที่ดีขึ้นสะท้อนว่า การแก้ปัญหาฝุ่นต้องทำทั้งระบบ และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

ผสานพลังกระทรวงอุตสาหกรรม คุมเข้มปล่องระบายมลพิษ
ขณะเดียวกัน กรุงเทพมหานครยังร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม ยกระดับมาตรการควบคุมมลพิษจากภาคโรงงาน โดยปรับปรุงมาตรฐานการระบายมลพิษจากปล่องหม้อน้ำในเขตกรุงเทพมหานครให้เข้มงวดขึ้น และกำหนดให้โรงงานติดตั้งระบบตรวจวัดมลพิษอากาศอัตโนมัติ (Continuous Emission Monitoring System: CEMS) พร้อมรายงานผลแบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการกำกับดูแล

ด้านนายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ระบุว่าได้มีการยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมเพื่อสนับสนุนนโยบายอากาศสะอาด โดยเฉพาะการออกประกาศเกณฑ์มาตรฐานค่าสารเจือปนในอากาศจากปล่องหม้อน้ำในเขตกรุงเทพฯ พ.ศ. 2568 ให้มีความเข้มข้นมากขึ้น "เรากำหนดให้โรงงานในพื้นที่กรุงเทพฯ ต้องติดตั้งระบบตรวจวัดมลพิษอากาศจากปล่องแบบอัตโนมัติ (CEMS) และรายงานผลแบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการกำกับดูแล ควบคู่กับการควบคุมการเผาอ้อยเพื่อลดปัญหาฝุ่นในช่วงเทศกาลสำคัญยั่งยืน" ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าว

กรุงเทพครองแชมป์ เมืองที่ดีที่สุดในเอเชีย 2026 เฉือนชนะ โตเกียว สิงคโปร์ ครบเครื่องกินเที่ยวพัก มัดใจนักท่องเที่ยวทั่วโลก

(10 มี.ค. 69) กรุงเทพมหานครได้รับการยกย่องให้เป็น "เมืองที่ดีที่สุดในเอเชีย 2026" โดยนิตยสาร DestinAsian ในการประกาศผลรางวัล Readers’ Choice Awards ซึ่งเฉือนเอาชนะคู่แข่งสำคัญอย่างโตเกียว และสิงคโปร์ไปอย่างภาคภูมิใจ

นาย'เอกวรัญญู อัมระปาล' โฆษกของกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า "กรุงเทพฯ คว้ารางวัลครั้งนี้เพราะเมืองมีเสน่ห์ที่ลงตัว ผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมดั้งเดิมกับความทันสมัยได้อย่างน่าทึ่ง และยังเป็นสวรรค์ของนักกิน ตั้งแต่สตรีทฟู้ดระดับโลก ไปจนถึงร้านอาหารไฮเอนด์ที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์"

นอกจากนี้ กรุงเทพฯ ยังเสนอประสบการณ์หลากหลายเพื่อตอบโจทย์นักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม ทั้งโรงแรมหรูระดับ Ultra-luxury ย่านศิลปะและสถานบันเทิงสุดฮิต พร้อมทั้งรับรองด้วย "จิตวิญญาณแห่งรอยยิ้ม" การต้อนรับที่ประทับใจ ตั้งแต่พี่วิน พี่ตุ๊กตุ๊ก ไปจนถึงพนักงานโรงแรม 5 ดาว

"กล่าวได้ว่า กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่เที่ยวสนุก กินอร่อย พักสบาย และมีเสน่ห์ไม่เหมือนใครในทุกหัวมุมถนน" โฆษก กทม. กล่าวทิ้งท้ายว่านี่คือแรงผลักดันสำคัญในการพัฒนาให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่น่าเที่ยวและน่าอยู่ยั่งยืนต่อไป

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1398733328955667&id=100064570394286&rdid=yr1KeGmAkNSr73tE#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top