Wednesday, 15 July 2026
WORLD

กัมพูชาโกยรายได้จาก ‘คอลเซ็นเตอร์-สแกมเมอร์’ พุ่งแตะ 6.2 แสนล้านบาทต่อปี เพิ่มขึ้น 85% จากปี 67

(11 มิ.ย. 68) กรมสรรพากรของกัมพูชาเปิดเผยว่า รายได้จากแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ในประเทศสูงถึง 60% ของ GDP หรือประมาณ 620,000 ล้านบาทต่อปี กลายเป็นแหล่งรายได้หลักของรัฐบาล แซงหน้าอุตสาหกรรมสิ่งทอซึ่งเคยเป็นรายได้หลักดั้งเดิมของประเทศ

ในปี 2024 กัมพูชาเก็บภาษีจากธุรกิจกาสิโนและการพนันรวม 63.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2,061 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 85% จากปีก่อนหน้า โดยมีกาสิโนที่ได้รับใบอนุญาต 195 แห่ง ส่วนใหญ่อยู่บริเวณชายแดน เช่น บาเวตและปอยเปต เพื่อรองรับนักพนันต่างชาติ โดยเฉพาะชาวไทย

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากองค์กรต่างประเทศชี้ว่า อุตสาหกรรมอาชญากรรมไซเบอร์ในกัมพูชามีผู้เกี่ยวข้องกว่า 150,000 คน และเชื่อมโยงกับการค้ามนุษย์ข้ามชาติจากกว่า 70 ประเทศ โดยมีการฟอกเงินผ่านธุรกิจพนัน ส่งผลให้รัฐบาลฮุน เซน ถูกตั้งข้อสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือได้รับผลประโยชน์ทางตรงและทางอ้อม

ทั้งนี้ ภายใต้แรงกดดันจากข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา กองทัพไทยได้ใช้มาตรการตัดไฟฟ้า สัญญาณอินเทอร์เน็ต และจำกัดการข้ามแดน เพื่อกดดันอุตสาหกรรมผิดกฎหมาย ซึ่งถือเป็นรายได้หลักของกัมพูชา แม้รัฐบาลจะปฏิเสธความเกี่ยวข้อง แต่รายงานระบุว่ารายได้จากกิจกรรมเหล่านี้อาจถูกนำไปใช้ในโครงการของรัฐและการควบคุมทางการเมืองภายในประเทศ

เครื่องบินรบจีน J-36 เผยโฉมดุจหนังไซไฟ ผู้เชี่ยวชาญยกให้ น่าสนใจสุดในรอบหลายสิบปี

(10 มิ.ย. 68) ภาพล่าสุดของเครื่องบินรบล้ำยุค J-36 และ J-50 ของจีน จุดกระแสถกเถียงอีกครั้งถึงความก้าวหน้าทางอากาศของปักกิ่งในเวทีโลก โดยผู้เชี่ยวชาญหลายคนชี้ว่า จีนกำลังเข้าใกล้การครองความเป็นใหญ่ด้านอำนาจทางอากาศในยุคถัดไป

บิล สวีทแมน ผู้เชี่ยวชาญด้านอากาศยานให้สัมภาษณ์กับ South China Morning Post ว่า “ดีไซน์ของ J-36 และ J-50 นั้นน่าทึ่งยิ่งกว่าภาพยนตร์ฮอลลีวูด” พร้อมยกย่องว่าเป็น “หนึ่งในเครื่องบินรบที่น่าสนใจที่สุดในรอบหลายทศวรรษ”

ปีเตอร์ เลย์ตัน อดีตนายทหารอากาศของออสเตรเลีย ระบุว่า J-36 มีความสามารถด้านล่องหน ระยะปฏิบัติการไกล และเร่งความเร็วเหนือเสียงได้โดยไม่ต้องเปิดใช้งานระบบเผาไหม้หลัง ซึ่งทำให้มัน “ยากต่อการสกัดก่อนปล่อยอาวุธ” และถือเป็น “ข้อได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์อย่างมีคุณภาพ”

สำหรับเครื่องบิน J-36 และ J-50 ถูกมองว่าเป็นหมากตัวใหม่ในเกมอำนาจทางทหารของจีน ท่ามกลางการแข่งขันพัฒนาเทคโนโลยีอากาศยานขั้นสูงกับสหรัฐฯ และพันธมิตรตะวันตกในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

จีนส่งออกไปสหรัฐฯ ดิ่งหนักสุดรอบ 5 ปี ค้ากับยุโรป-อาเซียนพุ่งแทนที่ โตแตะแสนล้านดอลล์

(10 มิ.ย. 68) การส่งออกของจีนไปยังสหรัฐอเมริกาในเดือนพฤษภาคม 2025 ลดลงถึง 34.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ถือเป็นการลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2020 ขณะที่การนำเข้าจากสหรัฐฯ ก็ลดลงกว่า 18% ส่งผลให้ดุลการค้าของจีนกับสหรัฐฯ หดตัวลง 41.55% เหลือ 18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

แม้การค้ากับสหรัฐฯ จะลดลง แต่จีนยังคงรักษาการเติบโตของการส่งออกโดยรวมได้ที่ 4.8% ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งต่ำกว่าที่คาดไว้เล็กน้อย ขณะที่การนำเข้าลดลง 3.4% จากภาวะอุปสงค์ในประเทศที่ยังอ่อนแอ

การค้ากับสหรัฐฯ ที่ชะลอตัว ทำให้จีนเร่งปรับทิศทางการส่งออกไปยังตลาดอื่น โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เพิ่มขึ้นเกือบ 15% สหภาพยุโรปเพิ่มขึ้น 12% และแอฟริกาเพิ่มขึ้นกว่า 33% ส่งผลให้ดุลการค้ารวมของจีนในเดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้น 25% จากปีก่อนหน้า แตะ 103,200 ล้านดอลลาร์

ภายใต้แรงตึงเครียดทางการค้า จีนและสหรัฐฯ ยังคงใช้มาตรการภาษีตอบโต้ แม้สหรัฐฯ จะลดภาษีสินค้าจีนจาก 145% เหลือ 51.1% แต่จีนยังเก็บภาษีสินค้าสหรัฐฯ อยู่ที่ 32.6% การปรับเปลี่ยนทิศทางการค้าครั้งนี้สะท้อนยุทธศาสตร์ของจีนที่พึ่งพาตลาดทางเลือกในช่วงวิกฤต

ขณะที่สหรัฐฯ ถอยห่างจากจีน แต่ยุโรปกลับเดินเกมตรงข้าม โดยเพิ่มการค้ากับจีนอย่างต่อเนื่อง บริษัทในยุโรปไม่ได้ถูกกดดันให้กระจายห่วงโซ่อุปทานออกจากจีนเท่ากับฝั่งสหรัฐฯ ทำให้ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างจีนกับยุโรปยังแน่นแฟ้น ส่งผลให้จีนสามารถชดเชยการส่งออกที่หายไปจากตลาดสหรัฐฯ ได้บางส่วน

ชีวิตจริงของผู้ออกข้อสอบ ‘เกาเข่าจีน’ ต้องตัดขาดจากโลก นาน 1 เดือนเต็ม

(10 มิ.ย. 68) ก่อนการสอบ “เกาเข่า” หรือสอบเข้ามหาวิทยาลัยของจีนจะเริ่มขึ้นในแต่ละปี ซึ่งมีกลุ่มคนสำคัญที่ต้อง “หายตัวไปจากโลก” นานถึงหนึ่งเดือนเต็ม และไม่ใช่อาชญากร แต่คือ “ผู้ออกข้อสอบ” ซึ่งต้องรับหน้าที่สำคัญในการออกข้อสอบให้เป็นธรรม ปลอดการรั่วไหล ยุติธรรมที่สุดสำหรับนักเรียนหลายสิบล้านคนทั่วประเทศ พวกเขาเหล่านี้ต้องเซ็นสัญญารักษาความลับ และถูกนำตัวไปกักบริเวณทันทีแบบลับๆ

ในช่วงกักตัว ผู้ออกข้อสอบจะถูกยึดโทรศัพท์ ห้ามใช้คอมพิวเตอร์ และตัดขาดจากอินเทอร์เน็ตโดยสิ้นเชิง แม้แต่ครอบครัวก็ไม่สามารถติดต่อได้ พวกเขาอาจบอกได้เพียงว่า “ไปทำงานนอกสถานที่” เพื่อปิดบังจุดประสงค์ที่แท้จริง ความเงียบงันและการตัดขาดนี้เป็นมาตรการที่เข้มงวดเพื่อป้องกันการรั่วไหลของข้อสอบ ซึ่งถือเป็น “วาระแห่งชาติ” ของจีน โดยที่ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ยังไม่เคยเกิดข้อสอบรั่วแม้แต่ครั้งเดียว

ผู้ออกข้อสอบต้องทำงานภายใต้การจับตาของกล้องวงจรปิดตลอด 24 ชั่วโมง ร่างข้อสอบผิดพลาดเล็กน้อยก็ต้องเผาทิ้งทันที พวกเขายังต้องเตรียมข้อสอบ 2 ชุด ทั้งชุดจริงและชุดสำรอง โดยแม้แต่ตัวผู้ออกข้อสอบเองก็ไม่รู้ว่าจะเลือกใช้ชุดไหน การมีระบบสำรองเช่นนี้ทำให้สามารถรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น โรคระบาด หรือเหตุฉุกเฉินได้ทันท่วงที

เพื่อหลีกเลี่ยงผลประโยชน์ทับซ้อน มีข้อห้ามชัดเจนว่า ผู้ออกข้อสอบจะต้องไม่มีญาติหรือบุตรหลานที่สอบเกาเข่าในปีเดียวกัน และห้ามสอนนักเรียนระดับ ม.6 โดยเด็ดขาด บางคนถึงขั้นถอนตัวจากหน้าที่ออกข้อสอบด้วยตนเอง เช่น ศาสตราจารย์รายหนึ่งที่ขอยกเลิกการเป็นผู้ออกข้อสอบ เนื่องจากบุตรชายจะเข้าร่วมสอบในปีนั้น ข้อมูลยังเผยว่า กว่า 90% ของผู้ออกข้อสอบต้องยอมถูกโยกย้ายตำแหน่งชั่วคราว เพื่อป้องกันการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้ตั้งใจ

แม้ผู้ออกข้อสอบจะดูเหมือนมีอำนาจในการกำหนดอนาคตของนักเรียน แต่พวกเขาเองก็ต้องรับผิดชอบต่อคุณภาพของข้อสอบ หากข้อสอบยากเกินไปจนคะแนนเฉลี่ยต่ำลง กระทรวงศึกษาธิการจะเรียกทีมออกข้อสอบมาหารือทันที เช่นในปี 2021 ที่ข้อสอบคณิตศาสตร์บางมณฑลยากเกินไป ทีมออกข้อสอบต้องออกมาขอโทษต่อสาธารณชน และแนวข้อสอบก็ถูกปรับในปีถัดมา เพื่อความสมดุล

เบื้องหลังข้อสอบที่ยุติธรรม คือการเสียสละเสรีภาพ ความสะดวกสบาย และแม้แต่โอกาสในหน้าที่การงานของกลุ่มคนจำนวนหนึ่งที่ยอม “หายตัวไป” เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสเริ่มต้นอย่างเท่าเทียม ผู้ออกข้อสอบไม่ได้แข่งขันเพื่อชื่อเสียงหรือผลตอบแทน แต่คือผู้พิทักษ์ “ความฝัน” ที่ซ่อนอยู่ในกระดาษคำตอบของนักเรียนจีนทุกคน

นักท่องเที่ยวสาวตุรกี โวยถูกจ้อง-ตามไม่เลิก เปรียบเหมือนถูกฝูง ‘ยุงตอม’ ตลอดเวลาในอินเดีย

(10 มิ.ย. 68) นักท่องเที่ยวหญิงชาวตุรกีชื่อ “อายเซ่ ชาห์” จุดกระแสถกเถียงในอินเดีย หลังโพสต์วิดีโอวิจารณ์พฤติกรรมของชาวอินเดียที่จ้องมองและเดินตามเธอระหว่างท่องเที่ยว โดยเปรียบว่ารู้สึกเหมือน “ถูกยุงตอม” สร้างเสียงฮือฮาและวิพากษ์บนแพลตฟอร์ม X

ในคลิปที่อัดในย่านชานด์นี โชว์ก กรุงนิวเดลี ชาห์ระบุว่าเธอเจอเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันในเมืองมุมไบและชัยปุระ ซึ่งทำให้เธอรู้สึกไม่ปลอดภัยอย่างยิ่ง โดยรายงานจาก National Crime Records Bureau ของอินเดีย ปี 2022 เผยว่ามีคดีข่มขืนเกิดขึ้นถึง 31,516 คดี หรือเฉลี่ย 86 คดีต่อวัน

นักวิชาการในนิวเดลีให้ความเห็นว่า พฤติกรรมการจ้องมองอาจสะท้อนช่องว่างด้านวัฒนธรรม แต่ยอมรับว่าเป็นพฤติกรรมที่สร้างความอึดอัดให้กับชาวต่างชาติ ปัญหายังซ้ำเติมจากการบังคับใช้กฎหมายที่อ่อนแอและทัศนคติทางเพศที่ฝังลึกในสังคม

ขณะที่โพสต์ของอายเซ่สร้างความแตกแยกในความคิดเห็น บางคนมองว่าเป็นการเหมารวมและเหยียดชาติพันธุ์ แต่บางคนสนับสนุนว่าเธอมีสิทธิ์พูดถึงความรู้สึกไม่ปลอดภัยจากประสบการณ์ตรง กลายเป็นประเด็นในโซเชียลแนะนำให้รัฐบาลอินเดียเร่งปรับปรุงภาพลักษณ์ และมาตรการดูแลนักท่องเที่ยวอย่างเร่งด่วน

ซีอีโอ Telegram โวย ‘ฝรั่งเศส’ ละเมิดเสรีภาพ อึ้ง!! ‘อเมริกา’ ล้วงข้อมูลโดยไม่ต้องแจ้งผู้ใช้??

เมื่อวันที่ (9 มิ.ย. 68) ที่ผ่านมา ทัคเกอร์ คาร์ลสัน (Tucker Carlson) นักข่าวชาวอเมริกัน เผยแพร่บทสัมภาษณ์ล่าสุดกับ พาเวล ดูรอฟ (Pavel Durov) ผู้ก่อตั้ง Telegram ซึ่งก่อนหน้านี้ทั้งสองเคยพูดคุยกันในเดือนเมษายน 2024 เพียง 4 เดือนให้หลัง ดูรอฟก็ถูกตำรวจฝรั่งเศสจับกุมในปารีส ด้วยข้อหาหนักหลายรายการ เช่น เพิกเฉยต่อคำขอข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ สนับสนุนการกระจายซอฟต์แวร์แฮ็กและภาพลามกเด็ก รวมถึงฟอกเงินผิดกฎหมาย

ดูรอฟ ระบุว่า การสอบสวนในฝรั่งเศสยังไม่สิ้นสุด และหากเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดี อาจยืดเยื้อนานถึง 2 ปี ขณะนี้เขาได้รับการปล่อยตัว แต่ยังต้องขออนุญาตหากต้องการเดินทางออกนอกประเทศ ซึ่งส่งผลต่อการเดินทางไปเยี่ยมลูกในดูไบ และมารดาที่ป่วยหนัก เขาเล่าว่าถูกจับกุมที่สนามบินและถูกควบคุมตัวที่สถานีตำรวจนาน 4 วัน พร้อมล่ามชาวรัสเซียที่อพยพมาอยู่ฝรั่งเศสช่วยแปลระหว่างการสอบสวน

ล่ามคนดังกล่าวเล่าให้ดูรอฟฟังหลังทำหน้าที่ต่อเนื่องภายใต้แรงกดดันของเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสเป็นเวลา 2 วัน ว่า เธอเคยคิดว่าการออกจากรัสเซียมาฝรั่งเศสจะทำให้ได้พบกับเสรีภาพที่แท้จริง เพราะเชื่อในชื่อเสียงของฝรั่งเศสในฐานะดินแดนแห่งเสรีภาพและสิทธิมนุษยชน แต่เมื่อได้สัมผัสด้วยตัวเองกับกระบวนการยุติธรรมฝรั่งเศส กลับไม่ใช่อย่างที่เธอคิด

ดูรอฟวิจารณ์การจับกุมว่า “น่าประหลาดใจมาก” เพราะ Telegram ไม่เคยเพิกเฉยต่อคำร้องขอที่ถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมแย้งว่าฝรั่งเศสไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนปกติ เช่น การค้นหาช่องทางติดต่อผ่าน Google ที่ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที เขาย้ำว่า Telegram ไม่ได้สนับสนุนกิจกรรมผิดกฎหมาย และการพุ่งเป้ามายังแพลตฟอร์มระดับโลกที่มีผู้ใช้งานกว่า 1 พันล้านคน เป็นการทำร้ายภาพลักษณ์ของฝรั่งเศสเอง

นอกจากนี้ ดูรอฟยังเปิดเผยเหตุผลที่ไม่ย้ายทีมพัฒนา Telegram ไปยังสหรัฐฯ โดยระบุว่า ในฝรั่งเศสและอดีตสหภาพโซเวียต ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “gag order” หรือคำสั่งลับจากรัฐที่สามารถบังคับให้บริษัทเทคโนโลยีเปิดทางให้เจ้าหน้าที่เข้าถึงข้อมูลผู้ใช้งานโดยไม่ต้องแจ้งเจ้าของบัญชี หรือแม้แต่ไม่ต้องให้เขารู้ตัว เขาเชื่อว่าสิ่งนี้ละเมิดความเป็นส่วนตัวขั้นพื้นฐาน และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขาไม่ตั้งศูนย์พัฒนาซอฟต์แวร์ในอเมริกา

มหาวิทยาลัยญี่ปุ่น 87 แห่ง ยื่นมือช่วย นักศึกษาต่างชาติที่ถูกแบนในสหรัฐฯ

(10 มิ.ย. 68) มหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นจำนวน 87 แห่งเตรียมมาตรการช่วยเหลือนักศึกษาต่างชาติในสหรัฐอเมริกา หลังจากคำสั่งห้ามมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดรับนักศึกษาต่างชาติของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตามการเปิดเผยของกระทรวงศึกษาธิการญี่ปุ่นและองค์การบริการนักเรียนญี่ปุ่นเมื่อวันศุกร์

โดยในส่วนของผู้มีสิทธิ์รับความช่วยเหลือและรูปแบบการช่วยเหลือจะแตกต่างกันไปในแต่ละมหาวิทยาลัย โดยมหาวิทยาลัยโทโฮคุประกาศรับนักศึกษาระดับปริญญาตรีสำหรับบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ ที่ประสบปัญหาการเรียนต่อ โดยจะรับเข้าเป็นนักศึกษาไม่ประจำ (nondegree) และยกเว้นค่าธรรมเนียมการศึกษา รวมถึงค่าลงทะเบียน

นอกจากนี้ หลายมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นพร้อมเปิดรับนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการนี้ ไม่จำกัดสัญชาติหรือสถาบันที่กำลังศึกษาอยู่ ทั้งในฐานะนักศึกษาเต็มเวลา หรือนักศึกษาเฉพาะกิจ นอกจากนี้ บางแห่งยังเสนอการยกเว้นค่าเล่าเรียนและจัดที่พักในหอพักให้อีกด้วย

ทั้งนี้ องค์การบริการนักเรียนญี่ปุ่นระบุว่า ยังมีอีก 5 มหาวิทยาลัยที่อยู่ระหว่างการพิจารณามาตรการช่วยเหลือ และจะมีการอัปเดตข้อมูลอย่างต่อเนื่องต่อไป

เด็กอัจฉริยะ GPA 4.42 เขียนโค้ดระดับประเทศ Google จีบตั้งแต่อายุ 13 แต่มหาลัยชั้นนำสหรัฐเมิน

(9 มิ.ย. 68) สแตนลีย์ จง (Stanley Zhong) นักเรียนมัธยมปลายจากสหรัฐฯ ที่มีโปรไฟล์ระดับ 'สุดยอด' ทั้ง GPA 4.42, คะแนน SAT 1590 และผลงานด้านการเขียนโค้ดระดับประเทศ สร้างความตกตะลึงให้กับชาวเน็ตเมื่อเขาเปิดเผยว่าถูกปฏิเสธจากมหาวิทยาลัยชั้นนำถึง 15 จาก 18 แห่งที่ยื่นสมัคร รวมถึง MIT, Stanford, UC Berkeley และ Carnegie Mellon

แม้จะมีดีกรีเข้ารอบสูงสุดในการแข่งขันเขียนโปรแกรมระดับประเทศ และได้รับข้อเสนองานจาก Google ตั้งแต่ยังไม่จบมัธยม (13 ขวบ) แต่ สแตนลีย์ จง กลับไม่ได้รับการตอบรับจากสถาบันการศึกษาชั้นนำ สร้างคำถามว่า “เกณฑ์คัดเลือกนักศึกษายุคนี้” มองข้ามความสามารถที่แท้จริงไปหรือไม่

สังคมออนไลน์ตั้งข้อสังเกตว่ากระบวนการรับนักศึกษาอาจให้น้ำหนักกับประเด็นความหลากหลายหรือสมดุลทางสังคมมากกว่าความสามารถเชิงวิชาการ อีกด้านหนึ่งก็มีกระแสไม่พอใจจากกลุ่มนักเรียนอเมริกันที่ชี้ว่า ที่นั่งในมหาวิทยาลัยบางส่วนถูกแทนที่โดยผู้อพยพผิดกฎหมายที่ได้รับสิทธิ์เรียนฟรีและเงินช่วยเหลือจากรัฐ

แม้ถูกปฏิเสธจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง แต่นักเรียนเชื้อสายจีนรายนี้เลือกเดินหน้าตามเส้นทางของตนเอง เขาตอบรับข้อเสนอจาก Google และเริ่มต้นทำงานเต็มเวลาในตำแหน่งวิศวกรซอฟต์แวร์ กลายเป็นภาพสะท้อนว่าระบบการศึกษาอาจกำลัง 'ไม่ตอบโจทย์' คนเก่ง และตั้งคำถามต่อความยุติธรรมของการคัดเลือกในระดับอุดมศึกษาอีกครั้ง

วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ ชี้ ‘เซเลนสกี’ รู้ดีว่ากำลังแพ้ แต่พยายามดึง ‘นาโต้’ เข้าร่วมสงครามกับรัสเซีย

(9 มิ.ย. 68) ประธานาธิบดียูเครน โวโลดีมีร์ เซเลนสกี ตระหนักดีว่ากำลังพ่ายแพ้ในสงคราม และพยายามดึงนาโต้ (NATO) เข้ามาเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งกับรัสเซีย ตามคำกล่าวของวุฒิสมาชิกสหรัฐฯ ทอมมี ทับเบอร์วิลล์ (Tommy Tubberville) 

ทับเบอร์วิลล์ กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับสถานี WABC ว่า “ร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่มีข้อสงสัย เซเลนสกีไม่สามารถชนะสงครามนี้ได้ด้วยตัวเอง เขารู้ดีว่าเขากำลังแพ้” พร้อมเสริมว่าการโจมตีสนามบินทหารรัสเซียในต้นเดือนมิถุนายนเป็นการยกระดับความขัดแย้งโดยเจตนา

เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน กระทรวงกลาโหมรัสเซียเปิดเผยว่าเคียฟได้ใช้โดรน FPV โจมตีสนามบินในภูมิภาคมูร์มันสค์, อีร์คุตสค์, อิวาโนโว, ริยาซาน และอามูร์ ซึ่งการโจมตีในบางพื้นที่ถูกต่อต้านไว้ได้ทั้งหมด

กระทรวงฯ ระบุว่า สนามบินในภูมิภาคมูร์มันสค์ และอีร์คุตสค์เกิดเพลิงไหม้แต่ได้ควบคุมไฟได้แล้ว และไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตในหมู่เจ้าหน้าที่จากการโจมตีครั้งนี้

‘รัฐบาลกัมพูชา’ ปัดข้อกล่าวหา..เป็นภัยคุกคามโลก ยันไม่เกี่ยวขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ

(9 มิ.ย. 68) รัฐบาลกัมพูชาออกแถลงการณ์ปฏิเสธข้อกล่าวหาจากรายงานของสื่อตะวันตกที่ระบุว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐมีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะธุรกิจหลอกลวงออนไลน์ การค้ามนุษย์ และการฟอกเงิน พร้อมยืนยันว่าไม่มีนโยบายสนับสนุนกิจกรรมผิดกฎหมาย และถือว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงที่มีแรงจูงใจทางการเมือง

รายงานจาก Humanity Research Consultancy (HRC) และหนังสือพิมพ์ The Times ของอังกฤษ อ้างว่ามีเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ในกัมพูชาซึ่งสร้างรายได้มหาศาล คิดเป็นกว่า 60% ของ GDP โดยอ้างว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล รวมถึงผู้ใกล้ชิดพรรคประชาชนกัมพูชา (CPP) มีบทบาทเอื้อประโยชน์ให้เครือข่ายเหล่านี้ดำเนินกิจการอย่างเปิดเผย โดยเฉพาะในเขตเศรษฐกิจพิเศษเมืองสีหนุวิลล์

กระทรวงมหาดไทยของกัมพูชาระบุว่า ข้อกล่าวหาเหล่านี้ไม่มีมูลความจริง และไม่สอดคล้องกับความพยายามอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งที่ผ่านมากัมพูชาได้ดำเนินการจับกุมผู้ต้องสงสัยจำนวนมาก รวมถึงมีความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและองค์กรนานาชาติในการสืบสวนและกวาดล้างเครือข่ายผิดกฎหมาย

กัมพูชายืนยันว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับหลักนิติธรรมและสิทธิมนุษยชน ไม่เคยสนับสนุนหรือละเลยต่อการกระทำผิด และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกฝ่ายเพื่อยกระดับมาตรการปราบปรามอาชญากรรมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเรียกร้องให้สื่อระหว่างประเทศรายงานข่าวอย่างเป็นธรรมและอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง

สื่อนอกแฉ ‘สภากาชาดกัมพูชา’ รับเงินมิจฉาชีพ ‘เจ้าพ่อ-แก๊งต้มตุ๋น’ แห่บริจาค ใช้เป็นเครื่องมือสร้างภาพ

(9 มิ.ย. 68) เว็บไซต์ Commsrisk รายงานการตรวจสอบจาก Radio Free Asia (RFA) โดยพบว่ามีผู้บริจาคให้สภากาชาดกัมพูชากว่า 7.2 ล้านดอลลาร์ตั้งแต่ปี 2020 ซึ่งส่วนใหญ่มาจากบุคคลหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ (scam compounds) และกิจกรรมการค้ามนุษย์ ซึ่งความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นในช่วงที่สภากาชาดกัมพูชา (CRC) ยังเป็นสมาชิกของสหพันธ์สภากาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศ (IFRC)

รายงาน RFA เปิดเผยว่า CRC ได้เผยแพร่คำขอบคุณต่อผู้บริจาคผ่านช่องทางออนไลน์หลายครั้ง ซึ่งมีทั้งเจ้าพ่อธุรกิจ นักพนัน กาสิโน ไปจนถึงกลุ่มต้มตุ๋นออนไลน์ เช่น Huang Le Casino และคอมปะนีที่พัวพันกับการใช้แรงงาน ซึ่งสร้างความกังวลในระดับนานาชาติว่าการบริจาคที่ดู 'ถูกกฎหมาย' จริงแล้วเป็นเครื่องมือเพื่อฟอกภาพลักษณ์ของแก๊งมืด

นักวิจารณ์ เช่น เจคอบ ซิมส์ (Jacob Sims) จาก RFA ระบุว่า การกุศลในลักษณะนี้กลายเป็น “กลไกของระบบอุปถัมภ์เชิงนิเวศการเมือง” (elite patronage) โดยช่วยให้บุคคลและองค์กรที่มีฉากหลังไม่ชอบธรรม ได้ความชอบธรรมและความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐบาลกัมพูชาผ่าน CRC 

แม้จะมีข้อกังวลจากสื่อต่างชาติและองค์กรตรวจสอบ แต่ CRC ยังคงดำเนินกิจกรรมสาธารณะ เช่น แจกถุงยังชีพดูแลผู้ประสบภัยน้ำท่วม และมีบทบาทในการประสานงานด้านมนุษยธรรมในพื้นที่ชนบท โดยไม่ปรากฏว่ามีมาตรการหรือการสอบสวนจาก IFRC หรือหน่วยงานอิสระที่เข้มงวดตามมา

กระนั้น รายงานจาก Commsrisk ชี้ชัดว่าการบริจาคเงินผ่าน CRC อาจเป็น “กลยุทธ์ฟอกภาพลักษณ์” สำหรับกลุ่มธุรกิจมืด การค้ามนุษย์ และแก๊งไซเบอร์ โดยสร้างตัวตนให้กับรัฐบาลกัมพูชาในการดึงดูดทุนและความร่วมมือจากชาติตะวันตก แม้จะมีข้อครหาเรื่องจริยธรรมอย่างต่อเนื่อง 

แม้สหรัฐฯ ไม่ส่งขีปนาวุธ 20,000 ลูกให้ยูเครน เชื่อใกล้บีบรัสเซียหยุดยิงได้

(9 มิ.ย. 68) โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เปิดเผยในการสัมภาษณ์กับ ABC News ว่าสหรัฐฯ ได้ยกเลิกแผนส่งมอบขีปนาวุธต่อต้านโดรนจำนวน 20,000 ลูก ตามที่เคยรับปากไว้กับยูเครนในสมัยรัฐบาลโจ ไบเดน โดยอ้างว่าขีปนาวุธดังกล่าวถูกส่งไปยังกองกำลังอเมริกันในตะวันออกกลางแทน ซึ่งสิ่งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ยูเครนต้องต่อกรกับฝูงโดรนชนิดชาเฮด (Shahed) ที่รัสเซียนำมาใช้โจมตีอย่างต่อเนื่อง

ถึงแม้เหตุการณ์นี้จะถูกมองว่าเป็นอุปสรรคทางยุทธศาสตร์ แต่เซเลนสกียืนยันว่าเขาไม่ได้วิตกกังวลต่อการเปลี่ยนท่าทีของสหรัฐฯ และเขาเชื่อว่าตอนนี้ยูเครนอยู่ในจุดที่สามารถชนะรัสเซียได้ พร้อมกล่าวชัดเจนว่า “เรากำลังเข้าใกล้จุดที่เราแทบจะบังคับให้รัสเซียหยุดสงคราม หรืออย่างน้อยก็หยุดยิงชั่วคราว”

ผู้นำยูเครนยังอธิบายว่า กำลังมองเห็นผลจากปฏิบัติการทางทหารที่เจาะลึกเข้าไปภายในดินแดนรัสเซีย ทำให้ฝ่ายตรงข้ามเกิดความตื่นตระหนกและรู้ซึ้งถึง “ศักยภาพแท้จริง” ของยูเครน ขณะที่เขาเน้นว่าโมเมนตัมนี้ช่วยให้เกิดแรงกดดันทางจิตใจต่อกองกำลังรัสเซีย

สำหรับเบื้องหลังการเปลี่ยนเส้นทางส่งมอบขีปนาวุธครั้งนี้ มีรายงานจาก Wall Street Journal และ Kyiv Independent ว่าเป็นคำสั่งจากกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ในสมัยรัฐบาลทรัมป์ ซึ่งมองว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนเพื่อตอบโต้ภัยคุกคามจากอิหร่านและกลุ่มฮูตีในเยเมน แต่เซเลนสกียังเรียกร้องให้สหรัฐฯ กลับมาส่งมอบยุทโธปกรณ์ครบถ้วน พร้อมขยายความร่วมมือหลากหลายด้านเพื่อช่วยเร่งจุดจบของสงครามและผลักดันให้รัสเซียยอมเจรจาหยุดยิงถาวร

‘อีลอน มัสก์’ วิวาทเดือด ‘รมว.คลัง’ กลางทำเนียบขาว หลังถูกกดดันเรื่องล้มเหลวลดงบฯ 1 ล้านล้านดอลล์

(9 มิ.ย. 68) สตีฟ แบนอน อดีตหัวหน้ากลยุทธ์ทำเนียบขาวในยุครัฐบาลทรัมป์ เผยว่าอีลอน มัสก์ หัวหน้าหน่วยงานปรับลดงบประมาณรัฐบาลกลาง (DOGE) ได้มีปากเสียงอย่างรุนแรงกับสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จนถึงขั้นเกิดการปะทะกันในทำเนียบขาว 

โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการเดินจากห้องทำงานประธานาธิบดีไปยังบริเวณนอกห้องของหัวหน้าคณะทำงานซูซี ไวลส์ โดยมัสก์ถูกกล่าวหาว่าผลักเบสเซนต์ หลังโดนตั้งคำถามถึงความล้มเหลวในการบรรลุเป้าหมายการลดงบประมาณรัฐบาลกลางตามที่เคยสัญญาไว้

เบสเซนต์กล่าวหาว่ามัสก์เคยให้คำมั่นว่าจะลดรายจ่ายภาครัฐลง 1 ล้านล้านดอลลาร์ แต่ทำได้จริงเพียงแค่ประมาณ 1 แสนล้าน และยังไม่มีใครสามารถตรวจสอบได้ว่า เกิดการประหยัดลงจริงหรือไม่ ซึ่งแบนอนกล่าวว่า 

“มัสก์รู้สึกอ่อนไหวกับประเด็นนี้อย่างมากและนั่นนำไปสู่การกระทบกระทั่งอย่างเปิดเผย โดยมีเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวหลายรายอยู่ในเหตุการณ์ แม้หลังเหตุการณ์ ประธานาธิบดีทรัมป์จะออกมาสนับสนุนเบสเซนต์อย่างชัดเจน แต่เบสเซนต์เองก็ไม่มีท่าทีโกรธเคืองส่วนตัว และยังกล่าวชื่นชมผลงานบางส่วนของมัสก์ในภายหลัง”

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงปลายวาระการทำงาน 5 เดือนของมัสก์ในตำแหน่ง “พนักงานพิเศษของรัฐบาล” ซึ่งเขาได้รับมอบหมายให้ทำการตัดลดงบประมาณและยุบหน่วยงานภาครัฐที่ไม่จำเป็น อย่างไรก็ตาม ผลงานของเขากลับถูกวิจารณ์อย่างหนักจากทั้งสาธารณชนและรัฐสภา รวมถึงการฟ้องร้องจากกลุ่มสิทธิพลเมืองเกี่ยวกับการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของประชาชนโดยไม่ได้รับความยินยอม นอกจากนี้ ความนิยมส่วนบุคคลของมัสก์ก็ตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ภาพลักษณ์ของ Tesla และ SpaceX เองก็ได้รับผลกระทบตามไปด้วย

แม้มีกระแสข่าวลือว่ามัสก์ถูกลดบทบาทในรัฐบาลจากกรณีการเข้าถึงข้อมูลลับด้านความมั่นคงและข้อกล่าวหาเรื่องการใช้สารเสพติดระหว่างการหาเสียง แต่ในการแถลงข่าวร่วมกับทรัมป์หลังประกาศลาออก มัสก์กลับกล่าวติดตลกถึงรอยฟกช้ำใต้ตาว่าเกิดจากการเล่นกับลูกชายวัย 5 ขวบ ไม่เกี่ยวกับเหตุวิวาทในทำเนียบขาว 

ด้านโฆษกทำเนียบขาวระบุเพียงว่า “ความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติในการทำงานตามนโยบายที่มีเอเนอร์จี้” และทุกฝ่ายยังคงปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประชาชนตามเจตนารมณ์ของประธานาธิบดีทรัมป์

‘ทรัมป์’ โพสต์!! ชมเชย ‘กองกำลังป้องกันประเทศ’ ที่โชว์ผลงาน!! สลายม็อบในแอลเอ อย่างเหี้ยมหาญ

(8 มิ.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Jaroensook Limbanchongkit Pone’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า …

#ทรัมป์ ปธน. #สหรัฐฯ โพสต์ข้อความชมเชย #กองกำลังป้องกันประเทศ (National Guard) ที่สลายม็อบใน #แอลเอ อย่างเหี้ยมหาญ ว่า

“กองกำลังป้องกันประเทศทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยมในลอสแองเจลิส หลังจากเกิดความรุนแรง การปะทะ และความไม่สงบเป็นเวลาสองวัน เรามีผู้ว่าการรัฐ (นิวส์คัม) และนายกเทศมนตรี (บาสส์) ที่ไร้ความสามารถ ซึ่งเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว (แค่ดูวิธีที่พวกเขาจัดการกับไฟป่า และตอนนี้การอนุญาตที่ล่าช้ามากของพวกเขา ใบอนุญาตของรัฐบาลกลางเสร็จสมบูรณ์แล้ว!) ไม่สามารถจัดการกับเรื่องนี้ได้”

“การประท้วงของฝ่ายซ้ายสุดโต่งเหล่านี้ โดยผู้ยุยงและมักเป็นผู้ก่อปัญหาที่ได้รับค่าจ้าง รัฐบาลจะไม่ยอมให้เกิดขึ้น และจากนี้ไป จะไม่อนุญาตให้สวมหน้ากากในการประท้วง คนเหล่านี้ต้องปกปิดอะไร และทำไม???”

“ขอบคุณกองกำลังป้องกันประเทศอีกครั้งสำหรับงานที่ทำได้ดีเยี่ยม"

‘สหรัฐอเมริกา’ เตือน!! ‘เซเลนสกี’ การตอบโต้ของรัสเซีย ยังไม่หยุดแค่นี้

(8 มิ.ย. 68) การยิงขีปนาวุธถล่มเคียฟเมื่อวันศุกร์ยังไม่ใช่การตอบโต้ที่แท้จริง นั่นเป็นเพียงการ "อุ่นเครื่อง" ของรัสเซียก่อนที่สถานการณ์จะเลวร้ายลงไปอีก

เจ้าหน้าที่สหรัฐคาดว่าจะมีการโจมตีด้วยขีปนาวุธ โดรน และการตอบโต้ที่รุนแรงยิ่งกว่านั้น โดยจะมุ่งเป้าไปที่ศูนย์ข่าวกรองและระบบการป้องกันของยูเครน

สหรัฐยังคาดการณ์ไปถึงการโจมตีเป้าหมายที่เป็นสัญลักษณ์ของยูเครน ซึ่งอาจจะเป็นอาคารของรัฐบาล เพราะจะเป็นการสื่สารจากรัสเซียได้อย่างตรงไปตรงมาว่า "ไม่มีที่ใดปลอดภัยอีกต่อไปในยูเครน"

ขณะที่หน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ เผยว่าเครื่องบินรบของรัสเซียถูกทำลายมากกว่า 10 ลำ จากการโจมตีของโดรนยูเครน 117 ลำ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top