Wednesday, 15 July 2026
WORLD

สื่อเตหะรานยัน แม่ทัพระดับสูง-นักวิทย์อิหร่านดับ หลังจาก 'อิสราเอล' เปิดฉากถล่มฐานนิวเคลียร์

(13 มิ.ย. 68) อิสราเอลประกาศเปิดฉากโจมตี (preemptive strike) ต่ออิหร่าน โดยรัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอล อิสราเอล คัตซ์ (Israel Katz) ระบุว่า เป็นปฏิบัติการเพื่อสกัดกั้นภัยคุกคามจากโครงการนิวเคลียร์ของเตหะราน

กองทัพอิสราเอล (IDF) แถลงว่ายุทธการระลอกแรกเสร็จสิ้นแล้ว โดยมุ่งเป้าโจมตีเป้าหมายทางทหารหลายจุดทั่วอิหร่าน รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านนิวเคลียร์ ขณะเดียวกันสื่อทางการอิหร่านรายงานว่า แม่ทัพระดับสูง 2 นาย ของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) คือ ฮอสเซน ซาลามี (Hossein Salami) และ โกลาม-อาลี ราชิด (Gholam Ali) เสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศ

รายงานยังระบุว่า นักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ชั้นนำของอิหร่าน 2 คน ได้แก่ โมฮัมหมัด-เมห์ดี เทห์รานชี (Mohammad Mehdi Tehranchi) และ ฟาเรย์ดูน อับบาซี (Fereydoun Abbasi) ก็เสียชีวิตในเหตุการณ์ด้วย ขณะที่มีเสียงระเบิดรุนแรงในหลายเมือง เช่น เตหะราน นาทานซ์ คอนดาบ และโครัมอาบาด รวมถึงมีรายงานผู้เสียชีวิตในอาคารที่พักอาศัยในกรุงเตหะราน

นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู กล่าวผ่านวิดีโอว่า เป้าหมายของปฏิบัติการนี้ คือการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานนิวเคลียร์ โรงงานผลิตขีปนาวุธ และศักยภาพทางทหารของอิหร่าน โดยจะดำเนินต่อไป “ตราบเท่าที่ยังจำเป็น” พร้อมกับประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วประเทศ

ด้านสหรัฐฯ รัฐมนตรีต่างประเทศ มาร์โก รูบิโอ ยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตีครั้งนี้ โดยอิสราเอลเป็นฝ่ายดำเนินการฝ่ายเดียว ทั้งนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าใกล้บรรลุข้อตกลงกับอิหร่าน และยังไม่ต้องการให้มีการปะทะรุนแรงในตะวันออกกลาง เพราะอาจทำลายโอกาสของการเจรจาโดยตรงที่กำลังดำเนินอยู่ระหว่างวอชิงตันและเตหะราน

'ROSOBORONEXPORT' บ.ผลิตอาวุธยักษ์ใหญ่รัสเซีย ร่วมโชว์อาวุธยุทโธปกรณ์ Indo Defense Expo 2025 เพิ่ม

บริษัท JSC ROSOBORONEXPORT (ส่วนหนึ่งของ Rostec State Corporation) ในฐานะคณะผู้แทนรัสเซียเข้าร่วมงาน Indo Defense 2025 ตามคำเชิญส่วนตัวของ ปราโวโบ ซูเบียนโต ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ซึ่งได้เชิญเมื่อพบกับ วลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐรัสเซียในปี 2024 โดย JSC ROSOBORONEXPORT จัดแสดงอุปกรณ์ทางทหารล่าสุดของรัสเซียในงาน Indo Defense Expo 2025 ระหว่างวันที่ 11 ถึง 14 มิถุนายนที่ Jakarta International Expo เมืองเคมาโยรัน ประเทศอินโดนีเซีย โดยผู้ส่งออกพิเศษของรัสเซียนำเสนออาวุธยุทโธปกรณ์ของรัสเซียมากกว่า 250 รายการสำหรับทุกเหล่าทัพ โดยส่วนใหญ่ได้รับการทดสอบในสภาพการรบจริงและได้รับการอัปเกรดตามผลจากการใช้งานจากปฏิบัติการจริง

ในงาน Indo Defense 2025 บริษัท ROSOBORONEXPORT จะจัดนิทรรศการอาวุธและอุปกรณ์ทางทหารของรัสเซีย นำเสนอผลิตภัณฑ์ล่าสุดที่ผลิตโดยรัสเซียซึ่งตรงตามข้อกำหนดของโครงการอาวุธยุทโธปกรณ์ปี 2025-2029 ของกองทัพอินโดนีเซียให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้” Alexander Mikheev ผู้อำนวยการทั่วไปของ ROSOBORONEXPORT กล่าว “ข้อเสนอของเราสำหรับกองทัพอินโดนีเซีย ได้แก่ เครื่องบินขับไล่ยุคที่ 5 แบบ Su-57E และรุ่นที่ 4++ แบบ Su-35 รวมถึงอาวุธสำหรับเครื่องบินเหล่านี้ ได้แก่ ขีปนาวุธนำวิถีแบบ Kh-31PD, Kh-35UE เครื่องบินเติมน้ำมัน IL-78MK-90A เฮลิคอปเตอร์แบบ Ka-52E และ Mi-17 โดรน (UAV) ตลอดจนยานเกราะที่ออกแบบมาเพื่อใช้งานในพื้นที่ที่มีสิ่งกีดขวางทางน้ำมากมาย อาทิ รถถังสะเทินน้ำสะเทินบกเบาแบบ Sprut และรถหุ้มเกราะ BMP-3F เรือดำน้ำและเรือชายฝั่ง อุปกรณ์ป้องกันภัยทางอากาศล่าสุด: ระบบ SAM S-400 Triumf, ระบบ S-350E Vityaz, ระบบ Pantsir-S1M SPAAGM, ระบบ Verba MANPADS และระบบต่อต้านโดรน

อินโดนีเซียมีพรมแดนทางทะเลยาวและเกาะมากกว่า 17,000 เกาะ เมื่อพิจารณาถึงเรื่องนี้ ROSOBORONEXPORT จะนำเสนออุปกรณ์มากมายสำหรับกองทัพเรือ ในบรรดาอุปกรณ์ที่จะนำมาจัดแสดงในงาน Indo Defense 2025 ได้แก่ เรือตรวจการณ์ Project 22160 และเรือคอร์เวตต์ชั้น Tigr Project 20382 รวมถึงเรือจู่โจมความเร็วสูง BK-16 และ BK-10 ที่สามารถปฏิบัติการได้ทั้งในทะเลหลวงและในเขตชายฝั่ง ในช่องแคบและแม่น้ำ เรือดำน้ำ Project 636 ระบบขีปนาวุธป้องกันชายฝั่งเคลื่อนที่ Bastion พร้อมขีปนาวุธร่อนต่อต้านเรือ Yakhont และ Rubezh-ME โดยมีการส่งเสริมความร่วมมือด้านเทคโนโลยีด้วยการเปิดตัวการผลิตสำหรับโรงงานและอู่ต่อเรือในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นแนวโน้มของตลาดอาวุธโลกในปัจจุบัน และโครงการร่วมกับ ROSOBORONEXPORT ในพื้นที่นี้จะทำให้ประเทศที่เป็นมิตรของรัสเซียสามารถกระตุ้นการเติบโตของการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูงของตนเองได้ ในระหว่างโปรแกรมธุรกิจในงาน Indo Defense 2025 บริษัทจะจัดการประชุมและเจรจากับตัวแทนของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและหน่วยงานทั้งหมดของกองทัพอินโดนีเซีย นอกจากนี้ ROSOBORONEXPORT จะเสนอความช่วยเหลือจากรัสเซียให้กับอินโดนีเซียในการสร้างกองทัพที่ทันสมัยที่สามารถตอบสนองต่อภัยคุกคามและความท้าทายต่อความมั่นคงของรัฐทั้งในปัจจุบันและในอนาคต

ROSOBORONEXPORT เป็นหน่วยงานของรัฐแห่งเดียวของรัสเซียที่ส่งออกผลิตภัณฑ์ บริการ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันประเทศและการใช้งานสองแบบครบวงจร โดยเป็นส่วนหนึ่งของ Rostec State Corporation โดยเป็นหนึ่งในผู้นำในตลาดอาวุธระดับโลก ด้วยสัดส่วนของการส่งออกอาวุธและอุปกรณ์ทางทหารของรัสเซียมากกว่า 85% Rosoboronexport ร่วมมือกับบริษัทและองค์กรด้านการป้องกันประเทศของรัสเซียมากกว่า 700 แห่ง ขอบเขตทางภูมิศาสตร์ของความร่วมมือทางเทคนิคทางการทหารของรัสเซียในปัจจุบันครอบคลุมมากกว่า 100 ประเทศ Rostec State Corporation เป็นบริษัทอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในรัสเซีย ซึ่งรวมองค์กรวิจัยและการผลิตมากกว่า 800 แห่งใน 60 ภูมิภาคของประเทศ บริษัทมีบทบาทสำคัญในฐานะซัพพลายเออร์รายใหญ่ด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ทางการทหาร และอุปกรณ์พิเศษผ่านคำสั่งซื้อด้านการป้องกันประเทศของรัฐ นอกจากนี้ Rostec ยังมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาการผลิตพลเรือนที่มีเทคโนโลยีสูงในอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ เช่น วิศวกรรมอากาศยาน การสร้างเครื่องยนต์ การขนส่ง วิศวกรรมไฟฟ้า เทคโนโลยีทางการแพทย์ ยา และวัสดุนวัตกรรม เป็นต้น ในปี 2023 บริษัทมีรายได้รวมเกินกว่า 2.8 ล้านล้านรูเบิล (ราว 1.14 ล้านล้านบาท)

‘เนทันยาฮู’ ขอบคุณทรัมป์หนุนอิสราเอล ย้ำชัดโลกต้องไม่ปล่อยให้อิหร่านมีนิวเคลียร์

(13 มิ.ย. 68) นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล แถลงผ่านวิดีโอขอบคุณ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ สำหรับจุดยืนที่ชัดเจนและสนับสนุนอิสราเอลมาโดยตลอด โดยเฉพาะการยืนกรานไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์

เนทันยาฮู กล่าวว่า “ผมขอบคุณเขาสำหรับการสนับสนุนอันแน่วแน่ตลอดช่วงเวลาที่เขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี” พร้อมย้ำว่าทรัมป์คือผู้นำที่แสดงจุดยืนซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าโลกไม่ควรปล่อยให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ได้

นายกรัฐมนตรีอิสราเอลยังกล่าวถึงสถานการณ์ล่าสุดว่า แม้จะมี 'วันที่ยากลำบาก' รออยู่ แต่ก็ยังมี 'วันที่ยิ่งใหญ่' ที่กำลังจะมาถึง โดยสิ่งที่อิสราเอลทำในวันนี้จะถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ว่าเป็น “การต่อสู้ระหว่างความดีและความชั่ว ระหว่างแสงสว่างและความมืด”

เนทันยาฮูยังส่งสารไปยังชาวอิหร่านโดยตรงว่า “ระบอบอิหร่านคือภัยคุกคามต่ออารยธรรม ไม่ใช่แค่อิสราเอล พวกเขาหนุนหลังการก่อการร้าย ข่มเหงประชาชนของตนเอง และมุ่งมั่นครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ เราไม่อาจยืนดูอยู่เฉยได้”

ทั้งนี้ คำแถลงดังกล่าวมีขึ้นในช่วงที่ทั่วโลกจับตาการเผชิญหน้าระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน ขณะที่ผู้นำอิสราเอลยังคงเดินหน้าสื่อสารผ่านเวทีระหว่างประเทศถึงภัยคุกคามจากเตหะราน และความจำเป็นในการดำรงจุดยืนร่วมกันกับชาติตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา

ปธน.อีแจมยอง เดินเกมสันติปิดลำโพงโจมตีเปียงยาง ส่งสัญญาณฟื้นสัมพันธ์สองเกาหลี

(12 มิ.ย. 68) ประธานาธิบดีคนใหม่ของเกาหลีใต้ นายอี แจมยอง มีคำสั่งให้กองทัพปิดลำโพงยักษ์ที่เคยเปิดเพลง K-Pop ข่าวสาร และข้อความโฆษณาชวนเชื่อต่อเกาหลีเหนือมาเป็นเวลาหนึ่งปี ซึ่งถือเป็นก้าวแรกในการลดความตึงเครียดและฟื้นฟูความเชื่อมั่นระหว่างสองประเทศ

ก่อนหน้านี้ อดีตผู้นำเกาหลีใต้ นายยุน ซอกยอล ที่ถูกถอดถอนจากตำแหน่ง มีนโยบายตอบโต้เกาหลีเหนือด้วยการใช้เสียงเพลงและใบปลิวโจมตีผู้นำคิม จองอึน ส่งผลให้เกาหลีเหนือส่งลูกโป่งบรรจุขยะกลับมาเป็นการตอบโต้เช่นกัน

รัฐบาลอีแจมยองยังได้ขอให้นักเคลื่อนไหวงดปล่อยลูกโป่งโปรยใบปลิว ขณะเดียวกันเตือนว่าอาจใช้กฎหมายความปลอดภัยสาธารณะควบคุมการเคลื่อนไหวดังกล่าว หากส่งผลกระทบต่อความมั่นคงบริเวณชายแดน

ล่าสุดเกาหลีเหนือก็ได้ปิดลำโพงของตนลงเช่นกันในวันพฤหัสบดี ทำให้ฝ่ายเกาหลีใต้มองว่านี่อาจเป็นสัญญาณของการยุติสงครามเสียงชั่วคราว ขณะที่ประชาชนชายแดนต่างหวังว่าชีวิตจะกลับสู่ความสงบอีกครั้ง

แม้ยังไม่มีท่าทีตอบรับอย่างเป็นทางการจากเปียงยาง แต่นักวิเคราะห์มองว่าการเคลื่อนไหวล่าสุดของรัฐบาลใหม่เกาหลีใต้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการทลายกำแพงความขัดแย้งที่สะสมมายาวนานในคาบสมุทรเกาหลี

‘ราเมช วิศวกุมาร’ รอดปาฏิหาริย์!!..หลังถูกแรงระเบิดดีดตัว ผู้รอดชีวิตเพียงหนึ่งเดียวจากเหตุ Boeing 787 ตกที่อินเดีย

(13 มิ.ย. 68) ราเมช วิศวกุมาร (Ramesh Vishwaskumar) ชายวัย 40 ปี สัญชาติอังกฤษเชื้อสายอินเดีย คือผู้โดยสารเพียงคนเดียวที่รอดชีวิตจากเหตุเครื่องบินตกของเที่ยวบิน AI171 ของสายการบิน Air India เมื่อวันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา เขานั่งที่นั่ง 11A ริมหน้าต่างในห้องโดยสารด้านหน้า กำลังเดินทางร่วมกับพี่ชายที่ยังคงสูญหาย เหตุการณ์สะเทือนขวัญครั้งนี้เกิดขึ้นไม่นานหลังจากเครื่องบินเทคออฟจากเมืองอาห์มดาบาด ประเทศอินเดีย มุ่งหน้าสู่สนามบินลอนดอนแกตวิค ประเทศอังกฤษ

เที่ยวบินดังกล่าวใช้เครื่อง Boeing 787-8 Dreamliner ซึ่งเพิ่งทะยานขึ้นไปได้เพียง 625 ฟุต ก่อนที่นักบินจะประกาศ 'เครื่องยนต์ขัดข้อง' เครื่องบินตกลงบริเวณหอพักแพทย์ของ BJ Medical College และเกิดการระเบิดและไฟลุกไหม้อย่างรุนแรง ผู้โดยสารและลูกเรือรวม 242 ราย เสียชีวิตถึง 241 ราย เหลือเพียง ราเมช วิศวกุมาร ที่รอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์

ตามรายงานเบื้องต้น เขาอาจถูกแรงระเบิดดีดตัวออกมาจากตัวเครื่องหรือได้รับการปกป้องจากแรงกระแทกหลัก ทำให้รอดพ้นจากเปลวไฟและซากระเบิดที่ตามมา ราเมช เล่าว่าได้ยิน 'เสียงระเบิดดังสนั่น' หลังเครื่องขึ้นไม่กี่วินาที ก่อนที่ไฟและควันจะพวยพุ่งไปทั่วห้องโดยสาร เขาหนีออกมาได้ทางรอยแตกที่ลำตัวเครื่อง ก่อนที่เปลวเพลิงจะลามถึงบริเวณนั้น เจ้าหน้าที่กู้ภัยพบตัวเขาในสภาพบาดเจ็บและมึนงง แต่ยังคงมีสติ

ขณะนี้ ราเมชเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลในเมืองอาห์มดาบาด โดยอยู่ภายใต้การดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด แพทย์ระบุว่าเขาได้รับบาดเจ็บจากไฟไหม้และอาการช็อก แต่ยังมีสติสัมปชัญญะชัดเจน คาดว่าทางการอินเดีย รวมถึงเจ้าหน้าที่จาก NTSB และสายการบิน Air India จะเข้าสอบปากคำเขาในเร็ว ๆ นี้ เนื่องจากคำให้การของเขาอาจเป็นกุญแจสำคัญในการไขปริศนาช่วงเวลา 30–40 วินาทีก่อนเกิดเหตุ

การที่ราเมชรอดชีวิตจากอุบัติเหตุเครื่องบินตกครั้งใหญ่เช่นนี้ ถือว่าแทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์การบิน สถิติเก่าระบุว่าผู้รอดชีวิตเพียงหนึ่งคนจากเหตุการณ์ลักษณะนี้มีน้อยมาก เช่น เที่ยวบิน BA548 ปี 1972, เที่ยวบิน 255 ปี 1987 และเที่ยวบิน Yemenia 626 ในปี 2009 การรอดชีวิตของเขาจึงกลายเป็นปรากฏการณ์ที่ทั้งโลกจับตามอง และเป็นอีกหน้าหนึ่งในโศกนาฏกรรมการบินที่ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์

Boeing 787 Dreamliner เจอจุดเปลี่ยนสำคัญ อุบัติเหตุเที่ยวบิน AI‑171 สั่นคลอนความเชื่อมั่นโลก

(13 มิ.ย. 68) Boeing 787 Dreamliner หรือที่รู้จักกันในฉายา 'Plastic Jet' ถือเป็นหนึ่งในผลงานปฏิวัติวงการการบินพาณิชย์ ด้วยการนำวัสดุคอมโพสิทมาใช้ในโครงสร้างเครื่องบินเกือบครึ่งหนึ่ง ทำให้ลดน้ำหนักและประหยัดเชื้อเพลิงได้ถึง 20–25% เมื่อเทียบกับเครื่องบินรุ่นก่อนหน้า นอกจากนี้ยังมาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ เช่น ระบบปรับอากาศที่ให้แรงดันสูงขึ้น หน้าต่างขนาดใหญ่กว่าเดิม และการออกแบบเพื่อลดเสียงรบกวนในห้องโดยสาร ส่งผลให้ Dreamliner เป็นที่ชื่นชอบของทั้งผู้โดยสารและสายการบินทั่วโลก

โครงการ Dreamliner เริ่มต้นในปี 2004 ก่อนทำการบินทดสอบครั้งแรกในเดือนธันวาคม 2009 และได้รับอนุมัติให้ใช้งานในปี 2011 แม้ต้องเผชิญปัญหาด้านเทคนิคและความล่าช้าหลายครั้ง โดยเฉพาะเหตุการณ์ไฟไหม้จากแบตเตอรี่ลิเธียมในปี 2013 ที่ทำให้ต้องระงับการบินชั่วคราวทั่วโลก ก่อนที่ Boeing จะแก้ไขและนำกลับมาให้บริการอีกครั้ง ปัจจุบัน Dreamliner มี 3 รุ่นย่อย ได้แก่ 787‑8, 787‑9 และ 787‑10 รองรับผู้โดยสารได้ตั้งแต่ 210–330 ที่นั่ง โดย Boeing ได้รับคำสั่งซื้อแล้วกว่า 2,100 ลำ และส่งมอบแล้ว 1,189 ลำ ให้กับกว่า 110 สายการบินทั่วโลก

แม้จะได้รับการยกย่องว่าเป็นเครื่องบินพาณิชย์ที่ล้ำสมัยที่สุดรุ่นหนึ่ง แต่เส้นทางของ Dreamliner ก็ไม่ได้ราบรื่นตลอดเวลา โดยเฉพาะช่วงปี 2019–2022 ที่ FAA หรือสำนักงานการบินพลเรือนสหรัฐฯ เข้าตรวจสอบมาตรฐานการผลิตอย่างเข้มงวด หลังพบปัญหาเกี่ยวกับโครงสร้างและคุณภาพของตัวเครื่องอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดขึ้นเมื่อมีพนักงานภายในออกมาเปิดเผยว่า Boeing ใช้ 'ทางลัด' บางประการในการประกอบเครื่อง เพื่อเร่งการผลิตและลดต้นทุน ซึ่งอาจส่งผลต่อความปลอดภัยในระยะยาว FAA จึงต้องเข้มงวดในการตรวจสอบและบังคับให้บริษัทปรับปรุงกระบวนการผลิตในหลายโรงงาน

เหตุการณ์สำคัญที่เขย่าวงการการบินเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2025 เมื่อเที่ยวบิน AI‑171 ของสายการบิน Air India ซึ่งใช้เครื่อง Boeing 787-8 หมายเลขทะเบียน VT‑ANB ตกลงในพื้นที่ชุมชนไม่กี่นาทีหลังเทคออฟจากเมืองอาห์มาดาบัด ในประเทศอินเดีย มุ่งหน้าสู่ลอนดอน หลังมีการประกาศเมย์เดย์ (เครื่องยนต์ขัดข้อง) กลางอากาศ โดยมีผู้โดยสารและลูกเรือรวม 242 คน เสียชีวิต 241 ราย รอดเพียงรายเดียว ส่งผลให้เหตุการณ์นี้นับเป็นอุบัติเหตุร้ายแรงครั้งแรกของ Dreamliner ตลอดระยะเวลา 14 ปีที่ให้บริการ และส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นในด้านความปลอดภัยของเครื่องบินรุ่นนี้

อุบัติเหตุของเที่ยวบิน AI‑171 เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่อุตสาหกรรมการบินทั่วโลกกำลังเผชิญกับอุบัติเหตุทางอากาศหลายกรณี ทั้งเครื่องบินพาณิชย์ เฮลิคอปเตอร์ และเที่ยวบินประจำภูมิภาค เหตุการณ์ตกของ Dreamliner ไม่เพียงส่งผลต่อภาพลักษณ์ของ Boeing เท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนให้ผู้ผลิตอากาศยาน หน่วยงานกำกับดูแล และสายการบินทั่วโลก ต้องหันมาให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นในโลกที่ความเสี่ยงด้านเทคนิค การดำเนินงาน และสภาพแวดล้อมยังคงเป็นความท้าทายที่ไม่อาจมองข้าม

‘คิม จองอึน’ ยกสัมพันธ์รัสเซียคือสายเลือดพี่น้อง ประกาศจับมือแน่น!!...ขอยืนเคียงข้างปูตินตลอดไป

(12 มิ.ย. 68) สื่อทางการเกาหลีเหนือ KCNA รายงานว่า คิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ส่งสาส์นแสดงความยินดีถึงประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน เนื่องในวันชาติรัสเซีย โดยเรียกปูตินว่า “มิตรและสหายที่รักที่สุด” พร้อมยกย่องความสัมพันธ์ที่หล่อหลอมด้วยเลือดระหว่างทั้งสองชาติ

คิม จองอึน ระบุว่า รัสเซียเป็น “รัฐพี่น้อง” และมิตรภาพดั้งเดิมระหว่างเปียงยางและมอสโกยิ่งแน่นแฟ้นขึ้น ภายใต้ความร่วมมือเชิงทหารที่ทั้งสองประเทศได้ต่อสู้ร่วมกันใน “สงครามอันศักดิ์สิทธิ์เพื่อปกป้องอธิปไตยของรัสเซีย”

ภายใต้สนธิสัญญาความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์แบบเบ็ดเสร็จ กองกำลังเกาหลีเหนือได้ถูกส่งไปประจำในแคว้นเคอร์สค์ของรัสเซีย โดยมีบทบาทช่วยขับไล่กองทัพยูเครนออกจากพื้นที่ชายแดน ซึ่งปูตินได้แสดงความขอบคุณและยกย่องทหารเกาหลีเหนือว่า “ปฏิบัติหน้าที่ด้วยเกียรติและความกล้าหาญ”

ในรายงานจากกองทัพรัสเซียเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา นายพลวาเลรี เกราซิมอฟ ได้กล่าวถึงบทบาทสำคัญของกองทัพประชาชนเกาหลีในการปลดปล่อยแคว้นเคอร์สค์ และปูตินกล่าวว่า “ประชาชนรัสเซียจะไม่มีวันลืมวีรกรรมของทหารเกาหลีเหนือ”

ทั้งนี้ ผู้นำเกาหลีเหนือยืนยันว่าเขาและประเทศจะ “ยืนเคียงข้างปูตินและสหพันธรัฐรัสเซียตลอดไป” สะท้อนถึงแนวโน้มความร่วมมือด้านการทหารและการเมืองระหว่างสองชาติท่ามกลางความขัดแย้งที่ยังยืดเยื้อในยูเครน

ผู้นำสาธารณรัฐเซิร์ปสกา ลั่นไม่เอาผู้อพยพจากอังกฤษ ชี้ สหราชอาณาจักร ควรโยกผู้ย้ายถิ่นไปฝั่งบอสเนียแทน

(12 มิ.ย. 68) ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐเซิร์ปสกา มิโลราด โดดิค (Milorad Dodik) กล่าวอย่างชัดเจนว่า เขาปฏิเสธทุกข้อตกลงที่จะนำผู้อพยพมาลงในเขตบริหารของตน ซึ่งรวมถึงข้อเสนอจากรัฐบาลสหราชอาณาจักร โดยให้สัมภาษณ์กับสื่อ RT ว่า สาธารณรัฐเซิร์บ (Republika Srpska) จะไม่ยินยอมให้จัดตั้ง 'ศูนย์พักพิง' สำหรับผู้อพยพจากอังกฤษบนดินแดนของตนอย่างเด็ดขาด

โดดิค กล่าวว่า ข้อเสนอของอังกฤษจริงจังและมีการผลักดันจากกระทรวงต่างประเทศของสหราชอาณาจักร แต่เขาตอบปฏิเสธด้วยหลักการชัดเจนว่า “เราไม่รับผู้อพยพ” และ “พวกเขาไม่ควรนำมาพักไว้ในเซิร์ปสกา พร้อมเตือนว่าหากจะนำผู้อพยพเข้ามา ควรโยกย้ายไปยังเขตสหพันธรัฐของ บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา ไม่ใช่บริเวณของเขา

ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐเซิร์บย้ำว่าการย้ายผู้อพยพที่เสนอมานั้น “ยอมรับไม่ได้” และไม่ควรให้สถานะเป็นพื้นที่สำหรับผู้อพยพที่ถูกส่งกลับจากสหราชอาณาจักร โดยชี้ว่า รัฐบาลอังกฤษต้องคำนึงถึงการตัดสินใจที่สร้างปัญหาขึ้นในอนาคต และจะทำให้เกิดความตึงเครียดภายในประเทศของเขา

คำให้สัมภาษณ์ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามต่อสู้ทางการเมืองของโดดิค และยังสะท้อนการใช้ประเด็นผู้อพยพเพื่อเรียกร้องเสถียรภาพหรือชี้ให้ผู้นำตะวันตกเห็นว่า สาธารณรัฐเซิร์บ มีแนวทางต่างจากรัฐบาลกลางบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา

ในขณะที่สหราชอาณาจักรพยายามดำเนินนโยบายส่งผู้อพยพที่เดินทางเข้าประเทศอย่างผิดกฎหมายไปยังประเทศที่ 3 เพื่อบรรเทาภาระภายใน แต่โดดิคแสดงจุดยืนว่า “เซิร์บไม่ใช่ที่รองรับผู้อพยพจากอังกฤษ” และจะไม่ลงนามในความตกลงใด ๆ ที่สนับสนุนการกระทำนั้น

‘อาโออิ’ เปิดใจลูกถูกล้อเลียนเพราะอดีตในวงการ AV ยอมรับเจ็บปวด!!..วอนสังคมหยุดตัดสินลูกจากอดีตของแม่

(12 มิ.ย. 68) อดีตนักแสดงหนังผู้ใหญ่ชื่อดังของญี่ปุ่น 'โซระ อาโออิ' วัย 44 ปี เปิดเผยว่าลูกชายฝาแฝดของเธอเคยถูกเพื่อนล้อและกลั่นแกล้งในโรงเรียน เนื่องจากอดีตของเธอในวงการ AV แม้เธอจะออกจากวงการมานานหลายปีแล้วก็ตาม

โซระ อาโออิ (Sora Aoi) ซึ่งเคยแสดงในหนัง AV กว่า 600 เรื่องระหว่างปี 2002-2011 และกลายเป็นไอดอลระดับตำนานของวงการ ได้แต่งงานในปี 2018 กับศิลปินซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานกันมาก่อน โดยทั้งคู่ให้กำเนิดลูกชายฝาแฝด พร้อมทั้งเป็นผู้ก่อตั้งแบรนด์สกินแคร์และแบรนด์ความงามอื่น ๆ ในปัจจุบัน

แม้จะหันหลังให้กับวงการมานาน แต่ลูกของเธอยังคงถูกบูลลี่ เช่นคำพูดว่า “แม่แกเคยเล่นหนังโป๊ น่าสงสารจัง” หรือ “ลูกของคนแบบนั้นไม่มีทางมีความสุขได้” ซึ่งโซระยืนยันว่า “ไม่มีใครมีสิทธิ์ตัดสินว่าลูกฉันควรน่าสงสารหรือไม่”

เธอกล่าวว่าตนเองยอมรับอดีตได้ และสิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ลูกเข้าใจว่าแม่รักพวกเขามากเพียงใด พร้อมชี้ให้เห็นถึงอคติที่ผู้หญิงในวงการหนังผู้ใหญ่ต้องเผชิญ แม้จะพ้นจากวงการแล้วก็ตาม และหวังว่าสังคมจะเปิดใจมากขึ้นในอนาคต

‘ทรัมป์’ ประกาศสงครามการค้ากับจีนจบลง แต่ยังตรึงภาษีสินค้านำเข้าไว้ที่ 55%

(12 มิ.ย. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนได้ 'จบแล้ว' โดยมีการคงอัตราภาษีสินค้าจีนไว้ที่ 55% โดยไม่ปรับเพิ่มอีก อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์และค้าปลีกเตือนว่า ความเสียหายต่อห่วงโซ่อุปทาน เศรษฐกิจ และผู้บริโภคสหรัฐฯ ยังไม่สิ้นสุด

อัตราภาษีที่สูงถึง 55% ทำให้บริษัทในสหรัฐฯ หลายพันแห่งเผชิญความเสี่ยง โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่สามารถแบกรับต้นทุนหรือตั้งราคาขายเพิ่มได้ ส่งผลให้ผู้บริโภคเป็นฝ่ายรับภาระต้นทุนแทน ซึ่งอาจกระทบต่อราคาสินค้าช่วงเปิดเทอมและเทศกาลปลายปี

ขณะเดียวกัน ตัวเลขเงินเฟ้อเดือนล่าสุดแสดงการเพิ่มขึ้นของราคาที่ต่ำกว่าคาด แต่ความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีทำให้ผู้ประกอบการยังคงระวังต่อแผนสั่งสินค้านำเข้า โดยเฉพาะจากจีนและสหภาพยุโรป ซึ่งกำลังเผชิญความลังเลจากผู้นำเข้าสหรัฐฯ

ภาคขนส่งและโลจิสติกส์ยังไม่ฟื้นตัว โดยปริมาณการขนส่งทั้งทางรถบรรทุกและรถไฟลดลงจากปีก่อนอย่างต่อเนื่อง ดัชนีการจองตู้คอนเทนเนอร์ทะเล (Ocean TEU Index) แสดงว่าปี 2025 มีปริมาณการขนส่งน้อยกว่าปีก่อนถึง 14% ซึ่งถือเป็นสัญญาณล่วงหน้าถึงความต้องการผู้บริโภคที่ลดลง

ในขณะที่อุตสาหกรรมโลจิสติกส์พยายามเร่งนำเข้าสินค้าช่วงระยะเวลาชั่วคราวที่รัฐบาลสหรัฐฯ ยกเว้นหรือชะลอการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ก่อนหมดเขตกลางเดือนสิงหาคม ปัญหาการสะสมของตู้คอนเทนเนอร์เปล่าที่ท่าเรือลอสแอนเจลิสและลองบีชยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ ซึ่งอาจทำให้ผู้ส่งออกในสหรัฐฯ ประสบปัญหาขาดแคลนตู้สำหรับส่งสินค้า

แม้จะมีข้อตกลงเบื้องต้นกับจีน แต่ภาคธุรกิจยังรอการอนุมัติขั้นสุดท้ายจากทั้งสองผู้นำ และจับตาว่าจะมีการเจรจาใด ๆ เพิ่มเติมหรือไม่ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จึงยังเลือก 'รอดูท่าที' ก่อนจะเดินหน้าลงทุนหรือสั่งสินค้าเพิ่มเติมจากต่างประเทศในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

ซีอีโอของหัวเว่ย ยอมรับชิปจีนล้าหลังสหรัฐฯ แต่ไม่ยอมแพ้!!...มั่นใจใช้เทคนิคพิเศษทดแทนได้

(11 มิ.ย. 68) เหริน เจิ้งเฟย (Ren Zhengfei) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของหัวเว่ย เทคโนโลยี (Huawei) เปิดเผยว่า ชิป Ascend ของบริษัทยังล้าหลังกว่าของสหรัฐฯ ราวหนึ่งเจเนอเรชัน แต่สามารถบรรลุประสิทธิภาพระดับสูงสุดได้ด้วยเทคนิคการจัดเรียงและการประมวลผลแบบกลุ่ม โดยหัวเว่ยได้จดสิทธิบัตรเทคโนโลยีในการวางชิปซ้อนกันเพื่อลดขนาดโปรเซสเซอร์

ในการให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ People's Daily ซีอีโอของหัวเว่ยระบุว่า การคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ ไม่สามารถหยุดยั้งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของจีน โดยเฉพาะในด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) พร้อมชี้ว่าจีนมีข้อได้เปรียบหลายด้าน เช่น พลังงานไฟฟ้า เครือข่ายสื่อสาร และเยาวชนที่เก่งจำนวนมาก

เหริน เจิ้งเฟย กล่าวอีกว่า AI คือ “การปฏิวัติทางเทคโนโลยีครั้งสุดท้ายของมนุษยชาติ” ควบคู่กับพลังงานสะอาดจากนิวเคลียร์ฟิวชัน และระบุว่าอัลกอริธึม AI จะถูกใช้งานจริงในภาคพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน ถ่านหิน และยา ไม่ใช่แค่ในวงการเทคโนโลยีสารสนเทศเท่านั้น

บทสัมภาษณ์นี้มีขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดด้านเทคโนโลยีระหว่างจีนกับสหรัฐฯ โดยเมื่อเดือนพฤษภาคม กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ออกคำแนะนำใหม่ว่า การใช้ชิป Ascend ของหัวเว่ยในที่ใดก็ตามทั่วโลก อาจละเมิดมาตรการควบคุมการส่งออกของสหรัฐฯ

ซีอีโอวัย 80 ปี เน้นย้ำว่าหัวเว่ยเป็นเพียงหนึ่งในบริษัทชิปของจีนอีกจำนวนมาก พร้อมระบุว่าสหรัฐฯ “พูดเกินจริง” ถึงความสำเร็จของหัวเว่ย และย้ำว่าจีนควรลงทุนในงานวิจัยพื้นฐานเพื่อพึ่งพาตนเองในระยะยาว แทนที่จะนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างชาติ

เอกสารลับรัสเซียเผย FSB กลัวจีนแทรกซึมล้วงข้อมูล อ้างปักกิ่งวางแผนผนวกดินแดน ‘วลาดิวอสต็อก’

(11 มิ.ย. 68) เอกสารลับของหน่วยข่าวกรองภายในรัสเซีย (F.S.B.) ที่เพิ่งถูกเปิดเผย ระบุว่าจีนเป็น 'ศัตรู' และกำลังแทรกซึมเพื่อขโมยเทคโนโลยีทางทหารของรัสเซีย รวมถึงพยายามชักชวนผู้เชี่ยวชาญรัสเซียให้ทำงานเป็นสายลับ

แม้ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน จะประกาศมิตรภาพแน่นแฟ้นกับจีนอย่างเป็นทางการ แต่ภายใน F.S.B. ได้ดำเนินแผนต้านการจารกรรมจากจีนตั้งแต่ต้นปี 2022 ภายใต้ชื่อ 'Entente-4' พร้อมจับตานักวิชาการ นักข่าว และเจ้าหน้าที่ที่มีความเชื่อมโยงกับจีน

รายงานระบุว่าจีนพยายามล้วงข้อมูลการปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียในยูเครน โดยมุ่งเรียนรู้เทคโนโลยีโดรน การรับมืออาวุธตะวันตก และกำลังจับตานักวิทยาศาสตร์การบินและอดีตวิศวกรโครงการยุทธศาสตร์โซเวียตที่ถูกยุบ

จีนยังถูกกล่าวหาว่าใช้มหาวิทยาลัยและบริษัทเหมืองแร่เป็นฉากหน้าในการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนาภูมิภาคอาร์กติกของรัสเซีย พร้อมทั้งขยายอิทธิพลในเอเชียกลางผ่านยุทธศาสตร์แลกเปลี่ยนเชิงมนุษยธรรม โดยเริ่มที่อุซเบกิสถาน

F.S.B. แสดงความกังวลว่าจีนกำลังพยายามสร้างข้ออ้างทางประวัติศาสตร์เพื่อเรียกร้องดินแดนในภาคตะวันออกไกลของรัสเซียอย่าง 'วลาดิวอสต็อก' และมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ควบคุมการวิจัยที่อาจเชื่อมโยงถึงแนวคิด 'ทวงคืนดินแดน' 

สำหรับ วลาดิวอสต็อก (Vladivostok) เป็นเมืองท่าสำคัญทางตะวันออกไกลของรัสเซียในปัจจุบัน เคยเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนที่อยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของจักรวรรดิจีนในสมัยราชวงศ์ชิง ก่อนที่จะถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิรัสเซียอย่างเป็นทางการในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 ผ่านสนธิสัญญาที่ฝ่ายจีนมองว่าเป็น 'สนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรม'

นอกจากในรายงานยังอ้างถึงเจ้าหน้าที่รัสเซียได้รับคำสั่งให้สอดแนมผู้ใช้งานแอป WeChat รวมถึงตรวจสอบนักศึกษารัสเซียกว่า 20,000 คนในจีน โดยจีนยังพยายามสรรหาชาวรัสเซียที่แต่งงานกับชาวจีนเป็นสายลับ

แม้เอกสารจะแสดงความกังวลอย่างชัดเจน แต่ก็ระบุว่าการรักษาความสัมพันธ์กับจีนยังสำคัญยิ่ง เจ้าหน้าที่ทุกคนต้องได้รับอนุมัติจากระดับสูงสุดก่อนจะดำเนินการใด ๆ ที่อาจกระทบสัมพันธ์ทวิภาคี

สหรัฐฯ เลิกทุ่มงบช่วยยูเครน ในปี 2026 ชูแนวทางเจรจากับรัสเซีย แทนการส่งอาวุธ

(11 มิ.ย. 68) พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ แถลงต่อสภาคองเกรสว่า รัฐบาลทรัมป์เตรียมลดงบประมาณช่วยเหลือทางทหารแก่ยูเครนในร่างงบประมาณกลาโหมปี 2026 โดยให้เหตุผลว่าสหรัฐฯ ต้องให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของตนเองท่ามกลางปัญหาทั่วโลกที่แข่งขันกัน

รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ระบุอีกว่า รัฐบาลชุดนี้มีมุมมองต่อความขัดแย้งในยูเครนต่างจากอดีต โดยมองว่า “การเจรจาเพื่อยุติสงครามอย่างสันติ” คือแนวทางที่เป็นประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย และกับสหรัฐฯ เอง อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดว่าการปรับลดจะมีขนาดมากน้อยเพียงใด

ท่าทีล่าสุดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่รัสเซียเพิ่มการโจมตีทางอากาศใส่ยูเครน โดยเฉพาะในกรุงเคียฟ ขณะที่ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ได้ร้องขอระบบป้องกันภัยทางอากาศจากสหรัฐฯ โดยเสนอซื้อด้วยเงินของยูเครนแทนการรับความช่วยเหลือ

ทั้งนี้ ตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากรุกรานเต็มรูปแบบในปี 2022 สหรัฐฯ ได้ให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่ยูเครนมากกว่า 66,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 2,376 ล้านบาท) แต่รัฐบาลทรัมป์ได้ระงับแพ็กเกจช่วยเหลือใหม่ทั้งหมดตั้งแต่เริ่มวาระสองในเดือนมกราคม และมีท่าทีแข็งกร้าวต่อยูเครนมากขึ้น ทั้งยังถอนตัวจากเวทีหารือด้านความมั่นคงร่วมกับพันธมิตรหลายครั้งในระยะหลัง

‘รัสเซีย’ โจมตี ‘ยูเครน’ ครั้งใหญ่สุดในรอบ 3 ปี โรงงานผลิตอาวุธ-คลังน้ำมัน-โครงสร้างพื้นฐานพังยับ

(11 มิ.ย. 68) กรุงเคียฟเผชิญการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ที่สุดตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครนในปี 2565 โดยมีการโจมตีเป้าหมายสำคัญทางทหารและอุตสาหกรรมทั่วเมือง รวมถึงโรงพยาบาลแม่และเด็กในเมืองโอเดสซา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ราย และบาดเจ็บอีกหลายคน

กระทรวงกลาโหมรัสเซียยืนยันว่า การโจมตีแบบผสมผสานด้วยขีปนาวุธและโดรนครั้งนี้มุ่งเป้าไปที่อุตสาหกรรมการบิน ขีปนาวุธ ยานเกราะ และโรงงานต่อเรือในเคียฟ โดยเฉพาะโรงงาน Artem, โรงงานหุ้มเกราะเคียฟ และคลังเชื้อเพลิงจรวดซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนัก ไฟยังคงลุกไหม้หลายชั่วโมงหลังถูกถล่ม

นอกจากนี้ โดรนและขีปนาวุธรัสเซียมากกว่า 200 ลำพุ่งเป้าโจมตีจุดยุทธศาสตร์ในเขต Vyshgorod, Boryspil, Bila Tserkva รวมถึงสนามบินทหารและคลังน้ำมันหลักของเคียฟ ทำให้โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมได้รับความเสียหาย ถนน เส้นทางรถไฟ และคลังสินค้าหลายแห่งถูกทำลาย

หนึ่งในจุดที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักคือคลังเก็บหัวรถจักร Darnitsa ซึ่งเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางทหารทางราง และฐานซ่อมบำรุงของยานเกราะที่เก็บรถถังและอาวุธหนัก ขณะที่วิดีโอจากภาคสนามเผยให้เห็นเจ้าหน้าที่ดับเพลิงใช้เฮลิคอปเตอร์ Ka-32 พยายามควบคุมเพลิงในคลังเชื้อเพลิงกลางเมือง

ด้านประธานาธิบดีเซเลนสกี ประณามรัสเซียว่า “จงใจโจมตีหัวใจของชาติ” พร้อมเรียกร้องพันธมิตรเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรและสนับสนุนระบบป้องกันภัยทางอากาศเพิ่มเติม แม้จะมีความพยายามเจรจาสันติภาพเมื่อไม่นานนี้ แต่การโจมตีล่าสุดยิ่งตอกย้ำความตึงเครียดของสงครามที่ยังไม่มีจุดสิ้นสุด

รัสเซีย-เกาหลีเหนือ กลับมาเดินรถไฟระยะไกลสุดในโลกอีกครั้งในรอบ 4 ปี ระหว่างกรุงเปียงยาง-มอสโก เริ่ม 17 มิ.ย.นี้

(11 มิ.ย. 68) รัสเซียและเกาหลีเหนือเตรียมกลับมาให้บริการ เดินทางด้วยรถไฟโดยสารที่ระยะไกลสุดในโลกระหว่างกรุงเปียงยาง-มอสโก เริ่ม 17 มิถุนายนนี้ หลังระงับไปกว่า 4 ปี จากมาตรการปิดพรมแดนช่วงโควิด-19

รถไฟสายตรงดังกล่าวใช้เวลาเดินทาง 8 วัน โดยขาไปจะออกจากกรุงเปียงยาง วันที่ 17 มิถุนายน ถึงมอสโก วันที่ 25 มิถุนายน ส่วนขากลับจะออกจากกรุงมอสโก วันที่ 26 มิถุนายน ถึงเปียงยางวันที่ 4 กรกฎาคม ให้บริการเดือนละ 2 ครั้ง ในวันที่ 3 และ 17 ของทุกเดือน

สำหรับรถไฟจะให้บริการแบบไม่แวะจอดนอกกำหนด โดยจะมีจุดจอดตามเมืองใหญ่ในรัสเซียประมาณ 12 เมือง เช่น อีร์คุตสค์ ครัสโนยาสค์ โนโวซีบีสค์และเยคาเตรินบุร์ก โดยทางการรถไฟเกาหลีเหนือจะเป็นผู้ดำเนินการตู้โดยสารของตนเอง

ขณะที่ในวันที่ 19 มิถุนายนนี้ จะมีการกลับมาเปิดเดินรถไฟระหว่างเปียงยาง-ฮาบารอฟสค์ แบบรายเดือนเพิ่มเติมด้วย ถือเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่สะท้อนความสัมพันธ์แน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ

ทั้งนี้ ความร่วมมือรัสเซีย-เกาหลีเหนือแน่นแฟ้นขึ้นหลังสงครามยูเครน โดยมีรายงานว่า เกาหลีเหนือส่งกำลังสนับสนุนรัสเซียในแนวรบเมืองคูร์สก์ และได้ลงนามข้อตกลงความมั่นคงร่วมกันเมื่อปลายปี 2024


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top