Tuesday, 14 July 2026
WORLD

ประสบการณ์ตรงนักศึกษา ป.เอก ในจีน ยัน คลาสเรียนคือเวทีวิเคราะห์ ไม่ยัดเยียดโฆษณาชวนเชื่อทางการเมือง หยุดความเชื่อ “เรียนจีนจะกลายเป็นคอมมิวนิสต์”

(23 พ.ย. 68) คุณเค้ก จากเพจ Just Pai Tiew-ก็แค่ไปเที่ยว ได้โพสต์ข้อความว่า “ไปเรียนจีนแล้วจะกลายเป็นคอมมิวนิสต์?”

โพสต์นี้ขอมาตอบแทนนักศึกษาต่างชาติในจีนหน่อยครับ แต่ไม่รู้คนเหล่านั้นจะอ่านหรือเข้าใจหรือเปล่า?

คือเวลาผมลงคลิปเกี่ยวกับชีวิตในมหาวิทยาลัยจีน ไม่ว่าจะเรื่องการเรียน สิ่งแวดล้อม หรือวัฒนธรรมการศึกษาที่ต่างออกไป ผมมักจะเจอคอมเมนต์แนว “เดี๋ยวกลับมาก็หัวเป็นสังคมนิยม” อยู่เรื่อย ๆ ซึ่งในฐานะคนที่เรียนด้านนี้โดยตรง ผมอยากอธิบายว่า…

แน่นอนว่าระบบการเมืองของแต่ละประเทศย่อมมีอิทธิพลต่อสังคม แต่ไม่ได้หมายความว่ามนุษย์เราจะเปลี่ยนความคิด หรือถูก “ล้างสมอง” ได้ง่ายๆ เพียงเพราะไปใช้ชีวิตในประเทศใดประเทศหนึ่งไม่กี่ปีนะครับ เราทุกคนมีตัวตน ความคิดเชิงเหตุผล และเครื่องมือในการวิเคราะห์ข้อมูลจากหลายแหล่ง สิ่งเหล่านี้ทำให้เรากลั่นกรองโลกด้วยตัวเองได้มากกว่าที่คนหลายคนคิด
.
และจากประสบการณ์ตรงของผมในฐานะนักศึกษา ป.เอก สายนี้โดยตรงที่เรียนอยู่จีน อยากบอกว่าคลาสเรียนที่นี่ไม่ได้เป็นอย่างที่หลายคนจินตนาการเลยครับ

แม้ว่าการเมืองในจีนจะเป็นประเด็นอ่อนไหว แต่ในโลกของวิชาการ อาจารย์และนักศึกษายังคุยกันบนพื้นฐานของข้อมูล หลักการ และทฤษฎีทางรัฐศาสตร์ที่ถูกใช้กันทั่วโลก ไม่ได้มีการยัดเยียดว่าระบบนี้ดีกว่าหรือต้องคิดแบบนี้เท่านั้นอย่างที่หลายคนกลัว

ผมเคยอยู่ในคลาสที่อภิปรายตั้งแต่ระบบพรรคการเมือง การบริหารรัฐสมัยใหม่ นโยบายสาธารณะ ไปจนถึงทฤษฎีเสรีนิยมและประชาธิปไตยแบบต่างๆ ทุกอย่างถูกวิเคราะห์ผ่านมุมมองเชิงวิชาการ ไม่ใช่มุมมองเชิงโฆษณาชวนเชื่อ อาจารย์หลายคนย้ำเสมอว่า หน้าที่ของเรา คือการวิเคราะห์ ไม่ใช่ชี้นำว่าอะไร “ถูกหรือผิด” โดยไม่ให้เหตุผลรองรับ

ดังนั้น นักศึกษาต่างชาติจึงไม่เคยถูกบังคับให้เชื่อในอุดมการณ์ใดๆ เลยครับ

ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ผมยิ่งมั่นใจว่าการไปเรียนต่างประเทศ ไม่ว่าจะจีน อเมริกา หรือยุโรป ไม่ได้ทำให้คนถูกหล่อหลอมด้วยอุดมการณ์การเมืองใดๆ แบบอัตโนมัติ แต่กลับทำให้เรามองโลกกว้างขึ้นมากกว่าเดิม

ผมว่าความแตกต่างทางวัฒนธรรม ระบบการศึกษา และผู้คนที่เราได้พบเจอ ทำให้เราเข้าใจว่ามนุษย์ทั่วโลกมีเหตุผล วิธีคิด และบริบทที่หลากหลาย การได้มองโลกผ่านสายตาของระบบอื่น ไม่ได้ทำให้เราต้องเชื่อตาม แต่ช่วยให้เราตั้งคำถามเก่งขึ้น วิเคราะห์แหลมคมขึ้น และเข้าใจโลกอย่างรอบด้านยิ่งขึ้นครับ

นักศึกษาไทยและต่างชาติที่เลือกไปเรียนในจีน ก็ไม่ได้ไปเพื่อรับอุดมการณ์ทางการเมืองของที่นั่น แต่ไปเพื่อเข้าถึงภาษา ความรู้ ทักษะ และเครือข่ายในประเทศที่กำลังมีบทบาทสำคัญในเวทีโลกอย่างมาก

ฉะนั้นอยากจะบอกกับเพื่อนๆ นักศึกษาที่อยู่ในจีนว่า
อย่าได้ไปคำพูด ตรรกะเหล่านั้นครับ คุณไม่ได้ทำอะไรผิด 
คุณแค่เลือกเปิดพื้นที่การเรียนรู้ของตัวเองให้กว้างขึ้นเท่านั้นเอง

และสำหรับใครที่กังวลว่าการไปเรียนต่างประเทศจะ เปลี่ยนหัวคิดได้ง่ายๆ ผมอยากบอกว่า…
ความมั่นคงทางความคิด ไม่ได้มาจากการปิดตัวเองจากความต่าง แต่มาจากการมองเห็นโลกหลายแบบ และรู้จักตั้งคำถามกับทุกแบบอย่างมีเหตุผล

การได้สัมผัสความแตกต่างไม่ใช่ภัยครับ
มันคือประตูที่ทำให้เราเข้าใจโลกชัดกว่าเดิมต่างหากครับ จบ!!

 

คบค้าสมาคมกับทั้ง 2 ฝ่าย เพราะพวกเขามองเราเป็นมิตร เพราะฉะนั้น มันจึงเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง สำหรับใครก็ตามในไทยที่วาดภาพ บทบาทมาเลเซียว่าเป็น การแทรกแซง

อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ออกมาตอบโต้อีกรอบต่อคำกล่าวอ้างที่ว่ามาเลเซียแทรกแซงความตึงเครียดทางการทูตเมื่อเร็วๆนี้ระหว่างไทยกับกัมพูชา เน้นย้ำแค่อำนวยความสะดวกการพูดคุยเพื่อหาทางออกอย่างฉันมิตรเท่านั้น

เขาอ้างว่าการมีส่วนร่วมของมาเลเซีย อยู่บนพื้นฐานล้วน ๆ จากสถานะของมาเลเซีย ในฐานะเพื่อนบ้านใกล้ชิดและไว้วางใจได้ และไม่ได้ชี้นิ้วสั่งว่าไทยและกัมพูชาควรคลี่คลายประเด็นความขัดแย้งอย่างไร
 
"ขอให้เราชี้แจงให้ชัด ลำดับแรกเลย ในฐานะเพื่อนบ้าน เรามีความกังวลโดยธรรมชาติ แต่เราไม่ได้เกี่ยวข้อง หรือกำหนดเงื่อนไขเฉพาะเจาะจงใดๆ เกี่ยวกับแนวทางที่พวกเขาจะบรรลุทางออก" อันวาร์ ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนมาเลเซียในวันอาทิตย์(23พ.ย.)

อันวาร์ ซึ่งทำหน้าที่ประธานอาเซียนประจำปี 2025 อีกตำแหน่ง เน้นย้ำว่าบทบาทของมาเลเซีย จำกัดอยู่เฉพาะกับเปิดทางให้พวกเจ้าหน้าที่สำคัญๆจากทั้ง 2 ประเทศ พูดคุยสื่อสารกัน ในนั้นรวมถึงอำนวยความสะดวกการสนทนากันระหว่างผู้บัญชาการกองทัพของทั้ง 2 ฝ่ายและสนับสนุนให้มีการติดต่อประสานงานกันระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศ

"ผมได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีของทั้ง 2 ประเทศ ก็ตอนที่สอบถามว่าพวกเขาจะพูดคุยกันได้ไหม พวกเขากำหนดเงื่อนไขและตัดสินใจในประเด็นต่างๆด้วยตนเอง" อันวาร์ระบุ พร้อมเผยว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้พูดคุยกับทั้ง 2 ฝ่ายเช่นกัน ระหว่างกระบวนการดังกล่าว

อันวาร์ บอกว่าความพยายามของมาเลเซีย นำร่องโดยความไว้เนื้อเชื่อใจของทั้ง 2 ประเทศที่มีต่อมาเลเซียมาช้านาน ในฐานะคู่หูที่เป็นมิตร ที่สามารถช่วยเปิดสายพูดคุยติดต่อสื่อสารยามจำเป็น "เราพยายามติดต่อคบค้าสมาคมกับทั้ง 2 ฝ่าย เพราะพวกเขามองเราเป็นมิตร"

"เพราะฉะนั้น มันจึงเป็นเรื่องไม่ถูกต้องสำหรับใครก็ตามในไทย ที่วาดภาพบทบาทมาเลเซียว่าเป็นการแทรกแซง ผมไม่รู้ว่าพวกเขามีมุมมองทางการเมืองภายในประเทศอย่างไร แต่การที่บ่งชี้ว่าเราแทรกแซง มันไม่ถูกต้องโดยสิ้นเชิง ไม่มีทางที่เราจะทำเช่นนั้น" เขากล่าว

นายกรัฐมนตรีรายนี้บอกต่อว่าไทยและกัมพูชามีความชอบธรรมทางกฎหมาย มีความสามารถและมีสิทธิอธิปไตยในการคลี่คลายประเด็นต่างๆของตนเอง และมาเลเซียเคารพต่อเรื่องดังกล่าวอย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตาม อันวาร์ เชื่อว่าหัวข้อนี้จะเป็นหนึ่งในประเด็นที่ถูกหยิบยกมาพูดคุยระหว่างการเดินทางเยือนมาเลเซียของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย "มันเป็นการปรึกษาหารือร่วมกันตามปกติระหว่างผู้นำของ 2 ประเทศ แต่ผมแน่ใจว่าเขาจะพาดพิงเรื่องนี้ และผมคิดว่ามันจะสอดคล้องกับจุดยืนของเขาที่ว่า ประชาชนชาวไทยจะต้องการปกป้องชายแดนของตนเอง อย่างแน่นอนที่สุด"

"และผมจะฟังเขาและผมจะอำนวยความสะดวกถ้าจำเป็น แต่สิ่งสำคัญคือการรับประกันว่าจะมีสันติภาพ" อันวาร์กล่าว


 

เปิดเหตุผลชาติตะวันตก? ยืนหยัดเคียงข้างปกป้อง ‘เซเลนสกี’ ทั้งที่คดีคอร์รัปชันยูเครนส่อบานปลาย เป็นเพียงฉากบังหน้าเพื่อซื้อเวลา หรือเพราะกลัวโดนหางเลข

(23 พ.ย. 68) เซอร์เกย์ สตันเควิช (Sergey Stankevich) นักวิเคราะห์การเมืองรัสเซียให้สัมภาษณ์สื่อรัสเซีย ระบุว่า เหตุที่ผู้นำชาติตะวันตกยังพยายาม “ล้างภาพ” ให้ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ท่ามกลางข่าวอื้อฉาวคอร์รัปชันในยูเครน เป็นเหมือน “ทางเลือกสุดท้าย” เพื่อซื้อเวลาและปกป้องตัวเอง ทั้งที่รู้ดีว่า การออกมาปกป้องเช่นนี้จะทำให้ถูกวิจารณ์ทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เขาชี้ว่า แนวเล่าเรื่องที่ว่า “คนรอบตัวโกงกันหมด แต่ผู้นำไม่รู้ไม่เกี่ยว” เป็นเพียงฉากบาง ๆ ที่พอจะใช้บังสายตาได้ชั่วคราว แต่ไม่แข็งแรงพอในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อหลายฝ่ายมองว่า เซเลนสกียากจะปฏิเสธความรับผิดชอบต่อปัญหาคอร์รัปชันในประเทศได้ทั้งหมด ด้านสหรัฐเอง สตันเควิชก็มองว่าได้ตัดสินใจในใจแล้วว่า “เตรียมหาผู้นำคนใหม่” และจะเดินหน้าตามแนวทางนี้ต่อไป

ปมที่ยังไม่ชัดเจนคือท่าทีของยุโรป ซึ่งต้องเป็นฝ่ายควักเงินภาษีประชาชนจำนวนมากมาช่วยพยุงรัฐบาลเซเลนสกี ทั้งด้านงบประมาณและเป้าหมายทางทหาร นักวิเคราะห์เตือนว่า การส่งเงินภาษีชาวยุโรปไปให้ระบอบที่ถูกมองว่ามีคอร์รัปชันสูง อาจทำให้ผู้นำยุโรปเสี่ยงต่อการถูกตรวจสอบตามกฎหมายภายในของตนเอง

สตันเควิชสรุปว่า ตอนนี้นักการเมืองยุโรปกำลังเผชิญทางเลือกที่ลำบาก หากอ้างว่า “ไม่รู้” ว่าเงินถูกส่งไปให้รัฐบาลที่มีภาพลักษณ์ฉาว ก็ดูไร้ความสามารถ แต่ถ้ารู้แล้วแต่ยังส่งเงินต่อ ก็อาจถูกมองว่ามีส่วนร่วมในโครงการที่เสี่ยงผิดกฎหมาย ทำให้การตัดสินใจเรื่องความช่วยเหลือยูเครนในอนาคตเต็มไปด้วยแรงกดดันทั้งการเมืองและกฎหมาย

‘ปูติน’ ย้ำเป็นช่วงที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ สำหรับความสัมพันธ์ของทั้งสองชาติ ชูความร่วมมือแบบเท่าเทียม ไม่พุ่งเป้าใส่ใคร เตรียมเปิดฟรีวีซ่าให้ นทท.จีนเข้า–ออกง่ายขึ้น

(23 พ.ย. 68) ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ประกาศว่าความสัมพันธ์รัสเซีย–จีนวันนี้กำลังอยู่ใน “ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์” ระหว่างการพบกับหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีนที่กรุงมอสโก โดยระบุว่าความร่วมมือเชิงหุ้นส่วนและยุทธศาสตร์ของทั้งสองประเทศตั้งอยู่บนหลักความเท่าเทียม แสวงหาผลประโยชน์ร่วมกัน และสนับสนุนกันในประเด็นผลประโยชน์หลักของแต่ละฝ่าย พร้อมย้ำว่าสัมพันธ์นี้ “ไม่ได้มุ่งเล่นงานใคร”

ปูตินยังกล่าวถึงบทบาทของรัสเซียและจีนในกรอบองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) ว่าช่วยผลักดันให้องค์กรนี้กลายเป็นหนึ่งในเสาหลักของระเบียบโลกแบบหลายขั้วอำนาจ พร้อมฝากหลี่ เฉียง ส่งความปรารถนาดีไปถึงประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีนด้วย

อีกหนึ่งสัญญาณใกล้ชิดคือ การเตรียมใช้มาตรการ “ฟรีวีซ่า” สำหรับพลเมืองจีนที่เดินทางเข้ารัสเซีย โดยปูตินระบุว่ารัสเซียจะออกมาตรการให้ชาวจีนเดินทางเข้าออกได้สะดวกขึ้นในอนาคตอันใกล้ สะท้อนการเปิดกว้างด้านการท่องเที่ยวแบบแลกเปลี่ยนระหว่างกันมากยิ่งขึ้น

ทรัมป์เดิมพันอนาคตสหรัฐ พึ่ง AI ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดึงเจ้าชายซาอุฯ ‘โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน’ ร่วมทุ่มลงทุน 1 ล้านล้านดอลลาร์ ปั้นทะเลทรายให้กลายเป็นฮับดาต้าเซ็นเตอร์

(23 พ.ย. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังผูกอนาคตเศรษฐกิจสหรัฐเข้ากับเทคโนโลยี โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์อย่างชัดเจน ภาพนี้ยิ่งชัดขึ้นระหว่างการเยือนสหรัฐของ เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบีย ที่ประกาศแผนลงทุนกับบริษัทอเมริกันมูลค่ารวมราว 1 ล้านล้านดอลลาร์ โดยใช้ความได้เปรียบด้านน้ำมันและก๊าซเป็นฐานพัฒนาประเทศให้กลายเป็นฮับดาต้าและเอไอของโลก

ในงาน US-Saudi Investment Forum ทรัมป์ประกาศต่อหน้านักลงทุนว่า สหรัฐจะร่วมกับพันธมิตรอย่างซาอุฯ “สร้าง ecosystem เอไอที่ใหญ่ ทรงพลัง และล้ำหน้าที่สุดในโลก” ท่ามกลางแขกแถวหน้าที่นั่งฟังอยู่มีทั้ง เจนเซน หวง (Jensen huang) ผู้ร่วมก่อตั้ง Nvidia และอีลอน มัสก์ ซีอีโอ Tesla, SpaceX และ xAI ฝั่งซาอุฯ เองก็กำลังใช้ทรัพยากรพลังงานราคาถูกและพื้นที่ขนาดใหญ่เป็นแม่เหล็กดึงดูดโครงการดาต้าเซ็นเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานเอไอร่วมกับบริษัทสหรัฐฯ

ทรัมป์พยายามโยงผลงานตลาดหุ้นและเม็ดเงินลงทุนปีนี้เข้ากับนโยบายของตัวเอง แต่ในความเป็นจริง ส่วนใหญ่เป็นผลจากการเร่งสร้างดาต้าเซ็นเตอร์เอไอและโรงไฟฟ้าที่ต้องรองรับการใช้พลังงานมหาศาล ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นก็เริ่มผันผวน ดัชนีสำคัญบางตัวร่วงลงเพราะนักลงทุนกังวลว่าเอไอกำลังสร้างฟองสบู่ใหม่ หากค่าพลังงานของประชาชนพุ่งขึ้น หรืองานในภาคเอไอไม่เกิดจริงตามคำสัญญา ความเสี่ยงทางการเมืองที่ทรัมป์ต้องเจอก็ยิ่งสูงขึ้น

บริษัทที่ปรึกษา Oxford Economics ประเมินว่า การลงทุนด้านเอไอช่วยพยุงเศรษฐกิจสหรัฐในปีที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการขึ้นภาษีนำเข้าของทรัมป์เองที่ดันเงินเฟ้อและกดดันการจ้างงาน แต่รายงานก็เตือนด้วยว่า บริษัทเอไอจำนวนมากเริ่มพึ่งพาหนี้ในระดับสูงเพื่อลงทุนขยายกิจการ สัญญาณนี้อาจสะท้อนว่า “เฟสเปราะบาง” ของบูมเอไอกำลังรออยู่ข้างหน้า

แม้ซาอุฯ ยกระดับดีลแบบก้าวกระโดด จากเดิมที่เคยพูดถึงตัวเลขลงทุนราว 6 แสนล้านดอลลาร์ในช่วงทรัมป์เยือนริยาด มาสู่ตัวเลข 1 ล้านล้านดอลลาร์ระหว่างการเยือนวอชิงตันรอบล่าสุด ทรัมป์ยังแซวมกุฎราชกุมารหลังเวที ขอให้ดันตัวเลขไปถึง 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ด้วยซ้ำ ขณะที่สตีเฟน ชวาร์ซแมน (Stephen A. Schwarzman) ซีอีโอ Blackstone ก็ย้ำบนเวทีว่า สองเรื่องเติบโตเร็วที่สุดในสายตานักลงทุนตอนนี้คือ “เอไอและพลังงาน” โดยบอกว่า Blackstone เป็นหนึ่งในผู้พัฒนาและเจ้าของดาต้าเซ็นเตอร์รายใหญ่ของโลก

มิติด้านเทคโนโลยียิ่งชัดเมื่อกระทรวงพาณิชย์สหรัฐอนุมัติให้ส่งออกชิปเอไอขั้นสูงตระกูล Blackwell ของ Nvidia จำนวนรวมเทียบเท่าราว 35,000 ชิป ให้กับสองบริษัทใหญ่ในซาอุฯ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้แก่ G42 ในอาบูดาบี และ Humain บริษัทเอไอที่ซาอุฯ หนุนหลัง โดยทั้งคู่มีแผนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดยักษ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง การอนุมัติครั้งนี้ถูกจับตา สะท้อนว่ารัฐบาลสหรัฐพร้อมหนุนดีลเอไอเชิงยุทธศาสตร์กับพันธมิตรอ่าวอาหรับ

ในเวทีเดียวกัน Humain ยังประกาศจับมือกับ xAI ของมัสก์ สร้างดาต้าเซ็นเตอร์กำลังไฟ 500 เมกะวัตต์ในซาอุฯ พร้อมวางแผนให้แชตบอต Grok ของ xAI ถูกใช้อย่างกว้างขวางในประเทศ ขณะที่ฝั่งสหรัฐเอง Amazon Web Services ก็ได้รับการพูดถึงในแผนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ 100 เมกะวัตต์ในริยาด พร้อม “เป้าหมายระยะยาวระดับกิกะวัตต์” ทั้งหมดนี้จะขับเคลื่อนด้วยชิปเร่งความเร็วเอไอจาก Nvidia เป็นหลัก

ทั้งนี้ แม้ในมุมหนึ่งภาพที่ออกมาคือ “ดีลทอง” ระหว่างเงินทุน–พลังงาน–เทคโนโลยี ที่ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ แต่ก็มีคำถามใหญ่ตามมาด้วยว่า การพึ่งเอไอเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจจะยั่งยืนแค่ไหน ทั้งเรื่องการใช้พลังงานมหาศาล ผลกระทบต่อค่าครองชีพ และความเป็นไปได้ที่การจ้างงานจะไม่โตทันกับมูลค่าเงินลงทุน ในขณะที่ซาอุฯ ใช้เอไอเป็นสะพานสู่เศรษฐกิจหลังยุคน้ำมัน ทรัมป์เองก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเศรษฐกิจเอไอที่เขาโปรโมต จะไม่กลายเป็นเพียง “ฟองสบู่ดิจิทัล” ที่ทิ้งภาระไว้กับประชาชนในระยะยาว

‘อ.อักษรศรี’ ถอดรหัส ‘สี จิ้นผิง’ กับบทบาทผู้สร้างระเบียบโลกใหม่ ยืนหยัดต่อกรชาติตะวันตก “ยิ่งโดนทุบยิ่งแกร่ง” ด้วยยุทธศาสตร์ 4 มิติ - ควบคุมแร่หายาก

คำพูดของนโปเลียนที่ว่า "ปล่อยให้จีนหลับใหลต่อไป เพราะเมื่อจีนตื่นขึ้นมาโลกจะสั่นสะเทือน" ดูเหมือนจะเป็นจริงในยุคของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้ที่ไม่เพียงปลุกยักษ์ใหญ่ให้ตื่น แต่ยังทำให้จีนก้าวออกมาเปลี่ยนกติกาของโลกอย่างแท้จริง

รองศาสตราจารย์ ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้วิเคราะห์ยุทธศาสตร์ของจีนภายใต้การนำของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของจีนในการผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจโลก เอาไว้อย่างน่าสนใจ

จากการเก็บตัวสู่การผงาด: 3 ยุคของผู้นำจีน

การเข้าใจยุทธศาสตร์ของสี จิ้นผิงต้องย้อนดูวิวัฒนาการผู้นำจีนในอดีต ยุคเหมาเจ๋อตุงคือยุคของการโดดเดี่ยวตัวเอง จีนแทบไม่คบค้ากับโลกตะวันตก จนมาถึงยุคเติ้งเสี่ยวผิงที่เปลี่ยนเกมด้วยนโยบาย "ปฏิรูปและเปิดประเทศ" ภายใต้แนวคิด "ใครรวยได้รวยก่อน" และหลักการ "เก็บตัวเงียบๆ พัฒนาตัวเองให้แข็งแรงก่อน"

แต่ยุคของสี จิ้นผิงต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เขาคือ "Game Changer" ตัวจริง ผู้ที่เลิกเล่นตามกติกาของตะวันตกและเริ่มเขียนกติกาของตัวเอง ภายใต้วิสัยทัศน์ "การฟื้นฟูชาติครั้งยิ่งใหญ่" หรือ "Make China Great Again" ฉบับจีน

กลยุทธ์ "ยิ่งทุบยิ่งแกร่ง"

สิ่งที่น่าสนใจคือแนวคิด "ยิ่งโดนทุบจีนยิ่งแกร่ง" เมื่อสหรัฐและพันธมิตรกีดกันจีนด้านเทคโนโลยีชิปเซมิคอนดักเตอร์ แทนที่จีนจะอ่อนแอลง กลับกลายเป็นแรงผลักดันมหาศาล ทำให้รัฐบาลจีนมีเหตุผลชอบธรรมในการทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเอง เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสในการสร้างความสามัคคีและเร่งเครื่องนวัตกรรมภายในประเทศ

ยุทธศาสตร์ 4 มิติที่เชื่อมโยงกัน

ความแตกต่างสำคัญของสี จิ้นผิงคือการมองยุทธศาสตร์แบบองค์รวม ไม่แยกส่วน โดยเชื่อมโยง 4 มิติเป็นระบบเดียว ได้แก่ เศรษฐกิจ การต่างประเทศ เทคโนโลยี และความมั่นคง การเคลื่อนไหวในมิติหนึ่งมักส่งผลต่อมิติอื่นๆ เสมอ

โครงการ Belt and Road Initiative (BRI) เป็นตัวอย่างชัดเจน จากเส้นทางสายไหมบนบกและทะเลขยายสู่ Digital Silk Road, Polar Silk Road และ Global Governance Initiative ที่พยายามสร้างระเบียบโลกใหม่ในสไตล์จีน ขณะเดียวกันก็สร้างพันธมิตรกับประเทศ Global South ผ่านกลไก BRICS เพื่อถ่วงดุลอำนาจกับขั้วตะวันตก

5 เส้นแดงที่ห้ามล้ำ

สี จิ้นผิงมีเส้นแดงที่ชัดเจน 5 ประเด็น ซึ่งไม่ใช่แค่นโยบายต่างประเทศ แต่เป็นเสาหลักที่ค้ำจุนความชอบธรรมในการปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้แก่ ไต้หวัน ฮ่องกง ทะเลจีนใต้ ซินเจียง และทิเบต

ไต้หวัน เป็นประเด็นร้อนแรงที่สุด เหตุการณ์ที่น่าสนใจคือการซ้อมรบรอบเกาะไต้หวันเมื่อตุลาคม 2024 ที่หน่วยยามฝั่งจีนโพสต์เส้นทางลาดตระเวนเป็นรูปหัวใจพร้อมข้อความ "สวัสดีที่รัก" มันเป็นสงครามจิตวิทยาที่ชาญฉลาด สำหรับโลกคือการแสดงพลังทางทหาร แต่สำหรับประชาชนจีนคือสัญลักษณ์การโอบกอดพี่น้องที่พลัดพราก

นับตั้งแต่การเยือนจีนของประธานาธิบดีนิกสันปี 1972 สถานะของไต้หวันในเวทีโลกลดลงเรื่อยๆ จนปัจจุบันมีเพียง 11+1 ประเทศที่ยังรับรอง และต้องใช้ชื่อ "Chinese Taipei" ในองค์กรระหว่างประเทศ

อาวุธลับ: แร่หายาก

หมัดเด็ดของจีนคือการควบคุมห่วงโซ่อุปทานแร่หายาก (Rare Earth) ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในอุปกรณ์ไฮเทคทุกชนิด จีนควบคุม 50% ของแหล่งสำรองโลก, 92% ของการแปรรูป และ 98% ของการผลิตแม่เหล็กถาวร แม้ประเทศอื่นจะเปิดเหมืองได้ ก็ยังต้องส่งแร่มาให้จีนแปรรูปอยู่ดี

สำหรับไทย การกระโจนเข้าสู่ห่วงโซ่นี้อาจ "ได้ไม่คุ้มเสีย" เพราะกระบวนการทำเหมืองและถลุงแร่สร้างมลพิษร้ายแรงและกากกัมมันตรังสี ขณะที่เราไม่มีความเชี่ยวชาญในการแปรรูป การแลกพื้นที่สีเขียวกับโรงงานที่อาจสร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมเพื่อเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ในห่วงโซ่ที่จีนกุมอำนาจอยู่แล้ว จึงเป็นคำถามที่ต้องคิดให้รอบคอบ

จีน-ไทย-กัมพูชา: ความสัมพันธ์ที่แตกต่าง

การเลือกใช้คำของสี จิ้นผิง สะท้อนมุมมองที่แตกต่าง กับไทยใช้คำว่า "จีนไทยใช่อื่นไกลพี่น้องกัน" เน้นความเป็นมิตรและประวัติศาสตร์ยาวนาน แต่กับกัมพูชาใช้คำว่า "จงรักภักดีเหมือนหุ้มเกราะ" (Ironclad) สะท้อนบทบาทพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่กัมพูชามักเป็นกระบอกเสียงให้จีนในอาเซียน

อย่างไรก็ตาม จีนยืนยันว่าไม่สนับสนุนให้กัมพูชาต่อสู้กับไทย และสนับสนุนให้อาเซียนเป็นกลไกแก้ปัญหา แสดงว่าจีนให้ความสำคัญกับเสถียรภาพของอาเซียนเป็นภาพใหญ่

การทูตนางพญาหงส์: ทางออกสำหรับไทย

ดร.อักษรศรี เสนอแนวทาง "การทูตนางพญาหงส์" สำหรับไทย ซึ่งต่างจากการทูตพิราบขาวที่อ่อนข้อเกินไป และการทูตเหยี่ยวที่แข็งกร้าวจนสร้างศัตรู 

การทูตนางพญาหงส์เปรียบเสมือนหงส์ที่สวยสง่า ลอยตัวนุ่มนวล แต่หวงแหนอาณาเขตและพร้อมสู้เพื่อปกป้องลูก คือการแสดงออกอย่างเป็นมิตร แต่ทำงานหนักเบื้องหลัง สร้างอำนาจต่อรองด้วยข้อมูลและความร่วมมือ ไม่ใช่เผชิญหน้าอย่างเดียว

ยกตัวอย่างกรณีแม่น้ำโขง แทนที่จะยอมรับการสร้างเขื่อนเงียบ ๆ หรือประณามอย่างแข็งกร้าว ควรกล่าวชื่นชมความร่วมมือ ขณะเดียวกันก็รวบรวมข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ สร้างแนวร่วมกับประเทศลุ่มน้ำโขง แล้วนำเสนอข้อมูลบนโต๊ะเจรจาอย่างมีชั้นเชิง

Generation Xi: ตัวแปรแห่งอนาคต

คำถามสำคัญคือ เมื่อคนรุ่นใหม่ที่เติบโตในยุคจีนรุ่งเรืองที่สุด ไม่เคยเห็นความยากจน ไม่เคยรู้สึกต้องเก็บตัว แต่เต็มไปด้วยความรักชาติและภาคภูมิใจ เมื่อพวกเขาก้าวขึ้นมามีอำนาจ จะสานต่อเกมยาวของจีนอย่างไร? นิยามคำว่า "ชัยชนะ" และ "การฟื้นฟูชาติ" จะยังเหมือนเดิมหรือจะเปลี่ยนไป?

นี่คือคำถามที่จะกำหนดอนาคตของระเบียบโลกในทศวรรษข้างหน้า และเป็นประเด็นที่ทุกประเทศ รวมทั้งไทย ต้องเฝ้าติดตามและเตรียมพร้อมรับมืออย่างใกล้ชิด

เพราะฉะนั้น สี จิ้นผิง จึงไม่ใช่แค่ผู้นำจีน แต่เป็นผู้เปลี่ยนเกมการเมืองโลก ด้วยวิสัยทัศน์ระยะยาว ยุทธศาสตร์แบบองค์รวม และความเด็ดขาดในเส้นแดงสำคัญ สำหรับไทย การหาจุดสมดุลระหว่างความเป็นมิตรกับความเด็ดเดี่ยว ผ่าน "การทูตนางพญาหงส์" คือทางออกที่ชาญฉลาดในการอยู่รอดและเจริญท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจ

จีนเปิดใช้ทางรถไฟ ความเร็วสูงขนส่งสินค้า จากอู่ฮั่น-กว่างโจว เสริมแกร่งโลจิสติกส์ตอนกลาง-ใต้ กระจายสู่ ‘ฮ่องกง-มาเก๊า’ โดยตรง

(22 พ.ย. 68) เปิดให้บริการแล้วสำหรับเส้นทางรถไฟขนส่งสินค้าความเร็วสูง ซึ่งเชื่อมระหว่างเมืองอู่ฮั่น ในมณฑลหูเป่ยทางตอนกลางของจีน กับเมืองกว่างโจว ในมณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) ทางตอนใต้ของประเทศ

รถไฟสายดังกล่าวเดินทางด้วยความเร็วสูงสุด 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ช่วยให้สามารถจัดส่งสินค้าระหว่างมหานครอู่ฮั่นทางตอนกลางของจีน กับศูนย์กลางการคมนาคมในเขตเศรษฐกิจอ่าวกว่างตง-ฮ่องกง-มาเก๊า ได้โดยตรง

จางถิง ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจประจำสถานีฮั่นโข่ว ของบริษัทไชน่า เรลเวย์ เอกซ์เพรส (China Railway Express) กล่าวว่า เส้นทางขนส่งสินค้าระหว่างอู่ฮั่น-กว่างโจว จะมุ่งเน้นการให้บริการสินค้าที่มีเงื่อนไขด้านเวลาเป็นหลัก เช่น อาหารสด ผลิตภัณฑ์ชีวเวชภัณฑ์ และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ โดยขบวนรถไฟเหล่านี้มีระบบการบรรจุและระบบตรวจวัดอุณหภูมิแบบพิเศษ เพื่อรับประกันว่าสินค้าจะถึงมือผู้รับในสภาพที่ดีที่สุด

ก่อนหน้านี้ จีนได้เปิดให้บริการเส้นทางรถไฟขนส่งสินค้าความเร็วสูงหลายสาย เช่น เส้นทางคุนหมิง-เฉิงตู เจิ้งโจว-ฉงชิ่ง และงหนานชาง-เซินเจิ้น

ทั้งนี้ คาดว่าการเปิดให้บริการเส้นทางใหม่นี้ จะช่วยส่งเสริมการพัฒนาการอย่างสอดประสานระหว่างภูมิภาคจีนตอนกลางกับเขตเศรษฐกิจอ่าวกว่างตง-ฮ่องกง-มาเก๊า

ไทยไม่เคยตกเป็นอาณานิคมตะวันตก เพื่อนบ้านหาว่าสยามขายดินแดนแลกอิสรภาพ เจ้าประเทศราชต่างหากที่เชิญฝรั่งเป็นนาย แต่ถูกบิดเบือนให้กลายเป็นผู้ร้ายของเรื่อง

(21 พ.ย. 68) เฟซบุ๊ก Kornkit Disthan หรือ กรกิจ ดิษฐาน โพสต์ข้อความ ประชาชนของเพื่อนบ้านบางประเทศจำพวกหนึ่ง ได้รับการสั่งสอนมาแบบไหน ถึงเสียดสีไทยว่า "ที่ไทยไม่เคยเป็นอาณานิคมตะวันตกเพราะขายแผ่นดินของตัวเอง/เพื่อนบ้านแลกกับอิสรภาพ"

ผมเคยได้ยิน "วาทะเวรกรรม" แบบนี้ครั้งในสื่อของรัฐบาลทหารอังวะเมื่อหลายปีก่อน ต่อมาได้ยินมาจากพวกเวียด ต่อมาได้ยินจากกัมปูเจีย ต่อมาได้ยินจากพวกมาลัยรัฐ 

พวกนี้ก็รู้ว่าไทยในตอนก่อนเป็นรัฐชาติสมัยใหม่นั้นมีสภาพเป็น "จักรวรรดิ" ประกอบด้วยดินแดนของเพื่อนบ้านที่เป็นอาณาจักรอิสระมาก่อน แต่เพราะตีกันเองภายในบางกลุ่มจึงเรียกไทยไปช่วย พอไทยไปช่วยก็เอาดินแดนพวกนั้นมาเป็นประเทศราชเสียเลย เพราะบางประเทศนั้นไม่ได้เรียกแต่ไทยยังไปเรียกอังวะมายุ่งบ้าง เรียกเวียดมาวุ่นวายบ้าง เมื่อพวกกระหายดินแดนเหล่านี้มาจ่อคอหอยแล้วจะให้ไทยนั่งตบยุงเฉยๆ เรอะ?

ด้วยความที่อาณาจักรพวกนี้เป็นเอกราชมาก่อนจึงไม่มีทางอยู่ใต้อำนาจไทยไปตลอด ดังนั้นเมื่อสบโอกาสที่ฝรั่งเข้ามา เจ้าแผ่นดินของพวกนี้จึงอ้อนฝรั่งเป็นนายใหม่แทนไทย เช่น เจ้ากัมปูเจียที่เชิญฝรั่งเศสมาเป็นนายตัวเองโดยที่เขาไม่ได้ใช้กำลังยึดครองเพราะไม่อยากจะเป็นข้าสยามอีกต่อไป ส่วนเจ้าหลวงพระบางเองก็ขอฝรั่งเข้ามาปกป้องเพราะเห็นว่าไทยพึ่งพาไม่ได้ในช่วงกบฏฮ่อเป็นต้น ยังมีเจ้าท้องถิ่นอีกจำนวนหนึ่งที่ทำแบบเดียวกัน

สรุปก็คือ ไทยไม่ได้เฉือนแผ่นดินตัวองแลกเอกราช แต่เจ้าประเทศราชของไทยเอาแผ่นดินตัวเองไปถวายพานให้ฝรั่งเองต่างหาก แล้วฝรั่งก็บีบให้ไทยสละสิทธิเหนือประเทศราชเหล่านั้น

ทั้งหมดนี้อยากเป็นลูกน้องฝรั่ง เพราะไม่อยากเป็นส่วนหนึ่งของ "จักรวรรดิสยาม" อีกต่อไป ดังนั้นสยามไม่ได้ขายใคร แต่พวกนี้ขายตัวเองเพื่อเป็นรัฐอารักขาหรืออาณานิคมฝรั่งก็ยังดี

แต่เพราะความกระดากใจหรือความริษยาอะไรก็ตาม พอพวกนี้ได้เอกราชก็พยายามซ่อนความอัปยศที่เคยขายตัวให้ฝรั่งเอาไว้ โดยการโบ้ยความผิดว่า "เพราะไทยนั่นแหละเราถึงตกเป็นเมืองขึ้นเขา" และ "เพราะไทยไม่มีศักดิ์ศรีจึงแลกทุกอย่างเพื่อรักษาเป็นเอกราช"

และคงสอนแนวคิดความนี้ในระบบการศึกษาด้วย เพื่อนบ้านบางพวกจึงเห็นผิดเป็นชอบ ไม่ได้ตระหนักเลยว่าที่พวกตนมีเอกราชทุกวันนี้ได้ก็เพราะสยามให้ที่คุ้มหัวพวกนักต่อสู้เพื่อนเอกราชมากมาย ทั้งจากอังวะ อันนัม กัมปูเจีย ล้านช้าง ฯลฯ ดังนั้น ขบวนการเอกราชบางประเทศก็เริ่มต้นที่บางกอกนี่เอง

นอกจากจะไม่สำนึกข้าวแดงแกงร้อนแล้ว ยังกล่าวหาไทยว่า "สมคบกับญี่ปุ่นเปิดทางให้พวกนั้นรุกรานเรา"

แหม อยากเอาตำราประวัติศาสตร์ฟาดกระบาลเบาๆ

ไอ้อังวะที่บังอาจพูดเช่นนี้หารู้ไม่ว่า ขบวนการเอกราชพม่านั้นรักญี่ปุ่นปานจะกลืนกิน และต้อนรับญี่ปุ่นมาช่วยขับไล่พวกบริเตนใหญ่เจ้าอาณานิคม 

ประเทศไทยเสียอีกที่เป็นชาติเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สู้กับญี่ปุ่นในสมรภูมิจากภาคกลางจรดภาคใต้ 

พวกบริเตนใหญ่ที่รับปากว่าจะช่วยไทยขับไล่ญี่ปุ่น พอญี่ปุ่นมาก็หายหัวหมด ทั้งยังแพ้ญี่ปุ่นหมดท่าเพราะความประมาทเลินเล่อ 

พวกรัฐมาลัยที่กล่าวหาไทยทรยศเอเชียด้วยการปล่อยให้ญี่ปุ่นเข้ามาที่คาบสมุทร พวกเอ็งโปรดทราบว่าบิดาอังกฤษของพวกเอ็งนั้นทำสัญญาบีบคั้นกับไทย ห้ามไทยตั้งกองพันตั้งแต่บางสะพานลงมาจนจรดชายแดนรัฐมลายู มันอ้างว่าจะอารักขาไทยเองแต่ความจริงก็คือหมายจะห้ามไทยขุดคอคอดกระและรักษาเขตอิทธิพลของตนไว้ในปักษ์ใต้ 

ผลก็คือ พอญี่ปุ่นจะบุก บิดาของพวกรัฐมาลัยก็โอ้อวดว่าจะมาช่วยไทย เพราะรู้ว่าไทยสู้ไม่ไหวหรอกมีทหารแค่นั้น แม้พวกนั้นจะโม้แล้วไม่ทำตามที่คุยไว้ แต่ทหารและประชาชนไทยก็ยังสู้ญี่ปุ่นจนเลือดนองทะเลไปทั่วปักษ์ใต้

มนุษย์ปากเสียพวกนี้บอกว่าไทยสมคบกับญี่ปุ่นอย่างโน้นอย่างนี้ โปรดทราบเถอะว่าคนไทยไม่ได้สมคบญี่ปุ่น แต่รัฐบาลพิบูลสงครามต่างหากที่ทำ คนไทยนั้นสู้ญี่ปุ่นอยู่ชาติเดียว ส่วนพม่านั้นแทบจะจูบปากกันอยู่แล้ว พวกอินโดนีเซียก็ต้อนรับญี่ปุ่นในฐานะผู้ปลดปล่อยจากดัตช์ แม้พวกมลายูบางกลุ่มก็สมคบกับญี่ปุ่นจะได้ช่วยปลดแอกจากฝรั่ง (แต่มีน้อยมาก จนเข้าใจว่าพวกมาลัยรัฐชอบอยู่ใต้ฝรั่งมากกว่าเอเชียด้วยกัน) 

ส่วนพวกอินโดจีน คือ ลาว เขมร และเวียด ไม่ได้รับโอกาสนั้นจากญี่ปุ่น (สนับสนุนเอกราช) เพราะญี่ปุ่นเกรงใจพวกรัฐบาลวิชีฝรั่งเศสที่เป็นอักษะด้วยกันจึงไม่ได้ผลักดันให้ทั้ง 3 ดินแดนนี้เป็นเอกราช กระนั้นพวกเวียดก็เคยหวังว่าญี่ปุ่นจะเข้ามาปลดแอกตนและหวังจะให้ญี่ปุ่นช่วยสู้เพื่อเอกราช จนกระทั่งช่วงท้ายสงครามจึงตระหนักว่าหวังผิดไปแล้วค่อยต่อสู้กับญี่ปุ่นด้วยฝรั่งเศสด้วยในช่วงสุญญากาศระหว่างการยุติสงคราม

สรุปก็คือ เกือบทั้งหมดนี้ไม่ว่าระดับหนึ่งล้วนแต่เป็นพวกสมคบกับญี่ปุ่นทั้งสิ้น แม้แต่ไทยจะเข้าร่วมกับญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ แต่ไทยก็ยังสู้กับการรุกรานของญี่ปุ่น ไม่เหมือนพวกเพื่อนบ้านที่เห็นพวกญี่ปุ่นเป็นพระมาโปรด

แต่แล้วพวกเพื่อนบ้านกลับโทษไทยว่าทำให้ญี่ปุ่นเข้ามารุกราน นี่เป็นเพราะประเทศพวกนี้แม้จะได้รับเอกราชแล้ว (โดยญี่ปุ่นช่วยไว้ด้วยซ้ำ) แต่เพราะรังเกียจที่ญี่ปุ่นแพ้และยังปลดแอกตัวเองจากวาทกรรมประวัติศาสตร์ของตะวันตก (ผู้ชนะ) ไม่ได้ จึงอำพรางความเกี่ยวข้องของตนกับญี่ปุ่น จากนั้นก็ชี้นิ้วมาที่ไทยว่าเป็น "แกะดำ" ที่ทำให้ทั้งภูมิภาค "ฉิบหายกันหมด เพราะเอ็งมันยอมญี่ปุ่นอยู่ประเทศเดียว" (ซะที่ไหน) 

พวกนี้ เพราะต้องการปลุกอารมณ์ชาตินิยมด้วยการสร้าง "เรื่องเล่าอันยิ่งใหญ่ของบรรพชน" จึงยังพยายามปกปิดความอุบาทว์ของอดีตที่ผู้นำของขายแผ่นดินให้ฝรั่งกันเอง บางคนนั้นสมคบกับเจ้าอาณานิคมกดขี่ประชาชนตัวเองด้วยซ้ำ แต่เพื่อไม่ให้ประชาชนรู้ความชั่วช้าของตนเอง จึงชี้มาที่ไทยว่า "เพราะเอ็งนั้นแหละยึดเราเป็นเมืองขึ้นแล้วขายเราเพื่อแลกอิสรภาพตัวเอง"

ไอ้การโทษคนอื่นมันง่าย แต่การยอมรับความจริงมันยาก ดังนั้นการที่บางประเทศนั้นแม้จะก้าวหน้าทางวัตถุ แต่ก็ยังไม่เจริญทางสติปัญญา ก็เพราะขาดการมองเชิงวิพากษ์มาที่ตัวเอง 

บางประเทศนั้นวัตถุก็ไม่เจริญ สติปัญญาก็ไม่มี ดังนั้นจึงถูกสนตะพายได้ง่าย เมื่อเจ้านายเฆี่ยนตี มันก็พุ่งขวิดมาที่เราเท่านั้น

FSB สกัดแผนยูเครน เตรียมลอบสังหาร นายทหารระดับสูงรัสเซีย ด้วยการผสมสารพิษมฤตยูร้ายแรง ใส่ในสุราจากสหราชอาณาจักร แลกค่าตอบแทน 5,000 ดอลลาร์

(21 พ.ย. 68) หน่วยความมั่นคงรัสเซีย (FSB) แถลงว่า ได้จับกุมชายชาวสาธารณรัฐประชาชนโดเนตสค์(DPR) รายหนึ่ง ฐานมีส่วนพัวพันแผนลอบสังหารนายทหารระดับสูงของกระทรวงกลาโหมรัสเซีย โดยอ้างว่าแผนดังกล่าวได้รับคำสั่งและการสนับสนุนจากหน่วยข่าวกรองทหารยูเครน พร้อมระบุว่าเป็น “ปฏิบัติการก่อการร้ายด้วยสารเคมี” ที่ถูกสกัดไว้ได้ก่อนลงมือจริง

ตามคำแถลงของ FSB ผู้ต้องสงสัยถูกกล่าวหาว่าจะส่ง “ของขวัญ” เป็นเบียร์ผลิตในสหราชอาณาจักรให้เหยื่อ แต่ภายในขวดถูกผสมสารพิษรุนแรง 2 ชนิด คือ โคลชิซีน และสาร tert-butyl bicyclophosphate ซึ่งเจ้าหน้าที่รัสเซียอ้างว่าเป็นสารเคมีที่มีฤทธิ์ใกล้เคียงกับสารประสาท VX ที่ถูกห้ามตามอนุสัญญาอาวุธเคมีปี 1993 และหากดื่มเข้าไปจะทำให้เสียชีวิตอย่างทรมานภายในเวลาประมาณ 20 นาที

FSB ระบุเพิ่มเติมว่า หลังถูกจับกุม ผู้ต้องสงสัยให้การรับสารภาพว่าได้รับการติดต่อจากฝ่ายยูเครน และถูกเสนอค่าตอบแทนราว 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 162,000 บาท) หากปฏิบัติการลอบสังหารสำเร็จ โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่รัสเซียอยู่ระหว่างขยายผลว่ามีผู้ร่วมขบวนการหรือเครือข่ายสนับสนุนในพื้นที่อื่นหรือไม่

หน่วยงานความมั่นคงรัสเซียยังเชื่อมโยงปฏิบัติการครั้งนี้กับกรณีที่เกิดขึ้นก่อนหน้าในเดือนสิงหาคม 2025 ซึ่ง FSB อ้างว่าจับกุมผู้ถือสองสัญชาติรัสเซีย–ยูเครน ที่ถูกกล่าวหาวางแผนลอบวางระเบิดรถยนต์ในแถบมอสโก

‘รัสเซีย’ ผุดไอเดียทัวร์นาเมนต์ รายการลูกหนังระดับทีมชาติ ขนานกับศึก ‘ฟุตบอลโลก 2026’ หวังดึงชาติแกร่งที่ชวดตั๋วร่วมวง

(23 พ.ย. 68) สื่อกีฬาต่างประเทศรายงานว่า รัสเซียกำลังวางแผนจัดทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลระดับทีมชาติ สำหรับประเทศที่ไม่ผ่านรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก 2026 โดยตั้งใจให้แข่งในช่วงเวลาเดียวกับฟุตบอลโลกที่สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก เป็นเจ้าภาพ ขณะที่รัสเซียยังโดนฟีฟ่าและยูฟ่าแบนจากทุกรายการนับตั้งแต่ปี 2022

ช่วงที่โดนแบน ทีมชาติรัสเซียภายใต้การคุมทีมของ วาเลรี่ คาร์ปิน (Valery Karpin) ทำได้แค่ลงเล่นเกมอุ่นเครื่อง แต่ก็เคยพาทีมทำสถิติไม่แพ้ใครยาว 23 นัดติด ก่อนจะเพิ่งมาพ่ายคาบ้านต่อชิลี 0-2 ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ในประเทศเริ่มมีเสียงเรียกร้องให้มองหาวิธีใหม่ ๆ ในการกลับสู่เวทีนานาชาติ

รายงานหลังจบรอบแบ่งกลุ่มคัดเลือกโซนยุโรประบุว่า รัสเซียกำลังพิจารณาจัดทัวร์นาเมนต์ใหม่ในช่วงซัมเมอร์ปี 2026 แข่งขนานไปกับศึกฟุตบอลโลก 2026 โดยมีเป้าหมายหนึ่งคือทำให้ทีมชาติยังได้ลงเล่นกับคู่แข่งที่มีระดับใกล้เคียงกัน และไม่หายไปจากสายตาแฟนบอลทั่วโลก

365Scores สื่อฟุตบอลต่างประเทศรายงานเพิ่มเติมว่า เป้าหมายเชิงการเมืองของรัสเซีย คือสร้างกระแสและเรียกความสนใจต่อสถานการณ์ของตัวเอง หวังให้ฟีฟ่ากลับมาทบทวนโทษแบน แนวคิดนี้แม้ยังไม่เป็นทางการ แต่ก็กลายเป็นประเด็นถกเถียงในวงการฟุตบอลอย่างรวดเร็ว

ตามข้อมูลเบื้องต้น จำนวนทีมที่เข้าร่วมอาจอยู่ราว 8–12 ชาติ โดยจะใช้สนามแข่ง 4 แห่งในรัสเซีย ที่เคยเป็นสังเวียนฟุตบอลโลก 2018 กลับมาเปิดไฟใช้อีกครั้ง ซึ่งถือเป็นการใช้โครงสร้างพื้นฐานเดิมให้เกิดประโยชน์ พร้อมดึงแฟนบอลกลับเข้าสนาม

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนว่าหากจัดจริง จะมีชาติใดตอบรับบ้าง ตอนนี้ชื่อที่ถูกพูดถึงมีทั้ง เซอร์เบีย, กรีซ, ชิลี, เวเนซูเอลา, ไนจีเรีย, แคเมอรูน, จีน รวมไปถึง ทีมชาติไทย ซึ่งล้วนเป็นทีมที่พลาดตั๋วฟุตบอลโลก แต่ยังมีฐานแฟนบอลเหนียวแน่น

นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า สำหรับรัสเซีย ทัวร์นาเมนต์นี้มีความหมายเกินกว่าผลการแข่งขันในสนาม เพราะเป็นการแสดงให้เห็นว่ายังสามารถจัดทัวร์นาเมนต์ระดับนานาชาติได้เอง แม้ถูกตัดออกจากระบบของฟีฟ่า และยังเปิดพื้นที่ให้ชาติอื่นที่ชวดฟุตบอลโลกได้มีเวทีให้พิสูจน์ฝีเท้า

แต่อีกด้านหนึ่ง แผนนี้ก็เผชิญอุปสรรคไม่น้อย ทั้งเรื่องความชอบธรรม เพราะไม่ได้อยู่ใต้การรับรองของฟีฟ่า ปัญหาการเรียกนักเตะที่ติดสโมสร รวมถึงความอ่อนไหวทางการเมือง ขณะที่ในช่วงเวลาเดียวกัน แฟนบอลและสปอนเซอร์ทั่วโลกก็ทุ่มความสนใจไปที่ฟุตบอลโลกหลักเป็นหลัก ทำให้ตอนนี้ทัวร์นาเมนต์ของรัสเซียยังเป็นเพียง “ไอเดียที่ทั่วโลกจับตา” มากกว่าจะเป็นการแข่งขันที่ได้ข้อสรุปแน่นอนแล้ว

เซินเจิ้นหัวจักรการค้าใต้ ดันมูลค่าซื้อขาย ‘จีน–ไทย’ พุ่งเกือบแสนล้านหยวน รถยนต์ไฟฟ้า–อุปกรณ์ไฮเทควิ่งนำขบวนส่งออก มะพร้าว–ทุเรียนไทยทะลุขึ้นหิ้งซูเปอร์มาร์เก็ตจีน รับอานิสงส์ FTA–RCEP–AEO ลดต้นทุนทั้งสองฝั่ง

(21 พ.ย. 68) ท่าเรือเส้อโข่วในนครเซินเจิ้นตอนใต้ของจีนกำลังกลายเป็น “ประตูการค้า” สำคัญระหว่างจีนกับไทย ภาพมะพร้าวอ่อนจากไทยถูกขนลงตู้คอนเทนเนอร์ เคลียร์ศุลกากรแบบรวดเร็ว ก่อนกระจายสู่ซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วเขตอ่าวกวางตุ้ง–ฮ่องกง–มาเก๊า เกิดขึ้นเคียงคู่กับสายการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (NEV) ของ BYD ที่ใช้แขนกลประกอบชิ้นส่วนขั้นสุดท้าย เพื่อส่งตรงสู่ถนนกรุงเทพฯ ทั้งหมดนี้สะท้อนความสัมพันธ์การค้าที่แน่นแฟ้นขึ้นเรื่อย ๆ ระหว่างเสิ่นเจิ้นและไทย

ตัวเลขมูลค่าการค้ารวมระหว่างเซินเจิ้นกับไทยในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2025 สูงถึง 92.82 พันล้านหยวน (ราว 4.24 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้น 4.4% จากปีก่อน ส่งให้เซินเจิ้นครองตำแหน่งเมืองจีนที่ทำการค้ากับไทยมากที่สุด ขณะที่ภาคยานยนต์ไฟฟ้าถือเป็นดาวเด่นของการส่งออก 

“ตั้งแต่ต้นปี เราส่งออกรถยนต์พลังงานใหม่ไปไทยแล้ว 11,000 คัน เพิ่มขึ้นกว่าครึ่งจากปีก่อน และกระแสตอบรับจากตลาดดีมาก” หลิว เฟิง ผู้จัดการฝ่ายศุลกากรของ BYD ระบุ

ด้านข้อตกลงการค้าเสรีจีน–อาเซียน และกรอบความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ช่วยเร่งเครื่องการเติบโตนี้อย่างชัดเจน เซินเจิ้นศุลกากรออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าให้การส่งออกของ BYD ไปไทยแล้วกว่า 700 ฉบับ ครอบคลุมมูลค่าสินค้าราว 690 ล้านหยวน ช่วยประหยัดภาษีนำเข้าให้บริษัทมากกว่า 30 ล้านหยวน ส่งผลให้มูลค่าส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าจากเซินเจิ้นไปไทยช่วงมกราคม–ตุลาคม ทะยานขึ้นถึง 99.1% แตะระดับ 1.28 พันล้านหยวน ขณะเดียวกัน สินค้าไฮเทคอย่างอุปกรณ์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ก็โตแรงเช่นกัน โดยยอดส่งออกไปไทยเพิ่มขึ้น 25.3% และ 63.1% ตามลำดับ

ด้านการนำเข้า เกษตรผลไม้ไทยยังครองใจผู้บริโภคจีนอย่างเหนียวแน่น โดยเฉพาะ “มะพร้าวอ่อน” ที่ต้องพึ่งความเร็วของระบบศุลกากร “มะพร้าวอ่อนเสียได้ง่าย ต้องเคลียร์ด่านเร็วมาก” หวัง คง ผู้ดูแลศุลกากรของบริษัทผู้นำเข้า–ส่งออกแห่งหนึ่งอธิบาย พร้อมย้ำว่าช่องทางพิเศษ (Green Channel) สำหรับสินค้าเกษตรสดของเสิ่นเจิ้นศุลกากร ทำให้มูลค่านำเข้าผลไม้ของบริษัทเพิ่มขึ้น 15% ในปีนี้ ขณะที่ทุเรียนไทยก็ใช้เวลาเพียงวันเดียวจากด่านเซินเจิ้นไปถึงชั้นวางในร้านผลไม้ทั่วจีน

อีกแรงหนุนสำคัญคือการที่ศุลกากรจีน–ไทย รับรองระบบผู้ประกอบการเศรษฐกิจที่ได้รับสิทธิพิเศษร่วมกัน (AEO Mutual Recognition) ทำให้บริษัทที่ผ่านเกณฑ์ได้รับสิทธิ์ตรวจน้อยลงและผ่านด่านเร็วขึ้น “นี่คือ ‘ป้ายทอง’ ที่คู่ค้าจากไทยให้ความสำคัญมาก” หลี่ หยาน ผู้อำนวยการฝ่ายศุลกากรของบริษัทเทคโนโลยีผลไม้รายหนึ่งเผย โดยบริษัทของเธอเห็นการนำเข้าผลไม้จากไทยเพิ่มขึ้น 15% หลังระบบนี้มีผลบังคับใช้ 

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์มองว่า ห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมระหว่าง “นวัตกรรมและอุตสาหกรรมเขียว” ของเซินเจิ้น กับ “ทรัพยากรเกษตรและตลาดกำลังซื้อ” ของไทย จะยิ่งทำให้การค้าจีน–ไทยแข็งแรงขึ้น และช่วยผลักดันการเชื่อมโยงเศรษฐกิจระดับภูมิภาคให้แน่นแฟ้นกว่าเดิม

ทำความรู้จักเจ้าพ่อชิปจีน ‘เฉิน เทียนซื่อ’ ผู้ก่อตั้ง Cambricon จนได้รับฉายา ‘Nvidia เวอร์ชันจีน’ จากเด็กอัจฉริยะก้าวสู่ CEO ในวัย 40 ปี Forbes ยกเป็นหนึ่งในมหาเศรษฐีที่เติบโตเร็ว

(20 พ.ย. 68) ถ้าพูดถึง “คลื่นลูกใหม่” ในวงการชิปเอไอของจีน ชื่อที่คนจีนพูดถึงมากที่สุดตอนนี้คือ เฉิน เทียนซื่อ (Chen Tianshi) ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ Cambricon Technologies บริษัทที่ถูกยกให้เป็นความหวังสำคัญของชิปเอไอสัญชาติจีน หลายสื่อถึงขั้นเรียก Cambricon ว่า “Nvidia เวอร์ชันจีน” ขณะที่ตัวเฉินเองก็เพิ่งถูกจัดอันดับโดย Forbes ให้เป็นหนึ่งในมหาเศรษฐีที่เติบโตเร็วที่สุดของปี 2025

เฉินเกิดปี 1985 ที่นครหนานชาง ในครอบครัวธรรมดา พ่อเป็นวิศวกรไฟฟ้า แม่เป็นครูประวัติศาสตร์ แต่พรสวรรค์ด้านวิทยาศาสตร์ของเขาโดดเด่นจนได้เข้าร่วมโครงการ “เด็กพิเศษ” ของมหาวิทยาลัย University of Science and Technology of China (USTC) ตั้งแต่อายุเพียง 16 ปี ก่อนจะมุ่งสายวิชาการเต็มตัว จบถึงระดับปริญญาเอกด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์จากสถาบันเดียวกัน

หลังจบดอกเตอร์ เฉินเข้าร่วมสถาบันเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ภายใต้ Chinese Academy of Sciences (CAS) และทำงานคู่กับพี่ชาย เฉิน หยุนจี ในปี 2014 ทั้งคู่เปิดตัวงานวิจัยชิปเอไอชื่อ DianNao ซึ่งสร้างกระแสฮือฮาในวงการวิชาการระดับโลก เพราะเป็นการประกาศว่าจีนสามารถออกแบบ “AI Accelerator” ที่แข่งขันได้จริง จุดนี้เองที่ทำให้เฉินเริ่มถูกมองว่าเป็นกำลังหลักใน ecosystem ด้านฮาร์ดแวร์เอไอของจีน

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2016 เมื่อเฉินตัดสินใจก้าวออกจากบทบาทนักวิจัย มาตั้งบริษัท Cambricon Technologies เป้าหมายคือ “เปลี่ยนงานวิจัยเป็นสินค้าจริง” ที่ใช้ได้ในอุตสาหกรรม ชื่อ Cambricon ได้แรงบันดาลใจจากคำว่า Cambrian Explosion เหตุการณ์วิวัฒนาการครั้งใหญ่ในโลกยุคโบราณ สื่อถึงความทะเยอทะยานว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของวิวัฒนาการครั้งใหม่ของฮาร์ดแวร์เอไอ โดย CAS เองก็ลงเงินลงทุนตั้งแต่ระยะแรก สะท้อนการหนุนจากภาครัฐและฝั่งวิชาการอย่างชัดเจน

Cambricon เริ่มเป็นชื่อที่คนวงกว้างรู้จักในปี 2017 เมื่อ Huawei นำชิปเอไอของบริษัทไปใช้ในสมาร์ตโฟน Mate 10 เพื่อเร่งการประมวลผลภาพและเกม นี่คือหลักฐานว่าเทคโนโลยีจากห้องแล็บของเฉินสามารถถูกต่อยอดสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์จริง แม้ความร่วมมือจะยุติลงในปี 2019 หลัง Huawei หันไปดันเทคโนโลยีของตัวเอง แต่ช่วงเวลาสั้น ๆ นั้นก็ส่งให้ชื่อ Cambricon โดดเด่น และทำให้เฉินตัดสินใจลาออกจาก CAS เพื่อทุ่มเวลาให้บริษัทเต็มตัว

ในอีกด้านหนึ่ง สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ก็กลายเป็น “แรงส่ง” ให้ Cambricon แบบไม่คาดฝัน เมื่อสหรัฐฯ เริ่มเข้มงวดการส่งออกชิปขั้นสูงมายังจีน เกิดช่องว่างอุปทานในตลาดเอไอขนาดใหญ่ นโยบาย “ใช้ของในประเทศ” ได้แรงหนุนระดับชาติ และ Cambricon ก็ถูกดันขึ้นมาเป็นหนึ่งในตัวเลือกหลักของจีน ราคาหุ้นบริษัทพุ่งกว่า 500% ในปี 2024 ทำให้เฉินกลายเป็นมหาเศรษฐีหมื่นล้านดอลลาร์แทบชั่วข้ามคืน

รายงานของ Forbes ระบุว่า เฉินในวัยราว 40 ปี มีทรัพย์สินแตะราว 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ติดอันดับที่ 15 ของมหาเศรษฐีจีน Cambricon ถูกเรียกขานว่า “Nvidia แห่งจีน” ชิปของบริษัทถูกใช้ในหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่ธนาคาร โทรคมนาคม ไปจนถึงการฝึกและรันโมเดลเอไอของบริษัทใหญ่ ๆ อย่าง Alibaba, Tencent และ DeepSeek ในครึ่งแรกของปี 2025 บริษัททำกำไรได้ราว 1 พันล้านหยวน และรายได้โตแบบก้าวกระโดด แต่ก็ยังมีคำถามเรื่องความยั่งยืน เพราะค่าใช้จ่ายด้านวิจัยยังสูงมาก

แม้จะถูกจับตามองในวงการชิปเอไอจีน แต่ Cambricon ก็ต้องเผชิญคู่แข่งหนักอย่าง Huawei ที่กำลังดันชิปตระกูล Ascend ขึ้นมาเป็นตัวเลือกแทน Nvidia ในตลาดจีน หลายงานวิเคราะห์มองว่า Huawei มีโอกาสใกล้เคียงการเป็น Nvidia เวอร์ชันจีนมากกว่า เพราะครบทั้งเงินทุน บุคลากร และ ecosystem ขนาดใหญ่ ทำให้ Cambricon ต้องเลือกให้ชัดว่าจะเป็นผู้เล่นเฉพาะทางที่เก่งในนิชงานเอไอ หรือจะไล่บี้ผู้นำระดับโลกแบบตรง ๆ

‘ปูติน’ ประกาศกร้าว!! รัสเซียต้องมี AI เป็นของตัวเอง ไม่ขอพึ่งเทคโนโลยีต่างชาติ ชี้เอไอมีผลต่อข้อมูลและความคิดคน เตรียมตั้งศูนย์กลางคุมพัฒนาทั่วประเทศ

(20 พ.ย. 68) ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียย้ำว่า ประเทศไม่สามารถ “ฝากอนาคตไว้กับเอไอของต่างชาติได้” เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับอธิปไตยของชาติ ทั้งด้านความมั่นคง เทคโนโลยี และค่านิยมของสังคม เขากล่าวในงานประชุมด้านปัญญาประดิษฐ์ “AI Journey” ที่กรุงมอสโกว่า รัสเซียต้องระวังไม่ให้เกิดการพึ่งพาระบบที่ถูกควบคุมโดยประเทศอื่นในระดับที่เป็นปัญหา

ปูตินระบุว่า รัสเซียต้องมีเทคโนโลยีเอไอเชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) เป็นของตัวเอง ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานจนถึงผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะ “โมเดลภาษาระดับชาติ” ทั้งแบบขนาดใหญ่ที่ใช้ทั่วไป และแบบเฉพาะทางในอุตสาหกรรม เขาย้ำว่า โมเดลเหล่านี้ต้องถูกออกแบบ ฝึกสอน และทดสอบโดยผู้เชี่ยวชาญชาวรัสเซียทั้งหมด เพื่อให้ประเทศควบคุมทิศทางและมาตรฐานได้เอง

เขาชี้ว่า ตอนนี้ไม่ใช่แค่บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีที่แข่งกันเรื่องเอไออีกต่อไป แต่ “ทั้งประเทศทั้งรัฐ” ต่างก็เร่งพัฒนาโมเดลเอไอของตัวเอง เพราะเอไอกำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการกระจายข้อมูล มีผลต่อทัศนคติและมุมมองของผู้คน และอาจกำหนดทิศทางความคิดของทั้งประเทศได้ หากไปพึ่งพาระบบต่างชาติ ก็อาจเสี่ยงให้คนอื่นมามีอิทธิพลกับข้อมูลในประเทศ

นอกจากนี้ ปูตินยังเสนอให้ตั้ง “ศูนย์บัญชาการกลางด้านเอไอ” เพื่อทำหน้าที่วางแผนและประสานงานการพัฒนาอุตสาหกรรมเอไอของรัสเซีย พร้อมกล่าวชมผลิตภัณฑ์จากสแบร์แบงก์ (Sberbank) และยานเดกซ์ (Yandex) ว่าอยู่ในระดับแนวหน้าของโลก เขาทสรุปว่า เทคโนโลยีเอไอเชิงสร้างสรรค์คือยุทธศาสตร์สำคัญของอนาคต และรัสเซียต้องเดินหน้าอย่างต่อเนื่องบนเส้นทางนี้ โดยไม่ปล่อยให้ตัวเองต้องพึ่งพาเอไอต่างชาติในเรื่องที่มีความสำคัญต่อประเทศ

จีนซัดญี่ปุ่นกลางยูเอ็น แทรกแซงกิจการภายในของจีน สร้างความร้าวฉานพูดเรื่องไต้หวัน ไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นสมาชิกถาวร ของคณะความมั่นคงฯ UNSC

(20 พ.ย. 68) เหมาหนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน กล่าวว่าซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น ได้แสดงความคิดเห็นที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับไต้หวันอย่างเปิดเผย และแทรกแซงกิจการภายในของจีนอย่างรุนแรง ประเทศเฉกเช่นนี้ไม่สามารถแบกรับความรับผิดชอบในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศได้ และไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC)

เมื่อวันอังคาร (18 พ.ย.) ผู้แทนถาวรของจีนประจำสหประชาชาติกล่าวระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติประเด็นการปฏิรูปคณะมนตรีความมั่นคงว่า ญี่ปุ่นไม่มีคุณสมบัติที่จะเรียกร้องเป็นสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคง

เหมาเผยว่ากฎบัตรสหประชาชาติระบุว่าคณะมนตรีความมั่นคงมีหน้าที่รับผิดชอบหลักในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ โดยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นได้เปิดฉากสงครามเลวร้ายที่สร้างหายนะร้ายแรงต่อประชาชนในเอเชียและโลก อย่างไรก็ดี จวบจนทุกวันนี้ญี่ปุ่นยังไม่ได้ถอดบทเรียนจากอาชญากรรมสงครามของตนอย่างถ่องแท้ ยังมีผู้ที่ส่งเสริมมุมมองที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ 2 ไปเยือนศาลเจ้ายาสุคุนิ รวมทั้งบิดเบือน ปฏิเสธ หรือแม้กระทั่งยกย่องประวัติศาสตร์การรุกรานของตน

เหมากล่าวว่าเมื่อไม่นานนี้ทาคาอิจิได้แสดงความคิดเห็นที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับไต้หวันอย่างเปิดเผย แทรกแซงกิจการภายในของจีนอย่างรุนแรง เหยียบย่ำกฎหมายระหว่างประเทศและบรรทัดฐานพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมทั้งท้าทายระเบียบระหว่างประเทศหลังสงคราม

เหมาระบุว่าประเทศเฉกเช่นนี้ไม่สามารถแบกรับความรับผิดชอบในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศได้ และไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

จีนเตือนญี่ปุ่น!! อย่าได้ริอ่านฟื้นลัทธิทหาร ชี้เสี่ยงละเมิดกฎระเบียบโลก นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ปฏิญญาพอตส์ดัม “ห้ามญี่ปุ่น” กลับมาติดอาวุธ

(19 พ.ย. 68) เหมาหนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน แถลงข่าวว่าลัทธิทหารต้องไม่ถูกฟื้นคืนกลับมาในญี่ปุ่น ระเบียบระหว่างประเทศของยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ต้องไม่ถูกละเมิด และสันติภาพและเสถียรภาพของโลกต้องไม่ถูกทำลายอีกครั้ง

คำแถลงข้างต้นของเหมามีขึ้นหลังจากเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นจำนวนมากเปิดเผยว่าญี่ปุ่นกำลังวางแผนแก้ไขระบบยศของกองกำลังป้องกันตนเอง ซึ่งรวมถึงการฟื้นคืนยศเก่าของทหารญี่ปุ่นอย่าง "ไทสะ" (พันเอก) โดยสื่อมวลชนระบุว่านี่จะทำลายธรรมเนียมของกองกำลังฯ ที่ไม่เน้นย้ำการเป็นกองทัพทหารตลอดหลายปีที่ผ่านมา รวมถึงจะซ้ำเติมหลายประเทศที่ทุกข์ทรมานจากการล่าอาณานิคมและการรุกรานของญี่ปุ่น

เหมากล่าวว่าประวัติศาสตร์การล่าอาณานิคมและการรุกรานของญี่ปุ่น ทำให้ประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียและประชาคมระหว่างประเทศจับตามองความเคลื่อนไหวทางทหารและความมั่นคงของญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิดตลอดมา โดยปฏิญญาพอตส์ดัม (Potsdam Proclamation) กำหนดอย่างชัดเจนว่าญี่ปุ่นจะไม่ได้รับอนุญาตให้ "กลับมาติดอาวุธเพื่อทำสงคราม" และรัฐธรรมนูญของญี่ปุ่น ซึ่งยึดมั่นสันตินิยม ได้กำหนดนโยบายที่มุ่งเน้นการป้องกันประเทศโดยเฉพาะ

อย่างไรก็ดี เรื่องน่าตกใจคือช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาญี่ปุ่นได้ปรับเปลี่ยนนโยบายความมั่นคงและการป้องกันประเทศอย่างมาก เพิ่มงบประมาณการป้องกันประเทศทุกปี ผ่อนปรนข้อจำกัดการส่งออกอาวุธ พยายามพัฒนาอาวุธโจมตี และวางแผนละทิ้งหลักการปลอดนิวเคลียร์ 3 ประการ ส่วนกองกำลังฝ่ายขวาจัดของญี่ปุ่นพยายามทุกวิถีทางเพื่อหลุดพ้นจากรัฐธรรมนูญฉบับสันติภาพและถลำลึกสู่เส้นทางเสริมสร้างกำลังทหาร

ทั้งนี้ เหมากล่าวว่าสงครามการรุกรานของลัทธิทหารญี่ปุ่นสร้างความทุกข์ทรมานแสนสาหัสแก่เอเชียและโลก การลืมเลือนสงครามย่อมนำสู่หายนะ การปลุกปั่นสงครามย่อมนำสู่ความพินาศ ดังนั้นบทเรียนจากประวัติศาสตร์ต้องไม่ถูกลืมเลือน บิดเบือน หรือลบทิ้ง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top