Tuesday, 14 July 2026
WORLD

‘อนุทิน’ เผยสัมพันธ์ ไทย–จีน คู่มิตรถาวร ชื่นชมการต้อนรับพระมหากษัตริย์สมพระเกียรติ ย้ำความร่วมมือก้าวหน้าในทุกด้าน หวังผลักดันเศรษฐกิจและความมั่นคงร่วมอาเซียน

(6 ธ.ค. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซินหัวว่ามิตรภาพอันยืนยาว การสนับสนุนซึ่งกันและกัน และสันถวไมตรีอันดีระหว่างไทยกับจีนจะขยับขยายกว้างไกลกว่าช่วงเวลา 50 ปีของความสัมพันธ์ทางการทูต

นายกรัฐมนตรีไทยกล่าวว่าการเสด็จเยือนจีนของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวระหว่างวันที่ 13-17 พ.ย. ตอกย้ำความไว้วางใจอันลึกซึ้งและมิตรภาพอันยืนยงระหว่างสองประเทศ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ พร้อมเสริมว่าเขาได้เห็นพิธีต้อนรับพระมหากษัตริย์ไทยในระดับสูงเป็นพิเศษ ซึ่งสะท้อนนัยสำคัญอันประเมินค่าไม่ได้ต่อความสัมพันธ์ทวิภาคี

พร้อมกล่าวอีกว่าประมุขของรัฐทั้งสองปฏิบัติต่อกันดุจมิตรสหายที่คบหากันมานาน ทั้งสองฝ่ายได้บรรลุฉันทามติสำคัญเกี่ยวกับความร่วมมือทวิภาคี ขณะที่ความร่วมมือทวิภาคีในภาคส่วนต่างๆ กำลังก้าวหน้า ทั้งการเกษตร เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และการศึกษา โดยเฉพาะความก้าวหน้าของการพัฒนาทางดิจิทัล ความร่วมมือทางโลจิสติกส์ และการเชื่อมต่อระดับภูมิภาค

และชี้ว่าจุดยืนเชิงยุทธศาสตร์ของไทยในอาเซียนช่วยให้ไทยมีบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในการส่งเสริมการรวมกลุ่มระดับภูมิภาคควบคู่กับจีน นอกจากนี้การสนับสนุนจากจีนต่อการพัฒนาทางรถไฟความเร็วสูงของไทยแสดงให้เห็นความลึกซึ้งของความร่วมมือด้านการเชื่อมต่อ และจะช่วยทั้งสองฝ่ายยกระดับห่วงโซ่มูลค่าทางอุตสาหกรรมและการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค 

อนุทินกล่าวว่าไทยกำลังเตรียมพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขงครั้งถัดไป และบรรดาประเทศสมาชิกยังคงทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดในอุตสาหกรรม พลังงาน และการเกษตร ซึ่งมีส่วนส่งเสริมสำคัญต่อความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาค 

สำหรับความร่วมมือด้านความมั่นคง อนุทินเน้นย้ำความมุ่งมั่นของไทยในการทำงานร่วมกับประเทศอื่นๆ เพื่อปราบปรามการฉ้อโกงทางออนไลน์และอาชญากรรมข้ามชาติ และยืนยันว่าไทยจะไม่เป็นสวรรค์อันปลอดภัยของการก่ออาชญากรรม ทั้งนี้ อนุทินแสดงความเชื่อมั่นว่าความร่วมมือไทย-จีนในอนาคตจะยังคงเติบโตและแข็งแกร่งต่อไป


ที่มา : Xinhua 
 

เป็นจำนวนเงิน 3.8 ล้านรูเบิล ฐานเมินลบข้อมูลต้องห้าม ด้าน ‘ยูเครน’ หัวหมออาศัยช่องว่าง จับมือกูเกิลเร่งสร้าง AI ทางเลือกใหม่

(5 ธ.ค. 68) ศาลแขวงตากันสกี กรุงมอสโก มีคำสั่งปรับบริษัท Google จำนวน 3.8 ล้านรูเบิล (ราว 1.5 ล้านบาท) หลังไม่ปฏิบัติตามคำสั่งให้ลบเนื้อหาที่ถูกจัดเป็นข้อมูลต้องห้ามในรัสเซีย โดยคำสั่งปรับดังกล่าวเกิดขึ้นตามรายงานที่ยื่นโดยหน่วยงานกำกับดูแลสื่อและการสื่อสารของรัสเซีย (Roskomnadzor) ภายใต้มาตรา 13.41 ของกฎหมายละเมิดทางปกครองของประเทศ

ขณะที่ยูเครนประกาศเดินหน้าพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ขนาดใหญ่ (LLM) ของตนเอง โดยใช้โครงสร้าง Gemma ของ Google เพื่อสร้างระบบ AI ที่เป็นอิสระ รองรับความต้องการในภาคทหารและพลเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น โครงการจะเริ่มเทรนบนโครงสร้างพื้นฐานของ Google ก่อนจะย้ายไปทำงานบนศูนย์ข้อมูลภายในประเทศ เพื่อให้ยูเครนควบคุมระบบได้อย่างเต็มรูปแบบ

เจ้าหน้าที่ยูเครนระบุว่า การพัฒนา AI ภายในประเทศช่วยลดค่าใช้จ่ายมหาศาลจากการพึ่งพาระบบต่างชาติ รวมถึงลดความเสี่ยงด้านความมั่นคง โดยเฉพาะการใช้งานในระบบบัญชาการรบและการวิเคราะห์การโจมตีของรัสเซีย ทั้งยังแก้ปัญหาข้อจำกัดของโมเดล AI ปัจจุบันที่ไม่รองรับภาษาท้องถิ่นและภาษาผสมซึ่งพบมากในยูเครน

สำหรับโครงการดังกล่าวได้จัดตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษา 4 ชุด เพื่อกำกับด้านเทคนิค กฎหมาย และภาษา พร้อมรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานรัฐกว่า 90 แห่ง ก่อนฝึกโมเดลบน GPU ที่ปลอดภัยในต่างประเทศ เมื่อพัฒนาเสร็จ AI จะถูกนำมาใช้กับระบบภาครัฐและแพลตฟอร์มของ Kyivstar ก่อนขยายสู่ภาคเอกชน โดยต้องรับมือความเสี่ยงด้านไซเบอร์จากการโจมตีของรัสเซียที่คาดว่าจะเกิดขึ้นทันทีหลังเปิดตัวระบบใหม่


ที่มา : Sputnik

เปิดนิทรรศการ “ทหารดินเผา–ฉินฮั่น” ครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ ที่บูดาเปสต์ ฉายภาพแสงสามมิติช่วยฟื้นฟูสีสันดั้งเดิม ของหุ่นจำลองทหารดินเผาครั้งแรกของโลก

(5 ธ.ค. 68) บูดาเปสต์เปิดนิทรรศการใหญ่ "กองทัพทหารดินเผา" นำโบราณวัตถุล้ำค่าจากจีนมาจัดแสดงระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเมษายนปีถัดไป นิทรรศการจัดที่พิพิธภัณฑ์วิจิตรศิลป์แห่งบูดาเปสต์ โชว์ผลงานศิลปะกว่า 150 ชิ้นจากราชวงศ์ฉินและฮั่น รวมถึงทหารดินเผาของแท้จำนวน 10 องค์ ซึ่งถือเป็นนิทรรศการจีนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยจัดในฮังการี

ลาซโล บาอาน ผู้อำนวยการใหญ่พิพิธภัณฑ์วิจิตรศิลป์บูดาเปสต์ กล่าวในสัมภาษณ์กับซินหัวว่า "นิทรรศการนี้ครอบคลุมการค้นพบทางโบราณคดีที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของศตวรรษที่ 20" และว่าการออกแบบพิพิธภัณฑ์มีความประณีต สะท้อนการทำงานร่วมกันของผู้เชี่ยวชาญจากจีนและฮังการีอย่างยาวนาน พร้อมย้ำว่างานนี้เป็นหมุดหมายสำคัญของความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่างทั้งสองประเทศ

นอกจากนี้ บาอานยังโชว์ความมั่นใจว่าจะมีผู้ชมจำนวนมาก เพราะโอกาสได้เห็นทหารดินเผานอกจีนมีน้อยมาก สำหรับคนฮังการีที่ไม่เคยได้ไปเยือนนครซีอาน ที่มาของทหารดินเผา งานนี้จึงถือเป็นโอกาสพิเศษ เขาเสริมว่ายังมีเทคโนโลยีฉายภาพแสงสามมิติช่วยฟื้นฟูสีสันดั้งเดิมของทหารดินเผาบนหุ่นจำลอง ซึ่งช่วยให้ผู้ชมเข้าใจโบราณวัตถุเหล่านี้อย่างลึกซึ้ง "นับเป็นส่วนเสริมที่น่าทึ่งอย่างยิ่งของนิทรรศการ"

พิพิธภัณฑ์วิจิตรศิลป์บูดาเปสต์และพิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชีย เฟเรนซ์ ฮอปป์ ยังเน้นว่าการเป็นเจ้าภาพจัดนิทรรศการครั้งนี้ถือเป็นความภาคภูมิใจและความรับผิดชอบของสถาบัน ด้านบาอานคาดว่านิทรรศการจะได้รับความสนใจสูงจนติดอันดับหนึ่งในสามของงานที่มีผู้ชมมากที่สุดในประวัติศาสตร์พิพิธภัณฑ์ และคาดว่ามีผู้เข้าชมหลายแสนคน


ที่มา : Xinhua

 

สถานทูตไทยเปิดทางช่วย 'ผีน้อย' กลับบ้าน หลังเกาหลีใต้ยกเว้นค่าปรับถึง 28 ก.พ. ปีหน้า ย้ำให้รีบรายงานตัวเลี่ยงผลกระทบทางกฎหมาย ก่อนรัฐบาลเกาหลีใต้ใช้มาตรการเข้มข้น

สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโซล โพสต์ผ่านข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ‘주한태국대사관 สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล Royal Thai Embassy, Seoul’  แนะนำให้คนไทยที่พำนักในเกาหลีใต้โดยผิดกฎหมาย เข้าร่วมโครงการรายงานตัวกลับประเทศโดยสมัครใจ หลังรัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศยกเว้นโทษปรับให้ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569

สถานทูตฯ ระบุว่า สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สาธารณรัฐเกาหลี เปิดโอกาสให้คนต่างชาติที่อยู่แบบผิดกฎหมายรายงานตัวกลับประเทศโดยสมัครใจและได้รับการยกเว้นค่าปรับ โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 จนถึง 28 กุมภาพันธ์ 2569

สถานทูตฯ จึงขอเชิญชวนให้พี่น้องชาวไทยที่อยู่ในสาธารณรัฐเกาหลีโดยผิดกฎหมาย ใช้โอกาสอันสำคัญนี้ในการรายงานตัวและเดินทางกลับประเทศไทยภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อหลีกเลี่ยงโทษปรับและผลกระทบทางกฎหมายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ทั้งนี้ สถานทูตฯ ระบุว่า พร้อมให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่ในการจัดทำเอกสารเดินทาง (พาสขาว) สำหรับผู้ที่ไม่มีหนังสือเดินทางหรือจำเป็นต้องออกเอกสารใหม่

สถานทูตฯ ย้ำว่า หวังเป็นอย่างยิ่งว่าพี่น้องชาวไทยจะให้ความร่วมมือและใช้ประโยชน์จากมาตรการ ผ่อนผันครั้งนี้ เพื่อให้สามารถเดินทางกลับประเทศไทยได้อย่างราบรื่นและปลอดภัย


 

กัมพูชา ไฟเขียวทดลอง ‘ฟรีวีซ่า’ อนุญาตพลเมืองจีนพำนักในประเทศ 14 วัน เริ่มกลางปีหน้า 15 มิ.ย.-15 ต.ค. 2026 หวังดึงนักท่องเที่ยว - นักธุรกิจ - นักลงทุนจากจีน

นักธุรกิจจีนเฮ กัมพูชาไฟเขียวทดลองฟรีวีซ่าแก่พลเมืองจีน อนุญาตพำนักในประเทศ 14 วัน เริ่มกลางปี 2026

(4 ธ.ค. 68) สำนักข่าวซินหัว รายงานว่า จดหมายทางการที่ลงนามโดยฮิง โถรักสี เลขาธิการคณะรัฐมนตรีกัมพูชา ฉบับวันอังคาร (2 ธ.ค.) ระบุว่ากัมพูชาจะทดลองนโยบายยกเว้นวีซ่าแก่พลเมืองจีนระหว่างวันที่ 15 มิ.ย.-15 ต.ค. 2026 หลังจากรัฐบาลเห็นชอบในหลักการทดลองยกเว้นวีซ่าแก่พลเมืองจีนที่เดินทางมาจากจีนและอนุญาตให้พำนักอยู่ในกัมพูชา 14 วัน

รายงานระบุว่านักเดินทางจากจีนสามารถเดินทางเยือนกัมพูชาแบบไม่จำกัดจำนวนครั้งในช่วงทดลองนโยบายดังกล่าว ซึ่งมีระยะเวลา 4 เดือน โดยไม่จำเป็นต้องยื่นขอวีซ่าหรือชำระค่าธรรมเนียมใดๆ เพียงแค่กรอกแบบฟอร์มแจ้งการเดินทางถึงฉบับอิเล็กทรอนิกส์ (E-arrival card)
.
นอกจากนั้นกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชายังจะเจรจากับรัฐบาลจีน เพื่อลดทอนและเพิ่มความคล่องตัวของกระบวนการยื่นขอวีซ่าของนักท่องเที่ยวชาวกัมพูชาที่ต้องการเดินทางเยือนจีน เพื่อบรรลุการดำเนินนโยบายยกเว้นวีซ่าซึ่งกันและกันตามหลักการต่างตอบแทนในอนาคต

ธอร์น ซีนาน ประธานสมาคมการท่องเที่ยวเอเชียแปซิฟิกประจำกัมพูชา ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซินหัวในวันพุธ (3 ธ.ค.) ว่าการทดลองนโยบายนี้ถือเป็นข่าวดีที่รอมานานและจะสร้างผลลัพธ์อันน่าพึงพอใจ เนื่องจากจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยว นักธุรกิจ และนักลงทุนจากจีนเข้าสู่กัมพูชามากขึ้น

อนึ่ง จีนเป็นแหล่งนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติขนาดใหญ่ที่สุดอันดับ 3 ของกัมพูชา รองจากไทยและเวียดนาม โดยกระทรวงการท่องเที่ยวของกัมพูชาระบุว่ามีนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางเยือนกัมพูชาในช่วงเดือนมกราคม-ตุลาคม 2025 ราว 1 ล้านคน

‘นายกฯ ญี่ปุ่น’ เบรกความตึงเครียดกับจีน ย้ำจุดยืน "ไต้หวัน" ไม่เปลี่ยนแปลง ตามปฏิญญาร่วมปี 1972 หลังคำพูดแข็งกร้าวก่อนหน้านี้ส่งกระทบหนัก

โตเกียว – หลังความสัมพันธ์กับจีนเข้าสู่ภาวะผันผวนหลายสัปดาห์ เนื่องจากการแสดงความคิดเห็นที่แข็งกร้าวเรื่องช่องแคบไต้หวัน ในที่สุด นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ได้พยายามลดระดับความตึงเครียดกับรัฐบาลปักกิ่ง โดยย้ำถึงจุดยืนดั้งเดิมของญี่ปุ่นต่อประเด็นไต้หวัน

ในการตอบคำถามของสมาชิกสภาเมื่อวันพุธที่ผ่านมา นางทาคาอิจิกล่าวต่อรัฐสภาญี่ปุ่นว่า จุดยืนของรัฐบาลโตเกียวต่อเกาะไต้หวันยังคงไม่เปลี่ยนแปลง และอ้างอิงถึงข้อตกลงร่วมปี 1972 ซึ่งนำไปสู่การฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างปักกิ่งและโตเกียว

“จุดยืนพื้นฐานของรัฐบาลญี่ปุ่นเกี่ยวกับไต้หวันยังคงเป็นไปตามที่ระบุไว้ในแถลงการณ์ร่วมญี่ปุ่น-จีน ปี 1972 และจุดยืนนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลง” นางทาคาอิจิกล่าว

ตามแถลงการณ์ร่วมปี 1972 นั้น รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนยืนยันว่าไต้หวันเป็นส่วนที่แบ่งแยกไม่ได้ของอาณาเขตของจีน และรัฐบาลญี่ปุ่น "เข้าใจและเคารพจุดยืนนี้อย่างเต็มที่" แถลงการณ์ดังกล่าวเป็นหนึ่งในเอกสารทางกฎหมายที่ปักกิ่งมักใช้อ้างถึงเพื่อสนับสนุนว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน

การแสดงความคิดเห็นล่าสุดของนางทาคาอิจิมีขึ้นเกือบหนึ่งเดือนหลังจากที่เธอกล่าวต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายนว่า การโจมตีไต้หวันโดยกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) อาจถือเป็น "สถานการณ์ที่คุกคามต่อการอยู่รอดของชาติ" ซึ่งอาจเปิดทางให้โตเกียวเข้าสู่ปฏิบัติการทางทหารได้

คำกล่าวในเดือนพฤศจิกายนดังกล่าวเป็นการแสดงออกอย่างชัดเจนที่สุดของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นต่อกรณีไต้หวัน และเป็นการเบี่ยงเบนจากนโยบาย "ความคลุมเครือทางยุทธศาสตร์" ที่ญี่ปุ่นยึดถือมายาวนาน แม้ภายหลังเธอระบุว่าความเห็นดังกล่าวเป็นเพียง "สมมติฐาน"

คำกล่าวที่แข็งกร้าวดังกล่าวส่งผลให้ความสัมพันธ์กับจีนดิ่งลงอย่างรวดเร็ว ปักกิ่งได้ระงับการนำเข้าอาหารทะเลญี่ปุ่น งดการแลกเปลี่ยนระหว่างรัฐบาลและวัฒนธรรม รวมถึงแนะนำพลเมืองไม่ให้เดินทางหรือศึกษาในญี่ปุ่น

คำพูดล่าสุดของนางทาคาอิจิในวันพุธนี้ยังสอดคล้องกับแถลงการณ์ของ นายโทชิมิตสึ โมเตกิ รัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ที่ระบุว่าจุดยืนพื้นฐานของรัฐบาลญี่ปุ่นคือ "เป็นไปตามที่ระบุไว้ในแถลงการณ์ร่วมปี 1972 อย่างแท้จริง ไม่มากไปกว่านั้น ไม่น้อยไปกว่านั้น"

บอกไม่เคยกันออกจากโต๊ะคุยยูเครน ชี้ ‘อียู’ อยู่ข้างสงครามไม่มีวาระเพื่อสันติ กำลังขวางความพยายามของ ‘สหรัฐ–ทรัมป์’ หลังตั้งเงื่อนไขที่รู้ว่าเครมลินไม่มีวันเซ็น

(4 ธ.ค. 68) ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ให้สัมภาษณ์สื่อในมอสโก โดยระบุว่ายุโรป “ไม่ได้ถูกกันออกจากกระบวนการยุติความขัดแย้งในยูเครน แต่เป็นฝ่ายเดินออกไปเอง” พร้อมวิจารณ์ว่ารัฐยุโรปจำนวนมากรับเอาแนวคิด “ต้องทำให้รัสเซียพ่ายแพ้เชิงยุทธศาสตร์” มาเป็นกรอบคิดหลัก แล้วก็ยัง “หลงอยู่ในมายาคติ” นี้จนถึงทุกวันนี้

ปูตินกล่าวต่อว่า เมื่อยุโรปไม่ชอบผลลัพธ์ในตอนนี้ ก็หันไปขัดขวางความพยายามของรัฐบาลสหรัฐฯ และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการผลักดันการเจรจาสันติภาพ พร้อมระบุว่ายุโรป “ไม่มีวาระเพื่อสันติภาพ เป็นฝ่ายของสงคราม” แม้จะเสนอปรับแก้ข้อเสนอของทรัมป์ แต่ก็เป็นการเปลี่ยนให้เงื่อนไข “รับไม่ได้สำหรับรัสเซีย” เพื่อใช้เป็นข้ออ้างโยนความผิดว่าเป็นฝ่ายมอสโกที่ทำให้กระบวนการสันติภาพล้มเหลว 

อย่างไรก็ตาม ปูตินยังทิ้งท้ายว่ารัสเซียพร้อมเปิดให้ยุโรปกลับมาที่โต๊ะเจรจา หากยอมรับข้อเท็จจริงในสนามรบ

ในอีกประเด็น ปูตินย้ำว่ารัสเซีย “ไม่ต้องการทำสงครามกับยุโรป” และเคยพูดเรื่องนี้มาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ยืนยันว่าหากยุโรปเป็นฝ่ายเปิดฉากเผชิญหน้าทางทหาร รัสเซีย “เราก็พร้อมทันที” โดยไม่ควรมีข้อสงสัยใด ๆ เขาเตือนว่า หากสถานการณ์บานปลายกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ “อาจถึงจุดที่เราไม่เหลือคู่เจรจาให้พูดคุยด้วยอีกต่อไป” 


ที่มา : Sputnik 

 

‘ฟรีวีซ่า’ สำหรับประชาชนชาวจีน เข้าได้นาน 30 วัน ไม่ต้องยื่นขอ คาดดันทัวร์จีนพุ่ง 30–40% หรือ 2 ล้านคน ‘หอพัก-โรงแรม’ เตรียมรับอานิสงส์ตลอดทั้งปี

(4 ธ.ค. 68) รัสเซียประกาศใช้มาตรการ “ฟรีวีซ่า” สำหรับชาวจีนอย่างเป็นทางการแล้ว หลังประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ลงนามคำสั่งอนุญาตให้คนจีนที่ถือหนังสือเดินทางเล่มปกติ สามารถเดินทางเข้ารัสเซียเพื่อท่องเที่ยว ทำธุรกิจ เยี่ยมญาติ หรือร่วมงานด้านวิชาการ วัฒนธรรม กีฬา และกิจกรรมต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า พักได้นานไม่เกิน 30 วัน โดยคำสั่งมีผลทันทีและใช้ไปจนถึงวันที่ 14 กันยายน 2569

อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้ไม่ครอบคลุมการเดินทางเพื่อทำงาน ศึกษาต่อ หรือพำนักระยะยาว รวมถึงไม่ใช้กับกลุ่มคนขับรถบรรทุกระหว่างประเทศ ลูกเรือขนส่งสินค้า–ผู้โดยสาร และล่ามที่ติดตามรถขนส่งข้ามแดน ซึ่งยังต้องดำเนินการขอวีซ่าตามปกติ

สมาคมผู้ประกอบการท่องเที่ยวของรัสเซียคาดว่า ฟรีวีซ่าครั้งนี้จะช่วยดันจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้ารัสเซียช่วงฤดูร้อนเพิ่มขึ้นราว 30–40% โดยนักท่องเที่ยวที่เดินทางอิสระอาจเพิ่มขึ้นถึง 1.5–2 เท่า ผู้ประกอบการเชื่อว่าจะช่วยเติมนักท่องเที่ยวให้โรงแรมและที่พักทั้งในช่วงพีกของซีซั่นท่องเที่ยวและนอกฤดูกาล

ทั้งนี้ มาตรการของรัสเซียสอดรับกับที่จีนประกาศทดลองให้คนรัสเซียที่ถือพาสปอร์ตเล่มปกติ เดินทางเข้าออกจีนแบบฟรีวีซ่าอยู่ก่อนแล้ว เป็นเวลา 1 ปี พักได้ไม่เกิน 30 วัน เพื่อท่องเที่ยว ทำธุรกิจ เยี่ยมญาติ หรือร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งสองฝ่ายหวังว่าดีลฟรีวีซ่าแบบไป-กลับนี้ จะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยว การค้า และการแลกเปลี่ยนผู้คนระหว่างกันให้คึกคักยิ่งขึ้นในปีหน้า โดยรัสเซียประเมินว่าอาจต้อนรับนักท่องเที่ยวจีนทะลุ 2 ล้านคนได้ภายในปีเดียว


ที่มา : Xinhua 

 

ออกมาตรการแบน ‘สมาร์ตโฟน’ ในโรงเรียน มีผลในระดับมัธยมศึกษาทั่วทั้งประเทศ ตั้งแต่เดือนมกราคม 2026 เป็นต้นไป หวังช่วยปรับสุขภาพจิตเด็ก และโฟกัสที่ดีขึ้น

(3 ธ.ค. 68) กระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์ (MOE) ประกาศมาตรการใหม่ให้โรงเรียนมัธยมศึกษาทั้งประเทศ “ห้ามใช้สมาร์ตโฟนและสมาร์ตวอทช์ตลอดเวลาเรียน” เริ่มมีผลเดือนมกราคม 2026 จากเดิมที่ห้ามใช้เฉพาะในชั่วโมงเรียนเท่านั้น โดยจะขยายให้ครอบคลุมทั้งช่วงพักกลางวัน เวลาทำกิจกรรมนอกห้องเรียน (CCA) รวมถึงชั่วโมงเสริม ซ่อม และติวเข้มต่าง ๆ โดยอุปกรณ์ของนักเรียนจะต้องถูกเก็บไว้ในที่จัดเก็บที่โรงเรียนกำหนด หรือในกระเป๋าเรียนตลอดเวลา ยกเว้นกรณีจำเป็นที่โรงเรียนอนุญาตเป็นรายๆ ไป

MOE ระบุว่า แนวทางเดียวกันนี้ถูกใช้กับโรงเรียนประถมแล้วภายใต้ยุทธศาสตร์ส่งเสริมสุขภาพระดับชาติ “Grow Well SG” และมีโรงเรียนมัธยมบางแห่งนำไปใช้ล่วงหน้าจนพบผลเชิงบวก เช่น เด็กมีสมาธิมากขึ้น สุขภาวะดีขึ้น และหันกลับมาพูดคุย–เล่นกับเพื่อนแบบเผชิญหน้ามากกว่าเดิม มาตรการใหม่ยังสอดรับกับการผลักดันแนวทางใช้หน้าจออย่างเหมาะสมในโรงเรียนและศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงการพัฒนาสังคมและครอบครัว หลังผลสำรวจพบว่าเด็กจำนวนมากใช้หน้าจอเกินเวลาที่กระทรวงสาธารณสุขแนะนำ

แม้รัฐบาลจะวาง “กรอบใหญ่” ให้แต่แต่ละโรงเรียนยังมีอิสระออกกฎระเบียบด้านวินัยของตนเองให้สอดคล้องกับแนวทางดังกล่าว โดยในกรณีใช้มือถือหรือสมาร์ตวอทช์ผิดวัตถุประสงค์ โรงเรียนจะเน้นทำงานเชิงให้การศึกษา พูดคุยกับนักเรียนและผู้ปกครองเพื่อแก้ปัญหาที่ต้นตอ และช่วยให้เด็กเรียนรู้การจัดการการใช้เครื่องมือดิจิทัลอย่างรับผิดชอบ ควบคู่กับการใช้มาตรการทางวินัยเมื่อจำเป็น เพื่อให้เด็กเข้าใจผลของพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม

ส่วนระดับที่สูงขึ้นอย่างจูเนียร์คอลเลจและ สถาบันมิลเลนเนีย (Millennia Institute) รัฐบาลคาดหวังว่านักเรียนมีวุฒิภาวะพอจะใช้มือถือและสมาร์ตวอทช์อย่างมีวินัย แต่ก็ยังคงจำกัดการใช้ในชั่วโมงเรียน ต้องได้รับอนุญาตจากครู ขณะที่นอกเวลาเรียนอาจใช้ได้เมื่อจำเป็น นอกจากนี้ MOE ยังขยับเวลา “ปิดเครื่องอัตโนมัติ” บนแอปจัดการอุปกรณ์การเรียนส่วนตัว (Device Management Application) ให้เร็วขึ้นจาก 23.00 น. มาเป็น 22.30 น. เพื่อช่วยให้เด็กวางหน้าจอเร็วยิ่งขึ้นและเข้านอนได้ตรงเวลา พร้อมเชิญชวนผู้ปกครองร่วมปรับกติกาที่บ้านให้สอดคล้องกับกฎใหม่

ด้าน กระทรวงศึกษาธิการระบุว่า แนวทางและเหตุผลของมาตรการทั้งหมดจะถูกสื่อสารกับนักเรียนและผู้ปกครองผ่านหลายช่องทาง เช่น การปาฐกถาตอนเปิดเทอม สมุดพกนักเรียน เว็บไซต์โรงเรียน และการประชุมผู้ปกครอง เพื่อสร้างความเข้าใจตรงกันตั้งแต่ต้นปีการศึกษา แจสมิน หลิว (Jasmin Lau) รัฐมนตรีแห่งรัฐด้านการพัฒนาดิจิทัลและการศึกษา กล่าวผ่านอินสตาแกรมว่า โรงเรียนจะทยอยแจ้งรายละเอียดเพิ่มเติมในช่วงต่อไป และหวังว่าผู้ปกครองจะร่วมมือกับโรงเรียนในการพาเด็กๆ ไปสู่การใช้เทคโนโลยีอย่างสมดุลและมีสติ

ที่มา : https://www.channelnewsasia.com/singapore/secondary-school-can-use-phone-in-class-smartphone-screen-time-students-5495621
 

ขยับสถานะสู่สมาชิก BRICS เต็มตัว พร้อมชวนอินเดียร่วมเจ้าภาพต้านสแกมฯ ถกความมั่นคงเอเชียแปซิฟิก สถานการณ์เมียนมา และชายแดนไทย-กัมพูชา

(3 ธ.ค. 68) กระทรวงการต่างประเทศไทยเผยว่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้หารือกับนายซุปรามณยัม ไชชานการ์ รมว.ต่างประเทศอินเดีย โดยไทยได้ขอการสนับสนุนจากอินเดียให้ช่วยผลักดันความต้องการของไทย ในการยกระดับจาก “รัฐภาคีหุ้นส่วน” ขึ้นเป็น “สมาชิกเต็มรูปแบบ” ของกลุ่ม BRICS โดยเฉพาะในช่วงที่อินเดียจะทำหน้าที่ประธาน BRICS ในปี 2026

ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือประเด็นนโยบายต่างประเทศท่ามกลางความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อน แลกเปลี่ยนมุมมองเรื่องการรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะมิจฉาชีพออนไลน์ และการช่วยเหลือเหยื่อชาวอินเดียที่ได้รับผลกระทบบนแผ่นดินไทย ไทยได้เชิญอินเดียเข้าร่วมการประชุมนานาชาติ “Global Partnerships to Combat Online Scams” ที่กรุงเทพฯ วันที่ 17–18 ธันวาคม 2025 พร้อมแสดงความสนใจจะเป็นเจ้าภาพร่วมในการขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ ยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมถึงความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา และสถานการณ์ในเมียนมาที่ส่งผลต่อเสถียรภาพชายแดนและความมั่นคงมนุษย์ของภูมิภาค ซึ่งทั้งไทยและอินเดียต่างมองว่าจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือด้านการทูตและความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมควบคู่กันไป

สำหรับกลุ่ม BRICS จัดตั้งขึ้นในปี 2006 เดิมมีสมาชิกหลัก 5 ประเทศ คือ รัสเซีย บราซิล อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ ปัจจุบันขยายรวมอียิปต์ เอธิโอเปีย อิหร่าน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอินโดนีเซีย ขณะที่ไทย เบลารุส โบลิเวีย คาซัคสถาน คิวบา มาเลเซีย ยูกันดา และอุซเบกิสถาน เพิ่งได้รับสถานะ “รัฐภาคีหุ้นส่วน BRICS” อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2025 และกำลังก้าวต่อไปสู่การเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบในอนาคต


ที่มา : Sputnik
 

ไฟไหม้คร่าชีวิตนับร้อยสะเทือนฮ่องกง สั่งตั้ง คกก.อิสระตรวจทุกจุด ลั่นรัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือ สร้างบ้านใหม่ และเยียวยาผู้เสียชีวิต

(3 ธ.ค. 68)  ซินหัว 2 ธ.ค. จอห์น ลี ผู้บริหารสูงสุดเขตบริหารพิเศษฮ่องกงของจีน เผยว่ารัฐบาลฮ่องกงจะจัดตั้งคณะกรรมการอิสระที่มีผู้พิพากษาเป็นประธาน เพื่อดำเนินการสืบสวนเหตุการณ์ไฟไหม้อาคารพักอาศัยที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานนี้โดยละเอียด และรับรองว่าผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องต้องรับผิดชอบ

ลีกล่าวว่าเหตุการณ์ไฟไหม้อาคารพักอาศัยคร่าชีวิตผู้คนไป 151 ราย บาดเจ็บอีก 79 ราย และกำลังติดตามกรณีผู้ที่ยังสูญหายอีกราว 30 ราย โดยหน่วยปฏิบัติการเฉพาะกิจสามหน่วยที่จัดตั้งก่อนหน้านี้กำลังสืบสวนทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และจะไม่ปล่อยให้ผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบคนใดลอยนวล

ลีย้ำว่ารัฐบาลฮ่องกงกำลังดำเนินหลายมาตรการเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ อาทิ การเปิดศูนย์พักพิงชั่วคราว การจัดให้ประชาชนราว 2,500 คนเข้าพักในที่พักชั่วคราวและโรงแรม

ลีชี้ว่าการปฏิรูปเชิงระบบเป็นสิ่งจำเป็นเนื่องจากเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นความล้มเหลวในหลายส่วน พร้อมทั้งระบุว่าจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อตรวจสอบเหตุไฟไหม้ และรัฐบาลฮ่องกงจะจัดเตรียมข้อมูลที่จำเป็นทั้งหมดและการสนับสนุนอื่นๆ ที่จำเป็นสำหรับการสืบสวน และคณะกรรมการจะส่งคำแนะนำและรายงานให้กับเขา

ลีย้ำว่าจะไม่ยุติปฏิบัติการกู้ภัยและจะไม่ทอดทิ้งครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ รัฐบาลฮ่องกงจะให้ความช่วยเหลือครอบครัวเหล่านี้ในการสร้างบ้านใหม่ และทยอยฟื้นฟูการดำเนินงานตามปกติของสังคม

ทั้งนี้ ลีกล่าวว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติ (LegCo) ที่กำหนดไว้ในวันที่ 7 ธ.ค. นี้จะดำเนินการต่อไปตามแผนที่วางไว้

ผู้ประสบอุทกภัยใน จ.สงขลา ต่อเนื่อง มอบถังออกซิเจนทางการแพทย์ 200 ถัง ให้ รพ.สงขลานครินทร์ และ รพ.หาดใหญ่ มอบเครื่องฉีดน้ำ 30 เครื่อง ให้กองทัพเรือ

บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. สนับสนุนการช่วยเหลือ ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่และพื้นที่อื่น ๆ ในจังหวัดสงขลาอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้มอบถังออกซิเจนทางการแพทย์ขนาด 0.5 คิว จำนวน 200 ถัง ให้แก่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ และโรงพยาบาลหาดใหญ่ โดยประสานความร่วมมือกับกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ในการลำเลียงถังออกซิเจนเข้าไปในพื้นที่ เพื่อส่งเสริมการรักษาพยาบาลผู้ป่วยที่ต้องการอุปกรณ์ช่วยชีวิต นอกจากนี้ ยังได้มอบเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง จำนวน 30 เครื่อง ให้กับกองทัพเรือ เพื่อสนับสนุนภารกิจฟื้นฟูที่อยู่อาศัยให้กับผู้ประสบภัย

ในช่วงเวลาที่เกิดอุทกภัย ปตท.สผ. ได้ร่วมบรรเทาความเดือนร้อนให้กับผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วน โดยสนับสนุนเครื่องอุปโภคบริโภคต่าง ๆ เพื่อการยังชีพ เช่น อาหารแห้ง น้ำดื่ม และเครื่องใช้อื่น ๆ ลำเลียงไปกับเรือหลวงจักรีนฤเบศร รวมถึงสนับสนุนชุดเครื่องนอน ผ้าห่ม และเสื้อผ้า ให้แก่ศูนย์พักพิง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ นอกจากนี้ ในด้านการปฏิบัติงานเชิงเทคนิค ปตท.สผ. ได้ร่วมกับบริษัท เอไอ แอนด์ โรโบติกส์ เวนเจอร์ส จำกัด หรือ เออาร์วี ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ส่งโดรนเพื่อการขนส่ง และโดรนเพื่อการสำรวจและเฝ้าระวัง พร้อมทั้งทีมผู้เชี่ยวชาญ เพื่อสนับสนุนภารกิจของศูนย์บรรเทาสาธารณภัย มณฑลทหารบกที่ 42 ให้สามารถเข้าถึงพื้นที่ที่ประสบปัญหาที่ยากต่อการเข้าถึงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 

ปตท.สผ. ยังคงทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือ ฟื้นฟู และส่งกำลังใจ โดยมุ่งหวังให้ผู้ประสบอุทกภัยสามารถฟื้นตัวและกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด

มหาวิทยาลัยท็อปแดนมังกร เปิดหลักสูตร ปัญญาประดิษฐ์ทำงานร่วมกับร่างกายจริง เร่งป้อนคนเก่งสู่อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ AI จับมือ Huawei–BYD–UBTech รองรับเด็กจบใหม่

(2 ธ.ค. 68) จีนเปิดหลักสูตรระดับปริญญาตรีด้าน “Embodied Intelligence” หรือปัญญาประดิษฐ์ที่ทำงานร่วมกับร่างกายจริงในมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่ง เพื่อตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติด้านหุ่นยนต์และ AI และหนุนเป้าหมายของปักกิ่งที่อยากขึ้นนำสหรัฐฯ ในสนามเทคโนโลยีอนาคต

กระทรวงศึกษาธิการจีนเผยว่า มหาวิทยาลัยชั้นนำอย่าง มหาวิทยาลัยเซียงไฮ้ เจียงตง (Shanghai Jiao Tong University) และ มหาวิทยาลัยเจ้อเจียง (Zhejiang University) อยู่ในกลุ่ม 7 สถาบันแรกที่ยื่นขอเปิดสาขาใหม่ด้าน Embodied Intelligence ตามกรอบ “จัดการพิเศษให้กับสาขาขาดแคลนเร่งด่วน” ซึ่งรัฐบาลกำหนดให้เป็นหนึ่งในหัวใจของยุทธศาสตร์เทคโนโลยีระยะยาว 

มหาวิทยาลัยเซียงไฮ้ เจียงตง ระบุว่า หลักสูตร AI และวิศวกรรมแบบเดิมยังไม่เชื่อมโยงข้ามสาขามากพอ จึงต้องออกแบบหลักสูตรใหม่ที่ผสมทั้ง AI วิศวกรรมกลไก ระบบควบคุม และการออกแบบหุ่นยนต์ โดยมี ศาสตราจารย์หลู่ เซ่ออู่ (Cewu Lu) ผู้เชี่ยวชาญด้านหุ่นยนต์ชื่อดัง เป็นหัวหน้าภาค

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ยังจับมือกับบริษัทยักษ์ใหญ่เป็น “ว่าที่นายจ้าง” ของบัณฑิตกลุ่มนี้ เช่น มหาวิทยาลัยซีอาน เจียวทง (Xi’an Jiaotong University) คาดว่าจากบัณฑิต 30 คน จะมีราว 5 คนได้งานกับ Huawei ผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคม, BYD ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า และ UBTech Robotics บริษัทหุ่นยนต์ชื่อดัง รวมแล้ว 7 สถาบันจะรับนักศึกษารุ่นแรกประมาณ 330 คน โดย สถาบันเทคโนโลยีปักกิ่ง (Beijing Institute of Technology) รับมากสุดที่ 120 คน

ด้านตลาดงานก็ร้อนแรงไม่แพ้กัน รายงานของบริษัทจัดหางาน Liepin ระบุว่า จำนวนตำแหน่งงานใหม่สาย Embodied Intelligence ในไตรมาส 3 เพิ่มขึ้นถึง 73% สูงกว่าตลาดงานสาย AI โดยรวมที่โต 55% เท่านั้น ขณะที่เงินเดือนเฉลี่ยของตำแหน่งงานด้าน Embodied Intelligence อยู่ที่ราว 333,400 หยวนต่อปี (ราว 1.5 ล้านบาท) สูงกว่างานสาย AI ทั่วไปที่เฉลี่ย 290,900 หยวนต่อปีอย่างชัดเจน

สำหรับ Embodied Intelligence ถือเป็นแขนงหนึ่งของ AI ที่เน้นให้ “สมองกล” ทำงานร่วมกับร่างกายจริงและเรียนรู้จากการโต้ตอบกับโลกจริง โดยกระแสหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์และสตาร์ตอัปหุ่นยนต์ในจีนกำลังมาแรง แต่ก็เจอปัญหาขาดแคลนบุคลากรคุณภาพสูง หลายบริษัท เช่น Deep Robotics เคยยอมรับว่าการขาดคนเก่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการผลักดันงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ ทำให้การสร้าง “ท่อส่งคน” ผ่านหลักสูตรใหม่ในมหาวิทยาลัยจีนกลายเป็นภารกิจเร่งด่วนของทั้งภาครัฐและสถาบันการศึกษา

หลังขุด “กำแพงเมืองจีน” ช่วง “เจียนโข่ว” เจอปืนใหญ่ไซซ์ยักษ์ปลายราชวงศ์หมิง พร้อมจารึกบนปืนเผยประวัติศาสตร์การใช้อาวุธไฟ เชื่อมโยงหลักฐานค้าขาย–แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมโบราณ

(2 ธ.ค. 68) นักโบราณคดีในกรุงปักกิ่งแถลงผลการขุดค้นกำแพงเมืองจีนช่วง “เจียนโข่ว” (Jiankou) พบปืนใหญ่โบราณขนาดใหญ่ รวมถึงโบราณวัตถุจำนวนมากจากหอคอยสัญญาณ 3 แห่งและกำแพงที่เชื่อมต่อกัน ทั้งอาวุธ ชิ้นส่วนสถาปัตยกรรม และข้าวของใช้ในชีวิตประจำวัน จากการขุดค้นตลอดปีนี้

ปืนใหญ่ที่พบเป็นปืนเหล็กหล่อปลายราชวงศ์หมิง (ปี ค.ศ. 1368-1644) ยาว 89.2 เซนติเมตร หนัก 112.1 กิโลกรัม ถือเป็นปืนใหญ่ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยขุดพบในช่วงกำแพงเมืองจีนส่วนนี้ นักวิจัยระบุว่าจารึกที่ยังคมชัดบนตัวปืนให้ข้อมูลสำคัญต่อการศึกษาการผลิตอาวุธไฟ และการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีทางทหารในยุคนั้น

นอกจากนี้ สถาบันโบราณคดีปักกิ่งยังรายงานผลศึกษาเครื่องประดับเทอร์ควอยซ์จากแหล่งโบราณคดี “ซิงกง” (Xingong) ซึ่งเป็นชุมชนโบราณยุคราชวงศ์เซี่ย (ราว 2070–1600 ปีก่อนคริสตกาล) และราชวงศ์ซาง (1600–1046 ปีก่อนคริสตกาล) ที่หายากมากในเขตเมืองของปักกิ่ง

พื้นที่ดังกล่าวมีทั้งหลุมฝังศพ คูน้ำ และร่องรอยที่อยู่อาศัย และพบโบราณวัตถุเทอร์ควอยซ์แล้ว 28 ชิ้น ผลการวิเคราะห์ชี้ว่า แร่เทอร์ควอยซ์เหล่านี้น่าจะมาจากเหมืองบริเวณรอยต่อมณฑลหูเป่ย์ เหอหนาน และส่านซี ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญว่ามีเครือข่ายการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและทรัพยากรระหว่างภูมิภาคในจีนตอนเหนือมาตั้งแต่หลายพันปีก่อนแล้ว


ที่มา : Xinhua 

ซัดคำพูด “โจมตีก่อน” ไร้ความรับผิดชอบ สะท้อนท่าทีพร้อมยกระดับความตึงเครียด หยันภาพลักษณ์ “พันธมิตรเชิงป้องกัน” พังทลาย เตือนคิดให้ดีก่อนเล่นกับไฟสงคราม

(2 ธ.ค. 68) มาเรีย ซาคาโรวา (Maria Zakharova) โฆษกหญิงของกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย ออกแถลงการณ์ตอบโต้คำให้สัมภาษณ์ของพลเรือเอกจูเซ็ปเป คาโว ดรากอเน (Giuseppe Cavo Dragone) ประธานคณะเสนาธิการทหารนาโต ที่พูดถึงความเป็นไปได้ในการใช้ “การโจมตีล่วงหน้า” ต่อรัสเซีย หากมองว่ารัสเซียมีพฤติกรรมคุกคามพันธมิตรนาโต โดยคำพูดนี้ถูกเผยแพร่ผ่านสื่ออังกฤษ Financial Times

มาเรีย ซาคาโรวา ระบุว่า คำพูดดังกล่าวเป็น “ความเคลื่อนไหวที่ไร้ความรับผิดชอบอย่างยิ่ง” และสะท้อนถึงความพร้อมของนาโตที่จะเดินหน้าสร้างความตึงเครียดต่อไป พร้อมมองว่าเป็นความพยายามจงใจบ่อนเซาะความพยายามหาทางออกวิกฤตยูเครนด้วยแนวทางสันติ

ซาคาโรวายังชี้ว่า ถ้อยแถลงเชิง “โจมตีก่อน” แบบนี้ ทำลายภาพลักษณ์ที่นาโตพยายามสร้างว่าเป็น “พันธมิตรเพื่อการป้องกันเท่านั้น” และเตือนว่าผู้ที่ออกมาพูดในลักษณะนี้ควรตระหนักถึงความเสี่ยงและผลลัพธ์ที่จะตามมา ซึ่งอาจกระทบต่อประเทศสมาชิกของนาโตเองด้วย ไม่ใช่เพียงคู่ขัดแย้งฝั่งตรงข้ามเท่านั้น


ที่มา : Sputnik


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top