Wednesday, 15 July 2026
WORLD

'ซาอุฯ' ขุดพบเหมืองทองคำใหม่ ยาวนับ 100 กิโลเมตร คุณภาพเกรดพรีเมี่ยม ตีมูลค่าเกือบ 1,800 ล้านล้านบาท

อู้ฟู่ทั้งน้ำมันดิบและทองคำ หลัง 'ซาอุฯ' ขุดเจอเหมืองทองคำใหม่ยาวนับ 100 กิโลเมตรในประเทศ ตีมูลค่าเกือบ 1,800 ล้านล้านบาท คาดเป็นศูนย์กลางทองคำใหม่ในตะวันออกกลาง หนุนดึงดูดต่างชาติมาลงทุนทางตรงในอุตสาหกรรมเหมืองของซาอุฯ

(11 ม.ค.67) BTimes รายงานว่า ทาง 'ซาอุดี อาระเบียน ไมน์นิ่ง' ซึ่งเป็นบริษัทในอุตสาหกรรมขุดเหมืองแร่และโลหะธรรมชาติในประเทศซาอุดีอาระเบีย เปิดเผยว่า ได้ขุดค้นพบเหมืองแร่ทองคำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ในภูมิภาคมักกะห์ในประเทศซาอุดีอาระเบีย 

โดยจุดที่ขุดค้นเจอทองคำมีลักษณะเป็นเหมืองทองคำแนวนาวทอดตัวเป็นระยะความยาว 100 กิโลเมตรทางตอนใต้ของเหมืองทองคำมาน ซูราห์-มาสซาราห์ ในเมืองมาอาเดน 

เจ้าหน้าที่สำรวจและขุดเจาะ เปิดเผยว่า ตัวอย่างแร่ทองคำที่สุ่มเก็บจาก 2 จุดในแนวเหมืองทองคำ ซึ่งอยู่ลึกลงไปถึง 400 เมตร และอยู่ติดกับมันซูราห์ มัสซาราห์ ตรวจพบว่า เป็นแหล่งสะสมทองคำคุณภาพระดับสูง วัดได้ 10.4 กรัมต่อตัน และ 20.6 กรัมต่อตัน ทำให้มูลค่ายิ่งมากขึ้น ที่สำคัญ ขั้นตอนการสกัดแร่ทองคำจะง่ายขึ้นกว่าปกติ 

(ภูมิภาคมันซูราห์ มัสซาราห์ ในประเทศซาอุดีอาระเบียเป็นแหล่งที่มีทองคำมากเกือบ 7 ล้านออนซ์นับถึงสิ้นปี 2023 และมีกำลังการผลิตทองคำถึงปีละ 250,000 ออนซ์)

การขุดค้นพบในครั้งนี้ ทำให้เหมืองทองคำในบริเวณดังกล่าวมีทองคำสะสมรวมมากกว่า 200 ตัน ตีมูลค่ามากถึง 50 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐหรือกว่า 1,750 ล้านล้านบาท 

ขณะที่ในปี 2020 เหมืองทองคำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศรัสเซียที่มีชื่อว่า 'ซูคอย ลอก' มีทองคำสะสมราว 40 ล้านออนซ์ และเหมืองทองคำในประเทศแอฟริกาใต้ที่มีชื่อว่า 'เซาท์ ดีพ' มีทองคำสะสมราว 32.8 ล้านออนซ์ อย่างไรก็ตาม ในด้านการผลิตทองคำ กลับพบว่าเหมืองทองคำเนวาด้าในสหรัฐอเมริกาเป็นรายใหญ่ที่สุดด้วยกำลังการผลิตสูงถึงปีละ 3.3 ล้านออนซ์ คิดเป็น 3% ของกำลังการผลิตทองคำทั่วโลก 

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลซาอุดีอาระเบียได้เคยประกาศนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจในยุคใหม่ โดยหวังที่จะลดน้ำหนักการพึ่งพาส่งออกน้ำมันดิบ ในฐานะเป็นประเทศที่ผลิตและส่งออกน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลกมาเป็นเวลานาน ทำให้มองหาช่องทางที่จะผลักดันภาคเศรษฐกิจอื่นๆ เพิ่มมากขึ้น เช่น การท่องเที่ยว การบริการ และการเงิน รวมไปถึงการขุดเหมือง ที่จะดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ

ซึ่งการค้นพบทองคำในครั้งนี้ อาจช่วยให้ซาอุดีอาระเบีย ลดการนำเข้าโลหะมีค่าได้ 

ทั้งนี้ ในปี 2021 ซาอุดีอาระเบียนำเข้าทองคำมูลค่า 36,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 1.28 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นสินค้านำเข้ามากเป็นอันดับ 4 รองจากปิโตรเลียมกลั่น อุปกรณ์กระจายเสียง และ ยานพาหนะ

'CEO สาว' ฆาตกรรมลูกชายวัย 4 ขวบยัดใส่กระเป๋าเดินทาง ดับอนาคตธุรกิจ Startup ดาวรุ่งของตนลงในชั่วข้ามคืน

กลายเป็นข่าวสะเทือนใจแวดวงธุรกิจดาวรุ่งอินเดียทันที เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐกัว เมืองชายฝั่งทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของอินเดีย ได้จับกุม นาง สุชนา เศรษฐ์ (Suchana Seth) CEO หญิงวัย 39 ปี ผู้ก่อตั้งบริษัท Mindful AI Lab หนึ่งในธุรกิจ Start-up อนาคตไกลของอินเดีย ด้วยข้อหาฆาตกรรมลูกชายวัย 4 ขวบของตัวเองแล้วแพ็กศพใส่กระเป๋าเดินทาง ขณะกำลังเดินทางออกจากรัฐกัว มุ่งหน้ากลับเมืองบังคาลอร์ เมื่อวันจันทร์ที่ 8 มกราคมที่ผ่านมา 

ก่อนหน้านี้ สุชนา เศรษฐ์ เดินทางมารัฐกัว พร้อมลูกชาย เมื่อวันศุกร์ที่ 6 มกราคม และได้เข้าพักในอพาร์ตเมนต์หรูแห่งหนึ่งในเมืองแคนโดลิม สถานที่ตากอากาศริมทะเลชื่อดังทางตอนเหนือของรัฐกัว และได้เช็คเอาท์ออกในวันจันทร์ที่ 8 มกราคมตั้งแต่เช้าตรู่ โดยเธอได้จ้างรถแท็กซี่ให้ขับรถจากรัฐกัว ไปส่งเธอที่เมืองบังคาลอร์ ในรัฐกรณาฏกะ ที่มีระยะทางไกลถึง 600 กิโลเมตร 

หลังจากที่นาง สุชนา ออกจากที่พักไปแล้ว ก็มีแม่บ้านเข้าไปทำความสะอาดภายในห้องพักของเธอ และได้พบคราบเลือดติดอยู่ จึงได้โทรแจ้งผู้จัดการโรงแรม ที่ได้โทรแจ้งตำรวจในทันที ทำให้สามารถติดตามตัวนาง สุชนา เศรษฐ์ ได้อย่างทันท่วงทีขณะมุ่งหน้าไปยังเมืองบังกาลอร์ พร้อมศพลูกชายวัย 4 ขวบถูกแพ็กอยู่ในกระเป๋าเดินทางของเธอด้วย จึงเป็นหลักฐานที่ทางตำรวจตั้งข้อหาฆาตกรรมกับนักธุรกิจสาวรายนี้

ตอนนี้ ทางตำรวจยังไม่ทราบเหตุจูงใจที่นางสุชนา ลงมือฆาตกรรมลูกชายตัวเอง แต่เมื่อไม่นานมานี้เธอมีความสัมพันธ์ที่ห่างเหินกับสามี ที่อาจเป็นสาเหตุทำให้เธอลงมือก่อเหตุสะเทือนใจในครั้งนี้ 

และเมื่อตรวจสอบประวัติส่วนตัวของนาง สุชนา เศรษฐ์  ก็พบว่าเธอมีประสบการณ์ทำงานที่ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว

เบื้องต้น เธอจบปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยโกลกาตา ในสาขาฟิสิกส์ดาราศาสตร์ ด้วยคะแนนระดับเกียรตินิยมอันดับ 1 นอกจากนี้เธอยังศึกษาด้านสันสกฤตศึกษา จากสถาบันวัฒนธรรมรามกฤษณะจนได้ถึงระดับอนุปริญญามหาบัณฑิตระดับเกียรตินิยมเช่นกัน  

หลังจากนั้น เธอมีโอกาสไปทำงานที่ Berkman Klein Center ในเมืองบอสตัน รัฐ แมสซาชูเซตส์ และได้ดูแลด้านจริยธรรมและการกำกับดูแลของปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของเครื่องด้วยความรับผิดชอบ ก่อนที่จะกลับมาตั้งบริษัท Mindful AI Lab ของตัวเองที่เมืองบังกาลอร์ ในปี 2020 ที่ได้นำเอาเทคโนโลยี AI มาใช้ประมวลผลข้อมูลเพื่อช่วยในการวางกลยุทธ์ด้านราคาสินค้าต่างๆ อย่างชาญฉลาด 

และทำให้ นาง สุชนา เศรษฐ์ ติดอยู่ในรายชื่อ 100 นักพัฒนา AI ดาวรุ่งหญิงประจำปี 2021 มาแล้ว 

แต่สุดท้าย อนาคตเจ้าของธุรกิจ Startup ดาวรุ่งของเธอกลับต้องจบลงด้วยคดีฆาตกรรมลูกชายตัวเองอย่างน่าสลด ที่สร้างความตกตะลึงไปทั่ววงการ AI ในขณะนี้ 

ซึ่งชาวเน็ตยังพบว่า ภาพสุดท้ายที่โพสต์ใน Instagram ส่วนตัวของนางสุชนา ก็คือภาพของลูกชายวัย 4 ขวบของเธอนั่นเอง พร้อมแฮชแท็กปริศนา #whatwillhappen จึงทำให้หลายคนยังตั้งข้อสงสัยว่า มีอะไรอยู่ในความคิดของนักธุรกิจสาวผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์คนนี้ ขณะที่เธอจับร่างไร้วิญญาณของลูกชายใส่กระเป๋าเดินทางกลับบ้านเกิด 

เรื่อง: ยีนส์ อรุณรัตน์

'สื่อมะกัน' หักหน้า 'สีจิ้นผิง' เต้าข่าว!! กองทัพจีนโกงกันยับ คอร์รัปชันยันเชื้อเพลิง จนต้องเติมขีปนาวุธด้วยน้ำเปล่า

(10 ม.ค. 67) กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาทันใด เมื่อสำนักข่าว Bloomberg ของสหรัฐฯ ได้รายงานข่าวโดยอ้างอิงแหล่งข่าวจากหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ ว่า ตอนนี้จีนกำลังเจอปัญหาคอร์รัปชันเรื้อรังภายในกองทัพที่โกงกันสนั่น จนล่าสุดจับได้ว่ามีการแอบกรอกน้ำเปล่าแทนน้ำมันเชื้อเพลิงในขีปนาวุธที่ฐานทัพในมณฑลซินเจียง จนขีปนาวุธไม่อยู่ในสถานะพร้อมยิงได้เลย หากมีคำสั่งด่วนขึ้นมา

ปัญหานี้ ทำให้ สี จิ้นผิง เสียหน้ามาก และมีคำสั่งให้สังคายนากองทัพจีนอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะหน่วย 'Rocket Force' หรือ 'กองทัพขีปนาวุธของจีน' ที่มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลตั้งแต่ขีปนาวุธนิวเคลียร์ ไปจนถึงขีปนาวุธพิสัยใกล้-ไกล และข้ามทวีปที่ติดตั้งในเขตยุทธศาสตร์ต่างๆ เช่นฐานทัพที่เมืองฮามิ ในมณฑลซินเจียง หรือขีปนาวุธในปฏิบัติการซ้อมรบบริเวณช่องแคบไต้หวัน ที่กำลังตึงเครียดกันอยู่ในขณะนี้

และหากข่าวกรองเป็นจริง อาจต้องมีการประเมินศักยภาพกองทัพจีนใหม่ทั้งหมด เพราะข้อมูลขีปนาวุธของกองทัพจีนที่มีและถูกนำมาโชว์อย่างยิ่งใหญ่ในงานพิธีสวนสนามที่สำคัญ ตอนนี้ไม่อาจรู้ได้เลยว่าพร้อมใช้ยิงจริงๆ ได้กี่เปอร์เซ็นต์?

ว่าแต่ข่าวเรื่องกองทัพจีนแอบกรอกน้ำเปล่า แทนน้ำมันในขีปนาวุธ ตามที่สื่อชั้นนำของสหรัฐอ้างนั้น เป็น Fact News หรือ Fake News กันแน่? วันนี้มาลองถกประเด็นกันหน่อยดีกว่า 

สำหรับข่าววงในของจีนที่เกี่ยวกับการคอร์รัปชันนั้นมีให้เห็นบ่อยๆ ยิ่งในยุคของผู้นำ สี จิ้นผิง ที่ชูนโยบายปราบโกง กวาดล้างคอร์รัปชันในทุกองค์กร ทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา 

แต่ข่าวการคอร์รัปชันในกองทัพ โดยเฉพาะในกองกำลังขีปนาวุธนั้น มีความแปลกที่ไม่เหมือนเคสอื่นๆ ที่ผ่านมา ไม่ใช่เพราะรูปแบบการคอร์รัปชันที่พิสดารกว่าองค์กรอื่น แต่เพราะ กองกำลังขีปนาวุธถือเป็นหน่วยลับ ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลทางทหารและความมั่นคงของชาติ ที่ไม่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณชนได้ในหลายๆ เรื่อง 

อีกทั้งยังเป็นหน่วยที่ สี จิ้นผิง ฝากความหวังไว้ค่อนข้างมาก ที่จะเป็นหน้าเป็นตาของกองทัพจีน ว่ามีแสนยานุภาพด้านขีปนาวุธระดับสูงทันสมัย ไม่แพ้ชาติมหาอำนาจใดๆ ในโลก ถ้าหากวันนี้จีนจำเป็นต้องออกศึกจริงๆ ลุงสีแกก็มั่นใจแหละว่าสู้ได้ 

แต่ทว่า ในปี 2023 ที่ผ่านมา ก็มีข่าวการปลดฟ้าผ่า ผู้บังคับบัญชาระดับสูงแห่งกองทัพขีปนาวุธออกมาอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่มีข่าวการตรวจสอบทุจริตของหน่วยงานต่อต้านคอร์รัปชันในกองทัพ และคนที่หลุดจากตำแหน่งคนแรกคือ หวัง เฟิงเหอ รัฐมนตรีกลาโหม และ ผู้บังคับบัญชาสูงสุดของกองทัพขีปนาวุธ ที่ประกาศลาออกอย่างกะทันหัน และถูกเก็บตัวเงียบตั้งแต่เดือนมีนาคม 2023 

หลังจากนั้นเพียง 3 เดือน ผู้บังคับบัญชาของกองทัพจรวดถูกปลดฟ้าผ่าอีก 3 คนรวด คือ หลี่ หยูเชา, สู จงโป๋ และ จาง เจิ้งจง พร้อมข่าวลือสะพัดเรื่องการยักยอก ฉ้อโกง และการขายความลับของกองทัพจีนผ่านลูกชายของ หลี่ หยูเชา ที่ไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกา  

ตามมาด้วยข่าวการเสียชีวิตอย่างเป็นปริศนาของ อู่ กั๋วฮวา อดีตรองผู้อำนวยการกองกำลังขีปนาวุธและหัวหน้าแผนการลับที่สาม ที่ทางการจีนประกาศว่าเสียชีวิตจากโรคประจำตัว แต่อดีตเพื่อนร่วมงานออกมาเปิดเผยว่าเขาฆ่าตัวตายจากความเครียดที่เกิดจากหน้าที่การงาน 

ต่อมาเดือนตุลาคม ก็มีคำสั่งปลด หลี่ ฉางฝุ รัฐมนตรีกลาโหมที่มาแทนตำแหน่งของ หวัง เฟิงเหอ ได้ไม่ทันข้ามปี และถูกสั่งเก็บตัวเงียบ ไม่ออกสื่อให้เห็นหน้าอีกเลย

การสังคายนากองทัพขีปนาวุธ ยังไม่จบแค่นั้น วันที่ 29 ธันวาคม ก่อนปิดสิ้นปี ก็มีคำสั่งปลดเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกองทัพรวดเดียวอีก 9 คน แถม 5 ใน 9 คนที่ถูกเด้ง ก็ยังเป็นคนของกองทัพขีปนาวุธเสียด้วย 

ข่าวลือจึงยิ่งสะพัดว่า น่าจะมีความไม่ชอบมาพากลภายในกองทัพขีปนาวุธจีนอยู่เยอะมากทีเดียว ที่ทำให้เกิดการสับเปลี่ยนตำแหน่งผู้บัญชาการระดับสูงในหน่วยนี้ ที่สามารถเรียกได้ว่าเป็นการ 'ล้างบาง' ก็ว่าได้ จนกระทั่งสื่อมะกันออกมาแฉหนึ่งในปัญหาการคอร์รัปชันในกองทัพขีปนาวุธ คือ การยักยอกน้ำมันเชื้อเพลิง จนต้องกรอกน้ำเปล่าเข้าไปในถังน้ำมันแทน 

สื่อตะวันตกยังขยายความว่า ทหารในกองทัพแอบยักยอกเอาน้ำมันเชื้อเพลิงไปใช้เองบ้าง เอาไปใช้แทนแก๊ซหุงต้ม เติมหม้อไฟบ้าง จนไม่มีน้ำมันจริงไว้เติมขีปนาวุธ

*** แต่ทั้งนี้ สื่อสายเอเชียบางแห่งตั้งข้อสงสัยว่า ข่าวเรื่องเติมน้ำเปล่า แทนน้ำมันในขีปนาวุธตาม ที่หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ อ้าง น่าจะเป็น Fake News มากกว่า เพราะกองทัพจีนไม่น่าเติมน้ำมันเต็มถังทิ้งค้างไว้ในตัวขีปนาวุธนานๆ อยู่แล้ว และก็ไม่จำเป็นต้องใส่น้ำลงไปในถังเชื้อเพลิงแทนก็ได้ 

เพราะหากทำเช่นนั้น จะกลายเป็นความผิดร้ายแรงยิ่งกว่าการยักยอกน้ำมันเสียอีก เพราะเข้าข่ายการก่อวินาศกรรม บ่อนทำลายชาติ กลายเป็นคดีความมั่นคงร้ายแรงที่จะไม่จบแค่การถูกปลด ถูกเด้งจากตำแหน่งแน่นอน

เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงในแง่มุมนี้ ข่าวเรื่องการแอบเติมน้ำเปล่าแทนน้ำมันไม่น่าจะจริง แต่ถ้าเป็นประเด็นเรื่องคอร์รัปชัน ยักยอกเชื้อเพลิง ทรัพย์สิน หรือการขายความลับให้ชาติคู่อริ น่าจะมีมูลมากกว่า ที่สั่นสะเทือนกองกำลังขีปนาวุธจีนอยู่ในตอนนี้

และยังถือเป็นการหยามสี จิ้นผิง อย่างไม่น่าให้อภัย เนื่องจากสี จิ้นผิง เป็นคนอนุมัติงบประมาณมหาศาลให้กับกองทัพขีปนาวุธ ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งผู้นำจีนเพื่อขยายแสนยานุภาพทางทหาร ให้ครอบคลุมไปไกลทั่วโลกด้วย เมื่อหวังมากย่อมแค้นมากเป็นธรรมดา 

อีกทั้งปัญหานี้มันไม่ได้มีแค่มิติการคอร์รัปชัน แต่เป็นเรื่องของความจงรักภักดีต่อชาติ และรัฐบาลจีนด้วย จึงเชื่อได้ว่า การล้างบางภายในกองทัพขีปนาวุธ รวมถึงกองกำลังหน่วยอื่นๆ จะมีตามมาอีกระลอกใหญ่อย่างแน่นอนในไม่ช้านี้

‘NASA’ เร่งพัฒนา ‘หุ่นยนต์คล้ายมนุษย์’ ทำงานเสี่ยงภัยในอวกาศ ช่วยทุ่นแรงงานอันตราย-มนุษย์สามารถโฟกัสภารกิจได้เต็มที่

(10 ม.ค. 67) ข่าวต่างประเทศรายงานว่า ในภารกิจสำรวจและวิจัยของมนุษย์อย่างเราในพื้นที่อวกาศนั้น ถือเป็นเรื่องที่เสี่ยงอันตรายอย่างมาก เพราะในพื้นที่อวกาศไม่มีอากาศให้หายใจ และยังมีรังสีมากมายที่เป็นอันตรายต่อร่างกายของเรา

เพื่อลดความเสี่ยงในภารกิจต่างๆ ในพื้นที่นอกโลก องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ NASA จึงได้มีการพัฒนา ‘หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์’ (Humanoid robot) หรือ หุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ เพื่อส่งไปใช้งานบนอวกาศในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งจะช่วยลดงานของมนุษย์อวกาศในสภาพแวดล้อมที่เสี่ยงอันตรายของอวกาศอันกว้างใหญ่

ผู้เชี่ยวชาญด้านหุ่นยนต์ของ NASA กล่าวว่า หากการพัฒนาสำเร็จ ในอนาคตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ หรือหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ จะสามารถช่วยมนุษย์ทำงานที่มีความเสี่ยงในพื้นที่อวกาศได้ เช่น ทำความสะอาดแผงโซลาร์เซลล์นอกอวกาศ ช่วยตรวจสอบอุปกรณ์ที่ทำงานผิดปกตินอกยานอวกาศ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงให้กับมนุษย์อวกาศได้อย่างมาก

ก่อนหน้านี้ นอกจากหุ่น ’วัลคิรี’ ที่กำลังพัฒนา NASA เคยส่งหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ไปยังอวกาศมาแล้ว คือ โรโบนอส ทู (Robonaut 2) หุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ตัวแรกที่เข้าสู่อวกาศ โดยหุ่นยนต์ได้ถูกส่งขึ้นไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ ในปี มีหน้าที่ช่วยงานพื้นฐาน เช่น ช่วยประสานการควบคุม ช่วยวัดการไหลของอากาศ ก่อนจะถูกส่งกลับมายังโลกในปี 2018

ในการพัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ของ NASA ทางทีมวิศวกรได้ให้ข้อมูลว่า ไม่ได้พยายามทำให้หุ่นยนต์มาทำงานแทนมนุษย์ แต่อยากให้งานที่อันตราย หรืองานน่าเบื่อให้หุ่นยนต์ทำแทนในพื้นที่อวกาศ เพื่อให้มนุษย์อวกาศที่ออกไปทำภารกิจนอกโลก มีเวลาที่จะสามารถทำภารกิจต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ เพราะนอกอวกาศนั้นมีทรัพยากรในการอาศัยและเดินทางที่จำกัด

‘เกาหลีใต้’ ไฟเขียว!! กฎหมายห้าม ‘กิน-ซื้อขาย’ เนื้อสุนัข รับแรงหนุน 'กระแสแอนตี้-ปธน.เป็นคนรักสัตว์ตัวยง'

(10 ม.ค. 67) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐสภาเกาหลีใต้ผ่านร่างกฎหมายห้ามการจำหน่ายและบริโภคเนื้อสุนัขเมื่อวันอังคาร(9 ม.ค.) ซึ่งจะส่งผลให้ประเพณีการรับประทานเนื้อสุนัขที่มีมานานนับร้อยๆ ในแดนโสมกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ท่ามกลางกระแสรณรงค์ต่อต้านการกินเนื้อสุนัขจากบรรดานักปกป้องสิทธิสัตว์ รวมถึงบุคคลทั่วไป

กฎหมายแบนการรับประทานและจำหน่ายเนื้อสุนัขผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาอย่างท่วมท้น ด้วยคะแนน 208 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้หลังผ่านช่วงเวลาผ่อนผัน (grace period) 3 ปี

ผู้ที่ฝ่าฝืนจะมีโทษจำคุกสูงสุด 3 ปี หรือปรับเงินสูงสุด 30 ล้านวอน (ราว 795,000 บาท)

คนเกาหลีใต้สมัยก่อนเชื่อกันว่า การรับประทานเนื้อสุนัขจะช่วยให้ร่างกายทรหดอดทนต่อสภาพอากาศในฤดูร้อน ทว่าปัจจุบันสุนัขกลายเป็นสัตว์เลี้ยงในบ้าน บวกกับมีการรณรงค์ต่อต้านการเชือดสุนัขเพื่อเป็นอาหาร ทำให้ความนิยมในการกินเนื้อสุนัขลดลงไปมาก และยังคงรับประทานกันเฉพาะในหมู่คนสูงวัยเสียเป็นส่วนใหญ่

นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสัตว์ชี้ว่า สุนัขมักจะถูกฆ่าด้วยวิธีใช้ไฟฟ้าช็อตหรือแขวนคอให้ตาย ก่อนจะถูกนำมาแล่เนื้อ  แต่เจ้าของฟาร์มและผู้ค้าสุนัขก็ออกมาแย้งว่าพวกเขามีความพยายามที่จะปรับไปใช้วิธีการฆ่าที่ทารุณน้อยลง

กระแสต่อต้านการกินเนื้อสุนัขเริ่มแพร่หลายขึ้นในยุคของประธานาธิบดี ยุน ซุกยอล ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นคนรักสัตว์ และเลี้ยงสุนัขเอาไว้ถึง 6 ตัว แมวอีก 8 ตัว ขณะที่นางคิม คยอน-ฮี สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง ก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ออกมาวิจารณ์การรับประทานเนื้อสุนัขเช่นกัน

ผลสำรวจความคิดเห็นที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์ (8 ม.ค.) โดยสถาบัน Animal Welfare Awareness, Research and Education ในกรุงโซลพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม 94% ไม่ได้รับประทานเนื้อสุนัขเลยในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา และ 93% บอกว่าคงจะไม่รับประทานอีกในอนาคต

'จีน' ล้ำ!! พัฒนา 'ผิวหนังอิเล็กทรอนิกส์’ ควบคุมอุณหภูมิให้คงที่ได้ เล็งใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญของหุ่นยนต์อัจฉริยะแห่งอนาคต

(10 ม.ค. 67) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหนานฟาง (SUSTech) ได้พัฒนาผิวหนังอิเล็กทรอนิกส์ควบคุมอุณหภูมิได้ หรือ เทอร์โม-อี-สกิน (thermo-e-skin) ที่ประกอบขึ้นจากโครงสร้างลอกเลียนแบบทางชีวภาพ ซึ่งเลียนแบบกลไกการควบคุมอุณหภูมิของร่างกายมนุษย์ ผ่านการผสมผสานอุปกรณ์เทอร์โมอbเล็กทริกที่มีความยืดหยุ่นเข้ากับวัสดุไฮโดรเจลคอมโพสิท (hydrogel composite)

ผิวหนังอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าว สามารถรักษาอุณหภูมิพื้นผิวให้คงที่อยู่ที่ 35 องศาเซลเซียส ตลอดช่วงอุณหภูมิแวดล้อมตั้งแต่ 10-45 องศาเซลเซียส ด้วยความสมดุลของการสร้างและการกระจายความร้อนช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาผิวหนังอิเล็กทรอนิกส์บรรลุการทำงานของระบบสัมผัสเสมือนมนุษย์ และสร้างการตอบสนองของระบบประสาทที่เสถียร ผ่านการเลียนแบบร่างกายมนุษย์ในระดับที่แตกต่างกันออกไป ส่งผลให้มันเป็นส่วนประกอบสำคัญสำหรับหุ่นยนต์อัจฉริยะแห่ง

อนาคต ทว่าฟังก์ชันการควบคุมอุณหภูมินี้จำกัดอยู่ที่เพียงการทำความร้อนหรือทำความเย็นแบบธรรมดา และไม่อาจรักษาการควบคุมอุณหภูมิคงที่เป็นเวลานานในสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อนและมีการเปลี่ยนแปลง

อนึ่ง การศึกษาดังกล่าวได้รับการเผยแพร่ในวารสารนาโนเอ็นเนอร์จี (Nano Energy)

‘ซัมซุง’ สร้างสถิติต่ำสุดรอบ 15 ปี หลังกำไรร่วง 6 ไตรมาสติด เหตุความต้องการของ ‘สมาร์ตโฟน-ชิปหน่วยความจำ’ ซบเซา

(9 ม.ค.67) ‘ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์’ เผยผลกำไรจากการดำเนินงานลดลง 6 ไตรมาสติดต่อกัน สะท้อนความต้องการผู้บริโภคซบเซา และความไม่แน่นอนของระยะเวลาฟื้นตัวของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า กำไรจากการดำเนินงานของซัมซุงร่วง 35% สู่ระดับ 2.8 ล้านล้านวอน หรือต่ำกว่าที่คาดไว้ 24% ส่วนรายได้ลดลงมากกว่าที่คาดการณ์ สู่ระดับ 67 ล้านล้านวอน และตลอดปี 2566 ซัมซุงมีกำไรจากการดำเนินงานน้อยที่สุดในรอบ 15 ปี

ผลประกอบการดังกล่าวตอกย้ำว่า ความต้องการสมาร์ตโฟนและชิปหน่วยความจำที่ใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ยังคงซบเซา เนื่องจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ และบ่งบอกแนวโน้มการฟื้นตัวตลาดแย่ลง ทั้งที่นักลงทุนคาดหวังว่าตลาดจะเติบโตในปีนี้

ขณะเดียวกันอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก็ได้รับผลจากการแข่งขันที่ดุเดือดและต้นทุนการตลาดสูง ส่วนกำไรจากธุรกิจสมาร์ตโฟนก็ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์

ขณะที่คู่แข่งอย่างไมครอน เผยเมื่อเดือน ธ.ค. ว่าบริษัทมีรายได้มากกว่าที่คาดการณ์ไว้ บ่งชี้ว่า การสร้างศูนย์ข้อมูลอาจช่วยหนุนตลาดคอมพิวติงและอุปกรณ์สมาร์ตโฟนได้ดี

อย่างไรก็ดี ยังมีสัญญาณบ่งบอกการฟื้นตัวอยู่ เนื่องจากอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของเกาหลีใต้ในเดือน พ.ย. มีรายได้มากที่สุดในรอบหลายปี ทั้งในด้านการผลิตและขนส่ง

“เมื่อพิจารณาถึงราคาชิปหน่วยความจำเพิ่มขึ้นและความต้องการสูงขึ้นธุรกิจชิปของซัมซุง อาจทำให้บริษัทกลับมามีกำไรภายในไตรมาสแรกของปีนี้” ด้านซานจีฟ รานา นักวิเคราะห์จาก CLSA Securities Korea Ltd. กล่าว

ด้านนักลงทุนเฝ้ารอแผนการลงทุนระยะยาวของซัมซุง โดยเฉพาะภาคธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เมื่อบริษัทเผยผลประกอบการทั้งหมดในวันที่ 31 ม.ค. นี้

ทั้งนี้ หุ้นซัมซุงร่วง 0.9% ในตลาดหุ้นโซลวันนี้ ด้าน ซานจีฟ รานา มองว่า ผลประกอบการที่ไม่น่าพอใจเป็นผลมาจากอัตราการกำลังการผลิตของธุรกิจผลิตชิปต่ำ

‘อินเดีย’ สั่งเพิ่มชั่วโมงพักผ่อนของ ‘นักบิน’ หวังลดเสี่ยงจากอาการเหนื่อยล้าที่สะสม

(9 ม.ค.67) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า กองอำนวยการบินพลเรือนของอินเดียสั่งเปลี่ยนแปลงข้อบังคับเกี่ยวกับการจำกัดระยะเวลาปฏิบัติหน้าที่ของลูกเรือ โดยเฉพาะนักบิน เพื่อเพิ่มระยะเวลาพักผ่อนและระดับความตื่นตัวของพวกเขา

โดยรายงานระบุว่า ข้อบังคับฉบับแก้ไขได้เพิ่มระยะเวลาพักผ่อนรายสัปดาห์ของนักบินจาก 36 เป็น 48 ชั่วโมง เพื่อรับรองว่ามีการพักผ่อนเพียงพอหลังเผชิญความเหนื่อยล้าสะสม พร้อมกับแก้ไขคำนิยามการปฏิบัติหน้าที่ช่วงกลางคืนให้ครอบคลุมช่วงเวลา 24.00-06.00 น. แตกต่างจากข้อบังคับฉบับเดิมที่ครอบคลุมช่วงเวลา 24.00-05.00 น.

นอกจากนั้นสำหรับการทำการบินตอนกลางคืน มีการจำกัดระยะเวลาบินสูงสุดอยู่ที่ 8 ชั่วโมง และระยะเวลาปฏิบัติหน้าที่สูงสุดอยู่ที่ 10 ชั่วโมง รวมถึงจำกัดจำนวนการลงจอดอยู่ที่เพียง 2 ครั้ง แตกต่างจากข้อบังคับฉบับเดิมที่อนุญาตการลงจอดตอนกลางคืนสูงสุด 6 ครั้ง เพื่อยกระดับความปลอดภัยของการบิน

อนึ่ง ข้อบังคับฉบับแก้ไขมีผลบังคับใช้ทันที และผู้ดำเนินงานสายการบินต้องปฏิบัติตามภายในวันที่ 1 มิ.ย. นี้

ปิดตำนาน 'เบคเคนเบาเออร์' แข้งเทพแห่งเมืองเบียร์ในวัย 78 ผู้คว้าแชมป์บอลโลกในฐานะ 'นักเตะ-โค้ช' คนที่ 2 ของโลก

(9 ม.ค.67) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาครอบครัวเบ็คเคนเบาเออร์ เผยข้อความผ่าน ‘ดีพีเอ’ สำนักข่าวชื่อดัง ว่า “เรามีความเสียใจอย่างสุดซึ้ง ที่จะประกาศให้ทราบว่า ฟรานซ์ เบคเคนเบาเออร์ เสียชีวิตลงแล้วด้วยอาการสงบ เมื่อวานนี้ (วันอาทิตย์) โดยมีสมาชิกครอบครัวอยู่ดูใจ และในช่วงเวลานี้ เราอยากขอร้องทุกท่านให้เราได้อยู่กับความเศร้าครั้งนี้ด้วยความสงบ และของดตอบคำถามใด ๆ ทั้งสิ้น”

สำหรับ ฟรานซ์ เบ็คเคนเบาเออร์ ถูกยกย่องให้เป็นตำนานของวงการลูกหนังเยอรมนี ลงสนามให้อินทรีเหล็กไป 103 นัด เคยพาเยอรมนีตะวันตกคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 1 สมัย ในปี 1974 ในฐานะกัปตันทีม แชมป์ยูโรเปียน แชมเปียนชิพ หรือฟุตบอลยูโร 1 สมัย ในปี 1972 ก่อนจะแขวนสตั๊ดแล้วผันตัวมาเป็นกุนซือ พาเยอรมนีตะวันตกคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 1 สมัย ในปี 1990 กลายเป็นคนที่ 2 ของโลกที่คว้าแชมป์ทั้งในฐานะนักฟุตบอลและโค้ช ต่อจาก มาริโอ ซากัลโล ของบราซิล

ในส่วนของสโมสร ‘ไกเซอร์ฟรานซ์’ ลงสนามให้ ‘เสือใต้’ บาเยิร์น มิวนิค 582 นัด พาทีมคว้าแชมป์ยูโรเปียน คัพ หรือยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก มาครองถึง 3 สมัยติดต่อกัน ในช่วงระหว่างปี 1973/74, 1974/75 และ 1975/76 คว้าแชมป์บุนเดสลีกา เยอรมนี 4 สมัย ก่อนโยกไปค้าแข้งกับ นิวยอร์ก คอสมอส ในสหรัฐฯ ร่วมทีมกับ เปเล ตำนานดาวเตะทีมชาติบราซิลผู้ล่วงลับ ย้ายมาฮัมบูร์กในช่วงสั้นๆ ก่อนไปแขวนสตั๊ดกับ นิวยอร์ก คอสมอส อีกครั้งในปี 1983

หุ้น ‘Nvidia’ พุ่งแตะ!! 6.4% และปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังประกาศเปิดตัวการ์ดจอ AI หวังมัดใจผู้ชื่นชอบวิดีโอเกม

(9 ม.ค. 67) หุ้นอินวิเดีย (Nvidia) ซึ่งเป็นบริษัทผลิตชิปที่มีมูลค่าตลาดมากที่สุดในโลกจากสหรัฐ พุ่งขึ้นสู่ระดับปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในวันจันทร์ (8 ม.ค.) หลังอินวิเดียเปิดตัวหน่วยประมวลผลภาพกราฟิก (GPU) หรือ การ์ดจอ รุ่นใหม่ที่ใช้ประโยชน์จากปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ทั้งนี้ หุ้นอินวิเดียปรับตัวขึ้น 6.4% ปิดที่ 522.53 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้นในวันจันทร์ ซึ่งเป็นระดับปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังอินวิเดียประกาศเปิดตัวการ์ดจอรุ่น GeForce RTX 40 SUPER Series โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเอาใจกลุ่มผู้ชื่นชอบวิดีโอเกม

นอกจากนี้ ก่อนถึงกำหนดจัดงานแสดงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เพื่อผู้บริโภค (Consumer Electronics Show) ในลาสเวกัส อินวิเดียยังได้ประกาศเปิดตัวชิ้นส่วนและซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI

หุ้นอินวิเดียพุ่งขึ้นกว่า 3 เท่าตัวในปี 2566 เนื่องจากถูกมองว่าเป็นผู้นำในแวดวงซัพพลายเออร์ด้านการประมวลผลที่ใช้ในการคำนวณ AI

ด้าน แอลเอสอีจี (LSEG) ระบุว่า หุ้นอินวิเดียมีปริมาณการซื้อขายมูลค่ากว่า 3.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในวันจันทร์ ซึ่งสูงที่สุดในตลาดหุ้นวอลล์สตรีท โดยปัจจุบันมูลค่าตลาดของอินวิเดียอยู่ที่เกือบ 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

การปรับตัวขึ้นครั้งล่าสุดของหุ้นอินวิเดียหนุนให้ดัชนีชิปเซมิคอนดักเตอร์ PHLX พุ่งขึ้น 3.3%

'จีน' คว่ำบาตร 5 บริษัทค้าอาวุธอเมริกัน  ตอบโต้นโยบายขายอาวุธให้ไต้หวันของสหรัฐฯ

เมื่อวันอาทิตย์ (7 ม.ค.67) ที่ผ่านมา รัฐบาลปักกิ่งประกาศคว่ำบาตร 5 บริษัทค้าอาวุธสัญชาติอเมริกันทันที เพื่อตอบโต้นโยบายสนับสนุนอาวุธให้กับไต้หวัน ซึ่งจีนถือว่าเป็นการยุยงปลุกปั่นการแบ่งแยกดินแดนของเกาะไต้หวันอย่างจงใจ ขัดต่อหลักการนโยบายจีนเดียวของจีนแผ่นดินใหญ่ 

โดยบริษัทที่ถูกขึ้นบัญชีดำ คว่ำบาตรโดยรัฐบาลปักกิ่ง ได้แก่...

- BAE Systems Land and Armaments
- Alliant Techsystems Operations
- AeroVironment
- ViaSat 
- Data Link Solutions 

กระทรวงการต่างประเทศจีนได้ระบุชัดเจนในแถลงการณ์ว่า มาตรการคว่ำบาตรนี้ จะประกอบด้วยการอายัดทรัพย์สินของบริษัทเหล่านั้นในจีน รวมถึงสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ของทั้งองค์กร และตัวบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการห้ามองค์กรและบุคคลของจีนทำธุรกรรมและให้ความร่วมมือองค์กรทั้ง 5 แห่งนี้ด้วย 

รัฐมนตรีต่างประเทศจีนยังเสริมอีกว่า การขายอาวุธของสหรัฐฯ ให้กับไต้หวันที่ถือว่าเป็นภูมิภาคส่วนหนึ่งของจีน ส่งผลเสียร้ายแรงต่ออธิปไตยและผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของจีน จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลจีนที่จะต้องปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง สิทธิ และผลประโยชน์ขององค์กรและพลเมืองของจีนตามกฎหมาย 

มาตรการคว่ำบาตรของจีนในครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่สหรัฐอเมริกาได้อนุมัติงบประมาณช่วยเหลือด้านการทหารแก่ไต้หวันมูลค่า 300 ล้านเหรียญ เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ที่ครอบคลุมถึงการสนับสนุนด้านยุทโธปกรณ์ การฝึกอบรม และการซ่อมบำรุง เพื่อเสริมศักยภาพด้านการสั่งการ ควบคุม และการสื่อสารให้แก่กองทัพไต้หวัน

กระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ยังย้ำอีกว่า งบช่วยเหลือด้านการทหาร และ การขายอาวุธของสหรัฐฯให้ไต้หวัน จะช่วยให้ไต้หวันขยายขีดความสามารถในการรับมือกับภัยคุกคามที่จะเกิดขึ้นทั้งในปัจจุบัน และอนาคต

จึงเป็นเหตุให้รัฐบาลจีนปักกิ่งต้องออกมาตอบโต้ด้วยมาตรการคว่ำบาตรบริษัทค้าอาวุธทั้ง 5 แห่งของสหรัฐอเมริกาในวันนี้ แม้นักวิเคราะห์ตะวันตกจะมองว่าการคว่ำบาตรของจีนเป็นเพียงการตอบโต้เชิงสัญลักษณ์ เนื่องจากบริษัทผู้ผลิตอาวุธของสหรัฐฯ ไม่สามารถขายอาวุธให้กับรัฐบาลจีนได้อยู่แล้ว 

แต่อย่างน้อยก็เป็นการส่งสัญญาณแสดงความไม่พอใจจากรัฐบาลปักกิ่ง ถึงสหรัฐฯ ที่พยายามใช้ไต้หวันเป็นตัวจุดชนวนความขัดแย้งกับจีน ที่อาจลุกลามไปสู่การเผชิญหน้าทางทหารอย่างจริงจังระหว่างชาติมหาอำนาจตะวันตก กับ จีน ในเขตพื้นที่ช่องแคบไต้หวัน ซึ่งการขายอาวุธของสหรัฐฯ ถือเป็นหนึ่งรูปแบบของความพยายามในการแทรกแซงกิจการภายในของจีน ที่จะบ่อนทำลายความสัมพันธ์ระหว่างจีน และ ไต้หวัน 

รัฐบาลจีนจึงจำเป็นต้องตอบโต้ ผ่านนโยบายคว่ำบาตรที่สหรัฐอเมริกาชอบใช้กดดันประเทศที่เป็นอริกับตนอยู่เสมอ แต่อาจไม่เห็นผลมากนัก เพราะตราบใดที่การครอบครองอาวุธ หมายถึงการรักษาสันติภาพในมุมมองของสหรัฐฯ และรัฐบาลไต้หวันเห็นพ้องไปในทิศทางเดียวกัน ความขัดแย้งระหว่างจีน-ไต้หวัน ก็คงคลี่คลายได้ยาก

‘ภูเขาอู๋จื่อซาน’ ผุดไอเดียสร้างเอกลักษณ์ ‘อาชีพซุนหงอคง’ ไม่ต้องมีพลังวิเศษ แค่ชอบกินกล้วย ทำรายได้พุ่งกว่า 30,000 บาท

(8 ม.ค.67) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เผยอาชีพสุดแปลกที่กำลังเปิดรับสมัครในจีนจนเป็นที่ฮือฮาบนโลกโซเชียล โดยอาชีพแปลกนี้คือ ซุนหงอคง คุณสมบัติไม่มีอะไรมากเพียงแค่เป็นแฟนตัวยงของตำนานจีนเรื่อง เห้งเจีย หรือที่เรียกว่า ซุนหงอคง และมีใจรักในการกินกล้วยฟรีที่ไม่จำกัดจำนวนเท่านั้น

ตามรายงานเผยว่า ภูเขาอู๋จื่อซานในเหอเป่ย์ ภูเขาห้านิ้ว ทางตอนเหนือของจีน กำลังมองหาพนักงานมาแต่งตัวเป็นซุนหงอคง โดยผู้สมัครต้องแต่งกายเป็นซุนหงอคง อยู่ในช่องว่างของถ้ำตรงด้านล่างของภูเขา และกินอาหารที่นักท่องเที่ยวป้อนให้เท่านั้น รับรายได้จุกๆ 842 ดอลลาร์ต่อเดือน หรือราว 30,000 บาท

อีกทั้งผู้สมัครไม่จำเป็นต้องเป็นนักกายกรรม มีพลังเหนือธรรมชาติ หรือสามารถขี่บนก้อนเมฆได้ เพียงแค่เป็นแฟนตัวยงของตำนานจีนเรื่อง เห้งเจีย หรือที่เรียกว่า ซุนหงอคง (Sun Wukong) และมีใจรักในการกินกล้วยฟรีแค่นั้น

สำหรับอาหารที่นักท่องเที่ยว ทั้งเด็กและผู้ใหญ่มักนำมาป้อนให้ซุนหงอคงค่อนข้างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น แอปเปิล บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป รวมถึงกล้วยจำนวนมาก โดยซุนหงอคงต้องรับประทานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ทางด้านผู้จัดการของอู๋จื่อซานเหอเป่ย์กล่าวด้วยว่า ผู้สมัครไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ ขอแค่หลงใหลในตัวละครซุนหงอคง มีพรสวรรค์ด้านการแสดง และเป็นคนที่สดใสร่าเริง นักท่องเที่ยวเข้าถึงได้ง่ายเท่านั้นก็เพียงพอ

ผู้จัดการกล่าวเสริมด้วยว่า ตอนนี้ที่ภูเขาห้านิ้วมีพนักงานซุนหงอคงประจำอยู่ที่นี่ 2 คนแล้ว ต้องการรับเพิ่มเพียงคนเดียวเท่านั้น ส่วนใครที่สนใจแต่กังวลว่าจะต้องกินอาหารมากเกินไป จริงๆ แล้วพนักงานไม่ต้องกินของที่นักท่องเที่ยวป้อนทั้งหมด สามารถเก็บกล้วยไว้แบ่งกับเพื่อนร่วมงานหลังเลิกกะได้

ทั้งนี้ ผู้สมัครไม่ต้องกังวลเรื่องสภาพอากาศที่หนาวเย็นในถ้ำ เพราะทางบริษัทได้ติดตั้งเครื่องทำความร้อนภายในถ้ำเรียบร้อย รับรองว่าอากาศอบอุ่นแน่นอน

‘สตาร์ตอัปฝรั่งเศส-อเมริกัน’ ผุด ‘ไบโอพ็อด’ โดมเพื่อการเกษตร เตรียมปลูกพืชบนอวกาศ รับการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ในอนาคต

(8 ม.ค. 67) รายงานข่าวจาก บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพ อินเทอร์สเตลลาร์ แล็บ สตาร์ทอัพสัญชาติฝรั่งเศส-อเมริกัน ซึ่งมีสำนักงานตั้งอยู่ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และในนครลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นผู้ออกแบบโดมเพื่อการเกษตรที่มีชื่อเรียกว่า ‘ไบโอพ็อด’ (BioPod) ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยเกษตรกรสร้างผลผลิตในท้องถิ่น และสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยลง

บาร์บารา เบลวีซี ผู้ก่อตั้งบริษัท ยกตัวอย่างว่า ในแง่การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมนั้น การทดลองปลูกต้นวานิลลาภายในโดมไบโอพ็อด จะเป็นการช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการขนส่งวานิลลาจากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่ง

“นอกจากนี้ เรายังใช้ทรัพยากรนํ้าอย่างมีประโยชน์มากขึ้นเทียบกับการเกษตรแบบดั้งเดิม เพราะด้วยวิธีการใหม่นี้ 99% ของนํ้า จะถูกรีไซเคิลและนำกลับมาใช้ใหม่ อีกทั้งยังเป็นการนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศไปเพิ่มระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ภายในโดม” เบลวีซีอธิบาย

การจัดวางองค์ประกอบต่าง ๆ ยังช่วยให้สามารถใช้พื้นที่สำหรับการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเน้นการใช้พื้นที่แนวตั้งมากกว่าแนวขยายรูปทรงภายนอกของโดมไบโอพ็อด มีลักษณะกลมรี ตัวฐานใช้วัสดุที่สามารถถอดประกอบได้ง่าย พื้นชั้นล่างสุดจะเป็นที่เก็บอุปกรณ์ระบบภายใน ส่วนหลังคาด้านบนใช้เป็นวัสดุโพลิเมอร์เป่าลมให้พองออกได้คล้ายกับโดม

ด้านในประกอบไปด้วยระบบควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น ปริมาณออกซิเจน และคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ รวมถึงแสง และนํ้า นอกจากนี้ยังมีระบบหมุนเวียนรีไซเคิลทั้งนํ้าและอากาศกลับมาใช้ใหม่ เพื่อความยั่งยืนอีกด้วย

ด้วยแนวคิดให้เป็นโมดูลผลิตอาหารแบบยั่งยืน ภายในโดมซึ่งมีพื้นที่ใช้สอยขนาด 55 ตารางเมตร ได้รับการออกแบบให้มีความทนทานต่อสภาพอากาศที่รุนแรงบนอวกาศ โดยตั้งสมมุติฐาน ถ้ามนุษย์ตั้งถิ่นฐานบนดวงจันทร์ อุณหภูมิที่นั่นเมื่อแสงอาทิตย์ส่องอาจจะร้อนได้ถึง 127 องศาเซลเซียส หรือลดลงต่ำสุดได้ถึง -173 องศาเซลเซียสในเวลากลางคืน

‘ไบโอพ็อด’ โดมปลูกพืชบนดวงจันทร์

ทั้งนี้ จากความร่วมมือกับองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา หรือ นาซ่า (NASA) จะมีการนำโดมเพื่อการเกษตรไบโอพ็อดนี้ ออกไปทดลองปลูกพืชในอวกาศด้วย โดยมีกำหนดใช้งานบนดวงจันทร์ภายในปี 2027เป้าหมายเพื่อพัฒนาเรือนปลูกพืชสำหรับใช้งานในอวกาศ รองรับการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ในอนาคต ซึ่งอาจจะเป็นดวงจันทร์ที่นาซ่ากำลังมีโครงการนำมนุษย์ไปยังดวงจันทร์ภายในปี 2024 นี้

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ผู้บริหารของอินเทอร์สเตลลาร์ แล็บ ได้เข้าร่วมการประชุมสภาพภูมิอากาศ COP28 ที่จัดโดยสหประชาชาติที่เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) เมื่อเร็ว ๆ นี้ เพื่อแนะนำโครงการและระดมทุนสำหรับ

โครงการนี้ โดยคาดว่าเมื่อบริษัทผลิตโดมไบโอพ็อดออกจำหน่ายเพื่อการพาณิชย์ จะมีราคาอยู่ที่ประมาณ 350,000 ดอลลาร์ หรือราว 12 ล้านบาท

ผู้บริหารของบริษัทกล่าวว่า หลายภูมิภาคทั่วโลกมีอุณหภูมิร้อนขึ้น นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าการผสมพันธุ์ดัดแปรพันธุกรรมอาจนำไปสู่การปรับปรุงพืชให้สามารถทนทานต่อความร้อนได้ดีขึ้น แต่พืชบางชนิดเช่น มันฝรั่ง ก็มีความเสี่ยงที่ผลผลิตจะลดลงเนื่องจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น ดังนั้น การนำไบโอพ็อดไปใช้ในพื้นที่ดังกล่าวสามารถทำหน้าที่เป็นวิธีหนึ่งในการรับรองว่าพืชผลบางชนิดจะปลอดภัยจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป

นอกจากนี้ ไบโอพ็อดยังสามารถปกป้องและอนุรักษ์พืชที่อยู่นอกแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของพืชนั้นๆ จึงอาจกล่าวได้ว่า นี่คืออีกเครื่องมือหนึ่งของมนุษย์ในการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพทางการเกษตร นอกเหนือไปจากธนาคารเมล็ดพันธุ์และสวนพฤกษศาสตร์

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาไบโอพ็อด เป็นเพียงขั้นตอนแรกของภารกิจที่ยิ่งใหญ่ในการช่วยให้มนุษย์สามารถใช้ชีวิตอย่างกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมที่พวกเขาเลือกอยู่ไม่ว่าจะเป็นบนโลก ในอวกาศ หรือบนดวงจันทร์ แนวคิดของอินเทอร์สเตลลาร์ แล็บ ซึ่งเป็นเจ้าของนวัตกรรมนั้น ต้องการให้ไบโอพ็อด สามารถรับมือกับความท้าทายที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ นั่นคือการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และเพื่อปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ การทำฟาร์มอย่างยั่งยืน และการจัดการทรัพยากรอย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อเป็นหลักประกันว่า มนุษย์จะมีความมั่นคงทางอาหาร ไม่ว่าพวกเขาเลือกจะอยู่ที่ไหนบนโลกใบนี้ หรือแม้แต่บนดาวเคราะห์

‘FAA’ สั่งระงับบิน!! โบอิ้ง 737 แม็กซ์ 9 จำนวน 171 ลำ หลังชิ้นส่วนหลุดกลางอากาศ เพื่อตรวจเช็กความปลอดภัย

(8 ม.ค.67) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อะแลสกา แอร์ไลน์ กล่าวว่า ได้ยกเลิกเที่ยวบิน 170 เที่ยวเมื่อวานนี้และอีก 60 เที่ยวบินในวันนี้ หลังจากที่สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติของสหรัฐ หรือ เอฟเอเอ สั่งให้พักการใช้งานเครื่องบินโบอิ้ง 737 แม็กซ์ 9 จำนวน 171 ลำเพื่อตรวจสอบความปลอดภัย

อะแลสกา แอร์ไลน์ ซึ่งมีสำนักงานในนครซีแอตเติ้ล กล่าวว่า การยกเลิกเที่ยวบินจะดำเนินต่อไปตลอดช่วงครึ่งแรกของสัปดาห์นี้ การยกเลิกเที่ยวบินเมื่อวานนี้ กระทบกับผู้โดยสารเกือบ 25,000 คน อะแลสกา แอร์ไลน์ มีเครื่องบิน 737 แม็กซ์ 9 ใช้งานจำนวน 65 ลำ

เอฟเอเอ สั่งการเมื่อวันเสาร์ ให้ระงับการบินเครื่องบินรุ่นนี้ 171 ลำ ที่ติดตั้งแผ่นด้านข้างลำตัวเครื่องบินแบบเดียวกัน หลังจากเครื่องบินของอะแลสกา แอร์ไลน์ ต้องลงจอดฉุกเฉินเมื่อแผ่นผนังของลำตัวเครื่องบินชิ้นหนึ่งหลุดปลิวหล่นจากตัวเครื่องบิน ทำให้เครื่องบินที่กำลังมุ่งหน้าไปยังเมืองออนแทริโอ ต้องกลับไปลงที่สนามบินในเมืองพอร์ตแลนด์ รัฐโอเรกอนและลงจอดฉุกเฉินแต่ผู้โดยสาร 171 คนและลูกเรือ 6 คน ปลอดภัย

เอฟเอเอ กล่าวว่า จะยังคงพักใช้งานเครื่องบินต่อไปจนกว่าเอฟเอเอจะพอใจว่า เครื่องบินมีความปลอดภัย

‘ออสเตรเลีย’ ออกกฎหมายแบน ‘การชูมือแบบนาซี’ ในประเทศ หวังไม่ให้มีที่ยืนสำหรับคนที่เชิดชู ฝ่าฝืน!! จำคุกสูงสุด 12 เดือน

(8 ม.ค. 67) สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า รัฐบาลออสเตรเลียได้ออกกฎหมายแบนการชูมือคารวะแบบนาซี ตลอดจนการแสดงหรือการจำหน่ายสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มก่อการร้าย โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันนี้ (8 ม.ค.) เป็นต้นไป กฎหมายนี้เกิดขึ้นหลังเกิดเหตุการณ์ต่อต้านชาวยิวเพิ่มขึ้นจากสงครามระหว่างอิสราเอล-กาซา

กฎหมายดังกล่าวระบุว่า การชูมือคารวะแบบนาซี หรือการแสดงสัญลักษณ์สวัสติกะหรือสัญลักษณ์ประจำหน่วยชุทซ์ชตัฟเฟิล (SS) ในที่สาธารณะ ตลอดจนการจำหน่ายและแลกเปลี่ยนสัญลักษณ์เหล่านี้ ถือเป็นความผิดต้องโทษจำคุกสูงสุด 12 เดือน

นอกจากนี้ กฎหมายใหม่ยังห้ามการแสดงหรือค้าขายแลกเปลี่ยนสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับองค์กรก่อการร้ายที่ถูกแบน เช่น กลุ่มรัฐอิสลาม (IS), ฮามาส หรือพรรคแรงงานเคอร์ดิสถาน (PKK) อย่างไรก็ตาม กฎหมายนี้มีข้อยกเว้นสำหรับการใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางวิชาการ การศึกษาหรือศิลปะ

นายมาร์ก เดรย์ฟัส อัยการสูงสุด กล่าวในแถลงการณ์ว่า กฎหมายนี้ส่งสารชัดเจนว่า ในออสเตรเลียไม่มีพื้นที่ให้สำหรับผู้ยกย่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวหรือการก่อการร้าย

“นี่เป็นกฎหมายฉบับแรกในลักษณะนี้ และจะทำให้แน่ใจว่า ไม่มีใครในออสเตรเลียสามารถยกย่องหรือแสวงหาผลกำไรจากการกระทำและสัญลักษณ์ที่เชิดชูพวกนาซีและอุดมการณ์ชั่วร้ายของพวกมัน”

ทั้งนี้ กฎหมายดังกล่าวได้รับการเสนอในเดือนมิ.ย.และผ่านความเห็นชอบในเดือนธ.ค. 2566 โดยกฎหมายนี้มีความสำคัญมากยิ่งขึ้นท่ามกลางกระแสต่อต้านชาวยิวและศาสนาอิสลามที่เพิ่มขึ้นหลังจากเหตุการณ์การโจมตีของกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ต.ค. ซึ่งทางการอิสราเอลรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตประมาณ 1,200 ราย และถูกจับเป็นตัวประกัน 240 ราย

ตัวอย่างกระแสเกลียดชังชาวยิวที่ปรากฏในออสเตรเลียได้แก่กรณีคลิปวิดีโอแสดงภาพชายกลุ่มเล็ก ๆ ในม็อบสนับสนุนชาวปาเลสไตน์ที่ชุมนุมกันนอกซิดนีย์โอเปราเฮาส์เมื่อเดือนต.ค. โดยมีการตะโกนว่า ‘gas the Jews’ (จับพวกยิวไปรมแก๊ส)


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top