Friday, 3 July 2026
NEWS FEED

'พล.ต.อ.รอยฯ /ผอ.ศจร.ตร.' กำชับตำรวจจราจรทั่วประเทศเตรียมพร้อมดูแลประชาชน ที่เริ่มทยอยเดินทางกลับ อำนวยความสะดวกจราจร ขอ ปปช.ให้ความร่วมมือ ขับขี่ด้วยความไม่ประมาท และให้ใช้ความระมัดระวังในการขับขี่เป็นพิเศษเนื่องจากในห้วงนี้ มีฝนตกหนักและถนนเปียกลื่น

วันนี้ (1 ส.ค.66) พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศจร.ตร.) เปิดเผยว่า พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ได้สั่งการกำชับให้ดูแลอำนวยความสะดวกด้านการจราจรแก่พี่น้องประชาชนที่ใช้เส้นทางการจราจรในการเดินทางกลับหลังจากวันหยุดต่อเนื่อง โดยวันนี้เป็นวันหยุดวันที่ 5 แล้ว ทั้งประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนา และที่เดินทางออกไปท่องเที่ยวตามต่างจังหวัด ต่างเริ่มทยอยเดินทางกลับที่พัก ทำให้การจราจรมีปริมาณรถหนาแน่น สภาพการจราจรโดยรวมบนถนนสายหลักในหลายพื้นที่ติดขัดเป็นบางช่วง จึงกำชับตำรวจจราจรทั่วประเทศ พร้อมอำนวยความสะดวกจราจร ป้องกัน เเละลดอุบัติเหตุทางถนนของประชาชนในพื้นที่ ขอให้ประชาชนตรวจสอบความพร้อมของร่างกาย สภาพรถและตรวจสอบเส้นทางก่อนออกเดินทางเพื่อความปลอดภัย ประกอบกับมีประกาศเตือนของ กรมอุตุนิยมวิทยา เรื่อง ฝนตกหนักถึงหนักมาก ซึ่งวันที่ 1 – 2 ส.ค.2566 นี้มีฝนตกหนักเกือบทั้งประเทศ ซึ่งอาจจะทำเป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุทางถนนได้ เนื่องจากทัศนวิสัยในการขับขี่จะลดลงเนื่องจากสภาพอากาศที่มีฝนตกหนัก ถนนมีสภาพเปียกลื่น ขอให้พี่น้องประชาชนใช้ความระมัดระวังในการขับขี่เป็นพิเศษด้วย หากต้องขับขี่ยานพาหนะขณะที่เกิดฝนตกหนักดังกล่าวตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งเตือน  ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงเน้นในการจับกุมเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุใน 10 ข้อหาหลัก ได้แก่ 
1. ขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด
2. ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร
3. ขับรถย้อนศร
4. ไม่พกพาใบขับขี่
5. ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย
6. แซงในที่คับขัน
7. ขับขี่รถขณะเมาสุรา
8. ไม่สวมหมวกกันน็อก
9. ใช้รถมอเตอร์ไซค์ที่ไม่ปลอดภัย
10. ใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับรถ

ด้าน พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจจราจร ศจร.ตร. กล่าวว่า ตามที่ ผบ.ตร. ได้ออกข้อบังคับหัวหน้าเจ้าพนักงานจราจรทั่วราชอาณาจักร เพื่อกำหนดให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงใช้ในการเปิดช่องทางพิเศษ เร่งระบายรถให้กับพี่น้องประชาชนในการเดินทางในห้วงวันหยุดยาว (28 ก.ค. – 2 ส.ค.66) นั้น เบื้องต้นกองบังคับการตำรวจทางหลวง มีความพร้อมในการปฏิบัติตามข้อบังคับดังกล่าว และหากในถนนมิตรภาพ ถนนพหลโยธิน และถนนสายเอเชีย มีปริมาณรถมากในช่วงใด เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง ก็จะดำเนินการเปิดช่องทางพิเศษ เพื่อเร่งระบายรถให้พี่น้องประชาชนได้รับความสะดวกมากขึ้นในการเดินทาง 

นอกจากนี้ข้อมูลสถิติจากศูนย์ข้อมูลอุบัติเหตุทางถนน (https://www.thairsc.com/) พบว่าในห้วงวันหยุดที่ผ่านมานั้นตั้งแต่วันที่ 27 – 31 ก.ค.66 มียอดผู้เสียชีวิตสะสมแล้วถึง 153 ราย และเมื่อวาน (31 ก.ค.66) วันเดียว มียอดผู้เสียชีวิตถึง 45 ราย บาดเจ็บ 2,173 ราย สาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุก็คือ ขับรถเร็ว หลับใน ขับรถตัดหน้า/เปลี่ยนช่องทางเดินรถ(เลน)ในระยะกระชั้นชิด และเมาแล้วขับ ในส่วนการจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจในความผิดฐานเมาแล้วขับ ตั้งแต่วันที่ 27 – 31 ก.ค.66 มียอดจับกุมสะสม 958 ราย ขอแจ้งเตือนประชาชนว่าหากท่านขับขี่รถในขณะเมาสุราและเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุแล้วมีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตนั้น จะมีความผิดต้องระวางโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี ปรับ 200,000 บาท และจะต้องถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับรถในทันทีอีกด้วย  

ทั้งนี้หากเกิดอุบัติเหตุ หรือเหตุฉุกเฉินต้องการความช่วยเหลือ ประชาชนสามารถสอบถาม แจ้งขอความช่วยเหลือ และแจ้งเหตุขัดข้องด้านการจราจร ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ที่
โทร. 191 จราจรทุก สน./สภ.
โทร. 1197 สายด่วนตำรวจจราจรในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล
โทร. 1193 ตำรวจทางหลวงทั่วประเทศ

ในห้วงหยุดยาวนี้ ขอให้ประชาชนทุกท่านขับขี่ด้วยความระมัดระวัง เคารพกฎจราจร มีน้ำใจกับเพื่อนร่วมทาง เดินทางท่องเที่ยว และกลับภูมิลำเนาโดยสวัสดิภาพ ด้วยความห่วงใยจาก ศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

สภาพ 'คลองผดุงฯ' วันนี้ กลับมาเน่าเหมือนเดิม หวัง!! ผู้ว่าฯ แก้ปัญหาคลองด้วยระบบหมุนเวียนน้ำ

เมื่อวานนี้ (31 ก.ค.66) เพจเฟซบุ๊ก 'โครงสร้างพื้นฐาน ประเทศไทย Thailand Infrastructure' ได้โพสต์ภาพและข้อความ ระบุว่า...

คลองผดุงกรุงเกษม กลับมาเน่าเหมือนเดิม...จากคลองสวย แหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ กลางกรุงเทพฯ ฝากผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ แก้ปัญหาคลองเน่า ด้วยการหมุนเวียนน้ำ (Flushing) วันนี้ขอมาพูดถึงเรื่องการแก้ปัญหาน้ำเน่าเสีย ในคลองของกรุงเทพหน่อยครับ

ล่าสุดมีลูกเพจส่งภาพ คลองผดุงกรุงเกษม ซึ่งน้ำในคลองมีสีดำ สภาพเน่าเสีย!! กลับไปสู่สภาพก่อนมีการปรับปรุงอีกครั้ง!! ซึ่งผมไปมาเองกับตัว ชัดเจนว่าน้ำนิ่งไม่มีการไหลเวียน กลิ่นน้ำเน่า ค่อนข้างแรง พร้อมกับ ชาวบ้านที่อยู่แถวนั้นก็คอนเฟิร์มว่า บางวันน้ำเป็นสีดำสนิท

ผมเลยอยากฝากถึงการวางแผนการหมุนเวียนน้ำในคลอง (Flushing) ตามระบบเดิมที่เคยออกแบบไว้ เพื่อให้น้ำในคลองมีความสะอาด และไม่เน่าเสีย

รายละเอียดการปรับปรุงคุณภาพน้ำในคลองผดุงกรุงเกษม
https://www.thethaipress.com/2020/12240

ระบบการหมุนเวียนน้ำ (Flushing) ในคลองผดุงกรุงเกษม สำคัญอย่างไร???

***ความรู้พื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อม
น้ำเสีย สามารถบริหารจัดการ และลดค่าความเน่าของน้ำ (BOD) ด้วยจากการเจือจาง คู่ขนานกับการหมุนเวียนน้ำเพื่อเพิ่ม ออกซิเจน ลงสู่น้ำเพื่อให้ แบคทีเรียใช้อากาศ (แบคทีเรียดี) มีออกซิเจนเพียงพอในการย่อยสลายความเน่าเสียที่รั่วไหลลงสู่คลอง

ตัวอย่างแผนการแก้ปัญหาน้ำเสียในคลองช่องนนทรี ซึ่งมีการหมุนเวียนน้ำเพื่อแก้ปัญหาน้ำเสีย https://fb.watch/a4Skoj_2xI/ ในคลองผดุงกรุงเกษม เป็นโครงข่ายคลองกรุงเทพชั้นใน ซึ่งเชื่อมต่อกับคลองแสนแสบ บริเวณโบ๊เบ๊ โดยคลองเป็นระบบเปิด มีประตูน้ำ และปั๊มสูบน้ำ ขนาดใหญ่ทั้ง ประตูน้ำเทเวศร์ และ ประตูน้ำกรุงเกษม นอกจากนั้นฝั่งประตูน้ำกรุงเกษมยังมีโรงบำบัดน้ำเสียสี่พระยา ที่สามารถบำบัดน้ำลงแม่น้ำเจ้าพระยาได้กว่า 30,000 ลูกบาศก์เมตร/วัน

การทำงานของโรงบำบัดน้ำเสียสี่พระยา https://youtu.be/vOvVO1EHZmA ซึ่งคลองผดุงกรุงเกษมได้มีการปรับปรุง โดยการขุดลองตะกอนน้ำเสีย และปรับปรุงสภาพแวดล้อมริมคลองไปแล้ว

จากนั้นก็มีการบริหารจัดการป้องกันน้ำเน่าเสีย โดยการหมุนเวียนน้ำ ให้เกิดการไหลของน้ำ โดยมีการผันน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา เข้ามาจากทางฝั่งเทเวศร์ และฝั่งกรุงเกษม ตามจังหวะน้ำขึ้น-น้ำลง และจะมีการสูบน้ำจากฝั่งประตูน้ำฝั่งตรงข้าม ซึ่งถ้ามีการวางระบบการหมุนเวียนน้ำได้อย่างสมบูรณ์ สามารถเปลี่ยนทางไหลของน้ำเสีย หลังจากการบำบัดจากโรงบำบัดน้ำเสียสี่พระยา มาช่วยสร้างการหมุนเวียนได้อีกด้วยเช่นกัน

ซึ่งจากแผนเดิม จะมีการทำท่อรองรับน้ำเสีย ในคลองผดุงกรุงเกษม และคลองแสนแสบ เพื่อจะลดการรั่วไหลของน้ำเสียลงสู่คลอง

ก็หวังว่าจะได้เดินงานหน้าโครงการระบบรวบรวมน้ำเสียส่วนเกิน เพื่อจะแก้ปัญหาน้ำเสียในคลองได้อย่างยั่งยืน

'สมเด็จพระสังฆราช' ประทานพระคติธรรมวันอาสาฬหบูชา ชี้!! หากอ้างตนเป็นชาวพุทธ แต่ไม่ศึกษาพระธรรมย่อม 'ปฏิบัติผิด-หลงผิด'

(1 ส.ค.66) เนื่องใน วันอาสาฬหบูชา ซึ่งตรงกับวันที่ 1 สิงหาคม 2566 สำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช เผยแพร่พระคติธรรมของเจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ความว่า...

ดิถีอาสาฬหบูชาได้เวียนมาบรรจบอีกคำรบหนึ่งแล้ว ควรที่พุทธบริษัทจะได้บำเพ็ญกุศลเป็นพิเศษ เพื่อรำลึกถึงวันที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตรโปรดปัญจวัคคีย์ เริ่มประกาศพระศาสนา กระทั่งบังเกิดมีพระอริยสงฆ์ครบถ้วนพร้อมเป็น ‘พระรัตนตรัย’ อันเป็นสรณะสูงสุดในพระพุทธศาสนา

พระมหากรุณาคุณของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทอดพระเนตรตระหนักเห็นความทุกข์ในสังสารวัฏของสรรพสัตว์นั้นใหญ่หลวงนัก หาใช่เพียงเฉพาะในพระชาติสุดท้ายที่เสด็จอุบัติมาเป็นพระโพธิสัตว์เจ้าชายสิทธัตถะ หากแต่สั่งสมมาเนิ่นนานถึง 4 อสงไขยแสนกัป ทรงตั้งพระหฤทัยบำเพ็ญเพียร เพื่อจะได้ทรงรื้อขนสรรพชีวิตให้ล่วงพ้นจากทุกข์ได้อย่างถาวร ด้วยอานุภาพแห่งพระธรรมที่ตรัสรู้ เราทั้งหลายผู้เป็นพุทธบริษัท จึงพึงสืบอายุพระพุทธศาสนาไวัให้ยั่งยืนนาน ด้วยการ ‘ศึกษา’ และ ‘ปฏิบัติ’ ตามพระธรรมวินัย

ทั้งนี้ การทำหน้าที่พิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนาต้องเริ่มที่การสร้างสรรค์ตนเองให้เป็นพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกาที่มีคุณภาพ ตามพระพุทธประสงค์ให้ได้ก่อนเป็นเบื้องต้น ถ้าบรรพชิตบวชแล้วไม่เข้าใจและไม่ประพฤติปฏิบัติตามพระวินัย อีกทั้งถ้าพุทธศาสนิกชนอ้างตนเป็นชาวพุทธ แต่ไม่ศึกษาเรียนรู้พระธรรมให้เข้าใจกระจ่างก็ย่อมปฏิบัติผิด หลงผิด ทำให้พระพุทธศาสนาก็ไม่อาจดำรงอยู่ได้นาน

วันอาสาฬหบูชา นอกจากจะเตือนใจให้รำลึกถึงคุณพระรัตนตรัยอันเป็นสรณะสูงสุดของพุทธบริษัทแล้ว ยังนำพาให้เราทั้งหลายมั่นคงแน่วแน่ด้วยอธิษฐานจิตตั้งมั่น ในอันที่จะพิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนาด้วยการศึกษาพระปริยัติธรรมให้เข้าถึงการปฏิบัติธรรมอย่างถูกต้องตรงทางอริยมรรค เพื่อให้ได้ชื่อว่าท่านกำลังเจริญรอยตามพระยุคลบาทของพระพุทธองค์ ในการช่วยกันสืบอายุพระพุทธศาสนา แล้วจงประคับประคองจิตใจให้อาจหาญร่าเริง เบิกบานด้วยกุศลฉันทะพร้อมกระทำคุณประโยชน์ ด้วยการพลีสรรพกำลัง เกื้อกูลให้เพื่อนร่วมชาติ ร่วมสังคม สามารถก้าวพ้นจากทุกข์ภัย นำมาซึ่งสันติสุขร่วมกันของสรรพชีวิตบนโลกนี้สืบไป ตลอดกาลนาน เทอญ

'ดร.อานนท์' แชร์มุมมอง 'ต่างชาติ' ปลื้มน้ำใจคนสุราษฎร์ฯ แค่ 'จะป่วย-หาซื้อยา' ก็มีคนอาสาช่วยเหลือแบบไม่คิดเงิน

(1 ส.ค. 66) ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ คณาจารย์สถาบันทิศทางไทย ได้แชร์เรื่องราวดีๆ ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวในหัวข้อ 'อเมซิ่งสุราษฎร์ธานี' ความว่า...

สามีเพื่อนเป็นฝรั่งชาวอังกฤษเดินพาลูกสาวที่ตากแดดตากฝนในเมื่อตอนกลางวันกลางเขื่อนจนตัวรุมๆ ไปหาร้านขายยากันสองคนพ่อลูกเพื่อซื้อพาราเซตามอล

ร้านขายยาปิดแล้ว เลยถามลุงร้านเช่าพระเครื่องใกล้ๆ กันว่าจะไปหาซื้อยาพาราได้ที่ไหน

ลุงบอกรอแป๊บแล้วกระโดดขึ้นรถมอเตอร์ไซค์ออกไปไม่ถึงห้านาทีก็กลับมาพร้อมยาพาราหนึ่งแผง

สามีเพื่อนจะเอาเงินให้ลุงก็ไม่รับเงิน ขอบอกขอบใจกันยกใหญ่

ฝรั่งสามีเพื่อนกลับมาโม้ให้ฟังด้วยความประทับใจยกใหญ่

สุราษฎร์ธานีเมืองคนดี มีน้ำใจ

ผบ.ฉก.นราธิวาส นำกำลังพล พร้อมทั้ง เครื่องมือ ยุทธโทปกรณ์ทางทหาร บูรณาการปฎิบัติร่วมกับทุกภาคส่วน เร่งให้การช่วยเหลือพี่น้องประชาชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พลตรี เฉลิมพร  ขำเขียว ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 15 / ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส พร้อมกับ คุณสมฤดี ขำเขียว ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขากองพลทหารราบที่ 15 และกำลังพลจิตอาสา รุดเดินทางลงพื้นที่เกิดเหตุโกดังเก็บประทัด และดอกไม้ไฟ ระเบิด ในพื้นที่ ตำบลมูโนะ อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส จากกรณี เกิดเหตุระเบิดที่โกดังเก็บประทัดและดอกไม้ไฟระเบิด เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2566 เวลา 15.10 น. ที่ผ่านมา แรงระเบิดกระจายรัศมีเป็นวงกว้าง ทำให้มีผู้เสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บหลายราย บ้านเรือน ทรัพย์สิน และรถยนต์พังเสียหายจำนวนมาก จากเหตุการณ์ดังกล่าว พร้อมสั่งการหน่วยทหารในพื้นที่ เร่งให้ความช่วยเหลือ  บูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วน เน้นย้ำกำลังพล และเครื่องมือยุทโธปกรณ์ ต้องมีความพร้อม ในการประสานการปฏิบัติตลอด 24 ชั่วโมง โดยข้อมูลล่าสุดนั้น มีผู้เสียชีวิต 9 ราย รอพิสูจน์ฯ  2 ราย และได้รับบาดเจ็บ 111 ราย 

ทั้งนี้ พลตรี เฉลิมพร ขำเขียว กล่าวว่า จากเหตุโกดังเก็บประทัด และดอกไม้ไฟ ระเบิด ในพื้นที่ ตำบลมูโนะ อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส นั้น ได้สั่งการจัดกำลังพล และเครื่องยุทโธปกรณ์ทางทหาร มีความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตลอด 24 ชั่วโมง โดยการบรูณาการปฎิบัติร่วมกับทุกภาคส่วน ซึ่งอยู่ภายใต้การดำเนินการดูแลของ นายสนั่น พงษ์อักษร ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส โดย ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กรมทหารราบที่ 151 ได้ปฎิบัติตามนโยบาย ของพลเอก ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก และ พลโท ศานติ ศกุนตนาค แม่ทัพภาคที่ 4/ ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ในเน้นย้ำให้หน่วยทหารทุกหน่วย ได้เตรียมความพร้อม ในการให้ความช่วยเหลือ บรรเทาสาธารณภัย ให้แก่ผู้ประสบภัยในทุกรูป ซึ่ง ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กรมทหารราบที่ 151 จัดรถครัวสนามพระราชทาน จำนวน 1 คัน ประกอบเลี้ยงอาหารให้แก่ผู้ประสบภัย ,รถยนต์  FTS จำนวน 3 คัน 

ซึ่งเป็นรถยนต์ขนาดใหญ่เข้าช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน ขนย้ายประชาชน พร้อมทั้งทรัพย์สิน อพยพเข้ามายังศูนย์พักพิง , จัดกำลังพล ชุดปฎิบัติการจิตอาสาฯ  จากกรมทหารราบที่ 151 และ หน่วยขึ้นตรง จำนวน 50 นาย  ทำหน้าที่อำนวยการความสะดวก และให้การช่วยเหลือกับพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนในพื้นที่เกิดเหตุ และศูนย์พักพิง (ศูนย์กีฬาองค์การบริหารส่วนตำบลมูโนะ ), รถบรรทุกน้ำ จำนวน 1 คัน ให้บริการน้ำแก่ผู้ประสบภัย ,ชุดทหารช่าง จำนวน 5 ชุดปฎิบัติการ พร้อมเครื่องยุทโธปกรณ์ในการวางแผน รื้อถอน ซากสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ก่อนจะพร้อมทำการเร่งปลูกสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ให้กับผู้ประสบภัย  พร้อมทั้ง ได้เน้นย้ำให้พี่น้องประชาชนให้ดูแลตัวเอง หากต้องการความช่วยเหลือสามารถแจ้ง หรือร้องขอความช่วยเหลือไปยังเจ้าหน้าที่ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ตลอดจนได้ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ และกำลังพลที่ปฎิบัติหน้าที่ ช่วยเหลือประชาชน โดยกล่าวว่า “ พวกเราคือ ครอบครัวเดียวกัน เราจะไม่ทิ้งกัน” ในสถานการณ์ที่พี่น้องประชาชนได้รับความเดือดร้อน เช่นนี้ “ทหารเป็นต้องที่พึ่งให้กับประชาชนในทุกโอกาส”

'บุญทัน แย้มมะลิ' นักกีฬาแบดมินตันคนแคระทีมชาติไทย คว้าเหรียญเงินประวัติศาสตร์แมตช์ใหญ่ที่เมืองเบียร์

เมื่อวานนี้ (31 ก.ค. 66) ถือเป็นอีกเหรียญเงิน ประวัติศาสตร์ ของประเทศไทย และ  'บุญทัน แย้มมะลิ' นักกีฬาแบดมินตัน คนแคระ ทีมชาติไทย มือวางอันดับ 4 ที่แม้จะแพ้ Issac Maison มือวางอันดับ 3 จากสหราชอาณาจักรไปในรอบชิงชนะเลิศ 0:2 เกมส์ คะแนน 8-11, 3:11 

แต่ก็ถือเป็นการคว้าอีกเหรียญเงินประวัติศาสตร์ให้กับประเทศไทยในการแข่งขันแบดมินตัน มหกรรมกีฬาคนแคระโลกระหว่างวันที่ 27 ก.ค.- 6 ส.ค.66 ณ เมืองโคโลญประเทศเยอรมนี

สนับสนุนงบประมาณส่งแข่งขันโดย...
สมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

ขอขอบพระคุณ
#การกีฬาแห่งประเทศไทย
#กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติการกีฬาแห่งประเทศไทย
#สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล
#การไฟฟ้านครหลวง
#บริษัทบุญรอดบริวเวอรี่จำกัดพร้อมด้วยน้ำดื่มตราสิงห์
#FBTเสื้อผ้ากีฬาคุณภาพอันดับ1ของประเทศไทย
#กลุ่มเดอะมอลกรุ๊ปจ้างงานนักกีฬา
#กลุ่มเซ็นทรัลทำด้วยกันทำด้วยใจจ้างงานนักกีฬา
#บริษัทบุญรอดบริวเวอรี่จำกัดจ้างงานนักกีฬา

หนุ่มใจสลาย สูญเสียญาติทีเดียว 5 คน จากเหตุโกดังพลุระเบิด จังหวัดนราธิวาส

(31 ก.ค. 66) จากเหตุการณ์โกดังเก็บพลุ ประทัด และดอกไม้ไฟ ภายในโรงงานระเบิดที่บริเวณบ้านมูโนะ หมู่ 1 ต.มูโนะ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 29 ก.ค.66 ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 12 ราย และบาดเจ็บ 121 รายนั้น

ล่าสุด เพจเฟซบุ๊ก ‘สำนักงานประชาสัมพันธ์ จ.นราธิวาส’ โพสต์ภาพ พร้อมข้อความระบุว่า…

“เล่าทั้งน้ำตา เสียคนในครอบครัวรวม 5 คน จากเหตุการณ์โกดังดอกไม้ไฟระเบิดในพื้นที่ ต.มูโนะ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส

นายยศดนัย บูละ 1 ในผู้สูญเสียครอบครัวจากเหตุโกดังดอกไม้ไฟระเบิดในพื้นที่ ต.มูโนะ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เมื่อวานนี้ เล่าถึงนาทีที่กลับมาถึงบ้านหลังจากเห็นเพลิงไหม้และได้ยินเสียงระเบิดเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยทันทีที่กลับมาถึงบ้านพบว่าทั้งบ้านตนเอง บ้านยาย และบ้านพ่อ พังเสียหายจากแรงระเบิดและเกิดเพลิงไหม้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งตนเองได้เข้าไปช่วยเหลือ ยาย นำไปอยู่ในที่ปลอดภัย

ส่วนพ่อนั้นเข้าไปเพื่อจะช่วย แต่พบว่าเสียชีวิตแล้วโดยนอนอยู่กับหลานอีกคน ทั้ง 2 ถูกไฟไหม้ทั้งตัวจึงรีบไปช่วยเหลือเพื่อนบ้านซึ่งติดในตัวอาคาร ร้องขอความช่วยเหลืออยู่อีก 3 คน และจากนั้นจึงกลับมาสำรวจบ้านญาติๆ ของตนเองในละแวกเดียวกันแต่พบหลานวัย 8 เดือนกระเด็นมานอกตัวบ้าน ในขณะที่แม่ของหลานนอนเสียชีวิตภายในตัวบ้านถูกเสาทับและไฟไหม้ทั้งตัว”

เปิดเหตุผล ที่ทำให้ 'ญี่ปุ่น-เวียดนาม' ต้องปาดเหงื่อ!!  หลังจีนถ่ายทอดเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูงให้ไทย

เมื่อไม่นานมานี้ ช่องยูทูบ BangkokTube Akira ได้แชร์บทวิเคราะห์ช่องยูทูบ ‘Geography Issues’ ซึ่งเป็นชาวเวียดนาม ที่ได้พาดหัวข่าวเกี่ยวกับโครงการรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-หนองคายในประเทศไทย เอาไว้ว่า “เหตุใดประเทศจีนจึงจําเป็นต้องมีโครงการรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-หนองคาย มูลค่า 67,000 ล้านบาท ในประเทศไทย อันตรายสําหรับเกษตรกรเวียดนาม” โดยระบุว่า…

นับตั้งแต่เกิดการรัฐประหารในปี 2557 ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน ก็แน่นแฟ้นมากขึ้น แม้ว่าพวกเขาจะเป็นพันธมิตรทางการทหารที่ยาวนานกับสหรัฐอเมริกาก็ตาม โดยเฉพาะในบริบทของจีนที่กําลังเร่งดําเนินโครงการ One Belt One Road สิ่งนี้จะเป็นเส้นทางรถไฟที่สําคัญ เป็นหัวใจสําคัญและเป็นความใฝ่ฝันของจีน เมื่อพิจารณาจาก ‘ทําเลที่ตั้ง’ ของประเทศไทย และตําแหน่งในภูมิภาคปักกิ่ง ซึ่งประเทศไทยนั้นเป็นศูนย์กลางที่สําคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และจะเป็นส่วนสําคัญในการผลักดันโครงการ One Belt One Road หรือ 1 แถบ 1 เส้นทาง สําหรับประเทศไทยสิ่งนี้จะเป็นความสําเร็จที่ยิ่งใหญ่ในการพัฒนาระบบขนส่งทางราง เมื่อรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-หนองคาย เปิดให้บริการด้วยความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้ช่วยลดระยะเวลาการเดินทางระหว่าง 2 เมือง เหลือเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น

พัฒนาการเชื่อมต่อโครงข่ายทางรางระหว่างไทย-จีน ผ่านเส้นทางรถไฟเวียงจันทน์-คุนหมิง ซึ่งกรุงเทพมหานครจะเชื่อมต่อโดยตรงกับเครือข่ายระบบรางอันมหึมาของจีน พร้อมกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างไทย-จีน รวมถึงสินค้าและผลผลิตทางการเกษตรของประเทศไทยจะเข้าสู่ตลาดผู้บริโภคจีนได้อย่างรวดเร็ว และในทางกลับกันสินค้าจีนก็จะเข้าสู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน

จีนผู้ริเริ่มโครงการรถไฟสายนี้ ซึ่งเป็นเส้นทางสําคัญของแผนทั้งหมด ความทะเยอทะยานของปักกิ่งสําหรับทางรถไฟสายเอเชีย เชื่อมระหว่างภาคใต้ตอนกลางของอาณาจักรไปยังกัวลาลัมเปอร์และสิงคโปร์ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าภายในไม่กี่ปีที่ผ่านมา จีนกําลังค่อยๆยกระดับการแลกเปลี่ยนทางการค้ากับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในทางบกมากยิ่งขึ้น

หากโครงการนี้สําเร็จ โอกาสนี้จึงเป็นโอกาสครั้งสําคัญของไทยในการดึงดูดนักลงทุนจากจีน และประเทศอื่นๆ ตลอดจนขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ทั้งนี้ สําหรับจีนโครงการนี้จึงเปรียบเสมือนหัวใจสําคัญของโครงการ One Belt One Road ไม่ใช่แค่เพื่อในการขนถ่ายสินค้าระหว่างไทย-จีนเท่านั้น แต่ด้วยความสําคัญของเครือข่าย จะช่วยในการสื่อสารผ่านพื้นที่ เพื่อสร้างเงื่อนไขที่ดีสําหรับตลาดผู้บริโภค พัฒนาการค้า และการลงทุนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นอกจากนี้ยังมีบทบาทที่สําคัญในการส่งเสริมการออกสู่ทะเลตะวันออกผ่านอ่าวไทยและมหาสมุทรอินเดีย เพื่อสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การทหาร และอื่นๆ สําหรับจีน

อีกทั้งโครงการนี้ยังเป็นความเคลื่อนไหวที่สําคัญสําหรับประเทศจีน ในการขยายการแสดงตัวตน
และอิทธิพลของพวกเขา ในภาคสนามเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูง ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งนั่นหมายถึงว่า การที่จีนถ่ายทอดเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูงให้กับประเทศไทย จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อส่วนแบ่งทางการตลาดของ ‘ญี่ปุ่น’ ที่เป็นผู้นําด้านเทคโนโลยี ซึ่งครองเจ้าตลาดในภูมิภาคนี้มาอย่างยาวนาน ด้วยความสามารถของประเทศไทย หากรับเอาเทคโนโลยีจากจีน ญี่ปุ่นจะสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดที่สําคัญ สิ่งนี้จึงทําให้ญี่ปุ่นอาจเกิดความกังวลได้

นอกจากนี้จีนยังมุ่งมั่นอย่างยิ่งที่จะให้บริการเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูงแก่ประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น อินโดนีเซีย และมาเลเซีย เป็นต้น ซึ่งได้นําไปสู่การแข่งขันโดยตรงกับญี่ปุ่น และสิ่งนี้ยังส่งผลกระทบที่สําคัญต่อโมเดลรถไฟความเร็วสูงทั่วโลกในอนาคต

หลังจากข่าวดังกล่าวถูกเผยแพร่ไป ก็มีชาวเวียดนามเข้ามารับชมนับแสนคน พร้อมแสดงความคิดเห็นทั้งชื่นชมในวิธีคิดของทั้งจีนและไทย รวมถึงมีการมองต่างมุมบ้างในบางความเห็นคละกันไปเป็นจํานวนมาก

'ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์' เปิดผลสอบบุคลากรตีพิมพ์วิจัยมากผิดปกติ  พบผิดวินัยร้ายแรง สั่งลงโทษทาง 'วินัย-ให้ออกแล้ว'

(31 ก.ค. 66) กรณีปรากฏข่าวในสื่อสาธารณะว่ามีบุคลากรในสังกัดราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์รายหนึ่ง มีพฤติการณ์ว่ามีผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการที่มีความผิดปกติจนเกิดความเสียหายต่อราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์นั้น

บัดนี้ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ได้ดำเนินการตรวจสอบในเรื่องดังกล่าวจนเป็นที่ยุติพบว่าบุคลากรรายดังกล่าวมีพฤติการณ์กระทำความผิดวินัยร้ายแรงอันเกี่ยวเนื่องจากพฤติการณ์ที่ผิดปกติของการตีพิมพ์ผลงานวิจัย และได้ลงโทษทางวินัยร้ายแรงและพ้นจากการเป็นบุคลากรของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์แล้ว

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ มุ่งมั่นให้บุคลากรทุกคนมีมาตรฐานการดำเนินงานที่โปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาล มุ่งเน้นการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม และนำองค์ความรู้มาประยุกต์ใช้และพัฒนายกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนและประเทศชาติต่อไป จึงแจ้งมาให้ทราบทั่วกัน

ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2566

'อนันดาฯ' แจ้งแนวทางแก้ปัญหา 'แอชตัน อโศก' ไม่ต้อง 'รื้ออาคาร-ขอใบอนุญาตก่อสร้างใหม่'

(31 ก.ค. 66) หลังจากวันที่ 27 ก.ค.66 ศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษาให้ 'เพิกถอน' ใบอนุญาตก่อสร้าง 'แอชตัน อโศก' (Ashton Asoke) ซึ่งเป็นโครงการของ 'อนันดาฯ’ ร่วมทุนกับ 'มิตซุย ฟูโดซัง' จากญี่ปุ่น สร้างคอนโดสูง 51 ชั้นจำนวนห้องพัก 783 ยูนิต ตั้งอยู่ริมถนนอโศก มูลค่าโครงการ 6,481 ล้านบาท และมีการโอนกรรมสิทธิ์ไปแล้ว 668 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 5,653 ล้านบาท หรือ 87% ปัจจุบันมีจำนวนยูนิตคงเหลือ 115 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 828 ล้านบาท หรือคิดเป็น 13% การดำเนินงาน

ล่าสุด คุณชานนท์ เรืองกฤตยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ได้สรุปแนวทางแก้ไขปัญหา 'แอชตัน อโศก' ดังนี้...

1. โครงการ 'แอชตัน อโศก' (Ashton Asoke) เป็นโครงการที่พัฒนาโดยบริษัท อนันดา เอ็มเอฟ เอเชีย อโศก จำกัด ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากคำพิพากษาดังกล่าว นอกจากมีผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนผู้ซื้อห้องชุด หรือเจ้าของร่วมในโครงการแอชตัน อโศก แล้วยังส่งผลกระทบกับ อนันดา เอ็มเอฟฯ ในฐานะผู้ประกอบการที่ถือหุ้นโครงการนี้ 51% ได้ร่วมกับ 'มิตซุย ฟูโดซัง' ผู้ร่วมทุน รวบรวมความเสียหายและแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อติดต่อเจรจากับส่วนงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องโดยเร่งด่วน ส่วนมูลค่าความเสียหายในเบื้องต้น อยู่ระหว่างการประเมินร่วมกับผู้สอบบัญชีและผู้เกี่ยวข้อง และจะตั้งสำรองในไตรมาส 2 นี้

2. แม้ศาลปกครองสูงสุดจะพิพากษาเพิกถอนใบอนุญาตก่อสร้าง แอชตัน อโศก แต่ความเสียหายดังกล่าวยังสามารถแก้ไขได้ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางที่ผู้แทนหน่วยงานของรัฐได้เสนอทางแก้ตามที่เป็นข่าวต่อสาธารณะไปแล้วว่า 'กรณีที่ศาลเพิกถอนใบอนุญาตโครงการ ไม่จำเป็นต้องรื้อถอนอาคาร' ซึ่งบริษัท อนันดา เอ็มเอฟฯ กำลังหาแนวทางแก้ไขที่มีอยู่หลายแนวทาง โดยจะได้ขอเข้าพบกับหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมถึงหัวหน้าหน่วยงานรัฐ ซึ่งถูกฟ้องในคดีเดียวกัน ได้แก่ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้ว่าการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ภายใน 14 วันทำการ นับถัดจากวันที่ 27 กรกฎาคม 2566 ซึ่งเป็นวันที่ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษา เพื่อเจรจาหาทางแก้ไขกับหน่วยงานของรัฐต่อไป

อย่างไรก็ตาม ศาลปกครองสูงสุดไม่ได้กำหนดระยะเวลาที่สั่งเพิกถอนอาคาร ว่าหน่วยงานของกรุงเทพมหานครจะต้องดำเนินการภายในเมื่อใดและไม่ได้กำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมอื่นๆ ทั้งนี้ หน่วยงานของกรุงเทพมหานครจะเป็นผู้สั่งการให้บริษัทดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องตามกฎหมายต่อไป

3. อนันดา เอ็มเอฟฯ อยู่ระหว่างการประชุมหารือร่วมกันกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางในการอนุมัติ หรืออนุญาตให้ทำโครงการแอชตัน อโศก เพื่อแก้ไขความเสียหายให้แก่ประชาชนผู้ซื้อห้องชุด หรือเจ้าของร่วม รวมถึงความเสียหายของบริษัท อนันดา เอ็มเอฟฯ ผู้พัฒนาโครงการดังกล่าวด้วยความสุจริต และเป็นไปตามกฎหมายตามที่หน่วยงานของรัฐได้รับรองไว้หลายหน่วยงานมาโดยตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งการหารือกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องจะเป็นการดำเนินการควบคู่กับการพิจารณาแนวทางอื่นที่มีอยู่หลายแนวทางด้วย ซึ่งจะรายงานความคืบหน้าเพิ่มเติมต่อไป

สำหรับประเด็นสำคัญที่ศาลวินิจฉัย คือ ที่ดินทางเข้า-ออกอาคารแอชตัน อโศก เป็นที่ดินของ รฟม. มาจากการเวนคืน จึงไม่อาจนำมาให้เอกชนใช้ในการประกอบการได้ และเมื่อไม่สามารถนำที่ดินทางเข้า-ออกมาใช้ได้ ดังนั้นการที่หน่วยงานของรัฐ (กทม.) ออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร จึงขัดกับ พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ที่อาคารสูงต้องมีด้านใดด้านหนึ่งของที่ดินยาวไม่น้อยกว่า 12 เมตร ติดถนนสาธารณะที่มีทางกว้างไม่น้อยกว่า 18 เมตร จึงมีผลให้ใบอนุญาตก่อสร้างไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลปกครองสูงสุด จึงยืนตามคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง ให้ 'เพิกถอน' คำสั่งอนุญาตก่อสร้างอาคารแอชตัน อโศก โดยให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ออกใบอนุญาต


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top